วันหนึ่ง ครอบครัวดิฉันนั่งรถผ่านถนนย่านชานเมือง เราเห็นหลุมบนถนนขนาดค่อนข้างใหญ่บนเลนซ้าย ไม่มีป้ายหรือกรวยเตือนใดๆ รถทุกคันต้องวิ่งหลบสถานเดียว 

ตอนนั้น แม่ดิฉันเปรยขึ้นว่า “ถนนแบบนี้อันตรายนะ ถ้ารถวิ่งมาเร็วๆ จะทำยังไง ต้องรอให้มีรถตกหลุมก่อนหรือไงถึงค่อยแก้” 

ทั้งที่ปัญหาอยู่ตรงหน้า แต่เรากำลังรอ… รอให้เกิดวิกฤตหรือความสูญเสียขนาดใหญ่ก่อนหรือเปล่า ถึงค่อยลงมือแก้ไข 

คืนนั้น มีอีเมลฉบับหนึ่งเด้งเข้ามาจากสมาคมนักการตลาดญี่ปุ่น ส่งกรณีศึกษาเรื่องบริษัทต่อไปนี้ให้ดิฉัน

ร้านเฟอร์นิเจอร์นิโทริ

อะกิโอะ นิโทริ สร้างร้านขายเฟอร์นิเจอร์เล็กๆ ในเมืองซัปโปโร จังหวัดฮอกไกโด ค.ศ. 1966 ร้านเฟอร์นิเจอร์นิโทริค่อยๆ เติบโตขึ้น จนวันหนึ่งมีร้านเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่มาเปิดใกล้ๆ ร้านนิโทริ เมื่อธนาคารเห็นเช่นนั้นก็คิดว่าร้านนิโทริคงไปต่อได้ยากแน่ จึงไม่ยอมให้ร้านกู้เงินเพิ่มอีก 

“ตอนนั้น ผมทำธุรกิจโดยนึกถึงกำไรเป็นอันดับหนึ่ง ผมพยายามคิดว่า ทำอย่างไรถึงจะเพิ่มยอดขาย เพิ่มกำไรให้ได้ แต่นั่นทำให้ผมยิ่งขาดทุน จนเกือบจะพาธุรกิจตนเองไปไม่รอด”

จุดเปลี่ยนของนิโทริ คือตอนที่เขาไปดูงานที่อเมริกาเมื่อ ค.ศ. 1972 ตอนนั้นรายได้คนญี่ปุ่นมีเพียง 1 ใน 3 ของรายได้คนอเมริกา แต่ราคาเฟอร์นิเจอร์กลับแพงกว่าอเมริกาถึง 3 เท่า นอกจากนี้ เฟอร์นิเจอร์ที่จำหน่ายในอเมริกาตอนนั้น ดูสวยงาม คุณภาพดีกว่าของญี่ปุ่น ที่สำคัญ ราคาไม่แพง 

นิโทริฝันอยากเห็นคนญี่ปุ่นได้ใช้เฟอร์นิเจอร์ราคาประหยัดแต่คุณภาพดี นั่นเป็นจุดที่ทำให้นิโทริเริ่มทำธุรกิจในแบบที่แตกต่างไป 

เขาพยายามติดต่อซัพพลายเออร์ในต่างประเทศ เพื่อทำเฟอร์นิเจอร์ในราคาที่ถูกลง เขาขยายสาขาไปทั่วฮอกไกโด เพื่อให้คนเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้นและลดต้นทุนอีก 

ในช่วงแรก มีลูกค้าขอคืนสินค้าเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสินค้ามีคุณภาพต่ำ แต่นิโทริก็มุ่งมั่นปรับปรุง เขาพยายามลดจำนวนสินค้าที่ถูกตีคืน ภายใน 3 ปี เขาลดปริมาณสินค้าไปได้ครึ่งหนึ่งของปริมาณปกติ ภายใน 5 ปี ลดเหลือร้อยละ 10 และเมื่อผ่านไป 10 ปี เขาลดจำนวนสินค้าที่ถูกตีคืนเหลือเพียงร้อยละ 3 เท่านั้น 

