แม้จะต้องเผชิญกับวิกฤตหมอกควันแทบทุกฤดูร้อน แต่เราเชื่อว่า ‘เชียงใหม่’ ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของใครหลายคนอยู่ดี เพราะใครเล่าจะไม่อยากใช้ชีวิตแบบคนเมืองเหนือ ท่ามกลางขุนเขาที่ลมหนาวพัดผ่านต้นไม้ใบหญ้า นำพาบรรยากาศรื่นรมย์มาให้ทุกปลายปี

คนต่างถิ่นจำนวนไม่น้อยติดอกติดใจเสน่ห์ความเนิบช้า จึงขึ้นมาตั้งถิ่นฐานปลูกบ้านที่เมืองเหนือ เช่นเดียวกับ จิ๋ม-ภรณี เจตสมมา อดีตชาวกรุง เจ้าของเรือนไม้หลังงามที่สร้างขึ้นด้วยฝีมือและทักษะของ ‘สล่า’ อันเป็นคำเมืองที่ใช้เรียกนายช่างผู้สร้างสรรค์สถาปัตยกรรมด้วยเทคนิคแบบล้านนาที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ

ต้นจามจุรี ภาษาเหนือเปิ้นเรียกฉำฉา ออกดอกบานสะพรั่งและร่วงหล่นเมื่อสิ้นลมหนาว ให้ร่มเงาตระหง่านปกคลุมรอบรั้ว ซึ่งประกอบไปด้วยเรือน 3 หลังต่างฟังก์ชัน และแมกไม้นานาพันธุ์ที่กระจัดกระจายให้สีเขียวเย็นตาไปทั่วอาณาบริเวณ

บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา

เมื่อปีก่อน ภรณีปรับปรุงบางส่วนของบ้านเพื่อเปิดให้บริการ Bed & Breakfast ในชื่อ Peace-Love-Joy และเปิดครัวให้บริการอาหาร Chef’s Table ฝีมือ เชฟกี้-รณิฐา จริตกุล ในชื่อ GeesTable ที่เน้นผสมผสานวัตถุดิบออร์แกนิกท้องถิ่นและนานาชาติ ออกมาเป็นเมนูสุขภาพแสนอร่อย แถมยังมีเตาดินสำหรับอบพิซซ่าแบบต้นตำรับ เผื่อวันไหนแขกครึ้มอกครึ้มใจอยากชิมอาหารอิตาลี เชฟก็จัดให้ได้สบายมาก

ใต้แสงแดดยามบ่ายของเชียงใหม่ปลายฤดูหนาว ภรณีต้อนรับเราด้วยซอร์เบต์ผลไม้รวมรสชาติชื่นใจ ก่อนจะนั่งลงเล่าเรื่องราวของบ้านที่มีตัวตนของเธออยู่ในนั้นให้ฟัง

01

ความฝันที่เบ่งบาน

ภรณีซื้อที่ดินผืนนี้เมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่สมัยยังทำงานเป็นคนโฆษณาอยู่ที่บริษัท Leo Burnett จนเวลาล่วงเลยไปหลายสิบปี ชีวิตในเมืองกรุงถึงจุดอิ่มตัว ความฝันเล็กๆ ที่ถูกปลูกไว้ในใจมาแสนนานจึงค่อยๆ เบ่งบานขึ้นอีกครั้ง

“เราอยากอยู่เชียงใหม่ มีบ้านในฝันในใจตั้งแต่เด็กแล้ว ที่ดินตรงนี้ พอมาดูแล้วรู้สึกเลยว่าใช่ เพราะมีต้นไม้เดิมอยู่เยอะ ตอนหลังเลยซื้อที่ดินที่อยู่ติดกันเพิ่มอีกแปลง เราเริ่มสร้างบ้านจากเงินน้อยๆ เพราะก็เหมือนคนกรุงเทพฯ ทั่วไป เป็นมนุษย์ทำงานที่ต้องใช้จ่ายหลายอย่าง ไม่ได้มีเงินเก็บมากมาย บ้านหลังนี้จึงเป็นความฝันที่ถูกหล่อเลี้ยงให้เป็นภาพที่ชัดเจนขึ้นช้าๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป

บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา

“เพราะชื่นชอบงานคราฟต์และฝีมือช่างพื้นเมือง เราจึงไม่ได้ใช้บริการผู้รับเหมาก่อสร้าง แต่ตั้งใจมองหาช่างไม้พื้นเมืองหรือที่ทางเหนือเรียกว่าสล่ามาปลูกบ้านหลังนี้ให้ โดยเราเป็นคนเขียนแบบบ้านอย่างที่อยากได้ด้วยตัวเอง และได้รุ่นน้องสถาปนิกที่รู้จักกันมาช่วยเคาะแบบ จับตรงนั้นตรงนี้ให้เข้าที่

