ผ้าขาวม้านับเป็นผ้าอเนกประสงค์ อยู่กับทุกเพศ ทุกวัย ทุกยุค และทุกสมัย ตั้งแต่เกิดไกวเปลจนดับขัยสังขาร ประโยชน์เยอะแต่คนยังเหลียวมองไม่แยะ ด้วยสีสดไม่ร่วมสมัย ลวดลายแสนเชย เนื้อผ้าแข็งทื่อ

แต่ต้องเปลี่ยนความคิดเมื่อเห็นภาพใบปิดจากงาน ‘ผ้าขาวม้าทอใจ’ ของบริษัทประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด ฉลองครบรอบ 2 ปี โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่น หัตถศิลป์ไทย ที่ชักชวนทายาทผ้าขาวม้ารุ่นใหม่มาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผ้าขาวม้าทอมือ ด้วยแนวคิด ‘ทอมือ ทอใจ ช่วยชุมชน’ จากทายาทผ้าขาวม้าที่ชนะการประกวด 15 คน เราขอแนะนำให้รู้จัก แยม-สุพัตรา แสงกองมี ทายาทรุ่นสองวัยเพียง 23 ปีของกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ (ผ้าขาวม้าดารานาคี) จังหวัดบึงกาฬ

ผ้าขาวม้า

เธอเข้ามาเปลี่ยนแปลงการย้อมผ้าขาวม้าจากสีเคมีของชุมชนด้วยการย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติและหมักโคลนพันปีจากแม่น้ำโขง จนกระจายรายได้สู่ครอบครัวและชุมชนอย่างยั่งยืนกว่า 4 อำเภอ

แยมเชื่อมสัมพันธ์กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อกับเครือข่ายด้วยคำว่า ‘ดารานาคี’

“ดาราเป็นการเปรียบผ้าขาวม้าเหมือนดวงดาว ถ้าอยู่บ้าน (บึงกาฬ) เราจะมองเห็นดวงดาวทุกวัน แต่พอเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ อาจไม่มีโอกาสได้มองเห็น เราเลยอยากทำให้ทุกคนได้เห็นว่าผ้าขาวม้ายังมีคุณค่า เอามารวมกับคำว่า นาคี เป็นความเชื่อของชาวบึงกาฬเกี่ยวกับพญานาค โคลนที่ใช้ในการย้อมผ้าก็มาจากแม่น้ำโขง เราเลยเอา 2 คำมาเชื่อมกันเป็นดารานาคี”

ผ้าขาวม้า

ธุรกิจ กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ (ผ้าขาวม้าดารานาคี) จังหวัดบึงกาฬ (พ.ศ. 2528)
ประเภทธุรกิจ ผลิตและแปรรูปผ้าขาวม้าทอมือ ย้อมสีธรรมชาติ หมักโคลนนาคี
อายุ 33 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง คุณยายแว่น คำพุทธา และ คุณตาไล คำพุทธา
ทายาทรุ่นที่สอง สุพัตรา แสงกองมี

สั่งเสีย

กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ เป็นกลุ่มทอผ้าขาวม้าดั้งเดิมของชุมชน จะทอผ้าขาวม้าด้วยลายตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัสเท่ากันทั้งผืน จนกระทั่งเกิดปัญหาผ้าขาวม้าไม่เป็นที่ต้องการของตลาด สมาชิกเลยเลิกทอผ้าแล้วหันไปทำการเกษตรแทน ประจวบเหมาะกับคำสั่งเสียสุดท้ายของ คุณตาไล คำพุทธา ผู้ก่อตั้งกลุ่ม ท่านบอกกับภรรยาและลูกว่า “ถ้าครอบครัวของท่านไม่สานต่อก็ขอให้ครอบครัวของแยมเป็นคนดูแลแทน”

“เรารับช่วงต่อปี 58 มาทำผ้าขาวม้าหมักโคลนปี 59 ช่วง 1 ปีเป็นช่วงที่เราเรียนรู้คำว่าขาดทุน เราเป็นหนี้สินจากการต้องแบกรับกลุ่มเอาไว้ จนพี่สาวบอกว่าเลิกทำเถอะ แต่ตอนที่เราไปรับผ้าทอกับคุณแม่ นอกจากกลุ่มยังมีเครือข่ายที่รุ่นแรกเขาสร้างเอาไว้กับหลายชุมชน

“พอเราไปเห็นผ้าที่เขาทอ มันเป็นผ้าขาวม้าที่ไม่ได้มาตรฐาน เราเลยจะไม่รับมาขายให้ เขาบอกว่าถ้าเราไม่รับ เขาก็ไม่มีเงินให้ลูกหลานไปโรงเรียน มันเป็นจุดเริ่มต้น เราเริ่มรู้ตัวว่าเราต้องเปลี่ยน มันไม่ได้มีแค่ครอบครัวเรา แต่มีครอบครัวของคนอีกหลายสิบชีวิตที่อยู่ในนั้น”

นอกจากผ้าขาวม้าไม่ได้มาตรฐาน จำนวนคนทอลดน้อยลงจนเหลือเพียงคุณยายช่างทอ 4 คน คุณยายช่างทอบอกกับแยมและคุณแม่ว่า “แม่จะทอเป็นหูกสุดท้ายแล้วนะ”

ส่องแสง

สองคนแม่ลูกท้อถอยและหมดกำลังใจ แต่แสงสว่างส่องประกายเมื่อไปนั่งปรับทุกข์กับคุณยายพุดบ้านข้างเคียง แถมบอกคุณยายไปว่า ไม่อยากทำแล้ว คุณยายพุดรำพึงรำพันคิดถึงสมัยวัยสาวขึ้นมาว่า

