ทันทีที่ก้าวลงจากรถ เราก็รู้เลยว่าเรามาถูกที่แล้ว

กลิ่นหอมของแป้งและน้ำอบที่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูก ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะก้มลงไปดมดินสอพองซึ่งกำลังตากแดดอยู่ใกล้ๆ ให้ชื่นใจ

คุณน๊อต-ดิษฐพงศ์ ธ.เชียงทอง ทายาทรุ่นที่ 4 แห่งร้านน้ำอบนางลอยออกมาต้อนรับเราพร้อมรอยยิ้มสดใส และบอกว่าจะพาเดินดูการผลิตน้ำอบไทยก่อนเป็นอย่างแรก

น้ำอบนางลอย

ด้วยความคุ้นเคยกับน้ำอบไทยนางลอยผ่านกลิ่นและขวดที่เห็นและดมมาตั้งแต่เด็กๆ เราจินตนาการถึงไลน์การผลิตใหญ่โตที่ซ่อนตัวอยู่หลังประตูทางเข้าโรงงาน

แต่ก็ต้องแปลกใจกับสิ่งตรงหน้า เพราะแม้จะเรียกตัวเองว่าโรงงานแต่ที่นี่ไม่มีเครื่องจักรแม้เพียงเครื่องเดียว นั่นแปลว่าสต๊อกสินค้าจำนวนมากที่เริ่มจะกองกันแน่นโกดังเนื่องจากใกล้ช่วงหน้าขาย ล้วนผลิตขึ้นด้วยสองมือและความชำนาญของทีมงานทั้งหมดทุกขั้นตอน

พื้นที่ทำงานในโรงงานย่อมๆ แห่งนี้ประกอบด้วย ส่วนที่ต้มน้ำสมุนไพรด้วยฟืน ถัดไปเป็นโต๊ะสำหรับวางโถเซรามิคหลายสิบใบเพื่ออบควันเทียน ส่วนที่ยกพื้นขึ้นสูงมีไว้เพื่อปรุงน้ำอบ กรอกใส่ขวด และติดฉลาก ก่อนจะแพ็กใส่กล่องเตรียมส่งออกขาย

ช่างเป็นสถานที่ที่เอื้อต่อกระบวนการผลิตดั้งเดิมที่คงไว้ด้วยความเรียบง่ายและพิถีพิถัน สมกับเป็นแบรนด์ที่อยู่มานานกว่า 100 ปี

น้ำอบนางลอย น้ำอบนางลอย

ย้อนกลับไปในอดีต น้ำอบนางลอยได้รับความนิยมเพราะสรรพคุณของกลิ่นที่หอมติดทนนานกว่าใคร ทั้งยังรักษ์โลกก่อนกาลด้วยวิธีขายที่ยกโอ่งทั้งโอ่งไปตั้งในตลาด ให้ลูกค้านำภาชนะจากบ้านมากรองใส่เอง ก่อนจะเปลี่ยนไปบรรจุขวดและติดฉลากอย่างที่คุ้นเคย

ด้วยคุณภาพของสินค้าและความมีเอกลักษณ์ทำให้ตลาดตอบรับกับน้ำอบนางลอยเป็นอย่างดีผ่านช่วงเวลาต่างๆ เพราะมีตลาดที่แน่นหนาบนการใช้งานในประเพณีแบบไทยๆ ไม่ว่าจะเป็นรดน้ำดำหัว หรือสรงน้ำพระในช่วงสงกรานต์ รวมทั้งพิธีกรรมเกี่ยวกับชีวิตและศาสนาพุทธหลายพิธี ก็มีการใช้น้ำอบเพื่อเพิ่มความรื่นรมย์ให้กับบรรยากาศ

ตราบใดที่ประเพณีเหล่านี้ยังอยู่ น้ำอบนางลอยก็ยังคงมีตลาดให้ทำธุรกิจ

แต่อย่างที่รู้ โลกทุกวันนี้หมุนไวกว่าที่เคยเป็นมา การรับช่วงต่อกิจการอายุ 100 ปี อย่างร้านน้ำอบนางลอย ของดิษฐพงศ์เต็มไปด้วยโจทย์ใหม่และใหญ่แค่ไหน เราไปคุยกับเขากันเถอะ

น้ำอบนางลอย

ธุรกิจ : ร้านน้ำอบนางลอย ของแม่เฮียง (มีบันทึกเอาไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2458)
ประเภทธุรกิจ : ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำอบไทย ดินสอพอง และแป้งร่ำ
อายุ : 103 ปี
ผู้ก่อตั้ง : คุณยายเฮียง ธ.เชียงทอง
ทายาทรุ่นที่สอง : คุณอาคม ธ.เชียงทอง
ทายาทรุ่นที่สาม : คุณอุดม ธ.เชียงทอง
ทายาทรุ่นที่สี่ : คุณดิษฐพงศ์ ธ.เชียงทอง

กิจการแบบครอบครัว

ดิษฐพงศ์เล่าว่า เขารู้ตัวมาตลอดว่าจะเข้ามารับช่วงต่อกิจการร้านน้ำอบนางลอย ทั้งๆ ที่คุณพ่อซึ่งเป็นผู้บริหารรุ่นก่อนหน้าไม่เคยมากะเกณฑ์อะไร แต่ความที่เป็นทายาทคนโตและผูกพันกับกลิ่นหอมๆ ในบ้านที่เขาวิ่งเล่นมาตั้งแต่จำความได้ เขาเลยกอดความตั้งใจนี้เอาไว้กับตัวเองตลอดมา

