ผ้าขาวม้านับเป็นผ้าอเนกประสงค์ อยู่กับทุกเพศ ทุกวัย ทุกยุค และทุกสมัย ตั้งแต่เกิดไกวเปลจนดับขัยสังขาร ประโยชน์เยอะแต่คนยังเหลียวมองไม่แยะ ด้วยสีสดไม่ร่วมสมัย ลวดลายแสนเชย เนื้อผ้าแข็งทื่อ

แต่ต้องเปลี่ยนความคิดเมื่อเห็นภาพใบปิดจากงาน ‘ผ้าขาวม้าทอใจ’ ของบริษัทประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด ฉลองครบรอบ 2 ปี โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่น หัตถศิลป์ไทย ที่ชักชวนทายาทผ้าขาวม้ารุ่นใหม่มาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผ้าขาวม้าทอมือ ด้วยแนวคิด ‘ทอมือ ทอใจ ช่วยชุมชน’ จากทายาทผ้าขาวม้าที่ชนะการประกวด 15 คน เราขอแนะนำให้รู้จัก แยม-สุพัตรา แสงกองมี ทายาทรุ่นสองวัยเพียง 23 ปีของกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ (ผ้าขาวม้าดารานาคี) จังหวัดบึงกาฬ

ผ้าขาวม้า

เธอเข้ามาเปลี่ยนแปลงการย้อมผ้าขาวม้าจากสีเคมีของชุมชนด้วยการย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติและหมักโคลนพันปีจากแม่น้ำโขง จนกระจายรายได้สู่ครอบครัวและชุมชนอย่างยั่งยืนกว่า 4 อำเภอ

แยมเชื่อมสัมพันธ์กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อกับเครือข่ายด้วยคำว่า ‘ดารานาคี’

“ดาราเป็นการเปรียบผ้าขาวม้าเหมือนดวงดาว ถ้าอยู่บ้าน (บึงกาฬ) เราจะมองเห็นดวงดาวทุกวัน แต่พอเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ อาจไม่มีโอกาสได้มองเห็น เราเลยอยากทำให้ทุกคนได้เห็นว่าผ้าขาวม้ายังมีคุณค่า เอามารวมกับคำว่า นาคี เป็นความเชื่อของชาวบึงกาฬเกี่ยวกับพญานาค โคลนที่ใช้ในการย้อมผ้าก็มาจากแม่น้ำโขง เราเลยเอา 2 คำมาเชื่อมกันเป็นดารานาคี”

ผ้าขาวม้า

ธุรกิจ กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ (ผ้าขาวม้าดารานาคี) จังหวัดบึงกาฬ (พ.ศ. 2528)
ประเภทธุรกิจ ผลิตและแปรรูปผ้าขาวม้าทอมือ ย้อมสีธรรมชาติ หมักโคลนนาคี
อายุ 33 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง คุณยายแว่น คำพุทธา และ คุณตาไล คำพุทธา
ทายาทรุ่นที่สอง สุพัตรา แสงกองมี

สั่งเสีย

กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ เป็นกลุ่มทอผ้าขาวม้าดั้งเดิมของชุมชน จะทอผ้าขาวม้าด้วยลายตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัสเท่ากันทั้งผืน จนกระทั่งเกิดปัญหาผ้าขาวม้าไม่เป็นที่ต้องการของตลาด สมาชิกเลยเลิกทอผ้าแล้วหันไปทำการเกษตรแทน ประจวบเหมาะกับคำสั่งเสียสุดท้ายของ คุณตาไล คำพุทธา ผู้ก่อตั้งกลุ่ม ท่านบอกกับภรรยาและลูกว่า “ถ้าครอบครัวของท่านไม่สานต่อก็ขอให้ครอบครัวของแยมเป็นคนดูแลแทน”

“เรารับช่วงต่อปี 58 มาทำผ้าขาวม้าหมักโคลนปี 59 ช่วง 1 ปีเป็นช่วงที่เราเรียนรู้คำว่าขาดทุน เราเป็นหนี้สินจากการต้องแบกรับกลุ่มเอาไว้ จนพี่สาวบอกว่าเลิกทำเถอะ แต่ตอนที่เราไปรับผ้าทอกับคุณแม่ นอกจากกลุ่มยังมีเครือข่ายที่รุ่นแรกเขาสร้างเอาไว้กับหลายชุมชน

“พอเราไปเห็นผ้าที่เขาทอ มันเป็นผ้าขาวม้าที่ไม่ได้มาตรฐาน เราเลยจะไม่รับมาขายให้ เขาบอกว่าถ้าเราไม่รับ เขาก็ไม่มีเงินให้ลูกหลานไปโรงเรียน มันเป็นจุดเริ่มต้น เราเริ่มรู้ตัวว่าเราต้องเปลี่ยน มันไม่ได้มีแค่ครอบครัวเรา แต่มีครอบครัวของคนอีกหลายสิบชีวิตที่อยู่ในนั้น”

นอกจากผ้าขาวม้าไม่ได้มาตรฐาน จำนวนคนทอลดน้อยลงจนเหลือเพียงคุณยายช่างทอ 4 คน คุณยายช่างทอบอกกับแยมและคุณแม่ว่า “แม่จะทอเป็นหูกสุดท้ายแล้วนะ”

ส่องแสง

สองคนแม่ลูกท้อถอยและหมดกำลังใจ แต่แสงสว่างส่องประกายเมื่อไปนั่งปรับทุกข์กับคุณยายพุดบ้านข้างเคียง แถมบอกคุณยายไปว่า ไม่อยากทำแล้ว คุณยายพุดรำพึงรำพันคิดถึงสมัยวัยสาวขึ้นมาว่า

