26 พฤศจิกายน 2561
15 K

พูดก็พูด เชียงใหม่นี่เป็นเสมือนเมืองหลวงแห่งการย้อมผ้า

ผ้ามัดย้อม ผ้าคราม ผ้าม่อฮ่อม หรือวิธีการย้อมผ้าในหลากหลายรูปแบบสุดแล้วแต่จะสรรหามาได้ เป็นเหมือนสิ่งที่คนเชียงใหม่พิถีพิถัน และให้ความสำคัญไม่ต่างจากร้านชานมไข่มุกและเครื่องดื่มเย็นที่เปิดกันอย่างดาษดื่นในช่วงปีถึงสองปีที่ผ่านมา แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่ทำให้ผ้าย้อมเริ่มจางความนิยมลงไปคือ สินค้าเหล่านั้นยังไม่มีความพิเศษหรือโดดเด่นที่จะดึงดูดใจลูกค้าได้

แล้ววันหนึ่งฉันก็พบกับแบรนด์ผ้าย้อมที่แตกต่างออกไป เพราะย้อมด้วยเทคนิค Eco-printing หรือการย้อมผ้าโดยใช้สีธรรมชาติจากพรรณไม้นานาชนิด 

จากการลองผิด ลองถูก ทดลอง ปรับปรุง และพัฒนาวิธีการผลิต ร่วม 1 ปี บัดนี้ ‘Rissara’ คือแบรนด์เสื้อผ้าที่ใช้เทคนิคย้อมสีธรรมชาติด้วยการนึ่ง อีกทั้งยังได้รับความนิยมจนทั้งหน้าร้านออนไลน์ การออกบูทในงานกิจกรรมต่างๆ รวมถึงมีออเดอร์สั่งผลิตอีกจำนวนมาก

ก่อนหน้านี้ Rissara มีหน้าร้านที่โครงการลานเสี่ยว ซอยวัดอุโมงค์ แต่เนื่องจากการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้ง ส้ม-นริศรา ธีระพันธ์ศิลปิน และ ตั้ม-พลกฤษณ์ อุทัยกรณ์ ผู้ก่อตั้งทั้งสอง จึงตัดสินใจขยับขยายหน้าร้านไปยังโครงการบ้านข้างวัดเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

ก่อนที่ทั้งสองจะเริ่มต้นการขนย้ายไปยังหน้าร้านใหม่ ฉันรบกวนเวลาส้มและตั้มชั่วครู่หลังจากการนึ่งผ้าชุดใหม่เสร็จสิ้น เพื่อทบทวนเรื่องราวของการเรียนรู้ศาสตร์ Eco-printing และประสบการณ์ตั้งแต่วันแรก จนถึงวันนี้

ที่ทั้งสองบอกฉันว่า การทำแบรนด์ Rissara ในวันนี้ยังมีเรื่องให้เรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ

Rissara Rissara

โลกใบใหม่แห่งการย้อมผ้า

ช่วง 2 – 3 ปีก่อนหน้านี้ ส้มทำงานอยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมญี่ปุ่น โดยดูแลจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยและญี่ปุ่นในหลายๆ ด้าน รวมไปถึงงานผ้า ส่วนตั้มเป็นกราฟฟิคดีไซน์เนอร์อิสระ

จุดเริ่มต้นของ Rissara มาจากความฝันของส้มที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ เมื่อผนวกกับความชอบส่วนตัวเรื่องงานผ้า เป็นแรงผลักดันให้ส้มเริ่มต้นศึกษาและทดลองศาสตร์การย้อมผ้าด้วยสีจากพืชธรรมชาติ หรือ Eco-printing ทั้งกว้านซื้อหนังสือเกี่ยวกับ Eco-printing และหาข้อมูลอย่างจริงจังและเข้มข้นจากอินเทอร์เน็ต

“ส้มเห็นภาพผ้าที่เกิดการย้อมแบบนี้จากอินเทอร์เน็ต โดยยังไม่รู้ว่าการย้อมลักษณะนี้เรียกว่าอะไร แต่ด้วยความสนใจมากๆ เราพยายามศึกษาลงไปลึกๆ จนรู้ว่าคำเรียกจริงๆ ของวิธีการนี้หลากหลายมาก บางคนจะเรียกว่า Leaf Print, Botanical Print หรือ Botanical Dying แต่เรารู้แน่ๆ ว่าสีที่ใช้คือสีธรรมชาติ และยิ่งข้อมูลในอินเทอร์เน็ตไม่เหมือนกันเลยสักแหล่ง วิธีการทำก็ไม่ได้มีสูตรหรือลำดับขั้นตอนก่อนหลังเป๊ะๆ สำคัญคือการทดลอง ซึ่งไม่ว่าใครทดลองแบบไหน หรือได้ผลลัพธ์อย่างไร เขาก็จะแบ่งปันวิธีกัน” ส้มเล่าถึงจุดเริ่มต้นความสนใจเรื่อง Eco-printing ก่อนจะตัดสินใจลงทุน ลงมือ และลงแรงในการทดลองโดยไม่รีรอ

ส้มบอกว่าสิ่งที่น่าสนใจใน Eco-printing คือเทคนิคที่จะพัฒนาและต่อยอดไปได้อีกเยอะ ซึ่งเธอพบว่ายังไม่ค่อยมีใครกล้าทำ Eco-printing อย่างจริงจัง เพราะยังไม่เป็นที่รู้จักของตลาด จึงเป็นเรื่องท้าทายที่เธออยากลองทำให้สำเร็จ

Rissara

ระหว่างที่ส้มและตั้มมาเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ช่วงสั้นๆ พวกเขาพบว่าสินค้าจากผ้าย้อมด้วยวิธีการต่างๆ นั้นไม่แตกต่างหรือโดดเด่นแปลกใหม่ในตลาด จุดประกายให้ทั้งคู่เริ่มต้นแบรนด์ผ้าย้อมด้วยเทคนิคพิเศษนี้ที่เชียงใหม่ ทั้งๆ ที่ทั้งคู่ไม่ใช่คนพื้นที่

“ช่วงที่มาเที่ยวเชียงใหม่ 5 วัน พวกเราก็ตัดสินใจว่าจะเช่าบ้านเพื่อทำ Eco-printing กันที่นี่เลย เพราะทั้งสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการทำงาน และเป็นพื้นที่ที่พร้อมไปวัตถุดิบธรรมชาติ” ตั้มเล่า

ลองผิดลองถูก

หลังจากเลือกลงหลักปักฐานแบรนด์ที่เชียงใหม่ ทั้งส้มและตั้มเริ่มตั้งต้นด้วยการหาวัตถุดิบ อุปกรณ์ และเริ่มทดลองทำ ซึ่งทั้งคู่ต่างบอกกันและกันว่าจะไม่ทำงานอยู่บนพื้นฐานความกดดันหรือความเครียดใดๆ เพราะนี่คือการทดลองใหม่ในทุกครั้ง ตั้งแต่เริ่มหยิบดอกไม้นานาชนิดจัดวางลงผ้า ต่อด้วยการนำผ้าไปนึ่งในอุณหภูมิและเวลาที่เหมาะสม จนได้ผลงานที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะออกมาในรูปแบบใด

Rissara

สิ่งที่ทำให้คนทั้งคู่หลงใหลในการย้อมผ้า Eco-printing นี้คือ ความสนุก

โดยตั้มเล่าว่า เขาสนุกที่ได้เห็นว่าใบไม้บางประเภทที่เราเห็นว่าเป็นสีเขียว ย้อมผ้าออกมาแล้วไม่เป็นสีเขียว และสนุกที่วิธีการนี้ทำให้เขาลุ้นเดาทุกครั้งว่าผลลัพธ์จะออกมาแบบไหน

“การย้อมผ้า Eco-printing ทำให้เราต้องลองใช้ดอกไม้ ใบไม้หลายๆ ประเภท จนกระทั่งทุกวันนี้เราก็ยังคงทดลองอยู่ แม้ว่าที่ผ่านมาเราจะอ่านหนังสือหรือหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เยอะมาก แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่เท่าการทดลองทำจริงๆ เพียงครั้งเดียว” ส้มเล่าเสริมจากตั้ม

Rissara Rissara

ส้มบอกว่า ข้อมูลที่เธอค้นหาจากแหล่งข้อมูลของต่างประเทศมีสูตรในการผลิตและวิธีการทำที่ไม่เหมือนกัน ด้วยความแตกต่างทางภูมิศาสตร์จึงทำให้ขั้นตอน ลักษณะ หรือประสบการณ์ทดลองของแหล่งข้อมูลมีเทคนิคที่แตกต่างออกไป ซึ่งวิธีการที่ส้มใช้คือนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาปรับให้เข้ากับสภาพภูมิศาสตร์ของไทย

“เราเคยทำตามสูตรที่เหมือนเราหาข้อมูลมาทุกอย่างเลย แต่พอทำแล้วมันไม่ได้ผลเหมือนเขาเลย (หัวเราะ) มันก็เลยลองผสมมั่วๆ เอา เราค่อยๆ หาจังหวะที่มันจะเกิดผล เราจะมีเซนส์นิดหนึ่งว่าแบบนี้แหละ อันนี้ที่มันใช่”