“เราเป็นคนชอบอ่านนิตยสารเรื่องบ้านและสวน ก็ค่อยๆ เก็บข้อมูลไป ใช้วิธีการง่ายๆ เหมือนตอนทำงาน ด้วยความที่เป็นโปรดิวเซอร์คุ้นเคยกับการทำฉากอะไรพวกนั้นอยู่แล้ว ก็จะตัดสิ่งที่เราชอบเก็บไว้เป็นเรเฟอเรนซ์ จนถึงเวลาก็เอาเรเฟอเรนซ์พวกนั้นมากองรวมกัน จากนั้นค่อยๆ จัดหมวดหมู่แล้วหาพื้นที่ในบ้านให้มัน เช่น ดีไซน์แบบนี้ สีสันแบบนั้น เราจะให้มันอยู่ตรงส่วนไหนของบ้าน”

รายละเอียดเล็กๆ ถูกนำมาประกอบเข้าไว้ด้วยกันภายใต้คอนเซ็ปต์ดีไซน์ตามใจผู้อยู่ ซึ่งภรณีจำกัดความบ้านของเธอว่า บ้านชนบท โดยต้องโล่ง โปร่ง มีช่องให้แสงและลมเล็ดลอดเข้ามาได้อย่างอิสระ และใช้วัสดุบ้านๆ อย่างไม้

02

ประกอบไม้ให้เป็นบ้าน

ภรณีใช้ขั้นตอนประกอบบ้านแบบสมัยก่อน นั่นคือไปซื้อเรือนไม้เก่ามาทั้งหลัง จากนั้นจึงถอดไม้ออกมาเป็นชิ้นๆ แล้วนำมาประกอบกันขึ้นใหม่ตามแบบบ้านที่ออกแบบไว้ ซึ่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่สามารถคำนวณได้ว่าต้องซื้อเรือนไม้เก่าขนาดใหญ่แค่ไหน จำนวนเท่าไหร่ จึงจะเพียงต่อการประกอบกันขึ้นมาเป็นบ้านหลังใหม่

เรือนไม้หลังประธานจึงถูกประกอบขึ้นพร้อมๆ กับเรือนบริวารด้านหลังที่ตั้งใจให้เป็นที่พักคนงาน เพราะช่วงแรกๆ ของการก่อร่างสร้างบ้านที่เชียงใหม่ เจ้าของบ้านยังทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ

บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา

“พอประกอบเรือนเสร็จ มันจะมีเศษไม้เหลือเยอะทีเดียว เราไม่อยากทิ้งเพราะเสียดาย เลยต้องหาพื้นที่ไว้เก็บชิ้นไม้พวกนั้น จะตั้งไว้บนพื้นเฉยๆ ก็ไม่ได้ ปลวกจะกินเอา ก็เลยต้องตั้งเสาขึ้นมาจากพื้นดิน แล้วเอาไม้ไปพาดเก็บไว้ข้างบน

“ปรากฏว่านานวันเข้าเพิงเก็บไม้กลายเป็นเพิงเก็บของสัพเพเหระที่รกขึ้นทุกวัน เห็นแล้วขัดหูขัดตา ประกอบกับเราใกล้จะรีไทร์จากงานที่ทำอยู่ที่กรุงเทพฯ พอดี เลยเกิดเป็นไอเดียต่อเติมเพิงหลังนี้ให้เป็นเรือนหลังที่ 3 สำหรับเป็นสเตชั่นทำครัว ทำขนม”

บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา

นอกจากวัสดุหลักอย่างไม้เก่าแล้ว องค์ประกอบอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นของเก่าทั้งหมด ไม่ว่าจะกรอบประตู กรอบหน้าต่าง ไปจนถึงลูกบิดและโคมไฟ ภรณีเล่ายิ้มๆ ว่าบางครั้งมีของที่ต้องซื้ออยู่ในใจ จดขนาดไปเรียบร้อย ปรากฏว่าพอไปถึงร้าน เจอของเก่าสวยมาก ถูกใจจนต้องซื้อ กลับมาถึงบ้านต้องลำบากหาที่ใส่มันเข้าไปอีก

“เพิ่งมารู้ตัวว่าเป็นคนชอบก่อสร้าง (หัวเราะ) ว่างเป็นไม่ได้ต้องทำนู่นนี่ก๊อกแก๊กไปเรื่อย”

03

จากคนเมือง (กรุง) มาเป็นคนเมือง (เหนือ)

