โสด หย่าร้าง ไม่แต่งงาน ไม่มีลูก หรือลูกๆ แยกออกไปมีชีวิตครอบครัวของตัวเอง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการใช้ชีวิตบั้นปลายของคนไทยยุคปัจจุบันเริ่มเป็นภาพการอยู่อาศัยคนเดียว หรืออยู่กันเพียงคู่สามีภรรยา และเน้นการพึ่งพาตัวเองมากขึ้น การรวมกลุ่มกันเป็นครอบครัวใหญ่ที่สมาชิกหลายรุ่นอาศัยร่วมกันในบ้านหลังเดียวอาจลดน้อยลงเรื่อยๆ ต่างจากอดีต

ยิ่งเมื่อประกอบกับการก้าวเข้าสู่ ‘สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์’ ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติเปิดเผยว่า ประเทศไทยเริ่มมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมดอย่างเป็นทางการในปีนี้ และยังคาดการณ์อีกว่า ราว 10 ปีข้างหน้า เราจะก้าวสู่การเป็น ‘สังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอด’ คือมีประชากรสูงวัยมากกว่าร้อยละ 28 ซึ่งหมายถึงเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดเป็นผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้น รวมถึงสมาชิกจำนวนมากกำลังจะก้าวเข้าสู่วัยเกษียณในเวลาอันใกล้ เมื่อชีวิตบอกพวกเขาว่ามันอาจจะดีกว่า หากในเวลาบั้นปลายจะอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ที่อยู่อาศัยซึ่งจะเป็นบ้านหลังสุดท้ายจึงสำคัญ และเป็นคำถามใหญ่ที่แม้แต่คนเพิ่งเริ่มต้นชีวิตทำงานก็อาจต้องคิดตั้งแต่เนิ่นๆ

NAYA Residence เปลี่ยนภาพบ้านพักคนชรา สู่ที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ชีวิต ‘วัยอิสระ’

NAYA Residence (นายา เรสซิเดนซ์) เป็นโครงการที่เกิดขึ้นเพื่อตอบคำถามสำคัญดังว่า โดยมี อรฤดี ณ ระนอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด ผู้มีประสบการณ์พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มาทุกรูปแบบ และ แพทย์หญิงนาฏ ฟองสมุทร ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้สูงวัย ที่ปรึกษาโครงการที่พักอาศัยผู้สูงวัยของสภากาชาดไทย เป็นผู้ริเริ่มและดูแลโครงการในนาม บริษัท ลิฟเวล ลิฟวิ่ง จำกัด

ทั้งหมดคือความน่าสนใจของบ้านหลังใหญ่นี้ ที่ตัั้งใจเป็นโครงการจุดประกายให้เห็นทางเลือกการใช้ชีวิตบั้นปลายของคน ซึ่งทั้งคู่ให้นิยามว่า ‘วัยอิสระ’ แม้จะตัวคนเดียว แต่ก็มีชีวิตอย่างมีคุณภาพได้ ในที่ที่ทั้งปลอดภัย ไม่เปล่าเปลี่ยว และออกแบบมาเพื่อคนวัยนี้อย่างแท้จริง

โดดเดี่ยว ไม่เดียวดาย

“วัยอิสระ คือวัยที่เรามีประสบการณ์ในชีวิต ทั้งในแง่ของการทำงาน ชีวิตครอบครัว ประสบการณ์ทุกอย่าง พอถึงเวลาที่เราจะมีอิสระจากภาระผูกพันทั้งการงาน ลูกก็โตหมดแล้ว มันเป็นความคิดว่า เออ เราน่าจะมาใช้ชีวิตอิสระ ทำสิ่งที่ไม่เคยได้ทำในวัยนี้”

อรฤดี ณ ระนอง ผู้พัฒนาโครงการเล่าถึงแนวคิดการสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคนวัยเกษียณ ที่ไม่ใช่สถานที่อันเงียบเหงา หรือเศร้าสร้อยเหมือนสถานพยาบาล แต่จะเป็นที่ที่มีชีวิตชีวาด้วยการพบปะกันของผู้คน และมอบชีวิตคุณภาพในวัยที่ไม่ต้องรับภาระอื่นใดอีก

NAYA Residence เปลี่ยนภาพบ้านพักคนชรา สู่ที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ชีวิต ‘วัยอิสระ’

“เมื่อมีชีวิตอิสระ ต้องรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าด้วย โดยทุกวันมีเป้าหมายว่าตื่นขึ้นมาทำอะไร เพื่อใคร หรือทำประโยชน์อะไรให้กับคนรอบข้าง” แพทย์หญิงนาฏ ฟองสมุทร หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อหมอนาฏอธิบายเสริม ก่อนกล่าวถึงนิยามการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของคนวัยนี้อย่างเห็นภาพไว้ 3 ข้อ

“อันแรกคือ เขาพึ่งพาตัวเองได้ หมายความว่าเขามีสุขภาพกายที่แข็งแรง ดูแลตัวเองทำกิจวัตรประจำวัน ทำธุระอะไรต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง

“ต่อมาคือมีสุขภาพกระเป๋าที่ดี มีสุขภาพทางเศรษฐกิจที่ยังพึ่งพาตัวเองได้ มีเงินทองใช้เพียงพอ เพราะฉะนั้น การมาอยู่ในสังคมของ NAYA Residence จะเป็นการ Downsize หรือลดขนาดชีวิตลง ลดภาระของตัวเองจากการดูแลบ้านหลังใหญ่ๆ มาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อาจจะมีขนาดเล็กลง แต่ลดความน่ากังวลเรื่องค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงต่างๆ เป็นการลดภาระทางด้านการเงิน ทำให้มีเงินเพียงพอเพื่อดูแลชีวิตอย่างยืนยาว

NAYA Residence เปลี่ยนภาพบ้านพักคนชรา สู่ที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ชีวิต ‘วัยอิสระ’
NAYA Residence เปลี่ยนภาพบ้านพักคนชรา สู่ที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ชีวิต ‘วัยอิสระ’

