26 พฤศจิกายน 2561
20 K

พูดก็พูด เชียงใหม่นี่เป็นเสมือนเมืองหลวงแห่งการย้อมผ้า

ผ้ามัดย้อม ผ้าคราม ผ้าม่อฮ่อม หรือวิธีการย้อมผ้าในหลากหลายรูปแบบสุดแล้วแต่จะสรรหามาได้ เป็นเหมือนสิ่งที่คนเชียงใหม่พิถีพิถัน และให้ความสำคัญไม่ต่างจากร้านชานมไข่มุกและเครื่องดื่มเย็นที่เปิดกันอย่างดาษดื่นในช่วงปีถึงสองปีที่ผ่านมา แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่ทำให้ผ้าย้อมเริ่มจางความนิยมลงไปคือ สินค้าเหล่านั้นยังไม่มีความพิเศษหรือโดดเด่นที่จะดึงดูดใจลูกค้าได้

แล้ววันหนึ่งฉันก็พบกับแบรนด์ผ้าย้อมที่แตกต่างออกไป เพราะย้อมด้วยเทคนิค Eco-printing หรือการย้อมผ้าโดยใช้สีธรรมชาติจากพรรณไม้นานาชนิด 

จากการลองผิด ลองถูก ทดลอง ปรับปรุง และพัฒนาวิธีการผลิต ร่วม 1 ปี บัดนี้ ‘Rissara’ คือแบรนด์เสื้อผ้าที่ใช้เทคนิคย้อมสีธรรมชาติด้วยการนึ่ง อีกทั้งยังได้รับความนิยมจนทั้งหน้าร้านออนไลน์ การออกบูทในงานกิจกรรมต่างๆ รวมถึงมีออเดอร์สั่งผลิตอีกจำนวนมาก

ก่อนหน้านี้ Rissara มีหน้าร้านที่โครงการลานเสี่ยว ซอยวัดอุโมงค์ แต่เนื่องจากการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้ง ส้ม-นริศรา ธีระพันธ์ศิลปิน และ ตั้ม-พลกฤษณ์ อุทัยกรณ์ ผู้ก่อตั้งทั้งสอง จึงตัดสินใจขยับขยายหน้าร้านไปยังโครงการบ้านข้างวัดเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

ก่อนที่ทั้งสองจะเริ่มต้นการขนย้ายไปยังหน้าร้านใหม่ ฉันรบกวนเวลาส้มและตั้มชั่วครู่หลังจากการนึ่งผ้าชุดใหม่เสร็จสิ้น เพื่อทบทวนเรื่องราวของการเรียนรู้ศาสตร์ Eco-printing และประสบการณ์ตั้งแต่วันแรก จนถึงวันนี้

ที่ทั้งสองบอกฉันว่า การทำแบรนด์ Rissara ในวันนี้ยังมีเรื่องให้เรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ

Rissara Rissara

โลกใบใหม่แห่งการย้อมผ้า

ช่วง 2 – 3 ปีก่อนหน้านี้ ส้มทำงานอยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมญี่ปุ่น โดยดูแลจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยและญี่ปุ่นในหลายๆ ด้าน รวมไปถึงงานผ้า ส่วนตั้มเป็นกราฟฟิคดีไซน์เนอร์อิสระ

จุดเริ่มต้นของ Rissara มาจากความฝันของส้มที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ เมื่อผนวกกับความชอบส่วนตัวเรื่องงานผ้า เป็นแรงผลักดันให้ส้มเริ่มต้นศึกษาและทดลองศาสตร์การย้อมผ้าด้วยสีจากพืชธรรมชาติ หรือ Eco-printing ทั้งกว้านซื้อหนังสือเกี่ยวกับ Eco-printing และหาข้อมูลอย่างจริงจังและเข้มข้นจากอินเทอร์เน็ต

“ส้มเห็นภาพผ้าที่เกิดการย้อมแบบนี้จากอินเทอร์เน็ต โดยยังไม่รู้ว่าการย้อมลักษณะนี้เรียกว่าอะไร แต่ด้วยความสนใจมากๆ เราพยายามศึกษาลงไปลึกๆ จนรู้ว่าคำเรียกจริงๆ ของวิธีการนี้หลากหลายมาก บางคนจะเรียกว่า Leaf Print, Botanical Print หรือ Botanical Dying แต่เรารู้แน่ๆ ว่าสีที่ใช้คือสีธรรมชาติ และยิ่งข้อมูลในอินเทอร์เน็ตไม่เหมือนกันเลยสักแหล่ง วิธีการทำก็ไม่ได้มีสูตรหรือลำดับขั้นตอนก่อนหลังเป๊ะๆ สำคัญคือการทดลอง ซึ่งไม่ว่าใครทดลองแบบไหน หรือได้ผลลัพธ์อย่างไร เขาก็จะแบ่งปันวิธีกัน” ส้มเล่าถึงจุดเริ่มต้นความสนใจเรื่อง Eco-printing ก่อนจะตัดสินใจลงทุน ลงมือ และลงแรงในการทดลองโดยไม่รีรอ