“เมื่อก่อนกว่าจะได้เสื้อผ้าไปโรงเรียน ต้องต้มน้ำเปลือกไม้ไปใส่ในโอ่งใหญ่ เอาผ้าไปแช่ก่อน 7 คืน หลังจากนั้นเอาออกมาแล้วไปหมักด้วยโคลนในนาอีก 1 คืน ถึงจะได้เสื้อผ้าใส่ไปโรงเรียน”

ด้วยความสงสัย แยมถามคุณยายต่อว่า “แล้วคนอื่นทำกันมั้ยคะคุณยาย”

คุณยายบอกเธอว่าทำทุกคน มากไปกว่านั้นคุณยายไล่ชื่อเสียงเรียงนามของเพื่อนให้ฟัง แล้วชื่อเพื่อนทั้งหมดตรงกันกับช่างทอผ้าในกลุ่มที่เลิกทอกันไปแล้วจากวิกฤตผ้าขาวม้าของชุมชน

แยมไล่ถามคุณย่าคุณยายตามรายชื่อจากคุณยายพุดว่ารู้จักสีธรรมชาติหรือเปล่า แต่คำตอบคือ ไม่มีใครรู้จัก แยมเลยเปลี่ยนคำถามใหม่ว่า ตอนเด็กเวลาไปโรงเรียน แม่ๆ ทำเสื้อผ้ากันยังไง คำตอบของคุณย่าคุณยายเหมือนการกดคัดลอกและกดวางคำตอบของคุณยายพุด “ก็เอาไปต้ม แล้วย้อมเปลือกไม้ก่อนค่อยหมักโคลน” เราพูดออกมาพร้อมกันกับแยมว่า “มันคือสีธรรมชาตินั่นแหละ”

เหมือนแปลงร่างเป็นโคนัน แยมไขปริศนาปัญหาผ้าขาวม้าได้อีก 1 ข้อ

  “พอเรารู้แล้วว่าเมื่อก่อนชาวบ้านเขาทำอะไรกัน ก็ตัดสินใจในครอบครัวว่าเราจะย้อมสีธรรมชาติ”

ผ้าขาวม้า

ผ้าขาวม้า

สีสรรค์

หลังจากแยมมีแรงฮึดขึ้นมาอีกครั้ง เธอตั้งโจทย์กับตัวเองว่า ผ้าขาวม้าจากกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อจะต้อง ‘นุ่ม ย้อมด้วยสีธรรมชาติ และลวดลายแตกต่างจากผ้าขาวม้าดั้งเดิม’ จนเกิดเป็นคำขวัญคล้องจองสร้างการจดจำให้กับแบรนด์ว่า ‘ผลไม้พันปี นารีสีสวย รวยได้รวยดี นาคีหมักโคลน’

(ผลไม้พันปี-หมากค้อเขียว นารีสีสวย-ชมพู่ป่า รวยได้รวยดี-ต้นคูน นาคีหมักโคลน-โคลนพันปีริมโขง)

ผ้าขาวม้าจะต้องนุ่ม เพราะชาวบ้านเคยนำผ้าขาวม้ามาแปลงเป็นเสื้อผ้าทันสมัยแต่ยังไม่ได้รับความนิยม ปัญหามาจากสีเคมีทำให้เนื้อผ้าแข็งกระด้าง ใส่แล้วไม่สบายตัว

ซึ่งการหมักโคลนแก้ปัญหาผ้าแข็งกระด้างได้ ส่วนแหล่งโคลนเธอรู้มาจากคุณยายพุด จุดเกิดโคลนเป็นทางเชื่อมระหว่างแม่น้ำโขงไปยังแหล่งน้ำในชุมชน ชาวบ้านเรียกว่าทางเทียวสัตว์ ปัจจุบันเป็นป่าและแหล่งน้ำของชุมชน แยมลงพื้นที่ทันที โชคดีมาก เพราะโคลนบางส่วนพาดอยู่ในพื้นที่ของเธอพอดี โคลนมีความอุดมสมบูรณ์ดี ไม่มีการก่อสร้างทับหน้าดินตั้งแต่สมัยคุณยายพุด

ส่วนการย้อมด้วยสีธรรมชาติแยมได้รับคำแนะนำจากการเรียนคอร์สระยะสั้นและการอบรมจากภาครัฐ อันดับแรกต้องสังเกตวัตถุดิบในชุมชน เธอเริ่มจากหมากค้อเขียว เพราะมีมากในชุมชน อายุยืนยาวและเป็นผลไม้ขวัญใจชาวอีสาน เวลาเอาผลไปต้มน้ำจะให้สีคล้ำค่อนไปทางสีดำ และเธอยังเลือกใช้เปลือกของต้นชมพู่ป่าและเปลือกต้นคูน กระบวนการทำเธอจะต้มเปลือกไม้ทั้งสามชนิดรวมกัน 12 ชั่วโมง ทิ้งให้เย็นแล้วนำเส้นฝ้ายหมักโคลนทันที เพราะทดลองมาแล้วว่าไม้ทั้งสามชนิดจะทำให้ผ้านุ่ม สีสวย เงางาม และโคลนเกาะตัวกับเนื้อผ้าได้เป็นอย่างดี

