ถ้ามีผู้หญิงสักคนที่เราอยากให้คุณรู้จักในวันสตรีสากลที่กำลังจะมาถึง คนคนนั้นคือ ผู้หญิงช่างสงสัยที่ชื่อ ผึ้ง-ณัฐยา บุญภักดี

จากสิ่งที่เธอพยามทำมาตลอดหลายปี หลายคนคงมองว่าเธอเป็นนักเรียกร้องสิทธิสตรีที่ดุดัน แต่เปล่าเลย เมื่อบทสนทนาเริ่มต้นขึ้น เราสัมผัสได้ว่าผู้หญิงตรงหน้าคือคนที่ยิ้มแล้วโลกสดใสมากคนหนึ่ง แถมเธอยังออกตัวตั้งแต่แรกว่า ก่อนจะมาทำงานด้านนี้ เธอไม่เคยอินกับปัญหาของผู้หญิง ไม่เคยสนใจสตรีศึกษา ไม่เคยศึกษาทฤษฎี Gender หรือ Feminism

ชีวิตเธอมาถึงจุดนี้เพราะความสงสัยว่า ‘ความไม่เท่าเทียมระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง…มีอยู่จริงไหม’

แล้วก็ออกตามหาคำตอบผ่านการทำงานกับผู้หญิงที่บาดเจ็บในชีวิตมากมาย ทั้งผู้หญิงที่ถูกล่อลวงไปขายแรงงาน ค้าประเวณี ติดเชื้อเอชไอวี โดนทารุณตบตี ไปจนผู้หญิงที่พลาดเป็นแม่วัยรุ่น

ปัจจุบันเธอคือผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้ทำงานในประเด็นเรื่องเพศ ผู้หญิง และอื่นๆ อีกมากมายกว่า 20 ปี ผลงานชิ้นโบแดงคือการผลักดันให้สังคมไทยหันมาสนใจประเด็นแม่วัยรุ่น จนเกิด พ.ร.บ. ป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559

สิ่งสำคัญที่วัยรุ่นไทยได้รับจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่คุณผึ้งตั้งใจผลักดัน คือสิทธิในการเรียนรู้เพศศึกษารอบด้าน เข้าถึงการบริการด้านอนามัยเจริญพันธุ์ และหากชีวิตพลั้งพลาด…แม่วัยรุ่นสามารถสามารถเรียนต่อได้หลังคลอดพร้อมช่องทางการคุ้มครองอีกมากมาย เพื่อให้พวกเขามีโอกาสแก้ไขชีวิตเมื่อผิดพลาดและเติบโตไปเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

เพราะคุณผึ้งเชื่อมั่นว่าในมนุษย์หนึ่งคน มากล้นด้วยเมล็ดพันธุ์ดีๆ

นี่คือเรื่องราวว่าด้วยการใช้ชีวิตเป็นเดิมพันในการหาคำตอบ

ณัฐยา บุญภักดี

สู่งานเพื่อสังคมเพราะทำงานบ้านทุกวัน…

ถ้าจะบอกว่าชีวิตการทำงานเพื่อสังคมกว่า 20 ปีของคุณผึ้งเริ่มต้นตั้งแต่ตอนเป็น ‘เด็กหญิงผึ้ง’ คงไม่ผิดนัก

เด็กหญิงผึ้งโตมาในครอบครัวที่เธอให้นิยามว่า ‘ติดกรอบเรื่องเพศ’ คือปฏิบัติกับลูกชายและลูกสาวตามกรอบทางเพศที่สังคมบอกว่าดี ลูกผู้หญิงต้องเรียบร้อย อ่อนหวาน ทำงานบ้านทุกอย่าง เหตุการณ์ซ้ำๆ อย่างกลับบ้านตอนเย็น น้องชายสามารถโยนกระเป๋าแล้วออกไปเล่นได้ ในขณะที่เธอต้องทำงานบ้านเต็มไปหมด มันสะสมจนเป็นคำถามในใจว่า

“ทำไมลูกชายกับลูกสาว…ไม่เท่าเทียมกัน”

สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้เด็กหญิงผึ้งอยากลุกขึ้นมาตามหาคำตอบหรือเรียกร้องสิทธิสตรีตั้งแต่วันนั้น แต่มันทำให้เธอเป็นคนไวต่อ ‘ความไม่ยุติธรรม’ มาจนถึงวันนี้ เธอเล่าว่า ตัวเองมักจะยื่นมือเข้าไปช่วยคนที่ไม่ได้รับความยุติธรรมเสมอ จนเลือกศึกษาต่อระดับปริญญาโทเกี่ยวกับการทำงานเพื่อสังคม

“ในวันนั้นเมื่อ 20 ปีก่อน สิ่งที่เราสนใจคือการช่วยชาวนา เราไม่ได้อินเรื่องเพศหรือเรื่องผู้หญิงเลย ไม่เฟมินิสต์ ไม่เคยเรียนทฤษฎีเจนเดอร์ ไม่เคยอ่านสตรีศึกษา เราก้าวเข้ามาทำงานตรงนี้ตามจังหวะชีวิต มันเป็นอะไรที่ตลกมากและยังไม่เคยเล่าให้ใครฟัง”

ณัฐยา บุญภักดี
ณัฐยา บุญภักดี

‘เรื่องของปราง’ สู่ ‘เส้นทางการทำงานเพื่อผู้หญิงของผึ้ง’

สิ่งหนึ่งที่คุณผึ้งเชื่อที่สุดคือเรื่องจังหวะชีวิต

จังหวะชีวิตที่เธอต้องหันเหจากความสนใจเรื่องชาวนาไปเดินในเส้นทางการทำงานเพื่อผู้หญิง ตอนที่เธอเรียนใกล้จบปริญญาโท คุณผึ้งพาคุณยายไปหาหมอ และโชคชะตาก็ชักพาให้คุณผึ้งนั่งติดกับคุณยายท่านหนึ่งซึ่งเป็น ‘ประธานมูลนิธิผู้หญิง’ เธอคอยช่วยเหลือคุณยาย คุยกันถูกคอมากจนท่านเอ่ยถามว่า

“เรียนจบปริญญาโทจะไปทำงานที่ไหน สนใจงานด้านผู้หญิงมั้ย ยายเป็นประธานมูลนิธิผู้หญิง”

