ทันทีที่ก้าวลงจากรถ เราก็รู้เลยว่าเรามาถูกที่แล้ว

กลิ่นหอมของแป้งและน้ำอบที่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูก ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะก้มลงไปดมดินสอพองซึ่งกำลังตากแดดอยู่ใกล้ๆ ให้ชื่นใจ

คุณน๊อต-ดิษฐพงศ์ ธ.เชียงทอง ทายาทรุ่นที่ 4 แห่งร้านน้ำอบนางลอยออกมาต้อนรับเราพร้อมรอยยิ้มสดใส และบอกว่าจะพาเดินดูการผลิตน้ำอบไทยก่อนเป็นอย่างแรก

น้ำอบนางลอย

ด้วยความคุ้นเคยกับน้ำอบไทยนางลอยผ่านกลิ่นและขวดที่เห็นและดมมาตั้งแต่เด็กๆ เราจินตนาการถึงไลน์การผลิตใหญ่โตที่ซ่อนตัวอยู่หลังประตูทางเข้าโรงงาน

แต่ก็ต้องแปลกใจกับสิ่งตรงหน้า เพราะแม้จะเรียกตัวเองว่าโรงงานแต่ที่นี่ไม่มีเครื่องจักรแม้เพียงเครื่องเดียว นั่นแปลว่าสต๊อกสินค้าจำนวนมากที่เริ่มจะกองกันแน่นโกดังเนื่องจากใกล้ช่วงหน้าขาย ล้วนผลิตขึ้นด้วยสองมือและความชำนาญของทีมงานทั้งหมดทุกขั้นตอน

พื้นที่ทำงานในโรงงานย่อมๆ แห่งนี้ประกอบด้วย ส่วนที่ต้มน้ำสมุนไพรด้วยฟืน ถัดไปเป็นโต๊ะสำหรับวางโถเซรามิคหลายสิบใบเพื่ออบควันเทียน ส่วนที่ยกพื้นขึ้นสูงมีไว้เพื่อปรุงน้ำอบ กรอกใส่ขวด และติดฉลาก ก่อนจะแพ็กใส่กล่องเตรียมส่งออกขาย

ช่างเป็นสถานที่ที่เอื้อต่อกระบวนการผลิตดั้งเดิมที่คงไว้ด้วยความเรียบง่ายและพิถีพิถัน สมกับเป็นแบรนด์ที่อยู่มานานกว่า 100 ปี

น้ำอบนางลอย น้ำอบนางลอย

ย้อนกลับไปในอดีต น้ำอบนางลอยได้รับความนิยมเพราะสรรพคุณของกลิ่นที่หอมติดทนนานกว่าใคร ทั้งยังรักษ์โลกก่อนกาลด้วยวิธีขายที่ยกโอ่งทั้งโอ่งไปตั้งในตลาด ให้ลูกค้านำภาชนะจากบ้านมากรองใส่เอง ก่อนจะเปลี่ยนไปบรรจุขวดและติดฉลากอย่างที่คุ้นเคย

ด้วยคุณภาพของสินค้าและความมีเอกลักษณ์ทำให้ตลาดตอบรับกับน้ำอบนางลอยเป็นอย่างดีผ่านช่วงเวลาต่างๆ เพราะมีตลาดที่แน่นหนาบนการใช้งานในประเพณีแบบไทยๆ ไม่ว่าจะเป็นรดน้ำดำหัว หรือสรงน้ำพระในช่วงสงกรานต์ รวมทั้งพิธีกรรมเกี่ยวกับชีวิตและศาสนาพุทธหลายพิธี ก็มีการใช้น้ำอบเพื่อเพิ่มความรื่นรมย์ให้กับบรรยากาศ

ตราบใดที่ประเพณีเหล่านี้ยังอยู่ น้ำอบนางลอยก็ยังคงมีตลาดให้ทำธุรกิจ

แต่อย่างที่รู้ โลกทุกวันนี้หมุนไวกว่าที่เคยเป็นมา การรับช่วงต่อกิจการอายุ 100 ปี อย่างร้านน้ำอบนางลอย ของดิษฐพงศ์เต็มไปด้วยโจทย์ใหม่และใหญ่แค่ไหน เราไปคุยกับเขากันเถอะ

น้ำอบนางลอย

ธุรกิจ : ร้านน้ำอบนางลอย ของแม่เฮียง (มีบันทึกเอาไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2458)
ประเภทธุรกิจ : ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำอบไทย ดินสอพอง และแป้งร่ำ
อายุ : 103 ปี
ผู้ก่อตั้ง : คุณยายเฮียง ธ.เชียงทอง
ทายาทรุ่นที่สอง : คุณอาคม ธ.เชียงทอง
ทายาทรุ่นที่สาม : คุณอุดม ธ.เชียงทอง
ทายาทรุ่นที่สี่ : คุณดิษฐพงศ์ ธ.เชียงทอง

กิจการแบบครอบครัว

ดิษฐพงศ์เล่าว่า เขารู้ตัวมาตลอดว่าจะเข้ามารับช่วงต่อกิจการร้านน้ำอบนางลอย ทั้งๆ ที่คุณพ่อซึ่งเป็นผู้บริหารรุ่นก่อนหน้าไม่เคยมากะเกณฑ์อะไร แต่ความที่เป็นทายาทคนโตและผูกพันกับกลิ่นหอมๆ ในบ้านที่เขาวิ่งเล่นมาตั้งแต่จำความได้ เขาเลยกอดความตั้งใจนี้เอาไว้กับตัวเองตลอดมา

อีกสิ่งสำคัญหนึ่งที่โตมาพร้อมๆ กับดิษฐพงศ์และกิจการร้านน้ำอบนางลอยก็คือ ทีมงานที่ทั้งทำงานและใช้ชีวิตที่โรงงานประหนึ่งเป็นคนในครอบครัว ดิษฐพงศ์เล่าว่า หลายคนทำงานนี้มาตั้งแต่เป็นหนุ่มสาว และเมื่อมีลูก พวกเขาก็ถ่ายทอดวิชาเพื่อทำงานที่ร้านน้ำอบนางลอยนี้ต่อไปเป็นรุ่นๆ เช่นกันกับเขา