“ผ้าย้อมสีเปลือกไม้และหมักโคลนจะได้สีเทา แต่บังเอิญตอนคุณยายทอผ้า เราเห็นว่าบนเนื้อผ้ามีบางจุดเป็นสีน้ำตาล เราเลยนั่งสังเกตคุณยาย เขาจะชอบเคี้ยวหมาก แล้วน้ำหมากกระเด็นไปติดเส้นฝ้ายแล้วเปลี่ยนสี เราเกิดไอเดียเอาสีเทามาแกมกับสีน้ำตาล ทำลวดลายขึ้นมาใหม่ชื่อว่า ลายสองฝั่งโขง”

นอกจากลายสองฝั่งโขงยังมีลายตากับยาย เป็นผ้าขาวม้าที่เพิ่มลายน้ำไหลเข้าไปด้วย แยมให้ความหมายว่า ในวิถีชีวิตของชาวอีสาน ผ้าขาวม้าแทนสัญลักษณ์ของผู้ชาย ลายน้ำไหลอยู่ในผ้ามัดหมี่แทนสัญลักษณ์ของผู้หญิง หรือลายปทุมทิพย์ มาจากคุณยายทุมอยากออกแบบลวดลายผ้าเป็นของตนเอง ตั้งชื่อรวมกับชื่อของพี่สาวคุณยายทิพย์ และยังมีอีกหลายลวดลายที่แยมและคนในชุมชนช่วยกันคิดขึ้นมา

ผ้าขาวม้า

ส่งเสริม

เมื่อเปลี่ยนจากสีเคมีเป็นสีธรรมชาติสำเร็จ เธอกลับไปขอความช่วยเหลือจากช่างทอที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวกับกี่หลังสุดท้าย แยมให้คุณยายทอผ้าให้เพียง 2 เมตรแล้วตัดทันที

ผ้าขาวม้าทอมือ 2 เมตร ตัดเสื้อผ้าได้ 1 ตัว เธอเอาผ้าผืนนั้นไปมอบให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ท่านผู้ว่าใจดีเอาผ้าขาวม้าไปตัดเป็นเสื้อเพื่อใส่ประชาสัมพันธ์ให้กับกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ จนผ้าขาวม้าเป็นที่รู้จักขึ้นมาอีกครั้ง เธอเลยตั้งชื่อลายผ้าผืนนั้นว่า ‘ลายผู้ว่า’

“การมารับช่วงต่อยากตรงคำว่าเปลี่ยน เปลี่ยนทัศนคติคนอื่นต้องอาศัยเวลา เราเริ่มทำจากครอบครัวเราก่อน เราเรียกพลังด้วยวิธีการทอ 2 เมตร แล้วตัดไปลองจำหน่าย มันเป็นเรื่องผิดปกติเพราะเขาจะต้องทอเป็นม้วน แล้วค่อยเอาไปจำหน่าย ต้องใช้ระยะเวลาเป็นเดือน แต่พอเราตัดทุก 2 เมตร ชาวบ้านจะมีรายได้ต่อวันทันที เขาเริ่มตื่นตัว ราคาผ้าขาวม้าจากผืนละ 100 เราขายผืนละ 500 เขาก็กลับมาทอ เหมือนมีแรงใจ และเป็นความสุขที่เขาไม่ได้ทิ้งในสิ่งที่เขาสืบทอดต่อกันมา

“แล้วยังเป็นการแก้ปัญหาการบริการจัดการของคนรุ่นแรก เมื่อก่อนเขาจะทำร่วมกันแล้วปันผล คนทำก็ได้เงิน คนไม่ทำก็ได้เงิน ก็ไม่ทำดีกว่า เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้กลุ่มแตก เราตัดสินใจว่ารายได้จะเท่ากับงาน เขาทำเท่าไหร่ก็ได้เงินเท่านั้น เราจะแบ่งงานชัดเจนว่าใครย้อม ใครทอ ใครปั่นหลอด ใครค้นหูก เขาเลือกทำในสิ่งที่เขาชอบที่สุด แล้วเขาจะทุ่มเทกับงานได้มากที่สุด งานออกมาจะมีคุณภาพกว่าเดิม”

แยมยกตัวอย่างคุณยายฉวี นักค้นหูกรุ่นบุกเบิกของกลุ่ม การค้นหูกเป็นการกำหนดลายผ้า คุณยายฉวีจะต้องค้นฝ้ายในรางเหล็กให้เป็นเส้นยืน แล้วลากเส้นฝ้ายลากไปแล้วก็ลากกลับเพื่อเอามาคล้อง คุณยายเปรียบเปรยระยะทางการเดินค้นหูกของตนเองต่อวันว่า “วันนี้ยายเดินจากบ้านเรา (บึงกาฬ) ไปถึงหนองคายเลยนะ” จากชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่ดีนักของชาวบ้านในจังหวัดชายขอบของประเทศ กลายเป็นมีความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

“การทำงานของเรากระจายไปยังเครือข่ายด้วย ตอนเรากลับมาทอผ้า เราเริ่มจากชุมชนเราก่อน พอผ้าขาวม้าไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เราก็ขยายให้กับเครือข่ายเดิมที่เขาเลิกทอไป เครือข่ายจะทออย่างเดียว ชุมชนเราย้อมเอง กำหนดลายเอง ตัดเย็บเอง เพราะคุณแม่มีพื้นฐานด้านการตัดเย็บ แล้วก็เอาความรู้จากการเรียนและอบรมมาปรับใช้ คุณแม่จะสอนงานให้กับสาวโรงงานที่เขากลับมาทำงานที่บ้าน จากการชักชวนกันมาของช่างทอในชุมชน”

