ถ้ามีผู้หญิงสักคนที่เราอยากให้คุณรู้จักในวันสตรีสากลที่กำลังจะมาถึง คนคนนั้นคือ ผู้หญิงช่างสงสัยที่ชื่อ ผึ้ง-ณัฐยา บุญภักดี

จากสิ่งที่เธอพยามทำมาตลอดหลายปี หลายคนคงมองว่าเธอเป็นนักเรียกร้องสิทธิสตรีที่ดุดัน แต่เปล่าเลย เมื่อบทสนทนาเริ่มต้นขึ้น เราสัมผัสได้ว่าผู้หญิงตรงหน้าคือคนที่ยิ้มแล้วโลกสดใสมากคนหนึ่ง แถมเธอยังออกตัวตั้งแต่แรกว่า ก่อนจะมาทำงานด้านนี้ เธอไม่เคยอินกับปัญหาของผู้หญิง ไม่เคยสนใจสตรีศึกษา ไม่เคยศึกษาทฤษฎี Gender หรือ Feminism

ชีวิตเธอมาถึงจุดนี้เพราะความสงสัยว่า ‘ความไม่เท่าเทียมระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง…มีอยู่จริงไหม’

แล้วก็ออกตามหาคำตอบผ่านการทำงานกับผู้หญิงที่บาดเจ็บในชีวิตมากมาย ทั้งผู้หญิงที่ถูกล่อลวงไปขายแรงงาน ค้าประเวณี ติดเชื้อเอชไอวี โดนทารุณตบตี ไปจนผู้หญิงที่พลาดเป็นแม่วัยรุ่น

ปัจจุบันเธอคือผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้ทำงานในประเด็นเรื่องเพศ ผู้หญิง และอื่นๆ อีกมากมายกว่า 20 ปี ผลงานชิ้นโบแดงคือการผลักดันให้สังคมไทยหันมาสนใจประเด็นแม่วัยรุ่น จนเกิด พ.ร.บ. ป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559

สิ่งสำคัญที่วัยรุ่นไทยได้รับจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่คุณผึ้งตั้งใจผลักดัน คือสิทธิในการเรียนรู้เพศศึกษารอบด้าน เข้าถึงการบริการด้านอนามัยเจริญพันธุ์ และหากชีวิตพลั้งพลาด…แม่วัยรุ่นสามารถสามารถเรียนต่อได้หลังคลอดพร้อมช่องทางการคุ้มครองอีกมากมาย เพื่อให้พวกเขามีโอกาสแก้ไขชีวิตเมื่อผิดพลาดและเติบโตไปเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

เพราะคุณผึ้งเชื่อมั่นว่าในมนุษย์หนึ่งคน มากล้นด้วยเมล็ดพันธุ์ดีๆ

นี่คือเรื่องราวว่าด้วยการใช้ชีวิตเป็นเดิมพันในการหาคำตอบ

ณัฐยา บุญภักดี

สู่งานเพื่อสังคมเพราะทำงานบ้านทุกวัน…

ถ้าจะบอกว่าชีวิตการทำงานเพื่อสังคมกว่า 20 ปีของคุณผึ้งเริ่มต้นตั้งแต่ตอนเป็น ‘เด็กหญิงผึ้ง’ คงไม่ผิดนัก

เด็กหญิงผึ้งโตมาในครอบครัวที่เธอให้นิยามว่า ‘ติดกรอบเรื่องเพศ’ คือปฏิบัติกับลูกชายและลูกสาวตามกรอบทางเพศที่สังคมบอกว่าดี ลูกผู้หญิงต้องเรียบร้อย อ่อนหวาน ทำงานบ้านทุกอย่าง เหตุการณ์ซ้ำๆ อย่างกลับบ้านตอนเย็น น้องชายสามารถโยนกระเป๋าแล้วออกไปเล่นได้ ในขณะที่เธอต้องทำงานบ้านเต็มไปหมด มันสะสมจนเป็นคำถามในใจว่า

“ทำไมลูกชายกับลูกสาว…ไม่เท่าเทียมกัน”

สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้เด็กหญิงผึ้งอยากลุกขึ้นมาตามหาคำตอบหรือเรียกร้องสิทธิสตรีตั้งแต่วันนั้น แต่มันทำให้เธอเป็นคนไวต่อ ‘ความไม่ยุติธรรม’ มาจนถึงวันนี้ เธอเล่าว่า ตัวเองมักจะยื่นมือเข้าไปช่วยคนที่ไม่ได้รับความยุติธรรมเสมอ จนเลือกศึกษาต่อระดับปริญญาโทเกี่ยวกับการทำงานเพื่อสังคม

“ในวันนั้นเมื่อ 20 ปีก่อน สิ่งที่เราสนใจคือการช่วยชาวนา เราไม่ได้อินเรื่องเพศหรือเรื่องผู้หญิงเลย ไม่เฟมินิสต์ ไม่เคยเรียนทฤษฎีเจนเดอร์ ไม่เคยอ่านสตรีศึกษา เราก้าวเข้ามาทำงานตรงนี้ตามจังหวะชีวิต มันเป็นอะไรที่ตลกมากและยังไม่เคยเล่าให้ใครฟัง”