ธุรกิจครอบครัวหลายๆ ธุรกิจมักเจอปัญหาการยอมรับของทีมงานคนเก่าคนแก่ที่มีต่อทายาทซึ่งพวกเขาเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ปัญหานี้ไม่เกิดกับดิษฐพงศ์ เพราะนอกจากค่อยๆ เรียนรู้งานและเข้ามามีบทบาททำงานร่วมกับทีมตั้งแต่ยังไม่รับช่วงต่อเต็มตัว เขายังให้ความสำคัญกับการคิดถึงใจและความรู้สึกของทีมงานทุกคนเป็นใหญ่ จากความผูกพันที่ร่วมสู้ไปด้วยกันไม่ว่าธุรกิจจะดีหรือร้ายแค่ไหน

การบริหารของร้านน้ำอบนางลอยเป็นไปอย่างไม่มีลำดับขั้น ดิษฐพงศ์บอกว่า เขาไม่มีชื่อตำแหน่งด้วยซ้ำ มีแต่ความรับผิดชอบที่ต้องเป็นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนธุรกิจ ในบางครั้งเวลามีคำสั่งซื้อเป็นพิเศษจากองค์กรให้จัดชุดของขวัญ หรือมีคนต้องการนำไปเป็นของชำร่วยในงานแต่งงาน เขาและน้องๆ จะต้องมาช่วยกันลงมือจัดแพ็กเกจจิ้งและผูกริบบิ้นกันเองเพื่อไม่ให้กระทบกับทีมงานและกิจการหลักของร้าน

น้ำอบนางลอย น้ำอบนางลอย

ฝีมือการบริหารธุรกิจที่พึ่งพาแรงงานงานฝีมือผู้มีฝีมือ

ไม่เพียงขั้นตอนการทำน้ำอบจะคราฟต์ การบริหารธุรกิจน้ำอบก็คราฟต์ไม่แพ้กัน

ดิษฐพงศ์เล่าว่า ในการบริหารร้านน้ำอบนางลอยซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และคำสัญญาที่มีกับคู่ค้า ปัญหาบางอย่างใช้ข้อมูลตัดสินไม่แม่นยำเท่าประสบการณ์ ซึ่งเขาเรียนรู้จากการทำงานร่วมกับพ่อ

“คุณพ่อเขาใช้ประสบการณ์ล้วนๆ อย่างเรื่องการบริหารการผลิต ซึ่งต้องพึ่งพากำลังและทักษะของคน ที่บางทีก็มีป่วยบ้าง ลาบ้าง ไม่สะดวกทำงานบ้าง คุณพ่อก็มีวิธีการไกล่เกลี่ยและบริหารให้สต๊อกเป็นไปได้ตามเป้าหมายที่ตั้ง โดยเขาจะใช้การประเมินจากกล่องสินค้าที่วางอยู่ในโกดังว่ามีจำนวนถึงเสากลางห้างหรือไม่ เท่านี้เขาก็รู้แล้วว่าปีนี้จะผลิตได้เยอะน้อยแค่ไหน โดยไม่ต้องคำนวณผ่านคอมพิวเตอร์หรือบันทึกอะไรเลย” ดิษฐพงศ์เล่าความเก๋าของคุณพ่อให้เราฟังแบบที่เราก็ต้องอ้าปากค้างไปด้วย

ในขณะที่การจัดการบางเรื่องไม่ได้มีสอนในมหาวิทยาลัย แต่ดิษฐพงศ์ก็ยังนำวิชาความรู้ด้านการบริหารที่ร่ำเรียนมาจัดการกับหลายเรื่องที่เหลือเพื่อจะทำให้ธุรกิจเติบโตแบบมั่นคงและสม่ำเสมอ โดยยึดหลักว่ามันต้องทำให้ทีมงานทำงานได้สบายขึ้น และไม่กระทบกับวิธีการทำงานแบบเดิมที่ยึดถือกันมามากนัก

เรื่องที่ว่าก็คือ ดิษฐพงศ์นำการบันทึกข้อมูลมาใช้ในการวางแผนบริหารทรัพยากรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ธุรกิจได้ผลตอบแทนที่มีประสิทธิภาพและนำไปต่อยอดได้ง่ายขึ้น

ทั้งการจัดหาวัตถุดิบ การสั่งของจากคู่ค้า ผู้ผลิตขวด กล่อง ฝา พิมพ์ฉลาก และการคำนวนปริมาณการผลิตที่ต้องการในแต่ละวันเพื่อให้ถึงเป้าหมายในระยะเวลาที่กำหนด ทำให้ทีมงานบริหารเวลาและทรัพยากรได้ง่ายขึ้น เพราะรู้เป้าหมายชัดเจนว่าแต่ละวัน แต่ละเดือนจะต้องผลิตได้เท่าไหร่ ไม่ต้องเร่งผลิตจำนวนมากๆ เมื่อใกล้ถึงกำหนดส่งของ เป็นการบริหารความเสี่ยงข้อจำกัดเรื่องการใช้แรงงานฝีมือ

น้ำอบนางลอย น้ำอบนางลอย

คนในอยากบอก คนนอกอยากแนะนำ

ขณะที่ผู้ประกอบการหรือทายาทของกิจการอื่นๆ ใช้ความรู้วิชาบริหารในห้องเรียนต่อยอดธุรกิจเพียงลำพัง

น้ำอบนางลอยมักจะได้รับเลือกให้เป็นโจทย์ในชั้นเรียนมหาวิทยาลัยเสมอ ทำให้ได้รับความเห็นจากมืออาชีพมาปรับใช้มากมาย

ด้วยความที่รูปแบบธุรกิจดูเหมือนจะมีช่องให้พัฒนาอีกมาก แต่ถ้าหากเราเอาเรื่องนั้นมาคุยกับคนที่คลุกคลีกับมันอยู่ทุกวันแล้ว นักบริหารมือฉกาจหลายคนก็อาจจะต้องหันมาเข้าใจเรื่องนี้ใหม่ก็ได้