ส้มบอกว่าสิ่งที่น่าสนใจใน Eco-printing คือเทคนิคที่จะพัฒนาและต่อยอดไปได้อีกเยอะ ซึ่งเธอพบว่ายังไม่ค่อยมีใครกล้าทำ Eco-printing อย่างจริงจัง เพราะยังไม่เป็นที่รู้จักของตลาด จึงเป็นเรื่องท้าทายที่เธออยากลองทำให้สำเร็จ

Rissara

ระหว่างที่ส้มและตั้มมาเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ช่วงสั้นๆ พวกเขาพบว่าสินค้าจากผ้าย้อมด้วยวิธีการต่างๆ นั้นไม่แตกต่างหรือโดดเด่นแปลกใหม่ในตลาด จุดประกายให้ทั้งคู่เริ่มต้นแบรนด์ผ้าย้อมด้วยเทคนิคพิเศษนี้ที่เชียงใหม่ ทั้งๆ ที่ทั้งคู่ไม่ใช่คนพื้นที่

“ช่วงที่มาเที่ยวเชียงใหม่ 5 วัน พวกเราก็ตัดสินใจว่าจะเช่าบ้านเพื่อทำ Eco-printing กันที่นี่เลย เพราะทั้งสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการทำงาน และเป็นพื้นที่ที่พร้อมไปวัตถุดิบธรรมชาติ” ตั้มเล่า

ลองผิดลองถูก

หลังจากเลือกลงหลักปักฐานแบรนด์ที่เชียงใหม่ ทั้งส้มและตั้มเริ่มตั้งต้นด้วยการหาวัตถุดิบ อุปกรณ์ และเริ่มทดลองทำ ซึ่งทั้งคู่ต่างบอกกันและกันว่าจะไม่ทำงานอยู่บนพื้นฐานความกดดันหรือความเครียดใดๆ เพราะนี่คือการทดลองใหม่ในทุกครั้ง ตั้งแต่เริ่มหยิบดอกไม้นานาชนิดจัดวางลงผ้า ต่อด้วยการนำผ้าไปนึ่งในอุณหภูมิและเวลาที่เหมาะสม จนได้ผลงานที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะออกมาในรูปแบบใด

Rissara

สิ่งที่ทำให้คนทั้งคู่หลงใหลในการย้อมผ้า Eco-printing นี้คือ ความสนุก

โดยตั้มเล่าว่า เขาสนุกที่ได้เห็นว่าใบไม้บางประเภทที่เราเห็นว่าเป็นสีเขียว ย้อมผ้าออกมาแล้วไม่เป็นสีเขียว และสนุกที่วิธีการนี้ทำให้เขาลุ้นเดาทุกครั้งว่าผลลัพธ์จะออกมาแบบไหน

“การย้อมผ้า Eco-printing ทำให้เราต้องลองใช้ดอกไม้ ใบไม้หลายๆ ประเภท จนกระทั่งทุกวันนี้เราก็ยังคงทดลองอยู่ แม้ว่าที่ผ่านมาเราจะอ่านหนังสือหรือหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เยอะมาก แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่เท่าการทดลองทำจริงๆ เพียงครั้งเดียว” ส้มเล่าเสริมจากตั้ม

Rissara Rissara

ส้มบอกว่า ข้อมูลที่เธอค้นหาจากแหล่งข้อมูลของต่างประเทศมีสูตรในการผลิตและวิธีการทำที่ไม่เหมือนกัน ด้วยความแตกต่างทางภูมิศาสตร์จึงทำให้ขั้นตอน ลักษณะ หรือประสบการณ์ทดลองของแหล่งข้อมูลมีเทคนิคที่แตกต่างออกไป ซึ่งวิธีการที่ส้มใช้คือนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาปรับให้เข้ากับสภาพภูมิศาสตร์ของไทย

“เราเคยทำตามสูตรที่เหมือนเราหาข้อมูลมาทุกอย่างเลย แต่พอทำแล้วมันไม่ได้ผลเหมือนเขาเลย (หัวเราะ) มันก็เลยลองผสมมั่วๆ เอา เราค่อยๆ หาจังหวะที่มันจะเกิดผล เราจะมีเซนส์นิดหนึ่งว่าแบบนี้แหละ อันนี้ที่มันใช่”

