ปีละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อยที่ผ้าทอมือชิ้นใหม่ซึ่งไม่เคยถูกใช้งาน ถูกพับเก็บไว้เป็นอย่างดี จะถูกนำออกมารับแดด ปกติคือช่วงปีใหม่ และอีกครั้งในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นเทศกาลผูกข้อมือเรียกขวัญ ที่เราจะได้เห็นชาวบ้านแต่งตัวเต็มยศสวยงาม เผยให้เห็นลวดลายเส้นสายบนเสื้อผ้า โดยเฉพาะแม่บ้านผู้เป็นเจ้าของผลงาน

ลวดลายผ้าทอมือมีเรื่องราวมากมายที่ผ่านช่วงเวลาที่แตกต่างกัน บางตัวอายุเกือบร้อยปีดูมีพลัง บางตัวเป็นการแลกเปลี่ยนกันกับเพื่อนต่างหมู่บ้าน ซึ่งทำให้เห็นความแตกต่างที่เป็นเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละถิ่น บางตัวเห็นก็รู้ว่าเป็นลายผ้ายุค 4G

ถึงแม้ทุกวันนี้เสื้อผ้าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิต ที่ดูเหมือนไม่ใช่ปัญหาใหญ่อีกต่อไปถ้าเราได้สำรวจเสื้อผ้าที่เราแต่ละคนมีเก็บไว้ แต่เรื่องราวบนผืนผ้าต่างหากที่กำลังถูกลืมและขาดแคลนในหมู่คนรุ่นเรา 

แม่บ้านคือผู้ที่ทำหน้าที่สืบทอดเรื่องราวบนผืนผ้าเหล่านั้นได้อย่างดี เพราะวิถีชีวิตตั้งแต่เล็กจนโต เช้าจรดเย็น ตั้งแต่ฤดูร้อนจนถึงฤดูหนาว ผู้หญิงได้เรียนรู้ ได้ใกล้ชิดกับผ้า เช่น เมื่อแม่คนหนึ่งให้กำเนิดชีวิตใหม่ เด็กน้อยก็จะถูกแกว่งไกวในเปลที่เป็นผ้าห่มทอมือผืนบางที่ประยุกต์เป็นเปลกล่อมลูกน้อยได้ หรือจะแบกเด็กน้อยขึ้นหลังเดินไปมา การบันทึกเรื่องราวผ่านประสบการณ์ความรู้สึกเช่นนี้ ช่วยบ่มเพาะจินตนาการของนักทอผ้า จนสามารถถักทอเรื่องราวต่างๆ มาเก็บไว้ในลายผ้าทอ ที่แสดงออกถึงความผูกพันที่ธรรมชาติและมนุษย์มีต่อกัน

ฉ่า โร หมื่อ วิธีบันทึกธรรมชาติด้วยการเปลี่ยนเรื่องราวเป็นลวดลายผ้าทอมือปกาเกอะญอ

ฉ่า โร หมื่อ ดาวล้อมตะวัน

ฉ่า โร หมื่อ วิธีบันทึกธรรมชาติด้วยการเปลี่ยนเรื่องราวเป็นลวดลายผ้าทอมือปกาเกอะญอ

 เสื้อตัวแรกของเด็กชายกำพร้าในนิทานที่ทำจากต้นกล้วย กลายเป็นที่มาของการเริ่มฝึกหัดการทอผ้าของเด็กผู้หญิงตัวน้อย ที่ใช้กาบกล้วยมาฉีกเป็นเส้นๆ เพื่อแทนเส้นด้ายของจริง เมื่อนักเรียนตัวจิ๋วได้สัมผัสกับการใช้กี่เอวครั้งแรก วิธีการทอที่มีผู้รู้คอยประกบตัวต่อตัว ไม่นานนักเด็กหญิงก็จะได้เรียนรู้การทอผ้าด้วยเส้นด้ายของจริง และการทอเสื้อผืนแรกของตัวเอง เป็นหลักสูตรที่เหล่านักทอผ้ามืออาชีพล้วนเคยสอบผ่านกันมาทั้งนั้น