ยกตัวอย่างเช่นความปลอดภัยในโรงงานที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกคนอยากจะมอบให้แก่พนักงาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำงานที่ต้องอาศัยจังหวะ การขยับร่างกายที่เข้าที่เข้าทางประหนึ่งร่างกายนั้นเป็นกลไกของเครื่องจักร ไม่ได้เหมาะกับเครื่องแบบยูนิฟอร์ม หรือรองเท้ากันลื่นสักเท่าไหร่

ดิษฐพงศ์เล่าว่า เขาถึงกับยอมแพ้เมื่อหัวหน้าทีมผลิตมาบอกเขาว่า “อย่าขอกันเลย เดี๋ยวจะเสียงานกันเสียเปล่าๆ”

ในเมื่อหลายๆ อย่างลงตัวอยู่แล้ว และการปล่อยให้ทีมงานทำกันไปอย่างชำนิชำนาญจึงเป็นทางเลือกของดิษฐพงศ์ ณ เวลานี้

อย่างไรก็ตาม เรื่องบางเรื่องก็มองเห็นจากคนนอกชัดกว่าคนใน

ดิษฐพงศ์เล่าถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่ไม่กระทบวิธีการเดิม อย่างไอเดียการจัดการของเสียในร้านน้ำอบนางลอยก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เกิดจากการมองอย่างคนนอก เช่น การล้างขวดด้วยน้ำที่ใช้ต้มสมุนไพรก่อนจะเทน้ำนั้นทิ้ง การทำกระบวยให้พอดีกับปริมาณที่ต้องการในแต่ละขวดเพื่อประหยัดเวลาและลดการสิ้นเปลืองจากการหกออกนอกกระบวย หรือการใช้กาวแป้งเปียกที่แห้งช้า ในการติดฉลาก ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาลอกสติกเกอร์หากมีการติดผิดพลาดขึ้นมา

น้ำอบนางลอย น้ำอบนางลอย

ธุรกิจหลักต้องอยู่ได้ แต่ก็ต้องมองธุรกิจใหม่ๆ เอาไว้ด้วย

ดิษฐพงศ์ย้ำกับเราตลอดการสนทนาว่า แม้ทุกวันนี้ร้านน้ำอบนางลอยจะออกสินค้าใหม่ๆ อย่างเช่นเทียนหอม หรือการจัดชุดของขวัญให้กับองค์กรต่างๆ แต่ธุรกิจหลักของเขาคือ น้ำอบไทย ดินสอพอง และแป้งร่ำ ที่จะยังต้องมีอยู่ต่อไป

นอกจากนี้ เขายังตั้งใจจะขยายธุรกิจหลักไปยังน่านน้ำใหม่ๆ เช่น การขายนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ การส่งออกไปขายในประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งมีไอเดียจะทำธุรกิจสปาแบบไทยๆ ด้วย อย่างไรก็ตามเส้นทางว่าก็ไม่ได้ง่ายและงดงามเท่าไหร่ เนื่องจากสินค้าอย่างน้ำอบไทยเป็นสินค้าพิเศษที่ยังไม่มีการรับรองมาตรฐาน เพราะกฎหมายจัดให้อยู่ในส่วนของภูมิปัญญาดั้งเดิม แม้จะไม่มีกฎเกณฑ์มาจำกัดการทำธุรกิจแต่ในความอิสระนี้ก็แฝงไปด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น ความน่าเชื่อถือในการส่งออก ข้อจำกัดในการทำการตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์

ซึ่งดิษฐพงศ์ก็ไม่ได้ย่อท้อ ทุกวันนี้ร้านน้ำอบนางลอยมีสินค้าใหม่ๆ เข้ามาช่วยขยายตลาดและเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจ โดยเขาและครอบครัวเชื่อว่าเสน่ห์ของน้ำอบแบบไทยแท้ไม่ได้แค่ดึงดูดผู้ใช้ แต่ยังดึงดูดโอกาสทางธุรกิจด้วย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อห้างใหญ่อย่าง ICONSIAM ต้องการหาของแบบไทยๆ มาดึงดูดนักท่องเที่ยว ICOMSIAM ก็ติดต่อมาที่ร้านเพราะเห็นคุณค่าและคุณภาพของน้ำอบไทยนางลอย แม้ว่าจะมอบโจทย์ท้าทายอย่าง สินค้าที่จะนำไปวางขายจะต้องเหมาะกับการขายนักท่องเที่ยว ดิษฐพงศ์และครอบครัวน้ำอบนางลอยก็ไม่ติดขัด

จึงออกมาเป็นเทียนหอมกลิ่นน้ำอบไทยจากไขถั่วเหลือง ซึ่งทำให้ใช้น้ำตาเทียนมาทาผิวได้ และไส้เทียนทำจากฝ้าย 100%

ดิษฐพงศ์เล่าว่า ไอเดียนี้ได้มาจากคุณแม่ผู้ชอบเดินตลาดโอท็อป และน้องชายของเขาก็รับหน้าที่พัฒนาจนเป็นที่ชื่นชอบของผู้พบเห็นและเกิดกระแสเรียกร้องให้ทำเวอร์ชันสำหรับขายในออนไลน์ ซึ่งขายดีถล่มทลายจนยอดสั่งจองเต็มในเพียงไม่กี่สัปดาห์

เสน่ห์ความหอมแบบไทยนี่พลังทำลายล้างไม่ธรรมดาเลย

น้ำอบนางลอย น้ำอบนางลอย

ธุรกิจดั้งเดิมแต่ต้องไม่หยุดหาวิธีใหม่ๆ มาบริหาร

ทุกวันนี้กำลังการผลิตน้ำอบไทยนางลอยดำเนินไปด้วยกำลังคนล้วนๆ ยังไม่เป็นปัญหา เพราะใน 1 ปีจะมีช่วงขายใหญ่ๆ อยู่เพียงช่วงเดียวก็คือช่วงสงกรานต์ และแม้จะเพียงพอสำหรับธุรกิจวันนี้แล้ว แต่ดิษฐพงศ์ก็ยังตั้งใจว่าจะเปลี่ยนกระบวนการผลิตที่พึ่งคนเพียงอย่างเดียวนี้ให้เป็นการใช้เครื่องจักรด้วยเหมือนกันในอนาคต