ณัฐยา บุญภักดี
ณัฐยา บุญภักดี

‘เรื่องของปราง’ สู่ ‘เส้นทางการทำงานเพื่อผู้หญิงของผึ้ง’

สิ่งหนึ่งที่คุณผึ้งเชื่อที่สุดคือเรื่องจังหวะชีวิต

จังหวะชีวิตที่เธอต้องหันเหจากความสนใจเรื่องชาวนาไปเดินในเส้นทางการทำงานเพื่อผู้หญิง ตอนที่เธอเรียนใกล้จบปริญญาโท คุณผึ้งพาคุณยายไปหาหมอ และโชคชะตาก็ชักพาให้คุณผึ้งนั่งติดกับคุณยายท่านหนึ่งซึ่งเป็น ‘ประธานมูลนิธิผู้หญิง’ เธอคอยช่วยเหลือคุณยาย คุยกันถูกคอมากจนท่านเอ่ยถามว่า

“เรียนจบปริญญาโทจะไปทำงานที่ไหน สนใจงานด้านผู้หญิงมั้ย ยายเป็นประธานมูลนิธิผู้หญิง”

“อ๋อ ไม่สนค่ะ เรื่องผู้หญิงมันเป็นประเด็นเล็กมากสำหรับหนู หนูสนใจประเด็นชาวนา”

คุณยายเลยยื่นหนังสือให้เล่มหนึ่งชื่อ เรื่องของปราง เป็นไดอารี่ของผู้หญิงที่อยากตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ เลยเข้าไปอยู่ในวังวนการขายบริการทางเพศ ตอนนั้นเธออ่านแล้วก็รู้สึกว่า ‘มันมีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ’ คำถามนี้สะกิดใจจนคุณผึ้งเจอเลือกทำโปรเจกต์จบปริญญาโทเกี่ยวกับโรคเอดส์ที่เป็นปัญหายอดฮิตในเวลานั้น

“ตอนนั้นเราลงไปสัมภาษณ์คนเยอะมาก ทุกคนพูดตรงกันว่า ถ้าอยากให้ปัญหาเอดส์หมดไป ต้องรณรงค์การใช้ถุงยางอนามัย ปีนั้นคือปี 2538 คนยังไม่รู้จักเลยว่าถุงยางอนามัยคืออะไร เราจำตอนที่เขียนข้อเสนอแนะในเอกสารได้ชัดมาก เรานั่งนึกถึงพ่อกับแม่ว่าเขาจะใช้ถุงยางมั้ย แม่เป็นคนเรียบร้อยมาก จะกล้าพูดเรื่องถุงยางกับพ่อมั้ย แล้วถ้าพ่อไม่อยากใช้ แม่จะมีอำนาจบนเตียงจริงๆ เหรอ นาทีนั้นทำให้เราพบว่า ‘ความไม่เท่าเทียมทางเพศ’ มันมีอยู่จริงนี่นา แค่เรื่องถุงยางก็เห็นแล้วว่าใครมีอำนาจตัดสินใจ เราอยากหาคำตอบเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศมากขึ้น เลยไปสมัครงานที่มูลนิธิผู้หญิงของคุณยาย”

ณัฐยา บุญภักดี

ออกตามหาคำตอบผ่านมูลนิธิผู้หญิง – Population Council – มูลนิธิสร้างความเข้าใจสุขภาพผู้หญิง – UNFPA

ความไม่เท่าเทียมทางเพศ…มันมีอยู่จริง

คุณผึ้งเจอคำตอบที่สงสัยตั้งแต่งานแรกที่ได้ทำในมูลนิธิผู้หญิง โดยเธอเป็นนักวิจัยในโครงการวิจัยเกี่ยวกับผู้หญิงไทยที่ถูกล่อลวงไปขายบริการทางเพศหรือเป็นแรงงานทาสที่ต่างประเทศ ทำหน้าที่อ่านและวิเคราะห์บทสัมภาษณ์ชีวิตผู้หญิงเหล่านี้กว่า 100 คน

“หลังจากการอ่านชีวิตผู้หญิงกว่าร้อยคนทำให้เราเห็นสิ่งที่มันซ้ำๆ วนๆ ในชีวิตผู้หญิงกลุ่มนี้ คือไม่ได้รับความสำคัญเท่ากับพี่หรือน้องที่เป็นผู้ชาย ไม่ได้เรียนหนังสือหรือเรียนน้อยกว่า ไม่สามารถทดแทนบุญคุณพ่อแม่ได้ด้วยการบวช แต่ต้องทดแทนด้วยการทำให้พ่อแม่สุขสบาย มันซ้ำๆ จนทำให้เราเข้าใจตัวเองว่า…อ๋อ แม่กับพ่อไม่ได้รักเราน้อยกว่าน้องชาย แต่เราก็เหมือนชีวิตผู้หญิงเหล่านี้ที่ถูกเลี้ยงดูในครอบครัวที่ให้คุณค่าและปฏิบัติกับลูกชายหญิงไม่เท่ากัน”

หลังจากเจอคำตอบคุณผึ้งก็ทำงานให้ความรู้และปลุกพลังให้ผู้หญิงที่มีบาดแผลเห็นศักยภาพในตัวเอง ทำไปเรื่อยๆ จนเกิดคำถามใหม่ในชีวิตว่า ทำยังไงถึงจะแก้ปัญหาให้ถึงต้นตอมากกว่านี้

