พสุธา แปลว่า ผืนดิน 

ธารา แปลว่า ผืนน้ำ

‘พสุธารา’ เรียกความสนใจจากเราตั้งแต่ได้ยินชื่อ มันเป็นชื่อที่ทั้งเพราะและมีความหมายชวนให้จินตนาการถึงคนที่พอใจในชีวิตเรียบง่ายตามวิถีธรรมชาติ อันเป็นความหรูหรารูปแบบใหม่ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้แบบไร้ขีดจำกัด สำหรับวงการการทำแบรนดิ้ง ถือว่าน่าอิจฉาความเก่งในการทำให้คนตกหลุมรักได้ตั้งแต่ยังไม่รู้จักกัน  

เมื่อตกหลุมรักแล้ว การนัดพบกันจึงเป็นเป้าหมายถัดมา

บาส-ปรมินทร์ วัฒน์นครบัญชา

เรานัดพบกับ บาส-ปรมินทร์ วัฒน์นครบัญชา ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์พสุธารา ในบ่ายวันหนึ่งซึ่งเป็นช่วงที่เขาขนทีมงานและข้าวของจากสวนผึ้งเข้ากรุงเทพฯ มาเปิดป๊อปอัพสโตร์ เพื่อชวนผู้คนให้รู้จักความรื่นรมย์แบบธรรมชาติที่เขาหลงใหล ผ่านผลิตภัณฑ์อาหารของพสุธารา 

บาสดูไม่ใช่นักธุรกิจแบบที่เราจินตนาการ เขามีทีท่าสบายๆ ในเสื้อเชิ้ตลวดลายเก๋ๆ เรื่องที่คุยกันก็มีแต่เรื่องโปรเจกต์สนุกๆ และสิ่งที่เขาไปเรียนรู้มา มากกว่ากลยุทธ์ทางธุรกิจในการทำกำไร ว่ากันตรงๆ เขาดูเป็นนักเดินทางมากกว่านักธุรกิจ

“ผมคิดว่าโลกนี้เป็นสนามเด็กเล่น มันมีเรื่องน่าสนใจเยอะแยะเต็มไปหมด” บาสบอกเราพร้อมยิ้มกว้าง เหมือนแดดยามเช้าที่สวนผึ้ง

พสุธารา แบรนด์ไทยที่ชวนให้ผู้คนดื่มด่ำคุณค่าของเทือกเขาตะนาวศรีและสวนผึ้งด้วยการกิน

พสุธาราเป็นแบรนด์เล็กๆ ที่สนใจเรื่องใหญ่ๆ อย่างการมีชีวิตบนโลกนี้อย่างมีความสุข และการชื่นชมความละเอียดลออของธรรมชาติผ่านการกินอาหารดีๆ แล้วยังห่วงไปถึงการดูแลผืนดิน ผืนน้ำ และปราชญ์แห่งชีวิต เพื่อส่งต่อโลกใบนี้ให้แก่ลูกหลานในอนาคต

“ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติร่วมสมัยที่ถ่ายทอดความงามและคุณค่าของเทือกเขาตะนาวศรี” เป็นคำนิยามบนการ์ดแนะนำตัว พิมพ์ด้วยหมึกธรรมชาติ ที่บาสเอาไว้แนะนำพสุธารากับใครๆ และเรื่องราวด้านล่างนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่มาที่ไปและแนวคิดจากดินและน้ำในการทำธุรกิจแบบประนีประนอมต่อโลกที่เขาเล่าให้เราฟัง

เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว

บาสเล่าว่า แบรนด์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจที่ใช้ธรรมชาติดูแลตัวเอง และแบ่งปันให้คนใกล้ตัว แล้วก็เลยเถิดมาเป็นการอยากผลิตอาหารดีๆ ด้วยวิธีการที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ เพื่อสร้างโลกที่น่าอยู่ให้ตัวเองและคนรุ่นหลัง

ด้วยความเป็นคนที่รักจะอยู่กับธรรมชาติมาแต่ไหนแต่ไร ธุรกิจนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นกิจการในฝันที่เขาได้ใช้ทั้งพลังสร้างสรรค์และทุกความรู้ที่เขาเก็บเกี่ยวจากทุกเรื่องราวในชีวิต

บาสเรียนจบปริญญาตรีจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้จะไม่ใช่สิ่งที่เขาชอบมากที่สุดแต่เขาก็เรียนจนจบ แล้วก็ได้ทดลองทำงานในตำแหน่งเซลส์ขายยา ที่ถึงจะไม่ใช่ความฝันของเขาแต่เขาก็รับผิดชอบอย่างมืออาชีพ

บาสเล่าว่า “การเรียนสัตวแพทย์ทำให้รู้จักเรื่องสิ่งแวดล้อมแบบครอบคลุม และการเป็นเซลส์ก็ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องธุรกิจ เพิ่งรู้นี่แหละว่าอะไรที่ทำมาถึงจะดูไม่ตรงสาย แต่มันก็ให้ประสบการณ์เรา” 

สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ความสนใจเรื่องของธรรมชาติทำให้บาสไปออกค่ายร่วมกับชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทำความเข้าใจเรื่องของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ทั้งในแง่พฤติกรรมและจิตสำนึก ที่ค่ายนี้เอง ทำให้เขาได้รู้จักกับวลี ‘เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว’

“ตอนเด็กๆ เราก็เข้าใจคำนี้แค่ในบริบทของสิ่งแวดล้อม แต่พอโตขึ้นจึงได้เข้าใจว่ามันคือการกระทำและผลของการกระทำ ไม่ว่าเราจะทำหรือไม่ทำอะไร มันก็ยังคงมีผลกับเรื่องอื่นๆ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” บาสเล่าถึงความหมายที่วลีนี้มีต่อเขา อาจจะเป็นคำที่ใครก็ไม่รู้พูดขึ้นมาในค่าย แต่มันได้ทิ้งละอองความหมายไว้ในใจของบาส ทำให้เขามีทัศนคติที่คิดถึงผู้อื่นเสมอ และยังเป็นแนวคิดในการทำเรื่องต่างๆ ของพสุธารามาจนถึงทุกวันนี้

บาส-ปรมินทร์ วัฒน์นครบัญชา
พสุธารา แบรนด์ไทยที่ชวนให้ผู้คนดื่มด่ำคุณค่าของเทือกเขาตะนาวศรีและสวนผึ้งด้วยการกิน

สัตวแพทย์ที่หันมาทำการเกษตร

พสุธาราปลูกเลมอนกับเคลเป็นผลผลิตเพื่อขาย และปลูกผักเพื่อกินบ้างแจกบ้าง ส่วนโรสแมรี่ ปลูกตามฤดูกาลเพื่อเอามาสกัดน้ำมัน การดูแลพืชพันธุ์ต่างๆ ในไร่ของชายหนุ่มผู้ไม่เคยเป็นเกษตรกรมาก่อนอย่างบาสก็อาศัยการหาข้อมูลจากผู้คนต่างๆ และนำมาต่อยอดทำความเข้าใจตามแบบที่ตัวเองรู้ โชคดีที่บาสได้เรียนวิชาการดูแลสิ่งมีชีวิตมาก่อน