อย่างไรก็ตาม กว่าจะลงทุนได้อย่างนั้นก็ต้องขยายฐานตลาดให้ได้เสียก่อน ความตั้งใจจะเอาเครื่องจักรมาแทนคนนี้เกิดจากการมองสภาวะธุรกิจและสังคมตามความเป็นจริงที่เรานับถือมาก เพราะแทนที่ดิษฐพงศ์จะมุ่งมั่นเพียงแค่จะรักษาสิ่งเดิมๆ เอาไว้ แต่เขากลับมองว่าในอนาคตลูกหลานของทีมงานวันนี้ก็จะมีโอกาสการทำงานที่ดีกว่าการทำงานในโรงงานเล็กๆ และทักษะที่ส่งต่อๆ กัน ถึงจุดหนึ่งก็อาจจะมีการตกหล่นหรือผิดเพี้ยนไปได้ ฉะนั้นเขาถึงอยากให้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้ภูมิปัญญาและเอกลักษณ์ของน้ำอบนางลอยอยู่ได้เป็นอมตะไปอีกสัก 100 ปี

น้ำอบนางลอย น้ำอบนางลอย น้ำอบนางลอย

อย่างไรก็ตาม อย่าสูญเสียความเป็นตัวเอง

แม้โลกจะก้าวไปข้างหน้าเร็วแค่ไหน แต่ดิษฐพงศ์เชื่อว่าการรักษามาตรฐานความดั้งเดิมเอาไว้เป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ในการทำธุรกิจร้านน้ำอบนางลอย

เขาเล่าว่า เขาเคยทำการวิจัยร่วมกับนักศึกษาที่ขอเข้ามาศึกษาน้ำอบนางลอยเพื่อพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบที่เข้ายุคสมัยและประหยัดค่าส่งมากขึ้น อย่างการทำเป็นแป้งผงแล้วให้ผู้ใช้นำไปละลายน้ำให้กลายเป็นน้ำอบเอง แต่มันก็ไม่ได้กลิ่นหรือสัมผัสเดียวกันกับน้ำอบนางลอย เขาจึงไม่ได้เดินหน้าทำโครงการนั้นต่อ เพราะการรักษาเอกลักษณ์ของน้ำอบนางลอยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เขาต้องรักษาไว้ให้ดี

อย่างที่เล่าไปว่าสิ่งที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษผู้คิดค้นน้ำอบนางลอยไม่ได้มีแค่สูตรส่วนผสม แต่ยังเป็นภูมิปัญญาในการผลิตด้วย ในอนาคตแม้จะมีเครื่องจักรเข้ามาช่วย ดิษฐพงศ์จึงยังตั้งใจว่าจะดูแลทีมงานสามสิบกว่าชีวิตที่ร่วมงานกันในวันนี้ต่อไป ทั้งเพราะว่าเขาเป็นครอบครัว และเพราะว่าพวกเขามีทักษะที่หาได้ยากแล้วในปัจจุบัน

เมื่อวันนั้นมาถึงพวกเราอาจจะได้เห็นพิพิธภัณฑ์และเวิร์กช็อปพิเศษที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับน้ำอบไทยจากร้านน้ำอบนางลอยก็ได้นะ

น้ำอบนางลอย น้ำอบนางลอย

ทายาทรุ่นที่ 5

ตลอดเวลาที่เราอยู่ที่โรงงานก็จะมีหนุ่มน้อยวัย 7 ขวบ ลูกชายวัยซนของดิษฐพงศ์มาคลอเคลียอยู่ด้วยอย่างสนอกสนใจ ดิษฐพงศ์แอบบอกเราว่า เขาก็หวังว่าลูกชายจะสืบทอดกิจการนี้เป็นรุ่นที่ 5 โดยเริ่มจากการปลูกฝังให้วิ่งเล่นกับกลิ่นหอมเหมือนกับที่เขาเคยต้องมนตร์มาแล้วเหมือนกัน

น้ำอบนางลอย น้ำอบนางลอย

ต้นตำรับน้ำอบแห่งตลาดนางลอย พ.ศ. 2458

“เสน่ห์ของน้ำอบคือการทำมือ” ดิษฐพงศ์เล่าถึงที่มาของมนตราแบบไทยๆ ที่ใครๆ ก็หลงใหลนี้ ว่ามาจากสูตรดั้งเดิมของครอบครัว ตั้งแต่รุ่นสมัยรัชกาลที่ 6 และความหอมที่ส่งต่อมานั้นไม่ใช่แค่เฉพาะสูตรส่วนผสม แต่ยังรวมถึงขั้นตอนการผลิตแบบโบราณที่ไม่ต้องมีอุปกรณ์เครื่องจักรมาช่วยอีกด้วย

คุณยายเฮียง ผู้เป็นต้นตำรับน้ำอบนี้ คิดค้นสูตรหลังจากได้รู้จักกับน้ำหอมของชาวตะวันตกที่เข้ามาค้าขายในประเทศสยาม คุณยายเฮียงเห็นช่องทางทางธุรกิจ จึงนำหัวน้ำหอมมาผสมกับสมุนไพร แป้ง และน้ำอบที่หญิงชาวสยาม (ไม่ใช่สยามสแควร์) ล้วนปรุงเอาไว้ใช้กันเองที่บ้านในยุคนั้น ออกมาวางขายในตลาดนางลอย เขตจักรวรรดิ

แม้ตอนนั้นน้ำอบของคุณยายจะยังไม่มียี่ห้อ แต่ด้วยเพราะเป็นของใหม่และสรรพคุณความหอมที่ติดทนนาน จึงเกิดกระแสปากต่อปากถึงชื่อเสียงน้ำอบของคุณยาย

