ไก่เป็นอาหารโปรตีนราคาถูก คนทั่วโลกนิยมกินมากที่สุด ประมาณว่าไก่ในโลกนี้มีประมาณ 26,000 ล้านตัว เรียกได้ว่า ไก่เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก 

ประเทศที่เลี้ยงไก่มากที่สุดคือ จีน 5,000 ล้านตัว ส่วนบ้านเราเลี้ยงไก่ปีละประมาณ 300 ล้านตัว เกือบทั้งหมดมีชีวิตสั้นประมาณ 1 เดือน ก่อนจะกลายเป็นอาหารของมนุษย์

ไม่น่าแปลกใจที่เวลาเราเดินทางไปที่ไหนทั่วโลก จะเห็นไก่อยู่แทบทุกหนแห่ง แต่เชื่อหรือไม่ ไก่ที่กระจายไปอยู่ทั่วโลกหลายหมื่นล้านตัว มีจุดกำเนิดมาจากไก่ป่าแถวเอเชีย โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่เอง และเมื่อประมาณ 4,000 – 5,000 ปีก่อน มนุษย์ได้เริ่มเอาไก่ป่าไปเลี้ยงเป็นอาหาร เพาะพันธุ์จนได้ไก่หลายชนิดกระจายไปทั่วโลก 

หนึ่งในสายพันธุ์ไก่ที่เรารู้จักดีคือ ไก่แจ้

การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต

เมื่อปีก่อน ผู้เขียนมีโอกาสต้อนรับสมาชิกใหม่ในไร่ที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ คือไก่บ้านวัยรุ่น 2 คู่ ชาวบ้านในหมู่บ้านนำมามอบให้

ไก่รุ่นนี้มีบรรพบุรุษเป็นไก่ป่า (Red junglefowl) ที่อาศัยอยู่ในป่าเต็งรังละแวกนั้น แอบมาผสมพันธุ์กับไก่แจ้ของชาวบ้าน จนออกลูกออกหลานมาหลายรุ่น หน้าตาคล้ายไก่แจ้แต่รูปร่างสูงใหญ่ ไม่เตี้ยเหมือนไก่แจ้ และที่สำคัญคือ ตกเย็นจะบินขึ้นเกาะนอนบนต้นไม้สูง ตามสัญชาตญาณไก่ป่าที่ยังติดตัวมา

เป็นครั้งแรกที่ได้เลี้ยงไก่ในชีวิต โชคดีไก่พวกนี้เกิดมาค่อนข้างแข็งแรงกว่าไก่ที่เลี้ยงไว้เอาเนื้อ ไม่ต้องดูแลมาก ทุกเช้าเย็นแค่โปรยข้าวสารเป็นอาหารให้ไก่ ปล่อยให้เดินหากินเองตามท้องไร่ท้องนา ตกเย็นบินขึ้นเกาะกิ่งไม้นอน ไก่เหล่านี้บินสูง ไม่ได้นอนในสุ่มหรือคอกบนดิน ไม่ต้องสร้างกรงให้เหมือนไก่ทั่วไป ปลอดภัยจากหมาเจ้าถิ่นละแวกนั้น ที่ชอบออกมาหากินไก่ตอนกลางคืน พอเช้าก็บินลงมาคุ้ยหาอาหารกินตามพื้นดินตามธรรมชาติ 

ผู้เขียนไม่ได้เลี้ยงไก่เพื่อหวังกินเนื้อ แม้จะมีคนกล่าวว่า ไก่แจ้ผสมไก่ป่าจัดว่าเป็นไก่อร่อยที่สุด เลี้ยงเป็นเพื่อน ตอนแรกเวลาส่งเสียงเรียกให้กินข้าว ไก่ยังไม่ค่อยชิน วิ่งหนีตามสัญชาตญาณระวังภัย แต่อยู่ไปนานๆ เริ่มมีความผูกพัน จนจับมาลูบหัวได้ บางทีชอบเดินตามไก่ สังเกตชีวิตของพวกเขา นับเป็นความปีติอย่างหนึ่ง