จากการวิเคราะห์ของตัวเธอเองในเวลานั้น เธอคิดว่าคงต้องปลูกฝังองค์ความรู้เรื่องเพศแบบรอบด้านของผู้หญิงทุกคนตั้งแต่วัยรุ่น และจังหวะชีวิตแปลกๆ ก็มาถึงอีกครั้งเมื่อองค์กรวิจัยระหว่างประเทศชื่อ Population Council ต้องการสำรวจสถานการณ์ว่าสุขภาพของผู้หญิงไทยเป็นอย่างไร และมีคนชวนให้คุณผึ้งร่วมโครงการวิจัยดังกล่าว

ตอนนั้นเธอสำรวจพบว่าปัญหาการท้องไม่พร้อมของวัยรุ่นไทยถูกละเลยเยอะมาก จึงทำโครงการวิจัยสัมภาษณ์ผู้หญิงที่มีประสบการณ์ท้องไม่พร้อมที่ทำแท้งและไม่ได้ทำแท้งเกือบ 80 คน

“เราได้เจอเรื่องราวของผู้หญิงซึ่งผ่านการทำแท้งมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วก็ไม่รู้สึกอะไรกับมัน มีนักเรียนหลายเคสที่เต็มใจท้องกับผู้ชายที่รัก แต่เป็นพ่อแม่เขาที่ไม่พร้อมและอยากให้ลูกทำแท้ง มีเด็กที่ท้องแล้วพยายามใส่เสื้อพละคลุม ขี่มอเตอร์ไซค์ไปดึกๆ เพื่อทำแท้งเถื่อนแต่ไม่สำเร็จ พ่อแม่มารู้วันคลอดก็ช่วยเลี้ยงหลาน สิ่งที่เราเรียนรู้จากเรื่องนี้คือเราตัดสินผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมไม่ได้เลย บอกไม่ได้ว่าหลังจากท้องเส้นทางไหนคือเส้นทางที่ถูก เพราะจากการสัมภาษณ์มันมีเหตุผลที่ทับซ้อนกันจากคนหลายฝ่าย”

หลังจากจบโครงการวิจัยนั้นคุณผึ้งร่วมมือกับเครือข่ายต่างๆ ผลักดันให้ประเด็นแม่วัยรุ่นถูกพูดถึงและแก้ไขมากขึ้น เช่น ทำหลักสูตรเพศศึกษารอบด้านกับองค์กร Teenpath ผลักดันให้มีบ้านพักฉุกเฉินทุกจังหวัดสำหรับผู้หญิงท้องไม่พร้อม ก่อตั้งมูลนิธิสร้างความเข้าใจสุขภาพผู้หญิงเพื่อทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ จนได้เข้าไปช่วยผลักดันกฎหมายและนโยบายในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารแผนงานเยาวชน กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ หรือ UNFPA (United Nations Population Fund)

เธอทำทุกวิถีทางจน พ.ร.บ. แม่วัยรุ่นที่เรียกร้องสิทธิให้วัยรุ่นไทย คลอดออกมาในปี 2559

ณัฐยา บุญภักดี
ณัฐยา บุญภักดี

ทุกปัญหาเริ่มต้นแก้ได้ที่ครอบครัว” คำตอบที่พาชีวิตมาสู่งานเพื่อเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน

เมื่อ พ.ร.บ. แม่วัยรุ่นคลอดออกมา คุณผึ้งก็หมดไฟ

เมื่อกฎหมายผ่าน สิ่งที่คุณผึ้งต้องเจอคือระบบการทำงานไม่เอื้ออำนวยให้กฎหมายที่เธอตั้งใจถูกบังคับใช้จริง คุณผึ้งพยายามผลักดันให้เกิดการปฏิบัติจริงจากทุกฝ่ายแต่งานขยับไปน้อยนิด จนชีวิตมาถึงจุดที่หมดไฟอยู่ประมาณ 2 เดือน ในช่วงเวลานั้นเธอใช้วิธี ‘ถอดตัวเองออกจากสถานการณ์’ พูดภาษาบ้านๆ คือไปพัก ไปเที่ยว ไปเยียวยา จนพบว่าระบบที่เธออยู่ไม่ได้ผิดแต่มันเหมาะสำหรับการขยับในระดับนโยบาย หากเธออยากแก้ปัญหานี้ที่ต้นตอที่สุดเธอก็ต้องไปอยู่ที่ๆ ทำงานนี้ได้เหมาะกว่า

“เราเชื่อว่าทุกปัญหาเริ่มต้นแก้ได้ที่ครอบครัว เริ่มตั้งแต่เขาเป็นเด็ก”

คุณผึ้งตัดสินใจลาออกเพื่อจะก่อตั้งมูลนิธิที่ทำงานเพื่อเด็กและเยาวชน แล้วชะตาชีวิตก็เล่นตลกอีกครั้งเมื่อสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ประกาศหาผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว คุณผึ้งเลยได้เข้ามาทำงานที่เน้นดูแลเด็กและเยาวชนในทุกมิติจนถึง 25 ปีเต็ม