แต่นั่นก็ยังไม่พอ 

นิโทริพยายามปรับปรุงสินค้า ทั้งเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านให้คุณภาพดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก อะไรที่ผู้บริโภคใช้ลำบาก อะไรที่ผู้บริโภคหงุดหงิด ทีมงานนิโทริจะค้นหาและนำมาปรับปรุง เช่น

ไม้แขวนเสื้อที่ทำให้เสื้อแห้งเร็วขึ้น จำหน่าย 3 ชิ้น ราคา 407 เยน (115 บาท)

Nitori ร้านเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านในฮอกไกโดที่ฝันอยากให้คนญี่ปุ่นมีของดีราคาถูกใช้
ภาพ : www.nitori-net.jp

กล่องใส่กระดาษทิชชูที่วางของได้ มีทั้งแบบที่เหมาะกับใช้ในห้องนั่งเล่น ใส่แว่นตา รีโมตโทรทัศน์ หรือแบบที่วางไว้ในห้องน้ำ วางยาทาเล็บ ลิปสติก อุปกรณ์แต่งหน้าได้ สนนราคาเพียง 1,100 เยน (315 บาท)

Nitori ร้านเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านในฮอกไกโดที่ฝันอยากให้คนญี่ปุ่นมีของดีราคาถูกใช้
ภาพ : www.nitori-net.jp

อุปกรณ์ครัวก็มีจำหน่าย เช่น ตะแกรงกันน้ำมันกระเด็น เหมาะกับเวลาย่างสเต๊กหรือทอดไข่ดาว จำหน่ายในราคาเพียง 349 เยน (100 บาท)

Nitori ร้านเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านในฮอกไกโดที่ฝันอยากให้คนญี่ปุ่นมีของดีราคาถูกใช้
ภาพ : www.nitori-net.jp

หากคำนึงถึงค่าครองชีพในญี่ปุ่นแล้ว สินค้าที่เต็มไปด้วยไอเดียเหล่านี้จัดว่าราคาไม่แพงเลย ร้านนิโทริค่อยๆ ครองใจคนญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนุ่มสาวที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัว หรือคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน จนมีคนขนานนามว่า นิโทริก็คืออิเกียของญี่ปุ่น 

แต่นิโทริยังไม่ยอมหยุดอยู่แค่สินค้าที่ดูดี 

อุบัติเหตุหม้อนาเบะ

ค.ศ. ​2007 เกิดวิกฤตหนึ่งซึ่งกลายเป็นจุดพลิกผันของนิโทริ และส่งผลต่อการผลิตจนถึงทุกวันนี้ 

มีผู้บริโภครายหนึ่งแจ้งเข้ามาว่า ใช้หม้อนาเบะของนิโทริต้มอาหารแล้วมีสารสีเงินลอยออกมา เหตุการณ์นี้ทำให้นิโทริตัดสินใจเรียกคืนหม้อนาเบะเกือบหมื่นชิ้นจากทุกสาขา และขอให้ลูกค้านำสินค้ามาคืน พร้อมชดใช้ค่าเสียหาย

Nitori ร้านเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านในฮอกไกโดที่ฝันอยากให้คนญี่ปุ่นมีของดีราคาถูกใช้
ภาพ : www.nitori.co.jp

หม้อนาเบะ ตลอดจนสินค้าทุกชนิดของนิโทริ ต้องผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าไม่เป็นอันตรายกับคน แต่หม้อนาเบะก็ยังหลุดรอดมาตรฐานนี้ไปได้ 

ทีมงานพยายามหาสาเหตุของปัญหา แต่ไม่พบปัญหาใดๆ เกี่ยวกับวัสดุ ตลอดจนกระบวนการผลิต ทุกอย่างผ่านมาตรฐานหมด ทางทีมต้องใช้เวลาถึงหนึ่งเดือนกว่าจะพบว่า ซัพพลายเออร์ใช้วัสดุเคลือบซึ่งทนอุณหภูมิได้ต่ำเคลือบผิวหม้อดินด้านใน การกระทำดังกล่าวช่วยลดต้นทุนในการผลิตได้ และสารนี้จะไม่ละลายออกมา หากใช้เตาไฟฟ้า 100 โวลต์ ซึ่งใช้กันโดยทั่วไปในญี่ปุ่น 

