เมื่อไม่นานมานี้ The Cloud เพิ่งนำเสนอเรื่องราวของ NAYA Residence ที่พักเพื่อผู้สูงวัยที่ใช้แนวคิด Universal Design (การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล) มาใช้ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาวะให้ผู้เข้าพัก ซึ่งเป็นธุรกิจตอบโจทย์สังคมไทยที่ได้ก้าวเข้าสู่ความเป็นสังคมผู้สูงอายุไปเรียบร้อยแล้ว

หนึ่งในเบื้องหลังโปรเจกต์ดังกล่าวคือ แพทย์หญิงนาฏ ฟองสมุทร ผู้ใช้ชีวิตทำงานกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ในการผลักดันคุณภาพชีวิตให้กับผู้สูงวัย ผ่านสารพันโครงการทั้งร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน

โครงการสำคัญที่หมอนาฏเข้าไปก่อร่างด้วยตั้งแต่เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2539 และกลายมาเป็นต้นแบบที่พักผู้สูงอายุ คือ สวางคนิเวศ สภากาชาดไทย ด้วยแนวคิดบุกเบิกเรื่อง Active Aging สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อยู่อาศัยอื่นๆ และใช้ชีวิตอย่างสำราญ ปัจจุบัน เธอยังร่วมพัฒนาอีกหลายโครงการ Senior Complex หรือที่เรียกว่า ศูนย์ที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุแบบครบวงจร เช่น โครงการรามาฯ-ธนารักษ์ ที่พักอาศัยคนชรา ซึ่งเป็นโครงการนำร่องเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยไม่หวังกำไร ที่กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบร่วมกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล 

เรามีโอกาสพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้สูงวัยคนนี้อีกครั้ง จึงขอนำชีวิต ประสบการณ์ การทำงานทั้งหมดของเธอมาคั้นรวมกันอย่างเข้มข้น จนกลั่นออกมาเป็นคำแนะนำในการเตรียมตัว วางแผนชีวิตหลังเกษียณที่อยากให้ทุกคน ทั้งประชาชนและคนทำงานภาคนโยบายรัฐได้อ่าน

เพราะเด็กทุกคนในวันนี้คือคนแก่ในวันหน้า (มีใครล่ะหนีความแก่ได้บ้าง)

‘เตรียมตัวอย่างไรในสังคมที่ความตายมาช้าลง’ วางแผนชีวิตสูงวัยกับ พญ.นาฏ ฟองสมุทร

ได้ฟังหมอนาฏเล่าเรื่องราวการทำงานของตัวเองบนเวที TEDx มาบ้างแล้ว แต่อยากย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น ก่อนเริ่มมาผลักดันเรื่องคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยอย่างจริงจัง

ตอนนั้นพูดแข็งมาก (หัวเราะ) หมอเรียนจบคณะแพทย์ฯ จุฬาฯ รุ่น 38 ลองนับย้อนดูจะพอรู้ว่านานแค่ไหน ช่วงเวลานั้นในประเทศไทยยังไม่มีการพูดถึงเรื่องผู้สูงอายุเลย สนใจกันแต่เรื่องเด็ก แต่มีสองปัจจัยหลักที่ทำให้เราสนใจเรื่องนี้ 

หนึ่งคือเมนเทอร์ของเราคือ ศาสตราจารย์กิตติคุณ แพทย์หญิง ท่านผู้หญิงศรีจิตรา บุนนาค เป็นผู้นำการขับเคลื่อนด้านผู้สูงอายุในไทย ครอบครัวของหมอสนิทกับครอบครัวของท่านผู้หญิงศรีจิตรา เรานับถือท่านมาก เลยได้รับอิทธิพลมาจากท่าน

อีกส่วนหนึ่งคือเราจบแพทย์มาแต่ไม่ได้เรียนต่อเฉพาะทาง เราไปเรียนบริหารที่บอสตัน อเมริกา เพราะสนใจเรื่องต่างๆ จากมุมกว้างและบ้านมีธุรกิจอยู่แล้ว เราจึงตามหาว่าเส้นทางอาชีพของเราจะไปทางไหนได้ นั่นคงเป็นจุดเริ่มต้นให้เราสนใจเรื่องผู้สูงวัย

แล้วจุดเปลี่ยนจริงๆ คือตอนไหน

เมื่อเราได้ทำงานกับสภากาชาดไทย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับภารกิจของกาชาดที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ พระองค์ท่านให้คิดดูว่าจะทำโครงการอะไรที่ไม่ต้องพึ่งพางบประมาณของรัฐ แต่พึ่งพาตนเองได้ ตอนนั้น ศ.ดร.นายแพทย์ พิชิต สุวรรณประกร ซึ่งได้รับมอบหมายงานนี้ท่านมาคุยกับเราเพื่อหาความเป็นไปได้ ลงล็อกเลย โอกาสมาถึงแล้ว

‘เตรียมตัวอย่างไรในสังคมที่ความตายมาช้าลง’ วางแผนชีวิตสูงวัยกับ พญ.นาฏ ฟองสมุทร

เลยเป็นจุดเริ่มต้นของคอนโดฯ สำหรับผู้สูงวัย ‘สวางคนิเวศ สภากาชาดไทย’ ที่เล่าถึงบนเวที TEDx 

ใช่แล้ว ตอนนั้นเป็น พ.ศ.​ 2540 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งพอดี เราจะทำโครงการนี้เพื่อจับกลุ่มเป้าหมายผู้สูงวัยกลุ่มไหนเพื่อให้ตอบโจทย์ ‘เลี้ยงตัวเองได้’ ตอนนั้นสภากาชาดคุ้นชินกับการทำงานสังคมสงเคราะห์ ซึ่งไม่ว่ามีงบประมาณเท่าไหร่ก็หมด แต่โจทย์ตอนนี้คือการทำงานกับกลุ่มที่มีเงิน อาจไม่ถึงขั้นรวยล้นฟ้า และเราทำหน้าที่บริหารจัดการเงินที่ท่านบริจาคมา สร้างที่พักที่ท่านอยู่ไปได้ตลอดชีวิต ให้ท่านได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเป็นที่พักเพื่อผู้สูงอายุในราคาจับต้องได้ แม้ผู้สูงวัยบริจาคเงินค่าที่พักมาแล้ว ก็ยังพอเหลือเงินเก็บบางส่วนเอาไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน นี่คือแนวคิดของที่พักผู้สูงอายุสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย ซึ่งยังไม่มีใครทำเลยในเวลานั้น

ณ ตอนนั้นคนไทยน่าจะรู้จักแต่บ้านบางแค แล้วทำอย่างให้ให้คนเข้าใจคอนเซ็ปต์บ้านพักคนชราแบบใหม่

ช่วงที่เปิดตัว เมืองไทยยังไม่รู้จักแนวคิดที่พักผู้สูงอายุ ดังนั้น เราต้องให้ความรู้กับสังคมว่านี่คือทางเลือกใหม่ แต่คำถามก็ถาโถมเข้ามา อาจเพราะคนติดภาพสภากาชาดที่ทำแต่งานสังคมสงเคราะห์ อุปสรรคอื่นก็มีมาก ทั้งความเข้าใจของผู้เข้าพัก เมื่อยี่สิบปีที่แล้วผู้สูงอายุยังไม่ชินกับการลดขนาดชีวิตจากการอยู่บ้านมาอยู่ในคอนโดฯ ห้องขนาดสามสิบตารางเมตร เราประสบปัญหาชีวิตเยอะ แม้ไปดูงานต่างประเทศ ฮ่องกง อังกฤษ ออสเตรเลีย แต่มันไม่ได้เข้ากับบริบทของไทย เฟสแรกเราสร้างไว้เพียงร้อยหกสิบแปดห้องก็จริง แต่กว่าจะขายหมดใช้เวลาร่วมสิบปี 

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นการบริหารจัดการดูแลผู้เข้าพัก ซึ่งเรายังทำได้ไม่ดีในตอนนั้น เสียงเชิงลบก็ส่งออกไปข้างนอก แต่เราเรียนรู้จากประสบการณ์ไปเรื่อยๆ จนเวลาผ่านมาถึงช่วง พ.ศ. 2550 Aging Society เริ่มเป็นประเด็นในสังคม ห้องพักเราก็ได้รับความสนใจไปด้วย จากที่เคยต้องอ้อนวอนให้มาอยู่กัน ก็มีคนเข้ามาดูมากขึ้น

ทำยังไงให้การมาอยู่บ้านพักผู้สูงอายุกลายเป็นทางเลือก ไม่ใช่ทางหนี

ช่วงแรกที่เราทำสวางคนิเวศเหมือนเราเป็นผู้ร้าย ถูกกล่าวหาว่าเรากำลังทำลายโครงสร้างครอบครัวของไทย แต่จริงๆ ธรรมชาติสังคมเรากำลังเปลี่ยน ครอบครัวมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ เราแค่นำเสนออิสระและทางเลือกให้กับผู้คน ล่าสุดคุยกับคุณป้าที่เข้าพักที่สวางคนิเวศ ท่านบอกว่าภูมิใจ ไม่ได้รู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง นี่เป็นทางเลือกของท่าน กลายเป็นว่าลูกหลานเสียอีกที่ขอมาค้างกับพ่อแม่ปู่ย่าที่สวางคนิเวศช่วงเสาร์อาทิตย์

‘เตรียมตัวอย่างไรในสังคมที่ความตายมาช้าลง’ วางแผนชีวิตสูงวัยกับ พญ.นาฏ ฟองสมุทร
‘เตรียมตัวอย่างไรในสังคมที่ความตายมาช้าลง’ วางแผนชีวิตสูงวัยกับ พญ.นาฏ ฟองสมุทร