เพิ่งสังเกตว่าไก่แถวนี้ไม่ได้ขันตอนใกล้รุ่ง แต่พร้อมจะขันได้ทุกเมื่อในยามค่ำคืน ดึกดื่นเพียงใดเสียงดังก้องไปทั่วท้องนา

หลายเดือนต่อมา ไก่โตวันโตคืน ไม่ทันไรอ้ายเหลืองตัวผู้ก็ขึ้นไปขี่ผสมพันธุ์ตัวเมีย สักพักตัวเมียก็แยกวงออกมาหาสถานที่ทำรังกกไข่ และออกไข่วันละฟอง ไข่มีขนาดเล็กกว่าไข่ไก่พันธุ์ไข่ที่คนทั่วไปกิน พอออกไข่ครบ 7 ฟอง ตัวเมียจะเริ่มมากกไข่ทั้งวันทั้งคืน แทบจะไม่ออกไปไหน เป็นเวลาร่วม 3 อาทิตย์ ก่อนที่ไข่จะฟักเป็นลูกเจี๊ยบ

การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต

ลูกเจี๊ยบออกจากเปลือกไข่ได้ไม่นาน ก็ค่อยๆ ทรงตัวยืนขึ้นเอง และเดินเตาะแตะตามแม่ไก่ออกไปหากิน เรียกว่าช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่แรกเกิดทันที พอตกเย็นลูกเจี๊ยบทั้ง 7 ตัวจะเข้าไปซุกนอนอยู่ใต้ปีกแม่ไก่เพื่อหาไออุ่นเป็นเวลาหลายวัน ก่อนที่จะปีกกล้าขาแข็งออกมาจากอ้อมอกแม่

พอฟ้าสาง แม่ไก่จะพาลูกเจี๊ยบเดินหากินตามพื้น ใช้ตีนคุ้ยดิน พอเห็นสิ่งมีชีวิต อาทิ ไส้เดือน ปลวก แมลง กิ้งกือ ตะขาบ แม่ไก่จะจิกก่อน หรือเอาตีนไก่เหยียบ รอให้ลูกเจี๊ยบเฮโลมาจิกกินตามแม่ โดยเฉพาะปลวก อาหารโปรด

ผู้เขียนสังเกตว่า บ้านไม่มีปลวก เพราะไก่จัดการกินปลวกตามพื้นดินได้รวดเร็วก่อนที่จะขึ้นบ้าน

เย็นวันหนึ่งผู้เขียนได้ยินเสียงไก่ร้องดังมากไม่ขาดสาย พอโผล่ไปหน้าบ้าน เห็นอ้ายเหลืองกับอ้ายเป๋ ไก่ตัวผู้รุ่นน้อง ไล่ตีกันอย่างดุเดือด ทั้งคู่พองขน กระโดดตีกัน ใช้ทั้งกรงเล็บและปากจิกคู่ต่อสู่อย่างเอาเป็นเอาตาย บางครั้งอ้ายเป๋ตัวเล็กกว่าวิ่งไล่อ้ายเหลืองไปทั่วสนามหน้าบ้าน พออ้ายเหลืองหนีไปหลบในพุ่มไม้ อ้ายเป๋ก็ยืนคุมเชิง พออ้ายเหลืองโผล่ออกมา ก็จะไล่ตีกันอย่างดุเดือดไปรอบสนาม ทำท่าว่าทั้งคู่จะตีกันให้ตายไปข้างหนึ่ง เพื่อเป็นจ่าฝูงแย่งตัวเมีย

การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต
การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต

การต่อสู้ผ่านไปร่วม 10 นาที สุดท้ายอ้ายเหลืองถูกอ้ายเป๋ไล่ตีฝ่ายเดียว ขนไก่กระจุยกระจาย สุดท้ายอ้ายเหลืองหมอบ ไม่ยอมเคลื่อนไหว ไม่ส่งเสียงร้อง จากอาการบาดเจ็บหนัก เป็นสัญญาณว่ายอมแพ้แล้ว

