2 พฤศจิกายน 2561
8.25 K

เธอเล่นหยอกล้อกับสุนัขบอสตันเทอเรียของเธอ ยิ้ม หัวเราะ กินข้าวจนหมดชาม และฮัมเพลงอยู่ตลอด

นี่คือ เอิน-กัลยกร นาคสมภพ ผู้ที่คุมอาการซึมเศร้าไว้ได้อยู่หมัดด้วยจิตบำบัดและยา

20 ปีที่ผ่านมา เอินเป็นโรคซึมเศร้าเรื้อรัง อาการทรุดหนักขนาดที่อยากฆ่าตัวตาย แต่หลังจากวันที่เธอรวบรวมความกล้าไปหาจิตแพทย์ แล้วกินยาไปควบคู่กับการทำจิตบำบัด สุขภาพใจก็กลับมาคงที่ได้ 2 ปีแล้ว

จนวันหนึ่ง เธอตัดสินใจหยุดยาติดต่อกัน 16 วัน และเผชิญหน้ากับตัวเองในมุมที่อ่อนแอที่สุดอีกครั้ง เพื่อทำหนังสั้น Love in Depression สื่อสารเรื่องราวของคนซึมเศร้า ภายใต้โครงการ RAQUE Forward ช่องทางช่วยเหลือผู้ป่วยซึมเศร้าในแบบของเธอเอง แม้หนังจะฉายไปรอบเดียวที่ Doc Club Theatre แต่ก็ได้เสียงตอบรับดีมาก และช่วยชีวิตคนได้มากกว่าความคาดหวังของผู้ทำเสียอีก

“เราเป็นคนที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายมาก” คือสิ่งที่เอินบอกตั้งแต่เนิ่นๆ และคือคำอธิบายเบื้องหลังการทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตเธอ นั่นคือเริ่มจากการกำหนดเป้าหมาย แล้วทำทุกวิถีทางเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น การทำ RAQUE Forward และหนังสั้น ต่างก็เกิดจากคุณสมบัตินี้

ไปเข้าใจที่มาที่ไป ความกล้าหาญ และเป้าหมาย ของความ RAQUE ด้วยกัน

เอิน กัลยกร นาคสมภพ, โรคซึมเศร้า

โจทย์ที่ 1 อยากให้… ให้มากกว่านี้

คนมักรู้จักเธอในฐานะดารา แต่ความจริงแล้ว เอินเคยสวมหมวกที่หลากหลาย ตั้งแต่เป็นนักข่าวให้สำนักข่าวต่างประเทศ เป็นศิลปินอิสระที่ปั้นงานขาย เป็นโปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย จนกระทั่งเธอพบว่าสิ่งที่ชอบทำคืองานแบรนดิ้งและการสื่อสาร ซึ่งได้ใช้ความสามารถทุกด้านของเธออย่างครบถ้วน และยังได้สอนเด็กรุ่นใหม่ไปด้วยพร้อมกัน

ผสมกับจังหวะนั้น เธออยาก ‘ให้’ แก่คนอื่นให้มากกว่านี้ จึงนำมาสู่การเปิดเอเจนซี่ของตัวเอง นามว่า kal&co ซึ่งตั้งอยู่บนนโยบายที่ว่าจะคิดค่าจ้างก้อนเดียวโดยไม่บวกอะไรเพิ่มมากนัก และแบ่ง 10% ของกำไรสู่สังคมด้วย

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สวรรคต เอินผู้เคารพรักพ่อหลวงจึงยิ่งอยากทำเพื่อสังคมมากกว่าเดิม เธอกับสามีนั่งคิดกันว่าจะทำอะไรดี งานด้านการเกษตรเธอก็ไม่ถนัด ด้านเศรษฐกิจเธอก็รู้สึกว่ามีหลายหน่วยงานช่วยอยู่แล้ว จนกระทั่งมาถึงเรื่องโรคซึมเศร้า ปัญหาเรื้อรังในสังคมที่ยังไม่ค่อยได้รับการแก้ไข และตัวเธอเองรู้จักดียิ่งกว่าใคร เพราะมีประสบการณ์ตรงมายาวนาน

เอิน กัลยกร นาคสมภพ, โรคซึมเศร้า

จึงเป็นที่มาของ RAQUE ธุรกิจเพื่อสังคมคนซึมเศร้า

RAQUE เป็นแบรนด์แฟชั่นที่ทำมาเพื่อช่วยให้คนรู้สึกดีกับตัวเอง เอินบอกว่า คนเป็นซึมเศร้ามักจะกินมากเกินไปไม่ก็น้อยเกินไป ทำให้อ้วนมากหรือผอมมาก ในอีกแง่หนึ่ง การใส่เสื้อผ้าสวยๆ จะช่วยคนเป็นซึมเศร้าให้รักตัวเองขึ้นมาบ้าง เธอจึงตั้งใจขายเสื้อผ้าตั้งแต่ไซส์เล็กมากถึงใหญ่มากที่ออกแบบโดยคนซึมเศร้า เพื่อคนซึมเศร้า

ในตอนแรก เธอตั้งใจว่าจะนำเงินที่ได้มาสนับสนุน RAQUE Forward องค์กรแยกย่อยสำหรับจัดกิจกรรมช่วยเหลือผู้ซึมเศร้าโดยเฉพาะ แต่ทำไปทำมาแล้ว เสื้อผ้ากลับใช้เวลานานกว่าที่คิด เธอเลยหันมาทำงานเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าโดยตรงเสียก่อน ด้วยกำไรที่ได้จาก kal&co เราจึงขอพูดถึง RAQUE Forward ก่อน ในขณะที่เสื้อผ้ากำลังจะตามมาเร็วๆ นี้ โปรดอดใจรอคอย

เอิน กัลยกร นาคสมภพ, โรคซึมเศร้า

โจทย์ที่ 2 อยากชวนคนป่วยไปหาหมอ

เป้าหมายของ RAQUE Forward มี 2 ย่างหลักๆ คือสนับสนุนให้คนป่วยไปหาหมอ และเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างสังคมกับผู้ป่วย

“เราเป็นโรคซึมเศร้ามา 20 กว่าปี โดยที่ใช้เวลา 10 ปีกว่าจะยอมรับว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าได้เต็มปากเต็มคำ แล้วก็ใช้เวลาอีก 3 – 4 ปี กว่าจะกล้าไปหาหมอ แล้วพอไปดูงานวิจัย เราพบว่าระยะเวลา 10 ปีนี่คือปกติมาก จากวันที่รับรู้เกี่ยวกับโรคนี้ จนถึงวันที่ไปหาหมอ แล้วบางคนก็อยู่ไม่ถึงด้วยนะ ฆ่าตัวตายไปก่อน” เอินอธิบายปัญหา “เราเลยอยากหาทางร่นระยะเวลาตรงนี้ลง”