“เมื่อก่อนกว่าจะได้เสื้อผ้าไปโรงเรียน ต้องต้มน้ำเปลือกไม้ไปใส่ในโอ่งใหญ่ เอาผ้าไปแช่ก่อน 7 คืน หลังจากนั้นเอาออกมาแล้วไปหมักด้วยโคลนในนาอีก 1 คืน ถึงจะได้เสื้อผ้าใส่ไปโรงเรียน”

ด้วยความสงสัย แยมถามคุณยายต่อว่า “แล้วคนอื่นทำกันมั้ยคะคุณยาย”

คุณยายบอกเธอว่าทำทุกคน มากไปกว่านั้นคุณยายไล่ชื่อเสียงเรียงนามของเพื่อนให้ฟัง แล้วชื่อเพื่อนทั้งหมดตรงกันกับช่างทอผ้าในกลุ่มที่เลิกทอกันไปแล้วจากวิกฤตผ้าขาวม้าของชุมชน

แยมไล่ถามคุณย่าคุณยายตามรายชื่อจากคุณยายพุดว่ารู้จักสีธรรมชาติหรือเปล่า แต่คำตอบคือ ไม่มีใครรู้จัก แยมเลยเปลี่ยนคำถามใหม่ว่า ตอนเด็กเวลาไปโรงเรียน แม่ๆ ทำเสื้อผ้ากันยังไง คำตอบของคุณย่าคุณยายเหมือนการกดคัดลอกและกดวางคำตอบของคุณยายพุด “ก็เอาไปต้ม แล้วย้อมเปลือกไม้ก่อนค่อยหมักโคลน” เราพูดออกมาพร้อมกันกับแยมว่า “มันคือสีธรรมชาตินั่นแหละ”

เหมือนแปลงร่างเป็นโคนัน แยมไขปริศนาปัญหาผ้าขาวม้าได้อีก 1 ข้อ

  “พอเรารู้แล้วว่าเมื่อก่อนชาวบ้านเขาทำอะไรกัน ก็ตัดสินใจในครอบครัวว่าเราจะย้อมสีธรรมชาติ”

ผ้าขาวม้า

ผ้าขาวม้า

สีสรรค์

หลังจากแยมมีแรงฮึดขึ้นมาอีกครั้ง เธอตั้งโจทย์กับตัวเองว่า ผ้าขาวม้าจากกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อจะต้อง ‘นุ่ม ย้อมด้วยสีธรรมชาติ และลวดลายแตกต่างจากผ้าขาวม้าดั้งเดิม’ จนเกิดเป็นคำขวัญคล้องจองสร้างการจดจำให้กับแบรนด์ว่า ‘ผลไม้พันปี นารีสีสวย รวยได้รวยดี นาคีหมักโคลน’

(ผลไม้พันปี-หมากค้อเขียว นารีสีสวย-ชมพู่ป่า รวยได้รวยดี-ต้นคูน นาคีหมักโคลน-โคลนพันปีริมโขง)

ผ้าขาวม้าจะต้องนุ่ม เพราะชาวบ้านเคยนำผ้าขาวม้ามาแปลงเป็นเสื้อผ้าทันสมัยแต่ยังไม่ได้รับความนิยม ปัญหามาจากสีเคมีทำให้เนื้อผ้าแข็งกระด้าง ใส่แล้วไม่สบายตัว

ซึ่งการหมักโคลนแก้ปัญหาผ้าแข็งกระด้างได้ ส่วนแหล่งโคลนเธอรู้มาจากคุณยายพุด จุดเกิดโคลนเป็นทางเชื่อมระหว่างแม่น้ำโขงไปยังแหล่งน้ำในชุมชน ชาวบ้านเรียกว่าทางเทียวสัตว์ ปัจจุบันเป็นป่าและแหล่งน้ำของชุมชน แยมลงพื้นที่ทันที โชคดีมาก เพราะโคลนบางส่วนพาดอยู่ในพื้นที่ของเธอพอดี โคลนมีความอุดมสมบูรณ์ดี ไม่มีการก่อสร้างทับหน้าดินตั้งแต่สมัยคุณยายพุด

ส่วนการย้อมด้วยสีธรรมชาติแยมได้รับคำแนะนำจากการเรียนคอร์สระยะสั้นและการอบรมจากภาครัฐ อันดับแรกต้องสังเกตวัตถุดิบในชุมชน เธอเริ่มจากหมากค้อเขียว เพราะมีมากในชุมชน อายุยืนยาวและเป็นผลไม้ขวัญใจชาวอีสาน เวลาเอาผลไปต้มน้ำจะให้สีคล้ำค่อนไปทางสีดำ และเธอยังเลือกใช้เปลือกของต้นชมพู่ป่าและเปลือกต้นคูน กระบวนการทำเธอจะต้มเปลือกไม้ทั้งสามชนิดรวมกัน 12 ชั่วโมง ทิ้งให้เย็นแล้วนำเส้นฝ้ายหมักโคลนทันที เพราะทดลองมาแล้วว่าไม้ทั้งสามชนิดจะทำให้ผ้านุ่ม สีสวย เงางาม และโคลนเกาะตัวกับเนื้อผ้าได้เป็นอย่างดี

“ผ้าย้อมสีเปลือกไม้และหมักโคลนจะได้สีเทา แต่บังเอิญตอนคุณยายทอผ้า เราเห็นว่าบนเนื้อผ้ามีบางจุดเป็นสีน้ำตาล เราเลยนั่งสังเกตคุณยาย เขาจะชอบเคี้ยวหมาก แล้วน้ำหมากกระเด็นไปติดเส้นฝ้ายแล้วเปลี่ยนสี เราเกิดไอเดียเอาสีเทามาแกมกับสีน้ำตาล ทำลวดลายขึ้นมาใหม่ชื่อว่า ลายสองฝั่งโขง”