แต่ลูกค้าที่แจ้งปัญหานี้เข้ามาเป็นวิศวกรไฟฟ้า ซึ่งใช้เตาไฟฟ้าความแรง 200 โวลต์ ทำให้สารเคลือบละลายออกมา เตารุ่นนี้ ครัวเรือนทั่วไปไม่มีใช้ ถือว่าเป็นกรณีพิเศษที่เกิดขึ้น 

แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่เหตุการณ์ปกติที่เกิดกับผู้บริโภคทั่วไป แต่นิโทริก็ไม่เพิกเฉย พวกเขาเร่งวางมาตรการที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค 

ทางนิโทริเชิญอดีตผู้บริหารและอดีตวิศวกรของฮอนด้าให้มาเป็นผู้บริหาร ช่วยวางระบบและตรวจมาตรฐานความปลอดภัย ผู้บริหารท่านนี้ได้วางมาตรการควบคุมมาตรฐาน มิใช่แค่การผลิต แต่เริ่มตั้งแต่การพัฒนาสินค้า การผลิต การขนส่ง การขายหน้าร้าน ตลอดจนบริการหลังการขาย แม้แต่พนักงานส่งของ ก็ได้รับการอบรมอย่างเคร่งครัดให้ห่อเฟอร์นิเจอร์อย่างถูกต้องและขนส่งสินค้าอย่างปลอดภัย 

ปกติแล้ว ห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าปลีกที่สั่งของให้โรงงานช่วยผลิตนั้น จะไม่เข้าไปยุ่งในกระบวนการผลิตหรือวิธีการบริหารมากนัก แต่นิโทริตั้งใจเข้าไปตรวจตรากระบวนการผลิตโดยละเอียด แถมยังเก็บค่าบริการอีกด้วย แต่โรงงานส่วนใหญ่ (แม้แต่โรงงานในจีน) ก็ยินดีจ่าย เนื่องจากตนเองจะได้พัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการผลิต พวกเขานำความรู้นี้ไปใช้ปรับปรุง และทำสินค้าขายให้กับบริษัทเฟอร์นิเจอร์รายอื่นต่อได้

เวลาทีมงานนิโทริชี้แนะผู้ผลิตนั้น พวกเขามิได้บอกเพียงแค่ผลิตถูกหรือผิดอย่างไร แต่พวกเขาเริ่มจากการคาดการณ์ก่อนว่า หากลูกค้านำเฟอร์นิเจอร์หรืออุปกรณ์เหล่านี้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ลูกค้า ‘อาจจะ’ เผชิญกับปัญหาอะไรบ้าง เรียกได้ว่า คาดคะเนปัญหา ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นจริง จากนั้นพยายามออกแบบสินค้า เพื่อป้องกันปัญหานั้น 

กรณีสินค้าเป็นเฟอร์นิเจอร์ ทีมงานจะสังเกตตั้งแต่วิธีการทากาว หากกะน้ำหนักการทากาวไม่ดี ทำให้ปริมาณกาวออกมาไม่สม่ำเสมอ อาจทำให้ชิ้นส่วนหลุดได้ง่าย ผู้ผลิตก็ต้องปรับกระบวนการทากาว หรือส่วนใดของเฟอร์นิเจอร์ที่ผู้บริโภคมีโอกาสเดินผ่าน ก็ชี้แนะให้กลึงให้มน เพื่อป้องกันลูกค้าเดินชนจนได้รับบาดเจ็บ 