การพูดถึงโรคซึมเศร้าในตอนนี้ ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่ในความเห็นของเธอ ผู้ที่พูดมักจะเป็นคุณหมอที่อธิบายอาการซึมเศร้าอย่างเป็นวิชาการสุดๆ ไปเลย หรือไม่ก็เป็นผู้ป่วยที่เล่าเป็นเชิงระบายเสียมากกว่าจะให้คนมาเข้าใจ “มันยังไม่มีคนที่ยืนอยู่ในมุมผู้ป่วย แล้วเล่าสิ่งเหล่านี้ออกมาได้อย่างเข้าใจ เราเลยตัดสินใจว่า โอเค ถ้าอย่างนั้นฉันจะเป็นกระบอกเสียงให้เอง”

การเป็นกระบอกเสียง นั่นหมายความว่าเธอต้องตะโกนให้ดังพอ ทั้งตะโกนผ่านเพจ บทความ ซึมเศร้าทอล์ก โร้ดโชว์ตามโรงเรียน รวมไปถึงผ่านการให้สัมภาษณ์ตามสื่อต่างๆ

นั่นหมายความว่า เอิน กัลยกร ผู้ตัดสินใจออกจากวงการดาราเพราะไม่ชอบชื่อเสียง จะต้องนำตัวเองออกสู่สายตาสื่ออีกครั้ง

เอิน กัลยกร นาคสมภพ, โรคซึมเศร้า

เริ่มต้นที่รายการเจาะใจ ซึ่งติดต่อมาหลังจากเห็นการทำเพจ RAQUE Forward ของเธอ การตัดสินใจไปออกรายการทำให้เธอมีปัญหากับคนใกล้ตัว และร้องห่มร้องไห้อยู่ 3 วัน 3 คืนก่อนถ่ายทำ จากวันนั้น เธอก็ตั้งใจว่าจะยอมแลกอะไรก็ตามเพื่อให้ได้เล่าของตัวเองออกไป ด้วยความเชื่อว่าการเล่านี้จะช่วยชีวิตคนได้    

ปรากฏว่าความเชื่อนั้นได้รับการยืนยันทันทีหลังออกรายการ เอินเล่ากรณีหนึ่งให้ฟังว่า “หลังจากที่เราไปออกประมาณสัปดาห์หนึ่ง เพื่อนที่ไม่สนิทคนหนึ่งส่งข้อความมาหาเรา บอกว่าเขาไม่เคยชอบเราเลยเพราะเราเป็นคนเยอะ แต่ความเป็นคนเยอะของเรากลับช่วยชีวิตเขา เพราะเขาเคยคิดจะฆ่าตัวตายเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แล้วก็มีคนส่งคลิปเจาะใจนี้มาให้ดู นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขารู้สึกว่ามีคนเข้าใจเขา มีคนที่กำลังเจอในสิ่งที่เขาเจออยู่ เขาเลยตัดสินใจไม่ฆ่าตัวตาย

“ตอนนั้นเราโคตรอิมแพคเลย ก่อนหน้านั้นก็รู้นะว่าการเล่าเรื่องช่วยได้ แต่มันไม่มีหลักฐานยืนยัน พอมีหลักฐานนี้มา เราเลยลุยเต็มที่”

เอิน กัลยกร นาคสมภพ, โรคซึมเศร้า

เอิน กัลยกร นาคสมภพ, โรคซึมเศร้า
โจทย์ที่ 3 อยากบันทึกภาพโรคซึมเศร้า

เมื่อตะโกนออกไปผ่านหลายช่องทางแล้ว โจทย์ใหม่ที่เอินพบคือ คนส่วนใหญ่ได้ฟังก็จริง แต่ไม่ได้เห็น

ภาพของอาการซึมเศร้าที่อยู่ตามสื่อมักเป็นการให้นักแสดงมายืนเหงาๆ เศร้าๆ จนเอินรู้สึกว่าเธอต้องทำอะไรใหม่เพื่อให้คนเข้าใจโรคซึมเศร้าในแบบที่มันเป็นจริงๆ และการจะทำเช่นนั้นได้ ก็ต้องตามถ่ายคนที่มีอาการของโรคซึมเศร้าจริงๆ ให้เห็นกันไปเลย

แต่ใครล่ะจะอยากเปิดเผยช่วงที่ตัวเองอ่อนแอที่สุดให้คนอื่นดู? เอินผู้เคยผ่านการเป็นนักแสดงพร้อมกับเป็นโรคซึมเศร้ามาแล้วย่อมเข้าใจดี เธอจึงตัดสินใจว่าจะใช้ตัวเองนี่แหละเป็นผู้ดำเนินเรื่อง

“ไม่รู้ว่ากล้าหรือเสียสละมั้ย เราแค่รู้สึกว่าเราไม่ยอมให้คนอื่นมาทำ เพราะเรารู้ว่ามันยาก เราไม่อยากให้คนอื่นเดือดร้อน ถ้าจะต้องมีใครเดือดร้อน ให้เราเดือดร้อนเอง” เอินบอก

เมื่อตัดสินใจได้ เอินก็เริ่มติดต่อทีมงานที่เธอเคยทำงานด้วย แล้วนัดแนะวางแผนให้เสร็จเรียบร้อยก่อน วิธีการคือเธอจะบินไปหาสามีที่อินโดนีเซีย ให้ช่างกล้องตามติดไปด้วยเพื่อเก็บตัวด้วยกัน จนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจมากพอ เธอจึงเริ่มหยุดยา

เมื่อหยุดไปได้สัปดาห์หนึ่ง อาการเก่าๆ ก็กลับมา ในช่วงแรกที่อาการกำเริบ ทีมงานแทบไม่ได้ฟุตเทจเลย เพราะสามีก็คอยประคองไม่ให้อาการเธอกำเริบ ส่วนเธอเมื่อเริ่มตกหลุมซึมเศร้าแล้วก็ไม่ยอมหันหน้าเข้าหากล้อง “มันต้องสู้กับตัวเองนะ บางทีเราก็คิดว่าจะตามมาดูกูทำไม อ๋อ กูให้เขาตามนี่ หรือจะถ่ายอะไรนักหนาวะ อ๋อ กูให้เขาถ่ายนี่ เอินนึกย้อนกลับไปถึงเวลานั้นแล้วเล่ากลั้วเสียงหัวเราะ

เอิน กัลยกร นาคสมภพ, โรคซึมเศร้า

สิ่งที่ทำให้การถ่ายทำผ่านพ้นไปได้ คือความคิดมุ่งมั่นสู่เป้าหมายของเธอ “พอหยุดยามา 14 – 15 วันแล้ว เราไม่ไหว ร้องไห้ทุกวัน ก็เลยตกลงใจกับตัวเองว่าให้เขาถ่ายๆ ไปเถอะ ไม่งั้นก็กลับไปกินยาไม่ได้นะ พอถ่ายเสร็จแล้วจะได้กินยาสักที” พอตั้งใจเช่นนั้น การถ่ายทำก็เริ่มดำเนินไปได้