บนท้องฟ้าอันเวิ้งว้างกว้างไกลที่เต็มไปด้วยด้วยหมู่ดาวในกลางคืน เมื่อครั้งยังไม่มีแสงของหลอดไฟรบกวน เป็นไปได้ว่าด้วยม่านที่มองออกไปยังดวงดาวที่กะพริบไหวแสนไกล นักทอผ้าคนแรกได้หยิบเอาดวงดาวลงมาไว้บนเสื้อของเธอ  และไม่ลืมนับดวงตะวันที่ส่องแสงตอนกลางวันเข้าไว้ด้วยกัน ด้วยความรู้สึกที่ดาวเป็นส่วนหนึ่งของแสงตะวัน

ผู้เป็นแม่จะตื่นเช้า แม่จึงจินตนาการให้ดวงตะวันอยู่ตรงกลางของหมู่ดาว คอยส่องแสงสว่างให้ดาวเคราะห์ที่เปรียบเสมือนลูกๆ ในวัยเด็กที่ต้องได้รับความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่ เหมือนแสงจากดวงตะวันที่ให้ความอบอุ่นกาย เช่นเดียวกับเสื้อผ้าที่ได้ทำหน้าที่ของมันในฤดูหนาว จึงเกิดเป็นชื่อของลายบนเสื้อของแม่บ้านที่เรียกว่า ‘ฉ่า โร หมื่อ’ ที่แปลว่า ดาวล้อมตะวัน ซึ่งพบเห็นได้ทั้งที่เป็นลายปักและลายยก ดวงดาวในจินตนาการของแต่ละคนอาจคล้ายและแตกต่างกันไป เป็นสี่เหลี่ยมบ้าง สามเหลี่ยมบ้าง นอกจากนี้ ยังมีลวดลายที่เกี่ยวกับดาวอื่นๆ เช่น ฉ่า พิ เล ดาวกระจาย ฉ่า ตู่ กอ ดาวศุกร์ 

ฉ่า โร หมื่อ วิธีบันทึกธรรมชาติด้วยการเปลี่ยนเรื่องราวเป็นลวดลายผ้าทอมือปกาเกอะญอ

 ธรรมชาติที่ได้ถูกเก็บไว้ในผืนผ้า

เลื่อนสายตาจากท้องฟ้าลงมาบนพื้นโลก ที่วิถีชีวิตผูกพันกับธรรมชาติมายาวนาน จนเพียงพอที่มนุษย์จะจดจำสิ่งต่างๆ ทั้งสิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตว์และสิ่งมีชีวิตที่เป็นต้นไม้พืชพรรณ สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ทำหน้าที่ดูแลมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นทั้งอาหาร ยาสมุนไพร ไม้สำหรับปลูกเรือน ให้ร่มเงา เมื่อมองสิ่งเหล่านี้สำคัญต่อการมีชีวิต การเขียนบันทึกด้วยเส้นด้ายทีละขยักลงบนผ้า จึงเป็นสิ่งที่นักทอผ้ายุคเก่าแก่ได้ทำไว้ เพราะไม่มีภาษาเขียนไหนจะทำให้ลายผ้างดงามไปกว่านี้อีกแล้ว

สิ่งรอบข้างที่พบเจอได้ในวิถีชีวิตประจำวัน ตั้งแต่บ้านที่มีสัตว์อย่างแมงมุมที่ได้รับเชิญให้มาประดับบนเป็นลายเสื้อถูกเรียกว่า ‘เก่อ ปอ เดอ’ หรือลายแมงมุมบ้าน แมงมุมที่มักจะสร้างใยที่เป็นบ้านของมันในบ้านของเราอีกทีคอยดักจับแมลงหรือยุงให้เรา แมงมุมจึงมีความสำคัญต่อเราในฐานะยามเฝ้าบ้านคนหนึ่ง ถึงแม้ใยแมงมุมอาจจะเกะกะบ้าง แต่มันก็จะจากไปในไม่ช้า แมงมุมจะไม่อยู่ที่เดิมถาวร แมงมุมที่อยู่ในบ้านไม่ได้มีพิษอะไร มีเพียงมนุษย์เราที่มองแมงมุมบ้านเปลี่ยนไป เมื่อการปลูกบ้านแบบสมัยใหม่ที่ไม่ได้นับสัตว์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของบ้านอีกต่อไป