“อ๋อ ไม่สนค่ะ เรื่องผู้หญิงมันเป็นประเด็นเล็กมากสำหรับหนู หนูสนใจประเด็นชาวนา”

คุณยายเลยยื่นหนังสือให้เล่มหนึ่งชื่อ เรื่องของปราง เป็นไดอารี่ของผู้หญิงที่อยากตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ เลยเข้าไปอยู่ในวังวนการขายบริการทางเพศ ตอนนั้นเธออ่านแล้วก็รู้สึกว่า ‘มันมีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ’ คำถามนี้สะกิดใจจนคุณผึ้งเจอเลือกทำโปรเจกต์จบปริญญาโทเกี่ยวกับโรคเอดส์ที่เป็นปัญหายอดฮิตในเวลานั้น

“ตอนนั้นเราลงไปสัมภาษณ์คนเยอะมาก ทุกคนพูดตรงกันว่า ถ้าอยากให้ปัญหาเอดส์หมดไป ต้องรณรงค์การใช้ถุงยางอนามัย ปีนั้นคือปี 2538 คนยังไม่รู้จักเลยว่าถุงยางอนามัยคืออะไร เราจำตอนที่เขียนข้อเสนอแนะในเอกสารได้ชัดมาก เรานั่งนึกถึงพ่อกับแม่ว่าเขาจะใช้ถุงยางมั้ย แม่เป็นคนเรียบร้อยมาก จะกล้าพูดเรื่องถุงยางกับพ่อมั้ย แล้วถ้าพ่อไม่อยากใช้ แม่จะมีอำนาจบนเตียงจริงๆ เหรอ นาทีนั้นทำให้เราพบว่า ‘ความไม่เท่าเทียมทางเพศ’ มันมีอยู่จริงนี่นา แค่เรื่องถุงยางก็เห็นแล้วว่าใครมีอำนาจตัดสินใจ เราอยากหาคำตอบเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศมากขึ้น เลยไปสมัครงานที่มูลนิธิผู้หญิงของคุณยาย”

ณัฐยา บุญภักดี

ออกตามหาคำตอบผ่านมูลนิธิผู้หญิง – Population Council – มูลนิธิสร้างความเข้าใจสุขภาพผู้หญิง – UNFPA

ความไม่เท่าเทียมทางเพศ…มันมีอยู่จริง

คุณผึ้งเจอคำตอบที่สงสัยตั้งแต่งานแรกที่ได้ทำในมูลนิธิผู้หญิง โดยเธอเป็นนักวิจัยในโครงการวิจัยเกี่ยวกับผู้หญิงไทยที่ถูกล่อลวงไปขายบริการทางเพศหรือเป็นแรงงานทาสที่ต่างประเทศ ทำหน้าที่อ่านและวิเคราะห์บทสัมภาษณ์ชีวิตผู้หญิงเหล่านี้กว่า 100 คน

“หลังจากการอ่านชีวิตผู้หญิงกว่าร้อยคนทำให้เราเห็นสิ่งที่มันซ้ำๆ วนๆ ในชีวิตผู้หญิงกลุ่มนี้ คือไม่ได้รับความสำคัญเท่ากับพี่หรือน้องที่เป็นผู้ชาย ไม่ได้เรียนหนังสือหรือเรียนน้อยกว่า ไม่สามารถทดแทนบุญคุณพ่อแม่ได้ด้วยการบวช แต่ต้องทดแทนด้วยการทำให้พ่อแม่สุขสบาย มันซ้ำๆ จนทำให้เราเข้าใจตัวเองว่า…อ๋อ แม่กับพ่อไม่ได้รักเราน้อยกว่าน้องชาย แต่เราก็เหมือนชีวิตผู้หญิงเหล่านี้ที่ถูกเลี้ยงดูในครอบครัวที่ให้คุณค่าและปฏิบัติกับลูกชายหญิงไม่เท่ากัน”

หลังจากเจอคำตอบคุณผึ้งก็ทำงานให้ความรู้และปลุกพลังให้ผู้หญิงที่มีบาดแผลเห็นศักยภาพในตัวเอง ทำไปเรื่อยๆ จนเกิดคำถามใหม่ในชีวิตว่า ทำยังไงถึงจะแก้ปัญหาให้ถึงต้นตอมากกว่านี้

จากการวิเคราะห์ของตัวเธอเองในเวลานั้น เธอคิดว่าคงต้องปลูกฝังองค์ความรู้เรื่องเพศแบบรอบด้านของผู้หญิงทุกคนตั้งแต่วัยรุ่น และจังหวะชีวิตแปลกๆ ก็มาถึงอีกครั้งเมื่อองค์กรวิจัยระหว่างประเทศชื่อ Population Council ต้องการสำรวจสถานการณ์ว่าสุขภาพของผู้หญิงไทยเป็นอย่างไร และมีคนชวนให้คุณผึ้งร่วมโครงการวิจัยดังกล่าว

ตอนนั้นเธอสำรวจพบว่าปัญหาการท้องไม่พร้อมของวัยรุ่นไทยถูกละเลยเยอะมาก จึงทำโครงการวิจัยสัมภาษณ์ผู้หญิงที่มีประสบการณ์ท้องไม่พร้อมที่ทำแท้งและไม่ได้ทำแท้งเกือบ 80 คน

“เราได้เจอเรื่องราวของผู้หญิงซึ่งผ่านการทำแท้งมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วก็ไม่รู้สึกอะไรกับมัน มีนักเรียนหลายเคสที่เต็มใจท้องกับผู้ชายที่รัก แต่เป็นพ่อแม่เขาที่ไม่พร้อมและอยากให้ลูกทำแท้ง มีเด็กที่ท้องแล้วพยายามใส่เสื้อพละคลุม ขี่มอเตอร์ไซค์ไปดึกๆ เพื่อทำแท้งเถื่อนแต่ไม่สำเร็จ พ่อแม่มารู้วันคลอดก็ช่วยเลี้ยงหลาน สิ่งที่เราเรียนรู้จากเรื่องนี้คือเราตัดสินผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมไม่ได้เลย บอกไม่ได้ว่าหลังจากท้องเส้นทางไหนคือเส้นทางที่ถูก เพราะจากการสัมภาษณ์มันมีเหตุผลที่ทับซ้อนกันจากคนหลายฝ่าย”