เหมือนจะได้บทเรียนเข้มข้นเลย อย่างนี้คุณหมอนำประสบการณ์จากเฟส 1 มาปรับปรุงเฟส 2 ในประเด็นใดบ้าง

เราได้รู้จักกับ รองศาสตราจารย์ ไตรรัตน์ จารุทัศน์ กรรมการบริหารหลักสูตรเคหพัฒนศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้าน Universal Design คราวนี้ล่ะ สภากาชาดรู้แท้รู้จริงเสียที เราจึงได้นำหลักการออกแบบที่ว่านี้มาใช้ปรับปรุงห้องที่เหลืออยู่ของเฟสแรกก่อน ยังไม่ได้เข้าเฟสสองด้วยซ้ำ (ยิ้ม) 

เมื่อห้องที่ปรับปรุงใหม่ดูน่าอยู่และปลอดภัยมากขึ้น มีบริการด้านสุขภาพจากส่วนกลาง ทีมพยาบาลทำงานได้ลงตัวแล้ว เลยเปิดขายอีกครั้ง คราวนี้เราขายห้องหมดได้อย่างรวดเร็ว น่าจะเป็นเพราะตลาดมีความพร้อมและเข้าใจประเด็นนี้แล้วด้วย ห้องที่มีจึงโดนใจเขามากขึ้นกว่าเดิม พอเห็นว่าเฟสหนึ่งขายหมดแล้ว สภากาชาดเลยรุกต่อด้วยการสร้างเฟสสอง เพราะเห็นว่านี่เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว

จากที่ไม่ได้ดูด้านการออกแบบในเฟสหนึ่ง พอเฟสสองนี่เราได้เข้ามาดูแลเต็มตัวในฐานะ Project Manager ซึ่งเปิดเพิ่มอีกสามร้อยห้อง แต่ยังคงเน้นที่ความเป็นส่วนตัว ไม่หนาแน่น ราคาจับต้องได้กว่าเดิม เราไม่ได้เสนอให้เจนเนอเรชันที่สองเข้ามารับช่วงต่อจากผู้สูงวัยได้แบบเฟสแรก ซึ่งถือเป็นบทเรียนเช่นกัน รอบนี้เลยตีโจทย์แตกกว่าเดิม เฟสสองขายดี หมดภายในสิบสองเดือน ตอนนี้เรามีทั้งหมดเกือบห้าร้อยห้อง นั่นเท่ากับเรามี Economy of Scale (การประหยัดโดยเพิ่มขนาด) ให้บริการได้ครบครันมากขึ้น ตั้งแต่มีพยาบาลยี่สิบสี่ชั่วโมง ติดตั้งระบบขอความช่วยเหลือในห้อง รวมถึงการจัดกิจกรรมร่วมกับอาสากาชาด

จากสวางคนิเวศ ต่อยอดไปขนาดไหน

แม้สวางคนิเวศไม่ใช่บทเรียนที่ถูกต้องทั้งหมด แต่เป็นต้นแบบให้โครงการอื่นได้นำไปเรียนรู้และทำที่พักผู้สูงอายุต่อ หลังจากที่ทำสวางคนิเวศเฟสสองเสร็จแล้ว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็ให้ไปช่วยพัฒนาโครงการ Senior Complex ที่บางละมุง ซึ่งตอนนี้ทำ Master Plan ไว้แล้วประมาณหกร้อยห้อง แต่ต้องพับเอาไว้ก่อนเพราะเรื่องการเมือง นอกจากนี้ ก็มีเข้าไปช่วยโครงการที่พักผู้สูงอายุรามาฯ-ธนารักษ์ ที่เปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งทั้งหมดนำบทเรียนจากสวางคนิเวศมาใช้ออกแบบ ทั้งการจัดการ การดูแลผู้เข้าพัก และการออกแบบกิจกรรมให้ผู้สูงอายุ

ชีวิตที่อุทิศเพื่อผลักดันทางเลือกในชีวิตให้กับผู้สูงวัย สู่คำแนะนำให้คนรุ่นใหม่ได้แก่และเตรียมตัวตายอย่างรู้เท่าทัน
ชีวิตที่อุทิศเพื่อผลักดันทางเลือกในชีวิตให้กับผู้สูงวัย สู่คำแนะนำให้คนรุ่นใหม่ได้แก่และเตรียมตัวตายอย่างรู้เท่าทัน

ทำไมจึงนำกิจกรรมเพื่อผู้สูงวัยมาเป็นแนวคิดหลักในการออกแบบที่พัก

กิจกรรมทั้งหมดเป็นอุบายเพื่อให้ผู้สูงอายุออกจากห้องมาเข้าสังคม มาออกกำลังกาย พูดคุยกันอยู่ริมสระ เพื่อสร้าง Active Aging Lifestyle ช่วยทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสมอง ของผู้สูงอายุ การออกกำลังใดๆ ในผู้สูงอายุควรจะจัดเป็นกลุ่ม เพราะทำเดี่ยวมันน่าเบื่อ ซึ่ง อาจารย์ไตรรัตน์ออกแบบสวางคนิเวศเพื่อสนับสนุนแนวคิดนี้อยู่แล้ว มีลู่เดินออกกำลังกาย มีสระว่ายน้ำเป็นมิตรกับผู้สูงอายุ ให้ยืนได้ มีราวให้จับ ทางเดินลงเป็นทางลาดแทนที่จะเป็นบันได ตอนนี้เรามีนักกายภาพบำบัดมานำกิจกรรมปั่นจักรยานในน้ำด้วย

ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่เราดูแล คือกลุ่มผู้สูงอายุที่ยังดูแลตัวเองได้ ไม่ได้เป็นกลุ่มนอนติดเตียงที่ต้องการบริการและการดูแลอีกแบบหนึ่ง มีบ้างที่เราถูกตั้งคำถามว่า เราจะเตะผู้สูงอายุออกจากที่พักหรือไม่ ถ้าท่านอยู่ในสภาวะติดเตียง จริงๆ แล้ว เรามีการจัดหาบริการอื่นเอาไว้รองรับ มีการประสานงานกับ Nursing Home ต่างๆ เพื่อดูแลท่านให้ดีที่สุดต่อไป

ดังนั้น แนวคิดของที่พักผู้สูงอายุลักษณะนี้ ไม่ใช่การสร้างโรงพยาบาลที่มีแพทย์และพยาบาลประจำเพื่อการรักษา แต่เป็นบ้านเพื่อส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้ผู้สูงอายุแข็งแรงได้นานที่สุด และมีสภาวะติดเตียงสั้นที่สุด 

ล่าสุดมี NAYA Residence ซึ่งจับตลาดกลุ่ม Upper-middle Class มาชวนไปร่วมงาน เราจึงได้มีโอกาสใส่บริการที่พรีเมียมเพิ่มเข้าไป เพราะกลุ่มลูกค้าเขามีกำลังซื้อ มีการนำเทคโนโลยีของทาง SCG เข้ามาช่วยดูแลผู้อยู่อาศัย เพื่อให้ทีมงานทำงานได้ดีขึ้น มีเซนเซอร์ทั้งในห้องและแบบที่สวมใส่ได้ เพื่อเอาไว้ขอความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน หรือแม้กระทั่งเก็บข้อมูลพฤติกรรม การก้าวเดิน ระยะเวลาการนอน หรือการเข้าห้องน้ำ มาใช้เป็นฐานข้อมูลวิเคราะห์ความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้สูงอายุได้ เป็นต้น 

ฟังดูเหมือนหมอนาฏให้ความสำคัญกับการป้องกันภาวะติดเตียงมาก

ใช่ค่ะ ในอนาคตการดูแลผู้สูงอายุจะไม่ใช่การทำงานตั้งรับ แต่เป็นการทำงานเชิงรุก เพื่อสร้างผู้สูงวัยที่มีสุขภาพดี ดูแลตัวเองได้ยาวๆ เทคโนโลยีที่ใช้ดูแลผู้สูงวัยลักษณะนี้ นำไปใช้ที่บ้านได้ด้วยเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องมาใช้บริการที่พักผู้สูงอายุของเรา เพราะผู้สูงอายุเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน ก็อยู่ได้ตามปกติ แต่จะมีทีมงานคอยตรวจเช็กสุขภาวะให้ เป็นลักษะของ Virtual Care 

ถ้าไม่ไปอยู่ที่พักสำหรับผู้สูงอายุ เราต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างเพื่อให้พวกเขาอยู่ที่บ้านได้อย่างราบรื่น

แม้ว่าบางครั้งสังคมที่เปลี่ยนไปอาจทำให้ทุกคนไม่มีทางเลือก สมาชิกในครอบครัวมีภาระงานเพิ่มมากขึ้น แต่จริงๆ แล้วคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับผู้สูงวัย คือการได้อยู่กับครอบครัว 

สังคมไทยในชนบทเอื้อให้เราดูแลผู้สูงอายุที่บ้านอยู่แล้ว เพราะมีความเป็นชุมชนสูง คนในเมืองต่างหากที่เป็นปัญหา แต่เราปรับตัวได้ ตั้งแต่การปรับบ้านให้เหมาะสมกับวัยที่เปลี่ยนไปได้ ลูกหลานหรือผู้ดูแลเองก็ต้องมีความรู้ เพื่อดูแลท่านอย่างมีความสุข โดยอาจไปเข้าคอร์สเรียนต่างๆ เพิ่มเติม รวมถึงมีบริการบางประเภทช่วยแบ่งเบาได้ เช่น Senior Wellness Center ช่วยดูแลผู้สูงวัยในช่วงกลางวัน มีกิจกรรมต่างๆ ให้ผู้สูงอายุได้ทำเพื่อเข้าสังคม เพราะความเหงาเป็นโรคหนึ่งของผู้สูงวัยเช่นกัน