ผลิตภัณฑ์ทำมือ

ขั้นตอนในการผลิตผลงานของ Rissara หนึ่งชิ้นจะใช้เวลาราว 2 – 3 วัน โดยเริ่มต้นจากการทำความสะอาดผ้าให้สะอาดหมดจดพร้อมกับการเตรียมผ้า (mordant) เพื่อให้สีธรรมชาติปรากฏบนผ้าอย่างคงทนมากขึ้น ก่อนจะเข้าสู่การออกแบบลายผ้าโดยการวางใบไม้หรือดอกไม้เพื่อพิมพ์ลาย ส่วนใหญ่เป็นพืชและสมุนไพรที่นำมาย้อมสีธรรมชาติได้ เช่น ยูคาลิปตัส เพกา สะเดา เปลือกหัวหอม ใบละหุ่ง เป็นต้น

ขั้นตอนต่อไปคือการม้วนผ้า เพื่อให้ผ้ากับใบไม้แนบติดกัน จึงจะนำไปต้มหรือนึ่งตามกรรมวิธี โดยใช้เวลา 2 – 3 ชั่วโมง เวลาอาจคาดเคลื่อนได้ตามพรรณไม้ที่ใช้ ต่อมาคือการทิ้งผ้าให้เซ็ตตัวไว้ข้ามคืน ก่อนจะนำผ้ามาคลี่และซักออกในวันต่อมา จึงเป็นอันเสร็จพิธี

สีย้อมธรรมชาติผลิตภัณฑ์ของ Rissara อาจจางลงได้จากการใช้งานในชีวิตประจำวัน ส้มจึงแนะนำวิธีการดูแลรักษาว่า ควรซักด้วยมือและตากแห้งในที่ร่ม ซึ่งเป็นวิธีถนอมสีย้อมธรรมชาติให้อยู่บนผลิตภัณฑ์ได้นานที่สุด

อุปสรรคในการสร้างหรือผลิตผลงานของ Rissara มีอยู่ 2 ข้อสำคัญ

ข้อแรกคือ การควบคุมวัตถุดิบที่ควบคุมได้ยาก เนื่องจากวัสดุธรรมชาติทั้งหลายมีผลต่อสีที่ย้อมออกมา ทั้งความสด ความแก่ของพืชที่ใช้ ดินที่ปลูก เนื้อผ้า สภาพอากาศ หรือผ้าที่ใช้ในการย้อม ล้วนส่งผลต่อผลิตภัณฑ์ที่ออกมาทั้งหมด มีหลายครั้งที่ส้มพยายามแก้ปัญหาโดยการจดสูตรอย่างชัดเจน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงกันทุกครั้ง

ส้มบอกฉันอีกว่า ใบไม้แต่ละประเภทต้องการระยะเวลาคายสี จึงทำให้อุณหภูมิที่ใช้ในการนึ่งไม่เหมือนกัน หากใช้เวลามากเกินไปจะส่งผลให้เม็ดสีในใบไม้เปลี่ยนเป็นโทนที่ไม่ตรงกับความต้องการ หรือเกิดขอบน้ำมันจากใบ้ไม้ทิ้งลายเลอะบนผ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยาก ส้มจึงตัดสินใจไม่จดสูตรเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะเสน่ห์ของ Eco-printing คือเอกลักษณ์เฉพาะตัวของลายผ้าที่ได้และลวดลายที่ไม่อาจคาดเดา

Rissara

ข้อสอง การย้อมผ้าแบบ Eco-printing ทำให้ได้ผ้าที่มีชิ้นเดียวในโลก ตามธรรมชาติเลือกสรร จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะนำเสนอสินค้าตอบความต้องการของตลาดจำนวนมาก

“การขายมีความเสี่ยงเพราะว่าเป็นงานแฮนด์เมด แฮนด์คราฟต์ มีชิ้นเดียว อันเดียว บางคนอยากได้ลายนี้แต่ไซส์นี้ ก็จะมีปัญหาแล้วว่าเราทำงานมาแต่ละชิ้นมันคือไม่เหมือนกันเลย ลูกค้าไม่สามารถเลือกได้ว่าอยากได้อันนี้หรืออยากได้อันไหน” ส้มยิ้ม

Rissara

หากแต่อุปสรรคทั้งหมดกลับไม่ใช่สิ่งสำคัญเลย เมื่อส้มและตั้มเริ่มนำงานออกขายจริงในตลาดนัดตามพื้นที่ต่างๆ รอบเมืองเชียงใหม่ เช่นการนำสินค้าออกสู่สาธารณะครั้งแรก ในตลาดเช้าที่โครงการบ้างข้างวัด โดยมีสินค้าเพียง 10 ชิ้นเท่านั้น แต่ก็มีลูกค้าสนใจเข้ามาพูดคุยและถามถึงวิธีการผลิตผ้าอยู่บ้าง และเมื่อได้รับเสียงตอบรับที่ดี จึงเริ่มนำสินค้าปรากฏตัวตามงานอีเวนต์ต่างๆ มากขึ้น จนในที่สุดเริ่มมีรายการสั่งซื้อจากทั้งฮ่องกงและไต้หวันในเวลาต่อมา

สำหรับทั้งสองแล้ว ต่อให้ไม่มีใครซื้อสินค้าของเขา การได้มีโอกาสการทดลองทำและบอกเล่าถึงวิธีการแก่คนที่สนใจเหมือนๆ กัน ก็นับได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว

Rissara Rissara

นี่คือสิ่งสำคัญ

“ใครคือกลุ่มเป้าหมายของ Rissara” ฉันถาม

“คนที่เข้าใจและหลงรักในงานธรรมชาติ งานคราฟต์ สินค้า Eco ทั้งหลาย โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนไทยหรือต่างประเทศ” ส้มตอบ

เนื่องจาก Rissara คือหน้าใหม่ในวงการงานคราฟต์ของไทย นอกจากคำแนะนำจากลูกค้าที่ส้มและตั้มนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์จากการทำงานในมหานคร ทั้งการติดต่อสื่อสารหรือเจรจาข้อมูลธุรกิจ การทำบัญชี แม้กระทั่งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็ถูกนำมาปรับใช้กับการทำแบรนด์ Rissara

ฉันถามทั้งสองต่อว่า อะไรคือบทเรียนที่ได้จากการทำแบรนด์นี้ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา

“ถ้าเอาดิบๆ เลย ก่อนหน้านี้ส้มไม่ได้มองอะไรนอกจากความสวยงาม หรือความน่าทึ่งของสีที่มาจากดอกไม้ ใบไม้ พอเราได้มาทำจริงๆ มีคนที่รู้จักที่อยู่เชียงใหม่อยู่แล้วมาพูดว่าจริงๆ ตัวเขาเองซึ่งเขาเป็นคนเชียงใหม่ เขายังไม่เคยคิดว่าทรัพยากรในบ้านเขามันให้คุณค่าหรือให้ประโยชน์ได้ขนาดนี้เลย” ส้มตอบคำถามของฉัน ซึ่งตั้มเสริมขึ้นมาว่า “การทำ Rissara ทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่อยู่รอบตัว เพราะถ้าเราปล่อยใบทิ้งไว้กับต้น ใบไม้ก็จะแห้งแล้วร่วงหล่น”

Rissara

“สมัยที่ยังทำงานประจำ เราจะรู้สึกขี้เกียจอยู่นิดหนึ่ง แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะทำอะไรเราจะคิดถึงเรื่องร้าน เป็นเรื่องแบรนด์ของเราอยู่ตลอดเวลา พรุ่งนี้เราจะทำอะไร ปีหน้าเราจะทำอะไร ตอนนี้ตลาดของเราโอเคมั้ย แล้วเราจะพัฒนายังไงต่อไปได้บ้าง เราหายใจเข้าหายใจออกมันเป็นเรื่องนี้ พี่ตั้มเองก็อยากจะมาทำงานอยู่ทุกวัน โดยเขาจะดูแลเรื่องหน้าบ้าน ติดต่อกับลูกค้าเป็นหลัก” ส้มตอบเมื่อฉันถามว่าแบรนด์ Rissara สำคัญหรือมีความหมายกับทั้งคู่อย่างไร

“Rissara จริงๆ มันเป็นชื่อส้ม เราทำกันสองคน มันก็คือชีวิตของเราทั้งคู่นั่นแหละ ถ้าจะพูดมันก็เหมือนลูกที่เราต้องเลี้ยง เลี้ยงให้โตไปด้วยกัน เลี้ยงให้ดี เลี้ยงให้เป็นคนดี มีประสิทธิภาพ” ตั้มตอบปิดท้าย

ก้าวต่อไปของ Rissara ในขวบปีที่ 2 คือการขยายไลน์สินค้าออกไปให้มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งพร้อมเปิดตัวในปีหน้า พร้อมกับทดลองผลิตลวดลายใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