ผลิตภัณฑ์ทำมือ

ขั้นตอนในการผลิตผลงานของ Rissara หนึ่งชิ้นจะใช้เวลาราว 2 – 3 วัน โดยเริ่มต้นจากการทำความสะอาดผ้าให้สะอาดหมดจดพร้อมกับการเตรียมผ้า (mordant) เพื่อให้สีธรรมชาติปรากฏบนผ้าอย่างคงทนมากขึ้น ก่อนจะเข้าสู่การออกแบบลายผ้าโดยการวางใบไม้หรือดอกไม้เพื่อพิมพ์ลาย ส่วนใหญ่เป็นพืชและสมุนไพรที่นำมาย้อมสีธรรมชาติได้ เช่น ยูคาลิปตัส เพกา สะเดา เปลือกหัวหอม ใบละหุ่ง เป็นต้น

ขั้นตอนต่อไปคือการม้วนผ้า เพื่อให้ผ้ากับใบไม้แนบติดกัน จึงจะนำไปต้มหรือนึ่งตามกรรมวิธี โดยใช้เวลา 2 – 3 ชั่วโมง เวลาอาจคาดเคลื่อนได้ตามพรรณไม้ที่ใช้ ต่อมาคือการทิ้งผ้าให้เซ็ตตัวไว้ข้ามคืน ก่อนจะนำผ้ามาคลี่และซักออกในวันต่อมา จึงเป็นอันเสร็จพิธี

สีย้อมธรรมชาติผลิตภัณฑ์ของ Rissara อาจจางลงได้จากการใช้งานในชีวิตประจำวัน ส้มจึงแนะนำวิธีการดูแลรักษาว่า ควรซักด้วยมือและตากแห้งในที่ร่ม ซึ่งเป็นวิธีถนอมสีย้อมธรรมชาติให้อยู่บนผลิตภัณฑ์ได้นานที่สุด

อุปสรรคในการสร้างหรือผลิตผลงานของ Rissara มีอยู่ 2 ข้อสำคัญ

ข้อแรกคือ การควบคุมวัตถุดิบที่ควบคุมได้ยาก เนื่องจากวัสดุธรรมชาติทั้งหลายมีผลต่อสีที่ย้อมออกมา ทั้งความสด ความแก่ของพืชที่ใช้ ดินที่ปลูก เนื้อผ้า สภาพอากาศ หรือผ้าที่ใช้ในการย้อม ล้วนส่งผลต่อผลิตภัณฑ์ที่ออกมาทั้งหมด มีหลายครั้งที่ส้มพยายามแก้ปัญหาโดยการจดสูตรอย่างชัดเจน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงกันทุกครั้ง

ส้มบอกฉันอีกว่า ใบไม้แต่ละประเภทต้องการระยะเวลาคายสี จึงทำให้อุณหภูมิที่ใช้ในการนึ่งไม่เหมือนกัน หากใช้เวลามากเกินไปจะส่งผลให้เม็ดสีในใบไม้เปลี่ยนเป็นโทนที่ไม่ตรงกับความต้องการ หรือเกิดขอบน้ำมันจากใบ้ไม้ทิ้งลายเลอะบนผ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยาก ส้มจึงตัดสินใจไม่จดสูตรเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะเสน่ห์ของ Eco-printing คือเอกลักษณ์เฉพาะตัวของลายผ้าที่ได้และลวดลายที่ไม่อาจคาดเดา

Rissara

ข้อสอง การย้อมผ้าแบบ Eco-printing ทำให้ได้ผ้าที่มีชิ้นเดียวในโลก ตามธรรมชาติเลือกสรร จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะนำเสนอสินค้าตอบความต้องการของตลาดจำนวนมาก

“การขายมีความเสี่ยงเพราะว่าเป็นงานแฮนด์เมด แฮนด์คราฟต์ มีชิ้นเดียว อันเดียว บางคนอยากได้ลายนี้แต่ไซส์นี้ ก็จะมีปัญหาแล้วว่าเราทำงานมาแต่ละชิ้นมันคือไม่เหมือนกันเลย ลูกค้าไม่สามารถเลือกได้ว่าอยากได้อันนี้หรืออยากได้อันไหน” ส้มยิ้ม

Rissara

หากแต่อุปสรรคทั้งหมดกลับไม่ใช่สิ่งสำคัญเลย เมื่อส้มและตั้มเริ่มนำงานออกขายจริงในตลาดนัดตามพื้นที่ต่างๆ รอบเมืองเชียงใหม่ เช่นการนำสินค้าออกสู่สาธารณะครั้งแรก ในตลาดเช้าที่โครงการบ้างข้างวัด โดยมีสินค้าเพียง 10 ชิ้นเท่านั้น แต่ก็มีลูกค้าสนใจเข้ามาพูดคุยและถามถึงวิธีการผลิตผ้าอยู่บ้าง และเมื่อได้รับเสียงตอบรับที่ดี จึงเริ่มนำสินค้าปรากฏตัวตามงานอีเวนต์ต่างๆ มากขึ้น จนในที่สุดเริ่มมีรายการสั่งซื้อจากทั้งฮ่องกงและไต้หวันในเวลาต่อมา