หลังจากจบโครงการวิจัยนั้นคุณผึ้งร่วมมือกับเครือข่ายต่างๆ ผลักดันให้ประเด็นแม่วัยรุ่นถูกพูดถึงและแก้ไขมากขึ้น เช่น ทำหลักสูตรเพศศึกษารอบด้านกับองค์กร Teenpath ผลักดันให้มีบ้านพักฉุกเฉินทุกจังหวัดสำหรับผู้หญิงท้องไม่พร้อม ก่อตั้งมูลนิธิสร้างความเข้าใจสุขภาพผู้หญิงเพื่อทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ จนได้เข้าไปช่วยผลักดันกฎหมายและนโยบายในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารแผนงานเยาวชน กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ หรือ UNFPA (United Nations Population Fund)

เธอทำทุกวิถีทางจน พ.ร.บ. แม่วัยรุ่นที่เรียกร้องสิทธิให้วัยรุ่นไทย คลอดออกมาในปี 2559

ณัฐยา บุญภักดี
ณัฐยา บุญภักดี

ทุกปัญหาเริ่มต้นแก้ได้ที่ครอบครัว” คำตอบที่พาชีวิตมาสู่งานเพื่อเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน

เมื่อ พ.ร.บ. แม่วัยรุ่นคลอดออกมา คุณผึ้งก็หมดไฟ

เมื่อกฎหมายผ่าน สิ่งที่คุณผึ้งต้องเจอคือระบบการทำงานไม่เอื้ออำนวยให้กฎหมายที่เธอตั้งใจถูกบังคับใช้จริง คุณผึ้งพยายามผลักดันให้เกิดการปฏิบัติจริงจากทุกฝ่ายแต่งานขยับไปน้อยนิด จนชีวิตมาถึงจุดที่หมดไฟอยู่ประมาณ 2 เดือน ในช่วงเวลานั้นเธอใช้วิธี ‘ถอดตัวเองออกจากสถานการณ์’ พูดภาษาบ้านๆ คือไปพัก ไปเที่ยว ไปเยียวยา จนพบว่าระบบที่เธออยู่ไม่ได้ผิดแต่มันเหมาะสำหรับการขยับในระดับนโยบาย หากเธออยากแก้ปัญหานี้ที่ต้นตอที่สุดเธอก็ต้องไปอยู่ที่ๆ ทำงานนี้ได้เหมาะกว่า

“เราเชื่อว่าทุกปัญหาเริ่มต้นแก้ได้ที่ครอบครัว เริ่มตั้งแต่เขาเป็นเด็ก”

คุณผึ้งตัดสินใจลาออกเพื่อจะก่อตั้งมูลนิธิที่ทำงานเพื่อเด็กและเยาวชน แล้วชะตาชีวิตก็เล่นตลกอีกครั้งเมื่อสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ประกาศหาผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว คุณผึ้งเลยได้เข้ามาทำงานที่เน้นดูแลเด็กและเยาวชนในทุกมิติจนถึง 25 ปีเต็ม

“ตอนนี้เราเหลือคำถามเดียวที่กำลังออกตามหาคำตอบ คือเราสามารถสร้างระบบที่สามารถสนับสนุนทุกครอบครัวให้เลี้ยงเด็กคนหนึ่งโตมาอย่างมีศักยภาพที่สุดได้ไหม และเรากำลังทำงานนี้อยู่ เราเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาไม่ได้เพื่อที่จะมาเป็นผู้หญิงหรือเป็นผู้ชาย มนุษย์ทุกคนเกิดมาเพื่อที่จะเป็นมนุษย์ เขาควรที่จะได้รับการเลี้ยงดูบ่มเพาะให้เติบโตขึ้นเต็มศักยภาพในความเป็นมนุษย์ของเขา ไม่ว่าเขาจะมีต้นทุนมากแค่ไหน เขามีเมล็ดพันธุ์ที่จะพัฒนาเป็นอะไรได้อีกมากมาย มันไม่ควรจะถูกบล็อกโดยเพศหญิงหรือเพศชาย”

ณัฐยา บุญภักดี
ณัฐยา บุญภักดี

พลังของผู้หญิงแห่งแรงบันดาลใจ

บทสนทนามาถึงช่วงท้าย เราได้รับพลังดีๆ มากมายจากผู้หญิงคนนี้

เป็นพลังดีๆ ที่ทำให้เราอยากย้อนมาสำรวจตัวเองว่ามีคำถามไหนในชีวิตที่เรียกร้องให้เราหาคำตอบ มีอะไรที่เราทำเพื่อผู้อื่นได้บ้าง และพลังที่คุณผึ้งส่งต่อในช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้เราสงสัยอีกว่า ผู้หญิงคนไหนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เธอ

“มีผู้หญิง 2 คนที่เป็นแรงบันดาลใจมากในการสู้ชีวิตของเรา คนแรกคือคุณยาย อีกคนชื่อสร้อย เป็นผู้หญิงคนแรกที่เราได้มีโอกาสช่วยเหลือเขา สร้อยถูกญาติหลอกให้ไปทำงานที่ต่างประเทศ บอกว่าให้ไปเป็นแม่ครัว แต่จริงๆ คือไปขายบริการ เขากลับมาได้และต้องการฟ้องญาติคนนี้ทั้งที่อ่านหนังสือไม่ออก ไม่เข้าใจระบบกฎหมาย เราก็ต้องช่วยดูแลเขาให้ปลอดภัย พาเขาขึ้นศาล เราต้องเป็นคนพิมพ์เรื่องของเขาเวลาเขาเล่า ต้องติดต่อทนาย อยู่กับเขาหลายปีจนเขาชนะคดี เราเห็นเขาสู้จนเขาได้ใช้ชีวิตของเขา มันเป็นแรงบันดาลใจให้เรามากๆ”

บทสนทนาเงียบไปครู่หนึ่ง คุณผึ้งมองออกไปนอกหน้าต่าง เราเลยขอให้เธอลองทบทวนว่าจากที่ทำงานในประเด็นเพื่อผู้หญิงมากว่า 20 ปี ได้สัมผัสและรับรู้เรื่องราวของผู้หญิงมานับร้อย คุณผึ้งคิดว่าพลังที่แท้จริงของผู้หญิงคืออะไร