บทพิสูจน์ของส้มและตั้มในวันนี้ถือว่าแจ่มชัดในด้านของการเป็นผู้ริเริ่มแนวทางการย้อมผ้ารูปแบบใหม่ ที่ไม่เพียงแต่ได้รับความนิยมและเป็นที่ถูกพูดถึงในความแปลกใหม่เท่านั้น หากแต่ยังเป็นการใช้สอยวัตถุดิบจากธรรมชาติอย่างชาญฉลาด ทั้งการนำพืชบางชนิดที่หลายคนอาจไม่เห็นค่ามาแปรรูปเป็นดาวเด่นของผลิตภัณฑ์และการเรียนรู้ รวมถึงทดลองใหม่ในทุกวัน

ที่ไม่มีใครอาจรู้ได้เลยว่า ผลการทดลองที่ธรรมชาติเป็นผู้ออกแบบนั้นจะสวยงามเพียงใด

Rissara

ภาพ: สโรชา อินอิ่ม

The Rule

 

  1. ทำงานออกมาให้ดีและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
  2. รักงานที่ทำและเต็มที่กับมัน แล้วงานจะออกมาดี
  3. กฎของการทำงานคือ ไม่มีกฎ

 

 

 

Rissara – Design by Nature

087-5167768
[email protected]
facebook : Rissara

26 พฤศจิกายน 2561
15 K

พูดก็พูด เชียงใหม่นี่เป็นเสมือนเมืองหลวงแห่งการย้อมผ้า

ผ้ามัดย้อม ผ้าคราม ผ้าม่อฮ่อม หรือวิธีการย้อมผ้าในหลากหลายรูปแบบสุดแล้วแต่จะสรรหามาได้ เป็นเหมือนสิ่งที่คนเชียงใหม่พิถีพิถัน และให้ความสำคัญไม่ต่างจากร้านชานมไข่มุกและเครื่องดื่มเย็นที่เปิดกันอย่างดาษดื่นในช่วงปีถึงสองปีที่ผ่านมา แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่ทำให้ผ้าย้อมเริ่มจางความนิยมลงไปคือ สินค้าเหล่านั้นยังไม่มีความพิเศษหรือโดดเด่นที่จะดึงดูดใจลูกค้าได้

แล้ววันหนึ่งฉันก็พบกับแบรนด์ผ้าย้อมที่แตกต่างออกไป เพราะย้อมด้วยเทคนิค Eco-printing หรือการย้อมผ้าโดยใช้สีธรรมชาติจากพรรณไม้นานาชนิด 

จากการลองผิด ลองถูก ทดลอง ปรับปรุง และพัฒนาวิธีการผลิต ร่วม 1 ปี บัดนี้ ‘Rissara’ คือแบรนด์เสื้อผ้าที่ใช้เทคนิคย้อมสีธรรมชาติด้วยการนึ่ง อีกทั้งยังได้รับความนิยมจนทั้งหน้าร้านออนไลน์ การออกบูทในงานกิจกรรมต่างๆ รวมถึงมีออเดอร์สั่งผลิตอีกจำนวนมาก

ก่อนหน้านี้ Rissara มีหน้าร้านที่โครงการลานเสี่ยว ซอยวัดอุโมงค์ แต่เนื่องจากการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้ง ส้ม-นริศรา ธีระพันธ์ศิลปิน และ ตั้ม-พลกฤษณ์ อุทัยกรณ์ ผู้ก่อตั้งทั้งสอง จึงตัดสินใจขยับขยายหน้าร้านไปยังโครงการบ้านข้างวัดเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

ก่อนที่ทั้งสองจะเริ่มต้นการขนย้ายไปยังหน้าร้านใหม่ ฉันรบกวนเวลาส้มและตั้มชั่วครู่หลังจากการนึ่งผ้าชุดใหม่เสร็จสิ้น เพื่อทบทวนเรื่องราวของการเรียนรู้ศาสตร์ Eco-printing และประสบการณ์ตั้งแต่วันแรก จนถึงวันนี้

ที่ทั้งสองบอกฉันว่า การทำแบรนด์ Rissara ในวันนี้ยังมีเรื่องให้เรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ

Rissara Rissara

โลกใบใหม่แห่งการย้อมผ้า

ช่วง 2 – 3 ปีก่อนหน้านี้ ส้มทำงานอยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมญี่ปุ่น โดยดูแลจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยและญี่ปุ่นในหลายๆ ด้าน รวมไปถึงงานผ้า ส่วนตั้มเป็นกราฟฟิคดีไซน์เนอร์อิสระ

จุดเริ่มต้นของ Rissara มาจากความฝันของส้มที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ เมื่อผนวกกับความชอบส่วนตัวเรื่องงานผ้า เป็นแรงผลักดันให้ส้มเริ่มต้นศึกษาและทดลองศาสตร์การย้อมผ้าด้วยสีจากพืชธรรมชาติ หรือ Eco-printing ทั้งกว้านซื้อหนังสือเกี่ยวกับ Eco-printing และหาข้อมูลอย่างจริงจังและเข้มข้นจากอินเทอร์เน็ต

“ส้มเห็นภาพผ้าที่เกิดการย้อมแบบนี้จากอินเทอร์เน็ต โดยยังไม่รู้ว่าการย้อมลักษณะนี้เรียกว่าอะไร แต่ด้วยความสนใจมากๆ เราพยายามศึกษาลงไปลึกๆ จนรู้ว่าคำเรียกจริงๆ ของวิธีการนี้หลากหลายมาก บางคนจะเรียกว่า Leaf Print, Botanical Print หรือ Botanical Dying แต่เรารู้แน่ๆ ว่าสีที่ใช้คือสีธรรมชาติ และยิ่งข้อมูลในอินเทอร์เน็ตไม่เหมือนกันเลยสักแหล่ง วิธีการทำก็ไม่ได้มีสูตรหรือลำดับขั้นตอนก่อนหลังเป๊ะๆ สำคัญคือการทดลอง ซึ่งไม่ว่าใครทดลองแบบไหน หรือได้ผลลัพธ์อย่างไร เขาก็จะแบ่งปันวิธีกัน” ส้มเล่าถึงจุดเริ่มต้นความสนใจเรื่อง Eco-printing ก่อนจะตัดสินใจลงทุน ลงมือ และลงแรงในการทดลองโดยไม่รีรอ

ส้มบอกว่าสิ่งที่น่าสนใจใน Eco-printing คือเทคนิคที่จะพัฒนาและต่อยอดไปได้อีกเยอะ ซึ่งเธอพบว่ายังไม่ค่อยมีใครกล้าทำ Eco-printing อย่างจริงจัง เพราะยังไม่เป็นที่รู้จักของตลาด จึงเป็นเรื่องท้าทายที่เธออยากลองทำให้สำเร็จ

Rissara

ระหว่างที่ส้มและตั้มมาเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ช่วงสั้นๆ พวกเขาพบว่าสินค้าจากผ้าย้อมด้วยวิธีการต่างๆ นั้นไม่แตกต่างหรือโดดเด่นแปลกใหม่ในตลาด จุดประกายให้ทั้งคู่เริ่มต้นแบรนด์ผ้าย้อมด้วยเทคนิคพิเศษนี้ที่เชียงใหม่ ทั้งๆ ที่ทั้งคู่ไม่ใช่คนพื้นที่

“ช่วงที่มาเที่ยวเชียงใหม่ 5 วัน พวกเราก็ตัดสินใจว่าจะเช่าบ้านเพื่อทำ Eco-printing กันที่นี่เลย เพราะทั้งสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการทำงาน และเป็นพื้นที่ที่พร้อมไปวัตถุดิบธรรมชาติ” ตั้มเล่า

ลองผิดลองถูก

หลังจากเลือกลงหลักปักฐานแบรนด์ที่เชียงใหม่ ทั้งส้มและตั้มเริ่มตั้งต้นด้วยการหาวัตถุดิบ อุปกรณ์ และเริ่มทดลองทำ ซึ่งทั้งคู่ต่างบอกกันและกันว่าจะไม่ทำงานอยู่บนพื้นฐานความกดดันหรือความเครียดใดๆ เพราะนี่คือการทดลองใหม่ในทุกครั้ง ตั้งแต่เริ่มหยิบดอกไม้นานาชนิดจัดวางลงผ้า ต่อด้วยการนำผ้าไปนึ่งในอุณหภูมิและเวลาที่เหมาะสม จนได้ผลงานที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะออกมาในรูปแบบใด

Rissara

สิ่งที่ทำให้คนทั้งคู่หลงใหลในการย้อมผ้า Eco-printing นี้คือ ความสนุก

โดยตั้มเล่าว่า เขาสนุกที่ได้เห็นว่าใบไม้บางประเภทที่เราเห็นว่าเป็นสีเขียว ย้อมผ้าออกมาแล้วไม่เป็นสีเขียว และสนุกที่วิธีการนี้ทำให้เขาลุ้นเดาทุกครั้งว่าผลลัพธ์จะออกมาแบบไหน