“แม้จะรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับการเป็นสัตวแพทย์ แต่การเรียนสัตวแพทย์ก็เป็นประโยชน์กับการทำธุรกิจนี้ เพราะได้เรียนชีววิทยาแบบครบองค์ ทั้งแมลง เซลล์ เคมี ยา สรีระวิทยา ก็เรียนมาแล้ว เขาพูดอะไรมาเราก็ทำความเข้าใจและเอาไปต่อยอด เช่นเปรียบเทียบว่าแปลงผักเหมือนฟาร์มหมูตรงที่ผลิตเร็วๆ ตัดเร็วๆ ขาย รอบการเก็บเกี่ยวต้องเป๊ะ แต่เลมอนจะเหมือนฟาร์มวัว ต้องประคบประหงมแม่พันธ์ุให้มีลูก ฉะนั้น การจัดการจะไม่เหมือนกัน” บาสเล่าให้ฟังอย่างสนุกสนาน ใครจะเชื่อว่าเรียนสัตว์แพทย์มาปลูกผักขายก็ได้

ทำเท่าที่ไหว

แม้จะอยู่เคียงข้างคุณแม่มาตั้งแต่วันแรกที่คุณแม่เริ่มทำแบรนด์พสุธาราเมื่อ 3 ปีก่อน แต่บาสเพิ่งจะได้รับบทบาทในการบริหารแบรนด์เต็มตัวเมื่อต้นปีมานี้เอง

บาสเล่าให้ฟังว่า “ความกดดันก่อนหน้านี้คือพยายามหากำไรให้ได้มากที่สุด เพราะธุรกิจแบบนี้มันไม่ได้เงินเยอะ คิดอยู่ตลอดว่าทำงานบริษัทได้เงินเยอะกว่า” 

เมื่อได้รับมอบหมายให้ดูแลแบรนด์เต็มตัว บาสจึงเริ่มแต่งเนื้อแต่งตัวให้พสุธาราใหม่ ผ่านความเชื่อและความตั้งใจใหม่ๆ ของบาส คืออยากทำอะไรให้เรียบง่าย มีเท่าไหนก็ทำเท่านั้น

“ทุกวันนี้ที่ทำคือ ทำงานเท่าที่ไหว จะไม่สร้างอะไรขึ้นใหม่ แต่ทำจากของเดิมที่มีให้ดีที่สุด อย่างบริการที่พัก จริงๆ มีทั้งหมดสิบสองหลัง แต่เราเลือกเปิดรับแค่หกหลัง เพื่อที่จะบริการคนที่มาพักด้วยอาหาร บรรยากาศ และการบริการ ที่ดีที่สุด เราเชื่อว่าเมื่อเราเน้นคุณภาพ ปริมาณก็จะตามมาจากการบอกต่อหรือการมาซ้ำเอง”

หลักการคือปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างธรรมชาติ และเดินเคียงคู่ไปกับธรรมชาติ

พสุธารา แบรนด์ไทยที่ชวนให้ผู้คนดื่มด่ำคุณค่าของเทือกเขาตะนาวศรีและสวนผึ้งด้วยการกิน
พสุธารา แบรนด์ไทยที่ชวนให้ผู้คนดื่มด่ำคุณค่าของเทือกเขาตะนาวศรีและสวนผึ้งด้วยการกิน
พสุธารา แบรนด์ไทยที่ชวนให้ผู้คนดื่มด่ำคุณค่าของเทือกเขาตะนาวศรีและสวนผึ้งด้วยการกิน

“ตอนแขกเยอะหรือมีออร์เดอร์เข้ามาเยอะ ก็เคยมีคนบอกให้ใช้ยาเร่งผลผลิต แต่เราไม่ทำ เพราะถ้าใช้มันก็จะต้องใช้ไปเรื่อยๆ คุณภาพอาจจะไม่ดีเท่าเดิม ดังนั้น เรามีเท่าไหร่เราก็ขายเท่านั้น ที่ไร่มีต้นเลมอนหนึ่งพันต้น ดูแลดีๆ ได้แค่หกร้อยต้น อีกสี่ร้อยต้นก็ต้องฝากเทวดาช่วยดูแล” 

บาสเชื่อว่าแนวคิดนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เขายืดระยะธุรกิจ ความฝัน และโลก ให้น่าอยู่ไปด้วยกันยาวๆ

ชิมและชมสวนผึ้ง

คงมีน้อยคนที่รู้ว่าจริงๆ แล้วอำเภอสวนผึ้งเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่ดีมาก เพราะอยู่ตรงแนวเทือกเขาตะนาวศรีที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีภูมิประเทศที่มีทั้งแม่น้ำ ทุ่งหญ้า และเทือกเขา 

ความดีงามเหล่านี้จะสื่อสารออกมาด้วยภาพหรือบทกวี คงจะทำให้คนดื่มด่ำได้ในระดับหนึ่ง แต่สำหรับบาส วิธีการที่จะทำให้คนดื่มด่ำกับความเป็นสวนผึ้ง ไม่มีอะไรดีไปกว่าการกินเข้าไป

“ที่ทำพสุธาราก็เพราะอยากจะนำเสนอว่าสวนผึ้งเป็นพื้นที่ที่ดี ผ่านอาหารจากธรรมชาติของที่นี่ ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ละเอียดมาก น้ำ แดด ดิน ฝน แมลง ทุกอย่างมีผลกระทบต่อผลผลิตหมดเลย เราเลยตั้งใจว่ารสชาติของอาหารจะต้องสะท้อนรสชาติดั้งเดิมและคงคุณค่าของวัตถุดิบนั้นๆ เอาไว้ให้ได้มากที่สุด”

พสุธารา แบรนด์ไทยที่ชวนให้ผู้คนดื่มด่ำคุณค่าของเทือกเขาตะนาวศรีและสวนผึ้งด้วยการกิน

บาสเลือกใช้ส่วนประกอบจากพืชในการแปรรูปเพื่อให้อาหารมีสารเคมีน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้คนกินเข้าไปแล้วได้รับรสชาติจริงๆ ของวัตถุดิบ แม้จะต้องผ่านการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้ได้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่ลงตัว แต่บาสก็ทุ่มเทกับมัน เพราะเขาเชื่อว่ามันจะดีต่อทั้งธรรมชาติและคนกิน 

พสุธารานำเสนอรสชาติของสวนผึ้งผ่านผลิตภัณฑ์ที่วางขายตามที่ต่างๆ ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ไปจนถึงร้านค้าอิสระ แต่ถ้าใครได้ไปเยือน Bed & Breakfast ที่ไร่ของพสุธารา ก็จะยิ่งได้รสชาติที่ว่าแบบเต็มลิ้น เพราะจะได้ฟังเรื่องราวของวัตถุดิบเหล่านี้ผ่านทีมงานที่ทั้งรักและหลงใหลในความเป็นสวนผึ้ง พร้อมๆ กับบรรยากาศดีๆ อันเป็นที่มาของรสชาติทั้งหมด 