ลายเก่อ ปอ เดอ มักจะมีการใช้ลูกเดือยชนิดยาวปักเป็นรูปขาของแมงมุมที่กางออกทั้งสี่ข้างลงบนเสื้อของแม่บ้าน ส่วนพ่อบ้านนั้นจะเอาลายแมงมุมมาใส่ไว้ในงานจักสานแทน ซึ่งเรียกว่า ‘เกอ ปอ จึ๊’

ไกลออกไปจากบ้านเมื่อเราเดินทางไปที่ไร่นา มีทั้งพืชและสัตว์ที่นอกจากจะเป็นอาหารแล้ว นักทอผ้าก็ไม่ลืมเก็บบันทึกสิ่งที่พบเจอในทุ่งไร่ในท้องนาลงไว้บนผ้าเช่นกัน ‘แฉว่ ซะ’ หรือลายอกปู ที่เกิดจากการมัดย้อมสำหรับการนำลายไปใช้ในการทอผ้าซิ่น

นอกจากปูแล้ว ข้าวก็เป็นพืชที่สำคัญมากๆ ผักแว่นและใบบัวบกก็ถูกใช้เป็นลายปักบนผ้าเช่นกัน ส่วนจิงโจ้น้ำที่ใช้วิชาตัวเบาเดินไปมาบนผิวน้ำ ก็ได้มีลายเซ็นเป็นของตัวเองที่มีชื่อเรียกว่า ‘ทีฃ่า’ เช่นเดียวกับลูกอ๊อดตัวน้อยที่รอวันกลายร่างเป็นกบเป็นเขียด ก็ไม่ได้คลาดสายตาอันแหลมคมของนักทอผ้า ต่อให้เป็นแค่ส่วนปากเท่านั้นเองที่ถูกนำมาใช้เป็นลายผ้าที่มีชื่อว่า ‘เบอะข่าข้อ’ หรือลายปากลูกอ๊อดนั่นเอง

ฉ่า โร หมื่อ วิธีบันทึกธรรมชาติด้วยการเปลี่ยนเรื่องราวเป็นลวดลายผ้าทอมือปกาเกอะญอ

ลายสีของเส้นด้ายคือลายแทงของเส้นทาง

กว่าที่เสื้อสักผืนจะถูกทอออกมาให้ใช้ต้องใช้เวลาไม่น้อย ผ้าหนึ่งผืนมีความหมายกับคนคนหนึ่งอย่างมาก คนรุ่นก่อนจึงทะนุถนอมเสื้อผ้าของตนอย่างดี คนสมัยก่อนเล่าว่า สมัยที่ยังเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็กไปเลี้ยงควาย เขาต้องถอดเสื้อ เอาใบตองมาห่อ เก็บใส่ย่ามไว้ และเดินถอดเสื้อตามควายทั้งวัน ตอนเย็นถึงค่อยใส่เสื้อกลับเข้าหมู่บ้าน วิธีนี้ช่วยยืดอายุการใช้งานของเสื้อออกไปอีกหลายปี

ภายหลังฤดูเก็บเกี่ยว ผู้ชายจะทำหน้าที่เดินเท้าออกไปหาฝ้ายยังหมู่บ้านที่มีต้นฝ้าย ซึ่งบางครั้งใช้เวลานานเป็นเดือน จนกว่าจะได้ฝ้ายพอสำหรับเสื้อผ้าของคนในครอบครัว เพื่อให้แม่บ้านทอเป็นเสื้อ ผ้าพันคอ ผ้าห่ม ย่าม หรือซิ่น สำหรับต้อนรับฤดูหนาว