ชีวิตที่อุทิศเพื่อผลักดันทางเลือกในชีวิตให้กับผู้สูงวัย สู่คำแนะนำให้คนรุ่นใหม่ได้แก่และเตรียมตัวตายอย่างรู้เท่าทัน

เมื่อประเทศกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย คนรุ่นใหม่วันนี้ต้องรู้อะไรบ้าง

เด็กๆ เองต้องตระหนักว่า เด็กที่เกิดในวันนี้มีโอกาสอายุยืนถึงร้อยปี อายุเฉลี่ยของคนจะยาวมากขึ้นเรื่อยๆ วันหนึ่งเราจะตกอยู่ในสเปกตรัมของคนแก่เช่นกัน ดังนั้น สังคมสูงวัยเป็นเรื่องของทุกคน ทุกคนต้องเตรียมตัว ทั้งเรื่องเงินเก็บ ทักษะต่างๆ เพราะต่อไปคนจะไม่ได้มีอาชีพเดียวเหมือนคนรุ่นเก่า ความยืดหยุ่นและความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ช่วยให้เราอยู่ได้ รวมถึงทุนด้านสุขภาพที่ดีก็เป็นสิ่งสำคัญ เราคงไม่อยากเป็นคนอายุยืนที่เต็มไปด้วยโรค 

การมีผู้สูงอายุอยู่ในครอบครัวและเด็กได้มีส่วนร่วมในการดูแลนั้น เป็นประโยชน์ต่อชีวิตเขาเองในระยะยาว เพราะเขาได้เรียนรู้และเตรียมพร้อมสำหรับกลายผู้สูงวัยในอนาคต ขณะเดียวกัน ผู้สูงวัยเองต้องไม่ยึดติด ต้องเรียนรู้วิธีคิดของเด็กๆ ด้วย เราจะเห็นว่าน้องๆ ม็อบชูสามนิ้วทะเลาะกับผู้สูงวัยอยู่ทุกวันนี้ เป็นเพราะต่างฝ่ายต่างไม่ได้ทำความเข้าใจกัน 

เด็กปรับตัวแล้ว ผู้สูงวัยต้องปรับตัวด้วย

ใช่ค่ะ เพราะชีวิตมีความเป็นสเปกตรัม เหมือนมีจุดตัดที่วัยเกษียณนั้นเป็นเพียงเส้นแบ่งทางกฎหมาย ในความเป็นจริงเรามีชีวิตที่ต่อเนื่องจากวัยนั้นไปอีก ทุกวันนี้ชีวิตไม่ได้หยุดที่วันเกษียณ เลี้ยงหลาน ปลูกต้นไม้ อยู่บ้านเฉยๆ เหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว 

อันที่จริงกลุ่มผู้สูงวัยรุ่นใหม่ที่อายุเพิ่งชนวัยหกสิบปีในตอนนี้ เขามีความคิดต่างจากผู้สูงวัยรุ่นก่อน เขายังมีสุขภาพที่ดี มีทัศนคติที่อยากทำงานต่อ มีการคิดถึงชีวิตครึ่งหลังของตัวเองว่าอาจมีอาชีพสองถึงสามต่อไปได้ คนกลุ่มนี้เป็น Active Aging มีช่วงเวลาทองยาวไปถึงอายุ 70 ปี แล้วจึงเริ่มโรยราลง

ประชาชนปรับตัวแล้ว ประเทศต้องปรับด้วยหรือเปล่า สำหรับคนที่ช่วงเวลาทองจะยาวนานขึ้น

นับจากนี้ไปอีกยี่สิบปี เราจะมีประชากรที่อายุชนวัยหกปีเพิ่มขึ้นปีละหนึ่งล้านคน ประเทศไทยควรสนับสนุนให้คนอายุสี่สิบถึงเจ็ดสิบปีมีกิจกรรม ได้ทำงาน เขาอาจไม่ได้ต้องการเงิน แต่ต้องการคุณค่าในตัวเองมากกว่า ตอนนี้เริ่มมีการก่อตั้งชุมชนผู้สูงอายุขึ้นมาในโซเชียลมีเดีย ทั้ง Young Happy, เกษียณเกษม, Happy Senior, Sixty Prompt เพื่อรวบรวมผู้สูงวัยให้มาทำกิจกรรมร่วมกัน

รัฐบาลต้องยอมรับว่า การส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่ดี คือการให้เขาพึ่งพาตัวเองได้ การออกแบบระบบขนส่งสาธารณะด้วยวิธีคิดแบบ Universal Design เพื่อเอื้อให้เขาไปไหนมาไหนเองได้เป็นสิ่งจำเป็น และ Digital Literacy การมีทักษะ รู้เท่าทันชีวิตในโลกดิจิทัลก็สำคัญ หากเขาใช้อุปกรณ์ดิจิทัลได้ เขาจะไม่หลุดไปจากโลกปัจจุบัน รวมถึง Financial Literacy การทำกิจกรรมทางการเงินต่างๆ บนโลกดิจิทัลก็จำเป็นไม่แพ้กัน หากมีสิ่งเหล่านี้ ผู้สูงวัยจะเข้าสังคมทางออนไลน์ได้ หรือมีส่วนร่วมในการซื้อขายสินค้า องค์ความรู้ ทักษะ ผ่าน Market Place ได้เป็นต้น

ชีวิตที่อุทิศเพื่อผลักดันทางเลือกในชีวิตให้กับผู้สูงวัย สู่คำแนะนำให้คนรุ่นใหม่ได้แก่และเตรียมตัวตายอย่างรู้เท่าทัน

การสนับสนุนให้ผู้สูงวัยทำกิจกรรมทางการเงินบนโลกดิจิทัล จำเป็นแค่ไหน

อีกบทบาทหนึ่งของเรา คือการเป็นกรรมการกองทุนผู้สูงอายุของประเทศไทย ซึ่งให้เงินกู้ไม่มีดอกเบี้ยกับผู้สูงอายุไปตั้งต้นในการประกอบอาชีพ เราได้เห็นว่าอาชีพส่วนใหญ่ที่มีการร้องขอเงินกู้เข้ามายังเป็นอาชีพแบบเดิม เช่น ทำเกษตร เปิดร้านโชห่วย ทำลูกประคบขาย ซึ่งถ้าทำแล้วไม่สามารถเข้าถึงตลาดได้ก็จะเติบโตยาก หากเราสามารถนำ Digital Market Place เข้าไปเชื่อมต่อกับงานที่ผู้สูงอายุทำได้ก็เป็นการขยายโอกาสที่ดี แต่ผู้สูงอายุเองต้องใช้งานเครื่องมือใหม่ๆ เหล่านี้ได้ด้วย

ดังนั้น เราต้องสนับสนุนให้ทุกคนเตรียมตัวในช่วง Pre-aging ได้ดี เพิ่มความมั่นใจ เห็นคุณค่าในตัวเอง มีความสามารถในการหารายได้ มีเงินเก็บมากพอ สังคมจะได้ประโยชน์ไปด้วย เพราะเมื่อเขามีงานมีสังคม เขาจะใช้ชีวิตในช่วงสูงวัยอย่างแข็งแรงได้ยาวนานที่สุด เป้าหมายคือการแทรกแซงเพื่อให้คนไทยนอนป่วยติดเตียงให้น้อยที่สุด

สุดท้ายแล้ว เราต้องสร้างปัจจัยให้ทุกคนพึ่งพาตนเองได้

ใช่ค่ะ ไม่มีใครอยากเป็นภาระให้กับใคร เราอาจพึ่งพารัฐบาลไปไม่ได้ตลอดเช่นกัน ลำพังแค่เบี้ยผู้สูงอายุจากรัฐไม่มีทางเลี้ยงทุกคนไปได้ตลอด แต่รัฐมีหน้าที่ต้องสร้างมาตรการ กฎหมายป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ การเกิดโรค NCD (Non-communicable Diseases) เช่น เบาหวาน ความดัน หัวใจ ผ่านการออกนโยบายลดหย่อนภาษีให้กับประชาชนซึ่งรักษาสุขภาพได้ดี หรือเราแบ่งเงินจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่ทุกคนต้องจ่ายอยู่แล้วเวลาซื้อของ ให้กลายเป็นเงินออมสำหรับประชาชน เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายยามเกษียณ เพราะการพึ่งพาตนเองเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ

ชีวิตที่อุทิศเพื่อผลักดันทางเลือกในชีวิตให้กับผู้สูงวัย สู่คำแนะนำให้คนรุ่นใหม่ได้แก่และเตรียมตัวตายอย่างรู้เท่าทัน

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

นี่คือปีที่ 32 ที่ สำราญ ภูลายยาว แบ็คโทล หรือ พี่ติ๋ว ย้ายจากประเทศไทยไปใช้ชีวิตอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์

หลายคนรู้จักเธอในฐานะเจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘สาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน’ ที่เธอจะไลฟ์ขณะทำและกินอาหาร พร้อมตอบคำถามที่คนสงสัย ทั้งเรื่องชีวิตในต่างแดน เคล็ดลับการเข้าครัว ไปจนถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่เธอประสบพบเจอ

ปัจจุบัน เพจ ‘สาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน’ มียอดผู้ติดตามอยู่ที่ 1.4 ล้านคน

ยอดผู้ชมไลฟ์ในแต่ละครั้งไม่เคยต่ำกว่า 5,000 

อย่างไรก็ดี เบื้องหลังชีวิตของเธอมีอะไรมากกว่านั้นมาก

จากวันที่ข้ามน้ำข้ามทะเลจากบ้านเกิด ถึงวันนี้ที่มีครอบครัวที่น่ารักและงานอดิเรกแสนสนุก เธอผ่านทั้งเหตุการณ์เฉียดตาย ช่วงที่ร้องไห้เพราะถูกพรากจากลูก ชีวิตที่ไม่มีเงินติดตัว กระทั่งวันที่หัวใจกลับมาพองโต