สำหรับทั้งสองแล้ว ต่อให้ไม่มีใครซื้อสินค้าของเขา การได้มีโอกาสการทดลองทำและบอกเล่าถึงวิธีการแก่คนที่สนใจเหมือนๆ กัน ก็นับได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว

Rissara Rissara

นี่คือสิ่งสำคัญ

“ใครคือกลุ่มเป้าหมายของ Rissara” ฉันถาม

“คนที่เข้าใจและหลงรักในงานธรรมชาติ งานคราฟต์ สินค้า Eco ทั้งหลาย โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนไทยหรือต่างประเทศ” ส้มตอบ

เนื่องจาก Rissara คือหน้าใหม่ในวงการงานคราฟต์ของไทย นอกจากคำแนะนำจากลูกค้าที่ส้มและตั้มนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์จากการทำงานในมหานคร ทั้งการติดต่อสื่อสารหรือเจรจาข้อมูลธุรกิจ การทำบัญชี แม้กระทั่งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็ถูกนำมาปรับใช้กับการทำแบรนด์ Rissara

ฉันถามทั้งสองต่อว่า อะไรคือบทเรียนที่ได้จากการทำแบรนด์นี้ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา

“ถ้าเอาดิบๆ เลย ก่อนหน้านี้ส้มไม่ได้มองอะไรนอกจากความสวยงาม หรือความน่าทึ่งของสีที่มาจากดอกไม้ ใบไม้ พอเราได้มาทำจริงๆ มีคนที่รู้จักที่อยู่เชียงใหม่อยู่แล้วมาพูดว่าจริงๆ ตัวเขาเองซึ่งเขาเป็นคนเชียงใหม่ เขายังไม่เคยคิดว่าทรัพยากรในบ้านเขามันให้คุณค่าหรือให้ประโยชน์ได้ขนาดนี้เลย” ส้มตอบคำถามของฉัน ซึ่งตั้มเสริมขึ้นมาว่า “การทำ Rissara ทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่อยู่รอบตัว เพราะถ้าเราปล่อยใบทิ้งไว้กับต้น ใบไม้ก็จะแห้งแล้วร่วงหล่น”

Rissara

“สมัยที่ยังทำงานประจำ เราจะรู้สึกขี้เกียจอยู่นิดหนึ่ง แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะทำอะไรเราจะคิดถึงเรื่องร้าน เป็นเรื่องแบรนด์ของเราอยู่ตลอดเวลา พรุ่งนี้เราจะทำอะไร ปีหน้าเราจะทำอะไร ตอนนี้ตลาดของเราโอเคมั้ย แล้วเราจะพัฒนายังไงต่อไปได้บ้าง เราหายใจเข้าหายใจออกมันเป็นเรื่องนี้ พี่ตั้มเองก็อยากจะมาทำงานอยู่ทุกวัน โดยเขาจะดูแลเรื่องหน้าบ้าน ติดต่อกับลูกค้าเป็นหลัก” ส้มตอบเมื่อฉันถามว่าแบรนด์ Rissara สำคัญหรือมีความหมายกับทั้งคู่อย่างไร

“Rissara จริงๆ มันเป็นชื่อส้ม เราทำกันสองคน มันก็คือชีวิตของเราทั้งคู่นั่นแหละ ถ้าจะพูดมันก็เหมือนลูกที่เราต้องเลี้ยง เลี้ยงให้โตไปด้วยกัน เลี้ยงให้ดี เลี้ยงให้เป็นคนดี มีประสิทธิภาพ” ตั้มตอบปิดท้าย

ก้าวต่อไปของ Rissara ในขวบปีที่ 2 คือการขยายไลน์สินค้าออกไปให้มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งพร้อมเปิดตัวในปีหน้า พร้อมกับทดลองผลิตลวดลายใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

บทพิสูจน์ของส้มและตั้มในวันนี้ถือว่าแจ่มชัดในด้านของการเป็นผู้ริเริ่มแนวทางการย้อมผ้ารูปแบบใหม่ ที่ไม่เพียงแต่ได้รับความนิยมและเป็นที่ถูกพูดถึงในความแปลกใหม่เท่านั้น หากแต่ยังเป็นการใช้สอยวัตถุดิบจากธรรมชาติอย่างชาญฉลาด ทั้งการนำพืชบางชนิดที่หลายคนอาจไม่เห็นค่ามาแปรรูปเป็นดาวเด่นของผลิตภัณฑ์และการเรียนรู้ รวมถึงทดลองใหม่ในทุกวัน