อีกสิ่งสำคัญหนึ่งที่โตมาพร้อมๆ กับดิษฐพงศ์และกิจการร้านน้ำอบนางลอยก็คือ ทีมงานที่ทั้งทำงานและใช้ชีวิตที่โรงงานประหนึ่งเป็นคนในครอบครัว ดิษฐพงศ์เล่าว่า หลายคนทำงานนี้มาตั้งแต่เป็นหนุ่มสาว และเมื่อมีลูก พวกเขาก็ถ่ายทอดวิชาเพื่อทำงานที่ร้านน้ำอบนางลอยนี้ต่อไปเป็นรุ่นๆ เช่นกันกับเขา

ธุรกิจครอบครัวหลายๆ ธุรกิจมักเจอปัญหาการยอมรับของทีมงานคนเก่าคนแก่ที่มีต่อทายาทซึ่งพวกเขาเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ปัญหานี้ไม่เกิดกับดิษฐพงศ์ เพราะนอกจากค่อยๆ เรียนรู้งานและเข้ามามีบทบาททำงานร่วมกับทีมตั้งแต่ยังไม่รับช่วงต่อเต็มตัว เขายังให้ความสำคัญกับการคิดถึงใจและความรู้สึกของทีมงานทุกคนเป็นใหญ่ จากความผูกพันที่ร่วมสู้ไปด้วยกันไม่ว่าธุรกิจจะดีหรือร้ายแค่ไหน

การบริหารของร้านน้ำอบนางลอยเป็นไปอย่างไม่มีลำดับขั้น ดิษฐพงศ์บอกว่า เขาไม่มีชื่อตำแหน่งด้วยซ้ำ มีแต่ความรับผิดชอบที่ต้องเป็นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนธุรกิจ ในบางครั้งเวลามีคำสั่งซื้อเป็นพิเศษจากองค์กรให้จัดชุดของขวัญ หรือมีคนต้องการนำไปเป็นของชำร่วยในงานแต่งงาน เขาและน้องๆ จะต้องมาช่วยกันลงมือจัดแพ็กเกจจิ้งและผูกริบบิ้นกันเองเพื่อไม่ให้กระทบกับทีมงานและกิจการหลักของร้าน

น้ำอบนางลอย น้ำอบนางลอย

ฝีมือการบริหารธุรกิจที่พึ่งพาแรงงานงานฝีมือผู้มีฝีมือ

ไม่เพียงขั้นตอนการทำน้ำอบจะคราฟต์ การบริหารธุรกิจน้ำอบก็คราฟต์ไม่แพ้กัน

ดิษฐพงศ์เล่าว่า ในการบริหารร้านน้ำอบนางลอยซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และคำสัญญาที่มีกับคู่ค้า ปัญหาบางอย่างใช้ข้อมูลตัดสินไม่แม่นยำเท่าประสบการณ์ ซึ่งเขาเรียนรู้จากการทำงานร่วมกับพ่อ

“คุณพ่อเขาใช้ประสบการณ์ล้วนๆ อย่างเรื่องการบริหารการผลิต ซึ่งต้องพึ่งพากำลังและทักษะของคน ที่บางทีก็มีป่วยบ้าง ลาบ้าง ไม่สะดวกทำงานบ้าง คุณพ่อก็มีวิธีการไกล่เกลี่ยและบริหารให้สต๊อกเป็นไปได้ตามเป้าหมายที่ตั้ง โดยเขาจะใช้การประเมินจากกล่องสินค้าที่วางอยู่ในโกดังว่ามีจำนวนถึงเสากลางห้างหรือไม่ เท่านี้เขาก็รู้แล้วว่าปีนี้จะผลิตได้เยอะน้อยแค่ไหน โดยไม่ต้องคำนวณผ่านคอมพิวเตอร์หรือบันทึกอะไรเลย” ดิษฐพงศ์เล่าความเก๋าของคุณพ่อให้เราฟังแบบที่เราก็ต้องอ้าปากค้างไปด้วย

ในขณะที่การจัดการบางเรื่องไม่ได้มีสอนในมหาวิทยาลัย แต่ดิษฐพงศ์ก็ยังนำวิชาความรู้ด้านการบริหารที่ร่ำเรียนมาจัดการกับหลายเรื่องที่เหลือเพื่อจะทำให้ธุรกิจเติบโตแบบมั่นคงและสม่ำเสมอ โดยยึดหลักว่ามันต้องทำให้ทีมงานทำงานได้สบายขึ้น และไม่กระทบกับวิธีการทำงานแบบเดิมที่ยึดถือกันมามากนัก

เรื่องที่ว่าก็คือ ดิษฐพงศ์นำการบันทึกข้อมูลมาใช้ในการวางแผนบริหารทรัพยากรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ธุรกิจได้ผลตอบแทนที่มีประสิทธิภาพและนำไปต่อยอดได้ง่ายขึ้น

ทั้งการจัดหาวัตถุดิบ การสั่งของจากคู่ค้า ผู้ผลิตขวด กล่อง ฝา พิมพ์ฉลาก และการคำนวนปริมาณการผลิตที่ต้องการในแต่ละวันเพื่อให้ถึงเป้าหมายในระยะเวลาที่กำหนด ทำให้ทีมงานบริหารเวลาและทรัพยากรได้ง่ายขึ้น เพราะรู้เป้าหมายชัดเจนว่าแต่ละวัน แต่ละเดือนจะต้องผลิตได้เท่าไหร่ ไม่ต้องเร่งผลิตจำนวนมากๆ เมื่อใกล้ถึงกำหนดส่งของ เป็นการบริหารความเสี่ยงข้อจำกัดเรื่องการใช้แรงงานฝีมือ

น้ำอบนางลอย น้ำอบนางลอย

คนในอยากบอก คนนอกอยากแนะนำ

ขณะที่ผู้ประกอบการหรือทายาทของกิจการอื่นๆ ใช้ความรู้วิชาบริหารในห้องเรียนต่อยอดธุรกิจเพียงลำพัง