นิโทริทุ่มเทพัฒนาซัพพลายเออร์อย่างเต็มที่ ในโรงงานเฟอร์นิเจอร์มีการใช้ระบบคัมบัง (ระบบสื่อสารผ่านป้ายหรือสัญลักษณ์ เพื่อให้คนในโรงงานเข้าใจง่าย ช่วยลดข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการผลิต) มีการลดสต็อกสินค้าให้เป็นศูนย์ ตลอดจนพัฒนาระบบที่ติดตามได้ว่าชิ้นส่วนแต่ละชิ้น ผลิตที่โรงงานไหน เมื่อไหร่ 

ซัพพลายเออร์เหล่านี้ยังต้องเข้ารับการอบรมจากนิโทริ โดยนิโทริดึงซัพพลายเออร์ให้มาเรียนร่วมกัน รายไหนที่ทำได้ดี ก็จะพาซัพพลายเออร์เจ้าอื่นไปดูงาน กลายเป็นเครือข่ายของซัพพลายเออร์ที่ดี มีคุณภาพ

เหตุใดนิโทริต้องทุ่มเททำขนาดนั้น แถมยอมให้ซัพพลายเออร์นำวิธีการที่เขาสอน ไปผลิตสินค้าขายให้บริษัทอื่นอีก 

ทั้งหมดนี้ เกิดจากหม้อนาเบะเพียงหม้อเดียว ที่ตัวลูกค้าเองก็ไม่ได้ประสบอันตรายใดๆ กับชีวิต 

นิโทริจะอ้างก็ได้ว่าลูกค้าท่านนั้นใช้หม้อนาเบะในสภาพแวดล้อมที่ต่างจากครัวเรือนทั่วไป หรือเพิกเฉยจดหมายร้องเรียนเพียงฉบับเดียวก็ได้ แต่นิโทริไม่ได้นึกถึงการสร้างกำไรสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง

พวกเขารีบนำปัญหานี้ไปแก้ไขและพัฒนาเป็นระบบ เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นซ้ำสอง 

นิโทรินึกถึงลูกค้า ตลอดจนความปลอดภัยในชีวิตของพวกเขามาเป็นอันดับหนึ่ง หากลูกค้าประสบอุบัติเหตุ ชนโต๊ะแล้วบาดเจ็บล่ะ หรือหากหยิบลิ้นชักแล้วลิ้นชักตกใส่ขา สินค้าของพวกเขาจึงสำคัญยิ่งกว่าการเป็นแค่โต๊ะกินข้าวหรือลิ้นชักใส่ของ เพราะมันกระทบถึงชีวิตของลูกค้า 

พวกเขากลับไปคุย พยายามอธิบายให้ซัพพลายเออร์เห็นความสำคัญของปัญหานี้ และร่วมมือกันพัฒนาการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนซัพพลายเออร์จำหน่ายสินค้าในราคาที่ดีขึ้น และรับลูกค้าได้มากขึ้น เพราะมีมาตรฐานการผลิตที่ดีเยี่ยม 

ซัพพลายเออร์ได้ลูกค้าที่ดี… ผู้บริโภคได้สินค้าที่ดี 

ปรัชญาของนิโทริ คือ ‘ส่งมอบชีวิตที่ดีแก่ผู้คนทั่วโลก’ 

ความมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าคุณภาพดีในราคาย่อมเยา ตลอดจนการเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต และพัฒนาตนเองไปพร้อมๆ กับซัพพลายเออร์นี่เอง ทำให้นิโทริเป็นบริษัทที่ขึ้นชื่อในวงการการตลาด และกลยุทธ์ธุรกิจเป็นอย่างยิ่ง 

สิ่งที่ท่านประธานอะกิโอ นิโทริ สร้างไว้ ทำให้นิโทริเป็นบริษัทที่ยอดขายและกำไรเติบโตขึ้นตลอดติดต่อกัน 33 ปีแล้ว สวนทางกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่นอย่างงดงาม