นอกจากลายสองฝั่งโขงยังมีลายตากับยาย เป็นผ้าขาวม้าที่เพิ่มลายน้ำไหลเข้าไปด้วย แยมให้ความหมายว่า ในวิถีชีวิตของชาวอีสาน ผ้าขาวม้าแทนสัญลักษณ์ของผู้ชาย ลายน้ำไหลอยู่ในผ้ามัดหมี่แทนสัญลักษณ์ของผู้หญิง หรือลายปทุมทิพย์ มาจากคุณยายทุมอยากออกแบบลวดลายผ้าเป็นของตนเอง ตั้งชื่อรวมกับชื่อของพี่สาวคุณยายทิพย์ และยังมีอีกหลายลวดลายที่แยมและคนในชุมชนช่วยกันคิดขึ้นมา

ผ้าขาวม้า

ส่งเสริม

เมื่อเปลี่ยนจากสีเคมีเป็นสีธรรมชาติสำเร็จ เธอกลับไปขอความช่วยเหลือจากช่างทอที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวกับกี่หลังสุดท้าย แยมให้คุณยายทอผ้าให้เพียง 2 เมตรแล้วตัดทันที

ผ้าขาวม้าทอมือ 2 เมตร ตัดเสื้อผ้าได้ 1 ตัว เธอเอาผ้าผืนนั้นไปมอบให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ท่านผู้ว่าใจดีเอาผ้าขาวม้าไปตัดเป็นเสื้อเพื่อใส่ประชาสัมพันธ์ให้กับกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ จนผ้าขาวม้าเป็นที่รู้จักขึ้นมาอีกครั้ง เธอเลยตั้งชื่อลายผ้าผืนนั้นว่า ‘ลายผู้ว่า’

“การมารับช่วงต่อยากตรงคำว่าเปลี่ยน เปลี่ยนทัศนคติคนอื่นต้องอาศัยเวลา เราเริ่มทำจากครอบครัวเราก่อน เราเรียกพลังด้วยวิธีการทอ 2 เมตร แล้วตัดไปลองจำหน่าย มันเป็นเรื่องผิดปกติเพราะเขาจะต้องทอเป็นม้วน แล้วค่อยเอาไปจำหน่าย ต้องใช้ระยะเวลาเป็นเดือน แต่พอเราตัดทุก 2 เมตร ชาวบ้านจะมีรายได้ต่อวันทันที เขาเริ่มตื่นตัว ราคาผ้าขาวม้าจากผืนละ 100 เราขายผืนละ 500 เขาก็กลับมาทอ เหมือนมีแรงใจ และเป็นความสุขที่เขาไม่ได้ทิ้งในสิ่งที่เขาสืบทอดต่อกันมา

“แล้วยังเป็นการแก้ปัญหาการบริการจัดการของคนรุ่นแรก เมื่อก่อนเขาจะทำร่วมกันแล้วปันผล คนทำก็ได้เงิน คนไม่ทำก็ได้เงิน ก็ไม่ทำดีกว่า เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้กลุ่มแตก เราตัดสินใจว่ารายได้จะเท่ากับงาน เขาทำเท่าไหร่ก็ได้เงินเท่านั้น เราจะแบ่งงานชัดเจนว่าใครย้อม ใครทอ ใครปั่นหลอด ใครค้นหูก เขาเลือกทำในสิ่งที่เขาชอบที่สุด แล้วเขาจะทุ่มเทกับงานได้มากที่สุด งานออกมาจะมีคุณภาพกว่าเดิม”

แยมยกตัวอย่างคุณยายฉวี นักค้นหูกรุ่นบุกเบิกของกลุ่ม การค้นหูกเป็นการกำหนดลายผ้า คุณยายฉวีจะต้องค้นฝ้ายในรางเหล็กให้เป็นเส้นยืน แล้วลากเส้นฝ้ายลากไปแล้วก็ลากกลับเพื่อเอามาคล้อง คุณยายเปรียบเปรยระยะทางการเดินค้นหูกของตนเองต่อวันว่า “วันนี้ยายเดินจากบ้านเรา (บึงกาฬ) ไปถึงหนองคายเลยนะ” จากชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่ดีนักของชาวบ้านในจังหวัดชายขอบของประเทศ กลายเป็นมีความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

“การทำงานของเรากระจายไปยังเครือข่ายด้วย ตอนเรากลับมาทอผ้า เราเริ่มจากชุมชนเราก่อน พอผ้าขาวม้าไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เราก็ขยายให้กับเครือข่ายเดิมที่เขาเลิกทอไป เครือข่ายจะทออย่างเดียว ชุมชนเราย้อมเอง กำหนดลายเอง ตัดเย็บเอง เพราะคุณแม่มีพื้นฐานด้านการตัดเย็บ แล้วก็เอาความรู้จากการเรียนและอบรมมาปรับใช้ คุณแม่จะสอนงานให้กับสาวโรงงานที่เขากลับมาทำงานที่บ้าน จากการชักชวนกันมาของช่างทอในชุมชน”

ผ้าขาวม้า ผ้าขาวม้า

สู้สู้

ปัจจุบันสมาชิกของกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อและเครือข่าย จากช่างทอคนเดียวกับกี่หลังสุดท้าย เพิ่มเป็น 4 อำเภอกับกี่จำนวน 70 หลัง ภายในระยะเวลา 2 ปี ไม่นับรวมลูกเล็กเด็กแดงที่ร่วมด้วยช่วยกันทำหน้าที่ของตนเองอย่างสุดความสามารถ