ผ้าขาวม้า ผ้าขาวม้า

สู้สู้

ปัจจุบันสมาชิกของกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อและเครือข่าย จากช่างทอคนเดียวกับกี่หลังสุดท้าย เพิ่มเป็น 4 อำเภอกับกี่จำนวน 70 หลัง ภายในระยะเวลา 2 ปี ไม่นับรวมลูกเล็กเด็กแดงที่ร่วมด้วยช่วยกันทำหน้าที่ของตนเองอย่างสุดความสามารถ

“ครอบครัวของเราใหญ่ขึ้นแล้ว สมาชิกสอนให้เราต้องเข้มแข็ง เราต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำ เราเห็นความใส่ใจของเขา เขาทุ่มทั้งชีวิตให้ผ้าผืนเดียว ตอนนั้นเขามองว่าสิ่งที่พวกเขาทำไม่มีคุณค่าในสายตาคนอื่น เขาเข้าใจปัญหาของผ้าขาวม้าว่าไม่เหมาะกับปัจจุบัน แต่เขาก็ทำตามกันมา เขาอยากจะรักษาไว้ตามคำสอนของคนรุ่นพ่อแม่ คนอื่นมองไม่เห็นคุณค่าไม่เป็นไร แต่เราต้องมองเห็นคุณค่าเราก่อน เขาสอนเรามา

“ถ้าคิดย้อนกลับไปวันที่มีคนบอกเราว่า ‘เด็กคนนี้ทำบ้าอะไร’ ตอนนั้นเราเสียใจ ร้องไห้เลยนะ เขาตัดสินเราแล้วทั้งที่เรายังไม่ได้ลงมือทำเลย วันนี้เราผ่านมาแล้ว เรารู้สึกขอบคุณเขา ขอบคุณที่พูดคำนั้นกับเรา ทุกวันนี้เขาพาสมาชิกชุมชนของเขามาขอดูงานของเรา เราเป็นตัวอย่างให้กับหลายชุมชน เราภูมิใจนะ”

ผ้าขาวม้า

สำเร็จ

การเปลี่ยนของแยมทำให้เธอเข้าใจแล้วว่าผ้าขาวม้ายังคงอยู่คู่คนไทยเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอก เปลี่ยนเทคนิคกระบวนการ ความจริงเป็นการเปลี่ยนจากการฝืนธรรมชาติกลับไปหาต้นกำเนิดเดิมคือ ‘ธรรมชาติ’ เสียด้วยซ้ำ และบ้านสะง้อเองก็เป็นชุมชนท่องเที่ยวของจังหวัดบึงกาฬ จึงไม่แปลกใจถ้าเธอจะบอกว่ากลุ่มเป้าหมายหลักเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ

เราอยากให้ชาวบ้านเขาอยู่ ชุมชนก็ยังมีรายได้ ตลาดออนไลน์เรายังไม่ค่อยเปิด แต่ในอนาคตต้องปรับตัว เพราะว่าการเปลี่ยนวิถีของชุมชนต้องใช้เวลาและใจเย็น และเราเชื่อว่าผ้าขาวม้าของเรา Represent คนทำ เรามีความภูมิใจที่เราเป็นคนบึงกาฬ เป็นคนริมโขง เราอยากจะบอกกับทุกคนว่าเรายังทำผ้าขาวม้าอยู่นะ แต่ผ้าขาวม้าของเราขอนำเสนอในแบบของคนบึงกาฬ หลายชุมชนพอเห็นเราเป็นตัวอย่างก็เริ่มกลับมาย้อมสีธรรมชาติ เราอยากให้สีธรรมชาติมาจากตัวตนของเขา มาจากชุมชนของเขา

“สุดท้ายเราพิสูจน์แล้วว่าทายาทไม่ได้หมายถึงคนที่คอยรับผลประโยชน์ แต่หมายถึงคนที่พร้อมอุทิศตนเพื่อคนอื่น ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไรอย่าเพิ่งท้อ มันจะต้องเจออยู่แล้ว ให้คิดเสมอว่าพอผ่านตรงนั้นไปคุณจะลืมมันหมดเลย เหมือนเรากลัวผี ถ้าเราเดินไปเปิดไฟได้ เราจะเห็นโลกได้ชัดเจนมากขึ้น มันต้องข้ามจุดจุดหนึ่ง พอข้ามก็สบายแล้ว เราว่ากาลเวลาจะพิสูจน์ทุกอย่าง”

ผ้าขาวม้า

นอกจากทายาทจากบึงกาฬ การประกวดทายาทผ้าขาวม้าไทยยังได้ค้นพบดีไซเนอร์รุ่นใหม่ทั่วประเทศที่ต่อยอดผ้าขาวม้าบ้านเกิดให้ร่วมสมัย

โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่น หัตถศิลป์ไทย โดยบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด ยังจัดการประกวดออกแบบผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย สำหรับนิสิตนักศึกษาหรือประชาชนรุ่นใหม่ และประกวดภาพถ่ายผ้าขาวม้าทอใจใน Instagram ด้วย ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่  