“เชียงใหม่คือสวรรค์ของคนชอบทำบ้านเลยนะ เพราะมีของถูก ของสวย อยู่เยอะ เราเองก็ยังติดนิสัยคนเมืองอยู่หน่อยตรงที่บ้าซื้อ ซื้อมากองๆ เอาไว้แล้วก็ต้องเที่ยวหาที่ใส่ เพื่อนชอบถามว่าบ้าหรือเปล่า อยู่บ้านคนเดียวทำไมเก้าอี้เต็มไปหมด เพราะเก้าอี้ในบ้านเราเยอะมาก เป็นคนชอบเก้าอี้ทรงต่างๆ (ยิ้ม)

“บ้านเราเหมือนโรงเก็บของ เพราะมีเฟอร์นิเจอร์ข้าวของแทบทุกสไตล์ ถ้าชิ้นที่ดูโมเดิร์น ออกไปทางสแกนดิเนเวียน บางส่วนขนมาจากกรุงเทพฯ ส่วนชิ้นเท่ๆ หน้าตา Rustic ไปจนถึงชิ้นที่ทำด้วยช่างฝีมือพื้นเมืองเนี่ย แน่นอนว่ามากจากเมืองเหนือนี่แหละ”

บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา

ด้วยความที่เจ้าของบ้านชื่นชอบงาน Art and Craft เราจึงได้เห็นชิ้นงานศิลปะยูนีกสวยๆ ที่ภรณีสะสมตั้งแต่สมัยทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ แขวนอยู่ทั่วไปในเรือนทั้งสามหลัง ซึ่งตอนนี้มีฟังก์ชันการใช้งานแตกต่างกัน เรือนประธานเป็นบ้าน เรือนบริวารหลังที่ 2 และ 3 ตอนนี้เปิดให้บริการ Bed & Breakfast และ Chef’s Table โดยเชฟกี้-รณิฐา จริตกุล

เรือนประธานหลังแรกสร้างเสร็จตั้งแต่ ค.ศ. 2001 ด้วยงบประมาณหลักแสนปลายๆ ภรณีเล่ายิ้มๆ ว่าอยู่ไปซ่อมไป เพราะปัญหาจุกจิกเยอะพอตัว อย่างแรกเนื่องจากบ้านอยู่ใต้ต้นฉำฉาซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่กิ่งก้านเปราะเหลือเกิน มันจึงทิ้งกิ่งลงมาทำให้หลังคาทะลุอยู่บ่อยๆ รั่วที 20 – 30 รู จนถึงปัจจุบันก็เปลี่ยนวัสดุหลังคาไปแล้ว 5 รอบด้วยกัน

บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา

อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่เจอคือพื้นไม้ คนโบราณจะรู้ดีว่าถ้าปลูกบ้านไม้ต้องทิ้งช่องใต้พื้นไว้ให้ลมผ่านข้างใต้ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความชื้นใต้ตัวบ้าน และทำให้แผ่นไม้แห้งอยู่เสมอ แต่เรือนประธานหลังนี้ แรกเริ่มสร้างติดดิน ไร้ช่องลม ทำให้ต้องมายกบ้านขึ้นทีหลัง และอีกสารพัดปัญหาให้ตามแก้

“ถือว่าเป็นความบันเทิงระหว่างก่อสร้าง เพราะบางอย่างเราก็เพิ่งมาเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เจอปัญหาก็ค่อยๆ แก้ไป ถือว่าไม่ได้เดือดร้อนใคร เดือดร้อนก็แต่ตัวเอง (ยิ้ม)”

บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา

04

ผลิบานและเติบโต

“เราเป็นคนชอบต้นไม้มากและใช้เวลาอยู่ในสวนเยอะ Green House ในบ้านเลยเป็นความตั้งใจตั้งแต่แรกที่เขียนไว้ในแบบเลย บางคนอาจจะอยากมีห้องไวน์ บางคนอาจจะอยากมี Walk-in Closet แต่สำหรับเรา ที่สุดของความใฝ่ฝันคือการมี Green House ไว้ปลูกต้นไม้ในบ้าน

บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา

“สวนทุกส่วนในบ้านจัดเองทั้งหมด อาจเพราะเราเป็นคนที่สามารถอยู่กับอะไรนานๆ ได้ ไม่เบื่อง่ายๆ ชอบอะไรก็จดจ่อทำอยู่นั่น พอเราอยู่กับต้นไม้เยอะๆ ก็จะรู้จักเขามากขึ้น ทำให้สังเกตและเรียนรู้ได้ว่า ต้นนี้อยู่ตรงไหนแล้วงอกงามดีที่สุด