“ผู้บริหารส่วนใหญ่คิดแต่วิธีทำกำไร วิธีเพิ่มยอดขาย นั่นทำให้เราคิดจากมุมมองของเราเอง พวกเราต้องหมั่นคิดถึงลูกค้า ตั้งแต่เช้าจรดเย็น เราพูดคำว่า ‘สำหรับลูกค้า’ กี่ครั้ง อย่างน้อย ต้องมีคำว่า เพื่อหรือสำหรับลูกค้าให้ได้สักสิบครั้ง และอย่าเอาแต่พูด ต้องวางแผนและลงมือทำสิ่งนั้นด้วย” – อะกิโอะ นิโทริ

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

การเป็นผู้ประกอบการที่ตั้งใจคิดดี ทำดี ต้องฝ่าฟันอะไรบ้าง

เคนจิ ซุซุกิ อดีตคุณครูโรงเรียนประถมที่หันมาสมัครงานพนักงานขายรถเข็นผู้ป่วย แต่บริษัทก็ล้มละลาย เขาเป็นคนสุดท้ายที่ไม่ล้มเลิกความฝัน จนในที่สุด ออกมาสร้างบริษัทของตัวเอง 

คุณครูผู้ให้ 

สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ซุซุกิชื่นชอบนักประพันธ์และกวีท่านหนึ่ง ชื่อ เคนจิ มิยาซาวะ ผู้ช่วยพัฒนาการเกษตรเป็นระยะเวลานาน ซุซุกิตั้งใจจะทำงานที่เกี่ยวข้องกับ เคนจิ มิยาซาวะ จนวันหนึ่ง เขาพบว่ามีบ้านพักดูแลผู้สูงอายุและผู้ทุพพลภาพแห่งหนึ่งในจังหวัด ซึ่งมีแนวคิดตามหลักการของ เคนจิ มิยาซาวะ ซุซุกิจึงรีบไปสมัครทันที

ขณะทำงาน เขาเห็นว่ามีผู้ทุพพลภาพหลายคนต้องทำกายภาพบำบัด เขาจึงสนใจเรียนต่อด้านนี้ แต่ระหว่างเรียน เงินทุนของเขาหมดเสียก่อน จึงต้องลาออก โชคดีที่เขามีใบวิชาชีพครู จึงเริ่มงานเป็นครูโรงเรียนประถมแทน และเก็บพับความฝันที่จะช่วยเหลือผู้พิการไว้ชั่วคราว 

วันหนึ่ง ซุซุกิเห็นข่าวในโทรทัศน์ออกอากาศเกี่ยวกับอาจารย์มหาวิทยาลัยโทโฮคุ กำลังพัฒนารถเข็นที่ให้ผู้พิการนั่ง ผู้พิการที่ขาขยับไม่ได้ แต่กลับถีบล้อจนรถเคลื่อนที่ได้ ภาพนั้นทำให้ซุซุกิรู้สึกตื่นเต้นมาก เขารีบติดต่ออาจารย์ท่านนั้นไป และเข้าไปรับตำแหน่งพนักงานขายในที่สุด

ในตอนนั้น รถเข็นล้อถีบของอาจารย์มีน้ำหนักมากถึง 80 กิโลกรัม ขนาดค่อนข้างใหญ่ เมื่อคำนวณต้นทุนและค่าวิจัยต่าง ๆ แล้ว ก็ตั้งราคาขายสูงถึง 3 ล้านเยน ซุซุกิเคยแย้งอาจารย์ไปว่า หากตั้งราคาสูงขนาดนี้ คุณตาคุณยายจะซื้อได้อย่างไร แต่ก็ไม่เป็นผล ซุซุกิพยายามตระเวนขายเท่าใดก็ไม่มีใครยอมซื้อเลย ในที่สุดบริษัทของอาจารย์ใช้เงินทุนมหาวิทยาลัยจนหมดและไม่สามารถหาเงินทุนเพิ่ม จึงต้องปิดตัวลง 

ซุซุกิเสียดายมาก เขาจึงเจรจาขอซื้อแบบรถเข็นจากอาจารย์และออกมาตั้งบริษัทของตนเอง เงินทุนตั้งต้นมาจากเงินบำเหน็จ ซึ่งเขาใช้หมดตั้งแต่เดือนแรกที่เริ่มกิจการ 