น้ำอบนางลอยมักจะได้รับเลือกให้เป็นโจทย์ในชั้นเรียนมหาวิทยาลัยเสมอ ทำให้ได้รับความเห็นจากมืออาชีพมาปรับใช้มากมาย

ด้วยความที่รูปแบบธุรกิจดูเหมือนจะมีช่องให้พัฒนาอีกมาก แต่ถ้าหากเราเอาเรื่องนั้นมาคุยกับคนที่คลุกคลีกับมันอยู่ทุกวันแล้ว นักบริหารมือฉกาจหลายคนก็อาจจะต้องหันมาเข้าใจเรื่องนี้ใหม่ก็ได้

ยกตัวอย่างเช่นความปลอดภัยในโรงงานที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกคนอยากจะมอบให้แก่พนักงาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำงานที่ต้องอาศัยจังหวะ การขยับร่างกายที่เข้าที่เข้าทางประหนึ่งร่างกายนั้นเป็นกลไกของเครื่องจักร ไม่ได้เหมาะกับเครื่องแบบยูนิฟอร์ม หรือรองเท้ากันลื่นสักเท่าไหร่

ดิษฐพงศ์เล่าว่า เขาถึงกับยอมแพ้เมื่อหัวหน้าทีมผลิตมาบอกเขาว่า “อย่าขอกันเลย เดี๋ยวจะเสียงานกันเสียเปล่าๆ”

ในเมื่อหลายๆ อย่างลงตัวอยู่แล้ว และการปล่อยให้ทีมงานทำกันไปอย่างชำนิชำนาญจึงเป็นทางเลือกของดิษฐพงศ์ ณ เวลานี้

อย่างไรก็ตาม เรื่องบางเรื่องก็มองเห็นจากคนนอกชัดกว่าคนใน

ดิษฐพงศ์เล่าถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่ไม่กระทบวิธีการเดิม อย่างไอเดียการจัดการของเสียในร้านน้ำอบนางลอยก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เกิดจากการมองอย่างคนนอก เช่น การล้างขวดด้วยน้ำที่ใช้ต้มสมุนไพรก่อนจะเทน้ำนั้นทิ้ง การทำกระบวยให้พอดีกับปริมาณที่ต้องการในแต่ละขวดเพื่อประหยัดเวลาและลดการสิ้นเปลืองจากการหกออกนอกกระบวย หรือการใช้กาวแป้งเปียกที่แห้งช้า ในการติดฉลาก ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาลอกสติกเกอร์หากมีการติดผิดพลาดขึ้นมา

น้ำอบนางลอย น้ำอบนางลอย

ธุรกิจหลักต้องอยู่ได้ แต่ก็ต้องมองธุรกิจใหม่ๆ เอาไว้ด้วย

ดิษฐพงศ์ย้ำกับเราตลอดการสนทนาว่า แม้ทุกวันนี้ร้านน้ำอบนางลอยจะออกสินค้าใหม่ๆ อย่างเช่นเทียนหอม หรือการจัดชุดของขวัญให้กับองค์กรต่างๆ แต่ธุรกิจหลักของเขาคือ น้ำอบไทย ดินสอพอง และแป้งร่ำ ที่จะยังต้องมีอยู่ต่อไป

นอกจากนี้ เขายังตั้งใจจะขยายธุรกิจหลักไปยังน่านน้ำใหม่ๆ เช่น การขายนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ การส่งออกไปขายในประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งมีไอเดียจะทำธุรกิจสปาแบบไทยๆ ด้วย อย่างไรก็ตามเส้นทางว่าก็ไม่ได้ง่ายและงดงามเท่าไหร่ เนื่องจากสินค้าอย่างน้ำอบไทยเป็นสินค้าพิเศษที่ยังไม่มีการรับรองมาตรฐาน เพราะกฎหมายจัดให้อยู่ในส่วนของภูมิปัญญาดั้งเดิม แม้จะไม่มีกฎเกณฑ์มาจำกัดการทำธุรกิจแต่ในความอิสระนี้ก็แฝงไปด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น ความน่าเชื่อถือในการส่งออก ข้อจำกัดในการทำการตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์

ซึ่งดิษฐพงศ์ก็ไม่ได้ย่อท้อ ทุกวันนี้ร้านน้ำอบนางลอยมีสินค้าใหม่ๆ เข้ามาช่วยขยายตลาดและเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจ โดยเขาและครอบครัวเชื่อว่าเสน่ห์ของน้ำอบแบบไทยแท้ไม่ได้แค่ดึงดูดผู้ใช้ แต่ยังดึงดูดโอกาสทางธุรกิจด้วย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อห้างใหญ่อย่าง ICONSIAM ต้องการหาของแบบไทยๆ มาดึงดูดนักท่องเที่ยว ICOMSIAM ก็ติดต่อมาที่ร้านเพราะเห็นคุณค่าและคุณภาพของน้ำอบไทยนางลอย แม้ว่าจะมอบโจทย์ท้าทายอย่าง สินค้าที่จะนำไปวางขายจะต้องเหมาะกับการขายนักท่องเที่ยว ดิษฐพงศ์และครอบครัวน้ำอบนางลอยก็ไม่ติดขัด

จึงออกมาเป็นเทียนหอมกลิ่นน้ำอบไทยจากไขถั่วเหลือง ซึ่งทำให้ใช้น้ำตาเทียนมาทาผิวได้ และไส้เทียนทำจากฝ้าย 100%