“และอีกอย่าง หลังจากเกษียณแล้ว ส่วนใหญ่จะเจอปัญหาเรื่องความเหงา เนื่องจากไม่ได้ไปงานสังคม หรือไม่ได้ทำงานแล้ว ‘Loneliness is the Disease of the Age’ ความเหงาเองก็เป็นโรคของผู้สูงวัยด้วย เราพบว่าผู้สูงอายุที่แยกตัวขาดจากสังคมและขาดปฏิสัมพันธ์ต่างๆ สมองจะซึมค่อนข้างเร็ว ฉะนั้น ในการบำรุงรักษาฟังก์ชันของสมองให้ดีในระยะยาวจะต้องมีสองสิ่งนี้ การจัดชุมชนขึ้นก็จะทำให้ผู้สูงวัยได้มีกิจกรรม ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตทั้งในส่วนของสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพทางสมองด้วย”

NAYA Residence เปลี่ยนภาพบ้านพักคนชรา สู่ที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ชีวิต ‘วัยอิสระ’

ตึกเก่าแต่ไม่แก่

‘นายา’ เป็นคำสันสกฤต แปลว่า ปัญญา ความรู้ สิ่งที่คงอยู่อย่างมีจุดมุ่งหมาย 

การสร้างชุมชนคุณภาพอย่างที่ทั้งสองตั้งใจ จึงมุ่งถึงการมองปัญหาที่อยู่อาศัยเดิมของผู้คนก่อนก้าวเข้าสู่วัยเกษียณ โดยในวัยหนุ่มสาวใช้ชีวิตได้อย่างไม่เป็นอุปสรรค แต่เมื่อสภาพร่างกายถดถอยแล้ว บันไดที่ทำให้สะดุดล้มแม้เพียงขั้นเดียว ก็อาจเปลี่ยนชีวิตของผู้สูงอายุไปได้ 

การออกแบบทั้งหมดของ NAYA Residence จึงเป็น Universal Design หลีกเลี่ยงการสร้างอุปสรรคในการเดินของผู้สูงอายุต่างๆ รวมถึงรองรับว่า การใช้รถเข็นหรือวีลแชร์ จะใช้ชีวิตได้เสมือนใกล้เคียงปกติ

โครงการบ้านที่ออกแบบเพื่อดูแลคนสูงวัยครบด้าน ให้คนสูงวัยอยากมาใช้ชีวิตอยู่อย่างยืนยาว และไม่เป็นตราบาปสำหรับลูก
โครงการบ้านที่ออกแบบเพื่อดูแลคนสูงวัยครบด้าน ให้คนสูงวัยอยากมาใช้ชีวิตอยู่อย่างยืนยาว และไม่เป็นตราบาปสำหรับลูก
โครงการบ้านที่ออกแบบเพื่อดูแลคนสูงวัยครบด้าน ให้คนสูงวัยอยากมาใช้ชีวิตอยู่อย่างยืนยาว และไม่เป็นตราบาปสำหรับลูก

NAYA Residence เกิดจากการเข้าปรับปรุง Riverine Village โครงการคอนโดมิเนียมสูง 27 ชั้น 3 อาคาร ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทำเลชายขอบจังหวัดนนทบุรีเชื่อมต่อกรุงเทพมหานคร

โดยหลักๆ แล้วเป็นการนำพื้นที่ 1 จาก 3 ตึกของโครงการทั้งหมดมาปรับปรุงห้องพักผู้สูงวัย จำนวน 70 ยูนิตบนพื้นที่ 7 ชั้น แล้วปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลาง ทั้งสวนกลางแจ้ง สระว่ายน้ำ รวมถึงอาคารสปอร์ตคลับเดิมให้เป็นส่วนใช้สอย เพื่ออำนวยความสะดวกใหม่ๆ ทั้งร้านอาหาร ร้านทำผม ห้องประชุม และพื้นที่กิจกรรมสำหรับการออกกำลังกาย ที่ลูกบ้านทุกคนทั้งใน NAYA และ Riverine เดิมมาใช้บริการร่วมกันได้

โครงการบ้านที่ออกแบบเพื่อดูแลคนสูงวัยครบด้าน ให้คนสูงวัยอยากมาใช้ชีวิตอยู่อย่างยืนยาว และไม่เป็นตราบาปสำหรับลูก
โครงการบ้านที่ออกแบบเพื่อดูแลคนสูงวัยครบด้าน ให้คนสูงวัยอยากมาใช้ชีวิตอยู่อย่างยืนยาว และไม่เป็นตราบาปสำหรับลูก
โครงการบ้านที่ออกแบบเพื่อดูแลคนสูงวัยครบด้าน ให้คนสูงวัยอยากมาใช้ชีวิตอยู่อย่างยืนยาว และไม่เป็นตราบาปสำหรับลูก

อรฤดีเล่าให้ฟังถึงโอกาสจากการนำอาคารที่มีอยู่เดิมมาใช้ปรับเป็นโครงการใหม่ เพื่อสนองลูกค้ากลุ่มใหม่ว่า ทั้งทำเลและความโชคดีที่เดิมอาคารนี้มีห้องขนาดใหญ่อยู่แล้ว จึงทำเพียงทุบผนังเพื่อปรับปรุงห้องให้กว้างขวาง อยู่สบายมากขึ้น โดยเชื่อมต่อห้องนั่งเล่นและครัวด้วยกันเพื่อเพิ่มความโปร่ง วัสดุปูพื้นที่เลือกใช้เป็นวัสดุลดการบาดเจ็บถ้าเกิดหกล้ม และทุบประตูเก่าออกหมด พร้อมขยายขนาดเพื่อรองรับรถเข็นในอนาคต

โครงการบ้านที่ออกแบบเพื่อดูแลคนสูงวัยครบด้าน ให้คนสูงวัยอยากมาใช้ชีวิตอยู่อย่างยืนยาว และไม่เป็นตราบาปสำหรับลูก
โครงการบ้านที่ออกแบบเพื่อดูแลคนสูงวัยครบด้าน ให้คนสูงวัยอยากมาใช้ชีวิตอยู่อย่างยืนยาว และไม่เป็นตราบาปสำหรับลูก

NAYA Residence มีห้องพักให้เลือก 2 รูปแบบ แบบ 1 ห้องนอนมีขนาดตั้งแต่ 62 – 76 ตารางเมตร และแบบ 2 ห้องนอนมีขนาด 105 – 120 ตารางเมตร ซึ่งถือว่าใหญ่กว่าห้องพักในอาคารชุดอื่น โดยเฉพาะในกลุ่มที่เพิ่งสร้างใหม่