พสุธารา แบรนด์ไทยที่ชวนให้ผู้คนดื่มด่ำคุณค่าของเทือกเขาตะนาวศรีและสวนผึ้งด้วยการกิน

ผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ของพสุธาราที่จะหากินได้จากที่ไร่เท่านั้นก็คือ วุ้นผลไม้รสชาติต่างๆ ที่ล้วนแสดงรสชาติและตัวตนอย่างตรงไปตรงมา บาสเล่าให้เราฟังว่า ที่เขาเลือกเอาวุ้นมาสื่อสารรสชาติที่แท้จริง เพราะวุ้นเป็นผลผลิตจากธรรมชาติที่ไม่รบกวนกลิ่น สี และรส ของวัตถุดิบ มันเป็นมิตรและกินง่าย 

พสุธารา แบรนด์ไทยที่ชวนให้ผู้คนดื่มด่ำคุณค่าของเทือกเขาตะนาวศรีและสวนผึ้งด้วยการกิน

ความพิเศษสุดๆ ของวุ้นพสุธารา คือการมิกซ์แอนด์แมตช์รสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบเอาไว้ด้วยกันอย่างเข้าอกเข้าใจ และการนำเสนอที่สวยงามผ่านสีสันและชื่อเรียกเพราะๆ เช่น วุ้นน้ำตาลมะพร้าวกินกับมะพร้าวขูดที่เรียกว่า Land Legacy วุ้นฝรั่งที่โรยหน้าด้วยเคลชื่อ Green Valley วุ้นเลมอนผสมน้ำผึ้งป่าที่โปะหน้าด้วยแอปเปิ้ลเขียวและใบมินต์ เรียกว่า Can we grow lemons? แล้วก็ยังมีอีก 4 รสชาติ ที่ทั้งสวยและอร่อยแบบไร้สารปรุงแต่ง

ไอศครีมเลมอนที่พสุธาราก็ไม่เหมือนใคร บาสเล่าว่า “ผมตั้งใจเก็บรสขมของเลมอนไว้ ไม่เอาน้ำตาลมากลบ อยากให้เลมอนได้แสดงรสชาติของมันจริงๆ” ความคิดนี้ของบาสจะต้องทำให้เลมอนไร่พสุธาราภูมิใจแน่ที่ได้รับเกียรติขนาดนี้

พสุธารา แบรนด์ไทยที่ชวนให้ผู้คนดื่มด่ำคุณค่าของเทือกเขาตะนาวศรีและสวนผึ้งด้วยการกิน

นอกจากเรื่องอาหารแล้ว บาสก็ยังจัดกิจกรรมพาคนไปรู้จักสวนผึ้งทุกวันเสาร์ตอน 4 โมงเย็น โดยจัดเป็นกิจกรรมบริการแก่แขกที่มาพักที่ Bed & Breakfast แบบไม่คิดค่าใช้จ่าย

“อยากให้คนรู้ว่าสวนผึ้งไม่ได้มีแค่แกะ นอกจากจะได้พักในที่บรรยากาศดีๆ กินอาหารอร่อยๆ ที่ดีต่อสุขภาพแล้ว เรายังมีกิจกรรมพาแขกที่มาพักไปรู้จักกับสวนผึ้งแบบที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้จักมาก่อน” 

กิจกรรมจะสลับๆ กันอยู่ใน 4 เรื่องคือ ประวัติศาสตร์สวนผึ้ง ระบบนิเวศของสวนผึ้ง วัฒนธรรม และอาหาร ด้วยคอนเซปต์ที่เป็นการพาคนไปเรียนรู้ บาสจึงชวนทุกคนเดินทางด้วยรถโรงเรียน ซึ่งเป็นรถโรงเรียนจริงๆ ของโรงเรียนใกล้ๆ พสุธารา โดยไม่บอกจุดหมายปลายทาง และทุกครั้งเขาจะชวนเด็กในโรงเรียน 1 คนมาเป็นผู้ช่วยด้วย

บาสเล่าว่า “ความตั้งใจเพิ่มเติมคืออยากให้เด็กๆ ที่นั่นได้รู้จักและรักบ้านตัวเอง อยากให้เขารู้ว่าสวนผึ้งมีอะไรหลากหลาย และมีความเป็นไปได้มากมายสำหรับเขา”

ภาพ : ธาวัน อุทัยเจริญพงษ์
ภาพ : ธาวัน อุทัยเจริญพงษ์

สร้างโลกที่เราอยากจะอยู่

ปรัชญาการทำธุรกิจของบาสคือ “เราไม่บ่น เราสร้าง”

แต่จะสร้างธุรกิจที่มีทั้งสินค้าและบริการแบบนี้ด้วยตัวคนเดียวก็คงเป็นไปไม่ได้ เราเลยถามบาสถึงวิธีการสร้างทีมงานที่ฝันถึงโลกใบเดียวกันกับเขา เขาบอกว่า “เราทำได้แค่เป็นตัวอย่าง แล้วก็ให้แรงบันดาลใจ เราไปบังคับความเชื่อใครไม่ได้หรอก” 

บาสยกตัวอย่างให้ฟังว่าคุณแม่ของเขาคือแรงบันดาลใจชั้นดีของทีมงานพสุธารา

“พอทีมงานเห็นว่าการกินของแม่ทำให้ตอนนี้แม่ก็ยังสวย เขาจึงเชื่อว่าอาหารดีๆ มีผลต่อชีวิตจริงๆ และอยากจะทำตาม หรืออย่างคนทำอาหารที่ก่อนหน้านี้ถ้าไม่ใส่ผงชูรสจะไม่มั่นใจ ตอนนี้ก็มั่นใจมากขึ้น เพราะคนบอกว่าอาหารของเขาอร่อย เราสนับสนุนเรื่องพวกนี้ ให้เขาเห็นว่าสิ่งที่เขาทำมีความหมาย ให้เขารู้สึกภูมิใจในตัวเอง”

บาส-ปรมินทร์ วัฒน์นครบัญชา

Lesson Learned

ไม่ว่าคุณจะทำหรือไม่ทำอะไรในวันนี้ มันจะมีผลตามมา เหตุการณ์ต่างๆ เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง มันอาจจะไม่ส่งผลวันนี้แต่มันอาจมีผลในภายภาคหน้า ไม่ว่าจะกับคนใกล้ตัวคุณ ที่ที่คุณอยู่ หรืออะไรก็แล้วแต่ ดังนั้น เมื่อเกิดมาแล้วให้ตั้งใจใช้ชีวิต อย่ามักง่าย มองอะไรให้รอบ อะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจจะส่งผลถึงสิ่งใหญ่ๆ ได้

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

“ร้านยังอยู่อีกหรอ” – อ้ายไรเดอร์ชาวเชียงใหม่อายุ 40 ต้น ๆ เปรยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแปลกใจ หลังจากเราก้าวขาลงจากรถจักรยานยนต์คันโก้ที่จอดสนิทหน้าร้านทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์

‘…ลมหายใจ อุ่น ๆ ไอละมุนจากเธอ ใจฉันคงละเมอ ไปแสนไกล

คำรักเพียงแผ่ว ๆ ฟังแล้วยอม หมดใจ ลืมฟ้าดินใด ๆ ไปทั้งวัน…’