ดิษฐพงศ์เล่าว่า ไอเดียนี้ได้มาจากคุณแม่ผู้ชอบเดินตลาดโอท็อป และน้องชายของเขาก็รับหน้าที่พัฒนาจนเป็นที่ชื่นชอบของผู้พบเห็นและเกิดกระแสเรียกร้องให้ทำเวอร์ชันสำหรับขายในออนไลน์ ซึ่งขายดีถล่มทลายจนยอดสั่งจองเต็มในเพียงไม่กี่สัปดาห์

เสน่ห์ความหอมแบบไทยนี่พลังทำลายล้างไม่ธรรมดาเลย

น้ำอบนางลอย น้ำอบนางลอย

ธุรกิจดั้งเดิมแต่ต้องไม่หยุดหาวิธีใหม่ๆ มาบริหาร

ทุกวันนี้กำลังการผลิตน้ำอบไทยนางลอยดำเนินไปด้วยกำลังคนล้วนๆ ยังไม่เป็นปัญหา เพราะใน 1 ปีจะมีช่วงขายใหญ่ๆ อยู่เพียงช่วงเดียวก็คือช่วงสงกรานต์ และแม้จะเพียงพอสำหรับธุรกิจวันนี้แล้ว แต่ดิษฐพงศ์ก็ยังตั้งใจว่าจะเปลี่ยนกระบวนการผลิตที่พึ่งคนเพียงอย่างเดียวนี้ให้เป็นการใช้เครื่องจักรด้วยเหมือนกันในอนาคต

อย่างไรก็ตาม กว่าจะลงทุนได้อย่างนั้นก็ต้องขยายฐานตลาดให้ได้เสียก่อน ความตั้งใจจะเอาเครื่องจักรมาแทนคนนี้เกิดจากการมองสภาวะธุรกิจและสังคมตามความเป็นจริงที่เรานับถือมาก เพราะแทนที่ดิษฐพงศ์จะมุ่งมั่นเพียงแค่จะรักษาสิ่งเดิมๆ เอาไว้ แต่เขากลับมองว่าในอนาคตลูกหลานของทีมงานวันนี้ก็จะมีโอกาสการทำงานที่ดีกว่าการทำงานในโรงงานเล็กๆ และทักษะที่ส่งต่อๆ กัน ถึงจุดหนึ่งก็อาจจะมีการตกหล่นหรือผิดเพี้ยนไปได้ ฉะนั้นเขาถึงอยากให้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้ภูมิปัญญาและเอกลักษณ์ของน้ำอบนางลอยอยู่ได้เป็นอมตะไปอีกสัก 100 ปี

น้ำอบนางลอย น้ำอบนางลอย น้ำอบนางลอย

อย่างไรก็ตาม อย่าสูญเสียความเป็นตัวเอง

แม้โลกจะก้าวไปข้างหน้าเร็วแค่ไหน แต่ดิษฐพงศ์เชื่อว่าการรักษามาตรฐานความดั้งเดิมเอาไว้เป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ในการทำธุรกิจร้านน้ำอบนางลอย

เขาเล่าว่า เขาเคยทำการวิจัยร่วมกับนักศึกษาที่ขอเข้ามาศึกษาน้ำอบนางลอยเพื่อพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบที่เข้ายุคสมัยและประหยัดค่าส่งมากขึ้น อย่างการทำเป็นแป้งผงแล้วให้ผู้ใช้นำไปละลายน้ำให้กลายเป็นน้ำอบเอง แต่มันก็ไม่ได้กลิ่นหรือสัมผัสเดียวกันกับน้ำอบนางลอย เขาจึงไม่ได้เดินหน้าทำโครงการนั้นต่อ เพราะการรักษาเอกลักษณ์ของน้ำอบนางลอยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เขาต้องรักษาไว้ให้ดี

อย่างที่เล่าไปว่าสิ่งที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษผู้คิดค้นน้ำอบนางลอยไม่ได้มีแค่สูตรส่วนผสม แต่ยังเป็นภูมิปัญญาในการผลิตด้วย ในอนาคตแม้จะมีเครื่องจักรเข้ามาช่วย ดิษฐพงศ์จึงยังตั้งใจว่าจะดูแลทีมงานสามสิบกว่าชีวิตที่ร่วมงานกันในวันนี้ต่อไป ทั้งเพราะว่าเขาเป็นครอบครัว และเพราะว่าพวกเขามีทักษะที่หาได้ยากแล้วในปัจจุบัน

เมื่อวันนั้นมาถึงพวกเราอาจจะได้เห็นพิพิธภัณฑ์และเวิร์กช็อปพิเศษที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับน้ำอบไทยจากร้านน้ำอบนางลอยก็ได้นะ

น้ำอบนางลอย น้ำอบนางลอย

ทายาทรุ่นที่ 5

ตลอดเวลาที่เราอยู่ที่โรงงานก็จะมีหนุ่มน้อยวัย 7 ขวบ ลูกชายวัยซนของดิษฐพงศ์มาคลอเคลียอยู่ด้วยอย่างสนอกสนใจ ดิษฐพงศ์แอบบอกเราว่า เขาก็หวังว่าลูกชายจะสืบทอดกิจการนี้เป็นรุ่นที่ 5 โดยเริ่มจากการปลูกฝังให้วิ่งเล่นกับกลิ่นหอมเหมือนกับที่เขาเคยต้องมนตร์มาแล้วเหมือนกัน

น้ำอบนางลอย น้ำอบนางลอย

ต้นตำรับน้ำอบแห่งตลาดนางลอย พ.ศ. 2458

“เสน่ห์ของน้ำอบคือการทำมือ” ดิษฐพงศ์เล่าถึงที่มาของมนตราแบบไทยๆ ที่ใครๆ ก็หลงใหลนี้ ว่ามาจากสูตรดั้งเดิมของครอบครัว ตั้งแต่รุ่นสมัยรัชกาลที่ 6 และความหอมที่ส่งต่อมานั้นไม่ใช่แค่เฉพาะสูตรส่วนผสม แต่ยังรวมถึงขั้นตอนการผลิตแบบโบราณที่ไม่ต้องมีอุปกรณ์เครื่องจักรมาช่วยอีกด้วย