ที่ไม่มีใครอาจรู้ได้เลยว่า ผลการทดลองที่ธรรมชาติเป็นผู้ออกแบบนั้นจะสวยงามเพียงใด

Rissara

ภาพ: สโรชา อินอิ่ม

The Rule

 

  1. ทำงานออกมาให้ดีและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
  2. รักงานที่ทำและเต็มที่กับมัน แล้วงานจะออกมาดี
  3. กฎของการทำงานคือ ไม่มีกฎ

 

 

 

Rissara – Design by Nature

087-5167768
[email protected]
facebook : Rissara

Writer & Photographer

Avatar

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

2 กุมภาพันธ์ 2566
612

การประกาศยุติบทบาทการเป็นบริษัทพัฒนาและดูแลศิลปินของ บริษัท นาดาว บางกอก จำกัด เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 หลังจากดำเนินธุรกิจอย่างโดดเด่น สร้างผลงานและศิลปินผู้เป็นที่รักมาประดับวงการบันเทิงไทยมากมายตลอด 12 ปี ทิ้งคำถามให้หลายคนสงสัยว่า ทีมงานนาดาวบางกอกจะไปทำอะไรกันต่อ

วันนี้ ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ ในบทบาท Chief Executive Officer จับมือกับผู้บริหารอีก 3 คน ทั้ง แท๊ด-รดีนภิส โกสิยะจินดา Chief Commercial Officer, ปรุง-ทัชระ ล่องประเสริฐ Artist Strategy Director (SONRAY MUSIC Co., Ltd.) และ ปิง-เกรียงไกร วชิรธรรมพร Managing Director (5×6 House Co., Ltd.) มาแถลงข่าวเปิดตัวบริษัทใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วย 3 บริษัทย่อย ภายใต้บริษัทแม่ที่ชื่อว่า ‘TADA Entertainment (ทาดา เอ็นเทอร์เทนเมนท์)

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน

ชื่อ ‘ทาดา’ พ้องเสียงกับ ‘ธาดา’ ที่แปลว่าผู้สร้าง 

และเป็นเสียงประกอบเวลาที่ใครมีอะไรภูมิใจนำเสนอ

เราเคยคุยกับย้งเมื่อครั้งยังเป็นนาดาวบางกอก แล้วประทับใจกับความเป็นบริษัทที่พัฒนาศิลปินให้เป็น ‘คนมีคุณภาพ’ แบบที่คิดว่าให้วันหนึ่งศิลปินอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีนาดาวบางกอก และวันนั้นเขาก็ตั้งใจอยากหาคนมารับช่วงต่อในการบริหาร แต่ติดว่าต้องหาคนที่เชื่อและคิดเหมือนกัน เพื่อที่จะได้มั่นใจว่าผู้บริหารคนใหม่จะดูแลศิลปินเหล่านี้ได้อย่างที่เขาตั้งใจ

ในบทบาทการเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรรอบที่ 2 ของย้ง เขาจึงอยากสร้างทั้งผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่และศิลปินไอดอลคุณภาพสูง มาประดับวงการบันเทิงไทยแบบที่เขาภูมิใจนำเสนอ

แต่ก่อนจะคุยเรื่องการเปิดประตูบานนี้ เราเชื่อว่าทุกคนคงอยากรู้สาเหตุที่แท้จริงของการปิดประตูบ้านนาดาวบางกอกจากปากของย้ง ซึ่งเขายังไม่เคยพูดเรื่องนี้กับสื่อไหน เขายินดีจะพูดวันนี้ เพราะเขาบอกว่าฝุ่นหายตลบและทุกอย่างตกตะกอนแล้ว จึงมั่นใจว่าจะตอบคำถามนี้ได้ตรงกับใจจริง ๆ

เขาเล่าว่าก่อนยุติบทบาทของนาดาวบางกอก ทีมผู้บริหารใช้เวลาพิจารณา วางแผน และเตรียมตัวมาร่วม 3 ปี และยืนยันว่าไม่ได้มีใครในบริษัทหมดแพสชัน

“การปิดนาดาวฯ คือการไปต่อ ไม่ใช่การสิ้นสุด เพราะนาดาวฯ คือหมู่มวลคนซึ่งรักจะทำสิ่งที่สนใจเหมือนกันในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่พอถึงเวลาที่ต่างคนต่างมีเป้าหมายใหม่ น้อง ๆ นักแสดงเติบโตในวงการบันเทิงได้ดี หลายคนเรียนจบแล้ว บางคนก็แข็งแรงจนเปิดบริษัทเองได้ บางคนมีแนวคิดในการบริหารศิลปินหรือนักแสดงในแบบของตัวเอง เราก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการเป็นนาดาวบางกอกต่อไป เราแยกกันไปสนุกกับทางที่ตัวเองสนใจดีกว่า ซึ่งก็หมายถึงการต้องยุติธุรกิจเดิม เพื่อเริ่มต้นธุรกิจใหม่”