นอกจากข้อได้เปรียบด้านกายภาพ ศักยภาพของที่นี่ อยู่ที่ลูกบ้านเดิมของ Riverine อยู่อาศัยมาเป็นเวลานาน จนกลายเป็นกลุ่มที่พร้อมก้าวสู่วัยเกษียณจำนวนมากกว่าครึ่ง ทุกคนจึงคุ้นเคยกัน มีความเป็นชุมชนที่เข้าใจ และพร้อมรับกิจกรรมสำหรับวัยอิสระที่ทางโครงการออกแบบไว้

โครงการบ้านที่ออกแบบเพื่อดูแลคนสูงวัยครบด้าน ให้คนสูงวัยอยากมาใช้ชีวิตอยู่อย่างยืนยาว และไม่เป็นตราบาปสำหรับลูก

ที่ขาดไม่ได้สำหรับคนสูงวัย คืองานบริการด้านสุขภาพ ที่นี่มีพยาบาลเป็น Registered Nurse หรือเป็นทีมพยาบาลประจำการตลอด 24 ชั่วโมง

“ทุกๆ ห้องใน NAYA Residence จะติดอุปกรณ์ทางด้านเทคโนโลยีของ ‘SCG DoCare’ ซึ่งแจ้งขอความช่วยเหลือฉุกเฉินได้จากอุปกรณ์ แล้ว DoCare เองก็ตรวจจับการหกล้ม หรือการเข้าห้องน้ำนานเกินไป และแจ้งเตือนอัตโนมัติไปยังพยาบาลเพื่อเข้าให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที” หมอนาฏอธิบายถึงสิ่งสำคัญที่มอบให้ผู้อยู่อาศัยในยามฉุกเฉิน 

โครงการบ้านที่ออกแบบเพื่อดูแลคนสูงวัยครบด้าน ให้คนสูงวัยอยากมาใช้ชีวิตอยู่อย่างยืนยาว และไม่เป็นตราบาปสำหรับลูก
โครงการบ้านที่ออกแบบเพื่อดูแลคนสูงวัยครบด้าน ให้คนสูงวัยอยากมาใช้ชีวิตอยู่อย่างยืนยาว และไม่เป็นตราบาปสำหรับลูก

หมู่บ้านส่งเสริมสุขภาพ

เพราะได้กล่าวว่า ความปลอดภัยด้านสุขภาพเป็นปัจจัยสำคัญสุดสำหรับกลุ่มคนที่ร่างกายต้องได้รับการดูแล

นอกจากบริการด้านการป้องกัน ที่นี่จึงมีบริการด้านการส่งเสริม เช่น มีนักกายภาพบำบัดดูแลสภาพร่างกาย มีนักโภชนาการดูแลเรื่องอาหาร รวมถึงการมีพื้นที่ออกกำลังกายที่เหมาะกับช่วงวัย เช่น การออกกำลังกายในสระว่ายน้ำ หรือ Aqua Exercise ที่หมอนาฏเล่าว่ากำลังได้รับความสนใจ และเป็นแนวคิดการดูแลเรื่องสุขภาพที่เหนือกว่าการรักษา

“เพราะเราไม่ต้องการรอไปจนถึงตอนป่วยหรือตอนเกิดเหตุ ซึ่งมันเป็นแนวคิดด้านการแพทย์สมัยก่อน คือเป็น Medical Paradigm การรอจนเป็นโรคแล้วค่อยรักษา แต่ตอนนี้เราต้องการเป็น Wellness Paradigm การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันการเกิดโรค”

โครงการบ้านที่ออกแบบเพื่อดูแลคนสูงวัยครบด้าน ให้คนสูงวัยอยากมาใช้ชีวิตอยู่อย่างยืนยาว และไม่เป็นตราบาปสำหรับลูก
NAYA Residence เปลี่ยนภาพบ้านพักคนชรา สู่ที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ชีวิต ‘วัยอิสระ’

แน่นอนว่าทั้งหมดเป็นไปได้ด้วยการออกแบบปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่ส่วนกลางของโครงการใหม่ โดยเฉพาะในสวน ที่เดิมเป็นพื้นทรายล้าง ในแง่ของการออกกำลังเดินหรือวิ่งเบาๆ มีความเสี่ยงบาดเจ็บ จึงไม่ค่อยถูกใช้งาน พวกเขาเปลี่ยนเป็นพื้นยางและติดไฟเพิ่ม พร้อมคำนึงถึง Universal Design

นี่เป็นอีกข้อของการออกแบบ NAYA Residence ที่ทั้งคู่ให้ความสำคัญ จึงนำอุปกรณ์ส่งเสริมด้านสุขภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันมาติดตั้ง และยังรวมไปถึงห้องพักกับทุกๆ ส่วนของโครงการด้วย ซึ่งการทำเช่นนี้ สมาชิกที่ต้องการมาอยู่ใหม่ก็เบาใจได้ว่า เมื่อปลดเปลื้องภาระทั้งหลายเพื่อจะก้าวสู่วัยเกษียณแล้ว ที่นี่จะมอบคุณภาพของชีวิตอิสระได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

NAYA Residence เปลี่ยนภาพบ้านพักคนชรา สู่ที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ชีวิต ‘วัยอิสระ’

ทางเลือกชีวิตคุณภาพในวัยอิสระ

“ในประเทศไทย ผู้สูงอายุโดยส่วนมากยังคงอยู่ในบ้านเดิม ส่วนใหญ่คงต้องปรับให้เหมาะสม แล้วก็ใช้งานได้สะดวกสบาย ปลอดภัย” หมอนาฏเกริ่นถึงความเป็นไปได้แบบต่างๆ ของชีวิตผู้คนในวัยเกษียณ

“สำหรับคนที่อยู่ในบ้านใหญ่ตัวคนเดียว รู้สึกว่าเป็นภาระทั้งการดูแลบ้าน ทั้งความปลอดภัย หรืออาจไม่มีคนช่วยเหลือเวลาจำเป็น นี่เป็นเลือกทางเลือกที่เรานำเสนอ คือการเป็น Senior Living เป็นชีวิตที่ Downsize หรือลดขนาดลงมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสังคมใหม่ อาจจะได้เพื่อนใหม่ รวมถึงมีน้องๆ พยาบาลผู้ดูแลให้มีความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย”

โครงการบ้านที่ออกแบบเพื่อดูแลคนสูงวัยครบด้าน ให้คนสูงวัยอยากมาใช้ชีวิตอยู่อย่างยืนยาว และไม่เป็นตราบาปสำหรับลูก

