ตั้งกระดาษรอเย็บจักรเข้าเล่มเบื้องหน้าเราคือผลงานใหม่ล่าสุดของนักเขียนคนโปรด

ด้วยจรรยาบรรณบางประการ เราจึงไม่อาจเปิดเผยรายชื่อให้คุณร่วมตื่นเต้นไปด้วยได้ แต่กว่าบทความนี้จะเผยแพร่ ใครหลายคนคงได้จับจองเป็นเจ้าของพร้อมลายเซนต์ชื่อสร้างความอิ่มเอมใจ

และถ้าคุณพอจะติดตามสถานการณ์แผงหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กบ้านเราในช่วง 5 ปีหลังมานี้ คุณจะพบหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กปกสวย และเข้าเล่มหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ซึ่งในบรรดาหนังสือน้อยใหญ่รูปเล่มสนุกๆ เหล่านี้ นอกจากชื่อผู้เขียนและสำนักพิมพ์ ชื่อหนึ่งที่คุ้นตาเราอยู่เสมอคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาพพิมพ์

ตัดภาพกลับมา ระหว่างที่เดินผ่านตั้งกระดาษลดหลั่นกันไป กลิ่นกระดาษและน้ำหมึกไม่อบอวลอย่างที่คิด จะมีก็แต่เพียงเสียงของเครื่องจักรที่คลออยู่ตลอดบทสนทนาระหว่างเราและ จ๊อก-ชัยพร อินทุวิศาลกุล ทายาทหนุ่มรุ่นที่สองของโรงพิมพ์ภาพพิมพ์ หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาพพิมพ์

และแม้จ๊อกจะยืนยัน ขอยกให้เครดิตของบรรยากาศคึกคักในวงการหนังสือแก่สำนักพิมพ์และนักออกแบบ ผู้มอบโจทย์ความต้องการแปลกๆ จนทำให้โรงพิมพ์ภาพพิมพ์มีโอกาสขยับขยายขอบเขตการทำงานและความสามารถ เราก็ตื่นเต้นในความตั้งใจของเขาอยู่ดี

ตื่นเต้นไปใหญ่เพราะระหว่างพูดคุยก็แอบคิดภาพเขาซ้อนทับกับ แกร์ฮาร์ด ชไตเดิล เจ้าของสำนักพิมพ์และโรงพิมพ์อันเลื่องชื่อในเยอรมนี ผู้เป็นสุดยอดนักทำหนังสือที่ใครๆ ก็อยากว่าจ้างให้แกร์ฮาร์ด ชไตเดิล ตีพิมพ์และดูแลการผลิตให้

แม้แวดล้อมของวงการนักอ่านในบ้านเราไม่เอื้อให้ใครมองเห็นความตั้งใจนี้มากนัก แต่ถ้าไม่ได้ความกล้าลอง กล้าเรียนรู้ และกล้าสนุก ของชายหนุ่มตรงหน้าเราคนนี้ หนังสือน้ำดีและหนังสือสำนักพิมพ์เล็กๆ น่าสนับสนุนคงดูไม่จืดทีเดียว ว่าแล้วก็เหลือบมองถุงหนังสือกองโตที่ได้จากงานหนังสือเมื่อหลายวันก่อนอย่างรู้สึกผิด ตั้งใจว่าจบข้อเขียนนี้คงจะได้ฤกษ์งามยามดีทำความรู้จักกันเสียที

ต่อให้บทความนี้เผยแพร่อยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ช่วยอ่านที่ทันสมัย เราก็เป็นหนึ่งคนที่ค้านหัวชนฝาทุกครั้งที่ได้ยินใครบอกซ้ำๆ ว่าหนังสือและสิ่งพิมพ์กำลังจะตาย

ธุรกิจ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาพพิมพ์ (พ.ศ. 2524)
ประเภทธุรกิจ : โรงพิมพ์
อายุ : 36 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง : ธงชัย  อินทุวิศาลกุล,   จรินพร อินทุวิศาลกุล
ทายาทรุ่นที่สอง : จ๊อก-ชัยพร อินทุวิศาลกุล, โจ้-ชัยรินทร์ อินทุวิศาลกุล, เจ-ชัยฤทธิ์  อินทุวิศาลกุล

Create Outline : ส่งไฟล์ให้โรงพิมพ์

สำหรับเด็กชายที่ครอบครัวทำโรงพิมพ์ สนามเด็กเล่นของเขาไม่ได้มีหญ้านุ่มๆ ชิงช้า ม้าหมุน กระดานลื่น กระบะทราย หรือโครงเหล็กให้ปีนป่าย แต่เต็มไปด้วยกระดาษ กระดาษ และกระดาษ

ก่อนจะเป็นโรงพิมพ์ขนาดใหญ่อย่างทุกวันนี้ หจก. ภาพพิมพ์ เริ่มต้นจากตึกขนาด 4 ชั้น รับงานสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเป็นหลัก ทั้งโปสเตอร์ หนังสือ และนิตยสาร

จ๊อกเล่าย้อนไปถึงนิสัยรักการอ่านของเขาว่า ไม่ได้เป็นเพราะที่บ้านทำโรงพิมพ์ หากแต่เป็นการปลูกฝังจากแม่เมื่อครั้งสมัยทำงานอยู่ที่กรมประชาสงเคราะห์ ที่ทำให้ซึมซับการทำงานเพื่อส่วนรวมและสนใจกิจกรรม รวมไปถึงการเลือกเรียนต่อในคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยที่มีหนังสือเป็นเครื่องมือชั้นดีของการพูดคุยหรือถกเถียงเรื่องราวน่าสนใจ

นอกจากงานผู้ช่วยวิจัยของอาจารย์ และการลงมือทำค่ายอาสาพัฒนาชุมชน จ๊อกมีความฝันเล็กๆ ก่อนมากลับมาทำโรงพิมพ์ที่บ้าน ว่าอยากเป็นอาสาสมัคร NGO ในทวีปแอฟริกา

น่าเสียดายที่โลกขาด NGO ฝีมือดีคนนี้ไป แต่ ณ มุมเล็กๆ มุมหนึ่งในวงการหนังสือของประเทศที่คนอ่านหนังสือเฉลี่ย 8 บรรทัดต่อปี กำลังมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

ช่วง 3 ปีแรกของการเริ่มต้นงานผู้ช่วยทั่วไป จ๊อกเรียนรู้งานรับลูกค้าจากพ่อ สลับกับที่ยังคงทำโครงการเพื่อชุมชนอยู่ จนกระทั้งวันหนึ่งได้บังเอิญรู้จักกับเป้ (วาด รวี) ในร้านหนังสือที่แวะเวียนไปประจำ