เพลง เสียงกระซิบ ของ เบิร์ด ธงไชย ดังออกมาจากร้านเก่าแก่ของคนรักเพลงและหนัง เรายืนฟังอยู่ครู่ ก่อนเดินเข้าร้านพร้อมส่งยิ้มและแนะนำตัวให้กับพนักงานเสื้อสีส้ม เขาผายมือบอกเราว่า

“เฮียรออยู่ในห้องแล้ว” เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ นั่งด้วยท่าทีสบาย ๆ ในห้องทำงาน 

ชายวัย 66 เบื้องหน้าเรา คือผู้ก่อตั้ง ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์’ ร้ายขายเทป-ซีดีเพลงและหนังที่ดำเนินกิจการมา 42 ปี โดยเริ่มต้นธุรกิจจากการมองการณ์ไกล หยิบโมเดลตู้เทปใต้โรงหนังของเมืองบางกอก มาเปิดแผงวางตู้เทปขายใต้โรงหนังสุริวงศ์ จังหวัดเชียงใหม่ กิจการรุ่งเรืองจนขยับขยายสาขาไปอีกหลายโรงหนัง ริมถนน อาคารพาณิชย์ เฟื่องฟูจนขนาดที่ว่า เฮียปั้นศิลปินส่งออกเมืองกรุงและนั่งเก้าอี้นายห้างเพลง กระซิบดัง ๆ ว่า วงนกแล ก็เป็นเด็กปั้นของทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ มาก่อน

ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

เรารู้จักสถานที่แห่งนี้สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อนคนสันกำแพงพามาแอ่ว มีโอกาสกลับไปทวนความทรงจำไม่นานมานี้ นับนิ้วก็ราว 6 – 7 ปีจากครั้งนู้น บรรยากาศยังเหมือนวันแรกที่มาเยือน ตู้ปลาตั้งตระหง่านต้อนรับผู้คน ด้านในเต็มไปด้วยแผ่นซีดีสารพัดแนวเพลงไทย-เทศ-คำเมือง มีทั้งบนแผง มีทั้งในกระบะให้เลือก หนังก็มีให้ดูตามชอบ แถมด้านข้างของร้านยังมีแผงเทปยุคเก่าขายราคาย่อมเยา (เริ่มต้น 20 บาท) ปัดฝุ่นหน่อย ก็มีเพลงฟังไม่รู้เบื่อ

หน้าที่การงานนำพาโอกาสดี (มาก) ให้เรานั่งสนทนากับผู้ก่อตั้งตัวจริง ถึงจุดเริ่มต้นของแผงเทปแผงแรกของเมืองเชียงใหม่ การปั้นศิลปิน ยุครุ่งเรืองของวงการเพลง ทุกศิลปิน ทุกค่าย ต้องรู้จัก ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์’ (รูปภาพเต็มร้านยืนยันได้) จนถึงการดำเนินธุรกิจที่เป็นลมหายใจสุดท้ายของวงการขายเทป-ซีดีเพลงในภาคเหนือ 

เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตรเอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

สายเลือดพ่อค้าแม่ขาย

เฮียทรงสัญเกิดย่านฝั่งธนฯ มาเติบโตและใช้ชีวิตที่จังหวัดเชียงใหม่เกือบ 60 ปี เขามีเลือดพ่อค้าแม่ขายสูบฉีดเต็มตัวตั้งแต่วัยเยาว์ จนกระทั่งการงานชักนำให้เขาประกอบอาชีพนักขาย (เซลล์)

“หกเจ็ดขวบผมก็ขายของเป็นแล้ว” นักขายเปรยความชำนาญและประสบการณ์

“เพราะคุณพ่อคุณแม่ทำอาชีพค้าขาย ผมย้ายมาอยู่เชียงใหม่ตอน 7 ขวบ ตอนนั้นช่วยพี่สาวขายผักที่ตลาดประตูเชียงใหม่ ช่วยพ่อขายก๋วยเตี๋ยว พอคุณพ่อเสีย ก็ช่วยคุณแม่หาบข้าวต้มทรงเครื่องไปขายที่ตลาดต้นลำไย ตลาดวโรรส ช่วงเรียน ม.ต้น ผมเหมาเสื้อผ้าผู้หญิง ชุดชั้นใน มาปูผ้ายางขาย

“ผมขายคนเดียวด้วยนะ จนมีเงินเก็บส่วนตัว อาชีพค้าขายซึบซับอยู่ในสายเลือดอย่างเต็มเปี่ยม แล้วไอเดียของผมมันเหมือนเกิดมาเพื่อการค้า ผมมั่นใจมาก ๆ ว่า ผมค้าขายเป็น” เขาย้ำ

ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

เฮียทรงสัญถนัดขาย ไม่แปลกหากเขาหมายมุ่งเป็นเซลล์ เขาเป็นเซลล์อยู่ในบริษัทดีทแฮล์ม แอนด์ โก ลิมิเต็ด (ปัจจุบัน ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย)) บริษัทนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายในไทย อาชีพเซลล์ทำให้หูตาของเฮียกว้างขว้าง เกิดไอเดียสร้างสรรค์ผุดขึ้นยิ่งกว่าเห็ดถอบในหน้าฝน

ถ้ามีโอกาสไปเป็นเซลล์ จงเป็น มันดีตรงไหนรู้มั้ย ผมได้คุยกับเจ้าของกิจการทุกแห่ง ความคิดของเจ้าของกิจการกับความคิดของคนทั่วไปที่ไม่ค้าขายต่างกันเยอะ ตอนผมไปส่งของ ถ้ามีเวลา ผมจะคุยกับเจ้าของร้าน เขาจะสอน ‘ไอ้ตี๋เอ้ย ต้องอย่างนั้นอย่างนี้นะ’ พอเขาเล่าประวัติให้ฟัง ผมก็หยิบส่วนดีของเขามาผสมผสานกับความคิดของผม ผมว่าเซลล์เป็นอาชีพที่ได้เปรียบตรงที่เดินทางตลอดเวลา ได้เปิดหูเปิดตาตลอดชีวิต ที่สำคัญ ได้เห็นการพัฒนาของร้านค้า และได้คุยกับคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต

“ทุกเดือนผมต้องลงไปปิดทริปที่กรุงเทพฯ เห็นโรงหนังที่นู่นมีแผงเทปเป็นตู้ตั้งขายกันอยู่ ก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา เพราะเชียงใหม่ยังไม่มี มันน่าสน เลยเก็บไอเดียนี้ไว้เพื่อมาดูตลาดเชียงใหม่ก่อน”

เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตรเอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

เฮียทรงสัญเริ่มต้นเป็นเซลล์ในวัย 21 การเดินทางลงกรุงเทพฯ ทำให้เขาเห็นและสำรวจเทรนด์ใหม่ ๆ ก่อนใครในเชียงใหม่ เขาย้อนให้เราฟังว่า พ.ศ. 2516 กรุงเทพฯ เริ่มมีโรงหนังและตู้เทป ถัดจากนั้นเพียง 1 ปี เขาปิ๊งความคิด อยากยกโมเดลตู้เทปใต้โรงหนังมายังแดนล้านนา ถัดจากนั้นอีก 1 ปี เขาทำการบ้านและวางแผนกิจการเล็ก ๆ และถัดจากนั้นอีก 1 ปี เมืองเชียงใหม่ก็มีแผงเทปแผงแรกเกิดขึ้น!