การเลือกปิดประตูบานเก่าอันโด่งดังและมั่นคงเพื่อเปิดประตูบานใหม่นี้ ย้งบอกว่าไม่มีอะไรที่เขาเสียดายเลย 

“มีแต่กลัวจะเสียดายเวลาและโอกาสของทุกคน ถ้าเราไม่ได้ให้อิสระพวกเขาไปเติบโตงอกงามในผืนดินของตัวเอง” ย้งบอก

สำหรับย้งและพนักงานบางส่วน เป้าหมายใหม่ของพวกเขาคือการสร้างศิลปินไอดอลชาวไทยประดับวงการบันเทิงไทยที่พวกเขารัก เพื่อเป็นความสุขและแรงบันดาลใจให้กับผู้คน 

“มันน่าสนุกดี” ย้งบอกเหตุผลที่คิดจะทำงานนี้

“ตอนเปิดออดิชัน เราได้เจอน้อง ๆ หลายคนที่มีความฝันอยากเป็นศิลปิน แต่เขาไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์หรือเก่งมาแล้ว พวกเขาเป็นเด็กที่ยังอยู่ในจุดเริ่มต้น มีความฝันและมีความพยายาม ผมว่ามันน่าสนุกที่เราจะได้เริ่มต้นกับคนที่มีความฝัน แล้วเราก็ฝึกหัดไปด้วยกัน เพื่อไปสู่ปลายทางซึ่งเขาเป็นศิลปินที่มีมาตรฐานที่ดีได้”

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน

ยุคนี้เป็นยุคของคนที่พยายามและตั้งใจ

SONRAY MUSIC (ซันเรย์ มิวสิค) ลูกชายที่สดใสเหมือนแสงแดด และ ILY LAB (ไอลี่ แล็บ) กลุ่มเด็กสาวที่เรียบง่ายและงดงาม เป็นบริษัทลูกของ TADA Entertainment สำหรับสร้างและพัฒนากลุ่มศิลปินไอดอล 

SONRAY MUSIC ผลิตศิลปินไอดอลชาย และ ILY LAB ผลิตศิลปินไอดอลหญิง ย้งเล่าว่าจากประสบการณ์ การดูแลศิลปินชายและหญิงมีรายละเอียดแตกต่างกัน จึงอยากแยกการบริหารออกเป็น 2 บริษัท แต่ศิลปินจาก 2 ค่ายก็จะได้ทำงานร่วมกันในบางโอกาส

สำหรับใครที่ไม่ใช่แฟนไอดอล เราขอชวนมาแวะฟังนิยามคำว่าศิลปินไอดอลจากย้งกันสักนิด

“ศิลปินไอดอลเป็นศิลปินที่มีการฝึกหัดและพัฒนาให้มาเป็นศิลปิน บอยแบนด์หรือเกิร์ลกรุ๊ปสมัยก่อนอาจอาศัยหน้าตาดี ความสามารถกลาง ๆ ได้ แต่ยุคนี้ผู้บริโภคต้องการศิลปินที่นอกจากภาพลักษณ์และบุคลิกดีแล้ว เขายังต้องมีความสามารถสูง ทั้งด้านการร้องเพลง การแสดง และการเต้นด้วย”

ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ย้งผู้ติดตามและชื่นชอบศิลปินไอดอลต่างชาติ มองไอดอลเหล่านั้นด้วยสายตานักปั้นดาวแล้วฟันธงว่า มีเด็กไทยจำนวนไม่น้อยที่มีเสน่ห์ความเป็นไอดอลอยู่ในตัว 

“วัยรุ่นไทยมีจุดเด่นอย่างความสนุกสดใส ไม่ซีเรียสกับชีวิตมากเกินไป แต่ถ้าเขาจะเอาจริงกับอะไร เขาก็ตั้งใจและจริงจังกับมันได้ ความทะเล้น ความกวนที่มากับความมุ่งมั่นนี่แหละเป็นบุคลิกที่ผมอยากทำงานด้วย อยากเห็นพวกเขาค่อย ๆ เก่ง ค่อย ๆ เติบโต จนเป็นศิลปินที่ชนะใจแฟนเพลงหรือคนดูได้” 

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน
TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน

ความฝันของหนุ่มสาวกับหน้าที่การสร้างความสุขและแรงบันดาลใจ

ศิลปินไอดอลกลุ่มแรกที่ TADA Entertainment จะเปิดตัว เป็นกลุ่มศิลปินหญิงนามว่า ‘MXFRUIT (มิกซ์ฟรุต)’ ภายใต้สังกัด ILY LAB (ซึ่งย่อมาจาก I Love You)