“อืม” คุณผึ้งมองออกไปนอกหน้าต่างระหว่างใช้ความคิด “ถ้าให้นึกถึงผู้หญิงหลายร้อยคนที่ตัวเองสัมผัส ผู้หญิงที่ติดเชื้อเอชไอวี ผู้หญิงที่ถูกข่มขืน ผู้หญิงที่ถูกสามีทำร้าย ผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิด ผู้หญิงที่ถูกตีตรา พลังของผู้หญิงเนี่ยมันมาจากการที่ต้องการที่จะพิสูจน์กับตัวเองให้ได้ในวันหนึ่งว่า ไม่ว่าสังคม ไม่ว่าใคร จะทำยังไงกับฉันก็ตาม ฉันจะลุกได้ทุกครั้ง ฉันจะผงาดขึ้นมาให้ได้ทุกครั้ง ฉันจะสู้ไม่ถอย ถ้าฉันล้มฉันก็จะล้มไม่นาน ฉันจะลุกขึ้นมาให้ได้ทุกครั้งไม่ว่าใครจะทำยังไงกับฉันก็ตาม”

สิ่งเดียวที่รับรู้ในหัวใจเวลานี้…คือชีวิตมนุษย์นั้นสวยงามเหลือเกิน

ณัฐยา บุญภักดี

Writer

วิภาดา แหวนเพชร

ขึ้นรถไฟฟ้าหรือไปไหนจะชอบสังเกตคน ชอบคุยกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะ homeless ชีวิตมนุษย์นี่มหัศจรรย์มากๆ เลย ชอบจัง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ก่อนมิถุนายน 2022 สื่อออนไลน์จากปัตตานีชื่อ The Motive อาจไม่ได้อยู่ในความสนใจของสื่อกระแสหลักหรือชาวเมืองกรุงเสียเท่าไหร่

แต่เมื่อสื่อท้องถิ่นดังกล่าวจัดงานฟอรัม ‘SCENARIO PATANI อนาคตปาตานี : ภาพชายแดนใต้ในวิสัยทัศน์ใหม่’ ตลอด 7 วันเต็ม โดยรวมสปีกเกอร์จากหลายภาคส่วนมาเสวนาถึงพริกถึงขิง ทั้งประเด็นการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และกระบวนการสันติภาพ พวกเขาได้กระตุกความสนใจของคนสนใจสังคมการเมืองเข้าอย่างจัง ด้วยรายนามนักการเมืองผู้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทักษิณ ชิณวัตร, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ทำไมสื่อเล็ก ๆ ที่เพิ่งก่อตั้งมาเพียง 2 ปี มีผู้ติดตามราว 5 หมื่นคน ถึงจัดงานที่พาอดีตนายกรัฐมนตรีไทยและอดีตผู้สมัครชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมาเข้าร่วมได้  

แถมในงานเสวนาสาธารณะมิติใหม่ ยังมีตัวแทนจากภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ ไปจนถึงตัวแทนขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (BRN) มาร่วมถกอนาคตของปลายด้ามขวาน เรียกได้ว่าจับเอาทุกสเปกตรัมของความเห็นต่าง มาเจรจากันอย่างเข้มข้นและเป็นรูปธรรม 

เขาทำได้อย่างไร อะไรคือพลังของเหยี่ยวข่าวท้องถิ่นที่ผลักดันการพัฒนาชายแดนใต้อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เราชวน อันวาร์-มูฮาหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ บรรณาธิการประสานงาน และ ซาฮารี เจ๊ะหลง บรรณาธิการเนื้อหา มาแบ่งปันเบื้องหลังการทำงานให้ฟังกัน

เดอะ สื่อท้องถิ่น

“ถ้าทำแบบเดิมเหมือนสิบปีที่แล้ว เด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่บริโภคสื่อที่เราอยากทำ” 

อันวาร์เปิดเรื่อง ทั้งตัวเขาและซาฮารีมีประสบการณ์ทำ Wartani เครือข่ายคนทำงานสื่อคนรุ่นใหม่ตั้งแต่สิบปีก่อน คลื่นความเปลี่ยนแปลงของโซเชียลมีเดียในทศวรรษถัดมา ทำให้พวกเขาหันมาศึกษาโมเดลของสื่อตระกูลเดอะทั้งหลาย (รวมถึงเดอะคลาวด์) ซึ่งล้วนกำเนิดในกรุงเทพมหานคร 

กล่าวตามตรง เรื่องราวชายแดนใต้ที่คนส่วนกลางอย่างเรา ๆ รับรู้ค่อนข้างผิวเผิน เต็มไปด้วยความน่ากลัวและความไม่รู้ หลายประเด็นถูกกลบหายไม่เป็นที่พูดถึง สื่อเดิมในท้องที่ก็จับประเด็นความมั่นคงเป็นสำคัญ ทั้งที่ยังมีข้อมูลต่าง ๆ อีกมากมายที่น่าสื่อสาร The Motive จึงตั้งใจเป็นสื่อทางเลือกที่บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในสามจังหวัดชายแดนใต้ให้ทั้งคนในพื้นที่และคนภายนอกรับรู้ โดยหยิบจับองค์ความรู้หรือบางประเด็นน่าสนใจมาเผยแพร่ด้วยภาษาไทยเป็นหลัก ไม่ใช้ภาษามลายู เพื่อให้ผู้คนนอกพื้นที่ได้เข้าใจแดนใต้ผ่านมุมมองของคนท้องถิ่นจริง ๆ และไม่ใช่สำนักข่าวที่รายงานข่าวสารบ้านเมืองรายวัน 

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

The Motive เกิดขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2020 เมื่อโควิด-19 แพร่กระจายใหม่ ๆ ดินแดนใต้ซึ่งบรรยากาศตึงเครียดจากกฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกฎหมายความมั่นคง ยิ่งทวีความเครียดเขม็งจากกฎเกณฑ์โรคระบาด คนมีประสบการณ์ทำสื่อไฟแรงจึงช่วยกันรายงานสถิติผลผู้ติดเชื้อโควิดใน 5 จังหวัด จนช่วงแรก ๆ คนในพื้นที่เข้าใจว่า The Motive เป็นสื่อที่เล่าเรื่องโควิดโดยเฉพาะ