“ผมมีหูตากว้างขว้างในการนำสิ่งใหม่ ๆ จากส่วนกลางของประเทศมาไว้ที่นี่ แน่นอนว่ามันจะดึงดูดความสนใจของคนท้องถิ่นให้มาร้านผมเยอะมาก พูดง่าย ๆ ว่า ผมจะไปใหญ่ในเมืองเล็ก ๆ”

นี่คือไอเดียตั้งตนของเฮียทรงสัญที่เริ่มเป็นเจ้าของกิจการในวัยเพียง 25 

สมแล้วที่เป็นลูกพ่อค้า-แม่ขาย!

ทำธุรกิจต้องเข้าใจธุรกิจ

“ผมทำงานที่บริษัทดีทแฮล์ม 2 ปีก็ลาออก หันมาเป็นตัวแทนค้าส่งเองเพราะมีประสบการณ์ ตอนนั้นใช้ชื่อว่า บริษัท ทรงชัยเชียงใหม่ ผมชื่อบุญทรง น้องผมชื่อบุญชัย ทำกันอยู่ 2 – 3 ปี ไม่ไหว เก็บเงินยาก พอหักค่าใช้จ่ายต่อเดือน ไม่เวิร์กเท่าไหร่” เฮียทรงสัญหัวเราะถึงอดีตของนักขาย

ระหว่างติดสินจะใจลาออกจากงานประจำ มาประกอบอาชีพส่วนตัวกับน้องชาย ประกายเล็ก ๆ เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของแผงเทปยังคงสปาร์กจอยส่งเสียงเปรี๊ยะ ๆ อยู่ในคนหนุ่มหัวการค้า 

ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

“ผมไปสมัครงานเป็นพนักงานเก็บเงินที่ร้านขายเครื่องเสียง” – นี่เขากำลังศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น อย่างกับหนังสายลับที่ต้องปลอมให้แนบเนียนสุด ๆ เพื่อล้วงข้อมูล

“เหตุผลที่ผมไปสมัครงานก็เพื่อสำรวจผู้บริโภคว่าใช้เครื่องเล่นเทปเยอะมั้ย ถ้าขายเทป จะเป็นไปได้หรือเปล่า ผมต้องดูตลาดให้เหมาะกับสินค้าก่อน ประมาณ 1 ปี รู้ข้อมูลหมดแล้วผมก็ลาออก”

พนักงานเก็บเงินร้านขายเครื่องเสียงสืบทราบอะไรมาบ้าง – เราสงสัย

“เวลาเก็บเงิน ผมชอบนั่งคุยกับชาวบ้าน บริษัทนี้เขาขายแบบผ่อนส่ง คนมาซื้อกันเยอะนะ ตอนผมยังไม่เปิดแผงเทป พอลูกค้าซื้อเครื่องเล่น 80 เปอร์เซ็นต์ จะจ้างร้านบริการซ่อมเครื่องเทปอัดเพลงให้ เป็นการอัดแบบเลือกเพลงได้ ตลับละ 50 บาท 100 บาท ส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ อัดเองจากวิทยุหรือเครื่องเล่นเทป

“ยุคนั้นก่อน พ.ศ. 2521 ยังไม่มีลิขสิทธิ์ ใครออกเพลงมาโดนก็อปปี้อัดหมด” นักสังเกตย้อนอดีต

หลังจากศึกษาตลาดจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ เขาลาออกจากงานประจำ และพร้อมมากที่จะเปิดแผงขายเทปแผงแรกของจังหวัดใหม่ ณ โรงหนังสุริวงศ์ (ปัจจุบันคือที่ตั้งของโรงแรมอิมม์ ท่าแพ)

ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

แผงเทปแผงแรกของเชียงใหม่

“ตอนนั้นผมลงทุนตู้ 3 ใบ ประมาณ 15,000 บาท ลงทุนค่าเทปประมาณ 20,000 เครื่องเล่นเทป 1 ชุดประมาณ 20,000 กว่าบาท ผ่อนส่ง 3 งวด ตีเสียว่าเดือนละ 7,000 – 8,000 เบ็ดเสร็จประมาณ 40,000 กว่าบาทต่อการเปิดแผงเทป 1 จุด” เจ้าของทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ วัย 66 ยังจำวันแรกได้แม่น

เฮียทรงสัญเล่าความทรงจำสมัยเรายังไม่เกิดให้ฟังว่า ตอนเด็ก ๆ เติบโตมากับโรงหนังเวียงพิงค์และโรงหนังศรีพิงค์ จนปิดกิจการ ก็เกิดโรงหนังของตระกูลเก่าแก่ในเชียงใหม่ขึ้น คือ โรงหนังสุริวงศ์ โรงหนังสุริยา โรงหนังสุริยง (โรงหนังแห่งแรกของเชียงใหม่ที่มีบันไดเลื่อน) และโรงหนังแสงตะวัน

“สุริวงศ์เป็นโรงหนังที่ผมเปิดแผงเทปแผงแรก สมัยก่อนบริเวณแมคโดนัลด์ เป็นหน้าโรงหนัง คนเดินกันพลุกพล่านเพื่อมาซื้อตั๋ว ผมขายอยู่ข้างบันได มีตู้โชว์สไตล์แผงเทปในกรุงเทพฯ เป็นตู้กระจก 2 – 3 ใบวางเป็นตัว U ในตู้วางเทป 2 ชั้น ผมเป็นเจ้าแรกที่ทำ ขายได้สัก 1 เดือน ตัวเลขดีมาก 

“ลูกค้าคือคนที่มาดูหนังทั้งนั้น” พ่อค้าเทปหัวเราะ “คนมาดูหนังก็แวะมาดูแผงเทป ซื้อง่าย ผมขายม้วนละ 35 บาท 3 ม้วน 100 วันไหนโรงหนังคนเยอะก็ขายดีมาก สัก 3 ทุ่มครึ่งก็ปิดร้าน”

ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง
ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

นอกจากยอดขายพุ่งกระฉูด สิ่งหนึ่งที่การันตีได้ว่าเฮียทรงสัญสร้างปรากฏการณ์แผงเทปในจังหวัดเชียงใหม่ คือการเกิดขึ้นของแผงเทปอีกมากมาย ทั้งตามร้านหนังสือและแผงลอยในกาดนัด แถมขายตัดราคากันด้วย (ฮา) เจ้าของร้านรุ่นใหญ่ยอมรับว่ายุคของเขากิจการขายเทป-ซีดีเฟื่องฟูฟู่ฟ่าจริง ๆ 