“น้ำอบ ยายเฮียง ที่ตลาดนางลอยนั้น ช่างมีกลิ่นหอม สมควรแก่การไปซื้อหามาไว้ประทินความงาม เมื่อเรียกกันไปกว้างขวางขึ้น จึงกลายมาเป็นชื่อเรียกน้ำอบนี้ว่า น้ำอบนางลอย ของยายเฮียง” ดิษฐพงศ์เล่าสารที่บอกเล่าต่อๆ กันมาในครอบครัว ก่อนจะเสริมวิธีการขายซึ่งรักษ์โลกมาก่อนกาลว่า ในยุคเริ่มแรก จะเป็นการยกโอ่งทั้งโอ่งไปตั้งขายที่ตลาด โดยให้คนนำภาชนะมาใส่เอง ต่อมาเมื่อวิถีชีวิตคนเปลี่ยน ร้านน้ำอบนางลอยจึงเริ่มเปลี่ยนมาบรรจุขวดติดฉลากขายอย่างที่เห็นทุกคนคุ้นเคย

“ทั้งชื่อเรียก รูปแบบของขวด และโลโก้รูปนางฟ้าลอยถือขวดน้ำอบนั้นเราคงเดิมเอาไว้ไม่เคยเปลี่ยนเลยครับ” ดิษฐพงศ์เล่าถึงหลักฐานจากอดีตที่ยังส่งต่อมาถึงรุ่นของเขา

ในสมัยของทายาทรุ่นที่สองและสาม ความนิยมของน้ำอบก็ลดน้อยถอยลงไปมาก เพราะไม่ค่อยมีใครใช้น้ำอบเพื่อความหอมและประทินผิวมากอย่างแต่ก่อน ร้านน้ำอบนางลอยจึงทำการขยายพื้นที่ขาย จากตลาดนางลอยออกไปสู่ทั่วประเทศผ่านการวิ่งเซลล์เพื่อแนะนำสินค้า และการรับสั่งสินค้าผ่านทางโทรศัพท์ เรื่อยมาจนถึงการรับสั่งทางออนไลน์ในยุคทายาทรุ่นที่สี่

 

Facebook | น้ำอบนางลอย

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท เฮงง่วงเฮียงบ้านไผ่ จำกัด 

ประเภทธุรกิจ : แปรรูปเนื้อสัตว์

ปีที่ก่อตั้งเฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) : พ.ศ. 2499

ผู้ก่อตั้ง : อากงเลี่ยงเฮง  

ทายาทรุ่นสอง : คุณอาภรณ์ ลิ้มธีระกุล

ทายาทรุ่นสาม : คุณชัญญา อังวราวงศ์

บ้านเฮง ร้านอาหารเช้าที่ขยายเวลาเปิดเพื่อชาวตื่นสาย และมีกุนเชียงเป็นตัวเอกของเรื่อง เพราะกุนเชียงที่ว่าไม่ใช่กุนเชียงธรรมดา แต่คือ ‘กุนเชียงบ้านไผ่’ ที่โด่งดังระดับประเทศมากว่า 70 ปี แต่ตำนานไม่อาจอยู่ได้ตลอดไป หากไม่ปรับตัวและทำความเข้าใจกับตลาดสมัยใหม่ คุณฝน-ชัญญา อังวราวงศ์ จึงรับไม้ต่อจาก คุณแม่อาภรณ์ ลิ้มธีระกุล เพื่อสานต่อกิจการอันภาคภูมิใจของครอบครัว เพื่อให้ไปต่อได้ในวันที่คลื่นลูกใหม่มากมายกำลังโถมเข้ามาสู่เมืองขอนแก่น

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

คอลัมน์ทายาทรุ่นสองวันนี้ ชวนมาเรียนรู้เรื่องราวธุรกิจครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนของทายาทรุ่นที่ 3 ที่มีผู้หญิงเป็นผู้นำ สร้างความแตกต่าง รวมถึงแนวคิดการพัฒนาร้านบ้านเฮงเพื่อพาคนในชุมชนและแขกของเมืองขอนแก่นไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งสอนให้รู้ว่าการสานต่อธุรกิจไม่ได้มีแค่การต่อยอดจากสินค้าเดิมเท่านั้น

เฮงง่วนเฮียง(ตราตึก) ต้นตำรับกุนเชียงบ้านไผ่

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

กิจการบ้านเฮงชื่อเดิมคือ เฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) ก่อตั้งโดย อากงเลี่ยงเฮง เป็นแบรนด์เก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองของแก่นมาเกือบ 70 ปี ดั้งเดิมมาจากบ้านไผ่ ซึ่งถ้าเป็นผู้ใหญ่อายุเกิน 50 ขึ้นไป ต้องเคยได้ยินแน่นอนว่ากุนเชียงบ้านไผ่ของขอนแก่นมีชื่อเสียงระดับประเทศ จนทำให้สมัยก่อนกุนเชียงโซนเยาวราชที่โด่งดังเรื่องอาหารจีนก็จะมาซื้อของจากที่นี่ แล้วเอาไปขายต่อ ปัจจุบันลดลงเพราะพอขายดีหลายเจ้าก็เข้ามาผลิตเอง 

คุณฝนเล่าว่า เฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) ไม่ใช่กุนเชียงบ้านไผ่เจ้าแรก บ้านไผ่จะมีเจ้าดั้งเดิม 2 เจ้า คือพี่สาวของอากง กับอากงเลี่ยงเฮง พี่สาวอากงบอกให้อากงมาอยู่เมืองไทย แล้วก็มาทำอยู่ในเมืองเดียวกัน ทั้งสองแบรนด์เป็นคนละสูตรและมีปรัชญาในการทำธุรกิจไม่เหมือนกัน ฉะนั้น สไตล์หรือว่าสูตรอาหารจึงไม่เหมือนกันเลย 

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

“เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้” คือปรัชญาธุรกิจของอากงในมุมมองของคุณฝน ซึ่งคำว่าเสียหน้าไม่ได้นั้นมีความหมายว่าต้นทุนเท่าไหร่เท่ากัน แต่ถ้าลูกค้าบอกว่าไม่อร่อย กินแล้วรู้สึกว่าสินค้าไม่ดีนั้นไม่ได้ กุนเชียงที่ร้านจะมีจุดเด่นที่เด่นมาตั้งแต่สมัย 70 ปีที่แล้ว คือกุนเชียงจะไม่มีกลิ่นอับ 