“การย้อมผ้า Eco-printing ทำให้เราต้องลองใช้ดอกไม้ ใบไม้หลายๆ ประเภท จนกระทั่งทุกวันนี้เราก็ยังคงทดลองอยู่ แม้ว่าที่ผ่านมาเราจะอ่านหนังสือหรือหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เยอะมาก แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่เท่าการทดลองทำจริงๆ เพียงครั้งเดียว” ส้มเล่าเสริมจากตั้ม

Rissara Rissara

ส้มบอกว่า ข้อมูลที่เธอค้นหาจากแหล่งข้อมูลของต่างประเทศมีสูตรในการผลิตและวิธีการทำที่ไม่เหมือนกัน ด้วยความแตกต่างทางภูมิศาสตร์จึงทำให้ขั้นตอน ลักษณะ หรือประสบการณ์ทดลองของแหล่งข้อมูลมีเทคนิคที่แตกต่างออกไป ซึ่งวิธีการที่ส้มใช้คือนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาปรับให้เข้ากับสภาพภูมิศาสตร์ของไทย

“เราเคยทำตามสูตรที่เหมือนเราหาข้อมูลมาทุกอย่างเลย แต่พอทำแล้วมันไม่ได้ผลเหมือนเขาเลย (หัวเราะ) มันก็เลยลองผสมมั่วๆ เอา เราค่อยๆ หาจังหวะที่มันจะเกิดผล เราจะมีเซนส์นิดหนึ่งว่าแบบนี้แหละ อันนี้ที่มันใช่”

ผลิตภัณฑ์ทำมือ

ขั้นตอนในการผลิตผลงานของ Rissara หนึ่งชิ้นจะใช้เวลาราว 2 – 3 วัน โดยเริ่มต้นจากการทำความสะอาดผ้าให้สะอาดหมดจดพร้อมกับการเตรียมผ้า (mordant) เพื่อให้สีธรรมชาติปรากฏบนผ้าอย่างคงทนมากขึ้น ก่อนจะเข้าสู่การออกแบบลายผ้าโดยการวางใบไม้หรือดอกไม้เพื่อพิมพ์ลาย ส่วนใหญ่เป็นพืชและสมุนไพรที่นำมาย้อมสีธรรมชาติได้ เช่น ยูคาลิปตัส เพกา สะเดา เปลือกหัวหอม ใบละหุ่ง เป็นต้น

ขั้นตอนต่อไปคือการม้วนผ้า เพื่อให้ผ้ากับใบไม้แนบติดกัน จึงจะนำไปต้มหรือนึ่งตามกรรมวิธี โดยใช้เวลา 2 – 3 ชั่วโมง เวลาอาจคาดเคลื่อนได้ตามพรรณไม้ที่ใช้ ต่อมาคือการทิ้งผ้าให้เซ็ตตัวไว้ข้ามคืน ก่อนจะนำผ้ามาคลี่และซักออกในวันต่อมา จึงเป็นอันเสร็จพิธี

สีย้อมธรรมชาติผลิตภัณฑ์ของ Rissara อาจจางลงได้จากการใช้งานในชีวิตประจำวัน ส้มจึงแนะนำวิธีการดูแลรักษาว่า ควรซักด้วยมือและตากแห้งในที่ร่ม ซึ่งเป็นวิธีถนอมสีย้อมธรรมชาติให้อยู่บนผลิตภัณฑ์ได้นานที่สุด

อุปสรรคในการสร้างหรือผลิตผลงานของ Rissara มีอยู่ 2 ข้อสำคัญ

ข้อแรกคือ การควบคุมวัตถุดิบที่ควบคุมได้ยาก เนื่องจากวัสดุธรรมชาติทั้งหลายมีผลต่อสีที่ย้อมออกมา ทั้งความสด ความแก่ของพืชที่ใช้ ดินที่ปลูก เนื้อผ้า สภาพอากาศ หรือผ้าที่ใช้ในการย้อม ล้วนส่งผลต่อผลิตภัณฑ์ที่ออกมาทั้งหมด มีหลายครั้งที่ส้มพยายามแก้ปัญหาโดยการจดสูตรอย่างชัดเจน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงกันทุกครั้ง

ส้มบอกฉันอีกว่า ใบไม้แต่ละประเภทต้องการระยะเวลาคายสี จึงทำให้อุณหภูมิที่ใช้ในการนึ่งไม่เหมือนกัน หากใช้เวลามากเกินไปจะส่งผลให้เม็ดสีในใบไม้เปลี่ยนเป็นโทนที่ไม่ตรงกับความต้องการ หรือเกิดขอบน้ำมันจากใบ้ไม้ทิ้งลายเลอะบนผ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยาก ส้มจึงตัดสินใจไม่จดสูตรเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะเสน่ห์ของ Eco-printing คือเอกลักษณ์เฉพาะตัวของลายผ้าที่ได้และลวดลายที่ไม่อาจคาดเดา

Rissara

ข้อสอง การย้อมผ้าแบบ Eco-printing ทำให้ได้ผ้าที่มีชิ้นเดียวในโลก ตามธรรมชาติเลือกสรร จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะนำเสนอสินค้าตอบความต้องการของตลาดจำนวนมาก

“การขายมีความเสี่ยงเพราะว่าเป็นงานแฮนด์เมด แฮนด์คราฟต์ มีชิ้นเดียว อันเดียว บางคนอยากได้ลายนี้แต่ไซส์นี้ ก็จะมีปัญหาแล้วว่าเราทำงานมาแต่ละชิ้นมันคือไม่เหมือนกันเลย ลูกค้าไม่สามารถเลือกได้ว่าอยากได้อันนี้หรืออยากได้อันไหน” ส้มยิ้ม

Rissara

หากแต่อุปสรรคทั้งหมดกลับไม่ใช่สิ่งสำคัญเลย เมื่อส้มและตั้มเริ่มนำงานออกขายจริงในตลาดนัดตามพื้นที่ต่างๆ รอบเมืองเชียงใหม่ เช่นการนำสินค้าออกสู่สาธารณะครั้งแรก ในตลาดเช้าที่โครงการบ้างข้างวัด โดยมีสินค้าเพียง 10 ชิ้นเท่านั้น แต่ก็มีลูกค้าสนใจเข้ามาพูดคุยและถามถึงวิธีการผลิตผ้าอยู่บ้าง และเมื่อได้รับเสียงตอบรับที่ดี จึงเริ่มนำสินค้าปรากฏตัวตามงานอีเวนต์ต่างๆ มากขึ้น จนในที่สุดเริ่มมีรายการสั่งซื้อจากทั้งฮ่องกงและไต้หวันในเวลาต่อมา

สำหรับทั้งสองแล้ว ต่อให้ไม่มีใครซื้อสินค้าของเขา การได้มีโอกาสการทดลองทำและบอกเล่าถึงวิธีการแก่คนที่สนใจเหมือนๆ กัน ก็นับได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว

Rissara Rissara

นี่คือสิ่งสำคัญ

“ใครคือกลุ่มเป้าหมายของ Rissara” ฉันถาม

“คนที่เข้าใจและหลงรักในงานธรรมชาติ งานคราฟต์ สินค้า Eco ทั้งหลาย โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนไทยหรือต่างประเทศ” ส้มตอบ

เนื่องจาก Rissara คือหน้าใหม่ในวงการงานคราฟต์ของไทย นอกจากคำแนะนำจากลูกค้าที่ส้มและตั้มนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์จากการทำงานในมหานคร ทั้งการติดต่อสื่อสารหรือเจรจาข้อมูลธุรกิจ การทำบัญชี แม้กระทั่งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็ถูกนำมาปรับใช้กับการทำแบรนด์ Rissara

ฉันถามทั้งสองต่อว่า อะไรคือบทเรียนที่ได้จากการทำแบรนด์นี้ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา

“ถ้าเอาดิบๆ เลย ก่อนหน้านี้ส้มไม่ได้มองอะไรนอกจากความสวยงาม หรือความน่าทึ่งของสีที่มาจากดอกไม้ ใบไม้ พอเราได้มาทำจริงๆ มีคนที่รู้จักที่อยู่เชียงใหม่อยู่แล้วมาพูดว่าจริงๆ ตัวเขาเองซึ่งเขาเป็นคนเชียงใหม่ เขายังไม่เคยคิดว่าทรัพยากรในบ้านเขามันให้คุณค่าหรือให้ประโยชน์ได้ขนาดนี้เลย” ส้มตอบคำถามของฉัน ซึ่งตั้มเสริมขึ้นมาว่า “การทำ Rissara ทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่อยู่รอบตัว เพราะถ้าเราปล่อยใบทิ้งไว้กับต้น ใบไม้ก็จะแห้งแล้วร่วงหล่น”

Rissara

“สมัยที่ยังทำงานประจำ เราจะรู้สึกขี้เกียจอยู่นิดหนึ่ง แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะทำอะไรเราจะคิดถึงเรื่องร้าน เป็นเรื่องแบรนด์ของเราอยู่ตลอดเวลา พรุ่งนี้เราจะทำอะไร ปีหน้าเราจะทำอะไร ตอนนี้ตลาดของเราโอเคมั้ย แล้วเราจะพัฒนายังไงต่อไปได้บ้าง เราหายใจเข้าหายใจออกมันเป็นเรื่องนี้ พี่ตั้มเองก็อยากจะมาทำงานอยู่ทุกวัน โดยเขาจะดูแลเรื่องหน้าบ้าน ติดต่อกับลูกค้าเป็นหลัก” ส้มตอบเมื่อฉันถามว่าแบรนด์ Rissara สำคัญหรือมีความหมายกับทั้งคู่อย่างไร