“เชื่อมั้ย ตอนเปิดแผงเทป ผมยังไม่มีเครื่องเล่นเทปเลย ใช้แต่ทรานซิสเตอร์เครื่องละ 300 – 400 บาท ต้องผ่อนส่งเครื่องเล่นเทปเพื่อให้ลูกค้าทดลองฟังเพลง บางทีเขาเจาะจงมาหาเพลงนั้นเพลงนี้ ผมก็เปิดให้ฟัง ถ้าใช่ เขาก็ซื้อ และเมื่อไหร่ที่ผมรู้แล้วว่าลูกค้าชอบศิลปินคนนี้ ถ้ามีแนวเพลงอื่นที่ใกล้เคียง ผมก็จะแนะนำเขาด้วย แทนที่เขาจะซื้อ 1 ม้วน เขาอาจซื้อ 4 – 5 ม้วนก็ได้ (เฮียขายเก่ง) พ่อค้าไง” 

เชื่อแล้วว่าว่าความคิดของชายผู้นี้เกิดมาเพื่อการค้าจริง ๆ 

แผงเทปแผงที่ 2 3 4 5 … ของเชียงใหม่

แผงเทปปักหลักอยู่ที่โรงหนังสุริวงศ์ และขยายสาขาไปยังโรงหนังสุริยง โรงหนังแสงตะวัน โรงหนังทิพย์เนตร ริมถนน และอาคารพาณิชย์ โดยปัจุบันเหลือเพียงสาขาเดียวที่ตลาดทิพย์เนตร ทำเลเดิมของร้านเคยเป็นร้านหนังสือทิพย์เนตร บุ๊กสโตร์มาก่อน เฮียกระซิบว่าแผงวางแผ่นเทป-ซีดีภายในร้านก็คือแผงวางหนังสือนั่นแหละ แต่ปรับแต่งอีกนิดให้ลูกค้ามองเห็นสินค้าสะดวกขึ้น หยิบจ่ายถนัดมือ 

ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

“พอย้ายเข้ามาในทิพย์เนตร บุ๊กสโตร์ ผมตั้งชื่อร้านว่า ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์’ ผมเป็นคนแรก ๆ ที่เอาคำว่า ‘เอนเตอร์ไพรส์’ มาตั้งในเชียงใหม่ เพราะเอนเตอร์ไพรส์ หมายถึงธุรกิจ เผื่ออนาคตอาจมีการขยับขยายเป็นธุรกิจอื่น ๆ ผมจะได้ขยายฐานได้ ชื่ออาจจำยากหน่อย แต่ผมมองการณ์ไกลไว้ก่อน

“พอย้ายเข้ามา พื้นที่กว้างมาก แต่สินค้าเราน้อย ก็เลยเอาสินค้าอื่นมาเสริม มีเครื่องเล่นเทปแบบพกพาและของเล่นเด็ก ขายดีนะ แต่ไม่ดีตรงไหนรู้มั้ย พ่อแม่พาลูกมา ตั้งใจจะมาซื้อเทป เด็กรบเร้าจะเอาของเล่น ก็ต้องพาลูกออกจากร้าน เด็กบางคนนอนดิ้นร้องไห้ พ่อแม่บางคนใจร้ายหน่อยก็ตีเลย 

“ผมเห็นแล้วทนไม่ไหว เลยยกเลิกสินค้าพวกของเล่น มาขายเทปแบบเต็มตัว” 

หัวอกคนเป็นพ่อทนภาพตรงหน้าไม่ได้ และหัวอกคนเป็นพ่อค้าก็ทนภาพตรงหน้าไม่ได้ เมื่อแนวทางสินค้าชัดเจน เฮียทรงสัญก็เดินเครื่องทำธุรกิจด้วยความจริงใจและเป็นมิตรกับคนฟังเพลง

“สินค้าและบริการต้องครบเครื่อง ต้องทำให้เปอร์เซ็นต์การผิดหวังน้อยที่สุด แล้วลูกค้าจะประทับใจและกลับมาร้านผมเรื่อย ๆ อีกอย่างราคาต้องไม่โขลกเขา ผมค้าขายด้วยจิตใจที่ไม่เอาเปรียบกัน 

“ผมเชื่อว่าลูกค้าตัดสินใจมาร้านผมแล้ว ผมก็ต้องมอบความสุขให้เขาอย่างถึงที่สุด”

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

สินค้าของร้านครบครันและติดเทรนด์เสมอ เพราะเฮียทรงสัญพยายามเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเลือกเทปเองกับมือ แถมเลือกจากหลายเจ้า หลายค่าย เพื่อให้คนเชียงใหม่มีตัวเลือกการฟังเพลงที่หลากหลาย

“สินค้าที่เอามาวางขาย ผมไม่เลือกค่ายอยู่แล้ว” เฮียพูดด้วยรอยยิ้มจริงใจ “ถ้าผู้ผลิตเสนอมา ผมยินดีวางสินค้าให้ ไม่ว่าเพลงเขาจะดังหรือไม่ดัง หนังเขาจะดีหรือไม่ดี ผมอยากให้โอกาสเขา”

ไม่เพียงเป็นมิตรกับคนฟังเพลง ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ ยังเป็นมิตรกับคนทำเพลงด้วย

ช่างปั้น

“ผมปั้นศิลปินด้วยนะ” เจ้าของร้านเทปบอกความจริงที่เราไม่เคยรู้ หูตาลุกวาวไม่น้อย

“นกแล ผมปั้นมากับมือ แต่ผมไม่ได้ทำค่าย ผมปั้นศิลปินแล้วส่งให้บริษัทแกรมมี่”

“เฮียเจอนกแลได้ยังไงคะ” เราถามแมวมองด้วยความอยากรู้ (คุณเองก็คงอยากรู้น่า) 

“ผมไปเที่ยวงานวันเด็กที่กองทัพอากาศเชียงใหม่ เจอวงนกแลกำลังเล่นบองโก้ ดีดกีตาร์ ผมก็เลยติดต่อครูที่ดูแลวงว่าเป็นไปได้มั้ยถ้าฝึกให้เด็ก ๆ ตีกลองชุด ครูบอกว่าได้ แต่ไม่มีตังค์ซื้อกลองชุด

“ผมเลยให้เงินไปซื้อกลองชุด เขาฝึกจนเด็กตีกลองเป็น ไอเดียจริง ๆ เกิดจากวง XYZ โดยแนวเพลงของนกแลเป็นโฟล์กผสมสตริง จากนั้นผมก็พานกแลไปส่งให้กับ คุณเต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ ค่ายแกรมมี่ ผมไปนั่งห้องบันทึกเสียงด้วยเพื่อคุมการร้องของเด็ก ๆ และภาษาเหนือร่วมกับคุณเต๋อ มี วิชัย อึ้งอัมพร เป็นคนทำดนตรี นกแลประสบความสำเร็จมาก ดังระเบิดช่วง พ.ศ. 2528 – 2529” นักปั้นเล่าด้วยความดีใจ

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

หลังจากปั้นวงนกแล เฮียทรงสัญยังปั้น ‘เดอะม้ง’ วงดนตรีเด็ก ๆ ชาติพันธุ์จากโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เชียงใหม่ ด้วยแนวเพลงลูกทุ่งพร้อมหางเครื่อง แถมด้วยศิลปินเพลงคำเมืองหลายคน อาทิ เทพธารา ปัญญา มานะ, อบเชย เวียงพิงค์, วีระศักดิ์ และ วิฑูร ใจพรหม 