“มันเป็นเรื่องของจังหวะจริงๆ นะ เราแค่ชอบหนังสือ เข้าร้านหนังสือ จนบังเอิญเจอคนทำสำนักพิมพ์ในร้านหนังสือ เราถือว่าพี่เป้เป็นคนสำคัญที่ทำให้รู้จักคนในวงการหนังสือมากขึ้น ประกอบช่วงนั้นเพื่อนของเพื่อนที่ทำกิจกรรมสมัยเรียน (วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง) ทำงานกับพี่โญ (ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา) สำนักพิมพ์ openbooks ที่เล่าเพียงจะบอกว่าไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องดวงนะ แต่เป็นเรื่องจังหวะจริงๆ เพราะปัจจัยที่ทำให้เรามาถึงทุกวันนี้มีหลายอย่างมาก เรียกว่าเป็นแรงผลักจากทุกคนให้ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ” จ๊อกเล่าย้อนลำดับถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเริ่มจริงจังและมั่นใจกับสิ่งที่ทำ

Digital Proof : ตรวจงานก่อนวางเพลต

หลังจากเริ่มทำงานให้สำนักพิมพ์ openbooks จ๊อกเริ่มสังเกตสิ่งที่โรงพิมพ์เป็นอยู่ แล้วตั้งคำถามถึงคุณภาพการพิมพ์ ความต้องการลูกค้า และเวลาส่งมอบที่แม่นยำ เป็นบทเรียนสำคัญบทเรียนแรกๆ ที่เขาใช้พิสูจน์ตัวเองก่อนรับไม้ต่อจากพ่ออย่างเต็มตัว

“พี่โญและทีมงาน openbooks ทุกคนสอนผมเยอะมาก ข้อเสนอแนะจากสำนักพิมพ์ทำให้ผมอยากทำงานให้ดีขึ้น ผมตัดสินใจลงทุนซื้อเครื่องพิมพ์ใหม่ เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องหารือกับพ่อ แจกแจงเรื่องค่าใช้จ่าย ต้นทุน ผลลัพธ์ที่ได้ รวมถึงช่วงเวลาคืนทุนอย่างชัดเจน ซึ่งสุดท้ายยอดขายที่เยอะขึ้นตามก็พิสูจน์ว่าการเปลี่ยนวิถีบางอย่าง และการใส่ใจในกระบวนการผลิต เป็นผลดี และเมื่อเริ่มทำงานได้ดีขึ้นก็มีคนรู้จักโรงพิมพ์ของเรามากขึ้น” จ๊อกเล่าว่าแม้การเปลี่ยนเครื่องพิมพ์จะเป็นเรื่องใหญ่ แต่เรื่องใหญ่ที่สุดคือกระบวนการทำงานที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

แล้วอะไรคือสัญญาณสำคัญที่บอกให้รู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างต้องเปลี่ยนให้ดีขึ้น จ๊อกยิ้มก่อนจะตอบออกมาว่า

“พอเริ่มสัมผัสความรู้สึกที่ดีจากการได้ทำสิ่งที่ดีให้ลูกค้า ไม่ใช่แค่เรื่องราคาการผลิตที่ต่ำสุด แต่เป็นเรื่องความใส่ใจกระดาษ งานที่ออกมา และรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำให้เกิดขึ้นได้จริง ความรู้สึกนี้ก็ค่อยๆ แปลงเปลี่ยนเป็นพลัง และ passion ให้เราทำโรงพิมพ์ต่อไป ทำให้เราค่อยๆ มีความสุข ทำให้เราอยากทำให้ดีขึ้นๆ”

ทัศนคติของทีมงาน คือ สิ่งแรกๆ ที่จ๊อกตั้งใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลังจากค่อยๆ รับไม้ต่อจากพ่อ

“ทัศนคติในที่นี้หมายถึงเรื่อง ผลลัพธ์ที่เราจะไม่ยอมให้เกิดขึ้น เช่น พิมพ์หน้าขาด (เกิดหน้าที่เป็นกระดาษเปล่า) มีจุดสกปรกบนงานพิมพ์ หน้าสลับ ขนาดไม่ได้ สันไม่ตรง รายละเอียดเยอะแยะปลีกย่อยต่างๆ ที่ผ่านมาเราใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไป หรือว่าคิดว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่สำหรับผม ผมจะไม่ยอม”

การเปลี่ยนแปลงอย่างที่สองคือ การให้ความสำคัญกับเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ

“หลายครั้งปัญหาก็ไม่ได้เกิดจากคน แต่เป็นปัญหาที่เครื่องจักรมันไม่พร้อมกับการใช้งาน บางครั้งก็ซ่อมแซมกันไป ไม่ก็เปลี่ยนเครื่องจักร เปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจหนังสือมากขึ้น จากที่พิมพ์ได้เพลตละ 8 หน้าก็ซื้อเครื่องใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้เหมาะสมความต้องการ คุณภาพคงไม่ต่างแต่รับงานได้เยอะขึ้น และเพื่อไม่ให้เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพการผลิต ผมคิดว่าควรจะทำให้เหลือแต่ปัญหาที่เกิดจาก human error หรือเรื่องทัศนคติในการทำงานซึ่งมันค่อยๆ เปลี่ยนแปลงได้”

จ๊อกยืนยันความเปลี่ยนแปลงของโรงพิมพ์ภาพพิมพ์ ไม่ได้เกิดจากยุคการเปลี่ยนผ่านสั้นๆ ของเขา หรือมาจากตัวเขา เพราะพบว่าบางปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นจากเครื่องจักรหรือคน แต่เป็นเรื่องระบบ แบบแผน และขั้นตอนในการทำงาน ดังนั้น การเข้ามาช่วยเรื่องบัญชีของโจ้ น้องชายคนกลาง และการวางระบบและโครงสร้างองค์กรใหม่ของเจ น้องชายคนสุดท้อง จึงเหมือนจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่เติมเต็มให้โรงพิมพ์ภาพพิมพ์ในยุคของทายาทรุ่นที่สองดำเนินอยู่อย่างน่าจับตามอง

Production : ขั้นตอนการผลิต

เพราะช่วงนี้สังเกตเห็นหนังสือหน้าตาแปลกดีบนแผง รวมถึงหนังสือสวยๆ จนทำให้เกิดปรากฏการณ์สั่งจองล่วงหน้าบนโลกออนไลน์มากมาย เราถามจ๊อกว่ากระบวนการผลิตของโรงพิมพ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน

“เรื่องนี้เครดิตอยู่ที่สำนักพิมพ์ไม่ใช่ที่โรงพิมพ์อย่างผม และจริงๆ มีตัวเลือกโรงพิมพ์ที่พร้อมให้บริการสิ่งพิมพ์ดีๆ เยอะมาก เพียงแต่ในแวดวงหนังสือบ้านเรามีผู้เล่นไม่มากนัก จึงทำให้เห็นงานของภาพพิมพ์บ่อย” จ๊อกเล่าพร้อมชี้จุดสังเกตของเรื่องนี้ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งที่สวยงามมักได้รับความสนใจเสมอ

บ่อยครั้งที่รูปแบบหนังสือสะท้อนรสนิยมบางอย่างของบรรณาธิการหรือเจ้าของสำนักพิมพ์ นอกจากเนื้อหาและผู้เขียน มีรายละเอียดย่อยๆ มากมายที่แสดงถึงความใส่ใจของสำนักพิมพ์ ทั้งงานออกแบบ งานจัดหน้ากระดาษ การเลือกเนื้อกระดาษ วิธีการเข้าเล่ม ซึ่งเรื่องเหล่านี้มาพร้อมๆ กับราคาที่สำนักพิมพ์ต้องจ่าย

“กับโปรเจกต์แปลกๆ ยากๆ เราตั้งใจคิดค่าใช้จ่ายไม่แพงมากนักเพื่อแลกกับการทดลองเรียนรู้ และทำให้โปรเจกต์นั้นเกิด” ได้ยินอย่างนี้ คนทำหนังสืออย่างเราก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที ก่อนที่จ๊อกจะเล่าขั้นตอนการทำ mock up ที่สำคัญไม่แพ้ขั้นตอนอื่นๆ

ชายหนุ่มตรงหน้าบอกเราว่า ขั้นตอนการเรียนรู้เกิดจากการลองผิดลองถูกที่แท้จริง ก่อนจะเป็นรูปเล่มที่สวยงาม จ๊อกและทีมงานแผนกต่างๆ จะคิดและทดลองทำ mock up ขึ้นมาหลายๆ ครั้ง ปรับ เพิ่มและลดทอนแบบจากโจทย์เพื่อความเป็นไปได้ในการผลิตให้ลูกค้าเห็น ก่อนตัดสินใจผลิตจริง

หนึ่งตัวอย่างโจทย์ mock up สนุกๆ อย่างหนังสือที่ไม่ใช้อ่าน เพื่อใช้สำหรับการทำภาพประกอบโปสเตอร์งานสัปดาห์หนังสือ ออกมาเป็นหนังสือที่ตัดส่วนของขอบกระดาษเป็นขั้นบันได

“ช่วงที่หาวิธีทำงานชิ้นนี้อาจไม่สวยงามมาก แต่ก็ทำให้รู้ว่าเราทำอะไรได้บ้าง”

จากตัวอย่างการพิมพ์ปกหนังสือ ภูมิปัญญามูซาชิ ฉบับ ECLIPSE ของสำนักพิมพ์ openbooks ปกสีดำสนิท พิมพ์สีเมทัลลิกซ้ำทีละครั้ง จำนวน 4 ครั้ง ออกแบบและพัฒนาความคิดโดย สันติ ลอรัชวี และ ณัฐพล โรจนรัตนางกูร แห่ง Practical Design Studio จ๊อกบอกว่าทั้งหมดเกิดขึ้นได้เพราะทุกคนพร้อมใจที่จะทำ ทั้งช่างพิมพ์และลูกค้าที่รู้ความคาดหวังของตัวเอง ช่วยผลักดันให้โรงพิมพ์ภาพพิมพ์ไปไกลกว่าข้อจำกัดที่เคยมี

“ผลดีในระยะสั้นคือเพิ่มศักยภาพของเรา ผลดีระยะยาวคือดีกับธุรกิจของเรา”

และจากที่ได้เห็นหนังสือสวยๆ แบบในทุกวันนี้ ก็ยิ่งทำให้จ๊อกรู้สึกชอบการทำหนังสือมากขึ้นๆ เช่นเดียวกับงานพิมพ์ที่เขาชอบมากๆ อย่างการพิมพ์ปกหนังสือ หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง จากสำนักพิมพ์บทจร

“เป็นเล่มที่ธรรมดามากนะ เข้าเล่มสันกาว แต่งานพิมพ์ปกและงานปั๊ม งานพิมพ์ 4 สี CMYK ธรรมดา แต่สิ่งที่ออกมามันสมบูรณ์แบบมากเลย องค์ประกอบ ตำแหน่งการปั๊มจม ปั๊มนูน ในขนาดและจังหวะที่พอเหมาะ มิติของความนูนความจม ทุกอย่างเรียบง่ายแต่ออกมาเป็นหนังสือที่สวยมาก ดีไซน์จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ใช่แค่เรา แต่เป็นคนที่คิดมาก่อนหน้านี้”

Finishing : จัดส่งหนังสือ

ถ้าคุณเคยได้ยินเรื่องราว แกร์ฮาร์ด ชไตเดิล เจ้าของสำนักพิมพ์และโรงพิมพ์ที่เก่าแก่และเลื่องชื่อในเยอรมนี นักทำหนังสือผู้ทุ่มเทจิตวิญญาณให้กับทุกกระบวนการสมบูรณ์แบบ บุคคลที่ผู้มีอิทธิพลทั่วโลกว่าจ้างให้ผลิตหนังสือสารพัดแนว คุณจะมองเห็นความตั้งใจของจ๊อก (อ่านเรื่อง ‘How to Make a Book With Steidl : ในโรงพิมพ์ของคนทำหนังสืออันดับต้นของโลก’)

แกร์ฮาร์ด ชไตเดิล เป็นแรงบันดาลใจให้เขาในแง่ความตั้งใจในการทำงาน

หากแต่ถ้าเป็นเรื่องความฝัน ที่จะพาโรงพิมพ์ภาพพิมพ์ไปถึงจุดที่เป็นโรงพิมพ์ที่ดีที่สุดในภูมิภาคนี้ จ๊อกบอกว่า วิธีการไปสู่เป้าหมายนั้นจำเป็นต้องทำในสิ่งที่แตกต่างจากที่เป็นอยู่ ซึ่งทุกวันนี้เขาไม่ได้วิ่งหาลูกค้ามากมาย ทุกอย่างเกิดขึ้นและเติบโตอย่างออร์แกนิก จากกระแสปากต่อปาก

จ๊อกเล่าว่า เขารู้สึกดีใจทุกครั้งที่ได้ทำบางโปรเจกต์ที่ดีและมีความต้องการเฉพาะ ช่วยเพิ่มความตั้งใจที่จะเป็นโรงพิมพ์ที่ดีและมีคุณธรรม ผลิตสิ่งพิมพ์ที่มีคุณภาพได้ตามความต้องการของลูกค้า