The Cloud เชื่อว่าประสบการณ์ชีวิตของสาวอีสานคนนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย

15 นาฬิกา เวลาประเทศไทย เราวิดีโอคอลถึงใจกลางกรุงเบิร์น ในวันเกิดของพี่ติ๋ว

รอยยิ้มอันเป็นกันเองปรากฏตรงหน้า ฉาบด้วยแสงจ้าของแดดยามเช้า พี่ติ๋วอยู่ในเสื้อเชิ้ตชีฟองสีขาว ประทับลายดอกไม้สีน้ำเงิน 

ที่ใส่เสื้อยืดสีฟ้า นั่งยิ้มร่าอยู่ติดกันคือบรูโน่ สามีของพี่ติ๋ว

“เดี๋ยวจะถามแบบเรียงตามเวลาไปนะครับ” เราเอ่ย

“พี่ติ๋วทำการบ้านมาตอบแบบเรียงเวลาเหมือนกันค่ะ” เธอตอบพร้อมชูกระดาษหนึ่งปึกเป็นหลักฐานว่าเตรียมข้อมูลประวัติชีวิตของตัวเองมาเป็นอย่างดี

และต่อไปนี้คือ 10 ตอนของละครชีวิต ที่มีพี่ติ๋วแสดงนำ

01

แก่งั่กขนาดนี้มาไลฟ์ทำไม

“ถ้าชีวิตพี่ติ๋วเป็นหนังสือหรือละคร มันคือละครที่มีทุกมุมทุกบทจริงๆ ผ่านมาถึงวันนี้ได้ต้องแกร่งมาก”

การย้ายจากไทยไปอยู่สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนที่หลายคนยกให้เป็นสรวงสวรรค์ มีครอบครัวที่อบอุ่น และเปิดเพจที่มีผู้ติดตามหลักล้าน ดูเป็นฉากจบของนิทานหรือละครที่หลายคนใฝ่ฝันให้เกิดกับชีวิตของตัวเอง

แต่กว่าละครจะลงเอยแบบ ‘แฮปปี้ เอนดิ้ง’ ตัวละครก็ต้องผ่านเรื่องราวยาวนาน มีช่วงที่โดดเด่น มีวันที่ดำดิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนี่เป็นละครชีวิต

“ช่วงแรกที่ไลฟ์มีคนบุลลี่เยอะนะ สาวกาฬสินธุ์เหรอ โห แก่งั่กแล้ว มาทำอะไร”

พี่ติ๋วได้รับคำวิจารณ์แง่ลบมากมายในช่วงตั้งไข่ของเพจสาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน ตอนนั้นเธอยังเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีแฟนคลับ เธอเพียงถือโทรศัพท์ กดปุ่มไลฟ์ เล่าเรื่องสัพเพเหระขณะกินอาหารไทยที่เธอทำเอง

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน

“เราเริ่มจากยอดคนดูหนึ่งคน สองคน คนไม่ชอบก็มี แต่คนที่ชอบก็ติดตามเราตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้ ปัจจุบันมีคนติดตามล้านสี่แน่ะ”

แม้เสียกำลังใจในช่วงเริ่มต้น เธอก็ทำเพจต่อด้วยความมุ่งมั่นจนกลายเป็นขวัญใจคนใหม่ในโลกออนไลน์ การตอบคำถามแบบติดตลกแต่ตรงไปตรงมา ประกอบกับท่าทางอารมณ์ดีทำให้เธอมีแฟนคลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“เราจะไม่เฟกเด็ดขาด พูดเรื่องจริงอย่างเดียว รู้อะไรมาเราก็บอก สวิตเซอร์แลนด์เป็นยังไง กฎหมาย ความเป็นอยู่ เราพอรู้ ก็อยู่มาตั้งสามสิบกว่าปี เราอาจจะไม่ได้ทำเป็นคลิปเล่าให้ฟังซะทีเดียว แต่ถ้ามีใครถาม เราก็ยินดีตอบ”

ชีวิตของเธอตอนนี้เป็นเหมือนที่ปรึกษาปัญหาในต่างแดน เธอเจอมาหลายอย่าง และพร้อมแบ่งปันทุกอย่างเท่าที่ทำได้ โดยมองว่าการพูดถึงวันที่ล้ม ไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด

“การเล่าเรื่องของตัวเองในช่วงที่ต้องเจอมรสุมในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิด ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย ทุกวันนี้น้องหลายคนก็โทรหลังไมค์มาปรึกษา พี่ติ๋วก็ช่วยเต็มที่ หลายอย่างพี่ติ๋วผ่านมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องน่าอาย เราต้องแกร่งมากนะถึงจะผ่านมาได้ 

“ทุกวันนี้หลายคนมาแสดงความยินดีที่เรามีความสุข พี่ติ๋วก็จะเล่าตลอดว่า กว่าจะมีวันนี้ เราผ่านอะไรมาบ้าง ชีวิตของทุกคนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เป็นไปไม่ได้ที่จะมีความสุขตลอด ต้องผ่านอะไรร้ายๆ มาก่อน ชีวิตถึงจะมีความสุข”

สาวกาฬสินธุ์เข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะกว่าจะมีความสุขได้อย่างวันนี้ เธอผ่านความทุกข์มามากจริงๆ

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
02

พาฝรั่งเข้าหมู่บ้าน

ย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีก่อน เด็กหญิงสำราญ ภูลายยาว ในวัย 6 ขวบ ย้ายจากมหาสารคามมาอาศัยที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เธอมีชีวิตติดดิน ไม่ร่ำรวย แต่มีความสุข

“พี่ติ๋วเป็นลูกครึ่ง พ่อเป็นคนกาฬสินธุ์ แม่เป็นคนมหาสารคาม ครอบครัวเราไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็อยู่กันอบอุ่น พี่ติ๋วมีพี่น้องเจ็ดคน ก็สนุกกันแบบลูกทุ่งลูกอีสาน สอยมะม่วง ขโมยมะม่วง ยิงกิ้งก่า หาความสุขตามธรรมชาติ”

แต่ความสุขของเด็กหญิงสำราญก็อยู่ได้ไม่นานนัก เมื่ออายุย่าง 16 เธอตัดสินใจเข้าไปหางานทำที่กรุงเทพฯ ด้วยหวังอยากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

เด็กหญิงทำงานส่งเงินให้ที่บ้านเป็นประจำทุกเดือน

“พี่ติ๋วมีแฟนคนแรกเป็นคนกรุงเทพฯ เรายังอายุน้อย ไม่มีวุฒิภาวะ พอสิบแปดเราก็มีลูก ตอนนั้นรู้เลยว่าตัวเองไม่สามารถเป็นเมียที่ดีของสามี หรือเป็นแม่ที่ดีของลูกได้”

พี่ติ๋วไม่มีชีวิตวัยรุ่น พ้นวัยเด็กก็ถึงวัยทำงาน ทำได้ไม่นานก็มีสามี รู้ตัวอีกทีก็เป็นแม่คนแล้ว 

เธอกลายเป็นแม่ในวันที่ยังอยากสนุกกับชีวิตให้มากกว่านี้

“พอได้เจอโลกกว้าง ได้เห็นแสงสีและคาเฟ่ เราก็รู้เลยว่า ตัวเองยังไม่อยากอยู่บ้านเลี้ยงลูก ยังอยากใช้ชีวิต อยากทำอะไรสนุกๆ พูดภาษาบ้านๆ ก็คือใจแตก ท้ายที่สุดจึงเลิกรากันไป เราเป็นฝ่ายเดินออกจากครอบครัว”

เหมือนพี่ติ๋วได้โอกาสที่ 2 ในการใช้ชีวิตวัยรุ่น ทำตามหัวใจ และมองหาความหมายของชีวิต หลังเลิกรากับแฟนคนแรก เธอออกตระเวนทำงานหลายที่ ทั้งโรงงาน ร้านอาหาร ก่อนจะได้เจอรักครั้งใหม่กับชาวต่างชาติที่สถานเริงรมย์แห่งหนึ่ง

“รู้มั้ย เจอกันคืนเดียว พี่ติ๋วตามเขาไปถึงสมุยเลย ไปอยู่เกาะสมุยกับเขาหกเดือน จนที่บ้านคิดว่าพี่ติ๋วตายไปแล้ว” สาวอีสานหัวเราะ

หลังคบหาดูใจกับหนุ่มสวิตฯ บนเกาะสวรรค์ราวครึ่งปี พี่ติ๋วก็พาเขาไปแนะนำให้ที่บ้านรู้จัก

“เราเป็นคนแรกเลยที่พาฝรั่งเข้าหมู่บ้าน คนที่นั่นไม่มีใครรู้จักฝรั่ง ทุกคนตกใจมาก เพราะว่าแฟนคนนี้จะออกแนว บ็อบ มาร์เลย์ (Bob Marley) ถักเปียทั้งหัว เหมือนฮิปปี้ ครั้งแรกที่แม่เห็น แม่ถามเราว่า ‘นี่มึงเอาตัวอะไรมาด้วย’” สาวกาฬสินธุ์เล่าไปขำไป