รุ่งเช้าผู้เขียนเดินตามหาอ้ายเหลืองไปทั่ว นึกว่าหนีไปตายที่ไหน จนพบว่าหนีไปเลียแผลรักษาตัวอยู่ในพุ่มไม้ ไม่ยอมกินอาหารหรือน้ำเป็นวัน รู้ตัวว่าโดนอ้ายเป๋ยึดตัวเมียไปแล้ว 2 ตัว

ตั้งแต่นั้น อ้ายเป๋เดินคุมตัวเมีย 2 ตัวหากินพร้อมลูกเจี๊ยบ ขณะที่อ้ายเหลืองปลีกวิเวกออกมาหากินตัวเดียว อ่อนแอก็พ่ายแพ้ไป

เวลาผ่านไปไม่นาน ไก่ตัวเมียอีกตัวก็เริ่มแยกตัวออกไปหาที่ฟักไข่ กกไข่ได้ 6 ฟองและรอคอยชีวิตใหม่

ผู้เขียนเดินไปเยี่ยมเกือบทุกวัน เห็นแม่ไก่กกไข่นิ่งๆ แทบไม่ไหวติง แต่รอง แม่บ้านผู้รักไก่เล่าว่า แม่ไก่จะค่อยๆ กลิ้งไข่ให้พลิกเอาอีกด้านหนึ่งขึ้นมา เพื่อกกไข่ให้ความอบอุ่นทั่วถึง เห็นความพยายามของแม่ไก่ที่อดทนเพื่อลูกน้อยอย่างจริงจังเป็นเวลาร่วม 3 อาทิตย์

การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต

วันรุ่งขึ้น ผู้เขียนตื่นลงมาดูรัง และเห็นลูกเจี๊ยบ 2 ตัวเพิ่งฟักเป็นตัวหล่นลงมาจากรัง แต่บนรังว่างเปล่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ เดินตามหาไปทั่ว จนพบลูกเจี๊ยบครบ 6 ตัวเดินเตาะแตะอยู่แถวนั้น แต่แม่ไก่ไม่อยู่ เดินตามหาตั้งนานก็ไม่พบ เพราะปกติแม่ไก่จะหวงลูกมาก อุตส่าห์กกไข่มานานกว่าจะฟักเป็นตัว

แม่ไก่หายไปแล้วอย่างไร้ร่องรอย รองสงสัยว่า คงโดนงูเหลือมในท้องนาแถวนั้นคาบไปกินแล้ว เพราะหากเป็นหมา จะเห็นร่องรอยของขนจากการต่อสู้

“ปกติไก่จะหนีงูเหลือมทัน แต่แม่กำลังกกไข่เลยไม่กล้าทิ้งรัง ยอมเสียสละเอาชีวิตปกป้องลูก” รองแม่บ้านเล่าให้ฟัง

สงสารแม่ไก่ ไม่ทันเห็นหน้าลูกเจี๊ยบก็ตกเป็นเหยื่อแล้ว ฝ่ายลูกเจี๊ยบก็หนาวเย็นไม่มีแม่คอยกกให้ไออุ่นอีกต่อไป คงอยู่รอดยาก รองแม่บ้านจึงบอกว่า ทุกเย็นจะเอาลูกเจี๊ยบใส่กล่องกลับบ้าน ไปห่มผ้าห่มนอนข้างๆ เตียงด้วยกัน ลูกเจี๊ยบทั้ง 6 ตัวเลยมีแม่คนใหม่แล้ว

2 เดือนต่อมา ลูกไก่ทั้งหมดเติบโตขึ้นเป็นไก่วัยรุ่น ตอนนี้ที่บ้านมีไก่ร่วม 20 ตัวแล้ว เดินกันเต็มลานบ้าน แต่ไม่นานนัก ไก่ค่อยๆ หายไปทีละตัวสองตัว จากฝีมือของหมาแถวนั้น ที่แอบเข้ามาล่าตอนกลางคืน