“พอโควิดสร่างซาลงไป เราก็เริ่มทำประเด็นการละเมิดสิทธิ ประเด็นความยุติธรรม ประเด็นวัฒนธรรม แล้วก็ประเด็นเศรษฐกิจ เพราะเราคิดว่าที่นี่ยังขาดสื่อที่เล่าเรื่องราวของตัวเอง และคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็ยังมีความเข้าใจน้อยมากต่อประเด็นปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ครับ” ซาฮารีเปิดอก 

เขายกตัวอย่างบาดแผลใหญ่ของคนปลายด้ามขวานอย่าง ‘กรณีตากใบ’ เมื่อ 18 ปีก่อน ซึ่งฝังรอยลึกในประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง คนรุ่นใหม่หลายคนอาจเกิดไม่ทัน ยังไม่ทันรู้ความ หรือลืมเลือนเรื่องนี้ไปแล้ว แต่การที่ผู้คนทั่วไทยรู้จักและเข้าใจที่มาที่ไปเรื่องนี้ จะนำมาซึ่งการเข้าใจดินแดนใต้มากขึ้น และส่งผลต่อการผลักดันการฟื้นฟูเปลี่ยนแปลงต่อ ๆ ไป

Scenario Pattani

วัตถุประสงค์ของฟอรัม Scenario Patani คือเพื่อรับฟังวิสัยทัศน์ อนาคตความคิดเห็นของพื้นที่ชายแดนใต้ใน 4 ประเด็น การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และกระบวนการสันติภาพ ลำพังการรับฟังวิสัยทัศน์ความคิดเห็นก็เป็นเรื่องท้าทาย เมื่อต้องนำทั้งกลุ่มคนที่ทั้งเห็นด้วยและเห็นต่างกับรัฐมานั่งคุยกัน ในพื้นที่ตรงกลางที่ปลอดภัย

“ปัญหารากเหง้าของชายแดนใต้มีข้อถกเถียงกันเยอะ เราพยายามค่อย ๆ นำเสนอ เพราะว่ามันเป็นปัญหาที่ซับซ้อนมาก” บรรณาธิการเนื้อหาเอ่ย 

Scenario Patani จุดประกายให้คนทั่วไปมาสนใจเรื่องราวแดนใต้ โดยทีมงานตั้งใจเชิญคนที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทยมาแชร์มุมมอง โดยต้องเป็นคนที่มีพื้นเพทัศนคติแตกต่างหลากหลาย ทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายเสรีนิยม นักการเมืองบิ๊กเนมทั้งสามซึ่งไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน จึงได้รับการเชิญมาเข้าร่วม และพวกเขาก็ตอบตกลงที่จะเข้ามาตอบคำถาม และแชร์มุมมองต่ออนาคตของชายแดนใต้ เช่นเดียวกับนักวิชาการ นักการเมืองท้องถิ่น นักธุรกิจ นักกิจกรรม ภาคประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ทั้งมลายู พุทธ ไทยจีน 

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

แม้เป็นการสื่อสารหลักทางออนไลน์ แต่ก็ทำให้เสียงที่เงียบมานานดังขึ้นได้ ดูได้จากยอดคนเข้าถึงเพจ 350,000 กว่าคนใน 7 วัน โดยมีสื่อพันธมิตรทั้งสื่อท้องถิ่นอย่าง Wartani และ The Reporter ร่วมสนับสนุน

“ทุกเสียงที่ชาวบ้านพูดมาตลอด ดังไม่เท่า 10 นาทีที่คุณทักษิณพูด คุณธนาธรพูด วันสุดท้ายในคนเข้าร่วมฟังไลฟ์ถึง 2,000 คน น่าจะเป็นครั้งแรกที่กลุ่ม BRN พูดคุยและตอบคำถาม Public แบบสด ๆ และคนที่ร่วมฟังเสวนาก็เป็นคน Gen X Gen Y ตามที่ต้องการ เราคิดว่าได้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ได้สำเร็จ 

“อีกเป้าหมายของเราคือการเปิดพื้นที่พูดคุยประเด็นที่เคยต้องห้าม ดันเพดานให้สูงขึ้น อย่างคำว่า Patani หมายถึงดินแดนปาตานีเดิม ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอ เป็นคำแสลงที่รัฐบาลไม่ยอมรับ หลายพรรคการเมืองไม่กล้าเอ่ย เราอยากให้คำนี้ติดปากคน การเปิดพื้นที่ทั้งเรื่องการกระจายอำนาจ การกำหนดชะตากรรมตัวเอง พื้นที่การปกครองพิเศษ จนกระทั่งสูงสุดของเป้าหมายทางกระบวนการเองคือเรื่องเอกราช ควรเป็นเรื่องที่พูดคุยถกเถียงกันได้อย่างปลอดภัย”

‘รังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน’ เป็นแท็กไลน์ของสื่อท้องถิ่น ซึ่งการจัดงานฟอรัมนี้ไม่เพียงกระตุ้นผู้คนทั่วไป แต่ยังกระตุกให้หลายฝ่ายมองเห็นพื้นที่ปรึกษาสาธารณะ (Public Consultation) บนโต๊ะพูดคุยที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน 

“เราพยายาม Process ข้อมูลทั้งหมดจากงาน ทั้งคำว่าการปกครองพิเศษ การปกครองตนเอง การบริหารทรัพยากรของตนเอง การมีอัตลักษณ์ผสมกับ 3 – 4 วัฒนธรรมเป็นของตัวเอง กระบวนการสันติภาพ ให้ทั้งสองฝ่ายรับไป และให้คนในพื้นที่รับไปพูดคุยต่อ เพื่อให้เกิดการถกเถียงในพื้นที่ ไปจนถึงสังคมภายนอก”

“ความขัดแย้งในภาคใต้ 18 ปี ใช้งบประมาณไป 3 แสนล้านกว่าบาท มันเยอะมากนะครับ ซึ่งการแก้ปัญหาก็ยังไม่บรรลุความสงบเสียทีเดียว ผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้ควรต้องคุยกันในวงกว้างมาก ๆ เพราะว่ามันใหญ่โต กระทบกับมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญไทย (ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้) เป็นประเด็นที่สำคัญมาก ๆ ครับ” ซาฮารีอธิบายให้เห็นภาพชัดเจน

เสรีภาพแห่งความคิดเห็น

เอกราช เป็นคำที่มีน้ำหนักน่าตกใจ แต่อย่าเพิ่งตื่นตระหนก ลองจับคำนี้มาวางในที่สว่าง ทำความเข้าใจด้วยการรับฟังสิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยิน หรือถูกปิดไม่ให้ได้ฟังมาก่อน