ย้งไม่คิดแบบ Fail Fast, Fail Cheap และเราก็เห็นด้วยว่า ความฝันของเด็กสาวไม่ควรถูกเอามาใช้เป็นการทดลองทางธุรกิจ ศิลปินไอดอลหญิงกลุ่มนี้จึงเป็นเด็กที่เทรนมาแล้วเกือบ 2 ปี และพวกเธอกำลังจะได้เดบิวต์ในเดือนมีนาคมนี้

ย้งเล่าว่าเขาชวนสมาชิกทั้ง 5 ที่ตอนแรกต่างคนต่างมามารวมเป็น Girl Group และทำวงด้วยกัน เพื่อใช้พื้นที่นี้ค้นหาแนวทางของตัวเองในวัยที่เพิ่งเริ่มต้น และผนึกกันเป็นทีมที่แข็งแรงมากพอจะพากันไปสู่ความสำเร็จ 

“จริง ๆ ทุกคนมีความเป็นตัวของตัวเองและมีความสามารถในการเป็นศิลปินเดี่ยว แต่โชคดีที่เด็ก 5 คนนี้มีความแตกต่างที่อยู่ด้วยกันแล้วลงตัว และยอมที่จะเปิดตัวร่วมกัน วันหนึ่งถ้าพวกเขามีประสบการณ์และความสามารถมากพอ มีอะไรที่อยากเล่าจากตัวเอง หรือมีแนวทางของตัวเองแล้ว อาจจะได้ทำเพลงแบบโซโล่ก็ได้” ย้งวางแผนแบบเล่นเกมยาวเอาไว้

ศิลปินไอดอลอีกกลุ่มที่พวกเขาปลุกปั้นอยู่เป็นกลุ่มศิลปินไอดอลชาย ชื่อ 789 TRAINEE ภายใต้สังกัด SONRAY MUSIC

ด้วยจุดแข็งการเป็นคนทำคอนเทนต์ของย้ง และประสบการณ์ในบริษัท SM Entertainment ของปรุง กลุ่มศิลปินฝึกหัดชายที่ปิดตัวบนโลกออนไลน์มาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 จึงเป็นสีสันใหม่ในวงการที่น่าจับตามอง ศิลปินหนุ่มฝึกหัด 24 คนกำลังจะมีโปรเจกต์รายการ 789 SURVIVAL เป็นเรียลิตี้โชว์ ออกอากาศทางช่อง ONE31 พวกเขาจะได้ทำบททดสอบต่าง ๆ เพื่อแสดงความมุ่งมั่น ความตั้งใจพัฒนาตัวเองและทีม เพื่อเดบิวต์เป็นวงบอยกรุ๊ปวงต่อไป ซึ่งจำนวนคนในวงนั้นยังไม่แน่นอน อาจจะเป็น 7 8 หรือ 9 คนก็ได้ ย้งบอกไว้อย่างนั้น

สิ่งที่ย้งหมายมั่นปั้นมือในตัวศิลปินไอดอลก็คือ อยากให้พวกเขาสร้างความสุขให้แฟน ๆ และอยากให้เก่งพอที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้แฟน ๆ ได้

“ผมหมายมั่นปั้นมือที่ 2 อย่างนี้ เพราะเชื่อว่ายุคนี้มีคนไม่น้อยที่มีศิลปินเป็นกำลังและแรงบันดาลใจ ไม่รู้จะเรียกว่ายกระดับวงการบันเทิงไทยไหม แต่น่าจะทำให้คนไทยมีความสุข และในมุมคนทำงาน ผมคิดว่าผลลัพธ์จากความพยายามที่สังคมจะได้เห็น อาจไปสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ให้ทำงานดี ๆ เหมือนที่เราเคยได้แรงบันดาลใจจากคนรุ่นพี่ที่ทำงานดี ๆ ออกมาก่อนหน้านี้ก็ได้ ผมอยากทำศิลปินให้วงการบันเทิงไทย ให้คนไทยดู แล้วถ้าวันหนึ่งจะไประดับสากล เราก็จะไปแบบเป็นศิลปิน T-POP ของไทย”

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน
จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่

โครงสร้างบริษัทย่อยที่เป็นอิสระ และมีบริษัทแม่ดูแลแบบไม่กำกับ

นอกจาก SONRAY MUSIC และ ILY LAB ซึ่งเป็นธุรกิจที่ย้งโฟกัสอยู่แล้ว TADA Entertainment ยังมีบริษัทโปรดักชันชื่อ 5×6 House ทำงานด้านคอนเทนต์อย่างที่พวกเขาถนัด ดูแลโดย ปิง เกรียงไกร 