NAYA Residence เป็นรูปแบบให้เช่าในระยะยาว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการว่าจะเช่าเต็มที่ 30 ปีหรือน้อยกว่า แต่หากยังไม่แน่ใจ จะลองมาอยู่ก่อนในระยะไม่กี่เดือนก็ตกลงกับทางโครงการได้ และที่นี่ยังถือว่าเป็นรูปแบบชีวิตทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการมองหาอิสระในชีวิตหลังเกษียณ นั่นย่อมหมายถึงการละซึ่งสมบัติที่เคยถือครองมาในชีวิต และถือสัมภาระมาแต่พอควร สู่สถานที่ใหม่ที่ง่ายต่อการดูแลด้วย 

“สมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนโสดหรือเป็นคู่สามีภรรยาที่ไม่มีลูก รวมถึงมีคู่ที่ลูกๆ แยกย้ายไปสร้างครอบครัวของตัวเอง โดยปัจจุบันสังคมเริ่มมองที่พักสำหรับผู้สูงอายุเปลี่ยนไป จากที่อาจเคยมองว่าเป็นการทอดทิ้ง แต่กลับกัน ผู้สูงวัยเองกลับเป็นผู้มองหาบ้านหลังสุดท้ายรูปแบบใหม่ที่จะมอบชีวิตเสรีให้พวกเขาได้สมบูรณ์กว่า” หมอนาฏผู้มีประสบการณ์เรื่องที่พักผู้สูงวัยอย่างยาวนาน เล่าให้ฟังถึงค่านิยมอันเปลี่ยนไปที่เธอสัมผัสได้ จนไม่รู้สึกว่าการมาอยู่บ้านพักคนชรา ทำให้ตัวเองด้อยหรือว่าถูกทอดทิ้ง

NAYA Residence เปลี่ยนภาพบ้านพักคนชรา สู่ที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ชีวิต ‘วัยอิสระ’
NAYA Residence เปลี่ยนภาพบ้านพักคนชรา สู่ที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ชีวิต ‘วัยอิสระ’

“หมอเริ่มทำงานกับผู้สูงอายุตั้งแต่สมัยที่ถ้าใครเข้ามาอยู่ในบ้านพักผู้สูงอายุ มีตราบาปติดอยู่ที่หน้าผากเลยว่าถูกทอดทิ้ง แต่สังคมเปลี่ยนไปแล้ว สังคมได้รับการให้ความรู้ ให้ข้อมูลเรื่องทางเลือกในการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าลูกได้ตอบแทนเขา ได้มอบสิ่งที่ดีๆ และคุณภาพชีวิตที่ดีให้ ในขณะเดียวกันลูกเองก็ไม่ได้ตัดสายใย ก็ยังเข้ามาดูแลกันอยู่เสมอ

“การที่เข้ามาทำงานตรงนี้ เรามาด้วยจุดมุ่งหมายที่พบว่าคนไทยอายุยืนขึ้น ในฐานะแพทย์ เราหวังว่าจะส่งเสริมให้ผู้สูงอายุอายุยืนอย่างมีคุณค่า มีสุขภาพดี แล้วก็ได้มีคุณภาพชีวิตดี”

NAYA Residence เปลี่ยนภาพบ้านพักคนชรา สู่ที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ชีวิต ‘วัยอิสระ’
โครงการบ้านที่ออกแบบเพื่อดูแลคนสูงวัยครบด้าน ให้คนสูงวัยอยากมาใช้ชีวิตอยู่อย่างยืนยาว และไม่เป็นตราบาปสำหรับลูก

จุดมุ่งหมายนี้ได้เป็นจริง ด้วยประสบการณ์ของนักพัฒนาโครงการอย่างอรฤดี ที่เล่าว่าตัวเองเป็นผู้หนึ่งซึ่งได้ก้าวเข้าสู่วัยอิสระแล้ว การพัฒนาโครงการนี้ นอกจากเป็นการริเริ่มโครงการรูปแบบใหม่ที่ตัวเองไม่เคยทำ ส่วนหนึ่งก็มาจากแรงผลักดันและความปรารถนาส่วนตัว ว่าต้องการเห็นที่อยู่อาศัยคุณภาพของผู้สูงวัยมีมากขึ้นในประเทศไทย และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นความท้าทายของบทบาทนักพัฒนาโครงการเอกชน นำเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้

“เรามีความเชื่อตรงนี้ อาจเพราะเป็นวัยอิสระรุ่นใหม่ พอได้ส่งตัว NAYA Residence ไปให้คนรุ่นเราประมาณหกสิบต้นๆ ดู ทุกคนจะบอกว่าน่าสนใจมาก อยากจะย้ายไปอยู่ จะได้ไม่เป็นภาระใคร” ผู้พัฒนาโครงการวัยเก๋า เผยวิธีเก็บฟีดแบ็กจากวัยใกล้ตัวให้ฟัง ก่อนเสริมว่า นี่จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้กับภาคเอกชนที่สนใจ อยากจะเข้ามาทำโครงการบ้านพักผู้สูงวัย 

“เป็นเรื่องที่ต้องปรับความคิด เราทำงานบริษัทเอกชน ด้วยความที่เคยทำแต่บ้านและคอนโดฯ ขาย ก็มีโมเดลการทำธุรกิจเรื่อง Maximize Profit หรือการทำกำไรสูงสุด แต่พอเรามาเจอบ้านพักผู้สูงวัย มันไม่ใช่เป็นการขายแบบตรงไปตรงมา แต่กลายเป็นการเช่าซื้อระยะยาว เพราะฉะนั้น โมเดลธุรกิจจะต้องเปลี่ยนไป ไม่ใช่เพื่อกำไรสูงสุดอย่างเดียว แต่ทำยังไงถึงจะยืดหยุ่นเพื่อลูกค้าเป็นหลัก 

“เรามองเห็นความยั่งยืนของธุรกิจ โดยต่อยอดจากการทำธุรกิจขายบ้านให้คนในวัยที่เริ่มต้นชีวิตครอบครัว แล้วเราก็ได้ดูแลเขาไปจนกระทั่งวัยที่เขาเกษียณ พออายุมากขึ้น คุณขายบ้าน ออกจากโครงการที่เคยซื้อเรานะ แล้วก็ย้ายเข้ามาอยู่ตรงนี้ ครบวงจรของชีวิตของมนุษย์ที่เราตอบโจทย์ได้ตั้งแต่หนุ่มจนแก่”

โมเดลธุรกิจที่คิดอย่างถ้วนถี่ ด้วยประสบการณ์หลากหลายด้าน ไม่เพียงทำให้ได้ฐานลูกค้าระยะยาวต่อเนื่อง แต่ตอบโจทย์การวางแผนชีวิตทุกสเต็ปของผู้คนเป็นอย่างดี