“การปลูกต้นไม้ก็เหมือนหลายๆ อย่างในชีวิตที่การปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ จะทำให้เขาเติบโต เบ่งบาน ได้ดีกว่าการที่เราไปฝืนบังคับ แค่ประคองอยู่ห่างๆ ก็พอ จนเมื่อเขาเริ่มรกยุ่งเหยิงนั่นแหละ เราอาจจะเข้าไปตัดแต่งบ้างแต่ก็น้อยและบรรจงมาก เพื่อไม่ให้ไปทำลายธรรมชาติการเติบโตของเขา

บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา

“เมื่อก่อนตอนอยู่กรุงเทพฯ ไม่ว่าจะรีบร้อนแค่ไหน ต้องออกจากบ้านไปกองถ่ายตี 3 ตี 4 ก็ตาม จะต้องขอมีเวลาชั่วโมงหนึ่งจิบกาแฟและทำตัวย้วยอยู่สักแป๊บ ทุกวันนี้ที่เชียงใหม่ ช่วงเช้าเป็นเวลาที่เราได้ย้วยนานหน่อย ละเอียดกาแฟ เดินดูต้นไม้ใบหญ้า จากนั้นสายๆ ก็เตรียมตะกร้ากับข้าวไปเยี่ยมแม่ที่สถานบำบัดฟื้นฟู ช่วงบ่ายกลับมาก็ย้วยต่อในสวนเป็นส่วนใหญ่

“อยู่กับต้นไม้ที่เราชอบ บางทีแค่นั่งดูแดดค่อยๆ ตกจากร่มไม้ เช้ามุมนั้น บ่ายมุมนี้ ก็แสนสุขแล้ว”

05

Peace-Love-Joy

“ตลอดชีวิตอ่านหนังสือมามากมาย มีหนังสือหลายเล่มที่นำไปสู่คำถามที่วนเข้ามาในทุกช่วงชีวิตเลยว่า คุณมีเป้าหมายอะไรในชีวิต แพสชันของชีวิตคุณคืออะไร พออ่านเจอคำถามอะไรแนวนี้ก็จะชะงักและแอบเศร้าทุกที เพราะตัวเราไม่มีอะไรแบบนั้นเลยตอบไม่ได้ (หัวเราะ)

“พอเราเติบโตขึ้น คำตอบของเป้าหมายมันเลยกลายมาเป็นคำถามใหม่ว่า อะไรที่มีแล้วชีวิตจะเป็นสุข ซึ่งเราตอบได้อย่างไม่ลังเลว่า Peace Love Joy”

Peace คือความสงบสันติ

Love คือความเมตตากรุณา

Joy คือความเบิกบานสนุกสนาน

และเพราะเป็นจุดตั้งต้นของความสุข คำ 3 คำนี้จึงถูกนำมาตั้งเป็นชื่อห้อง 3 ห้องในเรือนบริวารทั้งสองหลังที่เปิดให้บริการ Bed & Breakfast ซึ่งแต่ละห้องล้วนมีสไตล์และความหมายเฉพาะตัวที่สอดคล้องไปกับชื่อห้อง

ห้อง Joy for 4 สำหรับเพื่อนและครอบครัวใหญ่ ที่เต็มไปด้วยสีสันและความสนุกสนาน

ห้อง Love for 2 สำหรับคู่รัก กับดีเทลในการตกแต่ง ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ไปจนถึงแพตเทิร์นกระเบื้องแสนสวย

บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา

และห้อง Peace for 2 ที่เน้นความเรียบโก้ สงบเงียบเพราะหันระเบียงด้านหน้าเข้าหาสวน

บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา

“ที่ชอบอีกอย่างของคำ 3 คำนี้ คือไอคอนมันเรียบง่ายและสื่อความหมายในตัวเอง พอจับไอคอนมาวางเรียงกันตามชื่อ Peace-Love-Joy เลยยิ่งน่ารักเข้าไปใหญ่”

06

ชีวิตที่เดินไปตามจังหวะ

“เคยคิดว่าการที่เรารอจนรีไทร์แล้วค่อยย้ายขึ้นมาอยู่เชียงใหม่ ทั้งที่เป็นความฝันมาตั้งนมนาน มันช้าไปจริงๆ ถึงกับบอกรุ่นน้องหลายคนว่า ถ้าคิดจะทำอะไร ให้รีบทำเข้านะ ช้าไปจะหมดแรง นึกอยากทำอะไรเยอะๆ มันก็ไม่คล่องตัวอย่างแต่ก่อน

“แต่พอมานึกอีกที ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ไม่เลวนะ ก็ถูกต้องตามครรลองของมัน เพราะในแต่ละช่วงชีวิต เราก็จะมีเรื่องราวและจังหวะให้ก้าวเดิน อายุเท่านี้ ความคิดเราแบบนี้ พอโตขึ้นมาหน่อย ความคิดเปลี่ยนไปเป็นหลังมือเฉยเลย