“ตอนนี้เราเหลือคำถามเดียวที่กำลังออกตามหาคำตอบ คือเราสามารถสร้างระบบที่สามารถสนับสนุนทุกครอบครัวให้เลี้ยงเด็กคนหนึ่งโตมาอย่างมีศักยภาพที่สุดได้ไหม และเรากำลังทำงานนี้อยู่ เราเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาไม่ได้เพื่อที่จะมาเป็นผู้หญิงหรือเป็นผู้ชาย มนุษย์ทุกคนเกิดมาเพื่อที่จะเป็นมนุษย์ เขาควรที่จะได้รับการเลี้ยงดูบ่มเพาะให้เติบโตขึ้นเต็มศักยภาพในความเป็นมนุษย์ของเขา ไม่ว่าเขาจะมีต้นทุนมากแค่ไหน เขามีเมล็ดพันธุ์ที่จะพัฒนาเป็นอะไรได้อีกมากมาย มันไม่ควรจะถูกบล็อกโดยเพศหญิงหรือเพศชาย”

ณัฐยา บุญภักดี
ณัฐยา บุญภักดี

พลังของผู้หญิงแห่งแรงบันดาลใจ

บทสนทนามาถึงช่วงท้าย เราได้รับพลังดีๆ มากมายจากผู้หญิงคนนี้

เป็นพลังดีๆ ที่ทำให้เราอยากย้อนมาสำรวจตัวเองว่ามีคำถามไหนในชีวิตที่เรียกร้องให้เราหาคำตอบ มีอะไรที่เราทำเพื่อผู้อื่นได้บ้าง และพลังที่คุณผึ้งส่งต่อในช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้เราสงสัยอีกว่า ผู้หญิงคนไหนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เธอ

“มีผู้หญิง 2 คนที่เป็นแรงบันดาลใจมากในการสู้ชีวิตของเรา คนแรกคือคุณยาย อีกคนชื่อสร้อย เป็นผู้หญิงคนแรกที่เราได้มีโอกาสช่วยเหลือเขา สร้อยถูกญาติหลอกให้ไปทำงานที่ต่างประเทศ บอกว่าให้ไปเป็นแม่ครัว แต่จริงๆ คือไปขายบริการ เขากลับมาได้และต้องการฟ้องญาติคนนี้ทั้งที่อ่านหนังสือไม่ออก ไม่เข้าใจระบบกฎหมาย เราก็ต้องช่วยดูแลเขาให้ปลอดภัย พาเขาขึ้นศาล เราต้องเป็นคนพิมพ์เรื่องของเขาเวลาเขาเล่า ต้องติดต่อทนาย อยู่กับเขาหลายปีจนเขาชนะคดี เราเห็นเขาสู้จนเขาได้ใช้ชีวิตของเขา มันเป็นแรงบันดาลใจให้เรามากๆ”

บทสนทนาเงียบไปครู่หนึ่ง คุณผึ้งมองออกไปนอกหน้าต่าง เราเลยขอให้เธอลองทบทวนว่าจากที่ทำงานในประเด็นเพื่อผู้หญิงมากว่า 20 ปี ได้สัมผัสและรับรู้เรื่องราวของผู้หญิงมานับร้อย คุณผึ้งคิดว่าพลังที่แท้จริงของผู้หญิงคืออะไร

“อืม” คุณผึ้งมองออกไปนอกหน้าต่างระหว่างใช้ความคิด “ถ้าให้นึกถึงผู้หญิงหลายร้อยคนที่ตัวเองสัมผัส ผู้หญิงที่ติดเชื้อเอชไอวี ผู้หญิงที่ถูกข่มขืน ผู้หญิงที่ถูกสามีทำร้าย ผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิด ผู้หญิงที่ถูกตีตรา พลังของผู้หญิงเนี่ยมันมาจากการที่ต้องการที่จะพิสูจน์กับตัวเองให้ได้ในวันหนึ่งว่า ไม่ว่าสังคม ไม่ว่าใคร จะทำยังไงกับฉันก็ตาม ฉันจะลุกได้ทุกครั้ง ฉันจะผงาดขึ้นมาให้ได้ทุกครั้ง ฉันจะสู้ไม่ถอย ถ้าฉันล้มฉันก็จะล้มไม่นาน ฉันจะลุกขึ้นมาให้ได้ทุกครั้งไม่ว่าใครจะทำยังไงกับฉันก็ตาม”

สิ่งเดียวที่รับรู้ในหัวใจเวลานี้…คือชีวิตมนุษย์นั้นสวยงามเหลือเกิน

ณัฐยา บุญภักดี

Writer

วิภาดา แหวนเพชร

ขึ้นรถไฟฟ้าหรือไปไหนจะชอบสังเกตคน ชอบคุยกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะ homeless ชีวิตมนุษย์นี่มหัศจรรย์มากๆ เลย ชอบจัง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

18 พฤศจิกายน 2565
1 K

‘เชียงราย’ เป็นเมืองขนาดกลางเหนือสุดในสยามที่เรามาเยี่ยมเยียนบ่อยครั้ง เท่าที่จำความได้ เชียงรายอุดมด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติที่สวยงาม แถมเป็นเมืองศิลปะที่มีศิลปินพำนักอยู่แทบทุกอำเภอ แต่น่าแปลกที่เมืองศิลปะแห่งนี้กลับไม่มีพื้นที่สร้างสรรค์ใหม่ ๆ ให้เยาวชนและคนที่สนใจเข้าไปทิ้งตัวเท่าไหร่ ต่างจากเมืองศูนย์กลางอย่างกรุงเทพฯ ที่เดินย่านไหนก็พบพื้นที่สร้างสรรค์เก๋ ๆ เต็มไปหมด 