“เราไม่รู้เลยว่า เขาอยากพาเรามาเมืองนอก ตอนเขาขอแต่งงาน เราก็เลยตอบตกลง แต่งเสร็จกลายเป็นว่าเขาชวนมาอยู่สวิตฯ เราบอกว่ามาไม่ได้ ต้องทำงานเลี้ยงดูพ่อแม่ เขาก็เสนอว่าจะส่งเงินให้พ่อแม่เราสามร้อยฟรังก์สวิสต่อเดือน บวกลบคูณหารแล้วมากกว่าที่พี่ติ๋วหาได้อีก สุดท้ายจึงตอบตกลง ถ้าเธอสัญญาจะให้เงินพ่อแม่ฉัน ฉันไปกับเธอก็ได้” 

สาวกาฬสินธุ์ที่กำลังจะอายุครบ 24 ใน ค.ศ. 1989 จึงพลัดถิ่นตั้งแต่วันนั้น

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
03

เดินเรื่องหย่า พาลูกหนี

พี่ติ๋วตีตั๋วไปสวิตเซอร์แลนด์โดยแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประเทศนี้เลย ไม่มีเพื่อน ไม่รู้ภาษา เรียกได้ว่าเริ่มต้นจากศูนย์

“เราไม่มีเพื่อน ช่วงสามสี่เดือนแรกนี่เหงามากเลยนะ ยุคนั้นไม่มีอินเทอร์เน็ตด้วย ทุกอย่างต่างจากเมืองไทยมาก ตอนมาถึงใหม่ๆ ก็ตกใจ สามทุ่มแล้วฟ้ายังไม่มืด เราไม่เคยรู้ว่าหน้าร้อนของยุโรปเป็นแบบนี้ รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน” พี่ติ๋วเงียบไปครู่หนึ่ง 

“แต่ที่ตื่นเต้นกว่าคือการอยู่กับสามี พอไปถึงเรามีลูกด้วยกันคนหนึ่ง ชื่อนาตาช่า เราตื่นเต้นเพราะทะเลาะกับสามีทุกวัน เขาดื่มแอลกอฮอล์หนักมาก พอทะเลาะมากเข้า เราก็เริ่มกังวล”

พี่ติ๋วเล่าต่อว่า อันที่จริงเธอก็พอรู้ว่าสามีชาวสวิตฯ เป็นพวกชอบดื่ม อยู่กลุ่มสายเขียว แต่เข้าใจว่าคงดื่มเพื่อความสุขเป็นครั้งคราว พอมาถึงสวิตเซอร์แลนด์ จึงได้รู้ความจริงว่าเขาติดเหล้าหนักมาก 

“ตกเย็นเขาจะหาเรื่องเราทุกวัน หนักสุดคือเขาดึงผมพี่ติ๋ว แล้วเอามีดทำครัวมาจี้คอ เหมือนจะปาดคออยู่แล้ว ครั้งนั้นคือตกใจมากที่สุดในชีวิต รู้เลยว่าถ้าอยู่ที่นั่นต่อ เรากับลูกก็คงไม่ปลอดภัย 

“เรารู้จักกับพี่สาวคนหนึ่ง เขาเห็นชีวิตเราแล้วสงสารก็เลยอาสาพาหนี วันรุ่งขึ้นพี่ติ๋วเก็บสิ่งของที่จำเป็นแล้วไปเลย หนีไปอยู่กับพี่สาวคนนั้นที่บาเซิล (Basel) ระหว่างนั้นก็เดินเรื่องหย่า นาตาช่าเพิ่งอายุได้เก้าเดือนเอง”

ชีวิตการมีสามีเป็นชาวต่างชาติไม่ได้สวยหรูดั่งภาพวาดที่เธอจินตนาการไว้ หลังผ่านวินาทีเฉียดตาย เธอติดต่อทนาย ตรวจสุขภาพ และเตรียมเอกสารให้พร้อมสำหรับการหย่า 

สาววัย 25 ต่อสู้ชีวิต และต้องดูแลอีกหนึ่งชีวิตที่ยังไม่ครบขวบ

“ทุกอย่างตอนนั้นแย่มากจริงๆ ตอนพาลูกหนีมีเงินแค่ร้อยฟรังก์สวิสติดตัว แต่เราก็สู้จนผ่านมาได้ ความจริงทุกคนที่ไทยก็ชวนให้กลับไปอยู่บ้าน แต่ไม่รู้คิดยังไงเราถึงไม่อยากกลับ หนึ่งน่าจะเพราะนาตาช่า เราอยากหย่า แต่ก็คิดว่าพ่อลูกควรได้เจอกันบ้าง และสองคือเราไม่มีตังค์ด้วย”

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
04

สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้

ระหว่างรอกระบวนการทางกฎหมาย ความท้าทายของพี่ติ๋วคือการหางาน เมื่อภาษายังไม่คล่องแคล่ว ก็เหลืองานไม่กี่แนวที่เธอสามารถทำได้

“ไม่ต้องถามหรอกว่างานอะไร รู้กันอยู่ ภาษาไม่มี จะทำอะไรได้ แต่พี่ติ๋วโชคดีอย่างหนึ่งคือเวลาต้องทำงานไม่ดี จะมีคนช่วยดึงออกมาตลอด อย่างตอนทำงานอยู่กรุงเทพฯ แค่สองเดือนก็เจอพ่อนาตาช่า ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ทำงานไม่นานก็ได้รู้จักกับแฟนคนอิตาลี รู้จักกันวันเดียว เขาก็ชวนเราไปอยู่ด้วย” 

สาวกาฬสินธุ์รีบเก็บเสื้อผ้าใส่ถุงขยะพลาสติกแล้วย้ายไปอยู่กับคนอิตาลี หนุ่มคนนี้เกิดและโตที่สวิตฯ ประกอบกิจการร้านอาหารกึ่งบาร์ พี่ติ๋วจึงได้งัดวิชาทำอาหารที่เคยฝึกปรือตอนอยู่เมืองไทยออกมาใช้อีกครั้ง

“เราพอรู้เรื่องอาหารอยู่แล้ว เลยช่วยเสนอเขาว่าทำเมนูนี้ดีมั้ย เมนูนั้นก็น่าลองนะ เขาก็เชื่อเรา เมื่อก่อนเราสวย หุ่นดี แฟนคนนี้เด็กกว่าพี่ติ๋วตั้งสิบปีแน่ะ” เล่าถึงตรงนี้ ทั้งพี่ติ๋วและบรูโน่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็หัวเราะออกมา

“พี่ติ๋วมีแฟนอายุน้อยทุกคนเลย ไม่รู้เพราะอะไร เหมือนเราดึงดูดคนอายุน้อย วัยกลางคนไม่มีมาจีบนะ ก็บอกเพื่อนเหมือนกันว่าอยากได้ผัวแก่ๆ บ้าง แต่ก็ไม่ได้ เราไม่ได้เป็นคนเลือก อันนี้เรื่องจริง นี่ไง เด็กหลอกพี่ติ๋วนะ ไม่ใช่พี่ติ๋วหลอกมัน” สาวในเสื้อเชิ้ตชีฟองแขนยาวพูดพลางอมยิ้ม

การได้เจอหนุ่มคนนี้เหมือนจะทำให้พี่ติ๋วได้สร้างความทรงจำดีๆ ในต่างแดนเป็นครั้งแรก นอกจากตัวพี่ติ๋วจะมีความสุขกับการทำงาน ลูกน้อยอย่างนาตาช่าก็ได้รับความรักอันอบอุ่นจากพ่อแม่ของแฟนชาวอิตาลีที่มาทำงานที่สวิตฯ ร่วม 40 ปีแล้ว พวกเขาเอาใจใส่และหวังดีกับลูกสาวเธอเหมือนเป็นหลานแท้ๆ ของตัวเอง 

“อยู่กับเขาห้าหกปี มีความสุขมากๆ มีแฟนที่ดี ดูแลและซัพพอร์ตเรา พ่อแม่เขาก็ช่วยเลี้ยงลูก รู้สึกว่าชีวิตมาถูกทางแล้ว แต่จริงๆ ไม่ใช่”

พ่อของแฟนสาวกาฬสินธุ์เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ ความสัมพันธ์ในครอบครัวจึงถึงจุดเปลี่ยน แม่ของแฟนต้องย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน ที่พักอาศัยที่ครั้งหนึ่งเคยสนิทสนมกลมเกลียวเริ่มมีเหตุทะเลาะเบาะแว้ง

“พี่ติ๋วกับแฟนไม่ได้ทะเลาะกันนะ แต่แม่เขาเข้ามายุ่งมากเกินไป เขาจะคอยบอกตลอดว่า ลูกเขาไม่ชอบอย่างนี้ ต้องทำแบบนี้ กลายเป็นว่าเราทำอะไรก็ไม่ถูกใจสักอย่าง ก็เลยทะเลาะกัน เราเข้าใจเขานะ เขารักลูกชายมาก และเพิ่งเสียสามีไปด้วย” 

เมื่อลองปรับความเข้าใจแล้วไม่เป็นผล การให้แม่ย้ายกลับไปอยู่บ้านเกิดที่อิตาลีก็ไม่ใช่ทางออกที่เป็นไปได้ สุดท้ายพี่ติ๋วและลูกจึงตัดสินใจก้าวออกมา

เธอบอกแฟนชาวอิตาลีก่อนย้ายออกจากบ้านว่า “เมียน่ะ มีเงินอาจจะซื้อได้ แต่แม่น่ะ มีเงินก็ซื้อไม่ได้”

05

อย่าหวังว่าจะได้อยู่กับลูก

ระหว่างที่อาศัยอยู่กับแฟนชาวอิตาลี เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับพี่ติ๋ว คือการชนะคดีได้สิทธิ์เลี้ยงดูบุตร

ช่วงที่นาตาช่าอายุได้ 5 ขวบ ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้เป็นพ่อเลี้ยงดูนาตาช่า เพราะมีปัญหาติดสุราเรื้อรัง อีกทั้งหากต้องการพบลูกก็จำเป็นต้องมีบุคคลที่ 3 อยู่ด้วย 