“คำว่าเอกราชไม่ได้เป็นเป้าหมายของแค่ขบวนการ BRN นะครับ มันเป็นอุดมคติของคนที่ถูกกดทับ ของคนที่มีอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากรัฐที่ปกครองส่วนกลาง ในงานวิจัยหลายครั้ง กล่าวถึงโมเดลการปกครองประมาณ 8 โมเดล ตั้งแต่อยู่กับรัฐไทยตามปกติจนถึงแบบมีเอกราช เรารู้ว่ามีความต้องการแบบนี้ แต่มันถูกปิดไว้ ไม่ได้ถูกพูดคุยสาธารณะ” อันวาร์ชี้แจง “ร้านกาแฟ ร้านโรตี ร้านข้าวยำตามชุมชน ควรมีการพูดกันได้ว่าโมเดลไหนที่ตอบโจทย์สันติภาพที่ยั่งยืนของพื้นที่ ตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ ตอบโจทย์การศึกษา เศรษฐกิจ ทุก ๆ เรื่องในพื้นที่ สมมติว่าถ้าต้องการเอกราชเราต้องทำยังไง รัฐบาลเอกราชหลังจากนี้ต้องเป็นยังไง เราจะอยู่แบบไหน ภาษีจะบริหารยังไง มันต้องเป็นเรื่องปกติ”

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

สิ่งสำคัญที่พวกเขามองเห็นว่าน่าจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้คือการทำประชามติ ทำความเข้าใจความต้องการแท้จริงของคนในพื้นที่ว่าพอใจกับอะไร ซึ่งความรู้สึกถึงชนชาติอันแตกต่างจากประเทศไม่ใช่เรื่องแปลก มีกรณีศึกษามากมาย อย่างเขตปกครองตนเองในมินดาเนามุสลิม บนเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลลิปปินส์ หรือประเทศสกอตแลนด์ที่เป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร ไปจนถึงแคว้นประเทศบาสก์และแคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน ซึ่งแต่ละพื้นที่ผ่านทั้งเหตุการณ์ความรุนแรงและการต่อสู้โดยสันติวิธี

“ผมเคยไปโอกินาว่า มีคนที่บอกว่าเขาไม่ใช่คนญี่ปุ่น มีกลุ่มที่ประกาศตัวว่าต้องการเอกราชของโอกินาว่า แล้วก็มีกลุ่มที่ฝักใฝ่แนวคิดคอมมิวนิสต์ คือกฎหมายเขาเปิดกว้าง คุยกันได้ทุกเรื่อง ซึ่งของเรามันยังไม่พัฒนาถึงขั้นนั้น กระบวนการต่าง ๆ คงอีกยาวไกล แต่เราอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจ ไม่ว่าอนาคตอยากให้บ้านเป็นแบบไหนก็ตาม” อันวาร์เอ่ย

“The Motive เป็นสื่อที่เลือกข้างประชาชน ซึ่งประชาชนจะบอกอะไร เราเพียงแค่เอาไมค์ไปจ่อปากเขา หรือเขียนเรื่องราวนำเสนอผ่านเรา จะเป็นเรื่องของรัฐหรือของขบวนการ BRN เราก็สะท้อนความคิดความต้องการของคนออกไป เป็นสื่อท้องถิ่น สื่อทางเลือกที่ต้องการสื่อสารทั้งกับคนในและคนนอก และเปิดพื้นที่สำหรับคนที่อยากพูด แต่ไม่กล้าพูด”

ซาฮารีเสริมต่อ “เราพยายามไม่นำเสนอแค่เพียงปรากฏการณ์เหมือนสื่อหลัก แต่เราอยากนำเสนอเชิงลึกว่าปรากฏการณ์นั้นเกิดขึ้นมายังไง มีเงื่อนไขอะไร ให้คนเข้าใจพื้นที่นี้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ผิวเผิน ถ้าทุก ๆ ภาคส่วนเข้าใจประเด็น 3 จังหวัดจริง ๆ ทิศทางการหาทางออกในทางการเมืองจะเป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น

“การที่เราทำสื่อในพื้นที่ความขัดแย้ง แน่นอนมันหนีไม่พ้นเรื่องของการถูกมองว่าเป็นกระบอกเสียงให้กับฝ่ายตรงข้ามรัฐหรือเปล่า ในฐานะที่ผมทำงานด้านสื่อมาสิบกว่าปีในพื้นที่ ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยโดนนะครับ ผมก็เคยถูกเชิญตัวจากกฎอัยการศึกไปเข้าค่ายทหาร อันวาร์เองก็ถูกคดีความอยู่ในเรือนจำมา 5 – 6 ปีเราได้รับผลกระทบมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งด้วย ไม่ใช่ว่าทำงานราบรื่นแบบสายลม แสงแดด ไม่ใช่ครับ เราถูกติดตามจากฝ่ายความมั่นคง ถูกเรียกกินกาแฟปรับทัศนคติอะไรพวกนี้ก็หลายครั้ง 

“แต่ถ้าคนที่ทำงานสื่อไม่กล้าที่จะคิดอะไรนอกกรอบ ไม่กล้าส่งเสียง แล้วชาวบ้านไม่ยิ่งกว่าเหรอครับ เราก็คิดกันอย่างนี้ เราก็ต้องกล้ายกเพดานในสิ่งที่ทุกคนเขาหวาดกลัวให้มันออกมาสู่ Public เพราะถ้าการไม่กล้าพูดในที่แจ้ง รัฐก็จะได้ยินแต่เสียงที่เขาอยากฟัง เสียงที่ไม่ได้ยินเหล่านี้แหละที่ทำสิ่งที่รัฐไม่คาดคิด เช่น ความรุนแรง ความไม่สงบก็ระเบิดออกมา ซึ่งทางออกทางการเมืองที่จะคุยกันเรื่องใหญ่ ๆ เนี่ย ผมคิดว่าก็คุยกันด้วยแนวทางสันติวิธีได้ โดยไม่ต้องใช้กองกำลังหรือความรุนแรง

“เราอาจจะเป็นเฟืองเล็ก ๆ จิ๊กซอว์เล็ก ๆ ที่เริ่มต้นทำให้เห็นภาพ 3 จังหวัดในอีกมุม”