คุณฝนเล่าต่อถึงประวัติของการทำกุนเชียง กุนเชียงเป็นการถนอมอาหารชนิดหนึ่ง ใช้เศษหมูที่เหลือจากการทำอย่างอื่น เอาไปบดแล้วนำมาทำเป็นกุนเชียง แปลว่าหลังจากทำอย่างอื่นมาทั้งวัน เหลือหมูอะไรก็เอามาทำเป็นกุนเชียง เอามาบด บด ๆ ผสมกับมันหมู แล้วเอามาทำกุนเชียง 

“อะไรก็ตามที่อยู่นอกตู้เย็นนาน ๆ กลิ่นมันจะไม่สดใหม่ ฉะนั้น กุนเชียงบางแบรนด์เขาจะใส่เครื่องเทศเข้าไปเยอะ ๆ เพื่อดับกลิ่นอับ แต่ของเราจะยังได้กลิ่นอยู่ กุนเชียงบางยี่ห้อกลิ่นมันจะหืน ๆ อับ ๆ แล้วก็จะมีกลิ่นเครื่องเทศตีกัน” เราพอจะนึกออกถึงกุนเชียงที่เคยลิ้มลอง ซึ่งบางครั้งก็ได้กลิ่นตามที่คุณฝนอธิบาย 

“แต่ว่าอากงไม่ได้ทำแบบนั้นด้วยปรัชญาของแก ไม่ใช่ปรัชญาหรอก แกเป็นคนแบบนั้น” คนนั้นแบบนั้นก็คืออากงท่านจะใช้หมูสดจากโรงชำแหละที่ส่งมาตอนตี 3 – 4 ทำกุนเชียงตอน 7 โมงเช้า เรียกได้ว่าทำกันแบบสด ๆ ไม่ใช้เศษหมูจากที่ไหนทั้งสิ้น เพราะถ้าเป็นเศษหมูจะควบคุมยากและมักมีกลิ่น กุนเชียงเฮงง่วนเฮียงจึงควบคุมปริมาณมันได้ค่อนข้างแน่นอน 

“อาหารถ้าใช้วัตถุดิบดีก็อร่อยไปครึ่งหนึ่งแล้ว ที่เหลือเป็นฝีมือ” คุณฝนสรุปเคล็ดลับการทำอาหารของอากง

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ก่อนจะเป็นบ้านเฮง

การสร้างมุมมองที่ดีต่อลูกค้า คือปัจจัยแรกของการเริ่มทำธุรกิจ สิ่งที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นนอกจากดีเอ็นเอแล้ว ก็คือความคิดของแต่ละเจนเนอเรชันที่มีต่อลูกค้า

ของแบรนด์บ้านเฮงก็ยังเป็นมุมมองเดียวกันด้วย

“คุณแม่กับอากงเป็นคนพิถีพิถันเรื่องวัตถุดิบเหมือนกันเลย ตัวเองทำกินอย่างไร ลูกค้าต้องได้กินอย่างนั้น เราไม่อยากกินสารกันบูด เราไม่อยากกินผงชูรส ลูกค้าก็ได้กินแบบที่เรากิน ก็คือไม่ใส่” 

เป้าหมายของทั้งสามรุ่นคือความจริงใจต่อลูกค้า จนเกิดคำถามว่า คุณฝนมองลูกค้าเหมือนคนในครอบครัวแบบที่หลาย ๆ แบรนด์ใช้ข้อคิดนี้เป็นคำโฆษณาหรือไม่

“ลูกค้าไม่ใช่คนในครอบครัว แต่ไม่ว่าลูกค้าเป็นใครก็ตาม มาตรฐานของที่บ้านก็คือ เอาสิ่งที่ดีให้แขกเสมอ” ทายาทกิจการอาหารเอ่ยตรงไปตรงมา เธอคือผู้เสียสละความฝันในการเรียนต่อเพื่อมาทำแบรนด์บ้านเฮงให้เกิดขึ้น

“ตอนแรกเราโชคดีที่ได้ทุนนักกีฬามหาวิทยาลัยของ University of Illinois Chicago เราจบด้านจิตวิทยา ตอนเรียนใกล้จบเลือกมหาวิทยาลัยแล้ว แล้วก็เลือกโปรแกรมแล้วว่าจะไปเรียนต่อหมอจิตวิทยา แต่ว่ามี Deep Conversation กับคุณแม่ในช่วงที่กลับเมืองไทยก่อนจะกลับไปเรียนต่อ คุณแม่อายุ 60 ปีพอดี แกบอกว่ากลับมาอยู่กับแกเถอะ เพราะว่าแกน่าจะอยู่ได้ไม่เกิน 15 – 20 ปี กลับมาอยู่ด้วยกัน แล้วจะทำอะไรก็ทำ” 

บทสนทนาในวันนั้นทำให้ว่าที่จิตแพทย์ผันตัวกลับมาจับงานด้านธุรกิจของครอบครัวที่เต็มไปด้วยความกดดันของคนรุ่นเก่า และความเสี่ยงของการจะรีแบรนด์ให้คนจำแบรนด์เก่าได้ พร้อมสร้างฐานลูกค้าแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อใหม่ ‘บ้านเฮง’ ให้คนจดจำ ถือว่าเป็นงานที่ยากมากพอสมควร

“พอกลับมาเห็นกิจการที่บ้าน เรารู้สึกได้เลยว่ากิจการที่บ้านกำลังจะแย่ พี่น้องคนอื่นไม่มีใครถนัดในการที่จะมาแทนคุณแม่ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด เพราะเขาถนัดด้านอื่นกัน” 

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

พลิกโฉมตึกเก่าให้กลายเป็นบ้านที่เฮง เฮง เฮง

เดิมเป็นแบรนด์ที่บ้านไผ่ ห่างจากตัวเมืองไปสัก 30 – 40 กิโลเมตร คุณแม่เห็นโอกาสการทำธุรกิจจึงขออากงมาเปิดสาขาใหม่และผลิตเองที่อำเภอเมืองขอนแก่น ด้วยความที่สมัยนั้นคุณแม่เป็นคนหัวทันสมัย เลยมาซื้อที่ตรงกลางเมือง แล้วเปิดกิจการขายของฝากของตัวเองได้สำเร็จ 