หลังจากถ่ายทำเสร็จ แล้วตัดต่ออีกเกือบครึ่งปีจนออกมาเป็นสารคดี Love in Depression เธอก็จัดแจงติดต่อไปที่ Documentary Club เพื่อขอพื้นที่ฉาย และได้รับความช่วยเหลืออย่างดี เริ่มจากการทดลองฉาย 1 รอบ เมื่อได้เสียงตอบรับล้นหลาม จึงตกลงฉายต่ออีก 5 รอบ

หนังเรื่องนี้ช่วยให้เสียงตะโกนดังออกไปไกลยิ่งกว่าเดิม ทั้งในหมู่คนเป็นซึมเศร้า และคนรอบตัวคนกลุ่มนี้ด้วย เอินเล่าผลบางส่วนให้ฟังว่า “มีคนทักเราบนรถไฟฟ้า แล้วบอกเราว่า เขาไม่เคยเข้าใจแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้าเลย แต่พอดูหนังเรื่องนี้จบ เขาก็โทรไปคุยกับแม่เขา แล้วพร้อมจะฟังแม่ หลังจากนั้นแม่ลูกก็กลับมาเข้าใจกัน หรืออีกคนหนึ่งเขาพาแม่ไปดู ทำให้แม่เขายอมไปหาหมอแล้ว ส่วนอีกคนหนึ่งเขาก็ไปหาหมอเองเลย

“เฉพาะตัวหนังเองมันช่วยไปได้ตั้ง 3 เคสแล้ว แค่นี้ก็พอแล้ว” เธอกล่าว

เอิน กัลยกร นาคสมภพ, โรคซึมเศร้า

โจทย์ที่ 4 อยากรอดชีวิต

เอินบอกว่า สิ่งที่จะทำให้มีชีวิตรอดผ่านโรคซึมเศร้าไปได้ประกอบด้วยความอดทนและความมุ่งมั่น

“เวลาเราตกหลุมมากๆ ไม่มีทางออกเลย ทำได้อย่างเดียวคืออดทน พอทนแล้วจะเห็นผลว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป แม้กระทั่งเรื่องชีวิตคู่ ต้องทนผ่านช่วงเวลาทะเลาะผิดใจกันไปให้ได้ มันถึงจะรอด หรือเรื่องงาน เราต้องอดทนผ่านช่วงเวลาที่มันไม่โอเค เพื่อให้เราได้เติบโตแล้วกลายเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง” เอินอธิบาย

ส่วนความมุ่งมั่น หมายถึงความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตต่อและหายจากโรค เอินเคยได้ยินเรื่องเล่าของผู้ชมหนังคนหนึ่ง ว่ามีวันหนึ่งที่เขาอยากตายมากจนตั้งใจว่าจะขับรถให้ตกสะพาน แต่รู้ตัวอีกที เขากลับขับรถไปที่ศรีธัญญาแทน “เราฟังแล้วบอกว่า นั่นแหละคือตัวจริงของคุณที่ต้องการจะมีชีวิตอยู่ ถ้าเราขาดความมุ่งมั่นนี้ไป เวลาที่เราตกหลุมจะตายได้ง่ายๆ แต่ถ้าเรามุ่งมั่น พอถึงเวลาที่มันตกหลุมจะมีตัวนี้คอยไฟต์ให้มันอยู่รอดเอง

“ปัจจัยภายในสำคัญที่สุด ต่อให้คนข้างๆ อยากสู้กับเราแค่ไหน ถ้าเราไม่มีใจจะสู้เอง มันไปไม่ถึงไหนเลยนะ เราเห็นระเบียงน่ากระโดดก็กระโดดไปแล้ว เราเลยต้องสู้เองก่อน” เธอเสริม

“เราก็เคยคิดนะว่าโรคซึมเศร้าเป็นศัตรูที่ต้องฆ่าให้ตาย แล้วพอมันไม่ตายสักทีมันท้อนะ พอถึงวันหนึ่ง เรามองหน้ามันแล้วบอกว่า ก็จะอยู่กับมันแบบนี้แหละ แค่กินยาใส่ก็จบแล้ว ก็อยู่กับมันง่ายขึ้น” เธอยิ้ม “มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรากลายเป็นคนแบบนี้ ซึ่งเราก็ชอบเราที่เป็นอยู่ทุกวันนี้นะ”

เอิน กัลยกร นาคสมภพ, โรคซึมเศร้า

เอิน กัลยกร นาคสมภพ, โรคซึมเศร้า

โจทย์สุดท้าย อยากมอบ RAQUE ต่อไป

RAQUE ดีต่อคนมากมาย แล้วดีต่อตัวเธอเองบ้างไหม เราถาม

ดีสิ เอินตอบ

“เราเป็นโรคซึมเศร้าเรื้อรังประเภทที่มีชุดความคิดว่าเราไม่มีคุณค่า แล้วเราเคยตั้งเป้าหมายในชีวิตว่า ชีวิตนี้เราจะต้องเลี้ยงพ่อให้ได้ จะต้องดูแลพ่อ พาพ่อไปเที่ยว เรามีพ่อเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต จนอยู่มาวันหนึ่งมีเหตุที่พ่อทำให้เราเจ็บฉิบหายจนไม่อยากอยู่แล้ว

“เราเลยเข้าใจว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้มันผิด เพราะมันผูกกับคนอื่นเอาไว้ แล้วพอไม่มีเป้าหมายมันแทบอยู่ไม่ได้เลย เราเลยมาหาว่าสิ่งที่จะทำให้ชีวิตเรามีคุณค่าคืออะไรบ้าง แล้วมันก็เลยไปเจอว่าการให้ทำให้ชีวิตมีคุณค่า

“สิ่งนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นในวันที่มาทำ RAQUE Forward แล้วมีคนบอกว่าเขาอยู่ต่อได้เพราะเรา หรือเขาแย่มากแล้ว แต่เขาจะไปหาหมอเพราะเรา มันชัดเจนเลยว่าสิ่งที่เราทำมันเกิดคุณค่าจริงๆ แล้วมันทำให้เรารู้สึกว่าเรามีเหตุผลที่จะอยู่แล้ว คือเรารู้ว่าเรามีคุณค่าต่อโลกใบนี้แล้ว นี่คือที่ยืนของเรา”