ไก่เหล่านี้แม้จะบินหนีหมาขึ้นที่สูงเกาะต้นไม้นอน แต่หมาก็ฉลาดพอจะมาดักซุ่มก่อนฟ้าสาง รอให้ไก่บินลงมา และโดนไล่ล่าบนพื้นดิน จนบินหนีไม่ทัน

หลายครั้งที่เราเห็นขนไก่ ปีกไก่ กระจุยกระจายหรือรอยเลือดบนพื้น เป็นหลักฐานสำคัญ และเมื่อตามรอยไป ก็เห็นซากไก่ถูกทิ้งไว้ มีรอยกัดอวัยวะบางส่วนหายไป หมาแถวนี้คาบไก่ บางทีก็ไม่ได้กินจริงจัง แต่กัดเล่นจนตาย 

ไม่กี่อาทิตย์ไก่ลดหายไปเกินครึ่ง แม้แต่อ้ายเหลืองกับอ้ายเป๋ ไก่ตัวผู้รุ่นแรกที่มีประสบการณ์ยังเกือบหนีไม่รอด หางไก่ยาวโดนฉีกกัดเห็นร่องรอยชัดเจน

การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต

ความคิดเดิมที่บอกว่า ไก่แจ้ผสมไก่ป่า ตกกลางคืนจะบินขึ้นนอนบนต้นไม้สูง คิดว่ามันจะปลอดภัย ไม่ใช่ความจริงอีกต่อไป เพราะนอกจากหมาแล้ว งูเหลือมก็มาหาอาหารโอชะแถวนี้ด้วย

แม่ไก่ฟักไข่ออกลูกมาอีกครอก ก็โดนหมาเข้ามากัดคาบแม่ไก่ ที่ไม่ยอมหนีเพื่อปกป้องลูกไก่ 

ชีวิตในธรรมชาติ ผู้อ่อนแอย่อมพ่ายแพ้ผู้แข็งแรงเสมอ 

บางครั้งมนุษย์อย่างเราก็ทนดูไม่ได้ ต้องกลายเป็นตัวช่วยให้ผู้อ่อนแอ ในที่สุดเลยตัดสินใจสร้างบ้านไก่ หลังจากไปดูแบบบ้านไก่จากเพื่อนบ้านเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์

บ้านไก่มีรั้วแข็งแรง หมาขุดดินมุดไม่ได้ ตาข่ายรั้วเล็กเกินกว่าที่งูจะรอดเข้ามา และพื้นขนาดพอเหมาะให้ไก่อยู่อย่างปลอดภัยและไม่แออัด

หวังว่าไก่แจ้ผสมไก่ป่าเหล่านี้จะมีอายุยืนไปตามธรรมชาติเกือบ 10 ปี ขณะที่ไก่พันธุ์เนื้อทั่วไปมีอายุสั้นไม่ถึงเดือน

แต่หากพวกเขาปีกกล้าขาแข็ง ชอบบินข้ามรั้วไปหากินนอกรั้ว เคราะห์ร้ายอาจไปเผชิญผู้ล่าอีกครั้ง

 ก็แล้วแต่ยถากรรมนะ มนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเราคงช่วยได้แค่นี้

Writer & Photographer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

“บัดนี้ ทั่วโลกต่างตระหนักว่า ภาวะโลกร้อนกำลังเป็นหายนะภัยที่คุกคามการดำรงอยู่ของทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ถ้าหากไม่มีการแก้ไขให้เข้าสู่ภาวะสมดุล มนุษยชาติอาจถึงกาลอวสาน นั่นคือสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่ได้สูญพันธุ์ไปก่อนหน้านี้ ดังนั้น โดยหน้าที่และจิตสำนึกของพวกเรา ผมจึงขอประกาศให้พวกเราทุกคนรับทราบว่า บริษัทจะทำโครงการ Zero Emission ยุติการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และโครงการ Net Zero ปลดปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นไปจนถึงวันบรรลุเป้าหมาย ภายในปี 2050”