ในปัจจุบัน นอกจากการมีอยู่ของลายดั้งเดิมแล้ว ยังมีการคิดค้นลายใหม่ๆ เพิ่มเติม เช่น ลายดอกไม้ที่ชาวบ้านปลูกขาย หรือในหนังสือหรือสื่อช่องทางต่างๆ ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้ หรือบางทีเป็นความต้องการของเพื่อนๆ ในเมืองที่แวะเวียนมาพูดคุยแลกเปลี่ยน และอยากซื้อกลับไปใช้ในเมือง มิตรภาพก็ให้กำเนิดเส้นสีและลวดลายใหม่ๆ ได้เช่นกัน

ฉ่า โร หมื่อ วิธีบันทึกธรรมชาติด้วยการเปลี่ยนเรื่องราวเป็นลวดลายผ้าทอมือปกาเกอะญอ

กลุ่มแม่บ้านในหลายชุมชนเริ่มกลับมารวมตัว เพื่อรื้อฟื้นวิธีการย้อมผ้าด้วยสีที่ได้จากธรรมชาติ อย่างเปลือกไม้ ผลไม้ ใบไม้ และพืชชนิดต่างๆ ที่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เพาะนอกจากกิจกรรมทอผ้า ย้อมผ้า จะเป็นห้องเรียนที่ให้ทั้งความรู้และให้เราได้เพลิดเพลินแล้ว สิ่งเหล่านี้ได้มอบความรู้สึกที่พาให้คนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในยุคแห่งความสำเร็จรูป ได้กลับเข้าไปใกล้กับธรรมชาติมากขึ้นอีกนิดหน่อย

กี่ทอผ้ายังทำงาน ใช้เส้นด้ายบางๆ ยังคงถักทอเรื่องราวของธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ และมนุษย์อย่างเนิบช้า ตอนเช้าตรู่ยังมีเสียงทอผ้าให้ได้ยิน เสียงทอผ้าที่ฟังดูเหงาๆ เมื่อลูกหลานออกเดินทางเข้าเมืองนานๆ ถึงจะกลับบ้าน ถ้าเราคือกลุ่มดาวล้อมตะวันที่เป็นตัวแทนของธรรมชาติ เรากำลังโคจรออกห่างไปจากความเป็นอยู่ดีของโลกมากขึ้นทุกที 

การกลับไปเปิดตู้เสื้อผ้าที่บ้าน อาจจะบอกกับเราได้ว่าเรากำลังโคจรอยู่ที่จุดไหน เรามีเสื้อผ้ามากเกินไปหรือเปล่า เราเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มกำลังการผลิตปัจจัยส่วนเกินของบริษัทเหล่านั้นหรือเปล่า ที่เมื่อวันหนึ่งเสื้อผ้าของพวกเขาขายไม่ได้ พวกเขาเลือกที่จะเผาทำลายมัน แทนการแจกจ่ายให้กับเพื่อนมนุษย์ที่ยังขาดแคลน ผู้คนที่หนีภัยสงครามที่ไม่มีแม้แต่หยิบเสื้อกันหนาวให้ลูกน้อย การที่ผ้าทอผืนหนึ่งถูกทอขึ้นมาจนสำเร็จนั้น ธรรมชาติคือตัวแปรสำคัญที่หล่อเลี้ยงเส้นด้ายและจินตนาการของมนุษย์ให้ได้มีได้ใช้

จึงมีถ้อยคำที่คนรุ่นก่อนตั้งใจทำหล่นไว้ให้คนรุ่นหลังได้หยิบขึ้นมาและลองใคร่ครวญดู บางทีเราอาจรู้อยู่แล้วว่าเราจะโคจรให้พอดีกับแสงตะวันที่จุดไหน

“ถ้าเราอยากมีข้าวกิน มีเสื้อใส่คลุมกาย ถิ่นดินแคว้นใดเราอยู่ จงดูแล”

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

 ห่อโข่ ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ที่ที่เราทุกคนร้องไห้