“ทุกวันนี้ ลูกค้าที่พบก็มีความต้องการแปลกๆ ท้าทายและสนุกไปอีกแบบ” จ๊อกหัวเราะ

“อะไรทำให้โรงพิมพ์ภาพพิมพ์เติบโตสวนทางกระแสที่บอกว่าสิ่งพิมพ์กำลังจะตาย” เราถาม

“ภาพรวมของตลาดสิ่งพิมพ์ประกอบด้วย หนังสือพิมพ์ นิตยสาร สิ่งพิมพ์ส่งเสริมการขาย และพ็อกเก็ตบุ๊ก ซึ่งสัดส่วนที่โรงพิมพ์เราเกี่ยวข้องคือพ็อกเก็ตบุ๊กและสิ่งพิมพ์ขององค์กร ดังนั้นจึงไม่ได้รับผลกระทบกับการปิดตัวลงของสื่อและนิตยสารมากนัก และต่อให้เราอยู่ในตลาดพ็อกเก็ตบุ๊ก เราก็ไม่ใช่โรงพิมพ์เจ้าใหญ่ เรายังไม่เคยพิมพ์หนังสือขายดีด้วยซ้ำ ไม่ใช่ว่าเราเก่งเราเลยไม่ได้รับผลกระทบ แต่เป็นเพราะเราโชคดีที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มส่วนใหญ่ของตลาด”

ได้ยินคำตอบของจ๊อกแล้ว ก็ทำให้เรารู้สึกอยากเดินเข้าร้านหนังสือในทันที หวังอุดหนุนให้สำนักพิมพ์อิสระเจ้าเล็กๆ ไต่อันดับขายดีบ้าง

นอกจากคุณภาพของงานที่ทำ อีกสิ่งที่จ๊อกเชื่อและผลักดันให้คนในทีมเชื่อเหมือนกันคือ เรื่องการบริการ เป็นให้มากกว่าผู้รับจ้างพิมพ์ แต่คือการที่ปรึกษาทั้งในแง่เทคนิคการผลิตและการจัดการต้นทุนที่มีความซื่อตรงต่อวิชาชีพ

“เป็นความภาคภูมิใจในแง่วิชาชีพว่าเราไม่ได้เป็นมือรอง ไม่ได้แย่กว่าคนอื่น เราพยายามทำให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อที่ทีมงานจะรับรู้ว่าคุณภาพเป็นเรื่องสำคัญ ทำอย่างไรให้ดีขึ้น และแบบไหนที่ยอมรับไม่ได้”

สิ่งที่พ่อ ผู้เริ่มต้นก่อตั้งโรงพิมพ์สอนเสมอ คือเรื่องความซื่อสัตย์ เช่น คิดราคามาตรฐาน ไม่เปลี่ยนสเปกลูกค้าโดยไม่บอกลูกค้าก่อน ไม่เบี้ยวเงินใคร ไม่จ่ายเงินใครช้า

“โตมาแบบนี้ผมก็แฮปปี้ที่จะทำแบบนี้ บางทีก็เป็นมากกว่าพ่อด้วยซ้ำ เช่น บางงานพ่อบอกว่าก็แค่แก้ไขแล้วส่งไปใหม่ แต่ผมรู้สึกว่าไม่ได้ ผมไม่แก้ มันต้องทำใหม่เท่านั้น ซึ่งก็เป็นค่าใช้จ่ายมหาศาลนะ แต่สำหรับผม นี่คือขั้นกว่าของคำว่าซื่อสัตย์ ผมทำแล้วสบายใจนะ พอมันจบลงผมก็รู้สึกว่าไม่ติดหนี้ใคร”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาพพิมพ์ พ.ศ. 2524

จากบริษัทผลิตแม่พิมพ์ส่งให้โรงพิมพ์ใน พ.ศ. 2423 ก่อนผนวกร่วมหุ้นกับโรงพิมพ์ กลายเป็น ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาพพิมพ์ ที่มีที่มาจากคำว่า ‘ภาพ’ หรือเพลท รวมกับคำว่า ‘พิมพ์’ คุณพ่อธงชัยเล่าความรู้สึกที่ส่งไม้ต่อให้แก่จ๊อกว่า หลังจากที่เริ่มเห็นแววและความตั้งใจผ่านการทำงาน คุณพ่อก็ถามจ๊อกอย่างจริงจังว่าชอบสิ่งที่ทำอยู่แล้วใช่ไหม

“นอกจากสอนเรื่องความซื่อสัตย์ การบริการลูกค้า ที่ไม่ปิดบัง ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ส่วนไหนผิดก็ยอมรับผิด ไม่โกงลูกค้า ที่สำคัญคือเรื่องความตั้งใจในการทำงาน ถ้าทำในสิ่งที่เราชอบอย่างไรก็ทำได้ดี ส่วนเรื่องการตลาดผมไม่ห่วงเพราะเขามีเพื่อนอยู่ในวงการอยู่แล้ว เหมือนผมสมัยก่อน (หัวเราะ) เป็นการทำการตลาดแบบปากต่อปาก ซึ่งเขาก็ทำได้ดี

“ผมเริ่มต้นจาก 0 ดังนั้น จะบอกเขาเสมอว่า หากจะทำอะไรให้คิดให้ดี คิดหน้าคิดหลัง อย่าเสี่ยงมาก เพราะมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย กิจการพ่อแม่ที่ทำมา 40 – 50 ปีต้องมาเป็นหนี้สินเพราะการทำงานของคนรุ่นลูก ลงทุนไปเยอะๆ แล้วผิดพลาด เรื่องการลงทุนของจ๊อก ครั้งแรกก็ยังไม่มั่นใจ 100% มันมีความเสี่ยง แต่เท่าที่เห็นความตั้งใจ คอยมาอธิบายว่าลงทุนอะไร ความเสี่ยงและผลลัพธ์เป็นอย่างไร มีหลักการแนวคิดอะไรมาสนับสนุน ซึ่งผมรู้สึกพอใจนะ

“ผมเข้าใจว่าคนรุ่นใหม่ต้องการการเห็นผลเร็วๆ กล้าได้กล้าเสีย เป็นเรื่องที่ดีแต่ว่าไม่ใช่กับการทำธุรกิจนะ ธุรกิจต้องคิดถึงความมั่นคง ทำอะไรอย่างมั่นใจ ทีละขั้นทีละตอน step by step” คุณพ่อธงชัยกล่าวทิ้งท้าย

www.parbpim.com

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : พรพรรณเบเกอรี่

ประเภทธุรกิจ : โรงงานผลิตขนมปัง

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2503

อายุ : 62 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ชัยยุทธ ตรีเสน่ห์จิต