“พอเราเป็นฝ่ายชนะในศาล ยังจำได้เลย เขาบอกพี่ติ๋วว่า อย่าหวังว่าฉันจะให้เงินเธอ อย่าหวังว่าเธอจะได้อยู่กับลูก เขาพูดแบบนั้น แต่เราก็ไม่เคยระแคะระคาย ไม่ได้คิดว่าเขาจะหาโอกาสเอาลูกเราไปจริงๆ เป็นใครก็คงคิดว่าเขาพูดไปเพราะโกรธ เขาจะทำอะไรได้ ทั้งติดเหล้า ติดยา ไม่คิดเลยว่าผ่านมาสองปี เขายังมีความคิดที่จะพรากลูกไปจากเรา”

เหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นตอนนาตาช่าอายุได้ 7 ขวบ ตอนนั้นพี่ติ๋วย้ายออกมาอยู่กับลูกในบ้านที่รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ช่วยจัดสรร ผู้เป็นพ่อขอพาลูกไปค้างที่บ้านหนึ่งคืน พี่ติ๋วที่ไม่เคยกีดกันความสัมพันธ์พ่อลูก ก็ตกปากรับคำโดยไม่ได้เอะใจอะไร

“พี่ติ๋วเป็นคนเอาลูกไปส่งด้วยนะ พกหนังสือเรียนไปด้วย ก็นัดแนะกับเขาว่า พรุ่งนี้ลูกต้องไปโรงเรียน อย่าลืมไปส่ง เขาก็รับปาก ปรากฏว่าเช้ามาครูที่โรงเรียนโทรมาถามว่า ทำไมเด็กไม่ไปโรงเรียน”

เวลานั้นพี่ติ๋วนึกคำพูดที่อดีตสามีเคยกล่าวไว้ออกทันที เธอรีบวิ่งระยะทางกว่าหนึ่งกิโลเมตรตรงไปยังบ้านของพ่อนาตาช่า

พี่ติ๋วในสภาวะตระหนกตกใจ เห็นลูกร้องไห้อยู่ริมหน้าต่าง เธอใช้กำปั้นทุบประตูครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่มีคนเปิดประตูให้

“พี่ติ๋วโทรหาแฟนเก่าคนอิตาลี แม่เขาก็มาช่วยด้วยอีกแรง เขาเลี้ยงนาตาช่ามา ก็คงรักหลานอยู่ไม่น้อย มีเพื่อนคนไทยอีกสองคนมาช่วยด้วย”

ไม่นานก็มีโทรศัพท์ติดต่อมาบอกว่า พ่อพาเด็กมาส่งไว้ที่อำเภอ ทุกคนจึงมุ่งหน้าไปที่นั่น

“เขาใส่ร้ายพี่ติ๋วสารพัด บอกว่าพี่ติ๋วเล่นยาต่อหน้าลูก มีเซ็กส์ต่อหน้าลูก เอายานอนหลับให้ลูกกินเพื่อที่จะได้ไปเที่ยว มันไม่ใช่เรื่องจริง เพื่อนพี่ติ๋วเป็นพยานได้ ทุกคนช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ แต่เหมือนเจ้าหน้าที่จะไม่ชอบคนต่างชาติ พอเห็นหน้าเราปุ๊บ เขาจะเอาแต่ถามว่า ไม่กลับเมืองไทยเหรอ ไม่คิดจะกลับเหรอ”

แม้จะไม่รู้ภาษา เธอก็พยายามทำทุกขั้นตอนเผื่อว่าเจ้าหน้าที่จะเห็นใจ อย่างไรก็ดี มันไม่เป็นผล สุดท้ายแม่ก็ไม่ได้ลูกสาวกลับมา นาตาช่าต้องอยู่ที่สถานรับเลี้ยงเด็กนานถึง 7 ปี

“เราท้อมาก เหมือนตกนรก ถ้าไม่แกร่งจริงอาจจะติดเหล้าหรือเป็นโรคซึมเศร้าไปแล้ว ตอนนั้นก็คิดอยากฆ่าตัวตายเหมือนกัน โชคดีบ้านที่นี่ไม่มีขื่อให้แขวนคอ จะซื้อยานอนหลับก็ไม่ได้ เพราะที่นี่ไม่ให้ซื้อถ้าไม่มีใบสั่งจากแพทย์ ทางเลือกสุดท้ายคือต้องปาดคอหรือกรีดข้อมือตัวเอง แต่พี่ติ๋วกลัววิธีพวกนี้ ไม่กล้าทำ”

เธอพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อเอาตัวเองออกจากจุดที่ทุกข์ทรมาน สาวอีสานทำทุกอย่างที่ช่วยให้มีรอยยิ้มไหลผ่านเข้ามาในชีวิต คนไทยไปที่ไหน เธอจะตามไปที่นั่น เพื่ออย่างน้อยจะได้ลืมเรื่องเศร้า

06

เทพบุตรซาตาน

อย่างที่กล่าวไปตอนต้น ละครชีวิตกว่าจะมีตอนจบที่สุขล้น ย่อมต้องผ่านจุดที่สุดเศร้า และเรื่องราวเลวร้ายที่พี่ติ๋วต้องเจอก็ยังไม่จบ

หลังแยกทางกับแฟนอิตาลี พี่ติ๋วก็คิดว่าถึงเวลาเสียทีที่เธอจะต้องมีบ้านเป็นของตัวเอง

สวัสดิการของสวิตเซอร์แลนด์ดีแสนดีสมฉายาสวรรค์แห่งยุโรป ทั้งช่วยเหลือด้านการเงิน ทำประกันชีวิต และจัดหาที่อยู่อาศัย

“สวัสดิการที่นี่ดีมาก เขาให้เดือนละพันแปดร้อยฟรังก์สวิสสำหรับเรากับลูก เราจึงเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเต็มตัวตั้งแต่ตอนนั้น”

โชคชะตาพาคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวมาพบกับหนุ่มรูปงาม ที่ภายหลังพี่ติ๋วนิยามว่า เขาคือซาตานในคราบเทพบุตร

หลังคบหาดูใจกันได้พักใหญ่ ข่าวร้ายจากเมืองไทยก็มาถึงหู

“พ่อโทรมาบอกว่าแม่เสียแล้วนะ พี่ติ๋วไม่พร้อมเลย ไม่มีเงินกลับบ้าน ตอนนั้นเราออกมาทำงานเอง ไม่ได้รับเงินหลวงแล้ว ก็ทำร้านอาหารบ้าง สวนสัตว์บ้าง มีเงินเก็บไม่เยอะ 

“แฟนไม่ช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว คนที่ช่วยพี่ติ๋วคือเพื่อนๆ ทั้งคนไทยและคนสวิตฯ น้องคนหนึ่งบอกว่า เธอไปดูตั๋วเลย เดี๋ยวฉันจ่ายให้ พี่สาวที่ช่วยเรามาตลอดก็ไปบอกคนไทยในบาเซิลว่า แม่ติ๋วเสียนะ ใครอยากร่วมทำบุญบ้าง กลายเป็นว่าเรามีเงินกลับเมืองไทยเยอะมาก จากที่ไม่มีเงินติดตัวเลยแม้แต่บาทเดียว รู้สึกตัวเองเป็นคนมีบุญ ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีคนช่วยเหลืออยู่ตลอด”

บางทีสิ่งที่ช่วยเธออาจไม่ใช่แต้มบุญ แต่เป็นความจริงใจที่เธอมีให้พวกพ้องเสมอมา แต่ก็ด้วยความจริงใจนี้เองที่ทำให้เธอถูกเอารัดเอาเปรียบในหลายครั้ง

พี่ติ๋วกลับไทยเพื่อมาร่วมงานศพแม่ผู้ล่วงลับ แฟนที่พี่ติ๋วเรียกว่าเทพบุตรซาตาน ไม่มีโทรมาถามสารทุกข์สุกดิบแม้แต่สายเดียว

“สุดท้ายเราก็เลยโทรไป ตอนนั้นค่าโทรไปต่างประเทศแพงมาก นาทีหนึ่งยี่สิบกว่าบาท โทรไปปุ๊บ เขาพูดว่า โอ้ เธอโทรมาก็ดีแล้ว ขอให้เที่ยวให้สนุกนะ ไม่ต้องห่วงทางนี้ ฉันคืนบ้านเรียบร้อยแล้ว เราเลิกกันเถอะ”

หญิงสาวที่เพิ่งสูญเสียแม่เต็มไปด้วยความสับสนปนเศร้า ชายคนนี้บอกเลิกเธอทางโทรศัพท์ ส่งบ้านที่สวิตเซอร์แลนด์คืนให้รัฐโดยไม่ปรึกษา ทั้งยังหอบเงินมัดจำค่าบ้านที่พี่ติ๋วเป็นคนจ่ายไปด้วย 

“ปัญหาคือเขาเอาเงินมัดจำเราไปตั้งเกือบหกพันฟรังก์สวิสไม่คืนให้เราสักสลึงเดียว เขาอ้างว่า ในบ้านมีของพังเยอะมาก สีลอกมั่ง อะไรมั่ง เขาต้องจ่ายค่าซ่อมบ้านเกินค่ามัดจำอีก ตอนนั้นเราทำอะไรไม่ถูก ก็คิดว่า เออ ช่างมันเถอะ”

สาวกาฬสินธุ์บินกลับสวิตเซอร์แลนด์ทั้งน้ำตา ขามาร้องไห้ที่เสียแม่ ขากลับร้องไห้เพราะโดนแฟนบอกเลิก

“ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต เหมือนเป็นคนใจสลาย เราสัญญากับตัวเองทันทีว่า ต่อไปนี้ผู้ชายจะเป็นเหมือนถุงเท้า คือใช้แล้วทิ้ง ใส่แล้วถอด หลังจากนี้จะไม่ให้ใจใครเด็ดขาด ถ้าจะคบจริงจังก็ต้องเป็นคนที่ดูแลและรักเราจริง จะไม่คบแบบกะโหลกกะลาอีกแล้ว”

07

ลองเปิดใจสักตั้ง

อีกครั้งและอีกครั้งที่สาวอีสานยังลุกขึ้นสู้ เธอเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยย้ายไปอยู่ธูน (Thun) เมืองติดทะเลสาบของสวิตเซอร์แลนด์ 

พี่ติ๋วรู้จักกับรุ่นพี่ที่เป็นเจ้าของสถานเริงรมย์ที่นั่น ก่อนจะตัดสินใจเซ้งร้าน จนได้กลายเป็นเจ้าของกิจการครั้งแรกในชีวิต

“ช่วงนั้นถ้ารู้จักเก็บตังค์ พี่ติ๋วคงรวยไปแล้ว แต่ก็นะ เงินที่ได้มาง่าย มันก็ไปง่ายเหมือนกัน”

สาวกาฬสินธุ์ดูแลกิจการของเธอเป็นอย่างดี กระทั่งได้รู้จักหนุ่มรุ่นน้องคนหนึ่งที่มีท่าทีอยากจริงจังกับเธอ ชายคนนี้คือบรูโน่

ทั้งคู่รู้จักกันในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1999 และได้ไปดื่มแชมเปญฉลองสหัสวรรษใหม่ด้วยกันอย่างชื่นมื่น

“เริ่มไปมาหาสู่กัน แต่ยังไม่ได้เป็นแฟน เป็นแค่คู่หู (หัวเราะ) บรูโน่ก็คงไม่ได้คิดว่าเราเป็นแฟนหรอก เราเองก็ไม่กล้าคิด เพราะแก่กว่าเขาตั้งสิบสองปี”

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

ณ ตอนนั้น ทางฝั่งบรูโน่ก็ยังไม่ตกลงปลงใจว่าอยากให้พี่ติ๋วเป็นแม่ของลูก เขายังคงเที่ยวเล่น เรียนรู้ และเลือกคบผู้หญิงตามประสาวัยรุ่น

“พ่อบรูโน่สอนมาว่า ก่อนจะซื้อรถก็ต้องลองก่อนว่าคันไหนขับดี ก่อนจะเลือกใครเป็นแม่ของลูกก็ต้องลองคบและศึกษาก่อนเหมือนกัน” หนุ่มสวิตฯ เอ่ยขึ้นเป็นภาษาไทย แม้จะผิดเพี้ยนบ้าง แต่นับว่าชัดเจนมากแล้วสำหรับชาวต่างชาติ

“แหม เปรียบเป็นรถเลยนะ” พี่ติ๋วสวน 

“ให้ยูเป็นเฟอร์รารี่เลย”

เมื่อศึกษากันได้พักใหญ่ ความตั้งใจที่จะคบผู้ชายเหมือนใส่ถุงเท้าก็เริ่มเปลี่ยน และคนที่เปลี่ยนความตั้งใจนี้ได้ก็คือเด็กหนุ่มที่เด็กกว่าพี่ติ๋วเกินสิบปี

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

“ตอนนั้นร้านที่เราเป็นเจ้าของเจอวิกฤต กฎหมายสวิตเซอร์แลนด์เข้มงวดมากขึ้น เราเริ่มขาดทุน กลุ้มใจจนเริ่มล้มป่วย คนเดียวที่คอยซื้อข้าวซื้อน้ำให้เราก็คือผู้ชายคนนี้ ความจริงทุกคนก็รู้ว่าเราป่วย แต่ไม่มีใครว่างมาช่วย มีแค่บรูโน่ที่แม้จะอยู่เบิร์น แต่ก็ยอมขับรถมาดูแลเรา เขาพร้อมอยู่กับเรา แม้ในวันที่เราไม่เหลืออะไรเลย”

และแล้วฉากโรแมนติกในละครชีวิตก็มาถึง ชายหนุ่มขอหญิงสาวเป็นแฟน 

“เขาว่า ถ้าอยากจะเป็นแฟนก็ต้องออกจากจุดนี้แล้วไปใช้ชีวิตธรรมดากับเขา ให้เวลาคิดหนึ่งคืน ดูมันให้เวลาคิดเยอะมาก” พี่ติ๋วหันหน้าไปทางสามี พร้อมทำเสียงประชดประชัน

ค่ำคืนแห่งการตัดสินใจ เธอคิดไปมาหลายตลบ เพื่อนฝูงทุกคนลงความเห็นว่าฝรั่งคนนี้ ก็คงเป็นอีกคนที่เข้ามาหลอกเธอ

“ไม่มีหรอกเด็กอายุเท่านี้ที่จะมารับเลี้ยงเรา มันไม่ได้รักหรอก มันแค่หลง เดี๋ยวสี่ห้าปีมันก็ทิ้งมึง” เพื่อนพี่ติ๋วว่า

อย่างไรก็ดี เช้าวันรุ่งขึ้น พี่ติ๋วกระทำการตรงข้ามกับทุกสิ่งที่ผองเพื่อนเตือนเธอ 

“เอาวะ ลองสักตั้ง” เธอบอกตัวเองเช่นนั้น พร้อมเลือกเส้นทางสร้างครอบครัวอีกครั้ง เพราะมองว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว เจอคนไม่ดีมาก็มาก เจออีกคนจะเป็นไรไป

“เรารู้นะว่าตัวเองไม่ค่อยเหมือนผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ อาจจะเพราะเราอยู่เมืองฝรั่งด้วย ก็เลยลองคบกับคนนั้นคนนี้ โดยไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องน่าเกลียด ถ้าเรายังไม่แต่งงาน ยังไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับใคร เราก็ลองได้ ชีวิตเป็นของเรา และชีวิตคือการทดลอง เราควรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง พี่ติ๋วถึงได้มาเจอบรูโน่ไง 

“เราก็ไม่รู้หรอกว่าอนาคตจะเป็นยังไง อะไรจะเกิดขึ้น แต่พี่ติ๋วเชื่อเรื่องการลอง อาจจะดูใจกล้าเกินไปสำหรับผู้หญิงไทยล่ะมั้ง” พี่ติ๋วพูดยิ้มๆ

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู
08

พาลูกกลับบ้าน

เป็นเวลากว่า 7 ปีที่นาตาช่าต้องอยู่ในสถานดูแลของรัฐ การได้พบบรูโน่ทำให้ผู้เป็นแม่กลับมามีความหวังที่จะได้ลูกคืนมาอีกครั้ง

“ปัญหาคือแต่ก่อน เราอ่านจดหมายที่ทางการส่งมาไม่ออก ไม่มีคนช่วย พอมีบรูโน่ช่วยอ่าน ช่วยแปลอย่างจริงจัง เราก็เดินเรื่องได้ดีขึ้น คราวนี้เจ้าหน้าที่ก็ช่วยเรา 

“ความจริงนาตาช่าต้องอยู่บ้านหลวงจนถึงอายุสิบแปด แต่บรูโน่ช่วยให้เธอได้กลับมาอยู่กับพี่ติ๋วตอนอายุสิบสี่” พี่ติ๋วย้อนถึงความพยายามในการพาลูกกลับบ้าน

“มันยากมากจริงๆ เธอคุยกับตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจ สมัยนั้นอุปกรณ์แปลภาษาก็ไม่ดี ผมก็เข้ามาช่วยเธอตรงนี้ เธอมีสิทธิ์ความเป็นแม่เต็มที่อยู่แล้ว สุดท้ายก็เลยได้ลูกกลับมา” บรูโน่เล่าเสริม

หลังนาตาช่ากลับมาอยู่บ้านได้ไม่นาน พี่ติ๋วก็ตั้งท้องอีกครั้งในวัย 40 ด้วยความมั่นใจว่า ทั้งเธอและสามีพร้อมจะดูแลลูกน้อยคนนี้อย่างอบอุ่น

แต่อีกคนที่ต้องการการดูแลไม่แพ้กันคือนาตาช่าที่กำลังจะมีน้องสาว การห่างหายจากแม่ไป 7 ปีต้องอาศัยระยะเวลาในการปรับตัว

 “วันแรกที่กลับมา นาตาช่าเป็นเด็กวัยรุ่นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เล่นสเก็ตบอร์ด เจาะตรงโน้นตรงนี้เต็มไปหมด มีเกเรตามประสา ไปเรียนได้ปีหนึ่งก็ขอดร็อปไม่เรียนต่อ”

บทเรียนสำคัญที่พี่ติ๋วสอนลูกทั้งสองอยู่เสมอคือ ‘ลองได้ แต่ต้องรู้ตัวเอง’

“เราให้คำแนะนำเขาในเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ตลอด อย่างเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พี่ติ๋วจะบอกเขาว่า ดูแม่ แม่ลองมาทุกอย่าง โลกนี้ไม่มีใครเพอร์เฟกต์ เราลองได้ แต่อย่ามากเกินไป ต้องรู้ตัวเอง”

การเลี้ยงดูอย่างเข้าใจที่พี่ติ๋วให้คำจำกัดความว่า ‘เลี้ยงลูกแบบเพื่อน’ ทำให้นาตาช่าและนาตาลีที่ยังเล็ก กล้าเปิดใจกับพ่อแม่ ไม่ว่ามีปัญหาอะไร ทั้งคู่จะเล่าให้เธอและบรูโน่ฟังอย่างตรงไปตรงมา