โครงการบ้านที่ออกแบบเพื่อดูแลคนสูงวัยครบด้าน ให้คนสูงวัยอยากมาใช้ชีวิตอยู่อย่างยืนยาว และไม่เป็นตราบาปสำหรับลูก

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

ถ้าคุณครอบครองพื้นที่ใจกลางเมืองสักผืน คุณจะทำอะไรกับที่ดินนั้น 

เราเจอหนึ่งโครงการที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจอย่าง ‘สินธร วิลเลจ’ โครงการ Mixed Use บนที่ดิน 42 ไร่ ที่เลือกใช้ที่ดินใจกลางเมืองย่านหลังสวน ใกล้กับสวนลุมพินีผืนนั้น สร้างที่อยู่อาศัยเพียงครึ่งเดียว ส่วนพื้นที่ที่เหลือปรับปรุงเป็นสวนให้กับลูกบ้าน ลูกค้า และเมืองโดยรอบ แถมอาคารที่พักอาศัยและโรงแรมได้รับการรับรองตามมาตรฐาน LEED หรือมาตรฐานอาคารเขียว ซึ่งนั่นถูกคิดเมื่อ 10 ปีก่อน ที่เรื่องสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้ถูกให้ความสำคัญ ตระหนัก และพูดถึงเป็นอันดับต้น ๆ ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยเช่นทุกวันนี้ 

มากไปกว่านั้น พวกเขาออกแบบแม้กระทั่งทิศทางลมและแสงแดด คิดใหญ่ในดีเทลเล็กน้อย แถมคิดเผื่อให้อยู่ต่อได้อย่างยั่งยืนอีกเป็นร้อยปี 

ยิ่งได้พูดคุยก็พบว่าความคิดอย่างลึกซึ้งเหล่านี้ มาจากความเชื่อและความตั้งใจแสนเรียบง่ายที่ส่งต่อมาตั้งแต่ผู้บริหารยุคเริ่มต้น นั่นคือ อยากสร้างคุณภาพชีวิตด้วยคำว่า ‘อยู่สบาย’ บนพื้นที่ใจกลางเมือง ได้สัมผัสธรรมชาติอย่างแสง ลม และต้นไม้ ซึ่งคือเรื่องพื้นฐานที่สุด จนเราอยากพาทุกคนเข้าไปค้นแนวคิดเบื้องหลังว่าโครงการนี้ทำอย่างไร และคุณอาจทึ่งกับแนวคิดของสินธร วิลเลจ ไม่ต่างกัน 

เป็นที่มาให้คอลัมน์หมู่บ้านชวน คุณสืบพงษ์ เกียรติวิศาลชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจอาคารบริษัท สยามสินธร จำกัด มาเล่าให้ฟัง ถึงเบื้องหลังความเจ๋งของการออกแบบและลงมือพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยจนทำให้คนอยู่สบายใจที่สุด 

ทำไมต้องอยู่สบาย

“คุณอาจสงสัยว่า เราทำทำไม ความเชื่อของเราคือ อยากทำโครงการที่อยู่อาศัยที่คนมาอยู่แล้วดี จากการมีสภาพแวดล้อมดี ๆ ทั้งความปลอดภัย อยู่ในพื้นที่ที่มั่นใจได้ ไปจนถึงความสะดวกสบาย”

คุณสืบพงษ์ชวนเรามองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน บนพื้นที่ศักยภาพสูงกลางเมือง หลายคนอาจอยากจับจองพื้นที่เพื่อเดินหน้าปลูกสร้างโครงการต่าง ๆ เต็มอัตรา แต่โครงการสินธร วิลเลจ ไม่ได้คิดเช่นนั้น 

จุดตั้งต้นของโครงการนี้ คือทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์ที่ดีที่สุดกับผู้อยู่อาศัย ซึ่งนั่นมาพร้อมกับความตั้งใจพัฒนาพื้นที่ให้มีศักยภาพมากที่สุด ทั้งในด้านการอยู่อาศัยและใช้ชีวิตอย่างครบทุกมิติ

“ที่ดินย่านหลังสวนมีคาแรกเตอร์พิเศษมาก เพราะว่าแม้จะอยู่ใจกลางเมือง เราเห็นการไปมาหาสู่ที่สะดวก เข้าออกง่ายได้จากหลายทาง เช่น เข้าทางซอยหลังสวน ตัดถนนสารสิน ไปออกถึงถนนวิทยุ ก็เดินทางได้สะดวก ช่วงเย็น ๆ หลัง 5 โมงเย็นแถวนี้กลับสงบและมีความเป็นส่วนตัวเหมือนอยู่ชานเมือง เลยมองเห็นศักยภาพของที่ดินแบบนี้ ในประเทศไทยยังขาดที่อยู่อาศัยหรือคอนโดมิเนียมดี ๆ ที่มีเจ้าหน้าที่และผู้พัฒนาโครงการดูแลรักษาพื้นที่ ชีวิตความเป็นอยู่ และบริการอย่างดีหลังซื้อ ไปจนตลอดการใช้งาน” คุณสืบพงษ์อธิบายเหตุผลอย่างชัดเจน 

และหากดูพื้นที่บริเวณนี้ จะเห็นว่าเป็นทั้งย่านธุรกิจ อยู่ใกล้กับสถานทูต ซึ่งแน่นอนว่าเป็นบริเวณที่มีความปลอดภัยสูง รวมถึงสาธารณูปโภคครบครันและมั่นใจได้ เช่น หากเกิดน้ำไม่ไหลหรือไฟดับขึ้นมา ก็จะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว เนื่องจากที่นี่อยู่ในย่านเศรษฐกิจสำคัญ ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบ 

ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีโอกาสสร้างอาคารเต็มในทุกตารางเมตรได้ แต่สิ่งที่ทำให้เราประหลาดใจคือ ทำไมที่นี่ใช้พื้นที่ก่อสร้างอาคารเพียงครึ่งเดียว

“เราอยากสร้างคุณภาพชีวิตติดสวนกลางเมือง จึงเลือกขยายสวนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มี Open Space ซึ่งทำให้ได้ผลตอบแทนที่มองไม่เห็น นั่นคือการที่เรามีพื้นที่สีเขียวมหาศาลจากการลงมือปลูกและออกแบบพื้นที่ให้มองเห็นสวนได้จากทุกมุม ที่สำคัญ คือทำให้คนอยู่สบาย Worry Free ทั้งสุขภาพจิตที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ดี” 