คุณยายเฮียง ผู้เป็นต้นตำรับน้ำอบนี้ คิดค้นสูตรหลังจากได้รู้จักกับน้ำหอมของชาวตะวันตกที่เข้ามาค้าขายในประเทศสยาม คุณยายเฮียงเห็นช่องทางทางธุรกิจ จึงนำหัวน้ำหอมมาผสมกับสมุนไพร แป้ง และน้ำอบที่หญิงชาวสยาม (ไม่ใช่สยามสแควร์) ล้วนปรุงเอาไว้ใช้กันเองที่บ้านในยุคนั้น ออกมาวางขายในตลาดนางลอย เขตจักรวรรดิ

แม้ตอนนั้นน้ำอบของคุณยายจะยังไม่มียี่ห้อ แต่ด้วยเพราะเป็นของใหม่และสรรพคุณความหอมที่ติดทนนาน จึงเกิดกระแสปากต่อปากถึงชื่อเสียงน้ำอบของคุณยาย

“น้ำอบ ยายเฮียง ที่ตลาดนางลอยนั้น ช่างมีกลิ่นหอม สมควรแก่การไปซื้อหามาไว้ประทินความงาม เมื่อเรียกกันไปกว้างขวางขึ้น จึงกลายมาเป็นชื่อเรียกน้ำอบนี้ว่า น้ำอบนางลอย ของยายเฮียง” ดิษฐพงศ์เล่าสารที่บอกเล่าต่อๆ กันมาในครอบครัว ก่อนจะเสริมวิธีการขายซึ่งรักษ์โลกมาก่อนกาลว่า ในยุคเริ่มแรก จะเป็นการยกโอ่งทั้งโอ่งไปตั้งขายที่ตลาด โดยให้คนนำภาชนะมาใส่เอง ต่อมาเมื่อวิถีชีวิตคนเปลี่ยน ร้านน้ำอบนางลอยจึงเริ่มเปลี่ยนมาบรรจุขวดติดฉลากขายอย่างที่เห็นทุกคนคุ้นเคย

“ทั้งชื่อเรียก รูปแบบของขวด และโลโก้รูปนางฟ้าลอยถือขวดน้ำอบนั้นเราคงเดิมเอาไว้ไม่เคยเปลี่ยนเลยครับ” ดิษฐพงศ์เล่าถึงหลักฐานจากอดีตที่ยังส่งต่อมาถึงรุ่นของเขา

ในสมัยของทายาทรุ่นที่สองและสาม ความนิยมของน้ำอบก็ลดน้อยถอยลงไปมาก เพราะไม่ค่อยมีใครใช้น้ำอบเพื่อความหอมและประทินผิวมากอย่างแต่ก่อน ร้านน้ำอบนางลอยจึงทำการขยายพื้นที่ขาย จากตลาดนางลอยออกไปสู่ทั่วประเทศผ่านการวิ่งเซลล์เพื่อแนะนำสินค้า และการรับสั่งสินค้าผ่านทางโทรศัพท์ เรื่อยมาจนถึงการรับสั่งทางออนไลน์ในยุคทายาทรุ่นที่สี่

 

Facebook | น้ำอบนางลอย

Writer

Avatar

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ผมเกิดวันที่ 5 ม.ค. พ.ศ. 2528 

อาม่าเคยบอกว่าเป็นวันดี แต่ไม่ได้บอกว่าดียังไง

วันหนึ่งระหว่างวิ่งเล่นในบ้าน ผมเจอแผ่นกระดาษที่ฉีกจากปฏิทินกระดาษประจำบ้าน หุ้มซองพลาสติกอย่างดี วันที่ในกระดาษคือวันเกิดผม มีข้อมูลเป็นภาษาไทยและจีนที่เด็กอย่างผมอ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ

ถ้าคุณมีเชื้อสายจีน มีครอบครัวและมีลูกประมาณช่วงยุค 80 การตัดปฏิทินกระดาษที่เรียกว่า ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ หน้าที่เป็นวันเกิดของลูกถือเป็นธรรมเนียมปกติ หลายครอบครัวเก็บรักษาไว้ประหนึ่งเป็นเอกสารสำคัญ 

หลายสิบปีต่อมา ผมถึงรู้ว่าปฏิทินนั้นไม่ได้บอกแค่เวลา แต่ยังบอกข้อมูลสำคัญทางโหราศาสตร์ โดยเฉพาะภาษาจีน 4 แถวเรียกว่า ‘ปาจื๊อ’ เราสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ ‘ขึ้นดวง’ เพื่อดูว่าเด็กที่เกิดวันนี้เป็นคนธาตุไหน ลักษณะเป็นอย่างไร 

ประหนึ่งเป็นเหมือนพิมพ์เขียวของชีวิต ช่วยแนะนำพ่อแม่ว่าควรเลี้ยงลูกให้ดำเนินชีวิตไปในทิศทางใด

ปฏิทินน่ำเอี๊ยง คือของที่ครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนต้องมีติดบ้าน น่ำเอี๊ยงไม่ได้เป็นแค่ชื่อปฏิทิน แต่ยังเป็นชื่อสำนักโหราศาสตร์จีนที่อยู่คู่ประเทศไทยมากว่า 80 ปี สถาบันแห่งนี้เป็นเสาหลักทางจิตใจของคนจีนที่อพยพมาในประเทศไทยหลายทศวรรษ 

พ.ศ. 2566 น่ำเอี๊ยงยังคงยืนหยัดภายใต้การนำของทายาทรุ่นที่สาม กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล พาธุรกิจครอบครัวฝ่าคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงได้อย่างสง่างาม 