เอิน กัลยกร นาคสมภพ, โรคซึมเศร้า

Love in Depression ยังมีฉายอีก 2 รอบ วันพฤหัสบดีที่ 8 เวลา 18.00 น. และวันเสาร์ที่ 10 เวลา 20.00 น. ที่ Doc Club Theatre (Warehouse 30) และขอเชิญชวนจ่ายค่าเข้าชมเท่าไรก็ได้ เพื่อนำรายได้ไปทำกิจกรรมเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า หรือถ้าใครไม่ทัน หลังจากนี้รอติดตามกันได้บนยูทูบนะ

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.facebook.com/raqueforward/

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

*** เนื้อหาบางส่วนเกี่ยวข้องกับความสูญเสียและอุบัติเหตุในงานกู้ภัย ***

เราติดต่อ หนู-ประกาศิต เลาหะเดช ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าหน่วยกู้ภัย FROG Team Thailand เพื่อพูดคุยถึงปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เขาและทีมงานทำร่วมกันมากว่า 8 ปี แต่ก่อนที่เราจะล้มตัวลงนอน รอคอยรุ่งเช้าที่จะเดินทางไปยัง Bounce Dog Sport Center พื้นที่ออกกำลังกายสำหรับสุนัข ลึกเข้าไปเป็นศูนย์ฝึกของเหล่าอาสาสมัคร หัวใจของเรากลับตกไปอยู่ตาตุ่ม! เมื่อเวลาเที่ยงคืนครึ่งของวันที่เรานัด พี่หนูส่งข้อความมาแจ้งว่า

“ได้รับการประสานขอการค้นหาผู้สูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทีม K-9 (ไทยอาสาสมัครสุนัขกู้ภัย) เดินทางกลางคืนวันที่นัดสัมภาษณ์”

นี่คือสถานการณ์จริง! ไม่ใช่การฝึกซ้อม! เรารีบบอกพี่หนูว่า ยินดีเลื่อนการสัมภาษณ์เพื่อให้ทีมงานเตรียมพร้อมปฏิบัติการ แต่ทางพี่หนูยืนยันให้สัมภาษณ์เช่นเดิม เพิ่มเติมคือเราได้เห็นการอุ่นเครื่องสุนัข K-9 พริตตี้ และ จันหอม แห่งทีม Thai Volunteer SAR Dog ที่จะเดินทางไปช่วยค้นหาบุคคลสูญหายกันถึงที่ บอกเลยว่าศักยภาพของทีมและสุนัขทำให้คนนอกอย่างเราต้องอึ้ง

“ทุกชีวิตมีค่าครับ” 

พี่หนูพิมพ์ทิ้งท้ายก่อนปิดหน้าจอโทรศัพท์ ทำให้เราอยากค้นหาที่มาที่ไปของการเห็นคุณค่า และประสบการณ์อันโชกโชนบนเส้นทางกู้ภัยตลอด 20 ปีมากกว่าเดิม

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

เพราะกลัวจึงกล้าและเก่ง

หัวหน้าหน่วยกู้ภัยนั่งอยู่ตรงหน้าเราในชุดสีดำ ประดับด้วยสัญลักษณ์รูปกบ ซึ่งเป็นตัวแทนของ FROG Team Thailand (First Rescue Operation Generation) นอกจากรองเท้าที่ดูกะทัดรัดเหมาะจะออกวิ่งได้ทุกวินาที เข็มขัดของเขายังเต็มไปด้วยอุปกรณ์มีดพก ไฟฉาย กรรไกรหัวทู่ (ป้องกันเวลาตัดไม่ให้บาดเจ็บ) ไขควง คีม ที่จุดไฟ และของจำเป็นอื่น ๆ ที่ขาดไม่ได้

“ไม่มีแล้วผมไม่มั่นใจ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่รองเท้านี่เป็นรองเท้าวิ่งธรรมดานะ ปกติจะใส่รองเท้ากู้ภัยกันไฟดูด หัวเหล็กกันตะปูได้” เขากำลังบอกเราว่า นี่ยังไม่ครบชุดนะ

“มีอุปกรณ์ครบครันแบบนี้ เริ่มสนใจด้านกู้ภัยมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” เราถาม

“เริ่มจากความชอบ ผมไปปีนหน้าผา จริง ๆ จะได้เป็นนักกีฬาปีนหน้าผา แต่เราตั้งคำถามว่า หากเกิดอุบัติเหตุตอนที่เราไปปีนหน้าผา ใครจะช่วยเรา ก็เลยเริ่มเรียนรู้อย่างจริงจัง แล้วจะบอกว่าจริง ๆ แล้วผมกลัวความสูง ก็เลยคิดว่างั้นไปปีนผาเลยแล้วกัน”

เขาบอกกับเราว่า กีฬาปีนผาเป็นการเล่นกับตัวเอง แม้จะเห็นว่าเส้นทางด้านบนไปต่อไม่ได้ แต่แท้จริงแล้วยังมีทางอยู่เสมอ เพราะคนที่ไปแขวนเชือกสำหรับปีนผา เคยผ่านเส้นทางนี้มาแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ชายผู้กลัวความสูงพยายามเอาชนะตัวเองจนสำเร็จ

ก่อนที่จะเริ่มเล่นกีฬาโลดโผน ชีวิตของพี่หนูเคยคลุกคลีอยู่ในวงการกู้ภัยมาตั้งแต่เด็ก เพราะญาติผู้พี่เป็นอาสาสมัครกู้ภัยมาก่อน

“อายุประมาณ 15 ปี ผมเป็นอาสาสมัครกู้ภัยของมูลนิธิร่วมกตัญญู แต่งานตอนนั้นก็แค่ช่วยเคลื่อนย้ายศพ ช่วยมอเตอร์ไซค์ล้ม และพาคนออกจากรถที่เกิดอุบัติเหตุ พอโตขึ้นค่อยได้ไปเรียนเทคนิคพิเศษ Rope Rescue (การช่วยเหลือกู้ภัยโดยใช้เชือก) จนกลายเป็นอาจารย์ ทางร่วมกตัญญูก็เชิญเราไปเป็นวิทยากรอยู่ช่วงหนึ่ง

“ตอนที่ผมอยู่ร่วมกตัญญู มีเคสหนึ่งที่ปลื้มใจที่สุด เพราะผมได้ช่วยคนในอาคารถล่ม 6 ชั้นที่คลองหก ปทุมธานี พ.ศ. 2557 เขาติดอยู่ใต้อาคารในชั้นที่ 1 ตึกมันล้มแบบแพนเค้ก เป็นแผ่นปูน 6 ชั้นทับลงมา ผมมุดลงไปข้างล่างที่ชั้นใต้ดินเพื่อคุยกับเขา วิเคราะห์ว่าจะต้องเจาะอะไรตรงไหน การเจาะใช้เวลา 2 วัน ตัวผมเองเป็นคนเอื้อมมือดึงเขาออกมาจนรอดชีวิต”