ซุซิกิเห็นปัญหาเดิมของบริษัทก่อนหน้า ทางอาจารย์ต้องการผลิตรถเข็นเอง จำหน่ายเอง ซึ่งทำให้ต้นทุนและราคาขายสูงมาก เขาจึงมองหาบริษัทที่จะช่วยผลิตรถเข็นแทนเขา ซุซุกิตระเวนไปคุยกับผู้ผลิตรถเข็น ตลอดจนผู้ผลิตรถยนต์หลายแห่ง แต่ทุกเจ้าปฏิเสธเขาหมด เนื่องจากพวกเขาไม่เชื่อว่า จะมีรถเข็นที่ทำให้คนที่ขาใช้งานไม่ได้ปั่นรถได้

สุดท้าย มีเพียงเจ้าเดียวที่ยอม คือผู้ผลิตรถเข็นสำหรับนักกีฬาพาราลิมปิก ผู้บริหารคงเห็นความตั้งใจดีและตั้งใจจริงของซุซุกิ จึงยอมช่วยเหลือเขา ซุซุกิบอกทางบริษัทว่า แบบรถเข็นที่เขามีดูเหมือนรถถัง ใหญ่ เทอะทะ น่ากลัว อาจทำให้ผู้ป่วยไม่อยากนั่งได้ เขาขอให้ทางบริษัทผู้ผลิตช่วยออกแบบให้รถน่านั่ง และดูเป็นมิตรกับผู้ใช้

COGY รถคนพิการสุดล้ำ ความสำเร็จของลูกน้องที่เจ้านายไม่เชื่อ บริษัทล้มละลายเลยทำเอง
ภาพ : www.daisharin.co.jp

เมื่อแก้ปัญหาด้านการออกแบบได้แล้ว ปัญหาถัดมาที่ซุซุกิต้องคิดต่อคือเรื่องเงินทุน เวลาเขาไปติดต่อขอกู้เงินจากสถาบันการเงินต่าง ๆ ก็โดนปฏิเสธทุกที่ เนื่องจากกิจการดูมีความเสี่ยงสูง จนเขาไปปรึกษากับหอการค้าจังหวัด มีสมาชิกหอการค้าท่านหนึ่งเห็นความตั้งใจดีของเขา และคิดว่าคงจะดีหากรถเข็นนี้ช่วยคนญี่ปุ่นตลอดจนคนทั่วโลกได้ จึงแนะนำสถาบันการเงินที่ตนรู้จักให้ซุซุกิ ทำให้เขากู้เงินมาสร้างรถเข็นได้ในที่สุด

ล้อรถที่เริ่มหมุน

ซุซุกิตั้งชื่อรถเข็นว่า COGY (โคกี้) พ้องกับคำว่า ‘โคเกรุ’ แปลว่า การปั่น (รถถีบ) ไปข้างหน้า 

รถเข็นนี้มีกลไกคล้ายเรือถีบเป็ดที่เราคุ้นเคย ผู้ใช้จะนั่งบนเบาะรถ เหยียดขาไปด้านหน้าเล็กน้อย ตรงที่วางเท้า จะมีแถบรัดเท้าแน่นหนา เมื่อเริ่มใช้ขาค่อย ๆ ถีบเพียงเล็กน้อย ตัวกลไกของล้อรถก็จะทำให้รถค่อย ๆ เคลื่อนไปได้โดยไม่ต้องใช้แรงเยอะเลย 

เมื่อขาใดขาหนึ่งเริ่มปั่น ระบบประสาทจะส่งสัญญาณไปที่กระดูกสันหลัง และส่งสัญญาณไปที่เส้นประสาทอีกขา ทำให้อีกขาค่อย ๆ เคลื่อนตาม เป็นปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติ เพราะฉะนั้น แม้ขาจะเป็นอัมพฤกษ์ขยับไม่ได้ แต่ก็ยังค่อย ๆ เริ่มปั่นให้ล้อหมุนไปข้างหน้าได้ 