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ล่าสุด เขากำลังนำเทคโนโลยีปรับธุรกิจให้กลายเป็นแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย เตรียมเปิดตัวในเทศกาลตรุษจีน พ.ศ. 2566 ที่กำลังจะถึงนี้

ภารกิจของทายาทรุ่นนี้ท้าทาย ไม่ต่างจากที่อากงของเขาเคยทำเมื่อหลายทศวรรษก่อน 

สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงมีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย มีบางเหตุการณ์ในบางช่วงเวลาที่สำคัญ ควรค่าแก่การเน้นย้ำ เราจึงอยากเล่าเรื่องการเดินทางของน่ำเอี๊ยงผ่านช่วงเวลาเหล่านั้น ทั้งการฉกฉวยโอกาสในยามโชคดี และการหลีกเลี่ยงโชคร้ายในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ

ธุรกิจ : โหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2499 (นับจากปีที่ตั้งสำนักถาวร)

ประเภท : สำนักโหราศาสตร์

ผู้ก่อตั้ง : ซินแสเฮียง แซ่โง้ว

ทายาทรุ่นสอง : ธงชัย และ ชาญชัย นำพิทักษ์ชัยกุล

ทายาทรุ่นสาม : กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล

เฮียง แซ่โง้ว เดินทางจากจีนถึงไทย ลงเรือที่จังหวัดสงขลา

เด็กหนุ่มวัย 18 ปีไม่ได้จากบ้านมาทำงานเฉกเช่นคนจีนในวัยเดียวกัน เขามาตามหาพ่อที่หายตัวไป 

หลายปีก่อนหน้า พ่อของเฮียงจากบ้านมาทำงานแล้วส่งเงินกลับไปเลี้ยงดูครอบครัวที่ประเทศจีน วันหนึ่งพ่อขาดการติดต่อ ลูกชายจึงเดินทางมาตามหา สุดท้ายเขาพบข่าวร้ายว่าพ่อเสียชีวิตกะทันหันในประเทศไทย จึงขาดการติดต่อกับครอบครัวที่ประเทศจีน 

แม้โศกเศร้า แต่นายเฮียงก็ไม่กลับบ้านเกิด ตั้งใจสืบปณิธานทำงานที่เมืองไทยส่งเสียครอบครัวแทนพ่อผู้ล่วงลับ

ด้วยความสนใจทางโหราศาสตร์ตั้งแต่เด็ก นายเฮียงศึกษาและพัฒนาจนสามารถใช้ความรู้โหราศาสตร์เป็นอาชีพ ซินแสเฮียง แซ่โง้ว หรือ ‘เหล่าซินแส’ กลายเป็นที่รู้จักในชุมชนคนจีนอย่างรวดเร็ว งานหลักของเหล่าซินแสคือการดูฤกษ์งามยามมงคลให้กับธุรกิจชาวจีนที่เปิดใหม่ในเมืองไทย และรับทำนายดวงชะตาด้วยวิธีหลายรูปแบบ 

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

การทำงานช่วงแรกหนักหน่วงไม่น้อย ซินแสพูดไทยไม่ได้ ต้องอาศัยให้เพื่อนช่วยเป็นล่ามแปล ไม่มีหน้าร้านหรือสำนักถาวร เขารับงานแบบไม่หวั่นงานหนัก เดินทางช่วยผู้คนทั่วหล้าแบบถึงไหนถึงกัน

โหราศาสตร์จีนมีหลายแขนง หลากความเชื่อ สำหรับเหล่าซินแส เขาเชื่อว่าทฤษฎีการดูดวงชะตามิได้ทำขึ้นเพื่อให้คนงมงาย แต่เพื่อให้เรามีหลักในการตัดสินใจ 

ชีวิตคนย่อมมีขึ้นมีลง เมื่อเราโชคดี ทำอย่างไรจึงจะฉวยโอกาสเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อเผชิญปัญหา ทำอย่างไรจึงจะหลีกเลี่ยงโชคร้ายไม่ให้เป็นอันตรายกับเรามากที่สุด

หากเราเข้าใจโชคชะตาของตัวเอง ย่อมรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะปรับชีวิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ 

นี่เป็นหลักการที่เหล่าซินแสมอบให้คนจีนที่มาเผชิญโชคในต่างแดน ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น มั่นคงทั้งทางกายและจิตใจ

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ชื่อเสียงของเหล่าซินแสแพร่กระจายไปทั่วสงขลา ได้รับเชิญให้เดินทางไปดูฤกษ์ยามทำนายชะตาชีวิตในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

วันหนึ่งเขาได้รับเชิญจากผู้ใหญ่ที่เคารพให้มาตั้งสำนักโหราศาสตร์เป็นหลักเป็นฐานในกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2499 โดยใช้ชื่อว่า ‘น่ำเอี๊ยง’ แปลว่า แสงจากดวงอาทิตย์ทางทิศใต้ (ทิศมงคลตามความเชื่อของโหราศาสตร์จีน) เป็นความหมายที่ดีงามและเหมาะสมกับภารกิจของซินแสในตอนนั้น 

ยุคนั้นคนจีนรู้จักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงเป็นอย่างดี เป้าหมายต่อไปของซินแส คือการแพร่ความรู้เหล่านี้ให้กว้างขึ้น ปัญหาแรกที่ต้องแก้คือกำแพงภาษา 

แม้เป้าหมายแรกคือทำให้คนจีนมีชีวิตดีขึ้น แต่ชีวิตคนไม่มีพรมแดน เส้นเขตแดนและสัญชาติเป็นเพียงสิ่งสมมติที่แบ่งแยกผู้คน เหล่าซินแสจึงเริ่มใส่ภาษาไทยเข้าไปในผลงาน เปิดกว้างให้ความรู้ทางโหราศาสตร์เข้าถึงผู้คนยิ่งขึ้น