ในวันนั้นมีผู้ประสบภัยหลายราย ผู้บาดเจ็บที่อยู่บนซากมองเห็นได้ง่าย มีอาสาสมัครหลายกลุ่มรุมล้อมช่วยเหลือ กระนั้นบางรายก็เสียชีวิต เนื่องจากจำนวนคนที่เยอะและยังขาดความรู้ที่เหมาะสม ส่วนคนที่ติดอยู่ใต้ซากนั้นไม่มีใครมองเห็น

การเจาะวันแรกผ่านไป ชายที่อยู่ใต้ดินไม่มีน้ำดื่ม พี่หนูและทีมจึงส่งน้ำผ่านสายยางลงไป แต่แล้วเรื่องที่เกือบทำให้ผู้ช่วยเหลือถอดใจก็เกิดขึ้น

“เราได้ยินแค่เสียง แต่เสียงของเขาหายไปประมาณ 4 ชั่วโมง เราคิดว่าเขาไปแล้ว ก็กำลังจะขึ้นรถกลับบ้าน แต่วันนั้นผมขออีกหน่อย นอนพักอยู่ท้ายรถ จู่ ๆ ก็มีน้องวิ่งมาบอกว่า เสียงเขากลับมาแล้ว ผมก็ขุดต่อ

“ผมเป็นกู้ภัย เพราะผมอยากช่วยเหลือคนที่แทบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว เราได้ช่วยเขาออกมา นี่คือที่สุด เขาได้กลับไปหาครอบครัว จริง ๆ ผมรับรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าทุกชีวิตมีค่า และเราเองก็มีค่าที่จะช่วยเหลือเขา ไม่ว่าจะเป็นใคร เขายังมีครอบครัวที่ต้องกลับไปหาอีกหลายชีวิต เราช่วยได้ 1 เท่ากับช่วยได้ 10”

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
การฝึกกู้ภัยด้วยระบบเชือกโดย FROG Team Thailand

กว่าจะเป็นกู้ภัย

เราถามผู้เชี่ยวชาญตรงหน้าว่าการเป็นกู้ภัยนั้นยากไหม เขาตอบว่าการเป็นกู้ภัยในประเทศไทยไม่ยาก เพราะมีสถาบันเปิดสอนและอบรมจำนวนมาก แต่ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับความใส่ใจ การขวนขวายความรู้ และการลงมือปฏิบัติด้วย

“อาสากู้ภัยในประเทศไทยทำทุกอย่างครบวงจร นี่คือสิ่งที่ต่างจากประเทศอื่น ต่างประเทศจะมีกำหนดเลยว่า อาชีพไหนรับบทบาทหน้าที่อะไร เช่น นักดับเพลิงและตำรวจรับหน้าที่ไม่เหมือนกันและไม่ซ้อนทับกัน”

เขาเล่าความแตกต่างให้ฟังคร่าว ๆ ก่อนบอกว่าสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นนักกู้ภัยคือ การมีใจ ส่วนการเรียนคือ การเสริมความรู้ที่แต่ละบุคคลสนใจ ซึ่งพี่หนูเรียนมาแล้วทุกอย่างทั้ง Road Accident Confined Space (อาคารถล่ม) หรือ K-9 แต่เขาสนใจ Rope Rescue เป็นพิเศษ

“เชือกอยู่กับเราตั้งแต่เกิดจนตาย เกิดมามีเงื่อนมัดสายสะดือ ตายก็มัดตราสัง เสื้อผ้าก็คือสิ่งทอจากเส้นด้าย แล้วในหมวดงานอื่นอย่างการดับเพลิงหรือกู้ภัยทางน้ำ ก็ต้องใช้เชือกทั้งหมด มันคือสาขาใหญ่ที่คนไม่ค่อยมอง แต่เราประยุกต์ได้ทุกอย่าง สมมติน็อตไขไม่ออก เอาเชือกไปม้วนแล้วไขก็ออก ลูกกรงเหล็กดัด คนพยายามจะตัด แต่เราเอาเชือกมาพันแล้วขันชะเนาะ เด็กหัวติดอยู่ก็ออกได้ ผมลองมาแล้ว”

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

นอกจากความรู้พื้นฐานและเฉพาะทางที่ต้องมี การคิดวิเคราะห์ของอาสาสมัครก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพึงฝึกและลงมือปฏิบัติอยู่เสมอ พี่หนูมักไปซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ มาทดลองทำเอง เพราะเขาเชื่อว่า กว่าใครสักคนจะเขียนคู่มือสักเล่มให้คนอ่าน ย่อมเกิดจากการทดลองจนเห็นประสิทธิภาพแล้วจึงนำมาบอกต่อ

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
การลงพื้นที่ของ FROG Team Thailand และมูลนิธิอื่น ๆ

จากที่ฟังเรื่องราวของเขามาสักพัก เรารับรู้ได้ว่าการเป็นอาสาสมัครกู้ภัย คือการใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยง เพราะฉะนั้นการวิเคราะห์สถานการณ์และการประเมินความปลอดภัยจึงต้องมาเป็นอันดับแรก

“หน้าที่สำคัญของกู้ภัยคือการช่วยเหลืออย่างถูกต้องและปลอดภัย ไม่ต้องรีบ เมื่อรีบอาจเกิดเหตุซ้ำเติม”

“กรณีไฟฟ้ารั่ว หากวิ่งเข้าไปช่วยทันทีอาจเกิดการบาดเจ็บเพิ่ม หรือเหตุการณ์ไฟไหม้ที่หมู่บ้านกฤษดานคร เมื่อ พ.ศ. 2564 ในตอนนั้นผมได้รับการร้องขอให้นำสุนัข K-9 ขึ้นไปค้นหา แต่พื้นที่มีความร้อนสูง ไม่ต่างจากเดินบนเตาย่าง ทำให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก สุนัขรับความร้อนได้เร็วกว่ามนุษย์ ตรงจุดนี้เราต้องประเมินความปลอดภัยของสุนัขด้วย ผมยังไม่เคยประเมินอะไรผิดพลาด เพราะคิดซับซ้อนมาก ๆ เรามองผลกระทบแล้วว่าอะไรน่าจะเกิด บางทีนั่งกินข้าว ผมยังคิดเลยว่า ถ้าหน้าจมลงไปในชามก๋วยเตี๋ยวจะตายไหม ต้องตะแคงซ้ายหรือขวา” 

หลายคนอาจมองว่าเขาพูดติดตลก แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริงและเคยเกิดขึ้นแล้ว ส่วนหน้าที่ในการบรรเทาสถานการณ์ร้ายให้กลายเป็นเบา คือหน้าที่ของอาสากู้ภัยทุกคน รวมถึง FROG Team Thailand ที่ก่อตั้งมาได้ 8 ปีแล้ว