“Rissara จริงๆ มันเป็นชื่อส้ม เราทำกันสองคน มันก็คือชีวิตของเราทั้งคู่นั่นแหละ ถ้าจะพูดมันก็เหมือนลูกที่เราต้องเลี้ยง เลี้ยงให้โตไปด้วยกัน เลี้ยงให้ดี เลี้ยงให้เป็นคนดี มีประสิทธิภาพ” ตั้มตอบปิดท้าย

ก้าวต่อไปของ Rissara ในขวบปีที่ 2 คือการขยายไลน์สินค้าออกไปให้มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งพร้อมเปิดตัวในปีหน้า พร้อมกับทดลองผลิตลวดลายใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

บทพิสูจน์ของส้มและตั้มในวันนี้ถือว่าแจ่มชัดในด้านของการเป็นผู้ริเริ่มแนวทางการย้อมผ้ารูปแบบใหม่ ที่ไม่เพียงแต่ได้รับความนิยมและเป็นที่ถูกพูดถึงในความแปลกใหม่เท่านั้น หากแต่ยังเป็นการใช้สอยวัตถุดิบจากธรรมชาติอย่างชาญฉลาด ทั้งการนำพืชบางชนิดที่หลายคนอาจไม่เห็นค่ามาแปรรูปเป็นดาวเด่นของผลิตภัณฑ์และการเรียนรู้ รวมถึงทดลองใหม่ในทุกวัน

ที่ไม่มีใครอาจรู้ได้เลยว่า ผลการทดลองที่ธรรมชาติเป็นผู้ออกแบบนั้นจะสวยงามเพียงใด

Rissara

ภาพ: สโรชา อินอิ่ม

The Rule

 

  1. ทำงานออกมาให้ดีและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
  2. รักงานที่ทำและเต็มที่กับมัน แล้วงานจะออกมาดี
  3. กฎของการทำงานคือ ไม่มีกฎ

 

 

 

Rissara – Design by Nature

087-5167768
[email protected]
facebook : Rissara

Writer & Photographer

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

“ทำไมกวาดบ้านมาตั้งนาน บ้านยังไม่สะอาดอีกนะ แถมบางทียังสกปรกขึ้นอีก”

นี่คงเป็นความในใจของใครหลายๆ คนเมื่อต้องหยิบไม้กวาดในบ้านที่ใช้ได้ไม่นาน ดอกหญ้าก็หลุดร่วงจนแทบจะต้องเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน

Sweepy คือแบรนด์ที่เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานั้น โดยเริ่มต้นจากการตั้งใจผลิตไม้กวาดที่มีคุณภาพ ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ ให้คุณทำความสะอาดได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น มีอายุการใช้งานนานนับปี และมีเป้าหมายสุดท้ายคืออยากเห็นคนมีชีวิตที่ดีขึ้น

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

แบรนด์นี้เกิดจากการร่วมมือกันของสามพี่น้อง 

ตูน-นนทัช ขันธรูป พี่ใหญ่ผู้ริเริ่มแบรนด์ ดูแลด้านการออกแบบและการตลาด โดยมีอีกหน้ากากหนึ่งเป็นสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบร้านที่เราคุ้นเคยหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Peace Oriental Teahouse, Khao, และ Honeyful Cafe 

แตม-อธิษฐ์ ขันธรูป น้องชายคนรองผู้ดูแลด้านการโฆษณา

และ เติม-โตมา ขันธรูป น้องชายคนเล็กที่รับผิดชอบด้านสื่อออนไลน์ การวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

ในตอนแรก ตูนก็คล้ายกับใครหลายๆ คนที่อยากลองทำธุรกิจค้าขาย หลายคนหาไอเดียจาก Pain Point ของตัวเอง บางคนก็เริ่มต้นจากธุรกิจของครอบครัว แต่ Sweepy กลับมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ ‘วัด’

ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด ‘วัด’ นั่นแหละ ในช่วงที่ตูนกำลังบวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง ด้วยสัญชาตญาณนักออกแบบผู้หลงใหลในงานคราฟต์ ทำให้เขาได้เห็นและเรียนรู้วิชาการทำไม้กวาดจากคุณลุงคนหนึ่ง แต่ใครจะไปรู้ว่าวิชานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ของเขาในอนาคต อย่างธุรกิจผลิตอุปกรณ์สามัญประจำบ้านที่เรียกว่า ‘ไม้กวาด’

ปัญหาหลุดลุ่ย

“ปัญหาหลักคือดอกหญ้าหลุด ผมเลยศึกษาว่าทำไมมันถึงหลุด ทำไมไม้กวาดถึงใช้ได้แค่สามเดือนแล้วก็พัง เลยมาลองดูว่าเราจะทำไม้กวาดที่ดีกว่านี้ได้ไหม” ตูนเล่าถึง Pain Point ซึ่งพบเจอในไม้กวาดดอกหญ้าที่ซื้อกันได้ทั่วไป แต่ชาติเสือก็ต้องไว้ลาย เมื่อเป็นสถาปนิกทั้งที จะพัฒนาแค่ฟังก์ชันการใช้งานก็กระไรอยู่ ดังนั้น สำหรับตูนแล้ว ด้านความสวยงามก็ต้องปรับให้ดูดีขึ้นด้วย

“สำหรับดีไซน์ปกติที่เราเห็น ถ้าสมมติเราเห็นไม้กวาดอยู่กลางบ้าน สิ่งแรกที่เราจะคิดคือ เอ๊ะ ไม้กวาดมาทำอะไรตรงนี้ มันดูผิดที่ผิดทาง และเราจะหงุดหงิด” 

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

เติมกล่าวเสริมขึ้นมาถึงอีกหนึ่งปัญหาที่แอบแฝงอยู่ในใจหลายๆ คนเกี่ยวกับไม้กวาด เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมไม้กวาดของ Sweepy จึงมีดีไซน์สวยเรียบ เข้าได้กับทุกมุมของบ้าน

ถึงแม้ตูนมองเห็นปัญหาที่หลายคนต้องเผชิญกับการใช้ไม้กวาด และศักยภาพในการต่อยอดเป็นธุรกิจแล้ว การเริ่มต้นนั้นกลับไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เขาติดต่อ Supplier เพื่อค้นหาวัสดุที่เหมาะสมและบริหารจัดการต้นทุน เพื่อพิสูจน์ว่ามันเกิดขึ้นได้จริงก่อนก้าวเดินต่อไป

งานฝีมือ

ไม้กวาดอาจเป็นสิ่งที่เราเห็นกันจนคุ้นตา จนนึกไม่ออกว่ามันจะเปลี่ยนไปจากเดิมได้อย่างไร 

สำหรับริษัทการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จากการใส่ใจในรายละเอียดและพัฒนาให้ดีขึ้น 

“ผมลองศึกษาดูว่าไม้กวาดปกติประกอบยังไง คุณภาพของดอกหญ้าเป็นแบบไหน เขาคัดยังไง แล้วก็นำสิ่งที่ลุงเคยสอนผมมาปรับใช้ มันน่าจะเป็นอย่างนี้ได้นะ น่าจะปรับตรงนี้ได้ โดยทุกวัสดุที่เราใช้ คือทำเพื่อให้ฟังก์ชันมันดีขึ้น แข็งแรงขึ้น”

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ดอกหญ้าเรียกได้ว่าเป็นพระเอกหลักสำหรับไม้กวาด ทว่าดอกหญ้าทั่วๆ ไปมักมาพร้อมผงฝุ่น และส่วนที่แข็งหักง่ายติดมาด้วย ทำให้บางครั้งเวลาใช้งาน พื้นบ้านกลับสกปรกกว่าเดิม 

การคัดดอกหญ้าในการทำไม้กวาดของ Sweepy คือสัดส่วน 50 – 50 ครึ่งหนึ่งใช้ได้ อีกครึ่งหนึ่งคัดออก

“เราเลือกแต่ดอกหญ้าที่มีมาตรฐานเกรด A เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหานี้เวลากวาดบ้าน ให้ตอนใช้งานจริงๆ คนเขารู้สึกดีและสะอาด” 

นอกจากวัสดุที่ใช้แล้ว เพื่อให้ได้ไม้กวาดที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ขั้นตอนการประกอบไม้กวาดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน 

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

“การประกอบไม้กวาดคือเราต้องดูว่าดอกหญ้าที่เราเลือก ไม่ใช่แค่เลือกแล้วเอามาประกอบยังไงก็ได้ มันมีขั้นตอนในการประกอบ อย่างเช่นการผูกช่อ การเรียงไม้กวาด หรือการที่เราเย็บอย่างแน่นหนา ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญเหมือนกัน ข้ามขั้นตอนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะออกมาไม่สมบูรณ์แบบ” 