ชเล วุทธานันท์ ประธานกรรมการ บริษัท เท็กซ์ไทล์แกลเลอรี่ จำกัด ผู้ผลิตแบรนด์สิ่งทอ PASAYA กล่าวในงานเปิดตัวภารกิจขององค์กรครั้งสำคัญที่สุดต่อสาธารณชนในรอบหลายปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจหลายแห่งได้เริ่มสนใจปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่มีไม่กี่บริษัทที่กล้าประกาศและตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนเหมือนกับองค์กรแห่งนี้

PASAYA เป็นแบรนด์ผ้าม่าน พรม เครื่องนอน และผ้าคลุมเตียงระดับพรีเมียม โดดเด่นด้วยการออกแบบ การใช้เทคโนโลยีอันทันสมัยและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ทุกวันนี้เป็นแบรนด์ไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลกมายาวนาน

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

“ภารกิจที่เราทำ ไม่มีใครบังคับ แต่เป็นดีเอ็นเอขององค์กรที่ทำมาตั้งแต่ก่อตั้งแล้ว ในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” รติยา จันทรเทียร หรือ พี่โต้ง กรรมการผู้จัดการ พาผู้เขียนเดินเข้าไปในบริเวณของโรงงานบนเนื้อที่ร่วมร้อยไร่ในจังหวัดราชบุรี แปลกใจตรงที่ไม่มีรั้วรอบขอบชิด กำแพงกั้นอาณาเขตเหมือนโรงงานทั่วไป

“เราอยากทำให้ที่นี่เป็นโรงงานของชุมชน พนักงาน 400 คนกว่าคนส่วนใหญ่คือคนแถวนี้ทั้งนั้น” พี่โต้งเอ่ยปากขึ้น

ในอดีตเวลาเรานึกถึงโรงงานทอผ้า โดยเฉพาะแหล่งผลิตสำคัญในจังหวัดสมุทรปราการ สิ่งที่เห็นคือ โรงงานเก่าแก่ เครื่องจักรคร่ำครึ ผู้คนแออัด อากาศอุดอู้ กลิ่นเหม็น น้ำเน่า ขยะสกปรกรอบโรงงาน

“เราเคยมีโรงงานอยู่แถวพระประแดง แต่ได้ตัดสินใจย้ายโรงงานมาอยู่ที่นี่ในปี 1995 สิ่งที่เราทำก่อนคือปลูกต้นไม้และสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย เพื่อวางรากฐานของการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีก่อนไม่ให้กระทบคนในชุมชนรอบ ๆ ไม่มีการใช้สารเคมีที่เป็นพิษและกำจัดไม่ได้ มีการบำบัดน้ำเสียครบวงจรเพื่อไม่ให้เกิดการสะสมสารเคมีในชั้นใต้ดิน รีไซเคิลน้ำได้ทั้งหมด และนำน้ำกลับใช้ได้ในขบวนการผลิตถึง 30 เปอร์เซ็นต์”

คุณรติยา จันทรเทียร เป็นลูกสาวของ อาจารย์รตยา จันทรเทียร อดีตประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงได้ซึมซับสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เด็ก ๆ

อาคารแต่ละหลังล้อมรอบไปด้วยน้ำ จนดูเหมือนอาคารกลางพื้นที่ชุ่มน้ำหรือ Wetland น้ำเหล่านี้เป็นน้ำที่ได้รับการบำบัดมาก่อน และหมุนเวียนไปตามท่อระบายน้ำที่เชื่อมต่อกัน ก่อนจะนำกลับมาใช้ใหม่ สถาปัตยกรรมอาคารโดดเด่นในความเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ จนดูไม่ออกว่าภายในคือโรงงานอุตสาหกรรม แต่สะอาด เย็นสบายจากน้ำที่ล้อมรอบและระบบระบายอากาศที่ไหลเวียนตลอด

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

อาคารย้อมผ้า ซึ่งมีอุณหภูมิร้อนกว่าปกติ จึงได้รับการออกแบบให้ทั้งอาคารเปิดโล่ง ไม่มีกำแพงหรือผนังจริง ช่วยทำให้พนักงานรู้สึกได้ว่า อากาศถ่ายเทเย็นสบาย ขณะที่อาคารทอผ้า มีระบบดักจับฝุ่นในอากาศ เพื่อป้องกันการสูดดมเศษเส้นด้าย เพื่อสุขภาพปอดของพนักงาน