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท เฮงง่วงเฮียงบ้านไผ่ จำกัด 

ประเภทธุรกิจ : แปรรูปเนื้อสัตว์

ปีที่ก่อตั้งเฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) : พ.ศ. 2499

ผู้ก่อตั้ง : อากงเลี่ยงเฮง  

ทายาทรุ่นสอง : คุณอาภรณ์ ลิ้มธีระกุล

ทายาทรุ่นสาม : คุณชัญญา อังวราวงศ์

บ้านเฮง ร้านอาหารเช้าที่ขยายเวลาเปิดเพื่อชาวตื่นสาย และมีกุนเชียงเป็นตัวเอกของเรื่อง เพราะกุนเชียงที่ว่าไม่ใช่กุนเชียงธรรมดา แต่คือ ‘กุนเชียงบ้านไผ่’ ที่โด่งดังระดับประเทศมากว่า 70 ปี แต่ตำนานไม่อาจอยู่ได้ตลอดไป หากไม่ปรับตัวและทำความเข้าใจกับตลาดสมัยใหม่ คุณฝน-ชัญญา อังวราวงศ์ จึงรับไม้ต่อจาก คุณแม่อาภรณ์ ลิ้มธีระกุล เพื่อสานต่อกิจการอันภาคภูมิใจของครอบครัว เพื่อให้ไปต่อได้ในวันที่คลื่นลูกใหม่มากมายกำลังโถมเข้ามาสู่เมืองขอนแก่น

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

คอลัมน์ทายาทรุ่นสองวันนี้ ชวนมาเรียนรู้เรื่องราวธุรกิจครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนของทายาทรุ่นที่ 3 ที่มีผู้หญิงเป็นผู้นำ สร้างความแตกต่าง รวมถึงแนวคิดการพัฒนาร้านบ้านเฮงเพื่อพาคนในชุมชนและแขกของเมืองขอนแก่นไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งสอนให้รู้ว่าการสานต่อธุรกิจไม่ได้มีแค่การต่อยอดจากสินค้าเดิมเท่านั้น

เฮงง่วนเฮียง(ตราตึก) ต้นตำรับกุนเชียงบ้านไผ่

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

กิจการบ้านเฮงชื่อเดิมคือ เฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) ก่อตั้งโดย อากงเลี่ยงเฮง เป็นแบรนด์เก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองของแก่นมาเกือบ 70 ปี ดั้งเดิมมาจากบ้านไผ่ ซึ่งถ้าเป็นผู้ใหญ่อายุเกิน 50 ขึ้นไป ต้องเคยได้ยินแน่นอนว่ากุนเชียงบ้านไผ่ของขอนแก่นมีชื่อเสียงระดับประเทศ จนทำให้สมัยก่อนกุนเชียงโซนเยาวราชที่โด่งดังเรื่องอาหารจีนก็จะมาซื้อของจากที่นี่ แล้วเอาไปขายต่อ ปัจจุบันลดลงเพราะพอขายดีหลายเจ้าก็เข้ามาผลิตเอง 

คุณฝนเล่าว่า เฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) ไม่ใช่กุนเชียงบ้านไผ่เจ้าแรก บ้านไผ่จะมีเจ้าดั้งเดิม 2 เจ้า คือพี่สาวของอากง กับอากงเลี่ยงเฮง พี่สาวอากงบอกให้อากงมาอยู่เมืองไทย แล้วก็มาทำอยู่ในเมืองเดียวกัน ทั้งสองแบรนด์เป็นคนละสูตรและมีปรัชญาในการทำธุรกิจไม่เหมือนกัน ฉะนั้น สไตล์หรือว่าสูตรอาหารจึงไม่เหมือนกันเลย 

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

“เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้” คือปรัชญาธุรกิจของอากงในมุมมองของคุณฝน ซึ่งคำว่าเสียหน้าไม่ได้นั้นมีความหมายว่าต้นทุนเท่าไหร่เท่ากัน แต่ถ้าลูกค้าบอกว่าไม่อร่อย กินแล้วรู้สึกว่าสินค้าไม่ดีนั้นไม่ได้ กุนเชียงที่ร้านจะมีจุดเด่นที่เด่นมาตั้งแต่สมัย 70 ปีที่แล้ว คือกุนเชียงจะไม่มีกลิ่นอับ 

คุณฝนเล่าต่อถึงประวัติของการทำกุนเชียง กุนเชียงเป็นการถนอมอาหารชนิดหนึ่ง ใช้เศษหมูที่เหลือจากการทำอย่างอื่น เอาไปบดแล้วนำมาทำเป็นกุนเชียง แปลว่าหลังจากทำอย่างอื่นมาทั้งวัน เหลือหมูอะไรก็เอามาทำเป็นกุนเชียง เอามาบด บด ๆ ผสมกับมันหมู แล้วเอามาทำกุนเชียง 

“อะไรก็ตามที่อยู่นอกตู้เย็นนาน ๆ กลิ่นมันจะไม่สดใหม่ ฉะนั้น กุนเชียงบางแบรนด์เขาจะใส่เครื่องเทศเข้าไปเยอะ ๆ เพื่อดับกลิ่นอับ แต่ของเราจะยังได้กลิ่นอยู่ กุนเชียงบางยี่ห้อกลิ่นมันจะหืน ๆ อับ ๆ แล้วก็จะมีกลิ่นเครื่องเทศตีกัน” เราพอจะนึกออกถึงกุนเชียงที่เคยลิ้มลอง ซึ่งบางครั้งก็ได้กลิ่นตามที่คุณฝนอธิบาย 

“แต่ว่าอากงไม่ได้ทำแบบนั้นด้วยปรัชญาของแก ไม่ใช่ปรัชญาหรอก แกเป็นคนแบบนั้น” คนนั้นแบบนั้นก็คืออากงท่านจะใช้หมูสดจากโรงชำแหละที่ส่งมาตอนตี 3 – 4 ทำกุนเชียงตอน 7 โมงเช้า เรียกได้ว่าทำกันแบบสด ๆ ไม่ใช้เศษหมูจากที่ไหนทั้งสิ้น เพราะถ้าเป็นเศษหมูจะควบคุมยากและมักมีกลิ่น กุนเชียงเฮงง่วนเฮียงจึงควบคุมปริมาณมันได้ค่อนข้างแน่นอน 