เขาเล่าต่อว่าสิ่งแวดล้อมคือประเด็นที่สนใจมาตั้งแต่วันแรกที่เปิดโครงการ เทียบกันแล้วเมืองไทยในเวลานั้นให้ความสำคัญน้อยมาก แต่ที่นี่ก็ยังคงยึดแนวคิดที่ตั้งใจอยากให้คนอยู่สบายภายใต้พื้นที่สีเขียว พร้อมกับการออกแบบสิ่งแวดล้อมอย่างพอเหมาะ เช่น การออกแบบหน้าต่างกว้างเพื่อรับแสง แต่ก็มีกระจกกั้นถึง 3 ชั้นเพื่อป้องกันความร้อน และยังมีอีกหลายส่วนที่เราจะค่อย ๆ พาขยายรายละเอียดลงไปต่อจากนี้ จนทำให้โครงการสินธร วิลเลจ ได้รับรองตามมาตรฐาน Green Building จากการออกแบบที่พวกเขาคิดทำตั้งแต่แรก

อยู่แบบไหนถึงจะสบาย

ความเรียบง่ายแต่ตอบโจทย์ได้รอบด้าน คือสิ่งที่เราขอใช้ตอบคำถามว่าจะอยู่อย่างไรให้สบาย เมื่อได้ลองสมมติตัวเองแทนใจลูกบ้านที่นี่ ก็ค้นพบว่านอกจากพื้นที่สวนขนาดยักษ์ที่ทำให้เราใกล้ชิดธรรมชาติแม้อยู่กลางกรุงแล้ว การสร้างพื้นที่ให้รองรับทุกความต้องการ โดยเฉพาะการรวมเอา Complex Building เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันเป็น Community ซึ่งทำให้โครงการสินธร วิลเลจ แตกต่างจากที่อื่น

แค่บรรยากาศเมื่อเดินก้าวแรกเข้าไปใน Kimpton Maa-Lai Bangkok Hotel เราสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาและดีไซน์ที่โดดเด่น พร้อมกับความผ่อนคลายตั้งแต่ทางเดินไปจนถึงห้องพัก แถมต่อให้เราอุ้มสัตว์เลี้ยงมาอยู่ด้วย ที่นี่ก็ยินดีต้อนรับ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและแยกชั้นพักให้อย่างไม่รบกวนกัน 

ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมหลากหลายของที่นี่ ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนที่อยากอยู่คอนโดมิเนียมแล้วให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน แถมด้วยพรีเมียมเซอร์วิสที่ทางโครงการลงมาดูแลด้วยตัวเองทั้งการบริการและการบำรุงรักษา เราแทบไม่ต้องกังวลอะไรเลย ซึ่งความ Worry Free แบบนี้เองทำให้อยู่ได้อย่างสบายใจ

และความต่างแบบเห็นได้ชัดเลยก็คือ ที่ Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok นอกจากจะทึ่งกับสถาปัตยกรรมล้ำสมัย และการออกแบบให้กลมกลืนไปกับพื้นที่สีเขียวแล้ว ที่นี่ยังเป็น Wellness Hotel เต็มรูปแบบที่แรกของไทย ใส่ใจสุขภาพขนาดมีศูนย์บริการดูแลสุขภาพโดยผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย การสร้างสุขภาวะที่ดีในการพักผ่อนที่เกิดขึ้นจึงทำให้อยู่แล้วสบายทั้งกายและใจ 

ที่สำคัญ ยังมี Velaa Langsuan ศูนย์การค้าที่รวมร้านอาหาร ร้านค้า และซูเปอร์มาร์เก็ต กระทั่งสวนสำหรับพักผ่อนเอาไว้ครบ จบในที่เดียว ลูกบ้านที่นี่เลยได้ใช้ชีวิตภายในโครงการอย่างสะดวกสบาย นั่นเป็นเหตุผลว่าการรวมกันแบบ Complex นี้เองที่ตอบโจทย์ทั้งหมด

แก้ไขจุดที่ไม่สบายกายและใจ

เห็นรู้รอบและรู้ลึกเรื่องการออกแบบให้คนอยู่สบายรอบด้านเช่นนี้ นั่นเกิดจากการรวบรวม Pain Point ที่เกิดขึ้นกับที่อยู่อาศัยรูปแบบต่าง ๆ มาจับจุดอย่างดี แล้วใช้โครงการสินธร วิลเลจ เพื่อแก้ปัญหาปวดใจให้กับลูกค้า ทั้งเรื่องอยากอยู่แบบเลือกได้ตามใจ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่มี ถึงเรื่องน้ำ ไฟ แอร์เสีย และต้องเรียกช่างมาซ่อมเอง สยามสินธรก็แก้โจทย์เหล่านี้ให้ลูกบ้านด้วยความเรียบง่าย แต่กลับได้ผลลัพธ์แบบสบายใจที่สุด เพราะทางโครงการเป็นนิติบุคคลเอง รวมทั้งให้ผู้พัฒนามาเป็นผู้ดูแลเองด้วย ลูกค้าจึงมั่นใจได้

อีกทั้งยังมีการคิดถึงทำเลกลางเมืองให้คนอยู่สบาย ไปมาหาสู่สะดวก รองรับ Senior Living และคนหลายเจเนอเรชันให้บริหารชีวิตได้ดีขึ้น รวมถึงพาพ่อแม่มาอยู่ด้วยได้ “เราพบว่าคนชอบและอยากอยู่ที่นี่ ข้อแรกเพราะมีสวน ข้อที่สองเพราะบรรยากาศดี และข้อสามคือสะดวก เขาบาลานซ์ชีวิตได้ อยากกลับมากินข้าวกับพ่อแม่ก็ทำได้”

และใครจะไปคิดว่าขนาดที่จอดรถ พวกเขาก็ลงลึกถึงขนาดว่าจะทำอย่างไรให้จอดรถสบาย ไม่คับแคบ ไม่ชิดรถคันข้าง ๆ หยิบของสะดวก ด้วยการออกแบบช่องจอดรถขนาดกว้างและยาวกว่ามาตรฐาน แถมยังดีไซน์โดยการดึงแสงธรรมชาติและดึงระบบปรับอากาศลงชั้นใต้ดิน เพื่อตอบโจทย์ความสบายตั้งแต่ก้าวแรกอย่างคนที่เข้าใจ