ทายาทรุ่นสอง : ธัญญนันทน์ ตรีเสน่ห์จิต Chapter 9

ณ ถนนเอกชัย เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดสมุทรสาคร ชุมชนเก่าแก่ ย่านการค้า และเขตอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยอาคารพาณิชย์ โรงงานขนาดเล็กและขนาดใหญ่ หนึ่งในนั้นคือ ‘พรพรรณเบเกอรี่’ โรงงานขนมปังที่มีอายุกว่า 62 ปี

ก่อตั้งโดย คุณพ่อชัยยุทธ ตรีเสน่ห์จิต จากความคิดที่ว่า ธุรกิจโรงงานขนมในยุคนั้นมีคู่แข่งน้อยและเป็นที่ต้องการสูง จึงเก็บหอมรอมริบและนำเงินทั้งหมดมาเปิดโรงงานผลิตขนมปัง เริ่มต้นครั้งแรกที่ตลาดพลูเมื่อ พ.ศ. 2503 ก่อนจะย้ายมาที่ซอยเอกชัย 48 เมื่อ พ.ศ. 2510

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

ลูกค้าของพรพรรณเบเกอรี่โดยมากเป็นธุรกิจที่ใช้ขนมปังเป็นส่วนประกอบ ไม่ใช่ผู้บริโภคโดยตรง เช่น ร้านขายไอศกรีม ร้านขายขนมปังปิ้ง สืบเนื่องธุรกิจมาเรื่อย ๆ จนกระทั่ง เอ๋-ธัญญนันทน์ ตรีเสน่ห์จิต ลูกสาวคนสุดท้อง เข้ามาต่อยอดพรพรรณเบเกอรี่ จากที่ส่งออกขายแค่ตามท้องตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปต่อยอด จากชื่อของพรพรรณเบเกอรี่ที่อาจจะไม่ค่อยถึงหูผู้บริโภค มาเป็น ‘Chapter 9’ ธุรกิจคาเฟ่ขนมปังของคนรุ่นใหม่ พัฒนาสูตรหลากหลาย และตั้งใจสร้างแบรนด์เพื่อสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง

ปัจจุบัน ด้านหน้าซอยเอกชัย 48 จะเห็นร้านจำหน่ายอุปกรณ์เบเกอรี่ของพรพรรณและโรงงานอยู่ด้านหลัง ถัดมาอีกหน่อยจะเจอร้านคาเฟ่ที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องดินเผาสีน้ำตาล ด้านหลังมีอาคารสีขาวเป็นแบกกราวนด์ ให้ความรู้สึกเหมือนขนมปังสดใหม่ในถุงกระดาษ เช่นเดียวกับ Winning Product ของร้านคือ ‘โชกุปัง’

ฉันมีโอกาสได้มานั่งคุยกับเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังถึงความสำเร็จของ Chapter 9 ซึ่งเธอบอกว่า 

“การเป็นทายาทรุ่นสองของเอ๋มันไม่ง่ายเลย”

ทุกอย่างมีจังหวะของมัน 

เอ๋มีพี่น้องทั้งหมดรวมตัวเองด้วยเป็น 9 คน เธอเป็นคนสุดท้อง แน่นอนว่าการเป็นทายาทรุ่นสอง ทั้งที่เป็นน้องเล็กสุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ก่อนหน้านี้เอ๋ทำงานเอเจนซี่โฆษณา แต่ด้วยอายุงานที่มากขึ้นจึงอิ่มตัว เธอจึงหาความท้าทายโดยเริ่มเรียนทำขนมในช่วงเสาร์อาทิตย์ เพราะคิดว่าถ้าวันหนึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งนี้จริง ๆ ก็อยากจะลองดูสักตั้ง

เอ๋ตัดสินใจลางาน 3 เดือน เพื่อไปทำงานเป็นผู้ช่วยเชฟที่ Le Cordon Bleu ก่อนจะกลับมาทบทวนและตัดสินใจคุยกับที่บ้านว่าจะออกมาทำธุรกิจนี้เต็มตัว

หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ก้าวเข้าสู่วงการธุรกิจกงสีของที่บ้านทีละนิด เพราะรู้ดีว่าธุรกิจโรงงานขนมปังนี้ยังไม่ตอบโจทย์เทรนด์การบริโภคของคนรุ่นใหม่ จึงได้ไอเดียทำร้านคาเฟ่ Chapter 9 ในช่วงเสาร์-อาทิตย์ ควบคู่กับงานวงการโฆษณา เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงผู้บริโภค ใกล้ชิดลูกค้า และเพื่อความยืดหยุ่นทางธุรกิจที่มากกว่าเดิม

ช่วงแรก Chapter 9 ไม่มีเรื่องขนมปังเข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก เพราะเน้นขายเค้กเป็นส่วนใหญ่ตามที่เอ๋ได้ไปเรียนมา

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

“ตอนนั้นเราแทบไม่ได้สนใจเรื่องขนมปังเลย พอใกล้ตัวมาก ๆ เราเลยมองข้าม” แต่เชฟ จัสติน ตัน สามีชาวสิงคโปร์ เห็นข้อได้เปรียบจากธุรกิจโรงงานขนมปังของที่บ้าน และเป็นจังหวะเดียวกับที่เอ๋เริ่มรู้สึกอ่อนล้ากับงานประจำ ซึ่งทำให้ทุ่มเทกับ Chapter 9 ได้ไม่มากพอ จึงตัดสินใจใช้ต้นทุนของสิ่งที่ได้จากพรพรรณเบเกอรี่มาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นอย่างจริงจัง

ทีแรกเอ๋และจัสตินตั้งใจจะเข้าไปทำโดยใช้ฐานการผลิตเดิมของพรพรรณ และแตกสายผลิตภัณฑ์ สินค้าออกไปเพื่อจัด Mass Market แบบกว้าง เพิ่มมาตรฐานสินค้าเพื่อไปจับกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ที่ใส่ใจและให้คุณค่าในรายละเอียดของสินค้า เช่น กลุ่มที่ให้มูลค่ากับสินค้าโฮมเมด เป็นต้น

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียว

สำหรับพรพรรณ เอ๋และจัสตินเป็นเหมือนน้องใหม่ในธุรกิจกงสี ด้วยความที่เป็นมือใหม่ จึงทำให้เสียงของพวกเขาเบากว่า

การเปลี่ยนแปลงระบบในธุรกิจกงสีไม่ใช่เรื่องง่าย เธอยอมรับว่าการทำงานกับพี่น้อง ต่างกันกับการทำงานในออฟฟิศโดยสิ้นเชิง

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

“มันมีแรงต้านบางอย่างระหว่างเรา ครอบครัว และพนักงาน”