“อาหารถ้าใช้วัตถุดิบดีก็อร่อยไปครึ่งหนึ่งแล้ว ที่เหลือเป็นฝีมือ” คุณฝนสรุปเคล็ดลับการทำอาหารของอากง

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ก่อนจะเป็นบ้านเฮง

การสร้างมุมมองที่ดีต่อลูกค้า คือปัจจัยแรกของการเริ่มทำธุรกิจ สิ่งที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นนอกจากดีเอ็นเอแล้ว ก็คือความคิดของแต่ละเจนเนอเรชันที่มีต่อลูกค้า

ของแบรนด์บ้านเฮงก็ยังเป็นมุมมองเดียวกันด้วย

“คุณแม่กับอากงเป็นคนพิถีพิถันเรื่องวัตถุดิบเหมือนกันเลย ตัวเองทำกินอย่างไร ลูกค้าต้องได้กินอย่างนั้น เราไม่อยากกินสารกันบูด เราไม่อยากกินผงชูรส ลูกค้าก็ได้กินแบบที่เรากิน ก็คือไม่ใส่” 

เป้าหมายของทั้งสามรุ่นคือความจริงใจต่อลูกค้า จนเกิดคำถามว่า คุณฝนมองลูกค้าเหมือนคนในครอบครัวแบบที่หลาย ๆ แบรนด์ใช้ข้อคิดนี้เป็นคำโฆษณาหรือไม่

“ลูกค้าไม่ใช่คนในครอบครัว แต่ไม่ว่าลูกค้าเป็นใครก็ตาม มาตรฐานของที่บ้านก็คือ เอาสิ่งที่ดีให้แขกเสมอ” ทายาทกิจการอาหารเอ่ยตรงไปตรงมา เธอคือผู้เสียสละความฝันในการเรียนต่อเพื่อมาทำแบรนด์บ้านเฮงให้เกิดขึ้น

“ตอนแรกเราโชคดีที่ได้ทุนนักกีฬามหาวิทยาลัยของ University of Illinois Chicago เราจบด้านจิตวิทยา ตอนเรียนใกล้จบเลือกมหาวิทยาลัยแล้ว แล้วก็เลือกโปรแกรมแล้วว่าจะไปเรียนต่อหมอจิตวิทยา แต่ว่ามี Deep Conversation กับคุณแม่ในช่วงที่กลับเมืองไทยก่อนจะกลับไปเรียนต่อ คุณแม่อายุ 60 ปีพอดี แกบอกว่ากลับมาอยู่กับแกเถอะ เพราะว่าแกน่าจะอยู่ได้ไม่เกิน 15 – 20 ปี กลับมาอยู่ด้วยกัน แล้วจะทำอะไรก็ทำ” 

บทสนทนาในวันนั้นทำให้ว่าที่จิตแพทย์ผันตัวกลับมาจับงานด้านธุรกิจของครอบครัวที่เต็มไปด้วยความกดดันของคนรุ่นเก่า และความเสี่ยงของการจะรีแบรนด์ให้คนจำแบรนด์เก่าได้ พร้อมสร้างฐานลูกค้าแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อใหม่ ‘บ้านเฮง’ ให้คนจดจำ ถือว่าเป็นงานที่ยากมากพอสมควร

“พอกลับมาเห็นกิจการที่บ้าน เรารู้สึกได้เลยว่ากิจการที่บ้านกำลังจะแย่ พี่น้องคนอื่นไม่มีใครถนัดในการที่จะมาแทนคุณแม่ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด เพราะเขาถนัดด้านอื่นกัน” 

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

พลิกโฉมตึกเก่าให้กลายเป็นบ้านที่เฮง เฮง เฮง

เดิมเป็นแบรนด์ที่บ้านไผ่ ห่างจากตัวเมืองไปสัก 30 – 40 กิโลเมตร คุณแม่เห็นโอกาสการทำธุรกิจจึงขออากงมาเปิดสาขาใหม่และผลิตเองที่อำเภอเมืองขอนแก่น ด้วยความที่สมัยนั้นคุณแม่เป็นคนหัวทันสมัย เลยมาซื้อที่ตรงกลางเมือง แล้วเปิดกิจการขายของฝากของตัวเองได้สำเร็จ 

30 กว่าปีผ่านไป ก็กลับมารีโนเวตครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง 

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“การรีโนเวตรอบล่าสุดเรามีความเข้าใจมากขึ้น มีความรู้เรื่องตลาดมากขึ้น รู้จักตัวเองมากขึ้น เห็นชัดว่าเราคือใคร มีจุดเด่นด้านอะไรในตลาด เรามีสิ่งที่คุณต้องการ ฉะนั้น เราก็จะขยี้เรื่องนี้ ร้านก็เลยจะออกมาค่อนข้างอิงตัวตนของแบรนด์” การทำร้านใหม่แบบยกแผง รวมถึงการเปลี่ยนชื่อนั้นต้องทำให้ลูกค้าเก่ายังจำอัตลักษณ์แบรนด์ได้ และต้องดึงดูดใจลูกค้าใหม่ ๆ สุดท้ายเลยจบที่การออกแบบตึกใหม่ ให้สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์บ้านเฮง เป็นเหมือนห้องรับแขกของคนเมืองขอนแก่น ณ สถานที่เดิมที่คุณแม่เริ่มไว้