อีกปัญหาที่ซินแสอยากแก้คือ คนจีนในไทยยุคนั้นไม่รู้ว่าต้องจัดงานตามเทศกาลเมื่อไหร่ ปฏิทินที่ใช้ในไทยไม่ได้บอกว่าช่วงตรุษจีน สารทจีน หรือช่วงที่เทพเจ้าตามความเชื่อของคนจีนมาเยือนในทิศใด วันที่เท่าไหร่

ประเพณีเหล่านี้ทำสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ เปรียบเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวเสริมสร้างกำลังใจตลอดปี น่ำเอี๊ยงจึงทดลองนำความรู้ทางโหราศาสตร์มาใส่ในปฏิทิน ผลิตและจำหน่ายครั้งแรกใน พ.ศ. 2518

ปฏิทินน่ำเอี๊ยงรุ่นแรกมีแต่ภาษาจีน เป็นตำราปฏิทิน มีข้อมูลโหราศาสตร์ที่บอกว่าแต่ละวันควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร วันธงไชยหรือวันดีที่เหมาะกับการทำงานใหญ่คือวันไหน เทพเจ้าอยู่ทางทิศไหน ควรกราบไหว้บูชาเมื่อไหร่ ลูกหลานจะได้ดำเนินชีวิตตามเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ เป็นเหมือนอาวุธข้างกายในการฝ่าฟันอุปสรรคระหว่างดำเนินชีวิต บนแผ่นดินที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตัวเอง

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ปฏิทินกลายเป็นสินค้าพลิกชีวิตของซินแส นอกจากจะขายดียังเปลี่ยนแนวการดำเนินธุรกิจสำนักโหราศาสตร์ไปไม่น้อย หลายทศวรรษผ่านไป ปฏิทินน่ำเอี๊ยงยังคงมีขาย ครอบครัวคนจีนยังนิยมซื้อไว้ติดบ้าน กลายเป็นสินค้ามงคลที่ผู้คนซื้อไว้ทั้งใช้งานเองและซื้อให้คนที่เคารพเพื่ออวยพรให้มีโชคดีทั้งปี 

นอกจากปฏิทิน ซินแสยังพยายามส่งต่อความรู้ทางโหราศาสตร์ให้คนรุ่นหลัง ด้วยการเขียนเป็นตำราชื่อว่า ตำราทงจือน่ำเอี๊ยง เนื้อหาจะสอนการใช้โหราศาสตร์ มีทั้งภาษาไทยและจีน นอกจากนี้ยังมีการทำตำราฉบับตัดทอนให้สั้น เข้าใจง่าย เพื่อให้คนเข้าถึงง่ายขึ้นและนำไปประกอบเป็นอาชีพได้

ความจริงการบริหารสำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงที่กรุงเทพฯ ไม่ง่าย ต้องเผชิญปัญหาสารพัด ซินแสสู้ทำสำนักจนยืดหยัดได้มั่นคงขึ้นกว่าแต่ก่อน เขาไม่เคยทิ้งวิสัยทัศน์ที่ว่า ต้องทำโหราศาสตร์ให้เข้าใจง่าย อย่ามองเป็นแค่การค้า แต่คือทางเลือกที่ช่วยให้คนฉวยโอกาสเป็น ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตคนได้จริง

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

เมื่อถึงช่วงทายาทรุ่นสองเข้ามาสืบต่อ ธงชัย และ ชาญชัย นำพิทักษ์ชัยกุล เริ่มขยายธุรกิจออกไปให้กว้างขึ้น รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นโดยที่ยังไม่ทิ้งหลักการของสำนักโหราศาสตร์ที่เหล่าซินแสสร้างไว้ บริการดูฤกษ์ยามมงคลให้บริษัทและองค์กรยังมีเหมือนเดิม เริ่มตั้งโรงงานผลิตปฏิทินอย่างจริงจังเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นมหาศาล

ตัวปฏิทินก็มีการพัฒนาผลิตออกเป็น 2 แบบ คือสมุดฉีกก้อนสีแดง อัดแน่นด้วยข้อมูลโหราศาสตร์ตลอด 365 วัน ออกแบบให้ใช้วางบนโต๊ะหรือเก็บในลิ้นชัก เป็นเหมือนคู่มือการดำรงชีวิต หยิบใช้งานง่าย แบบที่สองคือเป็นแผ่นกระดาษขนาดใหญ่รายเดือน ปฏิทินแบบนี้ออกแบบให้ใช้แบบแชร์กันในครอบครัว เหมาะกับการแขวนไว้กลางบ้านให้ทุกคนได้ดู ไหว้เจ้าวันไหน สารทจีนเมื่อไหร่ เดินมาดูได้สะดวก

มีนวัตกรรมน่าสนใจสองอย่างที่น่ำเอี๊ยงริเริ่มขึ้นในยุคนี้ หนึ่งคือการขายโฆษณาบนตัวปฏิทิน ช่วงหลังมีหลายองค์กรนิยมสั่งปฏิทินเพื่อเป็นของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่หรือวาระพิเศษ น่ำเอี๊ยงจึงปรับรูปแบบปฏิทินให้มีพื้นที่ว่าง สามารถประทับตราบริษัทหรือใส่โฆษณา เป็นการเพิ่มรายได้ขยายโอกาสไปในตัว ในขณะเดียวกันก็ยังมีปฏิทินที่ไม่มีโฆษณาสำหรับคนทั่วไปได้เลือกซื้อ