“และบางครั้งจังหวะชีวิตมันไม่พาเราไปตามคิด หลายสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้น ต่อให้อยากแค่ไหน ถ้าไม่ใช่จังหวะที่ใช่ มันก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้น แต่ละก้าวที่เดินไปข้างหน้า มันคือจังหวะที่เหมาะสมที่สุด ณ ขณะปัจจุบันแล้ว

“เหมือนต้นไม้ บางต้นปลูกอยู่ตั้งนาน ประคบประหงมเอาใจสุดฤทธิ์ ก็ไม่ยอมเบ่งบานสักที แต่เดี๋ยวพอถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม เขาก็จะผลิดอกออกผลเอง อย่าเพิ่งใจร้อนให้ชีวิตค่อยๆ เดินไปตามจังหวะเวลา”

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

หลาย ๆ คนอาจมีภาพจำว่า ‘บ้านต่างจังหวัด’ ต้องมีหน้าตาคล้ายบ้านไม้เก่า ๆ เป็นบ้านที่รายล้อมไปด้วยสวนผลไม้ หรือเป็นบ้านความทรงจำในวัยเด็ก บ้านเกิด ที่ที่เราชอบไปปั่นจักรยาน ซึ่งแต่ละคนก็มีภาพที่แตกต่างกันออกไป

ยังมีสิ่งหนึ่ง เมื่อเราใช้ความรู้สึกนึกถึงบ้านต่างจังหวัด เราจะรู้สึกถึง ‘ความสบายใจ’ สบายใจที่จะพัก สบายใจที่จะใช้เวลาดื่มด่ำและซึมซับบรรยากาศ ณ ห้วงเวลา ณ สถานที่แห่งนั้น  

น่าสนใจ ที่ว่าเพราะอะไร ทำไมผู้คนถึงรู้สึกสบายใจ เมื่อได้ (กลับ) ไปบ้านต่างจังหวัด อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้คนหวนนึกถึง คนรักที่อยู่ที่นั่น ? ต้นมะขามหวานข้างบ้าน ? ผู้คน ? ธรรมชาติแถวนั้น ? อาหารที่นั่นอร่อย ? หรือห้อง พื้นที่แบบนั้นที่ชอบไปนั่ง ?

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

อาจมีหลายสิ่งหลายอย่างอยู่รวมกันจนแยกไม่ออก เลยเรียกเหมารวม ๆ กันว่า เป็น ‘ความสัมพันธ์’ ของพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติแถวนั้น และดึงดูดผู้คนให้มาอยู่ร่วมกัน ดังนั้นบ้านต่างจังหวัด อาจไม่ต้องเป็นบ้านเก่า บ้านไม้ หรือไม่ต้องมีพื้นฐานของการเติบโตจากที่นั่น แต่อาจหมายถึงสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ ชุมชน หรือเมือง ที่มีความเอื้ออาทรให้แก่กัน และเกิดความรู้สึกว่าเป็นบ้านให้แก่กัน

เราทำงานหนักอยู่ในเมืองใหญ่ จนบางทีเราอาจหลงลืมอะไรไปบางอย่าง หรือรู้สึกสูญเสียตัวตน ความรู้สึกเหล่านี้ถูกยึดโยงรวมกัน และเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เราเหนื่อยล้า เริ่มโหยหาอยากกลับมาสู่ บ้านในใจเรา พื้นที่ปลอดภัย ที่ทำให้เราหวนคิดถึง อยากจะกลับไปพักกาย พักใจ ให้เป็นอิสระ

คงจะดีไม่น้อย ถ้าเราได้เจอบ้านที่รู้สึกพอดีกับตัวเรา หากได้มีเวลารู้จักตัวเอง ทำความเข้าใจกับความต้องการของตัวเอง เราอาจจะเจอคำตอบในใจว่าท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ต้องการอาจไม่ใช่บ้านหลังใหญ่ แต่เป็นบ้านที่เรามีความสุขในการเลือกพื้นที่ที่อยากอยู่ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสิ่งรอบตัว

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

บ้านที่เป็นเหมือนเพื่อนคู่ใจ ช่วยรักษา ฟื้นฟู และเติบโตไปด้วยกัน

เดิมที เต้ย-ทรงชัย ทองผาสุข เป็นคนจังหวัดพังงา ซึ่งในช่วงชีวิตการทำงานคงคล้ายกับใครหลายคน ที่ได้ทำงานในเมืองใหญ่ ผ่านการพบเจอเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย ทั้งความสุข ทุกข์ทางจิตใจ ความยากลำบากและเหนื่อยล้าจากการทำงานในเมืองใหญ่ ทำให้เต้ยเลือกมาทำงานที่เชียงใหม่ และได้มาเป็นสถาปนิกในใจบ้านสตูดิโอ