“ถ้าช่วงสงกรานต์อยู่เชียงใหม่ จะต้องเคยได้ยินเพลง ‘…เอาความฮักอ้ายคืนไป เอาหัวไปมาคืนเจ้า…’ (สาวจี๋ – อบเชย เวียงพิงค์) คนแต่งคือ ธินศมาศ มหานาม เขาขายลิขสิทธิ์ให้นิธิทัศน์ ผมซื้อลิขสิทธ์มาให้อบเชยกับวีระศักดิ์ร้องอีกที เพลงนี้ดังมาก ทุกสงกรานต์ต้องเปิด เป็นเพลงอมตะไปเลย”

นอกจากศิลปินพื้นเมือง เฮียทรงชัยยังทำเพลงพื้นถิ่น เพลงบรรเลงจากเครื่องดนตรีล้านนา เพลงพิธีกรรม และการเทศน์คำเมืองแบบประยุกต์ เป็นเวทีเทศน์ให้กับ ตุ๊จก หรือ ตุ๊ทองพระครูโสภณบุญญาภรณ์ (บุญทอง สุวณฺโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดโสภณาราม (วัดป่าตึง) ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ รายได้ส่วนหนึ่งจากการขายแผ่นซีดีเทศน์ก็บริจาคให้กับวัดเพื่อใช้ประโยชน์

 คนทำเพลง ร้านขายเทป คนฟังเพลง

ความรุ่งเรืองของ ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ อยู่ในระดับท็อป ขยายสาขาเกือบ 10 จุดทั่วเมืองเชียงใหม่ นักขายบอกว่าสาขาไนท์บาซาร์ขายดีสุด ๆ และการท่องเที่ยวก็ดีสุด ๆ เช่นกัน มีลูกค้าหลักเป็นชาวต่างชาติ ซื้อทียกกล่อง กล่องละ 100 ม้วน เพราะราคาถูกกว่าบ้านเขา ขาช้อปชาวต่างชาติมีทริกลดน้ำหนักกระเป๋าด้วยการเอาตลับเทปทิ้ง เพราะน้ำหนักกล่องเยอะ เอาแต่เทปกับปกกลับประเทศ

“ตอน พ.ศ. 2525 ร้านผมบูมจริง ๆ คู่แข่งเยอะด้วย เพลงของค่ายแกรมมี่ ค่ายอาร์เอส ผมสั่งเทปที 400 – 500 ม้วน ขายหมดภายใน 2 วัน ต้องออเดอร์ตามไปอีก เมื่อผู้ผลิตมาเยือนภาคเหนือ ทิพย์เนตรเป็นร้านแรกที่เขานึกถึงเสมอ ศิลปิน นักร้อง ดาราทุกค่ายต้องแวะมาเยี่ยมร้านผม มาแนะนำตัว มาถ่ายรูป มาโปรโมต ดูข้างนอกสิ รูปถ่ายติดเต็มไปหมดเลย ศิลปินต่างประเทศก็เคยแวะมาเหมือนกันนะ”

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง
คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

เฮียทรงสัญชี้นิ้วไปนอกห้องทำงานที่มีกรอบภาพถ่ายศิลปินสีซีดจางติดเต็มผนัง คนดังทั่วฟ้าเมืองไทยล้วนมาเยือนที่นี่ ไม่ว่าจะ แอ๊ด คาราบาว, เท่ห์ อุเทน, ฝน ธนสุนทร, โมเดิร์นด็อก ฯลฯ มองจากประตูเมืองเชียงใหม่ก็รู้ว่า ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เป็นที่รักของบรรดาศิลปินมากแค่ไหน จะว่าไปก็เป็นภาพคุ้นตาคล้ายผนังร้านข้าวต้มชื่อดังย่านสุขุมวิท ใบ้เล่น ๆ ว่าขึ้นต้นด้วย แสง ลงท้ายด้วย ชัย

“อย่าง เบิร์ด ธงไชย มาเมื่อไหร่ถนนต้องปิดถนน คนมาออเต็มหน้าร้าน ขอแค่ได้เห็นตัวจริง เทปของเบิร์ดก็ขายดี พอคนรู้ว่าจะวางขาย วันรุ่งขึ้นมาต่อคิวกันแล้ว สั่งมาพันม้วนก็ขายหมด ตอนหลังค่าใช้จ่ายคงสูง การมาเยี่ยมร้านค้าเริ่มหายไป ซึ่งร้านผมบูมอยู่ 20 ปีได้ หลังจากนั้นก็ดร็อปลง”

คิดว่าเป็นเพราะอะไร – “ช่วง พ.ศ. 2550 กว่า ๆ เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยแวะมาหาผมแล้ว ผมว่าสังคมเปลี่ยน คนเข้าถึงสื่อได้มากขึ้น ทำให้เด็กไม่จำเป็นต้องมาซื้อ พอการเข้าถึงเทคโนโลยีหรือสื่อมันง่าย สะดวก บริษัทเพลงก็ค่อย ๆ ลำบาก ผมหวังว่าอนาคตจะมีตัวช่วยที่ทำให้มันบูมขึ้นมาใหม่”

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

เราถามเฮียในฐานะคนฟังเพลง คนทำเพลง และเจ้าของร้านขาย (เทป) เพลงว่า

“สมัยก่อน เพลงดัง ไม่ดัง วัดจากอะไร” – เพราะสมัยนี้คงวัดจากยอดวิวบนยูทูบ ทะลุล้านวิว 10 ล้านวิว 100 ล้านวิว หรือเพลงฮอตฮิตติดกระแสมาก ๆ ก็กลายเป็นไวรัลในแอปพลิเคชัน TikTok

“แค่เปิดวิทยุก็รู้แล้ว” เฮียเปรย “ก่อนมีลิขสิทธิ์ ถ้าเพลงไหนดัง ร้านรับอัดเทปก็เตรียมอัดก็อปปี้กันแล้ว ยุคก่อนเขาเอาเพลงดัง ๆ มาอัดรวมกันเป็นการรวมเพลงฮิต หนึ่งม้วนมีนักร้อง 10 – 20 คน

“หลังจากมีกฎหมายลิขสิทธิ์ ‘วันละเพลง เดือนละพัน’ ก็เกิดขึ้น” – คืออะไรคะ

“เป็นการเปิดเพลงทุกวัน วันละ 1 เพลง ครบ 1 เดือนจ่าย 1,000 ดีเจได้เงินจากตรงนี้ แผ่นเสียงก็ไม่ต้องซื้อ เพราะค่ายหรือศิลปินเอามาแจกฟรีเพื่อให้สถานีโปรโมต คนจ่ายเงินคือเจ้าของแผ่น บางครั้งค่ายก็เป็นคนจ่าย จาก 1,000 เป็น 1,500 เป็น 2,000 ตอนหลังค่าเปิดแพงมากเพราะแข่งกัน