30 กว่าปีผ่านไป ก็กลับมารีโนเวตครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง 

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“การรีโนเวตรอบล่าสุดเรามีความเข้าใจมากขึ้น มีความรู้เรื่องตลาดมากขึ้น รู้จักตัวเองมากขึ้น เห็นชัดว่าเราคือใคร มีจุดเด่นด้านอะไรในตลาด เรามีสิ่งที่คุณต้องการ ฉะนั้น เราก็จะขยี้เรื่องนี้ ร้านก็เลยจะออกมาค่อนข้างอิงตัวตนของแบรนด์” การทำร้านใหม่แบบยกแผง รวมถึงการเปลี่ยนชื่อนั้นต้องทำให้ลูกค้าเก่ายังจำอัตลักษณ์แบรนด์ได้ และต้องดึงดูดใจลูกค้าใหม่ ๆ สุดท้ายเลยจบที่การออกแบบตึกใหม่ ให้สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์บ้านเฮง เป็นเหมือนห้องรับแขกของคนเมืองขอนแก่น ณ สถานที่เดิมที่คุณแม่เริ่มไว้

“บ้านเฮงไม่ได้สร้างตึกก่อนนะ เกิดจากการทำรีเสิร์ช เราคือใคร กลับไปถามลูกค้าว่าเขาเข้าใจว่าเราเป็นใคร” คำถามสั้น ๆ ตอบยาก แต่บ้านเฮงตอบได้

“เราเป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในภาคอีสาน สถาปนิกที่ออกแบบที่นี่ไม่ใช่สถาปนิกที่ออกแบบร้านอาหาร ร้านค้า แต่เป็นสถาปนิกที่ออกแบบบ้าน” สัมผัสแรกของการไปเหยียบร้านบ้านเฮงจึงเป็นความรู้สึกของบ้านคนไทยเชื้อสายจีน แต่ก็แอบแฝงไปด้วยกลิ่นอายอีสานที่ไม่ใช่ความลำบากแร้นแค้น หากแต่คือความอุดมสมบูรณ์ด้านอาหารแบบที่คนกรุงคาดไม่ถึง ในร้านเต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์ที่ผลิตอย่างถูกต้อง มีการการันตี และที่สำคัญคือน่ารับประทาน เป็นของฝากที่จะทำให้คนซื้อไม่ต้องอายใครเมื่อมาขอนแก่น

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“เราดูแลลูกค้าโดยมองว่าเขาคือคนที่มาเยี่ยมบ้านเรา บ้านเฮงมีน้ำชาให้ฟรีตลอดเพราะเป็นวัฒนธรรมคนจีน มาบ้านต้องมีน้ำชาให้ดื่ม” ผู้คนในไทยถูกหล่อหลอมวัฒนธรรมจนแทบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแต่ก็ไม่ใช่ สังคมไทยนั้นผสมไปด้วยความหลากหลายของเชื้อชาติ ศาสนา แต่รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ล้วนที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกร้านอาหารของลูกค้าอย่างเรา ๆ ซึ่งบ่งบอกว่าเราคือแขกของคนไทยเชื้อสายจีนอย่างแท้จริง

“คอนเซ็ปต์ในการออกแบบบ้านกับชื่อคือ บ้านเฮง บ้านนี้เป็นบ้านของเรา เราจะเปิดต้อนรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแขกเราเอง แขกของเพื่อน หรือว่าแขกที่มาเยี่ยมเมืองขอนแก่น เรารับทุกคน แล้วจะบริการสิ่งที่มีคุณภาพดี ให้กินดี อยู่ดี สบายใจ” มีคำกล่าวว่าอาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน ถ้าเราเริ่มวันด้วยอาหารที่อร่อยแล้ว วันนั้นก็จะเป็นวันที่ดีสำหรับทุกคน

บ้านเฮงไม่ได้เติบโตเพราะโชคช่วย

“เราเป็นคน All or Nothing ก็คือร้อยเปอร์เซ็นหรือศูนย์เปอร์เซ็น ถ้าไม่ดี เราไม่ทำ” ความตั้งใจแน่วแน่และความพยายามอาจเป็นที่มาในความเฮงของคุณฝนก็เป็นได้

บ้านเฮงแปลว่า บ้านที่อยู่แล้วโชคดี แต่ร้านนี้เกิดขึ้นได้จากน้ำพักน้ำแรงของคนในครอบครัวที่ส่งต่อมาจากรุ่นอากงจนถึงคุณฝน ไม่ได้มีโชคช่วยแต่อย่างใด แน่นอนว่าการบริหารงานของคุณฝนนั้นแตกต่างจากคุณแม่ และคุณแม่ก็มีแผนที่แตกต่างจากอากง ทุกเจนเนอเรชันล้วนมีแรงบันดาลใจและความเป็นตัวตนภายในที่แตกต่างกัน 

ความยากอย่างหนึ่งของการรับไม้ต่อ คือการทำอย่างไรให้คนเก่าแก่ทั้งระดับผู้บริหารและพนักงาน ยอมรับและทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าไปบริหารได้อย่างไม่มีปัญหา เคล็ดลับของคุณฝนมีทั้งหมด 4 ข้อ

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“สิ่งแรกคือช่วงระหว่างวัย 18 – 24 ปี เราหายไปเพราะอยู่ที่อเมริกา แล้วคนที่จากไปกับคนที่กลับมามันชัดมากว่าคนละคนกัน เลยทำให้เขาตกใจ ถ้าเขาเห็นเราทุกวัน มันยากมากที่จะยอมรับว่าเราเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ด้วยความที่เราหายไป 6 ปี แล้วความคิดไม่เหมือนเดิม กลายเป็นคนละคนอย่างชัดเจน เขาก็เลยปฏิบัติต่อเราอย่างจริงจังมากขึ้น” นั่นคือข้อแรก 