เมื่อรู้ว่ามีคนทำหนัง 2 คนย้ายสำมะโนครัวจากกรุงเทพฯ มาตั้งรกรากที่เชียงราย พร้อมเปิด ‘พก

ร้านหนังสือและโรงหนังสารคดีเคลื่อนที่ในรถตู้ขนาดกะทัดรัด ขนสารพัดหนังสือและหนังสารคดีไปฉายตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งในและนอกจังหวัด เราก็อดตื่นเต้นไม่ได้และอยากพกใจไปสนทนากับทั้งคู่ทันที

พก : ร้านหนังสือ-โรงหนังเคลื่อนที่ จ.เชียงราย เร่หนังและหนังสือดี ๆ ไปหาชาวเหนือ

พกไม่มีหน้าร้าน พกไม่มีวันหยุดหรือวันทำงานที่แน่นอน มีเพียงรถตู้คู่ใจที่พาคนทำหนังอย่าง เป๊ก-ธวัชชัย ดวงนภา และ ดา-สุดารัตน์ สาโรจน์จิตติ ไปทุกที่ พลันล้อรถตู้คันนี้หยุดหมุน พวกเขาก็ค่อย ๆ หยิบจอ เครื่องฉายหนังชั้นดี และกองหนังสือตั้งเล็ก ๆ ที่พกไปด้วยมาจัดวาง 

รอเวลาให้คนมานั่งหน้าจอ ดื่มด่ำกับหนังสารคดีที่คัดสรรให้เข้ากับสถานที่ แล้วปล่อยให้เสียงดนตรี ภาพฉาย และเรื่องราวที่นำเสนอทำงานกับหัวใจของผู้ชมในทุก ๆ พื้นที่ที่พกจะไปถึง

พกใจไปเชียงราย

จุดเริ่มต้นอาจแตกต่าง แต่ปลายทางคือฝั่งฝันเดียวกัน – ชีวิตของดาและเป๊กเป็นแบบนั้น
เป๊กคลุกคลีกับหนังสารคดีมานานกว่า 20 – 30 ปี เริ่มต้นตั้งแต่สารคดีจากรายการ กบนอกกะลา และรายการ คนค้นฅน แม้ตอนนั้นจะยังไม่รู้ว่าสิ่งที่เสพคืออะไร แต่ 2 รายการนี้ทำให้เขาเข้าเรียนด้านสื่อสารมวลชน อีกทั้งทำงานเกี่ยวกับหนังและวิดีโอจวบจนปัจจุบัน – ซึ่งตรงกันข้ามกับดา 

แต่เดิมดารู้จักมักจี่เพียงการทำหนังฟิกชันตามกรอบตามขนบ เมื่อได้โจทย์ให้ไปทำหนังสารคดีกับชุมชน ภาพที่เห็นและเรื่องราวที่ได้ฟังทำให้เธอจึงตกหลุมรักความเป็นสารคดีเข้าอย่างจัง

“สารคดีเป็นเครื่องมือที่ทำให้เรารู้จักโลกอีกใบหนึ่ง เป็นโลกที่เราไม่อยากปรุงแต่งเยอะ เพราะเรื่องราวของเขามีคุณค่าอยู่แล้ว อีกอย่าง ถ้าไม่ใช่สารคดีใหญ่ ๆ แบบสารคดีสัตว์โลก สารคดีก็พาเรากลับไปมองเรื่องเล็ก ๆ ใกล้ตัวที่เราอาจมองข้าม นี่แหละ คือเสน่ห์ที่ทำให้เราสนใจสารคดี” ดาอธิบาย

พก : ร้านหนังสือ-โรงหนังเคลื่อนที่ จ.เชียงราย เร่หนังและหนังสือดี ๆ ไปหาชาวเหนือ

เมื่อคนทำหนังสองคนที่คลุกคลีกับวงการสร้างสรรค์ในกรุงเทพฯ ตัดสินใจย้ายมาอยู่ในเมืองขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กอย่างเชียงราย แต่เต็มไปด้วยมวลบางอย่างที่ทำงานกับหัวใจ สายตาของทั้งคู่ก็เริ่มสอดส่ายหาเป้าหมายอะไรบางอย่าง และ 1 ปีหลังจากตกตะกอนกับจังหวัดแห่งนี้ ‘พก’ จึงเกิดขึ้น

“ไม่ว่าจะเป็นสารคดีในรูปแบบของหนังหรือหนังสือ เรารู้ว่ามันมีพลังของเรื่องจริงที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคมทั้งวงเล็กและวงใหญ่ แต่ในจังหวัดเชียงรายและอีกหลาย ๆ จังหวัดกลับไม่มีพื้นที่อย่างโรงหนังหรือร้านหนังสืออิสระที่จะนำเสนอเรื่องราวเหล่านั้นได้ เราเลยอยากทำมันขึ้นมาเอง” 