“บ้านเฮงไม่ได้สร้างตึกก่อนนะ เกิดจากการทำรีเสิร์ช เราคือใคร กลับไปถามลูกค้าว่าเขาเข้าใจว่าเราเป็นใคร” คำถามสั้น ๆ ตอบยาก แต่บ้านเฮงตอบได้

“เราเป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในภาคอีสาน สถาปนิกที่ออกแบบที่นี่ไม่ใช่สถาปนิกที่ออกแบบร้านอาหาร ร้านค้า แต่เป็นสถาปนิกที่ออกแบบบ้าน” สัมผัสแรกของการไปเหยียบร้านบ้านเฮงจึงเป็นความรู้สึกของบ้านคนไทยเชื้อสายจีน แต่ก็แอบแฝงไปด้วยกลิ่นอายอีสานที่ไม่ใช่ความลำบากแร้นแค้น หากแต่คือความอุดมสมบูรณ์ด้านอาหารแบบที่คนกรุงคาดไม่ถึง ในร้านเต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์ที่ผลิตอย่างถูกต้อง มีการการันตี และที่สำคัญคือน่ารับประทาน เป็นของฝากที่จะทำให้คนซื้อไม่ต้องอายใครเมื่อมาขอนแก่น

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“เราดูแลลูกค้าโดยมองว่าเขาคือคนที่มาเยี่ยมบ้านเรา บ้านเฮงมีน้ำชาให้ฟรีตลอดเพราะเป็นวัฒนธรรมคนจีน มาบ้านต้องมีน้ำชาให้ดื่ม” ผู้คนในไทยถูกหล่อหลอมวัฒนธรรมจนแทบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแต่ก็ไม่ใช่ สังคมไทยนั้นผสมไปด้วยความหลากหลายของเชื้อชาติ ศาสนา แต่รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ล้วนที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกร้านอาหารของลูกค้าอย่างเรา ๆ ซึ่งบ่งบอกว่าเราคือแขกของคนไทยเชื้อสายจีนอย่างแท้จริง

“คอนเซ็ปต์ในการออกแบบบ้านกับชื่อคือ บ้านเฮง บ้านนี้เป็นบ้านของเรา เราจะเปิดต้อนรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแขกเราเอง แขกของเพื่อน หรือว่าแขกที่มาเยี่ยมเมืองขอนแก่น เรารับทุกคน แล้วจะบริการสิ่งที่มีคุณภาพดี ให้กินดี อยู่ดี สบายใจ” มีคำกล่าวว่าอาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน ถ้าเราเริ่มวันด้วยอาหารที่อร่อยแล้ว วันนั้นก็จะเป็นวันที่ดีสำหรับทุกคน

บ้านเฮงไม่ได้เติบโตเพราะโชคช่วย

“เราเป็นคน All or Nothing ก็คือร้อยเปอร์เซ็นหรือศูนย์เปอร์เซ็น ถ้าไม่ดี เราไม่ทำ” ความตั้งใจแน่วแน่และความพยายามอาจเป็นที่มาในความเฮงของคุณฝนก็เป็นได้

บ้านเฮงแปลว่า บ้านที่อยู่แล้วโชคดี แต่ร้านนี้เกิดขึ้นได้จากน้ำพักน้ำแรงของคนในครอบครัวที่ส่งต่อมาจากรุ่นอากงจนถึงคุณฝน ไม่ได้มีโชคช่วยแต่อย่างใด แน่นอนว่าการบริหารงานของคุณฝนนั้นแตกต่างจากคุณแม่ และคุณแม่ก็มีแผนที่แตกต่างจากอากง ทุกเจนเนอเรชันล้วนมีแรงบันดาลใจและความเป็นตัวตนภายในที่แตกต่างกัน 

ความยากอย่างหนึ่งของการรับไม้ต่อ คือการทำอย่างไรให้คนเก่าแก่ทั้งระดับผู้บริหารและพนักงาน ยอมรับและทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าไปบริหารได้อย่างไม่มีปัญหา เคล็ดลับของคุณฝนมีทั้งหมด 4 ข้อ

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“สิ่งแรกคือช่วงระหว่างวัย 18 – 24 ปี เราหายไปเพราะอยู่ที่อเมริกา แล้วคนที่จากไปกับคนที่กลับมามันชัดมากว่าคนละคนกัน เลยทำให้เขาตกใจ ถ้าเขาเห็นเราทุกวัน มันยากมากที่จะยอมรับว่าเราเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ด้วยความที่เราหายไป 6 ปี แล้วความคิดไม่เหมือนเดิม กลายเป็นคนละคนอย่างชัดเจน เขาก็เลยปฏิบัติต่อเราอย่างจริงจังมากขึ้น” นั่นคือข้อแรก 

“สอง คือ ต้องเป็นคนพูดจริงทำจริง ไม่กลัวลำบาก เพราะคนรุ่นเก่าเขาจะไม่ชอบคนที่ตื่นสาย การตื่นสายก็ประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน แต่มันไม่ได้ใจคนรุ่นเก่าตั้งแต่แรก แล้วจะทำงานลำบาก ก็แค่ตื่นเช้าหน่อยแล้วทำให้เขาเห็น ประสบความสำเร็จหรือเปล่าไม่รูู้ แต่เราโคตรพยายาม ดึกก็ทำ เช้าก็ทำ” ซึ่งสิ่งนี้เป็นข้อถกเถียงเป็นอย่างมากระหว่างคนต่างเจนเนอเรชัน