ขั้นตอนในการทำไม้กวาด จึงไม่ใช่การที่คนคนหนึ่งทำหลายๆ อย่างเพื่อประหยัดแรงงานให้คุ้มที่สุด แต่เป็นการทำงานเป็นทีม ใครเชี่ยวชาญเรื่องไหนก็ทำเรื่องนั้น เช่น คนทุบดอกหญ้าจะทุบดอกหญ้าอย่างเดียว คนดูแลเรื่องไม้ก็จะดูเรื่องไม้อย่างเดียว

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อใช้วัสดุคุณภาพดี มีขั้นตอนการประกอบที่ถูกต้อง อีกสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้ คือการออกแบบที่เข้าใจคนใช้งาน โดยปกติ ไม้กวาดมีลักษณะเป็นไม้ตรงๆ และมีดอกหญ้าแยกออกมาเป็น 2 แฉก แต่ไม้กวาด มีดีไซน์แปลกตากว่านั้น ซึ่งไม่ใช่เพื่อความสวยงามหรือความแปลกใหม่ แต่เป็นดีไซน์ที่ตั้งใจออกแบบมาให้ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาอาการปวดหลังเวลากวาดบ้าน 

“เราอยากให้ไม้กวาดน้ำหนักเบา ความยาวพอดี และเป็นทรงแบบไม้ฮอกกี้ ให้มีองศาที่กวาดได้กว้างขึ้น ทำให้ไม่ต้องก้มหรือบิดตัวเยอะเวลากวาดใต้เตียงหรือโซฟาลึกๆ ส่งผลให้ใช้เวลาในการกวาดน้อยลง ปวดหลังน้อยลง และรู้สึกดีขึ้นเวลาทำความสะอาดบ้าน”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

สานคุณค่า

ไม้กวาดเป็นเครื่องมือทำความสะอาดที่เรียกได้ว่าต้องมีประจำทุกบ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม้กวาดที่เราเห็นทำจากพลาสติก และขาดเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมในส่วนนี้ไป แบรนด์จึงตั้งใจแฝงสิ่งนี้เข้าไปในการออกแบบสินค้าของพวกเขา ด้วยไม้และดอกหญ้าที่หาได้ในท้องถิ่น วิธีการผูกช่อ การทำความสะอาด ไม่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม แต่ทำด้วยมือตามภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้ว

“เราเห็นไม้กวาดมาตั้งแต่เด็ก เราอยู่กับมันมานานจนเป็นสิ่งที่สำคัญต่อบ้าน เลยรู้สึกว่าจริงๆ ไม้กวาดควรจะมีคุณค่าทางวัฒนธรรมด้วย แต่ก็ยังอยากให้มีความทันสมัย เพื่อให้เข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพราะอยากเห็นสิ่งแวดล้อมกับโลกที่สะอาดและน่าอยู่ขึ้น Sweepy จึงมีคอนเซปต์หลักเป็นความมินิมอลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยพยายามลดการใช้พลาสติกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และหากจำเป็นต้องใช้พลาสติก ก็จะนำพลาสติกรีไซเคิลมาใช้แทน

นอกจากไม้กวาดดอกหญ้าแล้ว ยังมีอุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ และสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น ไม้กวาดหยากไย่ ไม้กวาดเสี้ยนตาล ตะกร้าจากแอฟริกา และสินค้าประจำฤดู เช่น ร่มในฤดูฝน ซึ่งทั้งหมดยังคงอยู่ภายใต้คอนเซปต์ตั้งต้นเช่นกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

การสื่อสารของไม้กวาด

หลังจากใช้เวลาออกแบบสินค้าและแบรนด์เกือบ 2 ปี เมื่อเลือกใช้วัสดุที่ดีพร้อมกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันมาก ต้นทุนในการผลิตก็ย่อมสูงขึ้น ราคาขายจึงสูงขึ้นตามไปด้วย 

เมื่อเริ่มวางขายด้วยราคาที่แพงกว่าไม้กวาดทั่วไป ปัญหาที่แบรนด์ต้องเผชิญต่อมา คือการที่ผู้บริโภคไม่เข้าใจในตัวสินค้า

ทำไมราคาแพงจึงเป็นคำถามสำคัญ

“ปกติเขาจะใช้ไม้กวาดราคาประมาณแปดสิบถึงหนึ่งร้อยบาท แล้วก็เปลี่ยนทุกๆ สามถึงสี่เดือน ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะสงสัยในสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนว่า ทำไมมันแพงจัง แพงเกินไปหรือเปล่า สิ่งที่เราทำคือให้เขาลองใช้จริงก่อน โดยมี Tester ให้เขาได้ลองว่ามันใช้งานได้ดีจริงๆ มันลดเวลากวาดบ้านได้จริงๆ และอายุการใช้งานก็นานจริงๆ”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภค การสื่อสารและตลาดจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญ

“ในการทำการตลาด สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสื่อสารที่ชัดเจนและให้ข้อมูลกับผู้ใช้งาน ซึ่งจะทำให้เขาเข้าใจสินค้าของเราจริงๆ ทุกคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน เราต้องเรียนรู้จากความต้องการของแต่ละคน และพยายามปรับการสื่อสารของเราให้เข้ากับเขาได้มากที่สุด”

เมื่อสื่อสารชัดเจน โฆษณาอย่างทั่วถึง ประกอบกับสินค้ามีคุณภาพและเรื่องราว ทำให้สินค้านั้นขายได้ด้วยตัวมันเอง ณ วันนี้ หลายคนเข้าใจในสินค้าของพวกเขามากยิ่งขึ้น ยอดขายก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย และทั้งสามก็ยังควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ

นอกจากการสื่อสารกับลูกค้า การสื่อสารกับคนในทีมก็สำคัญไม่แพ้กัน พวกเขาเลือกใช้โรงงานของตัวเองในการผลิตไม้กวาดและสินค้าต่างๆ แทนที่จะจ้างผลิต โดยมีผู้เชี่ยวชาญสอนพนักงานในการผลิตแต่ละขั้นตอน 

เติมบอกว่า ส่วนนี้ต้องมีความยืดหยุ่น ต้องคอยควบคุมอย่างใจเย็น เพื่อปรับทัศนคติและสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน

“เราพยายามจะเป็นผู้นำที่ให้กำลังใจ ฟังทีมของเราว่าเผชิญปัญหาอะไรบ้าง เขาต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า ผมคิดว่าการฟังสำคัญมาก เราต้องฟังทุกคนตั้งแต่ลูกค้า มาจนถึงทีมตัวเอง”

แก่นไม้กวาด

ตลอดการสนทนา ทำให้เรารู้ว่าแม้สินค้าจะมีอยู่ทั่วไปและเป็นที่ต้องการอยู่แล้วในตลาด แต่เมื่อต้องการพัฒนาออกมาให้เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ กลับไม่ใช่เรื่องง่าย 

“มันยากบ่อยกว่าที่มันง่าย” ตูนว่าอย่างนั้น “ทุกวันเราต้องเจออุปสรรคหลายอย่าง สำหรับผม การทำธุรกิจจึงต้องมีแพสชันและเป้าหมายที่ชัดเจน ในไตรมาสนี้ ในเดือนนี้ ในวันนี้ มีอะไรบ้าง แล้วเราจะสื่อสารสิ่งเหล่านี้ให้คนอื่นในทีมเข้าใจได้อย่างไร

“ความท้าทายอีกอย่างคือ การหากลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนในช่วงแรก การสื่อสาร และรักษาลูกค้าที่อยากซื้อต่อไป เนื่องจากสินค้าของเรามีอายุการใช้งานนาน” เติมเสริม

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

บ่อยครั้งที่เราได้ยินว่าแพสชันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำธุรกิจ Sweepy ทำอย่างไรให้ความหลงใหลนั้นอยู่ในหัวใจของทุกคนในทีม

“สิ่งแรกที่ต้องมองเห็นคือธรรมชาติของคน ต้องเข้าใจว่าแต่ละคนสไตล์เป็นยังไง ถ้ามีความสำเร็จอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็พยายามให้สิ่งตอบแทนหรือเลี้ยงฉลองกัน ส่วนแพสชัน ผมว่าเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ แต่เราต้องเป็นผู้นำให้เขาเห็นว่ามันดียังไง ให้มันเดินหน้าไปด้วยกัน”

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทั้งสามคนจึงใช้วิธีทำคอนเทนต์และสื่อต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่ลูกค้า โดยเน้นไปที่การสื่อสารว่าลูกค้าจะได้รับอะไรจากสินค้าของพวกเขา 

“เราอยากให้คนที่ไม่ชอบการทำความสะอาด คนที่รู้สึกว่าการทำความสะอาดยากและน่าเบื่อ หันมาสนใจว่าการทำความสะอาดมันมีผลต่อจิตใจคนจริงๆ พอบ้านคุณสะอาด สมองของคุณก็จะโปร่ง ทำให้ทำงานได้ดีขึ้น และทำให้ชีวิตดีขึ้น”