เธอเคยโดนพนักงานนินทาลับหลังจนเสียกำลังใจไปก้อนใหญ่

“ให้สัมภาษณ์แบบไม่โลกสวย ตอนแรกเราไม่อยากเข้ามา เพราะกลัวจะมีเรื่องอารมณ์มาเกี่ยวข้อง ด้วยความที่เป็นครอบครัวเดียวกัน การพูดจาบางครั้งอาจทำร้ายความรู้สึกส่วนตัวกันได้ การปรับเปลี่ยนจึงกลายเป็นเรื่องยากมาก ซึ่งปัญหาแบบนี้ไม่มีในการทำงานระบบออฟฟิศ เราไม่มีพันธะอะไรกัน ต่างคนต่างทำงาน มีปัญหาก็มาเคลียร์กันให้จบ แล้วทำงานต่อ”

น้องคนสุดท้องจึงตัดสินใจแยกฐานการผลิตทั้งหมดออกมาจากพรพรรณ เพื่อทำร้าน Chapter 9 เต็มตัว และปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวเองกับทุกคนที่บ้านแทน

โอกาสครั้งใหม่

จนกระทั่งโรงงานผลิตแป้งของพรพรรณ ที่ผลิตแป้งส่งตั้งแต่สมัยคุณพ่อติดต่อมาว่า มีแป้งสูตรใหม่มาให้ลองทำ เป็นแป้งที่ทางโรงงานโม่ขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อการส่งออก ทำให้เนื้อสัมผัสของตัวขนมปัง Chapter 9 แตกต่างจากขนมปังของที่อื่น จึงเกิดเป็นไอเดียกลยุทธ์ ‘Winning Product’ เพื่อสื่อสารให้ลูกค้าเห็นตัวขนมปังของร้านแล้วเชื่อมโยงกับ Chapter 9 ได้ทันที

เอ๋บอกว่า “ทุกอย่างเป็นจังหวะ แป้งสูตรพิเศษนี้ จากที่เขาตั้งใจจะโม่เพื่อส่งออก ก็ส่งออกไม่ได้เพราะโควิด-19 ต่อมาพอประเทศเปิด สามีที่เป็นเชฟมิชลินที่สิงคโปร์ก็เข้ามาช่วยพัฒนาสูตรขนมปัง มันเป็นจังหวะ ๆ ไปหมด” นอกจากนี้ยังมีเรื่องของคอนเนกชันในการพูดคุยติดต่อกับโรงงานผลิตแป้ง ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจาก เจ้ตึ๋ง-สุวรรณี ตรีเสน่ห์จิต พี่สาวคนโตที่พนักงานในพรพรรณต่างเรียกกันว่า ‘เจ้ใหญ่’ ปัจจุบันเจ้ตึ๋งดูแลพรพรรณเบเกอรี่และยังให้คำแนะนำเรื่องการผลิตขนมปังในรูปแบบ Production Scale

ด้วยความที่เอ๋เคยทำบริษัทเอเจนซี่มาก่อน จึงมีทักษะในการโฆษณาสินค้าและสื่อสารออกไปให้ถึงผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีคอนเนกชันกับสื่อและคนรุ่นใหม่มากมาย ซึ่งพร้อมจะเข้ามาช่วยและสนับสนุน Chapter 9 กันอย่างเต็มที่

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

Action Speaks Louder than Words

กลยุทธ์ในการทำธุรกิจของ Chapter 9 นอกจากหา Winning Product แล้ว ยังมีการคิดสูตรขนมปังให้หลากหลาย ทำให้ขนมปังมีรสชาติที่น่าสนใจเกือบ 20 รสชาติ ยกตัวอย่างเช่น ขนมปังที่ Co-campaign กับ Hoegaarden ไอเดียนี้ได้มาตอนช่วงโควิด-19 ร้านนั่งดื่มหลาย ๆ แห่งเปิดทำการไม่ได้ จึงทดลองกับทีมทำรสเบียร์ถั่วพริกเกลือ ทาง Hoegaarden มาเห็น จึงมีการคอลแลบกันเกิดขึ้น

ยังมีการนำเอาระบบ KPI เข้ามาช่วยจัดระเบียบในการทำงานมากขึ้น แต่ด้วยความเป็นธุรกิจกงสี ในช่วงแรกอาจจะยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก “คนรุ่นเก่าจะไม่ค่อยเข้าใจกับ KPI ที่ไม่ใช่ตัวเลข” เอ๋กล่าว

เพราะสิ่งที่คนยุคเก่ามองเห็นหลัก ๆ คือกำไร ขาดทุน ทำให้ทุกคนที่บ้านตั้งคำถามมากมายระหว่างที่เธอกำลังพยายามจะเปลี่ยนแปลงระบบที่มีมานานของธุรกิจกงสี

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

แต่คงเป็นเพราะทายาทรุ่นสองคนนี้มีความคิดที่ไม่เหมือนใคร เธอมองเห็นว่าสักวันธุรกิจจะถึงทางตัน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน ฉะนั้น จึงต้องสร้างบรรยากาศภายในร้าน ระบบการทำงานที่มีระเบียบมากขึ้น และการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพที่ดีต่อคนกินมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการบริการที่ดีมากยิ่งขึ้น “เพราะเรารู้สึกว่าของกินดี ๆ หาซื้อที่ไหนก็ได้ แต่การบริการที่ดี ๆ ต้องฝึกฝน”

เอ๋เป็นคนที่เชื่อว่า Action Speaks Louder than Words เธอพยายามทำในสิ่งที่เชื่อ ทำให้เกิดผลลัพธ์ดี ๆ ขึ้น แล้วส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้พรพรรณต่อไป ทำให้ทุกวันนี้พรพรรณเบเกอรี่เองก็มีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงระบบบางอย่างมากขึ้นเช่นเดียวกัน เอ๋เล่าด้วยน้ำเสียงภูมิใจว่า ในวันที่ทุกสายตาจับจ้องเธอด้วยความสงสัยในสิ่งที่เธอกำลังจะทำ ในวันนี้มันกลับกัน สายตาของทุกคนเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นและพร้อมที่จะสนับสนุน Chapter 9 ต่อไป

“ถึงแม้ว่า Chapter 9 จะไม่ได้ทำทุกอย่างจากพรพรรณ แต่ทุกครั้งที่มีคนสนใจ เราจะพูดถึงพรพรรณเสมอว่า นี่คือรากฐานของเรา ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้สืบทอดธุรกิจพรพรรณโดยตรง แต่เรารับช่วงต่อมรดกของครอบครัว โดยใช้ความรู้ทั้งหมดที่ได้จากครอบครัวมาต่อยอด”

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

จรรยาบรรณของคนทำธุรกิจ Food and Beverage

เอ๋ คือ เจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังคนนี้เป็นคนที่เริ่มต้นธุรกิจของตัวเองด้วยความชอบ