“สอง คือ ต้องเป็นคนพูดจริงทำจริง ไม่กลัวลำบาก เพราะคนรุ่นเก่าเขาจะไม่ชอบคนที่ตื่นสาย การตื่นสายก็ประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน แต่มันไม่ได้ใจคนรุ่นเก่าตั้งแต่แรก แล้วจะทำงานลำบาก ก็แค่ตื่นเช้าหน่อยแล้วทำให้เขาเห็น ประสบความสำเร็จหรือเปล่าไม่รูู้ แต่เราโคตรพยายาม ดึกก็ทำ เช้าก็ทำ” ซึ่งสิ่งนี้เป็นข้อถกเถียงเป็นอย่างมากระหว่างคนต่างเจนเนอเรชัน

“สาม ทำให้เห็นทั้งลับหลังและต่อหน้า ต้องทำให้เขาเห็น เราเคยทำงานทั้งวันแต่แม่บ่นเพราะแม่ไม่รู้ว่าเราทำงาน เปลี่ยนใหม่ เราย้ายโต๊ะทำงานไปทำงานข้างห้องแม่ ให้แกเห็นว่าเรานั่งทำงาน คือใช้ชีวิตเหมือนเดิมให้แกเห็น ทำดีก็ต้องทำดีให้เขารู้ด้วยว่าเราทำ” นี่คือการแก้ปัญหาที่แก้ยากระดับพอ ๆ กับน้ำท่วม เชื่อว่าGen Y-Z หลายคนต้องเคยประสบกับปัญหานี้อย่างแน่นอน

“สี่ อย่าไปเก๊กกับผู้ใหญ่ แล้วเล่าให้เขาฟังทั้งอันที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว อัปเดตเหมือนเขาเป็นสมุดบันทึก อันไหนที่เราผิดก็ยอมรับไปเลย แต่เราต้องบอกเขาว่าได้เรียนรู้อะไรจากความผิดพลาด เขาถึงจะรู้สึกว่ามันคุ้ม เพราะตอนที่เราพลาด เราได้ประสบการณ์จริง ผู้ใหญ่รุ่นใหญ่ ๆ เขาจะแพ้ผลงานกับความพยายาม” นี่คือหลักที่คุณฝนนำมาใช้จริงกับการทำงานกับคนรุ่นเก่าที่ไม่ง่าย ต้องอาศัยทั้งความพยามยามจนพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถนำองค์กรได้

ไม่ว่าใครก็ควรมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“เราเป็นคนที่ต้องมั่นใจว่าคนในครอบครัวของเรา หรือคนในการดูแลของเรา มีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็เลยสามารถขึ้นมาอยู่ตำแหน่งที่สูงที่สุดของบริษัทได้ ใครมาเป็นลูกน้องเรา เราอยากให้เขามีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี” คงจะดีไม่น้อยถ้าเราได้มีผู้นำที่ใส่คุณภาพชีวิตของเรา สิ่งนี้จะทำให้ความเป็นอยู่ของพนักงานดีขึ้น แล้วกิจการก็จะเติบโตมากขึ้นตาม หากมีพนักงานที่ตั้งใจบริการออกมาจากความรักในงาน เพราะงานนั้นส่งเสริมชีวิตของเขา 

“การที่เราเลือกจะสร้างบ้านเฮงขึ้นมาให้เป็นร้านอาหาร และเป็นอาหารเช้าอีกต่างหาก มี 2 เหตุผล เหตุผลแรกคือตอนทำตอนรีเสิร์ช เราเห็นลูกค้าบริโภคสินค้าประเภทของเราตอนเช้าเป็นหลัก กินตอนเช้า กินกับข้าวต้ม 

“อีกอย่างหนึ่งนอกจากเราได้รู้ว่าเขาบริโภคของเราตอนไหน ขอนแก่นยังไม่มีร้านอาหารเช้าที่ให้คุณภาพชีวิตกับคนเมือง เราต้องการให้ร้านบ้านเฮงเพิ่มภาพชีวิตให้กับคนในขอนแก่น ทั้งเขามากินเองและพาคนอื่นมารับรอง มันถือเป็นคุณภาพชีวิตนะ ซึ่งในการบริหารแบรนด์เราใช้แค่เรื่องนี้เลย ต้องทำอย่างไรให้เพิ่มคุณภาพชีวิต เพิ่มสิ่งดี ๆ เข้ามาในเมืองนี้ เพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคนที่นี่”

คุณภาพชีวิต ไม่ได้หมายถึงการมีเงินอย่างเดียวเท่านั้น แม้เงินจะเป็นปัจจัยใหญ่ของชีวิต แต่มันคือการดำรงชีวิตของมนุษย์ในระดับที่เหมาะสมตามความจำเป็นพื้นฐานในสังคมหนึ่ง อย่างน้อยก็น่าจะมีอาหารที่ดีให้เลือกสรรอย่างเพียงพอ มีสุขภาพกายและจิตใจดี รวมทั้งได้รับการบริการพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม อาหารที่ดีก็จะเป็นสิ่งแรกที่เป็นพลังในการสร้างคนในสังคมขึ้นมา เพื่อประกอบการดำรงชีพอย่างยุติธรรม

“สุดท้ายเรากลับมาถามตัวเองว่าทำไมต้องใช้ของดี ถ้าใช้ของไม่ดีก็ไม่ได้ต่างอะไรกับที่อื่น ไม่ได้พัฒนาอะไรให้คนที่นี่ แล้วเราก็ไม่อยากกินด้วย”

จากการสัมภาษณ์ของคุณฝน จะเห็นได้ว่าเธอมีแนวคิดคล้ายกันกับอากง คือมีความหวังดีต่อลูกค้า ไม่ใช่การเสียหน้าไม่ได้ แต่คือความเชื่อมั่นว่าวัตถุดิบที่ดีจะนำไปสู่อาหารที่ดี และอาหารการกินที่ดีก็จะส่งผลให้คนในสังคมมีชีวิตที่ดีมากขึ้น สุขภาพดีมากขึ้น คุณภาพชีวิตดีมากขึ้น

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load