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

กบสู้กู้ชีวิต

“ก็นั่นแหละ เพราะว่าผมไม่ชอบกบ” เขาเอ่ย เมื่อเราถามถึงเบื้องหลังชื่อและสัญลักษณ์รูป ‘กบ’ ของ FROG Team Thailand สมแล้วที่เป็นคนชอบเอาชนะตัวเอง ตั้งแต่เรื่องกลัวความสูงยันความไม่ชอบสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก

“กบมีความหมายในตัวของมัน เกิดมามีแต่หัวกับหาง ต่อมาเปลี่ยนสภาพมีขา หางก็หดกลับไป พอโตอีกก็เปลี่ยนสีได้ ความสามารถมันหลากหลายมาก ก็เลยเลือกกบ ไม่ชอบก็ต้องเอาชนะ จับกินเลย แต่ถ้ามันมาเกาะขา ผมไม่ไหวนะ”

FROG Team ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 8 ปีก่อน ในช่วงที่ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานกู้ภัยที่เข้มแข็งอย่างในปัจจุบัน พี่หนูรวมพลอาสาสมัครจากทุกสายอาชีพมาเข้าทีม ด้วยตระหนักว่า ทุกอาชีพสำคัญและมีความสามารถในการช่วยเหลือคนได้ไม่ต่างกัน โดยนอกเหนือจากงานกู้ภัย พวกเขาก็ยังช่วยเหลือสังคมในงานเสี่ยงอันตรายต่าง ๆ ด้วย

FROG Team สรงน้ำหลวงปู่ทวดที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
FROG Team สรงน้ำหลวงปู่ทวดที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

“ทีมของเรามีวิศวกร พยาบาล แพทย์ สถาปนิก คนเลี้ยงสุนัข K-9 นักข่าว ไปจนถึงฝ่ายเสบียง คนขับรถรับจ้าง ซึ่งรับหน้าที่ดูแลเรื่องโลจิสติกส์ให้ทีม ตำรวจ ทหาร และหน่วยเฉพาะกิจ เราแบ่งหน้าที่ตามความเหมาะสม กระจาย FROG Team ไปทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ แต่ยังไปไม่ครบทุกจังหวัด” ซึ่งเราคิดว่าการไปไม่ครบก็เป็นเรื่องดี เพราะในแง่หนึ่งหมายถึงการไม่มีเหตุด่วนเหตุร้ายเกิดขึ้น

ปกติแล้วทาง FROG Team มักจะเลือกเคสที่ออกไปช่วยเหลือ เพราะออกปฏิบัติการไม่ได้ทุกครั้ง หากเป็นงานตึกถล่ม หรืองานในที่สูงก็จะใช้วิชาเชือกที่ถนัดได้ โดยหลัก ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในเมืองไทยคืออุบัติเหตุรถชน และผู้สูงอายุเสียชีวิตโดยไม่มีใครทราบ

“เคสคนหายก็เกิดบ่อย ส่วนมากมักเป็นอัลไซเมอร์ มีอย่างน้อย 1 – 2 ครั้งต่อเดือนที่แจ้งเข้ามา ซึ่งคนหายส่วนใหญ่จะมีมูลนิธิกระจกเงาเป็นแม่งานหลัก การฆ่าตัวตายก็เกิดขึ้นบ่อยแม้ไม่ได้ออกข่าว เช่น ที่สะพานพระราม 8 หรือท่าน้ำนนท์ เพราะเราเองก็มีสมาชิกที่ทำหน้าที่อยู่”

อีกกรณีคือ คนหลงป่า อย่างเคสที่พี่หนูกำลังจะเดินทางพร้อมทีมและสุนัข K-9 ในคืนนี้

“การหลงเข้าไปในป่า ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่เหมือนตึกในเมืองที่ไม่มีทางเติบโต อาจมีจำนวนถึง 100 เคสต่อปี โดยเฉพาะในต่างจังหวัด เพราะชาวบ้านยังมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวโยงกับป่า”

“เคยไปหาคนหายที่เขาใหญ่ หากันอยู่ 3 วัน จุดที่เราไปหาคือจุดที่คาดว่าเขาจะไป แต่จุดที่เจอศพคือใกล้ ๆ เขาโดนสัตว์ทำร้าย”

สิ่งแรกที่ต้องทำหากหลงป่า คือ การหาน้ำ เป็นหนึ่งในกฎที่อาจารย์หนูคิดขึ้นมาเพื่อสอนอาสาสมัคร รวมถึงเด็ก ๆ 

“กฎหมายเลข 3 ครับ ขาดน้ำ 3 วัน เสียชีวิต ขาดอาหาร 3 อาทิตย์ เสียชีวิต ขาดอากาศ 3 นาที เสียชีวิต เสียเลือดเกิน 3 นาทีไม่ไปเลี้ยงสมอง เสียชีวิต เพราะฉะนั้นต้องหาน้ำก่อน ในฐานะที่เป็นวิทยากร ผมพยายามคิดวิธีที่ทำให้คนจำได้ง่ายที่สุด”

ก่อนที่จะพูดถึงบทบาทความเป็นอาจารย์เพิ่มเติม ตอนนี้ทีมสุนัขค้นหาของไทยอาสาสมัครสุนัขกู้ภัย (Thai volunteer Search and Rescue Dog) นำโดย เม๋-นุชนภางค์​ เกวลี ผู้ก่อตั้ง และ ภา-วิภาอร เศรษฐศิรินนท์ ผู้ควบคุมสุนัข รวมถึงพริตตี้ สุนัขพันธุ์บีเกิ้ล และจันหอม สุนัขพันธุ์เยอรมันเชเพิร์ด พร้อมอุ่นเครื่องการฝึกดมกลิ่นให้เราได้ชมแล้ว

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

เราพาตัวเองไปหลบใต้เงาไม้ที่มีอยู่น้อยนิด ขณะที่แสงแดดยามบ่ายทำงานอย่างแข็งขัน ใต้ซากปรักหักพังจำลองสถานการณ์ตึกถล่ม มีอาสาสมัครที่เป็น ‘เป้า’ ในการค้นหาของสุนัขทั้งสองอยู่ เราเองก็ไม่รู้ว่าเป้าเหล่านั้นหลบอยู่ที่ไหน แต่ในครั้งแรกพริตตี้ใช้เวลา 10 กว่านาทีในการค้นหาจนเจอ

“สุนัขสามารถรับรู้จำนวนคนได้จากกลิ่นเฉพาะของแต่ละบุคคล เช่น ถ้าสุนัขรับกลิ่นได้ 7 คน แต่มองเห็นแค่ 6 คน สุนัขจะพยายามหาว่าอีกกลิ่นอยู่ที่ไหน คนเรามีเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดลอยออกมาในอากาศอยู่ตลอดเวลา เซลล์ผิวหนังนี้จะผสมกับสารต่าง ๆ ในร่างกาย ออกมาเป็นกลิ่นเฉพาะของแต่ละบุคคล พอพริตตี้จับกลิ่นที่ 7 ได้เลยเห่าแจ้งตำแหน่งกับพวกเราในทันที”