ในอนาคต ทั้งสามยังคงมุ่งมั่นที่จะปลุกปั้น Sweepy ให้เป็นบริษัทที่ครอบคลุมในเรื่องการทำความสะอาด โดยจะมีสินค้าที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้ใหญ่และวัยรุ่น 

และกระซิบบอกตรงนี้เลยว่า รอดูผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะออกมาในอนาคต ไม่แน่ เราอาจได้เห็นหุ่นยนต์หรือเครื่องดูดฝุ่นแบบใหม่จากแบรนด์นี้ ซึ่งเติมยอมรับว่าก็มีแอบคิดไว้เหมือนกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

Lesson Learned

  1. ต้องมีแพสชันเพื่อก้าวข้ามความท้อแท้และความยากของการทำธุรกิจ และอย่าลืมหาวิธีแบ่งปันแพสชันนี้ให้คนในทีมเห็นภาพตรงกัน
  2. หาความรู้จากแหล่งต่างๆ เพราะความรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไม่ว่าใครก็ทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้
  3. มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน กล้าและไม่กลัวการลองลงมือทำ
  4. ฉลองกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีและจริงใจ

Facebook : Sweepy by SAJ

“ทำไมกวาดบ้านมาตั้งนาน บ้านยังไม่สะอาดอีกนะ แถมบางทียังสกปรกขึ้นอีก”

นี่คงเป็นความในใจของใครหลายๆ คนเมื่อต้องหยิบไม้กวาดในบ้านที่ใช้ได้ไม่นาน ดอกหญ้าก็หลุดร่วงจนแทบจะต้องเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน

Sweepy คือแบรนด์ที่เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานั้น โดยเริ่มต้นจากการตั้งใจผลิตไม้กวาดที่มีคุณภาพ ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ ให้คุณทำความสะอาดได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น มีอายุการใช้งานนานนับปี และมีเป้าหมายสุดท้ายคืออยากเห็นคนมีชีวิตที่ดีขึ้น

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

แบรนด์นี้เกิดจากการร่วมมือกันของสามพี่น้อง 

ตูน-นนทัช ขันธรูป พี่ใหญ่ผู้ริเริ่มแบรนด์ ดูแลด้านการออกแบบและการตลาด โดยมีอีกหน้ากากหนึ่งเป็นสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบร้านที่เราคุ้นเคยหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Peace Oriental Teahouse, Khao, และ Honeyful Cafe 

แตม-อธิษฐ์ ขันธรูป น้องชายคนรองผู้ดูแลด้านการโฆษณา

และ เติม-โตมา ขันธรูป น้องชายคนเล็กที่รับผิดชอบด้านสื่อออนไลน์ การวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

ในตอนแรก ตูนก็คล้ายกับใครหลายๆ คนที่อยากลองทำธุรกิจค้าขาย หลายคนหาไอเดียจาก Pain Point ของตัวเอง บางคนก็เริ่มต้นจากธุรกิจของครอบครัว แต่ Sweepy กลับมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ ‘วัด’

ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด ‘วัด’ นั่นแหละ ในช่วงที่ตูนกำลังบวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง ด้วยสัญชาตญาณนักออกแบบผู้หลงใหลในงานคราฟต์ ทำให้เขาได้เห็นและเรียนรู้วิชาการทำไม้กวาดจากคุณลุงคนหนึ่ง แต่ใครจะไปรู้ว่าวิชานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ของเขาในอนาคต อย่างธุรกิจผลิตอุปกรณ์สามัญประจำบ้านที่เรียกว่า ‘ไม้กวาด’

ปัญหาหลุดลุ่ย

“ปัญหาหลักคือดอกหญ้าหลุด ผมเลยศึกษาว่าทำไมมันถึงหลุด ทำไมไม้กวาดถึงใช้ได้แค่สามเดือนแล้วก็พัง เลยมาลองดูว่าเราจะทำไม้กวาดที่ดีกว่านี้ได้ไหม” ตูนเล่าถึง Pain Point ซึ่งพบเจอในไม้กวาดดอกหญ้าที่ซื้อกันได้ทั่วไป แต่ชาติเสือก็ต้องไว้ลาย เมื่อเป็นสถาปนิกทั้งที จะพัฒนาแค่ฟังก์ชันการใช้งานก็กระไรอยู่ ดังนั้น สำหรับตูนแล้ว ด้านความสวยงามก็ต้องปรับให้ดูดีขึ้นด้วย

“สำหรับดีไซน์ปกติที่เราเห็น ถ้าสมมติเราเห็นไม้กวาดอยู่กลางบ้าน สิ่งแรกที่เราจะคิดคือ เอ๊ะ ไม้กวาดมาทำอะไรตรงนี้ มันดูผิดที่ผิดทาง และเราจะหงุดหงิด” 

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

เติมกล่าวเสริมขึ้นมาถึงอีกหนึ่งปัญหาที่แอบแฝงอยู่ในใจหลายๆ คนเกี่ยวกับไม้กวาด เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมไม้กวาดของ Sweepy จึงมีดีไซน์สวยเรียบ เข้าได้กับทุกมุมของบ้าน

ถึงแม้ตูนมองเห็นปัญหาที่หลายคนต้องเผชิญกับการใช้ไม้กวาด และศักยภาพในการต่อยอดเป็นธุรกิจแล้ว การเริ่มต้นนั้นกลับไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เขาติดต่อ Supplier เพื่อค้นหาวัสดุที่เหมาะสมและบริหารจัดการต้นทุน เพื่อพิสูจน์ว่ามันเกิดขึ้นได้จริงก่อนก้าวเดินต่อไป

งานฝีมือ

ไม้กวาดอาจเป็นสิ่งที่เราเห็นกันจนคุ้นตา จนนึกไม่ออกว่ามันจะเปลี่ยนไปจากเดิมได้อย่างไร 

สำหรับริษัทการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จากการใส่ใจในรายละเอียดและพัฒนาให้ดีขึ้น 

“ผมลองศึกษาดูว่าไม้กวาดปกติประกอบยังไง คุณภาพของดอกหญ้าเป็นแบบไหน เขาคัดยังไง แล้วก็นำสิ่งที่ลุงเคยสอนผมมาปรับใช้ มันน่าจะเป็นอย่างนี้ได้นะ น่าจะปรับตรงนี้ได้ โดยทุกวัสดุที่เราใช้ คือทำเพื่อให้ฟังก์ชันมันดีขึ้น แข็งแรงขึ้น”

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ดอกหญ้าเรียกได้ว่าเป็นพระเอกหลักสำหรับไม้กวาด ทว่าดอกหญ้าทั่วๆ ไปมักมาพร้อมผงฝุ่น และส่วนที่แข็งหักง่ายติดมาด้วย ทำให้บางครั้งเวลาใช้งาน พื้นบ้านกลับสกปรกกว่าเดิม 

การคัดดอกหญ้าในการทำไม้กวาดของ Sweepy คือสัดส่วน 50 – 50 ครึ่งหนึ่งใช้ได้ อีกครึ่งหนึ่งคัดออก

“เราเลือกแต่ดอกหญ้าที่มีมาตรฐานเกรด A เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหานี้เวลากวาดบ้าน ให้ตอนใช้งานจริงๆ คนเขารู้สึกดีและสะอาด” 

นอกจากวัสดุที่ใช้แล้ว เพื่อให้ได้ไม้กวาดที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ขั้นตอนการประกอบไม้กวาดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน 

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

“การประกอบไม้กวาดคือเราต้องดูว่าดอกหญ้าที่เราเลือก ไม่ใช่แค่เลือกแล้วเอามาประกอบยังไงก็ได้ มันมีขั้นตอนในการประกอบ อย่างเช่นการผูกช่อ การเรียงไม้กวาด หรือการที่เราเย็บอย่างแน่นหนา ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญเหมือนกัน ข้ามขั้นตอนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะออกมาไม่สมบูรณ์แบบ” 

ขั้นตอนในการทำไม้กวาด จึงไม่ใช่การที่คนคนหนึ่งทำหลายๆ อย่างเพื่อประหยัดแรงงานให้คุ้มที่สุด แต่เป็นการทำงานเป็นทีม ใครเชี่ยวชาญเรื่องไหนก็ทำเรื่องนั้น เช่น คนทุบดอกหญ้าจะทุบดอกหญ้าอย่างเดียว คนดูแลเรื่องไม้ก็จะดูเรื่องไม้อย่างเดียว

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อใช้วัสดุคุณภาพดี มีขั้นตอนการประกอบที่ถูกต้อง อีกสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้ คือการออกแบบที่เข้าใจคนใช้งาน โดยปกติ ไม้กวาดมีลักษณะเป็นไม้ตรงๆ และมีดอกหญ้าแยกออกมาเป็น 2 แฉก แต่ไม้กวาด มีดีไซน์แปลกตากว่านั้น ซึ่งไม่ใช่เพื่อความสวยงามหรือความแปลกใหม่ แต่เป็นดีไซน์ที่ตั้งใจออกแบบมาให้ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาอาการปวดหลังเวลากวาดบ้าน 