3 บริษัทย่อยนี้บริหารในแบบของตัวเอง โดยมีบริษัทแม่เป็นหน่วยกลางดูแลเรื่องส่วนรวมต่าง ๆ เช่น การตลาด กฎหมาย บัญชี เป็นต้น 

ย้งบอกว่า “นี่อาจจะเป็นช่วงท้าย ๆ ในชีวิตการทำงานของผมแล้ว การมีบริษัทยิบย่อยคือการให้คนอื่นได้ขึ้นมาลองบริหารบริษัทนั้นในมุมมองของเขาเอง เขากำหนดทิศทางที่อยากเป็นได้เอง นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เรามีอิสระมากขึ้นหลังจากมาเปิดบริษัทใหม่”

5×6 House เป็นบริษัทโปรดักชันเฮาส์ที่ย้งบอกว่าให้อิสระปิงออกแบบได้เต็มที่ ไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นงานที่เข้ากับศิลปินไอดอล หรือเป็นงานที่เน้นสร้างนักแสดงจากศิลปินในค่าย ซึ่งทำให้ปิงสร้างสรรค์และบริหารบริษัทของตัวเองได้เต็มที่ยิ่งขึ้น

ย้งบอกอีกว่าในอนาคตเราอาจได้เห็นบริษัทภายใต้ TADA Entertainment เพิ่มขึ้นได้อีกด้วย หากมีคนสนใจอยากมาร่วมทำอะไรสนุก ๆ ด้วยกัน “ถ้าใครทำดี ความสำเร็จก็จะเป็นของเขา โดยมีพวกผมเป็นเบื้องหลัง ซัพพอร์ตและให้ความช่วยเหลือ แนะนำในพาร์ตหลังบ้าน” 

จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่
จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่

สุดท้าย ผู้บริหารที่โดดเด่นคนหนึ่งในยุคสมัยของเรายังยืนยันว่า เขาอยากเป็นคนทำงานมากกว่าเป็นผู้บริหารมืออาชีพ เขายังรอวันที่จะได้สร้างศิลปินไอดอลและผู้บริหารรุ่นใหม่ให้แข็งแรงพอที่เขาจะปล่อยมือจากงานบริหารและหันไปจับกล้อง จับงานกำกับที่รักได้อีกครั้ง

“ผมโชคดีที่ได้ใช้ชีวิตในงานที่ผมรัก สิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาคือ การให้อิสระกับทุกคนในการบริหารงานและชีวิตของตัวเอง

“การปิดนาดาวบางกอกทำให้เรียนรู้ว่า อย่าไปยึดติดกับทั้งความทุกข์และความสุข เพราะในช่วง 2 – 3 ปีที่ต้องตัดสินใจและเตรียมการปิดนาดาวฯ เป็นช่วงเวลาที่กังวลมาก เป็นห่วงอะไรเต็มไปหมด แต่พอตัดสินใจได้แล้ว ใกล้เวลาที่จะปิดแล้วจริง ๆ กลับรู้สึกว่ามันไม่ได้ยากขนาดนั้น การไม่มีนาดาวฯ ไม่ได้ทำโลกแตกสลาย ไม่ได้จะทำให้เด็กนักแสดงไปต่อไม่ได้ หรือแม้กระทั่งน้อง ๆ พนักงานเขาก็จะเดินต่อไปได้ด้วยตัวเองกันทั้งนั้น”

จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่

เขาเล่าด้วยว่าแม้แต่งานฉลองเพื่อร่ำลาอย่างการไป Outing นาดาวฯ ที่ย้งต้องพลาดเพราะติดโควิด สุดท้ายก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าฟูมฟายอย่างที่เขารู้สึกในตอนแรก เพราะมิตรภาพที่ชาวนาดาวฯ ยังมีให้กันและกันก็เห็นได้ชัดว่ามันยังอยู่ 

“เท่านั้นก็พอแล้วมั้ง” ย้งกล่าวปิดท้ายก่อนขอพุ่งตัวไปดูน้องซ้อมและมีประชุมต่อ

Lessons Learned

  • อย่ายึดติดกับความสำเร็จหรือไม่สำเร็จที่เคยเป็นมาก่อน เมื่อถึงคราวต้องเปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยน ยิ่งถ้าเราเคยล้มมาก่อนแล้วลุกขึ้นมาได้ ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว
  • สร้างงานแล้ว อย่าลืมสร้างคนทำงานด้วย เพราะการจะทำให้ธุรกิจที่เราฝันอยู่เป็นไปได้อย่างยั่งยืน วันหนึ่งจำเป็นต้องมีคนรับช่วงต่อ
  • เลือกทำสิ่งที่อยากทำให้ดีจนกลายเป็นธุรกิจได้ เป็นหนทางแห่งความสุขที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมไปกับงาน

Writer

Avatar

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load