COGY รถคนพิการสุดล้ำ ความสำเร็จของลูกน้องที่เจ้านายไม่เชื่อ บริษัทล้มละลายเลยทำเอง
COGY รถคนพิการสุดล้ำ ความสำเร็จของลูกน้องที่เจ้านายไม่เชื่อ บริษัทล้มละลายเลยทำเอง
COGY รถคนพิการสุดล้ำ ความสำเร็จของลูกน้องที่เจ้านายไม่เชื่อ บริษัทล้มละลายเลยทำเอง

ผู้ใช้รถเข็น COGY นี้มีตั้งแต่ผู้ป่วยที่มีอาการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน หรือผู้ที่เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตครึ่งท่อนล่าง ยิ่งปั่น ยิ่งมีกล้ามเนื้อ คนไข้หลายคนค่อย ๆ หาย หรือลุกขึ้นมาเริ่มเดินได้ก็เพราะรถเข็น COGY นี้

หาช่องทางการขาย

ซุซุกิเอง ใช้เวลาในการหาเงินทุนตลอดจนหาผู้ผลิตอย่างยากเข็ญ เมื่อรถเข็นพัฒนาเสร็จ เขาก็ต้องหาช่องทางการขายต่อ ตอนแรกเขาพยายามติดต่อตัวแทนจำหน่ายรถเข็นต่าง ๆ แต่บริษัทเหล่านี้ไม่เชื่อว่าจะมีรถเข็นที่ช่วยฝึกให้คนเป็นอัมพาตกลับมาเดินได้อีกครั้ง 

ขณะที่เงินทุนบริษัทร่อยหรอลงไปทุกที มีช่องโทรทัศน์มาถ่ายทำรถเข็นของซุซุกิ เผอิญคนขับรถของประธานบริษัทจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยและผู้สูงอายุได้ดู จึงเล่าให้ท่านประธานฟัง ท่านประธานก็เกิดสนใจเป็นอย่างยิ่ง และสั่งซื้อรถเข็นจากซุซุกิเป็นจำนวนมาก ทำให้บริษัทของเขายังประคับประคองอยู่รอดต่อไปได้ 

COGY รถคนพิการสุดล้ำ ความสำเร็จของลูกน้องที่เจ้านายไม่เชื่อ บริษัทล้มละลายเลยทำเอง
ภาพ : cogycogy.com

ในปี 2011 เมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเขตโทโฮคุ ซุซุกิเห็นว่ามีผู้สูงอายุและผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องนั่งนิ่ง ๆ อยู่ที่สถานที่ลี้ภัยหรือที่พำนักชั่วคราว ขาดการออกกำลังกาย เขาจึงส่งรถเข็นไปให้สถานที่ต่าง ๆ ที่ละ 1 – 2 คัน ปรากฏว่าผู้สูงอายุใช้แล้วชอบ ก็เริ่มบอกต่อกัน บ้านพักคนชราหลายแห่ง จึงเริ่มสั่งซื้อรถ COGY มากขึ้น 

สิ่งที่ทำให้ซุซุกิดีใจ คือมีผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุจำนวนมากที่เคลื่อนไหวร่างกายไม่ค่อยสะดวก แต่เมื่อพวกเขาได้นั่งรถเข็น COGY และถีบล้อหมุนจนเดินทางไปที่ต่าง ๆ เองได้ ร่างกายก็แข็งแรงขึ้น และหลายคนกลับมาเดินได้อีกครั้ง ที่สำคัญ ไม่ใช่แค่ผู้ป่วยกลุ่มเดียวที่ดีใจ ครอบครัวที่ดูแลผู้ป่วยก็ล้วนดีใจที่เห็นผู้ป่วยสดใสขึ้น ยิ้มมากขึ้นไปด้วย 

COGY รถถีบที่ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ท่อนล่างใช้ได้ ของครูผู้ลาออกมาเป็นเซลล์ แล้วเห็นต่างจากนาย พอบริษัทล้มละลายเลยทำเอง
ภาพ : cogycogy.com