เธอเล่าว่า “โดยธรรมชาติ ปลายทางของการทำธุรกิจคือเงิน เพราะไม่มีใครอิ่มท้องจากความภูมิใจหรอก ไม่มีใครสามารถซื้อบ้านซื้อรถได้จากความชื่นใจ ในระหว่างทาง นอกจากสถานการณ์รอบตัวที่เราต้องต่อสู้แล้ว เราเองต้องคุยกับตัวเองตลอดเวลา ให้ลดทอนบางอย่าง ตัดอีโก้ออกไป แล้วบาลานซ์ความเป็นมนุษย์กับธุรกิจให้ได้”

ในความหมายของเธอคือ การมีจรรยาบรรณในการทำธุรกิจของตัวเองและรับผิดชอบต่อผู้บริโภค

“การทำธุรกิจจากความชอบของตัวเอง ต้องคำนึงเสมอว่า ผู้บริโภคอาจไม่ได้ชอบเหมือนเราเสมอไป คุณจะต้องไม่หิวโหยจนถึงขั้นหยิบยื่นอะไรก็ได้ให้คนกิน”

ทุกวันนี้พิษจากเศรษฐกิจทำให้ผู้ประกอบการบางเจ้าลดคุณภาพสินค้าลง เพื่อขายให้กับผู้บริโภคในราคาเดิม

“อย่าให้เศรษฐกิจบีบเราไปจนถึงขั้นนั้นเลย เพราะสุดท้ายจะกลายเป็นวงจรที่ผู้ประกอบการหวังกำไรฟู่ฟ่า ในขณะที่ผู้บริโภคต้องการบริโภคของกินดี ๆ แต่กลับหาไม่ได้เลย ถ้าเป็นแบบนั้นก็น่ากลัวนะ”

ปัจจุบัน การทำธุรกิจ Food and Beverage ไม่ใช่เรื่องง่าย มีเงินหรือความอดทนอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องเตรียมพร้อมที่จะลงมือทำอยู่เสมอ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

“เราไม่มีความกลัว ความกลัวเราเป็นศูนย์ ถ้าในเชิงธุรกิจบอกว่าเดือนหน้า Chapter 9 ต้องปิดตัว เราก็พร้อมปิด อย่างไรก็ตาม เรามีแบ็กอัปในใจไว้ตลอดเวลา”

นี่คือสิ่งที่เอ๋ ทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ พูดออกมาด้วยความหนักแน่น เธอคิดและวางแผนไว้เสมอ เพราะเชื่อว่าในโลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งที่ทำได้คือการหาหนทางแก้ไขสำรองไว้ เผื่อวันที่เจอกับวิกฤตจะได้ปรับตัวทัน

‘การโตแนวข้าง’ คือสิ่งที่เอ๋ตั้งใจจะทำ เธอไม่ได้คาดหวังว่า Chapter 9 จะต้องเป็นธุรกิจที่กราฟพุ่งขึ้นไปด้านบน แต่สุดท้ายก็ตกลงเพราะตามเทรนด์ไม่ทัน ดังนั้น การเติบโตในแนวข้าง เช่น การแตกแบรนด์ หรือออกสินค้าตัวใหม่ไปเรื่อย ๆ น่าจะเป็นทางออกของธุรกิจ SMEs หรือพวกสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ๆ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

การตัดสินใจครั้งสำคัญ

Chapter 9 จะครบรอบ 1 ปีเดือนกรกฎาคมนี้ ถ้านับช่วงก่อนหน้าที่จะเริ่มทำ ‘โชกุปัง’ ด้วยก็ประมาณ 3 – 4 ปี ในช่วงนั้นเอ๋ยังคงทำงานเอเจนซี่ควบคู่ไปกับร้านอยู่ เธอใช้ชีวิตตลอด 7 วันโดยไม่ได้พัก

“ช่วง 3 – 4 ปีนั้น เราใช้ชีวิตแบบนี้จนเหมือนกึ่ง ๆ ทรมานตัวเอง กึ่ง ๆ พิสูจน์ตัวเอง ถ้าจะทำแบบนี้ เราต้องลองใช้ชีวิตอยู่กับมันดูว่าทำได้หรือเปล่า จนกระทั่งเราตัดสินใจออกจากงานมารีโนเวตร้านใหม่จนจะครบรอบ 1 ปีแล้ว เรารู้สึกว่า 3 ปีของร้านเก่ากับ 1 ปีของร้านใหม่ จังหวะของธุรกิจมันต่างกันโดยสิ้นเชิง”

Chapter 9 เปิดตัวในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 กำลังดุเดือด ในขณะที่พวกเรากำลังหวาดกลัวกับสถานการณ์ตรงหน้า ยังมีกลุ่มคนที่มองเห็นโอกาสและกล้าที่จะลงมือทำในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ จนทำให้เกิดเป็น Chapter 9 มาจนถึงทุกวันนี้ และก็เป็นวิกฤตโควิด-19 อีกเช่นกันที่ทำให้เธอรู้ว่าในโลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน

“การเป็นธุรกิจรุ่นสองที่อยู่ภายใต้อุตสาหกรรม F&B แทบจะเอามรดกตกทอดมาทำต่อไม่ได้เลย”

ผู้ประกอบการหลายเจ้าน่าจะรู้กันดีว่าเทรนด์หมุนเร็วแค่ไหน

“เราอยากเป็นตัวกำหนดเทรนด์ ไม่ใช่ให้เทรนด์กำหนดเรา แต่สิ่งที่ยากที่สุดก็คือการกำหนดมันนั่นแหละ”

ฉะนั้น สิ่งที่ทำได้คือการยอมรับ ยึดติดให้น้อยลง และพร้อมที่จะทิ้งแบรนด์ได้ทุกเมื่อ

เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทำให้ต้องคิดแผนสำรองไว้ในหัวเสมอ ต้องสร้างสมดุลระหว่างการทำกำไรในเชิงธุรกิจกับการผลิตสิ่งที่ดีให้กับผู้บริโภคให้ได้

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

ทีมที่ดี

ลูกสาวคนสุดท้องของธุรกิจโรงงานขนมปังพรพรรณเบเกอรี่ ให้คำนิยามของธุรกิจนี้ว่าเป็น ‘โรงเรียนปฏิบัติจริง’ เพราะเป็นที่ที่ทำให้เธอพูดได้อย่างเต็มปากว่า โลกของการทำธุรกิจไม่ได้สวยงามตามฝันเสมอไป ต้องมีล้มลุกคลุกคลานกันไปบ้าง ไหนจะเรื่องการรับช่วงต่อของธุรกิจกงสีที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก

แต่สิ่งที่ทำให้เอ๋ยังคงทำต่อ คือทีมของเธอ

“เราโชคดีที่มีทีมที่ดี” เธอกล่าวอย่างภูมิใจเมื่อเอ่ยถึงพนักงานทุกคนใน Chapter 9 การรับคนเข้ามาหมายถึงการรับสมาชิกที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน เอ๋เชื่อมั่นในคนมาก และแอบภูมิใจทุกครั้งที่เห็นน้อง ๆ หรือคนในทีมก้าวหน้าไปอีกขั้น

พรพรรณเน้นที่ Mass Market คือ การผลิตต้องรวดเร็วและทำได้ในปริมาณมาก ต่างกับ Chapter 9 ที่ให้ความสำคัญกับความประณีตในแต่ละขั้นตอน รวมไปถึงเทคนิคพิเศษที่ช่วยยืดอายุขนมปังโดยไม่ใช้สารเสริมหรือสารเคมีใด ๆ อีกทั้งยังช่วยดึงรสชาติของตัวขนมปังออกมาให้ได้ดียิ่งขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม

ทั้งสองมีกระบวนการผลิตพื้นฐานที่เหมือนกัน แต่เทคนิคพิเศษและวัตถุดิบนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้กระนั้น พนักงานจากพรพรรณก็เรียนรู้และทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

จึงเกิดเป็นความภูมิใจเล็ก ๆ ของเอ๋และจัสติน ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตและความรู้ให้กับพนักงานได้

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

“เราทำให้คนคนหนึ่งที่เขาอยู่ในอาชีพนี้มาเป็นหลัก 20 – 30 ปี ได้เข้าใจในงานที่เขาทำอยู่จริง ๆ ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเข้าใจหรอกว่าดูยังไง กลูเตน ไขมันคืออะไร แต่วันนี้เขาเข้าใจแล้ว พอเข้าใจ เขาก็เริ่มสนุกกับมัน เริ่มทำโน่นทำนี่เองได้ และต่อยอดได้”

ในช่วงแรก เธอไปขอพนักงานจากพรพรรณเข้ามาช่วยที่ร้าน

“เราคุยกันว่า ถ้าจะรับพนักงานใหม่ ทำไมถึงไม่ใช้คนที่ Know How อยู่แล้วล่ะ”

แต่เพราะเป็นน้องใหม่ขององค์กร จึงยังไม่มีใครเชื่อใจที่จะมาทำงานกับ Chapter 9 ยกเว้นแต่พนักงานจากประเทศลาวคนหนึ่งชื่อ น้อย

น้อยทำงานที่พรพรรณเบเกอรี่มาตั้งแต่สมัยที่เอ๋ยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เขาเล็งเห็นโอกาสความเป็นไปได้ และที่สำคัญคือ เขาเชื่อมั่นในตัวเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังแห่งนี้

เพราะมีประสบการณ์มามากกว่า 20 ปี การทำขนมปังของน้อยจึงไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งสำคัญที่จัสตินและเอ๋สอนน้อยคือความเข้าใจในวัตถุดิบ เหตุและผลของกระบวนการ รวมไปถึงขั้นตอนต่าง ๆ จนทุกวันนี้ น้อยสามารถแบ่งปันความรู้ให้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ได้ ทั้งในส่วนของ Chapter 9 เองและพรพรรณเบเกอรี่

การเรียนรู้แบบหมุนเวียนเกิดขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ จากเอ๋และจัสตินสู่น้อย น้องพนักงาน Chapter 9 ส่งต่อไปถึงพนักงานจากพรพรรณเบเกอรี่ ทำให้ทุกคนเข้าใจในสิ่งที่ตนเองทำกันมากขึ้น และสร้างสรรค์งานกันได้สนุกยิ่งขึ้น

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

บทเรียนของลูกคนที่ 9

“ถ้าในอนาคต Chapter 9 ต้องปิดตัวลง เราก็เชื่อว่าคนของเราที่มีสกิลล์ขนาดนี้ จะช่วยให้เราไปต่อในธุรกิจอื่น ๆ ได้”

นอกจากเป็นทีมที่มีคุณภาพแล้ว เอ๋และจัสตินก็มักถามคนในทีมเสมอถึงเรื่องความฝัน เพื่อช่วยผลักดันให้แต่ละคนไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

“ไม่มีประโยชน์ที่เราจะดึงเด็กคนหนึ่งให้อยู่กับเราตลอดไป เพราะเขาเก่ง เราอยากให้เขาเก่งขึ้น เหมือนกับตัวเรา เราเองยังไม่อยากจะอยู่ร้านทุกวันเลย” เธอหัวเราะ “พอเซ็ตทุกอย่างในร้านให้พร้อม เรากับจัสตินก็แยกย้ายไปทำตามความฝัน เรายังคงคิดถึงงานเอเจนซี่อยู่ ก็เลยรวมตัวกับเพื่อนเปิดเป็นเอเจนซี่เล็ก ๆ ชื่อ ‘Second Nature’ ที่มีทั้งเรื่องขนมและงานโฆษณา เราชอบการสื่อสาร เพียงแต่อันหนึ่งเป็นการสื่อสารผ่านขนม และอีกอันคือการสื่อสารผ่านชิ้นงาน”

สุดท้ายแล้วความแน่นอนคือความไม่แน่นอน “เราไม่เชื่อในอิฐ หิน ปูน ทราย ฉะนั้น ในอีก 5 ปีข้างหน้าเราจะเอา Chapter 9 ลงออนไลน์ให้หมด การโตในแนวข้างของ Chapter 9 จะหลากหลายขึ้น คุณภาพจะดียิ่งขึ้น และคนจะหาเราเจอได้ทุกที่ทุกเวลา”

ความกล้าหาญและพลังบวกที่ได้รับจากเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงที่นั่งคุยกัน ทำให้ฉันมองภาพของธุรกิจนี้กว้างขึ้นไปอีกขั้น วิสัยทัศน์ของเอ๋เป็นเหมือนลูกศรที่พร้อมจะพุ่งไปข้างหน้า เพื่อไล่ตามความฝันของตนเอง และนำทางให้ทีมไปพร้อม ๆ กัน รอยยิ้มที่มีให้กับพนักงานและลูกค้าที่แวะเวียนไปมา ยังคงอบอุ่นและให้การต้อนรับเป็นอย่างดีอยู่เสมอ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

Writer

ตรีเนตร จตุพร

นักเขียนฝึกหัดที่ชื่นชอบงานศิลปะ ธรรมชาติ และบทกวี หลงใหลในความย้อนแย้งของโลกใบนี้ เช่น การกินไอศกรีมในหน้าหนาว

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load