“เราอยากให้ไม้กวาดน้ำหนักเบา ความยาวพอดี และเป็นทรงแบบไม้ฮอกกี้ ให้มีองศาที่กวาดได้กว้างขึ้น ทำให้ไม่ต้องก้มหรือบิดตัวเยอะเวลากวาดใต้เตียงหรือโซฟาลึกๆ ส่งผลให้ใช้เวลาในการกวาดน้อยลง ปวดหลังน้อยลง และรู้สึกดีขึ้นเวลาทำความสะอาดบ้าน”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

สานคุณค่า

ไม้กวาดเป็นเครื่องมือทำความสะอาดที่เรียกได้ว่าต้องมีประจำทุกบ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม้กวาดที่เราเห็นทำจากพลาสติก และขาดเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมในส่วนนี้ไป แบรนด์จึงตั้งใจแฝงสิ่งนี้เข้าไปในการออกแบบสินค้าของพวกเขา ด้วยไม้และดอกหญ้าที่หาได้ในท้องถิ่น วิธีการผูกช่อ การทำความสะอาด ไม่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม แต่ทำด้วยมือตามภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้ว

“เราเห็นไม้กวาดมาตั้งแต่เด็ก เราอยู่กับมันมานานจนเป็นสิ่งที่สำคัญต่อบ้าน เลยรู้สึกว่าจริงๆ ไม้กวาดควรจะมีคุณค่าทางวัฒนธรรมด้วย แต่ก็ยังอยากให้มีความทันสมัย เพื่อให้เข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพราะอยากเห็นสิ่งแวดล้อมกับโลกที่สะอาดและน่าอยู่ขึ้น Sweepy จึงมีคอนเซปต์หลักเป็นความมินิมอลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยพยายามลดการใช้พลาสติกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และหากจำเป็นต้องใช้พลาสติก ก็จะนำพลาสติกรีไซเคิลมาใช้แทน

นอกจากไม้กวาดดอกหญ้าแล้ว ยังมีอุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ และสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น ไม้กวาดหยากไย่ ไม้กวาดเสี้ยนตาล ตะกร้าจากแอฟริกา และสินค้าประจำฤดู เช่น ร่มในฤดูฝน ซึ่งทั้งหมดยังคงอยู่ภายใต้คอนเซปต์ตั้งต้นเช่นกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

การสื่อสารของไม้กวาด

หลังจากใช้เวลาออกแบบสินค้าและแบรนด์เกือบ 2 ปี เมื่อเลือกใช้วัสดุที่ดีพร้อมกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันมาก ต้นทุนในการผลิตก็ย่อมสูงขึ้น ราคาขายจึงสูงขึ้นตามไปด้วย 

เมื่อเริ่มวางขายด้วยราคาที่แพงกว่าไม้กวาดทั่วไป ปัญหาที่แบรนด์ต้องเผชิญต่อมา คือการที่ผู้บริโภคไม่เข้าใจในตัวสินค้า

ทำไมราคาแพงจึงเป็นคำถามสำคัญ

“ปกติเขาจะใช้ไม้กวาดราคาประมาณแปดสิบถึงหนึ่งร้อยบาท แล้วก็เปลี่ยนทุกๆ สามถึงสี่เดือน ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะสงสัยในสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนว่า ทำไมมันแพงจัง แพงเกินไปหรือเปล่า สิ่งที่เราทำคือให้เขาลองใช้จริงก่อน โดยมี Tester ให้เขาได้ลองว่ามันใช้งานได้ดีจริงๆ มันลดเวลากวาดบ้านได้จริงๆ และอายุการใช้งานก็นานจริงๆ”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภค การสื่อสารและตลาดจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญ

“ในการทำการตลาด สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสื่อสารที่ชัดเจนและให้ข้อมูลกับผู้ใช้งาน ซึ่งจะทำให้เขาเข้าใจสินค้าของเราจริงๆ ทุกคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน เราต้องเรียนรู้จากความต้องการของแต่ละคน และพยายามปรับการสื่อสารของเราให้เข้ากับเขาได้มากที่สุด”

เมื่อสื่อสารชัดเจน โฆษณาอย่างทั่วถึง ประกอบกับสินค้ามีคุณภาพและเรื่องราว ทำให้สินค้านั้นขายได้ด้วยตัวมันเอง ณ วันนี้ หลายคนเข้าใจในสินค้าของพวกเขามากยิ่งขึ้น ยอดขายก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย และทั้งสามก็ยังควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ

นอกจากการสื่อสารกับลูกค้า การสื่อสารกับคนในทีมก็สำคัญไม่แพ้กัน พวกเขาเลือกใช้โรงงานของตัวเองในการผลิตไม้กวาดและสินค้าต่างๆ แทนที่จะจ้างผลิต โดยมีผู้เชี่ยวชาญสอนพนักงานในการผลิตแต่ละขั้นตอน 

เติมบอกว่า ส่วนนี้ต้องมีความยืดหยุ่น ต้องคอยควบคุมอย่างใจเย็น เพื่อปรับทัศนคติและสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน

“เราพยายามจะเป็นผู้นำที่ให้กำลังใจ ฟังทีมของเราว่าเผชิญปัญหาอะไรบ้าง เขาต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า ผมคิดว่าการฟังสำคัญมาก เราต้องฟังทุกคนตั้งแต่ลูกค้า มาจนถึงทีมตัวเอง”

แก่นไม้กวาด

ตลอดการสนทนา ทำให้เรารู้ว่าแม้สินค้าจะมีอยู่ทั่วไปและเป็นที่ต้องการอยู่แล้วในตลาด แต่เมื่อต้องการพัฒนาออกมาให้เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ กลับไม่ใช่เรื่องง่าย 

“มันยากบ่อยกว่าที่มันง่าย” ตูนว่าอย่างนั้น “ทุกวันเราต้องเจออุปสรรคหลายอย่าง สำหรับผม การทำธุรกิจจึงต้องมีแพสชันและเป้าหมายที่ชัดเจน ในไตรมาสนี้ ในเดือนนี้ ในวันนี้ มีอะไรบ้าง แล้วเราจะสื่อสารสิ่งเหล่านี้ให้คนอื่นในทีมเข้าใจได้อย่างไร

“ความท้าทายอีกอย่างคือ การหากลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนในช่วงแรก การสื่อสาร และรักษาลูกค้าที่อยากซื้อต่อไป เนื่องจากสินค้าของเรามีอายุการใช้งานนาน” เติมเสริม

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

บ่อยครั้งที่เราได้ยินว่าแพสชันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำธุรกิจ Sweepy ทำอย่างไรให้ความหลงใหลนั้นอยู่ในหัวใจของทุกคนในทีม

“สิ่งแรกที่ต้องมองเห็นคือธรรมชาติของคน ต้องเข้าใจว่าแต่ละคนสไตล์เป็นยังไง ถ้ามีความสำเร็จอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็พยายามให้สิ่งตอบแทนหรือเลี้ยงฉลองกัน ส่วนแพสชัน ผมว่าเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ แต่เราต้องเป็นผู้นำให้เขาเห็นว่ามันดียังไง ให้มันเดินหน้าไปด้วยกัน”

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทั้งสามคนจึงใช้วิธีทำคอนเทนต์และสื่อต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่ลูกค้า โดยเน้นไปที่การสื่อสารว่าลูกค้าจะได้รับอะไรจากสินค้าของพวกเขา 

“เราอยากให้คนที่ไม่ชอบการทำความสะอาด คนที่รู้สึกว่าการทำความสะอาดยากและน่าเบื่อ หันมาสนใจว่าการทำความสะอาดมันมีผลต่อจิตใจคนจริงๆ พอบ้านคุณสะอาด สมองของคุณก็จะโปร่ง ทำให้ทำงานได้ดีขึ้น และทำให้ชีวิตดีขึ้น”

ในอนาคต ทั้งสามยังคงมุ่งมั่นที่จะปลุกปั้น Sweepy ให้เป็นบริษัทที่ครอบคลุมในเรื่องการทำความสะอาด โดยจะมีสินค้าที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้ใหญ่และวัยรุ่น 

และกระซิบบอกตรงนี้เลยว่า รอดูผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะออกมาในอนาคต ไม่แน่ เราอาจได้เห็นหุ่นยนต์หรือเครื่องดูดฝุ่นแบบใหม่จากแบรนด์นี้ ซึ่งเติมยอมรับว่าก็มีแอบคิดไว้เหมือนกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

Lesson Learned

  1. ต้องมีแพสชันเพื่อก้าวข้ามความท้อแท้และความยากของการทำธุรกิจ และอย่าลืมหาวิธีแบ่งปันแพสชันนี้ให้คนในทีมเห็นภาพตรงกัน
  2. หาความรู้จากแหล่งต่างๆ เพราะความรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไม่ว่าใครก็ทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้
  3. มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน กล้าและไม่กลัวการลองลงมือทำ
  4. ฉลองกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีและจริงใจ

Facebook : Sweepy by SAJ

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load