เมืองเชียงใหม่ที่เป็นเหมือนบ้านหลังใหญ่ แม้ไม่ใช่เมืองเกิด แต่ความรู้สึกที่ได้รับการเยียวยา ความเอื้ออาทร ความสัมพันธ์จากทั้งผู้คนและธรรมชาติที่โอบอุ้มไว้ ทำให้เต้ยเลือกอยู่ที่นี่ ซึ่งในบางทีไม่ต้องใช้เหตุผลอะไรมากมายในการอธิบาย นอกจาก ‘ความสบายใจ’

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

ในช่วงแรกของการออกแบบบ้าน เต้ยทำความเข้าใจกับตัวเองผ่านสัญชาตญาณ 

“จุดที่จับสัญชาตญาณของตัวเองได้ คือช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจ เราชอบความคิดตอนนั้นที่สุด เพราะรู้สึกว่ามัน Pure มาก” เต้ยเริ่มต้นเล่า

สิ่งที่เขาต้องการ ข้อแรก คือการกลับไปยังจุดเริ่มต้นของความสะดวกสบาย ข้อสอง ประยุกต์กับวัสดุหาได้ง่ายในท้องที่ นั่นเป็นภาพใหญ่ให้กับการออกแบบบ้านหลังนี้ และข้อสาม มีเฉพาะพื้นที่ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย โดยปรุงแต่งจากภายนอกให้น้อยที่สุด ซึ่งทั้งหมดก็เป็นไปในแบบที่เต้ยต้องการ และมีแต่เขาเท่านั้นที่รู้ใจบ้านหลังนี้

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

ส่วนโจทย์เพิ่มเติมที่ช่วยเหลาความคิดตอนออกแบบ คือสถาปนิกหนุ่มต้องการปลูกบ้านด้วยตัวเองให้มากที่สุด เพื่อเรียนรู้และทดลองรายละเอียดที่อยากใช้ต่อไปกับบ้านของตัวเอง ซึ่งสัมพันธ์กับเงื่อนไขการประหยัดงบประมาณในการก่อสร้าง โครงสร้างบ้านจึงทำให้ง่ายต่อการเข้าใจและก่อสร้าง อย่างระบบ ‘Modular’ ที่ก่อสร้างตามขนาดและสัดส่วนของวัสดุ เห็นได้จากระยะแผ่นพื้นเรียงตัวกันพอดีตามขนาดของวัสดุ (1.2 x 2.4 เมตร) เหลือเศษตัดที่จะกลายเป็นขยะก่อสร้างให้น้อยที่สุด (ซึ่งดีต่อใจของเต้ยเองด้วย)

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่
บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

มุมที่สะท้อนความเป็นตัวตนของบ้านและผู้อยู่

เมื่อเริ่มปลูกอาณาจักรส่วนตัวในมุมต่าง ๆ ของพื้นที่ ทั้งภายในและภายนอกบ้าน เราจึงได้เห็นตัวตนและจิตวิญญาณของเต้ยผ่านมุมเหล่านี้

อย่างมุมโปรด ‘แม่เตาไฟ’ พื้นที่หัวใจของบ้าน ซึ่งรวมทุกกิจกรรมความสัมพันธ์ของทุกสิ่งไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นเวลาย่างปลากินข้าวกับเพื่อน นอนดูทีวี เล่นกับเควิน บักกี้ สองแมวลูกรัก ชงชายามเช้า หรือแม้แต่เสื่อไม้ไผ่สาน ที่ป้านักทำเสื่อก็มาสานมาให้ถึงบ้าน ราวกับพลังงานจากแม่เตาไฟได้แผ่และดึงดูดผู้คนให้เกิดเรื่องราวรอบ ๆ

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

ส่วนระเบียงชา พื้นที่ใต้ชายคาภายนอก เกิดจากการออกแบบร่นระยะเสาให้เข้าไปภายในอาคาร เกิดเป็นพื้นที่ว่าง และบริเวณนี้เอง เต้ยยังได้แรงบันดาลใจมาจากซีนในหนังเรื่อง Little Forest: Summer/Autumn (2014) ที่นางเอกชอบมานั่งกินขนมตรงระเบียงหน้าบ้าน

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่
บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

ยังมีมุมอื่น ๆ อีก หลายจุดที่มีที่มาที่ไปจากหนังแนวที่เจ้าของบ้านหนุ่มชอบ อย่างช่องเก็บของใต้พื้นอันนี้ ที่เรายกนิ้วแจ๋วให้ มาจากเรื่อง Mortal Kombat (2021) ที่พระเอกเอาลูกไปซ่อน เขามาดัดแปลงเป็นที่เก็บของ บางช่องทำเป็นตู้เย็นฝังดินไว้เก็บอาหารแบบไม่ง้อไฟฟ้า ซึ่งในช่วงฤดูหนาว ถ้าใครได้แวะมาเยี่ยมบ้านเต้ย จะได้ชิมเหล้าบ๊วยที่ดองผ่านตู้เย็นนี้แน่นอน