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

ความขัดแย้งที่เข้มข้น

“พอจะอธิบายให้คนนอก มันอธิบายยากมาก ๆ คนไม่ค่อยจะเข้าใจตรงนี้ครับ” อันวาร์เกริ่น 

“คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่าความขัดแย้งที่นี่เกิดขึ้นมา 18 ปีแล้ว แต่สำหรับคนมลายูที่อยู่ในพื้นที่ เรามีเรื่องเล่าของตัวเองที่ผูกกับประวัติศาสตร์ 200 กว่าปี แรงขับแรกของชาวมลายูเมื่อ 200 ปีที่แล้วคือตกเป็นเมืองขึ้นของสยามในสมัยรัชกาลที่ 1 ประมาณปี 1785 เป็นครั้งแรกที่พ่ายแพ้ต่อรัตนโกสินทร์ ตกเป็นเมืองขึ้น พอสมัยรัชกาลที่ 2 มลายูก็ถูกแบ่งเป็น 7 หัวเมือง และต่อมาปี 1902 ซึ่งอยู่ช่วงรัชกาลที่ 5 ก็ยกเลิกหัวเมือง เพื่อสลายอำนาจของเจ้าเมืองสมัยนั้น” เขาเล่าประวัติศาสตร์ความขัดแย้งฉบับย่อ

หลังจากนั้นการต่อสู้ยังดำเนินต่อมาในกลุ่มผู้นำศาสนา นักการเมืองท้องถิ่น และประชาชน ทั้งการต่อสู้ในสภา จนถึงขบวนการใต้ดิน

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

“ความเป็นมาที่สะสมเข้มข้นนี้ไม่เคยจางหายไป ต่อสู้มาทุกรุ่นจนถึงสมัยปัจจุบันที่ก่อเกิดเป็นภาคประชาสังคม NGO ต่อสู้แบบสมัยใหม่กับประเด็นเศรษฐกิจ การละเมิดสิทธิ์

“เบ้าหลอมชุมชนมลายูยังอยู่ เรามี Narrative ของตัวเอง เราเป็นคนไทยเมื่อเข้าไปเรียนประถม มัธยม แต่กลับมาอยู่บ้านพูดภาษามลายู เรียนรู้เรื่องเล่าของกษัตริย์ 18 องค์จนถึงปาตานีล่มสลาย

“การเรียกร้องตลอดมาของมลายูต่อรัฐไทยคือการยอมรับอัตลักษณ์ความเป็นมลายูอย่างเป็นรูปธรรมและจริงใจ คนในพื้นที่รู้สึกว่าถูกกดขี่ทางด้านเศรษฐกิจ ยังมีคนถูกซ้อมทรมาน โครงการพัฒนาหลาย ๆ โครงการก็ไม่มีเสียงของประชาชนอยู่ในนั้นเลย อะไรแบบนี้ทำให้เราไม่อินกับหลายอย่าง เวลาทีมชาติไทยเตะกับมาเลย์ เราก็ไม่เชียร์ไทย” เขายอมรับตรง ๆ 

ซาฮารีเอ่ยถึงความตั้งใจในภาพรวม

“เราอยากให้คนไทยภูมิภาคอื่น ๆ เข้าใจว่าเราอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน คนภาคเหนือเขาก็มีประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ตัวตนล้านนาของเขา คนอีสานก็มีชาติพันธุ์ มีเรื่องราวของตัวเอง อย่าง The Isaan Record พยายามนำเสนอเรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตร์ชุมชน มีประวัติศาสตร์เรื่องกบฏผีบุญ ก็ไม่ต่างจากคนชาติพันธุ์มลายูที่พยายามจะชูอัตลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา 

“เราต้องรู้จักกัน ดีกว่าเราเกลียดกันทั้งที่ยังไม่รู้จัก วาทกรรมที่บอกว่าคนใต้ใจดำ คนอีสานใจง่าย คนเหนือใจง่าย มันเป็นวาทกรรมที่แยกเราออกจากกัน โครงสร้างความเป็นไทยเดียวนั้นกดทับครอบทุกภูมิภาค ก็พยายามสื่อสารออกไปว่าไม่ใช่เพียงแค่ 3 จังหวัดนะ เรามีปัญหาเหมือน ๆ กัน ถ้าสื่อสารได้ มันจะทำให้เราเข้าใจกันและกันมากขึ้น ยังมีปัญหา มีประเด็นอีกเยอะมากที่จะต้องหาทางออกร่วมกัน” 

สังคมยุคใหม่

กัญชาเสรี สุราท้องถิ่น หรือการสมรสเท่าเทียม เป็นตัวอย่างประเด็นร้อนในสังคมปัจจุบัน ที่ขัดกับความเชื่อดั้งเดิมของชุมชนมุสลิม นับเป็นอีกความซับซ้อนที่ตัวแทน The Motive ทั้งคู่ยอมรับว่ายังเป็นข้อถกเถียงใหญ่ที่ยังไม่อาจหาบทสรุป 

“เราจัดรายการคุยเรื่องเหล่านี้เหมือนกัน ฟีดแบ็กก็มีทั้งด้านบวกและลบ หลายคนก็มองว่าแปลก ๆ นะ เป็นมุสลิม ทำไมต้องคุยประเด็นเหล่านี้ แต่ในเมื่อส่วนกลางกำลังพยายามขยับ ในสภาเขาก็คุยเรื่องนี้อยู่ เราก็หนีไม่พ้นหรอก ยังไงก็ส่งผลต่อพื้นที่ โจทย์ของเราคือแล้วเราจะอยู่ยังไงต่อ” อันวาร์กล่าว

ในฐานะศาสนิกชน พวกเขาอธิบายว่าหลักศาสนาอิสลามหลายอย่างแตกต่างจากโลกเสรีมาก แต่ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 

“ว่ากันตรง ๆ พื้นที่นี้ยังมีความเป็น Conservative สูงมากในภูมิภาคอาเซียน ยึดตามหลักคำสอนทางศาสนาเคร่งครัด แต่ไม่ใช่ว่าตัวสังคมหรือชุมชนมุสลิมจะไม่คิดอยากเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องค่อย ๆ พูดคุย ค่อย ๆ ทำความเข้าใจ ให้คนตกผลึกจริง ๆ ต่อสังคมโลกในปัจจุบัน ซึ่งต้องใช้เวลา” ซาฮารีอธิบายอย่างใจเย็น