เผื่อว่าจะไม่เชื่อ การฝึกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นโดยมีจันหอมเป็นผู้ตามหาเป้า ครั้งนี้เพิ่มความยาก เพราะเป้าหมายอย่าง นพ.สุระ เจตน์วาที แพทย์เวชศาสตร์การบิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ชีพขั้นสูง ปีนขึ้นไปหลบบนหลังคารถประจำทางกันเลยทีเดียว

การเห่าส่งสัญญาณครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อจันหอมปีนขึ้นไปบนกองยาง เพราะลมพัดกลิ่นของเป้าหมายไปตกกระทบยังพื้นที่ที่สูงรองลงมา หลังจากที่จันหอมเห่าเพียงไม่กี่วินาที ลมได้เปลี่ยนทิศ จันหอมจึงวิ่งลงจากกองยาง แล้ววิ่งกลับไปมาบริเวณท้ายรถ เพื่อหาจุดที่กลิ่นตกเข้มข้นที่สุด พอจับกลิ่นได้ จันหอมก็นั่งเห่าและมองขึ้นไปบนหลังคาที่คุณหมอซ่อนอยู่ได้อย่างถูกต้อง

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่
FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

สุนัขจะเห่าแจ้งว่าพบผู้ประสบภัยในบริเวณที่มีกลิ่นเข้มข้นมากที่สุด ซึ่งในบริเวณที่มีกลิ่นตกเข้มข้นมากที่สุดมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ ภูมิประเทศ กระแสลม ความชื้น อุณหภูมิ หรือโครงสร้างของอาคารที่ถล่มลงมา ทั้งหมดล้วนเป็นตัวแปรในการกระจายกลิ่นทั้งสิ้น เมื่อสุนัขแจ้งแล้วก็จะเป็นหน้าที่ของผู้ควบคุมสุนัขและทีมกู้ภัยผู้มีประสบการณ์ในการอ่านข้อมูลจากสภาพแวดล้อม ณ ขณะนั้น เพื่อระบุตำแหน่งของผู้ประสบภัย

“สุนัขไม่ใช่เครื่องตรวจจับกลิ่น ไม่ใช่ตัวระบุตำแหน่ง สำหรับเคสคนหายที่เชียงใหม่ที่เรากำลังจะพาสุนัขไป เขาใช้คนค้นหาก่อนและเก็บข้อมูล ตอนนี้ก็ใช้สุนัขในการช่วยค้นหา”

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่
ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

พี่หนูเล่าเพิ่มเติมว่า ในการศึกษาดูงานที่ประเทศไต้หวันเมื่อ พ.ศ. 2560 เขาประทับใจการเรียนรู้พฤติกรรมสุนัขของหน่วย K-9 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ในการกู้ภัยค้นหา โดยความยากอยู่ที่สุนัขสื่อสารกับมนุษย์โดยตรงไม่ได้ การเรียนรู้พฤติกรรมตั้งแต่หัวถึงหางจึงเป็นสิ่งสำคัญ

“ผมอยากช่วยคนเป็น ถ้าเห็นแล้วว่าเขาเสียชีวิต เราจะให้เป็นหน้าที่ของหน่วยอื่น บางครั้งการพาคนเป็นไปช่วยคนตายในสภาพที่ยากลำบาก อาจทำให้เกิดการสูญเสียเพิ่ม เช่น ดำน้ำในคลองแสนแสบ น้ำสกปรกมาก กู้ภัยเสียชีวิตหลายรายแต่ไม่มีใครรู้ น้ำเข้าซอกเล็บ ติดเชื้อในกระแสเลือด เราจึงพยายามนำ K-9 เข้ามาช่วยในการค้นหาผู้จมน้ำ เพื่อช่วยระบุบริเวณที่ผู้จมน้ำติดอยู่ใต้น้ำ อย่างน้อยก็กำหนดพื้นที่ให้แคบลงได้ ดีกว่าการพาคนเข้าไปเยอะ ๆ มันเสี่ยง”

ปัจจุบัน K-9 นำโดยพี่เม๋ถือเป็นส่วนหนึ่งของ FROG Team โดยทำงานเป็นพาร์ตเนอร์กัน หากเคสไหนต้องการการค้นหา พี่หนูและพี่เม๋ก็จะแท็กทีมออกไปช่วยเหลือ

“INSARAG (คณะที่ปรึกษาด้านการค้นหาและกู้ภัยระหว่างประเทศ) บอกว่า ในการตั้งทีมกู้ภัยแบ่งเป็น Heavy, Medium, Light ระดับกลางต้องมีสุนัขในทีม 2 ตัว ของอเมริกาคือทีมใหญ่ (Heavy) มีเครื่องบิน มีเรือ มีเงินทุน มีสุนัข 6 ตัว มันเป็นข้อกำหนดว่าจำเป็นต้องมี ของไทยตอนนี้กำลังสอบเป็น Medium ต้องมี 2 ตัว”

ก่อนจะเดินกลับไปยัง Bounce Dog Sport Center และปล่อยให้สุนัขพักผ่อนรอคอยภารกิจใหญ่ที่เชียงใหม่ พี่หนูบอกว่า “คนยังไม่ค่อยเห็นว่า K-9 มีความสามารถอย่างไร ถ้าได้รู้จะทึ่งกับมัน”

เราก็เป็นหนึ่งในนั้น

นอกจากการช่วยคนเป็น อีกหนึ่งภารกิจและเป้าหมายสำคัญของ FROG Team คือ การสร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญงานกู้ภัยในประเทศให้มากขึ้น โดยทีมได้ไปมอบความรู้และอบรมทั้งทหาร หน่วย SWAT ทีมดับเพลิง มูลนิธิต่าง ๆ รวมถึงมหาวิทยาลัยมาแล้ว และเคยพูดคุยถึงการสร้างวิชาเอาชีวิตรอดขั้นพื้นฐานที่มีหน่วยกิตจริง เรียนเกี่ยวกับการช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน ทั้งการปฐมพยาบาลตัวเองและผู้อื่นขณะเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเหตุไฟไหม้ น้ำท่วม ไฟฟ้าลัดวงจร หรืออุบัติเหตุภายในบ้าน

“มันเป็นหลักสูตรที่สมควรจะมีแล้ว” เขาบอกเพื่ออนาคตอันปลอดภัยของทุกคน

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

วิชาที่ควรมีติดตัว

คอร์สเรียนสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้เกิดขึ้นที่ Firefly Forest School – โรงเรียนหิ่งห้อย ซึ่งเป็นโรงเรียนของลูกสาวตัวน้อย พี่หนูเข้าไปร่วมเขียนหลักสูตร และแนะนำทางโรงเรียนว่า ต้องมีวิชาการเอาตัวรอดไปปลูกฝังให้เด็กตั้งแต่เล็ก ๆ

“เราสร้างเรื่องก่อนว่า จะสอนเรื่องทางน้ำก็มีโจรสลัดออกมา แล้วสอดแทรกว่า ถ้าจมน้ำต้องทำอย่างไร เราต้องตะโกน โยน ยื่น บอกคนอื่น ยื่นไม้ไป”

สาเหตุที่เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่สิ่งที่ไกลตัวคือโรงพยาบาล!