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

หนังที่ใช่ยังต่อเนื่องไปถึงรูปร่างหน้าตาของบ้านและสวนข้างนอก เต้ยชอบดูหนังแนวเอาชีวิตรอด หนังสยองขวัญที่มักมีฉาก Cabin ร้าง ซ่อนตัวอยู่ในป่า แลดูไม่มีคนอยู่ แต่ถ้าแอบมองเข้าไปก็จะเห็นแสงสว่างจากเตาไฟอยู่ในนั้น และใช่! คุณเดาไม่ผิด หลังคาบ้านของเขาเลยเป็นทรงจั่วที่กดชายคาต่ำลงเล็กน้อย เพื่อให้ดูคล้ายกระท่อม และเป็นกิมมิกทำให้คนที่เข้าไปข้างในต้องก้มหัวทักทายบ้านก่อน

เต้ยได้เล่าต่อว่า “ทำบ้านให้เหมือนหนังที่ชอบ สนุกดี” เหมือนตัวตนของผู้อยู่ก็คือตัวตนของบ้าน โดยสื่อสารผ่านพื้นที่ ข้าวของเครื่องใช้ อาหารการกิน หรือแม้แต่ความรู้สึก ซึ่งเป็นด้านที่ต้องใช้ ‘ใจ’ เท่านั้น จึงมองเห็น

ต้องเข้ามาอยู่ก่อน ถ้าไม่ได้ใช้ จะนึกไม่ออก

นี่เป็นคำบอกเล่าของเต้ยที่พูดถึงการจัดข้าวของต่าง ๆ ในบ้าน ถ้ามองให้ลึกละเอียดลงไปในเครื่องใช้สารพันอันละสิ่ง จะเห็นได้ว่าเจ้าของบ้านนั้น ๆ เป็นคนยังไง อย่างห้องครัวที่ห้อยแขวนหม้อกระทะ ชั้นเก็บจานชามใบเล็ก ๆ ตาข่ายเก็บของแห้ง จังหวะและระยะการจัดเรียงของเหล่านี้ เลยเป็นสิ่งบ่งบอกนิสัยเจ้าของบ้านโดยไม่ต้องเอ่ยถาม

 “เราชอบทำกับข้าว ติดมาตั้งแต่เด็ก ทำกับข้าวแล้วนึกถึงแม่” นั่นไง เขาตอบคำถามทางสายตาของเราแล้ว

ความชอบอาหารการกินนี้ก็นำไปสู่พื้นที่ภายนอกบ้าน อย่างแปลงผักสวนครัว เลือกปลูกเฉพาะผักที่อยากกินและปลอดสารพิษ แล้วก็ยังมีสวนโซนป่าเล็ก ๆ มีทั้งต้นไม้เดิมและต้นไม้เพิ่มเติม อย่างต้นฝ้าย ออกดอกเป็นขนปุยนุ่มสีขาว เอาไปทำไส้หมอนได้

ส่วนที่น่ารักมาก ๆ เห็นจะเป็นระบบการรดน้ำต้นไม้ที่ปล่อยให้ไหลไปตามร่องเล็ก ๆ ซึ่งขุดล้อมรอบต้นไม้ แบ่งเป็นเกาะเล็ก เกาะใหญ่ ให้ระดับของร่องน้ำเป็นตัวพาน้ำไปสู่ต้นไม้ (และแมว) 

เมื่ออยู่ ๆ ไป หนุ่มเชียงใหม่ (ใหม่) ก็รู้สึกว่าต้องมีขอบอาณาเขตบ่งบอกดินแดนให้กับตัวบ้านสักหน่อย เลยทำซุ้มประตูไม้หน้าบ้านกับ กนก-อดิศักดิ์ วัฒนะตันทะ เพื่อนยาก เป็นซุ้มประตูที่สัดส่วนและสเกลความสูง สอดคล้องกับเจ้าของบ้าน เวลาเดินผ่านเข้าไปจะเห็นอิฐเรียงเป็นแนวทางเดิน นำทางผู้มาเยือนสู่ตัวบ้าน โดยแนวอิฐจะสิ้นสุดที่ที่เจ้าตัวบอกว่ามันคือ ‘พื้นที่ Spirit ของบ้าน’ เสาตอม่อบ้านเก่าซึ่งรวบรวมหินก้อนเล็ก ก้อนใหญ่เอาไว้ และที่ต้องนำมารวมกันตอนก่อสร้างบ้าน เต้ยอธิบายไว้ว่า “อีกนัยหนึ่งเป็นเการเคารพพื้นที่ที่แต่ก่อนเคยเป็นมา”