“ครอบครัวของเราใหญ่ขึ้นแล้ว สมาชิกสอนให้เราต้องเข้มแข็ง เราต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำ เราเห็นความใส่ใจของเขา เขาทุ่มทั้งชีวิตให้ผ้าผืนเดียว ตอนนั้นเขามองว่าสิ่งที่พวกเขาทำไม่มีคุณค่าในสายตาคนอื่น เขาเข้าใจปัญหาของผ้าขาวม้าว่าไม่เหมาะกับปัจจุบัน แต่เขาก็ทำตามกันมา เขาอยากจะรักษาไว้ตามคำสอนของคนรุ่นพ่อแม่ คนอื่นมองไม่เห็นคุณค่าไม่เป็นไร แต่เราต้องมองเห็นคุณค่าเราก่อน เขาสอนเรามา

“ถ้าคิดย้อนกลับไปวันที่มีคนบอกเราว่า ‘เด็กคนนี้ทำบ้าอะไร’ ตอนนั้นเราเสียใจ ร้องไห้เลยนะ เขาตัดสินเราแล้วทั้งที่เรายังไม่ได้ลงมือทำเลย วันนี้เราผ่านมาแล้ว เรารู้สึกขอบคุณเขา ขอบคุณที่พูดคำนั้นกับเรา ทุกวันนี้เขาพาสมาชิกชุมชนของเขามาขอดูงานของเรา เราเป็นตัวอย่างให้กับหลายชุมชน เราภูมิใจนะ”

ผ้าขาวม้า

สำเร็จ

การเปลี่ยนของแยมทำให้เธอเข้าใจแล้วว่าผ้าขาวม้ายังคงอยู่คู่คนไทยเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอก เปลี่ยนเทคนิคกระบวนการ ความจริงเป็นการเปลี่ยนจากการฝืนธรรมชาติกลับไปหาต้นกำเนิดเดิมคือ ‘ธรรมชาติ’ เสียด้วยซ้ำ และบ้านสะง้อเองก็เป็นชุมชนท่องเที่ยวของจังหวัดบึงกาฬ จึงไม่แปลกใจถ้าเธอจะบอกว่ากลุ่มเป้าหมายหลักเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ

เราอยากให้ชาวบ้านเขาอยู่ ชุมชนก็ยังมีรายได้ ตลาดออนไลน์เรายังไม่ค่อยเปิด แต่ในอนาคตต้องปรับตัว เพราะว่าการเปลี่ยนวิถีของชุมชนต้องใช้เวลาและใจเย็น และเราเชื่อว่าผ้าขาวม้าของเรา Represent คนทำ เรามีความภูมิใจที่เราเป็นคนบึงกาฬ เป็นคนริมโขง เราอยากจะบอกกับทุกคนว่าเรายังทำผ้าขาวม้าอยู่นะ แต่ผ้าขาวม้าของเราขอนำเสนอในแบบของคนบึงกาฬ หลายชุมชนพอเห็นเราเป็นตัวอย่างก็เริ่มกลับมาย้อมสีธรรมชาติ เราอยากให้สีธรรมชาติมาจากตัวตนของเขา มาจากชุมชนของเขา

“สุดท้ายเราพิสูจน์แล้วว่าทายาทไม่ได้หมายถึงคนที่คอยรับผลประโยชน์ แต่หมายถึงคนที่พร้อมอุทิศตนเพื่อคนอื่น ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไรอย่าเพิ่งท้อ มันจะต้องเจออยู่แล้ว ให้คิดเสมอว่าพอผ่านตรงนั้นไปคุณจะลืมมันหมดเลย เหมือนเรากลัวผี ถ้าเราเดินไปเปิดไฟได้ เราจะเห็นโลกได้ชัดเจนมากขึ้น มันต้องข้ามจุดจุดหนึ่ง พอข้ามก็สบายแล้ว เราว่ากาลเวลาจะพิสูจน์ทุกอย่าง”

ผ้าขาวม้า

นอกจากทายาทจากบึงกาฬ การประกวดทายาทผ้าขาวม้าไทยยังได้ค้นพบดีไซเนอร์รุ่นใหม่ทั่วประเทศที่ต่อยอดผ้าขาวม้าบ้านเกิดให้ร่วมสมัย

โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่น หัตถศิลป์ไทย โดยบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด ยังจัดการประกวดออกแบบผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย สำหรับนิสิตนักศึกษาหรือประชาชนรุ่นใหม่ และประกวดภาพถ่ายผ้าขาวม้าทอใจใน Instagram ด้วย ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่  

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท เมกก้าวู้ด จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ธุรกิจอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพารา

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2544

อายุ : 21 ปี

ผู้ก่อตั้ง : สมชาย โรจนมงคล

ทายาทรุ่นสอง : ภรภัทร โรจนมงคล

‘อาบน้ำร้อนมาก่อน’

‘เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด’

นี่คงเป็น 2 สุุภาษิตไทยที่หลายคน โดยเฉพาะทายาทธุรกิจ ได้ยินจากผู้ใหญ่ที่บ้านบ่อยเป็นอันดับต้น ๆ

แน่นอนว่าการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อาวุโสย่อมมีประโยชน์ แต่การตั้งคำถามและกล้าที่จะทำสิ่งใหม่ ๆ ก็คือสิ่งสำคัญที่ทำให้โลกของเราพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดดเช่นกัน