“ตอนทำเพลงของวิฑูร ผมแจก ผมก็ต้องจ่าย ถ้าไม่จ่ายก็พาดีเจไปเลี้ยงข้าว สร้างความสนิทสนม ผมเคยจ่าย 2,000 ก็เลิกทำแล้ว สถานีวิทยุเปิดเป็นดอกเห็ด แจกไหวได้ยังไง” คนเคยจ่ายหัวเราะ

ร้านขายเทปมีชีวิต

“ผมมองแล้วว่าธุรกิจขายเทปมันอันตราย” – เขาเคยทำนายว่ากิจการจะหมดความนิยม

“เพราะผมเห็นการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ ผมขายเทปคาสเซ็ต ก่อนหน้านั้นมีเทปตลับแปดนิ้วสำหรับเสียบเล่นในรถยนต์ แต่มันเทอะทะ เปลืองเนื้อที่ เทปคาสเซ็ตตลับเล็ก เสียก็ซ่อมง่าย จริง ๆ ก่อนเทปคาสเซ็ตมีแผ่นเสียง แล้วก็มีแผ่นเสียงระบบ LCD Soundsystem แผ่นใหญ่กว่านิดหนึ่ง

“แล้วก็พัฒนาต่อเป็นแผ่นซีดี ระบบเสียงดีมาก เลือกเพลงได้ หลังจากนั้นเป็นแผ่นวีซีดี แผ่นดีวีดี มีทั้งภาพและเสียง ร้านผมขายแผ่นหนังด้วยนะ ปัจจุบันการฟังเพลงก็อยู่ในรูปแบบ MP3 และแฮนดี้ไดรฟ์ ข้อดีคือใส่เพลงได้เยอะมาก เสียบฟังบนรถยนต์ได้ ขับรถจากเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ฟังได้ตลอดทาง” เจ้าของธุรกิจอธิบายให้เราฟังอย่างคนเข้าใจธุรกิจและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง
คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

ณ วันนี้ ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ นำแผ่นเสียง (จากค่ายแกรมมี่) กลับมาขายเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเทรนด์แผ่นเสียงกำลังได้รับความนิยมจากคนฟังเพลง มีบาร์แผ่นเสียงเกิดขึ้นมากมายพอ ๆ กับดีเจเปิดแผ่นเสียง แถมดีเจแต่ละคนก็มีแนวเพลงถนัดเฉพาะตัว ยิ่งทำให้เพลงและวงการแผ่นเสียงสนุกขึ้นไปอีก

หวังว่าการกลับมาของแผ่นเสียงจะเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่เติมความสดใสให้เจ้าของกิจการขายแผ่นเสียง เจ้าของกิจการขายเครื่องเล่นแผ่นเสียง รวมถึง ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

“จริง ๆ พ.ศ. 2556 – 2557 ผมเริ่มวางมือแล้ว สังเกตจากคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยมาซื้อ เขาเน้นโหลด เลยบอกให้แม่บ้าน (ภรรยา) มาดูแลต่อ ผมขอวางมือ วางมือมา 7 – 8 ปีแล้ว” ชายวัย 66 พูดยิ้ม ๆ

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

แม้ร้านขายเทป-ซีดีเก่าแก่แห่งนี้จะเงียบเหงาไปบ้างหากเทียบกับอดีต แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือคนฟังเพลงไม่ได้หายไป เราเห็นคุณลุง คุณป้า แวะเวียนมาดูแผ่นเพลงที่ร้านอยู่บ้าง มีครั้งหนึ่งเรายืนคุยกับพนักงาน เขาพูดประโยคชวนคิดว่า ‘เทปและแผ่นซีดีไม่มีวันตาย’ – คงจริง ตราบใดที่ยังมีคนฟังเพลง

เราถามเฮียทรงสัญถึงความเชื่อที่เราได้ยินได้ฟังมา – “เฮียเชื่อแบบนั้นมั้ยคะ”

“ไม่ตายอยู่แล้ว มนุษย์ต้องดูหนัง ฟังเพลง ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ แม้กระทั่งคนเจ็บ คนป่วย ก็ยังต้องฟังเพลง ดอกไม้ สัตว์เลี้ยง ก็ยังต้องฟังเพลง พอฟังแล้วไก่ออกไข่เยอะขึ้น ดอกไม้ก็สดชื่นเบ่งบาน

“ความจริงผมต้องปิดกิจการแล้วนะ ร้านอยู่ไม่ได้ ขาดทุนทุกเดือน” เฮียทรงสัญพูดความจริง ภายใต้ประโยคชวนเศร้าแต่น้ำเสียงของชายผู้นี้กลับไร้กังวัล เขาไม่ปล่อยให้เราฉงนนาน ก่อนจะเล่าเสริม

“ผมพอจะมีรายได้จากทางอื่นอยู่บ้าง และผมอยากอนุรักษ์ร้านนี้เอาไว้ เผื่อวันใดวันหนึ่งมันจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ ตอนนี้ในภาคเหนือเหลือร้านผมร้านเดียวแล้วนะ เคยมีคนใช้คำว่า ‘ลมหายใจที่ยังเหลืออยู่’ กับร้านผม ไม่ว่าคนลำปาง เชียงราย แพร่ น่าน เวลามาเที่ยวเชียงใหม่เขาก็จะแวะมาซื้อ

“ทุกวันนี้ลูกค้าผมมีแต่คนแก่ทั้งนั้น” เขาหัวเราะ “ผมรู้สึกโชคดีและเขาเองก็โชคดีที่ยังคิดถึงกันและกัน ลูกค้าบอกผมเสมอว่า ‘อย่าปิดร้านนะ’ ‘อย่าเลิกนะ’ เพราะเขาไม่รู้จะหาซื้อได้ที่ไหน” – นี่คงเป็นเหตุผลสำคัญให้ร้านขายเทป-ซีดีแห่งนี้ไม่ยอมปิดตัวตลอดระยะเวลา 42 ปีของการดำเนินธุรกิจ

ลมหายใจของ ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ ยังไม่รวยริน ตราบใดที่เสียงเพลงไม่หายไปจากโลก

การมีอยู่ของสถานที่แห่งนี้ทำให้เราเชื่อมั่นมากว่า การใช้หัวใจดำเนินธุรกิจ สำคัญพอ ๆ กับการดำเนินธุรกิจด้วยหลักธุรกิจ, และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดของร้านขายเทปเก่าแก่ที่ยังมีชีวีต

Lessons Learned

  • จงศึกษาความเป็นไปได้ของตลาดก่อนลงมือทำธุรกิจ
  • จงทำธุรกิจอย่างคนเข้าใจธุรกิจ (ที่ตนเองทำ) มีข้อดี คือ เข้าใจสินค้า แนะนำลูกค้าได้
  • จงทำธุรกิจอย่างเป็นมิตรและจริงใจกับต้นน้ำและปลายน้ำ 
  • จงมองการณ์ไกล (มีแผนสำรอง) หากยังอยากรักษาธุรกิจที่รักในวันที่ใกล้หมดความนิยม
เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตรเอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์

ที่ตั้ง : 228 ถนนทิพย์เนตร ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)

เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00 – 19.30 น. 

โทรศัพท์ : 0 5327 7210

Facebook : ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่ Music & Movie

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load