มิตรภาพและความสัมพันธ์แบบบ้าน ๆ

เรื่องราวที่ฟังแล้วชวนอมยิ้ม ตั้งแต่วันแรกที่เต้ยมาดูที่ มีเพื่อนบ้านอย่างเจ้าชานมและชาดำ (หมาข้างบ้าน) วิ่งมาต้อนรับ กระดิกหางดีใจที่มีคนมา เขานึกในใจว่า “ถ้าได้มาอยู่ คงได้เจอกันอีกนะ” ซึ่งนับจากวันนั้นถึงวันนี้ เจ้าชานมและชาดำยังคงวิ่งมาต้อนรับเต้ยทุกครั้งหลังเลิกงานกลับมาบ้าน และได้มาเป็นลูกค้า VIP นอนที่ระเบียงชาหน้าบ้านทุกวัน เลยคุยกันติดตลกว่า ที่มาของชื่อ ‘ระเบียงชา’ คือเจ้าชานม ชาดำนี่แหละ และยังมีอีก 2 สหาย คือเควินและบักกี้ แมวสองศรีพี่น้องที่ชอบชวนกันออกไปเล่นสวนหน้าบ้าน เวลาชายหนุ่มรดน้ำต้นไม้หรือไปทำงาน

สำหรับเต้ย ที่นี่คือ ‘สถานที่สถิตวิญญาณ’ ที่ฝากเรื่องราวความทรงจำ ความสัมพันธ์ของผู้คนรอบตัว เมื่อไหร่ที่ได้มองในมุมนั้น ๆ ก็ทำให้หวนนึกถึง ทั้งพี่ช่างเหล็กที่ช่วยทำหลังคา พี่ ๆ น้อง ๆ ที่ทำงานผู้ช่วยกันทำผนังบ้าน เพื่อน ๆ ที่มาย่างปลากินด้วยกันรอบแม่เตาไฟ หรือป้าทำเสื่อที่มานั่งสานเสื่อให้ถึงบ้าน เจ้าเควิน-บักกี้ ที่คอยหาจังหวะแอบไปนอกบ้านผ่านช่องหน้าต่างห้องน้ำ 

ไม่ว่าความสัมพันธ์ของบ้าน จะเป็นผู้คน ต้นไม้ หรือว่าสัตว์เลี้ยง สิ่งเหล่านั้นเลยเป็นผู้มอบจิตวิญญาณให้แก่บ้าน เขากล่าวไว้

เราสร้างบ้าน บ้านก็สร้างเรา

ก่อนกลับ เต้ยเล่าเสริมอีกว่า “เราคิดว่าบ้านก็เหมือนคนคนหนึ่ง มีวัยเด็ก วัยแก่ ผุพังได้” ซึ่งถ้าจะให้เขาบอกอายุของบ้านหลังนี้ “ก็คงจะอายุเท่ากับเราในตอนนี้” เป็นบ้านที่เติบโตไปพร้อมกัน มีพื้นที่ว่าง ยืดหยุ่นพอให้ได้ต่อเติม ตกแต่ง หรือปรับเปลี่ยนได้ตามความชอบ ความสนใจ

นั่นจึงเป็นสิ่งที่พี่เต้ยได้เรียนรู้จากการปลูกบ้าน 

“เราสร้างบ้าน บ้านก็สร้างเรา”

 คำว่า ‘สร้าง’ ตรงนี้อาจไม่ได้แปลว่าก่อสร้าง แต่เป็น ‘สร้าง’ ที่แปลว่า ก่อให้เกิดตัวตน เมื่อมองในมุมที่เราไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้านายหรือเป็นใหญ่ในบ้าน แต่เป็นการมองว่าเราอยู่ร่วมกันกับบ้าน นี่เองที่ทำให้เต้ยได้เรียนรู้บางอย่างและปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับบ้าน อย่างเป็นไปในจังหวะทำนองเดียวกัน

และเป็นเพราะเต้ยเข้าใจตัวเอง เข้าใจบ้าน ตัวตนสถิต ณ ที่อยู่ เลยทำให้บ้านหลังนี้เกิดความสัมพันธ์อันแสนน่ารัก “บ้านจึงสุขใจที่ได้อยู่” เขาว่าอย่างนั้น

Writer

ธีรสุดา วิเชียรสรรค์

สถาปนิกอู้กำเมืองบ่จ้าง เป็นมือใหม่หัดเล่าเรื่อง ชอบเดินป่า และอยากใกล้ชิด รู้จักธรรมชาติผู้สร้างให้มากขึ้นเรื่อยๆ

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load