การร้องไห้เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่เราทุกคนบนโลกล้วนเคยประสบพบเจอในชีวิต แม้เราจดจำเสียงร้องไห้ครั้งแรกของเราในวันที่ลืมตาดูโลกไม่ได้ ทารกบางคนถูกตีก้นหากชักช้าไม่ยอมร้องไห้ให้หมอตำแยสมัยใหม่ฟัง หลังจากการร้องไห้ครั้งนั้น เราได้เริ่มต้นมีชีวิตบนโลกใบนี้ที่หมุนมาช้านานและกำลังหมุนต่อไป

‘ห่อโข่’ แปลว่า ดิน โลก และที่ร้องไห้ การร้องไห้เป็นภาษาแรกของมนุษย์ทุกคน ทุกเผ่าพันธุ์บนโลก ยังไม่มีบันทึกไหนบอกว่ามีเด็กลืมตาดูโลกแล้วหัวเราะ อาจมีบ้างที่มีเด็กน้อยยิ้ม แต่มันจะเกิดหลังจากร้องไห้ ภาษาสากลนี้จึงเหมาะที่สุดแล้วสำหรับความเชื่อบรรพบุรุษของปกาเกอะญอ ผู้เรียกขานดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ว่าห่อโข่ หรือที่ที่เราทุกคนร้องไห้

ปกาเกอะญอเชื่อว่า ห่อโข่ คือดาวโลก ที่ที่ทุกคนร้องไห้ เพราะน้ำตาบอกว่าเรามีชีวิต

วาระที่หนึ่ง

การเกิดมาแล้วร้องไห้ทันที แปลว่าการเดินทางบนโลกใบนี้มันไม่ใช่เรื่องสนุกนัก เราต้องพบเจอความยากลำบากไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็วเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ก็มีเรื่องราวที่มอบรอยยิ้มและความสุขใจให้เราได้เช่นกัน อย่างเด็กๆ ใช้การร้องไห้เป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งของเล่น ขนม หรืออะไรก็ตามที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า 

เมื่อครั้งพ่อแม่พาไปยังแหล่งที่มีของเล่นเด็ก เด็กบางคนขอผู้ปกครองด้วยวาจาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ก็ได้ของที่หมายปองมาครองครองอย่างราบรื่น แต่คงมีเด็กจำนวนมากที่อาจต้องสวมบทบาทนักแสดง ด้วยการเปล่งเสียงร้องและรีดน้ำตาออกมา ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังมีไม้ตายสุดท้ายด้วยการลงไปนอนเกลือกกลิ้งบนพื้น ซึ่งใช้ได้ผลอยู่บ่อยๆ แต่พอโตขึ้นมาหน่อยอาจจะต้องใช้วิธีอื่นๆ ที่เหมาะกับวัยมากขึ้น นี่ก็เป็นความยากลำบากน้อยๆ ของผู้ปกครองเช่นเดียวกับลูกๆ ที่ต้องฝึกฝนไม้ตายไว้ใช้ยามจำเป็น

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

จึงมีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า เด็กได้มาด้วยการร้องไห้ ผู้ใหญ่ได้มาด้วยเล่ห์กล และวัยเด็กนี้เองเป็นวัยที่หอมที่สุด ความหอมเป็นกลิ่นและบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา เราสังเกตได้จากบ้านที่มีเด็กอยู่ มักมีเสียงเพลงของพ่อแม่ที่กล่อมลูกน้อย เสียงที่ญาติๆ ข้างบ้านไปแสดงความเอ็นดูเจ้าตัวน้อย เสียงหัวเราะและเสียงร้องเพลงของเด็กน้อยที่โตขึ้นมาหน่อย ช่วยหล่อเลี้ยงบรรยากาศของบ้านให้อบอวลไปด้วยความสดใสด้วยพลังงานของเด็ก ช่วยให้ผู้ใหญ่ยิ้มได้และรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดของการงาน เด็กจึงเนื้อหอมที่สุดในบ้าน