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

“The Motive พยายามสร้างพื้นที่พูดคุยตรงนี้ ผมคิดว่าอาจจะยังมีคนไม่เข้าใจอีกเยอะ เราก็ต้องค่อย ๆ สร้างวัฒนธรรมของการวิพากษ์ ของการพูดคุย ของการนำเสนอที่มีวุฒิภาวะ ถึงแม้ว่าเป็นความเห็นที่เราไม่เห็นด้วย เราก็ต้องคุยกัน ต้องเอามากางแล้วก็คุยกันว่าเราไม่เห็นด้วยเพราะอะไร คนที่เห็นด้วย เขาใช้หลักการอะไร คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะพูดคุยกันได้ เพียงแต่ว่าผมคิดว่ามันต้องใช้เวลา ค่อย ๆ นวด ค่อย ๆ ทำให้ประเด็นมันนูนขึ้นมานะครับ”

ไปซ้ายก็โดนว่า ขวาก็โดนตำหนิ แล้วสื่อท้องถิ่นในพื้นที่มุสลิมจะวางตัวอย่างไรในยุคสมัยนี้ 

“ประเด็นที่อ่อนไหว พูดไปยังไงก็ไม่มีทางเพอร์เฟ็กต์สำหรับทุกคน แต่เรากล้าเผชิญกับมันไหม ถ้าเราหนีไม่แตะ ไม่นำเสนอ ไปเสนอเรื่องอื่น เราคงนิยามตัวเองว่าสำนักคอนเทนต์ที่สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ไม่ได้”  

อันวาร์เสริมต่อ

“ในมุมการเมือง The Motive จะไม่ Conservative แล้วก็ไม่ได้ Progressive อะไรมาก เพราะถ้าเราไปสุดข้างใดข้างหนึ่ง อีกข้างจะไม่มาหาเราทันที ในมุมที่คุยศาสนาก็ประมาณนี้ เราอยากให้คนทั้งสองฝั่งมีจุดที่เข้าใจร่วมกัน เพราะสังคมความเป็นจริงก็เป็นแบบนี้ เด็กที่อยู่เอกชน โรงเรียนปอเนาะ เขาก็มีจุดยืนแข็งแบบเขา เด็กที่โตมาในโรงเรียนสามัญ จบมัธยม ออกไปต่อมหาลัยข้างนอก เขาก็เอาแนวคิดข้างนอกมา ซึ่งทั้งสองก็เป็นคนปัตตานีเหมือนกัน แต่คิดต่างกัน ก็ต้องมีพื้นที่มานั่งคุย มานั่งถก ไม่ใช่เพื่อชนะหรือว่าแพ้ แต่ต้องดีไซน์พื้นที่อนาคตปัตตานีว่าเป็นยังไง 

“โดยเฉพาะอัตลักษณ์ ไม่ใช่แค่มลายูเท่านั้นที่มีสิทธิ์เยอะกว่าคนไทย คนจีน ทุกคนต้องมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ถึงแม้จำนวนคนไทยและคนจีนจะมีน้อยกว่า แต่สิทธิพื้นฐานต้องเท่าเทียมกัน”

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

อนาคตสื่อชายแดนใต้

ความตั้งใจของสื่อท้องถิ่นคือการหาโมเดลบริษัทให้ The Motive ไปต่อได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงสื่ออาสาเช่นปัจจุบัน เพื่อจะได้พัฒนาทั้งทักษะการทำงานสื่อของคนในท้องที่ ไม่ว่างาน IT กราฟิก ถ่ายภาพ ตัดต่อ และโจทย์สำคัญคือการสร้างเนื้อหาคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์สังคมภายนอก 

“ผมว่าประเด็นในสามจังหวัดน่าสนใจตรงที่ไม่ว่าจะแตะตรงไหน ก็เป็นเงื่อนไขหมด เพราะมันเป็นพื้นที่ที่ถูกลืมมานานมาก เราขาดคนที่ทำงานด้านประเด็น คอนเทนต์เป็นจุดอ่อนของเรามาตลอด ส่วนหนึ่งเพราะเวลาเราคิดในหัว จะคิดเป็นมลายูก่อน แล้วแปรออกมาเป็นคอนเทนต์ที่ทำให้คนไทยเข้าใจ ความซับซ้อนต่างจากคนที่เคยผ่านการเทรนจากส่วนกลาง คนในสามจังหวัดเคยไปฝึกงานกับประชาไท หรือ Voice TV ก็คิดคอนเทนต์ต่างกัน แต่เราอยู่ในพื้นที่มาตลอด เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับเราที่จะทำคอนเทนต์ให้น่าสนใจ” 

“ว่ากันตามตรง เราไม่ได้ทำ The Motive เป็นงานหลัก เราไม่ได้มีเงินเดือน ตัวผมเองทำงานดูแลเรื่องฮาลาลในคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี แต่ในอีกด้านหนึ่งมาทำสื่อ หลาย ๆ คนก็เป็นแบบนี้ เราทำงานสื่อเพราะเสียดายหากองค์ความรู้ หรือทักษะด้านการสื่อสารมันจะหายไป ซึ่งไม่ว่าจะมีคนสนใจหรือประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่อย่างน้อย เราก็มีจุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมให้คนได้เห็นว่ามีสื่อประเภทนี้อยู่ในพื้นที่” บรรณาธิการเนื้อหาเอ่ยตรงไปตรงมา

“เราต้องเรียนรู้ว่าสื่อกรุงเทพฯ เขาสนใจประเด็นอะไร อนาคตเราอาจจะต้องมีคนที่เป็นคนจากส่วนกลางมาร่วมทีมด้วย เราอยากจะร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ให้ส่งนักศึกษามาฝึกงานเพื่อพัฒนาทักษะของเขา แล้วอนาคตเขาอาจจะเป็นทีมของ The Motive ก็ได้” บรรณาธิการประสานงานมองอนาคต

“ส่วน Scenario Patani จะจัดอีกไหม ก็คุยกับคนในทีมอยู่ส่วนหนึ่งว่าถ้าในพื้นที่ยังไม่มีอะไร เราจะทำในสิ่งที่ใหม่เสมอ” ซาฮารีตบท้าย

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

ภาพ : The Motive

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load