เมื่อพวกเขาตกลงปลงใจว่าจะสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ในจังหวัดเชียงราย เป๊กและดาต้องหาโมเดลที่ตอบโจทย์ทั้งความฝันและเงินในกระเป๋า การก่อตั้งโรงหนังที่ตั้งอยู่เฉย ๆ รอให้คนแวะเวียนเข้ามาอาจไม่ตอบโจทย์ยุคสมัย แต่โมเดลของรถเคลื่อนที่ที่จะพาหนังไปหาคนดูจึงเข้าท่ากว่า

รถตู้คันมินิของพกจึงรับหน้าที่ที่สุดแสนจะบิ๊กตั้งแต่ตอนนั้น

พก : ร้านหนังสือ-โรงหนังเคลื่อนที่ จ.เชียงราย เร่หนังและหนังสือดี ๆ ไปหาชาวเหนือ
พก : ร้านหนังสือ-โรงหนังเคลื่อนที่ จ.เชียงราย เร่หนังและหนังสือดี ๆ ไปหาชาวเหนือ

พกหนังไปฉาย

แรกเริ่ม เป๊กและดาเน้นจัดฉายหนังโดยเก็บค่าเข้าชมในราคา 80 – 100 บาท เมื่อการมีอยู่ของพกเริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น และเห็นว่าโมเดลนี้มีคุณค่ากับวงการสร้างสรรค์และประชาชนคนทั่วไป เจ้าของพื้นที่ต่าง ๆ ก็เริ่มเหมารอบหนังไปจัดฉาย เรียกว่าช่วยลดค่าตั๋วให้คนดูและช่วยให้พกอยู่ได้ด้วย 

“การที่เราฉายหนังแล้วมีคนยอมจ่ายค่าตั๋วมาดู ก็แสดงให้เห็นคุณค่าบางอย่างแล้ว แต่คุณค่าหลังจากนั้นคือ บางครั้งมีคนสนับสนุนเพื่อให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ถึงคนดูไม่เสียเงินแต่ก็เสียเวลาและอาจจะต้องเสียค่าเดินทาง แปลว่าภาพยนตร์มันทำงานกับเขาอย่างสุดหัวใจ” เป๊กเล่าถึงคุณค่าที่เขาพบ

วิธีการเลือกหนังไปฉายของพกไม่ได้ขึ้นอยู่กับเป๊กและดา แต่ขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่นั้นคืออะไร เจ้าของพื้นที่ต้องการหนังรูปแบบไหน จากนั้นจึงจะคัดสรรหนังให้เจ้าของพื้นที่และตัวพื้นที่เลือกสรรอีกทีหนึ่ง  

พก : ร้านหนังสือ-โรงหนังเคลื่อนที่ จ.เชียงราย เร่หนังและหนังสือดี ๆ ไปหาชาวเหนือ

“เราไม่ทำแบบนี้ก็ได้ แต่ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็จะไม่ใช่พก” เป๊กบอก

“เราสองคนรู้สึกด้วยซ้ำว่าพกมีชีวิต ทุกครั้งที่เราขับรถออกไปฉายหนัง ไม่ใช่เราสองคน แต่มันคือพก ซึ่งอยู่เดี่ยว ๆ ไม่ได้ แต่คือการไปต่อปลั๊กอินกับพื้นที่นั้น ๆ เพื่อเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งให้กับพื้นที่นั้น ที่อยากจะสื่อสารหรือลดทอนประเด็นบางอย่างที่อาจเข้าถึงยาก” ดาขยายความ

เธอยกตัวอย่างให้เราฟังว่า พกเข้าไปต่อปลั๊กอินกับพื้นที่นั้น ๆ แบบไหน ครั้งหนึ่งพกไปฉายหนังที่เทศกาลศิลปะเพื่อชุมชนของเชียงใหม่ เข้าไปสนับสนุนชุมชนศิลปะด้วยการฉายหนังสารคดีเรื่อง Kusama: Infinity พาผู้ชมไปทำความรู้จักเรื่องราวของศิลปินหญิงเจ้าของศิลปะลายจุดอย่าง Yayoi Kusama หรือ ไปฉายหนังที่บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย ทั้งคู่ก็มีโอกาสหยิบหนังสารคดี Inside The Uffizi ที่เล่าถึงเบื้องหลังการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์เก่าแก่ที่สุดในโลกมาฉาย

“วันนั้นคนวงการศิลปะในเชียงรายมาดูเต็มเลย คิดดูสิว่าภาพงานศิลปะที่ผู้กำกับตั้งใจถ่ายทอดอย่างดีมันทำงานกับผู้คนแค่ไหน” เป๊กย้อนเล่าถึงภาพเหตุการณ์ที่ยังคงติดอยู่ในหัวเขาเสมอ

นี่คงเป็นชีวิตของพกที่ทั้งคู่ว่าไว้ 

สนทนากับ ‘พก ร้านหนังสือและโรงหนัง’ จ.เชียงราย ร้านหนังสืออิสระและโรงหนังเคลื่อนที่ ของคนทำหนังสารคดีที่เชื่อว่า สารคดีทำงานกับหัวใจคน