เพราะฉะนั้น ก่อนเริ่มบทความ เราขอชวนคุณคิดตามสักหน่อย

หากท่านเป็นเจ้าของโรงงานสินค้าโภคภัณฑ์แห่งหนึ่ง แต่ทว่านับวันผ่านไป การแข่งขันในอุตสาหกรรมยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ สงครามราคาก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น การขยายฐานการผลิตเป็นสิ่งที่ยาก เนื่องจากแหล่งที่มาของวัตถุดิบมีอยู่อย่างจำกัด คุณจะทำอย่างไรให้โรงงานแห่งนี้เติบโต

พัฒนาคุณภาพของสินค้า นั่นไม่ใช่ทางเลือกของธุรกิจประเภทนี้ (สินค้าโภคภัณฑ์คือประเภทสินค้าที่มีความแตกต่างของสินค้าจากแต่ละผู้ผลิตน้อยมาก ๆ จนเรียกได้ว่า ไม่ว่าซื้อจากที่ไหนก็เหมือนกัน)

สิ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมนี้โดยตลอดคือ การให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการผลิต เพื่อให้ผลิตได้เยอะที่สุดและถูกที่สุด ลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ลดค่าตอบแทนบุคลากร ลดจำนวนคน ไม่ลงทุนในด้านระบบหรือการตลาด แต่สิ่งที่ทายาทธุรกิจรายนี้ทำนั้นต่างออกไป

เขาหันมาเพิ่มงบประมาณด้านบุคลากร พัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงานตลอดจนระบบในการทำงาน

แม้ว่าสิ่งที่เขาทำจะเรียกได้ว่าเป็นคนละขั้วกับสิ่งที่คนอื่น ๆ เคยทำมาในอุตสาหกรรมนี้ แต่นั่นทำให้ธุรกิจของเขามีเปอร์เซ็นต์การเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้นเกือบทุกปี และอัตรากำไรที่ก้าวกระโดดเป็นเท่าตัว

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

วันนี้ The Cloud จึงมีนัดพิเศษกับ นิ้ง-ภรภัทร โรจนมงคล ทายาทรุ่นสอง บริษัท เมกก้าวู้ด จำกัด ธุรกิจแปรรูปไม้ยางพาราในจังหวัดตรัง ที่ตั้งใจจะปฏิรูปวิธีการทำธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้ และพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า การทำธุรกิจที่ ‘ดี’ จริง ๆ แล้วนั้น ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูที่เอาไว้โฆษณาบริษัท แต่ทำให้ผลประกอบการของบริษัทเพิ่มขึ้นได้ด้วย

เอาล่ะ เขาทำได้อย่างไร ขอเชิญทุกท่านติดตามได้ ณ บัดนี้

ก่อตั้งโรงไม้

ย้อนกลับไปในสมัยก่อน ชาวสวนในภาคใต้ปลูกต้นยางเพื่อเอาน้ำยางเป็นหลัก เมื่อต้นยางอายุประมาณ 20 – 25 ปี ก็จะหมดอายุการให้น้ำยาง ทำให้ต้นยางเหล่านั้นถูกโค่นทิ้งและนำไปเผา 

เมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีในการถนอมเนื้อไม้ก็ได้เข้ามาในประเทศไทย ทำให้เก็บรักษาไม้ยางพาราได้ จนเกิดเป็นอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพาราขึ้น โดยโรงงานแปรรูปไม้จะรับไม้ยางพารามาจากเกษตรกรเพื่อนำมาแปรรูป ก่อนส่งต่อไปให้โรงงานอื่น ๆ ที่นำไม้เหล่านั้นไปผลิตเป็นสินค้าต่าง ๆ

“คุณพ่อเริ่มต้นจากการเป็นพนักงาน ด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และความสามารถในการดูแลทุกอย่างแทนเจ้าของโรงงานได้ ทำให้เขากลายเป็นผู้จัดการที่มีชื่อเสียงในวงการขึ้นมา เลยมีนายทุนชาวนครศรีธรรมราช 3 – 4 ท่าน เข้ามาชวนคุณพ่อว่า สนใจอยากเป็นเถ้าแก่ไหม จะช่วยลงทุนโรงงานไม้ที่ตรังให้ แล้วก็จะมีหุ้นให้ส่วนหนึ่ง”

นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Megawood

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

“จำได้ว่าคุณพ่อกินนอนอยู่ที่โรงงานกว่า 5 ปี คอยเฝ้าโรงงานทั้ง 2 กะ จำภาพได้ว่าโรงไม้ในสมัยนั้นค่อนข้างสกปรก รกรุงรัง ผมก็ไม่ชอบ แต่คุณพ่อผมบอกว่า นี่แหละคือสิ่งที่จะทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดี”

ด้วยจิตวิญญาณในการเป็นผู้ประกอบการที่เน้นผลลัพธ์ บวกกับความโปร่งใสของคุณพ่อของนิ้ง ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มนำนักบัญชีเข้ามาตรวจสอบบริษัท หรือความซื่อสัตย์กับหุ้นส่วน ทำให้ผลประกอบการของโรงงานเป็นที่น่าพึงพอใจ นักลงทุนเหล่านั้นตัดสินใจที่จะลงทุนเพิ่ม จากเดิมที่เช่าโรงงานก็เปลี่ยนมาเป็นการสร้างโรงงานขึ้นมาเอง