การให้พื้นที่เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว คืออีกข้อสำคัญที่ทำให้ความสบายใจเกิดขึ้นได้ เพราะที่นี่มอบพื้นที่เผื่อได้แบบไม่จำกัด โดยเฉพาะกับพื้นที่ส่วนกลางที่เห็นได้ชัด อย่างทางเดินที่กว้างกว่า 2 เมตร

ต่อให้เราเดินถือของมา 2 คนก็ไม่เบียดเสียด และตลอดการใช้งานภายในอาคารถึงห้องพัก ก็คิดมาอย่างดีถึงการเดินทางที่สบายไร้รอยต่อ

  ความให้เกียรติกันและกันก็เป็นเรื่องสำคัญ อย่างทางเดินเข้าห้องที่ไม่มีห้องตรงข้าม และเมื่อเข้าห้องพักไปแล้วจะรู้สึกถึงความเงียบ เพราะแทบไม่ได้ยินเสียงข้างนอกเลย อีกทั้งหน้าต่างบานใหญ่ บรรยากาศดีจนมองออกไปแล้วไม่เหมือนอยู่ในห้อง การเก็บเสียงได้เงียบสนิทด้วยประตู Drop Seal รวมถึงทำผนัง 2 ชั้น และเหตุผลที่ต้องใช้กระจกหนาถึง 3 ชั้น ก็เพื่อตัดเสียงรบกวนและกันความร้อน รวมถึงยังแยกระบบปรับอากาศอีกด้วย ฉะนั้น ต่อให้ห้องข้าง ๆ หรือเราจะทำอาหารก็ไม่มีเสียงและกลิ่นเล็ดลอดอย่างแน่นอน ซึ่งการไม่ไปรบกวนกัน กลายเป็นความสงบและเป็นส่วนตัวแม้จะอยู่ใจกลางเมืองเช่นนี้

นอกจากนั้น ความสบายยังเกิดขึ้นตั้งแต่โถงลิฟต์ที่คิดมาจากโจทย์ว่า จะทำอย่างไรให้ไม่ต้องรอนาน กลายเป็นลิฟต์ 4 ตัวในพื้นที่ 200 ยูนิต ใช้สเปซเยอะหน่อยแต่ผู้อยู่รู้สึกสบาย 

คำว่าอยู่สบายอีกข้อหนึ่ง ก็มาจากการคิดที่เรียบง่ายที่สุด คือการสัมผัสธรรมชาติอย่างสัจจะ ด้วยการออกแบบให้เห็นแสงธรรมชาติจนเหมือนไม่มีกระจกกั้น วางผังให้รับทิศทางลมเป็นอย่างดี และออกแบบอุณหภูมิให้รู้สึกสบาย ไม่ใช่แค่เรื่องความเย็น แต่ลงลึกถึงเรื่องความชื้นสัมพัทธ์ แค่เราเองที่เดินเข้ามาสัมผัสภายในห้อง ก็รู้สึกได้เลยว่าอากาศอยู่สบายจริง ๆ ซึ่งอีกข้อดีโดยตรงจากออกแบบทั้งภายในและภายนอกเช่นนี้ ทำให้ที่นี่เป็นอาคารประหยัดพลังงานอย่างไม่ต้องสงสัย

นอกจากนี้ Kempinski Residence อีกหนึ่งโครงการในสินธร วิลเลจ Mixed Use ที่ตอบโจทย์เรื่องความสบายในการบริหารจัดการชีวิตทุกด้าน มีพร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง Complex ที่มีทั้งร้านอาหารหลากหลายประเภท บริการด้านสุขภาพ โรงแรม และพื้นมีสีเขียวขนาดมหึมา ให้ลูกบ้านได้ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความผ่อนคลาย

อาคารยั่งยืนที่ให้สิ่งแวดล้อมสบายไปด้วย

ด้วยความตั้งใจอันดีแต่แรกของ โครงการสินธร วิลเลจ เลยประสบความสำเร็จจนได้รับรางวัลมาตรฐานอาคารเขียว LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) จาก U.S. Green Building Council ซึ่งรางวัลนี้แสดงให้เห็นว่า โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ความสำคัญและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในการก่อสร้าง การอยู่อาศัย จนถึงการดูแลอาคารให้อยู่อย่างยั่งยืนต่อไปได้ 

“แม้เราจะทำทุกระบบให้ได้ตามมาตรฐาน LEED อาคารที่เป็นผู้นำด้านอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากการเลือกใช้วัสดุที่มีสารระเหยที่เป็นพิษต่ำ จนถึงเติมอากาศบริสุทธิ์ในระบบจนคนนอนหลับได้ลึกขึ้น แต่ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะการที่สุดท้ายมันเกิดผลดีจนลูกค้ามาบอกเราว่า ‘พี่อยู่ที่นี่แล้วสบายใจ สุขภาพก็ดีขึ้น หลับสบาย’ นี่ต่างหากที่เราต้องการ เราเชื่อว่าไม่ต้องทำอะไรให้ซับซ้อนมาก แต่ทำพื้นฐานให้ดี ออกแบบให้เป็น Timeless Design ต่อให้นานแค่ไหนก็ยังสวยได้ เราคิดกันแบบนี้ ตรง ๆ เลย” 

ผลพลอยได้นี้ เลยกลายเป็นว่าอาคารที่ออกแบบอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็เป็นเรื่องเดียวกับการออกแบบอาคารให้คนอยู่สบายนั่นเอง เช่น Façade และกระจกที่ช่วยกันไม่ให้ความร้อนเข้าไปสะสมในตัวตึก การระบายลมที่ดีช่วยลดใช้เครื่องปรับอากาศ ลดการสร้างมลพิษ ทั้งยังใส่ใจเรื่องคุณภาพอากาศภายในด้วยการเติมอากาศบริสุทธิ์เข้าไป ส่วนภายนอกอาคารก็ห้อมล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียวช่วยฟอกอากาศ ไปจนถึงทำให้การบำรุงรักษาน้อยและง่ายที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าการตั้งใจให้อาคารอยู่อย่างยั่งยืนด้วยตัวเองเหล่านี้ ก็เป็นแนวคิดอย่าง Sustainability ต่อผู้คนและสังคมโดยรอบด้วย