พกหนังสือไปเสิร์ฟ

แม้ในเพจเฟซบุ๊กของพกจะเล่าถึงหนังสารคดีมากกว่า แต่ความตั้งใจของทั้งคู่คือ ไม่ได้เป็นแค่โรงหนังเคลื่อนที่เท่านั้น แต่ยังเป็นร้านหนังสืออิสระขนาดมินิด้วย ความน่าสนใจคือหนังสือที่ทั้งคู่เลือกพกไปในแต่ละครั้ง สอดคล้องหรือเชื่อมโยงกับหนังสารคดีที่ทั้งคู่นำไปฉายเสมอ

“ทั้งหนังสือและหนังสารคดีมันคือเรื่องเล่าเหมือนกัน เพียงแต่มีวิธีการเสพแตกต่างกัน ในบางจังหวะ เราก็ต้องการเสพเรื่องราวในรูปแบบของหนังสือ เพื่อให้เรามีเวลาระหว่างบรรทัดในการเก็บเกี่ยวเรื่องเหล่านั้น แต่บางครั้งเราก็ต้องการการแพ็กรวมแบบหนัง แล้วค่อยใช้เวลาหลังจากนั้นเพื่อทบทวน 

“เราเอาหนังสือไปขาย เราไม่บอกว่าเล่มนี้ดีนะคะ เราวางหนังสือไว้เฉย ๆ ให้เขาสนทนากับหนังสือจนกว่าจะถามเรา เราเชื่อว่าถ้าหนังสือเรียกใครสักคนเข้ามา แสดงว่าหนังสือเล่มนั้นทำงานของมันแล้ว”

สนทนากับ ‘พก ร้านหนังสือและโรงหนัง’ จ.เชียงราย ร้านหนังสืออิสระและโรงหนังเคลื่อนที่ ของคนทำหนังสารคดีที่เชื่อว่า สารคดีทำงานกับหัวใจคน

ดายกตัวอย่างให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเป๊กและดาเคยฉายหนังเรื่อง The World Better Your Feet เล่าเรื่องของชายคนหนึ่งที่ออกเดินทางด้วยเท้าหลายหมื่นกิโลเมตร เป็นหนังที่นำเสนอแง่มุมต่าง ๆ เกี่ยวกับ ‘เมือง’ หนังสือที่ทั้งคู่จะหยิบไปวางไว้ในวันนั้นก็จะเป็นหนังสือที่ว่าด้วยเมืองเช่นเดียวกัน

ถ้าครั้งไหนพกไปฉายหนังในจังหวัดหรือพื้นที่ที่เต็มไปด้วยร้านหนังสืออิสระที่คนเข้าถึงได้อยู่แล้ว ทั้งคู่ก็จะวางหนังสือไว้ที่บ้าน แล้วพกเพียงหนังไปฉาย เพื่อให้เกียรติเจ้าของร้านหนังสือในพื้นที่นั้น

สนทนากับ ‘พก ร้านหนังสือและโรงหนัง’ จ.เชียงราย ร้านหนังสืออิสระและโรงหนังเคลื่อนที่ ของคนทำหนังสารคดีที่เชื่อว่า สารคดีทำงานกับหัวใจคน

พกบทสนทนา

สนทนากับพกมาจนถึงตอนนี้ คอหนัง (ในโรง) อาจสงสัยแบบเราว่า คุณภาพของภาพที่ฉายคมชัดเพียงพอต่อความต้องการของผู้ชมมากน้อยแค่ไหน เป๊กอธิบายคร่าว ๆ ว่า โปรเจกเตอร์และเครื่องเสียงถูกคัดสรรมาเพียงพอที่จะฉายกลางแจ้งได้ และหลังพระอาทิตย์ตกดินคือเวลาฉายหนังที่เหมาะสมที่สุด

ตอนฉายแรก ๆ เรากังวลกันมาก” ดาบอกความในใจ “เรากังวลว่ามันต้องมืด ต้องเงียบ หรือต้องพยายามทำให้เป็นโรงหนัง แต่ท้ายที่สุด เราพบว่าไม่จำเป็นต้องมีขนบแบบโรงหนังก็ได้ เป็นอารมณ์เหมือนไปดูหนังบ้านเพื่อนที่ไม่มีคนมาบ่นว่าจอไม่มืด เสียงรถดัง และบรรยากาศคล้ายหนังกลางแปลงที่กินไป ดูหนังไปก็ได้ ล่าสุดเรากินราเมงนอนดูหนัง มันคือความอิสระที่อยู่บนฐานของความเคารพกัน” 

สนทนากับ ‘พก ร้านหนังสือและโรงหนัง’ จ.เชียงราย ร้านหนังสืออิสระและโรงหนังเคลื่อนที่ ของคนทำหนังสารคดีที่เชื่อว่า สารคดีทำงานกับหัวใจคน

ด้วยรูปแบบการดูหนังแบบนี้เองที่ทำให้การฉายหนังของทั้งคู่นำมาซึ่งบทสนทนาระหว่างผู้ชม เจ้าของพื้นที่ และตัวพกเอง เช่นครั้งที่จัดฉายหนังว่าด้วยศิลปะ หลังหนังจบ ทุกคนก็พูดคุยเรื่องศิลปะกันต่อ ดาบอกว่าทั้งคู่ไม่ได้ตั้งใจจัดกิจกรรมทอล์กแต่อย่างใด แต่บทสนทนาเหล่านั้นเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ จากการที่ผู้ชมตกตะกอนอะไรบางอย่างและต้องการพรั่งพรูความคิดของตัวเองให้ใครสักคนฟัง ซึ่งการนั่งดูหนังผ่านสตรีมมิ่งที่บ้านด้วยกันไม่กี่คนก็อาจทำให้บทสนทนาเหล่านี้ขาดหายไป 