“สไตล์ของคุณพ่อผมไม่เน้นระบบมาก เน้นใช้จิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการ เรียกว่าเข้าโรงงานทุกวัน ใช้คนน้อย ๆ ต้นทุนต่ำ ๆ แล้วผู้บริหารตัดสินใจเองหมด พนักงานมีปัญหาก็ให้มาบอก แล้วฉันจะบอกว่าแก้ยังไง นั่นคือในยุคของคุณพ่อผม คุณพ่อผมสอนว่าการเป็นโรงงาน ปัญหาเป็นอาหารเช้า วิธีการมีแค่อย่างเดียวคือแก้ให้เร็ว นั่นคือคำสอนของท่านตั้งแต่วันแรก 

“ท่านไม่เชื่อในเรื่องระบบ ในเรื่องคน ท่านเชื่อในจิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการ ว่าไม่มีอะไรทดแทนสิ่งนี้ได้ ซึ่งผมไม่ได้เห็นด้วย แต่ต้องเก็บไว้ในใจ”

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

The Next Gen

เวลาผ่านไป Megawood ค่อย ๆ เติบโตขึ้น จนเมื่อนิ้งเรียนจบ คุณพ่อจึงเรียกตัวเขาให้กลับมาช่วยบริหารธุรกิจที่บ้าน

“เดิมทีผมตั้งใจว่าอยากจะหน่วงเวลานิดหนึ่งเพื่อไปพิสูจน์ตัวเองก่อน แต่เมื่อคุณพ่อเอ่ยปากชวน ใจหนึ่งผมก็อยากกลับมาทำที่บ้านอยู่แล้ว”

ทว่าเส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป

ตำแหน่งแรกของนิ้งคือผู้ช่วยผู้จัดการโรงงาน ในแง่หนึ่งก็เป็นตำแหน่งที่ทำให้เขาได้เข้าไปดูในทุก ๆ ส่วนของโรงงาน แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นตำแหน่งที่ทำให้เขาอึดอัดมาก ๆ เพราะแนวทางบริหารของเขากับผู้จัดการโรงงาน ซึ่งเป็นพนักงานเก่าแก่ของคุณพ่อนั้นไม่ตรงกัน 

“สมัยก่อนบริษัทไม่มีวิศวกรแม้แต่คนเดียว ผมจะรับเข้ามาสักคน เขาก็จะบอกว่าไม่จำเป็น เวลาจะขับเคลื่อนคน เขามีความเชื่อแบบดั้งเดิมว่าต้องใช้พลังลบคอยไล่หลัง แต่วิธีการของผมคือ เราไปข้างหน้า แล้วชวนเขาให้ตามเรามา”

เมื่อความขัดแย้งมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเวลาผ่านไปกว่า 5 ปี นิ้งตัดสินใจลาออกจาก Megawood ย้ายจากตรังไปอยู่โคราช เพื่อเป็นการพักใจให้กับตัวเอง

แต่ชะตาของเขากับ Megawood ก็มาบรรจบกันอีกครั้ง เพราะหลังจากนั้น Megawood ได้ขยายโรงงานไปที่หาดใหญ่ ทำให้หุ้นส่วนคนหนึ่งตัดสินใจโทรมาขอนัดพบกับนิ้ง

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

“ตอนนั้นผมก็สงสัยว่ามานัดเจอทำไมถึงโคราช เขาบอกว่าโรงงานที่หาดใหญ่เปลี่ยนผู้จัดการมาแล้วหลายคน แต่หาผู้จัดการดี ๆ ที่ลงตัวไม่ได้สักที เลยอยากให้ผมกลับไปช่วย

“ผมตอบเลยว่า ไม่ ถ้าจะให้ผมกลับไปแล้วเจอแบบเดิม ยังไงก็ไม่ ตอนนี้ถึงแม้ผมอาจจะไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ผมมีความสุขดี ถ้าจะให้ผมกลับไปจริง ๆ ผมยื่นเงื่อนไขว่า ต้องมีพื้นที่ให้ผมทำงาน ให้ผมกำหนดนโยบาย ให้ทรัพยากรผม คุณเฝ้าอยู่ห่าง ๆ ผมจะรีพอร์ตเป็นระยะ ๆ ถ้าหากผลงานไม่ได้ เดี๋ยวผมถอยเอง”

เมื่อเวลาผ่านไป 2 อาทิตย์ หุ้นส่วนคนนั้นก็ได้โทรกลับมาหานิ้งว่าพวกเขาตกลงตามเงื่อนไข โดยจะให้สิทธิ์นิ้งในการบริหารโรงงานสาขาเต็มที่ ตั้งแต่ก่อสร้างโรงงานจนถึงการดำเนินกิจการ และหลังจากนั้นไม่นาน บอร์ดบริหารก็ตัดสินใจย้ายผู้จัดการคนเก่าไปคุมที่หาดใหญ่แทน และย้ายมาคุมโรงงานที่กำลังขยายตัวที่ตรัง ทำให้นิ้งได้ขึ้นเป็นผู้บริหารเต็มตัวในเดือนมกราคม พ.ศ. 2558

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

ปฏิวัติ

ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2558 – 2560 ที่นิ้งเข้ามา ตอนนั้นเป็นช่วงที่อุตสาหกกรมนี้กำลังไปได้ดี ทำให้กำไรของ Megawood เพิ่มขึ้น 3 – 4 เท่า แต่เขายอมรับว่าตัวเองก็มีข้อผิดพลาดในช่วงนั้น

“ในช่วงนั้นเรียกได้ว่าลมมันส่ง ผมโชคดีที่เข้ามาในจังหวะที่ถูกต้อง ทำให้เลยดูเหมือนว่าผมเก่ง ในแง่หนึ่งมันก็ดี เพราะทำให้เรามีความมั่นใจ ผู้ถือหุ้นเราก็แฮปปี้ แต่ข้อเสียคือมันทำให้อัตตาเรามากขึ้น ผมบ้าบิ่นไปลงทุนสิ่งที่ไม่ควรเยอะ ไปทำธุรกิจที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับความเชี่ยวชาญของเราเลย อย่างเช่นสวนผักออร์แกนิก”