“เราคิดว่าตัวเองเป็นแม่ที่ทันสมัยนะ คุยกับลูกแบบเพื่อน เราจะไม่ทำแบบ ‘กูเป็นแม่มึง มึงต้องฟังกู’ แต่จะแนะนำแบบเพื่อนคุยกัน แชร์กัน ไม่มีการบังคับ เขาอยากทำอะไร เรากับบรูโน่สนับสนุนตลอด เพื่อนก็ต้องสนับสนุนเพื่อนเนอะ”

และก็อาจเป็นเพราะการเลี้ยงดูแบบเพื่อนถึงเพื่อนนี่เอง ที่ทำให้นาตาช่าผู้เคยคิดจะเลิกเรียน กลับมาตั้งใจศึกษาต่อและกลายเป็นพยาบาลในที่สุด

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

“วันที่เขารับประกาศนียบัตรในหอประชุม พี่ติ๋วดีใจมาก ไม่อยากจะเชื่อ ลูกสาวจบพยาบาลได้ไง จากเด็กเกเร แทบไม่เข้าเรียน กลายเป็นเด็กตั้งใจ โชคดีที่เขาหาตัวเองเจอตอนยังไม่สาย ชีวิตเขาก็ล้มลุกคลุกคลานมาคล้ายๆ กับเรา”

ถึงตรงนี้คงกล่าวได้ว่า ตั้งแต่ได้พบกับชายที่ชื่อบรูโน่ ชีวิตของพี่ติ๋วก็ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน เข้าใกล้ตอนจบของละครชีวิตเรื่องนี้

“ชีวิตดีขึ้นทุกอย่าง เสียอย่างเดียว บรูโน่ชอบบ่นว่าเมียปากหมา” ทั้งคู่หัวเราะ

09

กินไป ไลฟ์ไป

ชีวิตครอบครัวกำลังไปได้สวย เช่นเดียวกับงานอดิเรกที่กำลังงอกงาม เราถามพี่ติ๋วถึงจุดเริ่มต้นของเพจสาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน

“เมื่อก่อนพี่ติ๋วทำกับข้าวเลี้ยงเพื่อนฝูงอาทิตย์ละสองสามวัน เล็บพี่ติ๋วไม่เคยยาว เราทำกับข้าว เตรียมเอง ล้างเอง เพื่อนมาถึง อาหารจะพร้อมแล้ว มื้อหนึ่งเราหมดไปหลายร้อย ในขณะที่เพื่อนพกของแบรนด์เนมแล้วมาเล่าสู่กันฟังว่าเพิ่งได้กระเป๋าใบใหม่

“ผู้หญิงเนอะ เวลาอวดกันปุ๊บ คนที่ซวยคือผัว หลายคนพูดว่าสงสารบรูโน่ ทำงานงกๆ แต่เมียเอาเงินไปเลี้ยงคนอื่น มีรุ่นน้องถามว่า เราทำไปทำไม ก็เลยกลับมานั่งคิด นอกจากเสียเงินซื้อวัตถุดิบแล้ว ยังต้องมาทะเลาะกับผัวอีก เลยบอกบรูโน่ว่าจะเลิกแล้ว ไม่ทำตัวแบบเดิมแล้ว”

แต่ด้วยความเป็นคนก้นครัว รักการปรุงอาหาร และชอบการสังสรรค์ เมื่อไม่ได้ชวนเพื่อนมาปาร์ตี้ที่บ้าน พี่ติ๋วจึงลองไลฟ์ในเฟซบุ๊ก ทำกับข้าวเสร็จก็มานั่งกินพร้อมกับตอบคอมเมนต์ ทำไปได้สักพักก็พบว่านี่คือความสุขรูปแบบใหม่ของเธอ

ตอนนั้นเองที่บรูโน่ สามีนักซัพพอร์ตชักชวนให้เปิดเพจอย่างจริงจัง โดยจะเป็นเพจว่าด้วยการพาทำกับข้าว ไลฟ์พูดคุยและกินอาหาร ปิดท้ายด้วยการพาเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์

“นั่งคิดกันว่าชื่อเพจอะไรดี ก็เห็นว่าเรามาจากกาฬสินธุ์นี่หว่า ใช้เป็นสาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน แล้วกัน เรียกสั้นๆ ว่าสาวกาฬสินธุ์ ภาษาอังกฤษก็ Kalasingirl”

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู
ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

ภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี แฟนคลับที่มีก็เพิ่มจากหลักร้อยเป็นหลักล้าน

“ดีใจมากเลย คนที่ติดตามเรา เขามาด้วยใจแท้ๆ เราไม่ได้โปรโมตหรือยิงโฆษณาอะไร เพราะเราคิดว่าการมียอดผู้ติดตามเยอะๆ แต่ตอนไลฟ์ไม่มีคนดูก็ไม่น่าดีใจ เราอยากมีแฟนคลับที่ติดตามเพราะชอบเราจริงๆ เข้ามาคุยกัน เหมือนเป็นการเอาชีวิตต่างแดนของเรามาเผยแพร่ให้เพื่อนฟัง”

แฟนคลับที่ติดตามการไลฟ์ไกลบ้านของพี่ติ๋วต้องคอยลุ้นอยู่เสมอว่า เมนูที่จะได้เจอในวันนี้คืออะไร เพราะพี่ติ๋วประกอบอาหารได้หลากหลายทั้งไทยและเทศ

“พี่ติ๋วมีประสบการณ์ด้านอาหารมาเยอะ เป็นเชฟยืนเตาคนเดียวก็เคย ครูสอนทำอาหารคนแรกของพี่ติ๋วคือแม่ของแฟนคนแรกที่ไทย สมัยนั้นเราต้องทำอาหารให้ทั้งครอบครัว บางมื้อเป็นสิบคน ทำแบบนั้นอยู่สามสี่ปีจนชำนาญ ที่สำคัญเราชอบด้วย กินปุ๊บจะรู้เลยว่ามีวัตถุดิบอะไรอยู่ในคำนั้นบ้าง เราจำแม่นมาก ไม่ต้องจดเลย ทำครั้งเดียวก็อยู่ในความทรงจำ การทำอาหารคงเป็นพรสวรรค์ของเรา”

10

สุขแบบเรียบง่าย

เมื่อละครถึงตอนจบ สิ่งหนึ่งที่เรามองหาคือละครเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่างไร

“ทุกคนเคยล้มกันทั้งนั้น แต่ล้มแล้วก็ต้องผงาดขึ้นมาสู้ใหม่ให้ได้ เหมือนที่ครั้งหนึ่งพี่ติ๋วเคยเกือบฆ่าตัวตาย แต่ก็ยังสู้ สิ่งที่เจอหลายครั้งก็เป็นบทเรียนราคาแพง แต่ก็ทำให้เราแกร่งขึ้น ใช้ชีวิตไปข้างหน้าได้ดีขึ้น 

“พี่ติ๋วได้เรียนรู้หลายอย่างมากๆ ตลอดสามสิบสองปีนี้ โดยเฉพาะการเลือกคบคน สำหรับคนที่มาอยู่ต่างประเทศ พี่ติ๋วเข้าใจนะว่าเหงา แต่คนที่เข้ามาหาเรา บางครั้งก็ไม่ใช่คนที่ดี เราจึงต้องดูและศึกษาให้ดีจริงๆ”

ละครชีวิตเรื่องนี้ นางเอกอย่างพี่ติ๋วต้องผ่านด่านชีวิตมากมาย กว่าจะถึงตอนสุดท้ายที่มีความสุข กระนั้นความสุขของเธอในวันนี้กลับเป็นสิ่งเรียบง่ายอย่างการได้อยู่กับครอบครัว

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู
ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

“ความสุขในชีวิตของพี่ติ๋วคงจะเป็นปัจจุบันที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว อยู่กับบรูโน่ที่แต่งงานกันมายี่สิบสองปี มีนาตาลีและนาตาช่า ที่ถึงจะไปอยู่เนเธอร์แลนด์ก็ยังไปมาหาสู่กันตลอด อยู่เมืองนอกก็ไม่ได้มีความสุขในทันที ดิ้นรนอยู่หลายปี จะมีความสุขจริงๆ ก็วันนี้ที่พูดได้ว่าสุขอย่างเต็มอก ไม่มีความทุกข์”

“ไม่มีเลยเหรอ” เราถาม

“อืม จะทุกข์ก็เฉพาะตอนคิดถึงพี่น้องที่ไทย ทุกวันนี้ปัญหาโควิดรุนแรงมาก พี่ชายพี่ติ๋วมีร้านอาหารอีสานที่เชียงใหม่ก็วิกฤตหนัก เอาตรงๆ นะ เราเห็นคนที่ไทยแล้วรู้สึกสงสาร มีโควิด แถมเศรษฐกิจไม่ดี พี่ติ๋วก็หวังว่า วันหนึ่งประเทศไทยจะกลับมาฟู่ฟ่า มีเงินมีทองจับจ่ายใช้สอย มีธุรกิจที่ดี คนไทยได้ยิ้มและหัวเราะ”

หลังวางสายทางไกลไทย-สวิตเซอร์แลนด์ ก็ถึงคราวที่ครอบครัวจะได้ฉลองวันเกิดปีที่ 56 ของสาวกาฬสินธุ์ ผู้พลัดถิ่น และต้องย้ายไปอยู่ไกลบ้าน

แต่จะพูดว่าอยู่ไกลบ้านก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะคงไม่มีที่ไหนควรค่าแก่การถูกเรียกว่าบ้าน ได้ดีไปกว่าสถานที่ที่รายล้อมไปด้วยบุคคลอันเป็นรัก

วันนี้ สาวกาฬสินธุ์ได้เจอบ้านที่แท้จริงของเธอแล้ว

จบบริบูรณ์

ภาพ : สาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load