“นอกจากทำให้เกิดบทสนทนาแล้ว เรากับดาเพิ่งค้นพบความหมายใหม่ของหนังว่า หนังสร้างตัวเลือกทางเศรษฐกิจได้ อย่างตอนที่เราจัดฉายหนังเรื่อง Come Back Anytime เล่าเรื่องของคุณลุงคนหนึ่งที่ทำร้านราเมง กลายเป็นว่าร้านราเมงแถวนั้นขายได้ 50 ถ้วย มันทำให้เราเห็นความงดงามที่หนังได้ทำหน้าที่บางอย่างกับชุมชนตรงนั้น” 

เป๊กเสริมต่อจากดา ชวนให้เราเห็นว่า นอกจากจะพกหนังสือและหนังไปเติมเต็มความสร้างสรรค์ใหม่ ๆ พวกเขายังสร้างคุณค่าอื่น ๆ ให้กับผู้คนและสถานที่ด้วย

สนทนากับ ‘พก ร้านหนังสือและโรงหนัง’ จ.เชียงราย ร้านหนังสืออิสระและโรงหนังเคลื่อนที่ ของคนทำหนังสารคดีที่เชื่อว่า สารคดีทำงานกับหัวใจคน

แล้วพกกันใหม่

ตลอดการสนทนากับดาและเป๊ก ทั้งคู่ย้ำกับเราเสมอว่า พกมีชีวิตเป็นของตัวเอง จนทั้งคู่พยายามไม่เอาแง่มุมธุรกิจไปครอบงำมากเกินไป นั่นทำให้พกยิ่งอยู่ยากเข้าไปใหญ่ และตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 2020 ทั้งคู่ยังคงทำงานส่วนตัวเพื่อทำให้พกอยู่ต่อได้ เพราะค่าใช้จ่ายสูงสุดของพกคือค่าน้ำมัน

ทั้งคู่จึงอาศัยว่าถ้าใครไปทำงานที่ไหน ก็จะพกพกไปด้วย ถ้าพื้นที่ไหนเห็นคุณค่าและเหมารอบหนังไปฉาย ก็ถือเป็นการสนับสนุนผู้ชมและพกไปในตัว ช่วยลดความเสี่ยงหากคนดูน้อยเกินกว่าค่าน้ำมันที่ทั้งคู่จ่าย และเพื่อให้ล้อของพกหมุนต่อได้ ทั้งคู่จึงต้องขายหนังสือที่นำไปจัดวางในราคาเต็มเสมอ  

“พกเลี้ยงตัวเองไม่ได้ แต่มันเลี้ยงใจเรา” ดาเล่าพลางหัวเราะ 

“เราเคยตั้งคำถามกับพกเยอะนะ แต่ทุกครั้งที่เราฉายหนัง มันมีคำตอบให้เราทำต่อ อาจจะไม่ได้ตอบเรื่องธุรกิจ แต่มันตอบคุณค่าบางอย่าง คุณค่าของพื้นที่ คุณค่าของตัวเรา แล้วสุดท้ายภาพที่เราอยากเห็นคือ ทุก ๆ พื้นที่ควรจะเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้เท่า ๆ กัน” เธอพูดถึงสิ่งที่เธอปั้นมันขึ้นมา

“ถ้ามีคนทำสิ่งนี้ใกล้ ๆ บ้าน เราก็คงไม่ทำ เพราะอยากเป็นคนดูบ้าง แต่มันไม่มี เราเลยต้องทำ เพื่อวางรากฐานภาพยนตร์อิสระให้ค่อย ๆ งอกขึ้นมาในชุมชน เผื่อคนเห็นแล้วจุดไฟให้เขาอยากจัดฉายหนังเองบ้าง ซึ่งเรายินดีมาก สักวันมันจะเข้าไปหาผู้คน สุดท้ายก็จะส่งผลดีกับวงการภาพยนตร์อิสระและคนทำภาพยนตร์อิสระ” เป๊กบอกความตั้งใจ พร้อมเล่าว่ากระบวนการที่ทำให้พกอยู่ได้ด้วยตนเอง อาจต้องใช้เวลาและแรงกายมากกว่านี้  แต่เพราะพกเร่งรีบไม่ได้ ทั้งเป๊กและดาจึงค่อย ๆ ปั้นพกด้วยกัน

จุดเริ่มต้นอาจแตกต่าง แต่ปลายทางคือฝั่งฝันเดียวกัน – ชีวิตของดาและเป๊กเป็นแบบนั้น

สนทนากับ ‘พก ร้านหนังสือและโรงหนัง’ จ.เชียงราย ร้านหนังสืออิสระและโรงหนังเคลื่อนที่ ของคนทำหนังสารคดีที่เชื่อว่า สารคดีทำงานกับหัวใจคน

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

ประภพ แก้วใจ

คนทำซาวนด์ที่บันทึกเรื่องราวของ ภาพ เสียง ความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load