เมื่อวิกฤตวงการยางพารามาถึงใน พ.ศ. 2561 เขาจึงจำเป็นต้องตัดธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักออกไป แต่อีกสิ่งที่เขาเปลี่ยนบริษัทไปอย่างเห็นได้ชัด และทำให้ Megawood ฟื้นตัวจากวิกฤตในวงการไม้ยางพาราตอนนั้นได้อย่างรวดเร็วคือ

“ผมหันมาให้ความสำคัญกับระบบและคน”

“ตอนนั้นที่บริหารร่วมกับคุณพ่อ ผมยังไม่มีโอกาสได้ทำ แต่ตอนนี้ผมมีโอกาสแล้วก็เลยเต็มที่เลย เริ่มมีการจัดโครงสร้างองค์กรใหม่ เอาที่ปรึกษาเข้ามาช่วงวางระบบบัญชี อะไรต่าง ๆ และข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดเลยว่าสิ่งที่เราวางรากฐานวันนั้นแล้วมันประสบความสำเร็จ ก็คือการที่วันนี้ผมย้ายภูมิลำเนามาอยู่กรุงเทพฯ ได้”

“คนอื่นอีกหลายคน เขาบอกว่าผมกำลังทำผิดพลาดมหันต์ เพราะว่าอุตสาหกรรมไม้ยางพารา โดยปกติถ้าเจ้าของไม่อยู่จะมีแต่ความฉิบหาย เพราะช่องโหว่ค่อนข้างเยอะ แต่ปรากฏว่า 4 เดือนที่ผ่าน ระบบที่เราเซ็ตไว้ คนที่เราฝึกเขาไว้ เขาสานต่อสิ่งที่เราทำไว้ได้ แต่ก็แน่นอนว่ายังต้องพัฒนาอีกเยอะ”

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

The People

เนื่องจากอุตสาหกรรมไม้ยางพาราโดยปกติแล้ว เป็นอุตสาหกรรมที่เน้นการแข่งขันกันที่ปริมาณ อัตรากำไรไม่ได้สูง สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดมาเลย ก็คือการจ้างแรงงานในอัตราที่ถูกมาก ๆ

“ผมรู้สึกอึดอัดกับเรื่องนี้มานาน ผมไปเห็นบ้านพักของพนักงานที่อยู่กันแบบแร้นแค้น มีหนี้มีสินแล้วผมรับไม่ได้ ผมเลยตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมนี้”

นิ้งตั้งใจจะทำสิ่งที่บริษัทอื่นไม่กล้าทำ เพื่อให้เป็นแบบอย่างกับบริษัทอื่น ๆ ในวงการ แล้วทำให้วงการนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกับเขา

ณ ตอนนี้คนงานกว่า 500 คนของ Megawood เป็นแรงงานไทยทั้งหมดเกือบ 100% โดยมีแรงงานต่างด้าวเพียง 3 คน ที่นิ้งเอาไว้ฝึกแผนก HR ในเรื่องของการทำเอกสารเท่านั้น

ถ้าหากถามว่าทำไมถึงต้องเป็นคนไทย เหตุผลของคุณนิ้งมีอยู่สั้น ๆ ข้อเดียว

“เพราะเราสื่อสารกันรู้เรื่อง”

“มันเป็นค่านิยมข้อแรกของเราเลยว่า เพราะเมื่อธุรกิจเกิดปัญหา แล้วเราไปเล่าให้เขาฟังว่าทุกคนต้องช่วยกันนะ เขาก็ปรับให้เราได้เลย เพราะฉะนั้น การพูดภาษาเดียวกับพวกเขามีความหมายมาก” 

มากกว่านั้น ค่าตอบแทนพนักงานที่ Megawood ในหลาย ๆ ตำแหน่ง ก็เรียกได้ว่าอยู่ในระดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันที่มีขนาดใกล้เคียงกัน 

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

“สำหรับคนทำงาน โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงาน เราต้องมองให้ออกถึงเบื้องหลังของเขา ว่าครอบครัวเขามีหนี้สิน มีปัญหาชีวิตอะไรที่อยู่เบื้องหลัง แม้เงินจะซื้อความสุขไม่ได้ แต่มันซื้อความสะดวกได้ แล้วถ้าเราจ้างเขาดีพอ มีงานให้เขาทำต่อเนื่องมากพอ ทำให้เขาเอาเงินตรงนั้นไปแก้ปัญหาบางอย่างในชีวิตเขาได้ มันจะทำให้เขาโฟกัสกับเรื่องงานได้มากขึ้น”

มากไปกว่านั้น Megawood ไม่ได้เพียงดูแลพนักงานในเรื่องค่าตอบแทน แต่ยังดูแลไปถึงคุณภาพชีวิตและพื้นเพของพนักงานเหล่านั้นด้วย บริษัทแห่งนี้เปิดคลินิกด้านการเงินสำหรับพนักงาน เพื่อช่วยเหลือในด้านวางแผนการเงินให้กับพนักงาน เรียกได้ว่าหลายครั้งถึงกับจูงมือไปปิดบัตร ลดหนี้ เลิกยากันเลยทีเดียว