“มันจำเป็นเพราะเราไม่ได้อยู่ดูแลเขาตลอด 24 ชั่วโมง เด็กต้องมีทักษะ ต้องรู้ว่าอะไรทำได้และทำไม่ได้ อย่างไหนปลอดภัย เขาต้องช่วยเหลือตัวเองได้ก่อน”

“เรื่องพวกนี้สำคัญนะครับ คนไทยชอบให้เหตุเกิดก่อน กว่าจะโทร 1669 (สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ) มันอาจจะไม่ทัน ถ้าเรื่องพื้นฐานทุกคนทำได้ เก็บข้อมูลได้หมด บอกหมอได้ถูกก็จะดี ตอนนี้ที่คนเสียชีวิตเยอะ เพราะหลาย ๆ ครั้งคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้นเก็บข้อมูลไม่ดี บอกข้อมูลผิด หมอรักษาไม่ตรงจุด งูกัดต้องทำอย่างไร บางคนให้ขันชะเนาะ แขนตายสิ ตัดทิ้งเลย เขาไม่ให้พัน ให้อยู่นิ่ง ๆ ไม่ให้เลือดมันวิ่ง หายใจเบา ๆ รีบไปโรงพยาบาล”

พี่หนูคือหนึ่งในคนที่เชื่อว่า มนุษย์ดูแลตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก ทัศนคติที่ผู้ปกครองต้องดูแลลูกตลอดเวลาจึงควรปรับเปลี่ยน หรืออย่างน้อยเด็กควรรู้วิธีดูแลตัวเอง

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

“นอกจากเรื่องทางน้ำ ยังมีเรื่องการพัน ห้าม ดาม หรือพันแผล ห้ามเลือด ดามแขน-ขา ถ้าเลือดไหลเยอะต้องกดให้หยุดก่อน แผลเล็กค่อยล้างแล้วหยุดเลือด เราเข้าใจผิดว่าเจอแผลใหญ่ต้องล้าง ไม่ต้องครับ เอาให้มันหยุดก่อน แล้วต่อไปจะมีสอนการ CPR เอาตัวรอดตอนอาหารติดคอ ไปจนถึงสีป้ายที่แม้แต่ผู้ใหญ่หลายคนก็ไม่รู้ หรืออาจไม่เคยสนใจด้วยซ้ำ”

“ป้ายที่เห็นบนท้องถนน แต่ละสีมีความหมายเป็นสากล สีเขียวคือปลอดภัย สีแดง ทราบอยู่แล้วว่าห้าม หยุดการกระทำ สีเหลือง ต้องระมัดระวังสารเคมี แต่อย่างสีฟ้า คนอาจจะยังไม่ค่อยรู้ คือบังคับใช้ ต้องทำตาม ป้ายห้ามจอด ลองสังเกตว่าเป็นสีแดง พื้นหลังเป็นสีฟ้า แปลว่าหยุดแล้วบังคับใช้ ต้องทำตาม มันสากลมากครับ แต่ผู้ใหญ่ก็ไม่รู้ความหมาย”

พี่หนูยกตัวอย่างเพิ่มเติมถึงวิชาสุขศึกษาของไทยที่เด็กรู้ทฤษฎี CPR แต่ไม่เคยปฏิบัติ

“เขารู้ว่าต้องกดลึก 3 – 5 นิ้ว แต่ถ้าหุ่นผอมบางจะกด 3 – 5 นิ้วไม่ได้ กดลง 1 ใน 3 ของร่างกาย ต้องบอกแบบนี้มากกว่า” 

ได้แต่หวังว่าการปรับหลักสูตรจะเกิดขึ้นในเร็ววัน แต่อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือการฝึกให้เด็กคิดและวิเคราะห์สถานการณ์ เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ คือ รู้ว่าอาหารติดคอจะทำอย่างไร ช่วยเหลือตัวเองอย่างไร จากนั้นค่อยเรียนรู้การช่วยเหลือคนอื่น

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน
อบรมกู้ภัย Mountain Rescue Training Camp

“อีกเรื่องใกล้ตัวที่คนมักมองข้าม คือเรื่องฮีทสโตรกและอาการวูบ รวมไปถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน ไฟฟ้าลัดวงจร การต่อปลั๊กพ่วงจำนวนหลายอันก็มีโอกาสเกิดความร้อนจนช็อตได้ คนไทยชอบวัวหายล้อมคอก ไปนำเสนอแล้วไม่ค่อยฟัง พอใกล้ตัวก็เพิ่งนึกถึง เดี๋ยวนี้โรงเรียนนานาชาติเริ่มเชิญวิทยากรหรือผู้มีความรู้จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าไปสอนเด็ก มันเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมานานแล้ว”

ในยุคหนึ่งพี่หนูเคยคิดว่า หากตัวเองเป็นอะไรขึ้นมา จะมีคนที่มีความรู้ด้านการกู้ภัยและเอาตัวรอดมาช่วยเหลือเขาไหม แต่ในปัจจุบัน โลกพัฒนาและคนพัฒนา เขาเชื่อว่าตนเองได้พบคนเหล่านั้นแล้ว แต่ถึงอย่างไรการเผยแพร่ความรู้ให้ทั่วถึงก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นเป้าหมายที่เขาอยากทำต่อไป

“การเป็นกู้ภัยมา 20 กว่าปี ทำให้เราได้คิดมากขึ้น วิเคราะห์เยอะขึ้น รอบคอบ เพราะเราไปช่วยเหลือชีวิตคนอื่น ถ้าพลาดก็ไม่เหลืออะไรเลย พลาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะชีวิตทุกคนมีคุณค่า จากนี้ผมก็ยังทำงานกู้ภัยต่อไปจนถึงวันที่ทำไม่ไหว”

หากใครสนใจงานด้านกู้ภัย ต้องการความช่วยเหลือ แลกเปลี่ยนความรู้ หรือฝึกอบรมขั้นพื้นฐานตั้งแต่การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปจนฝึกปฏิบัติในสถานการณ์ตึกถล่ม ฝึก Rope Rescue หรือเทคนิคพิเศษอื่น ๆ สามารถติดต่อได้ทางเฟซบุ๊ก FROG Team Thailand 

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load