“ผลิตภัณฑ์สิ่งทอของเราปราศจากสารพิษฟอร์มาลดีไฮด์ อันเป็นสารก่อมะเร็งที่พบในในกระบวนการผลิตสิ่งทอ ซึ่งเราใส่ใจเป็นพิเศษ จนได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์ฉลากสีเขียวมาสิบกว่าปีแล้ว”

โรงเย็บผ้าหรืออาคาร ZigZag เป็นอาคารโดดเด่นด้วยรูปทรงที่เป็นกล่องสี่เหลี่ยม แต่พื้นที่ตรงกลางปลูกเป็นต้นไม้ราวป่าเขียวขจี ตัดกับกองผ้าที่รายล้อมอยู่โดยรอบอย่างน่าสนใจ

“ช่างตัดเย็บผ้าเป็นพนักงานที่ต้องใช้สายตา ใช้สมาธิเยอะ เพราะเป็นงานละเอียด การที่พวกเขาได้เงยหน้า พักสายตาขึ้นมาเห็นต้นไม้สีเขียว จะช่วยลดความเมื่อยล้าได้เป็นอย่างดี”

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

เหตุผลง่าย ๆ เพื่อให้พนักงานได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทำให้อาคารแห่งนี้มีชีวิตชีวาและสดใสขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

เราสังเกตเห็นสถาปัตยกรรมรูปทรงคล้ายปลาหมึกหรือแมงมุม หรือ Octospider ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นกลางบึงบัว จนน่าจะเป็นแลนด์มาร์กสำหรับโรงงานแห่งนี้ที่มีความสำคัญยิ่ง แต่พอสอบถามแล้วเป็นโรงอาหาร

“เราตั้งใจจะสร้างห้องอาหารกลางน้ำเป็นสวัสดิการให้กับพนักงาน จึงให้เพื่อนสถาปนิกชาวอิตาลีออกแบบให้พนักงานได้รับประทานอาหารอย่างสบายตา มีความสุขกลางน้ำที่ผ่านการบำบัด เห็นบึงบัว ปลาและนกหลายชนิดที่มาหากินในบึงน้ำ” พี่โต้งเล่าสาเหตุเล็ก ๆ มาจากสวัสดิการของพนักงาน และการใช้พื้นที่กลางน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“เราตั้งเป้าหมายว่า จะทำพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นโรงงานในป่าสีเขียว เราปลูกต้นไม้มาตั้งแต่เริ่มตั้งโรงงาน ทุกวันนี้ก็ปลูกต้นไม้ทุกวัน แต่จะจริงจังมากขึ้นร่วมกับชุมชน โดยตั้งเป้าหมาย ปลูกต้นไม้พื้นถิ่น อาทิไม้ยางนา ตะเคียนทอง มะค่าโมง สัก จามจุรี ให้ครบร้อยไร่ ภายใน 3 ปี เพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ประมาณ 300 ตันต่อปี” พี่ชเล ประธานบริษัทเข้ามาร่วมวงสนทนา

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

บนอาคารกลางริมน้ำแห่งนี้ เขาได้เล่าถึงภารกิจในอนาคตอันท้าทายว่า

“จากการทำคาร์บอนฟุตพรินต์เมื่อปีที่แล้ว โรงงานของเราปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปีละประมาณ 13,000 ตัน ปล่อยเองจากการผลิตประมาณ 6,500 ตัน จากการใช้ไฟฟ้า 3,500 ตัน ที่เหลือ 3,000 ตัน มาจากการผลิตวัตถุดิบที่เราซื้อมา ดังนั้น เราได้วางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการติดตั้งพลังงานโซลาร์เซลล์ขนาด 2 เมกะวัตต์ ซึ่งติดตั้งเสร็จเมื่อต้นปีนี้ และเปลี่ยนระบบเตาไอน้ำจากเชื้อเพลิงถ่านหินเป็นก๊าซแอลพีจีที่ให้ความร้อนสูงกว่าสำหรับงานฟอกย้อม สองส่วนนี้เราจะลดการปล่อยก๊าซไปได้ประมาณ 3,000 ตันในสิ้นปีนี้