“การที่เราให้ความสำคัญเรื่องพวกนี้ มันทำให้เราแตกต่างในหมู่ตลาดผู้ใช้แรงงาน

“เวลาเข้ามาทำงานแล้วถ้าเขามีความสุข ไม่ใช่แค่เราเห็นเขายิ้มในโรงงาน แต่ครอบครัวที่บ้านเขาก็จะได้ความรู้สึกที่ดีไปด้วย แต่ถ้าเขากลับไปแล้วเครียด ทะเลาะกับที่บ้าน แล้วเช้าวันรุ่งขึ้นมาทำงานในสภาพที่ไม่พร้อม มันคือสิ่งที่ส่งต่อถึงกัน เราต้องมองเบื้องหลังของเบื้องหลังให้เห็น”

เมื่อคุณภาพชีวิตของพนักงานดีขึ้น จึงทำให้องค์กรน่ารักขึ้น พนักงานของ Megawood เกือบทุกคนแทบจะไม่มีใครลาออกเพราะไม่ชอบองค์กรเลย และจุดนี้จึงทำให้ Megawood มีพนักงานดี ๆ ที่คอยอยู่เคียงข้างองค์กร และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อวิกฤตผ่านไป

“เวลาเราจะหาคน ผมจะสัมภาษณ์โดยที่แทบไม่คุยเรื่องงานเลย เราจะคุยเรื่องการใช้ชีวิตเป็นหลัก เพื่อดู Mindset และ Character ของเขาว่าน่าทำงานด้วยไหม เราเชื่อว่าคาแรกเตอร์พวกนี้มันฝึกกันไม่ได้ แต่ทักษะต่าง ๆ มันฝึกกันได้”

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

The System

จุดที่ทำให้นิ้งมาลงทุนในด้านคนได้ คือ ภรรยาของเขา ดิว-ภรรัก บวรธนสารกุล เข้ามาเป็นหนึ่งในทาเลนต์ของบริษัท

ในขณะที่นิ้งมีความรู้ในด้านวิศวกรรม ดิวก็มีความรู้ในด้านการวางระบบและการขาย ทำให้ Megawood สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารคลังสินค้า สร้างความเชื่อใจกับลูกค้าเพื่อปรับเปลี่ยนราคาซื้อ-ขาย วัตถุดิบและสินค้าให้เหมาะสมที่สุด ตั้งแต่การยอมให้ลูกค้านำสินค้าไปลองใช้ดูก่อน แล้วค่อยพิจารณาเพิ่มราคาในล็อตถัดไป

นี่จึงเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น จนลงทุนกับบุคลากรในองค์กรเพิ่มได้

ในทางกลับกัน ขณะที่หลาย ๆ องค์กรมุ่งเน้นเพิ่มกำไรโดยการนำเครื่องจักรเข้ามาทดแทนพนักงาน แต่สำหรับ Megawood นิ้งกลับมองว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ควรจะมาช่วย Empower พนักงานต่างหาก

“เมื่อวานเราเพิ่งประชุมกันไปว่า เรากำลังทำวิจัยพัฒนาเครื่องจักรชุดหนึ่งอยู่ โดยวัตถุประสงค์ไม่ใช่เพื่อการเลย์ออฟ แต่เป็นการมอบพลังให้เขา ทำให้เขาทำงานสะดวกขึ้น สร้างผลผลิตได้มากขึ้น”

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีในการจัดการที่ทาง Megawood นำเข้ามาใช้ ในขณะที่บริษัทประเภทเดียวกันที่อื่น ๆ ยังไม่ได้นำเข้ามา เพื่อทำให้ช่างซ่อมบำรุงจนถึงหัวหน้างานติดต่อกันได้สะดวกยิ่งขึ้น

ในเรื่องของการพัฒนาองค์กรเอง นิ้งก็ยังสร้างเซ็ตคำถามขึ้นมา เพื่อให้พนักงานในองค์กรใช้ฟีดแบ็กและชื่นชมกันเองได้ ตลอดจนมี Session ที่นำคำถามเหล่านั้นมาฟีดแบ็กให้ผู้บริหารอย่างนิ้งฟังได้เช่นกัน

นี่จึงเป็นอีกจุดหนึ่งที่การพัฒนาระบบ ช่วยทลายกำแพงของอัตตาในการสื่อสารในองค์กรได้

Mega’s Future

สำหรับก้าวต่อไปของ Megawood นั้น นิ้งมองไว้ว่าคือการนำบริษัทไปสู่จุดที่มีรายได้ 2,000 ล้านให้ได้ โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญนั่นก็คือ การทำงานโดยไม่มีอัตตาและการเลือกคนที่ใช่เข้ามา ทำให้บริษัทก้าวไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าวิกฤตเข้ามามากแค่ไหนก็ตาม

ท้ายที่สุด อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ Megawood มาอยู่ในจุดนี้ได้ และจะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ ‘ความกล้าหาญ’

“พ่อเลือกที่จะปล่อยผมเล่นเองตั้งแต่ผมอายุเพียง 30 ในขณะที่รุ่นพ่อแม่ของกิจการอื่น ๆ ยังคงไม่ปล่อยมือกันง่าย ๆ ไม่ใช่เพราะท่านเห็นว่าผมเก่งหรือเชื่อใจผมหรอกนะครับ แต่เพราะท่านอ่านออกว่า ถ้าไม่ให้ผมเล่นท่าถนัดให้เต็มที่ ก็คงวัดผลไม่ได้ ดึงกันไปมา เสียทั้งความรู้สึก เสียทั้งผลประกอบการเปล่า ๆ

“ผมว่านี่คือความกล้าหาญมากครับ”

และความกล้าหาญนี้ก็คงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นิ้งได้รับสืบทอดมาจากคุณพ่อของเขาด้วยเช่นกัน

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load