พักสบาย ๆ ท่ามกลางสวนกลางเมือง

คุณสืบพงษ์พูดถึงพื้นที่สีเขียวอยู่บ่อยครั้งตลอดบทสนทนา เพราะสวนคือธรรมชาติ และการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติคือการเยียวยาจิตใจให้ดีขึ้นได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ที่นี่พิเศษกว่าใคร

ต้นไม้เก่าของพื้นที่ทั้ง 60 ต้นยังคงอยู่ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน ผ่านการดูแลโดยรุกขกร พร้อมทั้งนำต้นไม้ใหม่เข้ามาลงเกือบ 300 ต้น วางแผนปลูกกันถึง 1 ปี เพราะอยากให้ที่นี่เป็นที่อยู่ในสวนหรือ Living in the Park อย่างที่วาดฝันไว้ให้ได้

“วันเปิดโครงการจะเป็นวันที่ต้นไม้เราสวยน้อยที่สุด เพราะเราวางให้ต้นไม้ต้องโตไปเรื่อย ๆ เราออกแบบระบบนิเวศของต้นไม้หมด ทั้งต้นเตี้ย กลาง และสูง แต่ละชั้นเรือนยอดก็จะทำหน้าที่ต่างกันไป ให้นก ผีเสื้อ และแมลงปอ ได้กลับมาอีกครั้ง” การวางผังสวนของที่นี่ไม่ง่าย คุณสืบพงษ์บอกเช่นนั้น ต้องช่วยกันคิดกับสถาปนิกอยู่หลายรอบ จนได้ออกมาเป็นพื้นที่สีเขียว 3 ผืนใหญ่ เพื่อให้ทุกตึกในสินธร วิลเลจ ได้อยู่ใกล้ธรรมชาติและใช้ชีวิตภายนอกได้อย่างถ้วนทั่ว

“ผมถามลูกค้าสูงอายุว่าทำไมถึงเลือกบ้านสินธร ซึ่งเป็นตึก Low Rise เขาตอบกลับมาว่า ‘พี่อยากตื่นมาได้ยินเสียงนก อยู่ชั้นล่างยังได้ยินเสียงนกบนยอดไม้’ ผมคุยกับเขาไป พร้อมมองออกไปข้างนอก เห็นต้นไม้เป็นกิ่งและยอดต้นเป็นชั้น ๆ จากในห้อง ผมก็เข้าใจสิ่งที่เขาพูด” 

นอกจากสวนสีเขียวเกินกว่าครึ่งหนึ่งของโครงการสินธร วิลเลจ สร้างขึ้นเพื่อการอยู่อาศัยที่ดีกว่าเดิม และสร้างความสบายใจในการอยู่ เรื่องพื้นที่สีเขียวนั้นก็ยังเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งตัวอาคารในโครงการได้รับออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ที่ว่ามานี้ จึงช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 5,000 ตันต่อปี เมื่อเทียบแล้วเทียบเท่ากับสวนลุมพินีอีกกว่า 7.5 สวน ดังนั้น คงไม่กล่าวเกินจริงไปนัก ถ้าจะบอกว่าโครงการนี้ เหมือนสร้างสวนขนาดใหญ่แบบถาวรให้กับกรุงเทพฯ

สังคมก็อยู่ได้สบาย

นอกจากจะให้ลูกบ้านอยู่สบายแล้ว การคิดอย่างรอบด้านเพื่อให้ชุมชน สังคมรอบข้างอยู่สบายด้วย เป็นอีกหนึ่งข้อสำคัญที่พวกเขาอยากให้เกิดขึ้นจากที่นี่ ตั้งแต่เราเดินทางเข้ามา จะได้เห็นทางเดินเท้าของโครงการที่ปรับปรุงใหม่ทั้งหมด แถมถนนภายในโครงการยังเปิดให้คนจากถนนรอบ ๆ ใช้ได้ เรียกว่าไม่ทิ้งชุมชนซึ่งเป็นหนึ่งใน Stakeholder

ต้นไม้ที่ปลูกเรียงรายริมถนนของโครงการนี้เองที่สะท้อนความตั้งใจของพวกเขาว่า ไม่ใช่การสร้างสวนเพื่อลูกบ้าน แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อคนที่สัญจรผ่านไปมาในพื้นที่แห่งนี้ นอกจากสดชื่นและแสนร่มรื่น นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้ชุมชนโดยรอบหันมาใส่ใจการสร้างพื้นที่สีเขียวมากขึ้นอีกก็เป็นได้

สุดท้ายแล้ว การพัฒนาที่ทำไว้ก็จะกลับไปสู่ 3 แนวคิดตั้งต้นของการสร้างที่นี่ อย่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นทั้งหมด

ถอดบทเรียนที่ทำให้ผู้อยู่สบายที่สุด

เห็นความสำเร็จมากมายที่เกิดขึ้น ตัวแทนโครงการอย่างคุณสืบพงษ์ก็บอกว่าไม่ง่ายเลย 

เราว่าความเป็นผู้ให้ จริงใจ และซื่อสัตย์ เลยทำให้พวกเขามี Mindset ว่าจะสร้างที่อยู่อาศัยที่ดีให้ลูกค้าอยู่สบายเป็นหัวใจหลัก และต่อยอดเป็นสิ่งต่าง ๆ ตามมาทั้งหมดในโครงการ

ข้อสอง จากที่เราสังเกตเห็น พวกเขามีวิธีการส่งแนวความคิดนี้ไปถึงทุกคนในโครงการได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ใช่แค่ผู้บริหาร แต่ทีมงานทุกคนมีแนวคิดไปในทางเดียวกัน การส่งต่อคุณค่าและคิดถึงลูกค้าเป็นอันดับแรกนี้เอง เราจึงหายสงสัยได้ไม่ยากว่าทำไมโครงการนี้ถึงประสบความสำเร็จ

อย่างที่สามคือ สร้างการมีส่วนร่วม โดยให้ Stakeholder รอบ ๆ เข้าใจพวกเขา ทั้งการลงพื้นที่ไปพูดคุยกับชุมชนจริง ๆ และสร้างความเข้าใจร่วมกัน

สุดท้ายแล้ว เราเองก็เชื่อว่าความใส่ใจในทุกรายละเอียด ทุกขั้นตอน ความคิดต่าง ทำต่าง รวมถึงการเป็นผู้ให้นั้นคือจุดเริ่มต้นที่ดีเสมอ และเราเชื่อว่าสินธร วิลเลจ กำลังดำเนินไปในแนวทางนั้น เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่สบายทั้งกายและใจในทุกมิติให้เกิดขึ้นจริง

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load