“เช่นเดียวกันในอนาคต ก๊าซเรือนกระจกจากผู้ผลิตวัตถุดิบภายนอกที่เราสั่งเข้ามา ก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตด้วย หรือไม่เราจะเลือกซื้อวัตถุดิบจากแหล่งอื่นที่ค่อย ๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” พี่โต้งเสริมต่อว่า

“เราจะทำระบบแลกเปลี่ยนความร้อนกับน้ำทิ้งหลังฟอกย้อมผ้า เพื่อนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจะช่วยลดการใช้ก๊าซลงอีกราว 25-30 เปอร์เซ็นต์ และสร้างระบบประหยัดพลังงานให้แก่สายการผลิต เช่น อาคารสามารถจำกัดบริเวณการทำความเย็น เฉพาะบริเวณที่ต้องมีคนดูแล หรือสร้างผนังกันความร้อน เพื่อลดพลังงานในการทำความเย็น และปรับปรุงระบบรีไซเคิลต่าง ๆ ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น”

เยี่ยมโรงงาน PASAYA ดูโรงงานกลางป่า อาคารกลางน้ำ ระบบรีไซเคิลน้ำ และเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์

ภายในปี 2050 หรืออีก 28 ปีข้างหน้า พวกเขามั่นใจว่า โรงงานจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทั้งหมดหรือเป็นศูนย์ Net Zero ตามที่ได้ประกาศไว้

“ผมเป็นคนคิดนอกกรอบเสมอ ตอนตั้งชื่อ PASAYA ก็สร้างความแปลกใจให้กับคนทั่วไป เพราะผมคิดมาจากคำว่า แพศยา ซึ่งเป็นคำที่แรงมาก แต่เชื่อไหม คนที่จะถูกเรียกว่าเป็นหญิงแพศยาได้มีไม่กี่คนหรอก เพราะต้องเป็นคนที่โดดเด่นมาก คือทั้งสวย มีเสน่ห์ ฉลาด และวางแผนเป็น พอตั้งชื่อนี้ได้ไม่นาน คนก็จดจำแบรนด์นี้ได้อย่างรวดเร็ว… เช่นเดียวกันการประกาศเรื่องนี้ก็เป็นการคิดนอกกรอบล่าสุดของเรา”

ก่อนกลับ เราแวะไปดูนิทรรศการ การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ หรือ The Six Extinction ภายในโรงงาน เพื่อให้การศึกษาแก่พนักงานว่า สิ่งมีชีวิตบนโลกหลายร้อยล้านปีที่ผ่านมา เคยสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ไป 5 ครั้งแล้วจากภัยธรรมชาติ อาทิ แผ่นดินไหว ดาวหางชนโลก แต่ครั้งที่ 6 จะเกิดขึ้นอีกไม่นาน หากเราไม่ทำอะไร ด้วยน้ำมือของมนุษย์ จากปัญหาโลกร้อนที่มนุษย์เป็นคนก่อขึ้น

เยี่ยมโรงงาน PASAYA ดูโรงงานกลางป่า อาคารกลางน้ำ ระบบรีไซเคิลน้ำ และเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์

“คนรุ่นผมเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อปัญหานี้ หากเราไม่ทำอย่างจริงจัง คนรุ่นต่อไปก็หมดหวังกับโลกใบนี้แน่ มนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่นสูญพันธุ์แน่ จะไม่มีอะไรเหลืออยู่ เมื่อเราตั้งความฝันไว้ เราจะต้องมุ่งมั่นไปให้สำเร็จ”

พี่ชเล หัวเรือใหญ่แห่ง PASAYA กับภารกิจครั้งสำคัญในชีวิตกล่าวทิ้งท้าย

Writer & Photographer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load