ผู้ใช้ผู้หญิงคนหนึ่งเล่าว่า “ฉันเริ่มรู้สึกสนุกตั้งแต่ตอนที่หย่อนก้นนั่งลงบนเบาะแล้ว ตั้งแต่ปี 2011 เส้นเลือดในสมองฉันแตก ทำให้ขาซ้ายฉันขยับไม่ได้เลย ฉันจึงรู้สึกแปลกใจและดีใจมากที่เห็นขาตนเองขยับได้อีกครั้งในรอบ 6 ปี ตอนที่ฉันถีบรถออกไป ฉันรู้สึกเหมือนกำลังเดินขึ้นบันไดเลย ปกติเวลาทำกายภาพบำบัด มันทรมานมาก แต่ครั้งนี้ฉันรู้สึกมั่นใจมากขึ้นว่า การขยับขานั้นก็เป็นเรื่องสนุกมาก ๆ เลย” 

คุณปู่อีกท่านกล่าวว่า “ตอนถีบรถเข็นครั้งแรก รู้สึกเหมือนมีใครมาช่วยเข็นรถเข็นของผม ตอนแรกที่เห็นรถเข็น ผมคิดว่าผมไม่น่าจะถีบรถได้หรอก เพราะแค่ยืนตรง ผมยังเจ็บขาไปหมดเลย ใครจะไปนึกว่าขาตนเองจะขยับได้ขนาดนี้ ผมรู้สึกดีใจคล้าย ๆ กับเวลาที่เด็กหัดเริ่มขี่จักรยานแล้วขี่ได้เลยครับ ภรรยาผมถ่ายภาพผมตอนนั้น เป็นภาพที่ผมยิ้มกว้างมากเลย ถ้ามีใครถามว่า COGY เป็นอย่างไรบ้าง ผมจะรีบบอกให้พวกเขาลองเลยครับ” 

COGY รถถีบที่ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ท่อนล่างใช้ได้ ของครูผู้ลาออกมาเป็นเซลล์ แล้วเห็นต่างจากนาย พอบริษัทล้มละลายเลยทำเอง
ภาพ : cogycogy.com

จากการที่อ่านชีวิตคุณครูโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งที่หันมาทำธุรกิจแบบไม่มีความรู้ด้านนี้ ดิฉันรู้สึกแปลกใจที่คุณซุซุกิเลือกทำธุรกิจที่ยากในการทำกำไร แต่ก็ยังประคับประคองมาถึงทุกวันนี้ ทุกครั้งที่บริษัทกำลังจะเกิดวิกฤต เช่น หาเงินทุนไม่ได้ หาผู้ผลิตรถเข็นไม่ได้ หาแหล่งขายไม่ได้ กลับมีผู้ที่ยืนมือเข้ามาช่วยโอบอุ้มธุรกิจเขาไว้เสมอ ๆ 

อะไรกันที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้… ส่วนหนึ่งคือโมเดลธุรกิจและสินค้าที่ดี แต่จากเรื่องราวของคุณเคนจิ ซุซุกิ ท่านนี้ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่เขามี คือความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะช่วยเหลือผู้อื่น และนั่นเป็นพลังที่ทำให้หลาย ๆ คนสัมผัสและอยากยื่นมือเข้าไปช่วยเขา 

“ผมเองไม่ได้มีความรู้เรื่องการทำธุรกิจเลยครับ ผมคิดในแบบผมว่า อยากตั้งใจทำรถเข็นดี ๆ ให้ผู้ใช้ ตลอดจนครอบครัวของพวกเขามีความสุข คงมีคนหลายคนเห็นว่า อุตส่าห์ทำสินค้าดีขนาดนี้ ถ้าไม่ช่วยคงแย่แน่เลย แล้วก็เข้ามาช่วยเต็มไปหมด เป็นเรื่องที่น่าขอบคุณจริง ๆ ครับ 

“ในอนาคต ผมอยากลดราคารถเข็นให้ถูกลงไปกว่านี้อีก เพื่อทำให้ใครก็ได้ซื้อรถเข็นนี้ไปใช้อย่างมีความสุขครับ” – เคนจิ ซุซุกิ

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load