“สาม ทำให้เห็นทั้งลับหลังและต่อหน้า ต้องทำให้เขาเห็น เราเคยทำงานทั้งวันแต่แม่บ่นเพราะแม่ไม่รู้ว่าเราทำงาน เปลี่ยนใหม่ เราย้ายโต๊ะทำงานไปทำงานข้างห้องแม่ ให้แกเห็นว่าเรานั่งทำงาน คือใช้ชีวิตเหมือนเดิมให้แกเห็น ทำดีก็ต้องทำดีให้เขารู้ด้วยว่าเราทำ” นี่คือการแก้ปัญหาที่แก้ยากระดับพอ ๆ กับน้ำท่วม เชื่อว่าGen Y-Z หลายคนต้องเคยประสบกับปัญหานี้อย่างแน่นอน

“สี่ อย่าไปเก๊กกับผู้ใหญ่ แล้วเล่าให้เขาฟังทั้งอันที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว อัปเดตเหมือนเขาเป็นสมุดบันทึก อันไหนที่เราผิดก็ยอมรับไปเลย แต่เราต้องบอกเขาว่าได้เรียนรู้อะไรจากความผิดพลาด เขาถึงจะรู้สึกว่ามันคุ้ม เพราะตอนที่เราพลาด เราได้ประสบการณ์จริง ผู้ใหญ่รุ่นใหญ่ ๆ เขาจะแพ้ผลงานกับความพยายาม” นี่คือหลักที่คุณฝนนำมาใช้จริงกับการทำงานกับคนรุ่นเก่าที่ไม่ง่าย ต้องอาศัยทั้งความพยามยามจนพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถนำองค์กรได้

ไม่ว่าใครก็ควรมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“เราเป็นคนที่ต้องมั่นใจว่าคนในครอบครัวของเรา หรือคนในการดูแลของเรา มีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็เลยสามารถขึ้นมาอยู่ตำแหน่งที่สูงที่สุดของบริษัทได้ ใครมาเป็นลูกน้องเรา เราอยากให้เขามีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี” คงจะดีไม่น้อยถ้าเราได้มีผู้นำที่ใส่คุณภาพชีวิตของเรา สิ่งนี้จะทำให้ความเป็นอยู่ของพนักงานดีขึ้น แล้วกิจการก็จะเติบโตมากขึ้นตาม หากมีพนักงานที่ตั้งใจบริการออกมาจากความรักในงาน เพราะงานนั้นส่งเสริมชีวิตของเขา 

“การที่เราเลือกจะสร้างบ้านเฮงขึ้นมาให้เป็นร้านอาหาร และเป็นอาหารเช้าอีกต่างหาก มี 2 เหตุผล เหตุผลแรกคือตอนทำตอนรีเสิร์ช เราเห็นลูกค้าบริโภคสินค้าประเภทของเราตอนเช้าเป็นหลัก กินตอนเช้า กินกับข้าวต้ม 

“อีกอย่างหนึ่งนอกจากเราได้รู้ว่าเขาบริโภคของเราตอนไหน ขอนแก่นยังไม่มีร้านอาหารเช้าที่ให้คุณภาพชีวิตกับคนเมือง เราต้องการให้ร้านบ้านเฮงเพิ่มภาพชีวิตให้กับคนในขอนแก่น ทั้งเขามากินเองและพาคนอื่นมารับรอง มันถือเป็นคุณภาพชีวิตนะ ซึ่งในการบริหารแบรนด์เราใช้แค่เรื่องนี้เลย ต้องทำอย่างไรให้เพิ่มคุณภาพชีวิต เพิ่มสิ่งดี ๆ เข้ามาในเมืองนี้ เพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคนที่นี่”

คุณภาพชีวิต ไม่ได้หมายถึงการมีเงินอย่างเดียวเท่านั้น แม้เงินจะเป็นปัจจัยใหญ่ของชีวิต แต่มันคือการดำรงชีวิตของมนุษย์ในระดับที่เหมาะสมตามความจำเป็นพื้นฐานในสังคมหนึ่ง อย่างน้อยก็น่าจะมีอาหารที่ดีให้เลือกสรรอย่างเพียงพอ มีสุขภาพกายและจิตใจดี รวมทั้งได้รับการบริการพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม อาหารที่ดีก็จะเป็นสิ่งแรกที่เป็นพลังในการสร้างคนในสังคมขึ้นมา เพื่อประกอบการดำรงชีพอย่างยุติธรรม

“สุดท้ายเรากลับมาถามตัวเองว่าทำไมต้องใช้ของดี ถ้าใช้ของไม่ดีก็ไม่ได้ต่างอะไรกับที่อื่น ไม่ได้พัฒนาอะไรให้คนที่นี่ แล้วเราก็ไม่อยากกินด้วย”

จากการสัมภาษณ์ของคุณฝน จะเห็นได้ว่าเธอมีแนวคิดคล้ายกันกับอากง คือมีความหวังดีต่อลูกค้า ไม่ใช่การเสียหน้าไม่ได้ แต่คือความเชื่อมั่นว่าวัตถุดิบที่ดีจะนำไปสู่อาหารที่ดี และอาหารการกินที่ดีก็จะส่งผลให้คนในสังคมมีชีวิตที่ดีมากขึ้น สุขภาพดีมากขึ้น คุณภาพชีวิตดีมากขึ้น

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load