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่ผู้ใหญ่กำลังถกเถียงกันเรื่องกำจัดปีศาจตัวหนึ่งที่เข้ามารุกรานหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนเดือดร้อน ล้มป่วย และสร้างความหวาดกลัวไปทั่ว ผู้ใหญ่ประชุมหารือกัน 7 วัน 7 คืนบนบ้าน แต่ก็หาทางออกไม่เจอ เด็กๆ ที่กำลังเล่นกันตามประสาเด็กใต้ถุนบ้านได้ยินเสียงผู้ใหญ่ถกเถียงกันอย่างจริงจัง จนรู้สึกว่ามันรบกวนการเล่นของพวกเขา เด็กคนหนึ่งในนั้นจึงขึ้นไปบนบ้าน แล้วยื่นปืนลมที่ทำจากไม้ไผ่ของตัวเอง และบอกกับผู้ใหญ่ว่าให้ล่อปีศาจเข้ามาในปืนลมของเขา ครั้นปีศาจเข้าไปแล้วให้เอาขี้ผึ้งอุดหัวท้ายของปืนลมแล้วเอาไปเผา ปีศาจก็จะไม่โผล่มาอีก

ทางออกที่ง่ายราวกับปอกกล้วยกินของเด็ก สำหรับผู้ใหญ่แล้วมันเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาเท่านั้นเอง แต่ผลที่ออกมาก็ทำให้ผู้ใหญ่ต้องคิดใหม่ ผู้ใหญ่คิดมากไป คิดซับซ้อนเกินไป จึงไม่แปลกที่เจ้าชายน้อยจะไม่ค่อยเข้าใจพวกผู้ใหญ่นัก

การร้องไห้วาระแรกนี้เป็นการร้องไห้พื่อต้อนรับเริ่มต้นการมีชีวิตในโลก ซึ่งวัยเด็กนี้เอง น่าจะเป็นวัยที่พวกเราหลายคนยกมือสนับสนุนเห็นด้วยว่า วัยเด็กคือวัยที่เรามีความสุขมากที่สุด

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

วาระที่สอง

การดีใจก็ทำให้เราร้องไห้ได้เช่นกัน บ่อยครั้งที่เราเห็นนักกีฬาหลั่งน้ำตาในโอกาสที่ได้รับชัยชนะ หลังการแข่งขันจบสิ้นลง การบากบั่นฝึกฝนมาทั้งปีได้รับผลตอบแทนที่มีค่าต่อจิตจากมากมาย เช่นเดียวกับฝ่ายที่ปราชัยก็ร่ำไห้เสียใจที่พลาดหวังในการแข่งขันทั้งๆ ที่ก็ฝึกฝนไม่น้อยไปกว่ากัน ความรักมีพลังมหาศาลที่จะปลดปล่อยน้ำตาอุ่นๆ ไหลมาอาบแก้มของใครต่อมากมาย ความผิดหวังจากความรักนำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างถึงที่สุดนี่เอง ที่เปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งกลายเป็นอีกคนไปเลย

วาระที่สาม

การจากลาดูจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ร้องไห้มากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะการจากลาที่ไม่มีวันได้พบเจอกันอีก คนสมัยก่อนเชื่อว่านอกจากโลกใบนี้แล้ว ยังมีโลกอีก 4 ใบทับซ้อนกันอยู่ คือ โลกที่เรากำลังอยู่ โลกวิญญาณ โลกแห่งความตาย โลกนรก โลกสวรรค์ ในบรรดาโลกทั้งห้านี้มีการร้องไห้ให้ได้ยิน และทุกโลกต่างหมุนโคจรไปกับเราทุกขณะทุกวัน หากเราดีใจ อิ่มใจ หรือรู้สึกสงบ ก็บอกได้เลยว่า เรากำลังอยู่ในโลกสวรรค์ แต่ถ้าเราทุกข์ใจ ก็บอกได้ทันทีเช่นกันว่าเรากำลังย่ำไปในโลกของนรก ส่วนคนที่เมาสุรา อาจจะกำลังท่องเที่ยวไปในโลกแห่งวิญญาณ เพราะร่างกายที่อ่อนเอนทรงตัวไม่มั่นคงนั้น อาจเหลือความเป็นมนุษย์เพียงครึ่งเดียว ในแต่ละวันเราอาจจะท่องเที่ยวไปมาจนครบทั้งห้าโลกก็ได้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น

โลกไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวลำพัง โลกต้องการผู้ที่คอยช่วยเหลืออย่างดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างมายังโลก ทำให้โลกนั้นมีชีวิต มีความหวัง 

‘หมื่อหล่า’ แปลตรงตัวว่า ใบของดวงอาทิตย์ มีความหมายว่า ‘ความหวัง’ ตราบใดที่โลกยังมีดวงอาทิตย์ เราก็จะยังมีความหวัง ต่อให้บางยุคบางสมัยยากลำบาก ในการประกอบพิธีกรรม คนสมัยก่อนจะเอ่ยขอบคุณฟ้าดินเพื่อระลึกถึงบุญคุณของธรรมชาติที่ได้ดูแลมนุษย์ให้อยู่รอดปลอดภัยในทุกฤดูทุกปี ที่เราอยู่รอดปลอดภัยได้ทุกวันนี้ นอกจากเป็นเพราะการเรียนรู้ที่จะปรับตัวของเราแล้ว ส่วนสำคัญคือการบิดตัวถ้อยทีถ้อยอาศัยของโลกที่พอเหมาะพอดี

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ทุกๆ วันมีก้อนอุกกาบาตโคจรมาชนกับโลกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วยชั้นบรรยากาศของโลกนี้เอง ช่วยปกป้องให้เรารอดพ้นจากภัยอันตรายที่เกิดกับเรา หากก้อนอุกกาบาตเหล่านั้นทะลวงชั้นบรรยากาศโลกเข้ามาได้ โลกอาจจะเจ็บปวดโดยที่เราไม่รู้เลย

หรือการรักษาสมดุลและจัดวาง วงแหวนแห่งไฟที่เป็นรอยแยกของเปลือกโลก ซึ่งทอดยาวตามแนวชายฝั่งในมหาสมุทรแปซิฟิก เก็บภูเขาไฟและระเบิดเวลาของการเกิดแผ่นดินไหว เราในฐานะมนุษย์แทบจะบังคับอะไรไม่ได้เลย หากเกิดอะไรขึ้นแบบกะทันหัน

แต่เพราะความรักของดวงดาวที่ร้องไห้ ซึ่งมอบความรักที่ยิ่งใหญ่ เป็นความรักที่ไร้กาลเวลา ต่อให้เราจะตัดต้นไม้มาสร้างบ้าน ต้นไม้ไม่เคยห้าม แต่ยังแตกกิ่งก้านใหม่ออกมาให้ร่มเงากับเราอีกครั้ง เราจับปลาในท้องทะเลกิน มหาสมุทรไม่เคยห้าม แถมยังเพิ่มฝูงปลาให้เรา แผ่นดินไม่เคยห้ามเราทำเหมืองแร่ เพื่อให้เราได้นั่งเครื่องบินท่องเที่ยว ส่งจรวดไปดาวอังคาร มีชีวิตอย่างสะดวกสบาย

นอกจากการใส่วันสิ่งแวดล้อมโลกลงในปฏิทิน เพื่อย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของโลกใบนี้ การกล่าวขอบคุณฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ก็เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้เรายังพอนึกภาพที่เราเกี่ยวข้องกับโลกและจักรวาลได้บ้าง คนรุ่นก่อนที่เชื่อว่าชีวิตของเราขึ้นตรงต่อแรงหมุนของโลก และเราต้องยอมรับและหมุนไปกับฤดูกาลของโลกที่หมุนเปลี่ยนไป

กินน้ำ ให้รักษาชีวิตของน้ำ ใช้ดิน ให้ดูแลชีวิตของโลก

คือถ้อยคำสั้นๆ ที่คนรุ่นก่อนฝากไว้ให้เรา เพื่อที่เราจะยังมีความหวังต่อไป ในวันที่เราต่างได้ยินเสียงสะอื้นจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load