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

สองคือการขายแบบของปฏิทินให้โรงพิมพ์อื่น ๆ ได้พิมพ์ปฏิทินของตัวเอง ยุคนั้นโรงพิมพ์หลายเจ้าได้รับโจทย์จากลูกค้าให้ทำปฏิทิน โรงพิมพ์ก็มาจ้างน่ำเอี๊ยงทำให้ ช่วงหลังโรงงานผลิตปฏิทินไม่ทัน จึงเกิดการร่วมมือแบบที่สมัยนี้เรียกว่า Collaboration น่ำเอี๊ยงจะขายแบบปฏิทินในลักษณะเป็นกระดาษที่มีวันที่และข้อมูลโหราศาสตร์ครบถ้วน เว้นช่องว่างด้านบนและล่าง ให้โรงพิมพ์ไปพิมพ์ตราโลโก้ของบริษัทคู่ค้าเอง เพิ่มความเร็วในการผลิตโดยไม่ต้องเหนื่อยทำเองทุกชิ้นเหมือนเมื่อก่อน 

ปฏิทินน่ำเอี๊ยงที่เราเห็นทุกวันนี้จึงมีความหลากหลายสูงมาก มีทั้งของที่น่ำเอี๊ยงผลิตเอง และของที่โรงพิมพ์อื่นผลิตจนดูเหมือนเป็นสินค้าคู่แข่ง แท้จริงแล้วมีต้นกำเนิดเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการผลิตส่งออกขายไปยังต่างประเทศ ถ้าแวะไปบ้านครอบครัวชาวจีนในพม่า เวียดนาม ลาว และสิงคโปร์ เราจะได้เห็นปฏิทินน่ำเอี๊ยงหน้าตาไม่ต่างจากของไทยเราเลย

ค้นชื่อโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงวันนี้ เราจะได้เห็นทั้งหน้าและชื่อของ กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล บ่อยขึ้น 

เขาคือลูกชายคนโตของชาญชัย ตั่วซุงของตระกูลผู้รับตำแหน่งทายาทรุ่นสามของสำนักโหราศาสตร์อายุกว่า 80 ปีแห่งนี้ 

เมื่อคนรุ่นใหม่รับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะคิดค้นวิธีการที่ทันสมัยมาพัฒนาธุรกิจ บางครั้งก็มีความขัดแย้งระหว่างวัยเกิดขึ้น กิตติธัชโชคดีที่ไม่ค่อยมีเรื่องนี้ แม้การทำงานช่วงแรกเมื่อ 4 ปีก่อนจะมีเรื่องต้องพิสูจน์บ้าง แต่การทำงานโดยรวมถือว่าค่อนข้างราบรื่นและไปได้ดี

ถ้าดูอย่างละเอียด สิ่งที่กิตติธัชทำมีความน่าสนใจใหญ่ ๆ อยู่ 2 ข้อ 

หนึ่ง เขามีทัศนคติที่ดีมากกับครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องโหราศาสตร์ 

คนอื่นอาจมองว่าการดูดวง ดูฤกษ์ยาม เป็นเรื่องงมงาย แต่กิตติธัชมองว่านี่คือ Data เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ที่ผกผันตามการเคลื่อนของดวงดาว ถูกรวบรวมและวิเคราะห์มาเป็นพันปี

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม

“ความจริงโหราศาสตร์คือ Data อยู่แล้ว มันคือสถิติที่บันทึกมาเป็นพันปี คนจีนในวังสมัยก่อนจะบันทึกว่าเมื่อดวงดาวกลุ่มนี้เคลื่อนมาถึงตรงนี้ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับคนที่อยู่ในเมืองบ้าง คำนวณ วิเคราะห์ แล้วก็เอามาใส่ในปฏิทิน เพื่อบอกว่าเมื่อถึงช่วงเวลาที่ดวงดาวเคลื่อนไหว เหมาะกับการทำและไม่ทำอะไร ทิศมงคลอยู่ด้านไหน นี่คือที่มาของหลักโหราศาสตร์จีน เนื้อหาในปฏิทินจึงเป็นเหมือนเข็มทิศชีวิตของเรา”

กิตติธัชยังมองว่า คุณค่าของแบรนด์คือการมองโหราศาสตร์เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง การรักษาหลักการของมัน ก็เท่ากับรักษาวัฒนธรรมจีนที่สืบทอดกันมาช้านานด้วย

“เราพยายามจะสืบสานวัฒนธรรมที่ดีงามและมีมานาน เมื่อสังคมเปลี่ยนไป ทำยังไงให้วัฒนธรรมเหล่านั้นยังคงอยู่ เพราะคนในสังคมนำโหราศาสตร์มายึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้ครอบครัวมีความสุข ทำให้แต่ละคนรู้บทบาทและหน้าที่ของตัวเอง ผมว่าตรงนี้มันอยู่ในวัฒนธรรมของเราอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ได้ถูกนำออกมาให้เห็น ผมคิดว่าโหราศาสตร์จะทำให้สังคมอยู่อย่างมีความสุขได้” ทายาทรุ่นสามเล่า

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม

เรื่องที่สองที่กิตติธัชโดดเด่น คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เล่าเรื่องธุรกิจ 

นอกเหนือจากการทำเว็บไซต์ใหม่ให้สวย ใช้งานง่าย การเปิดบริการของน่ำเอี๊ยงทาง Line Official Account ก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แม้ฟังดูเป็นเรื่องที่ใครก็ทำกัน แต่มันเป็นวิธีที่ได้ผลมากสำหรับน่ำเอี๊ยง เพราะลูกค้าของน่ำเอี๊ยงต่างถามถึงการให้บริการทางมือถือ หลายคนเป็นคนไทยเชื้อสายจีนในต่างประเทศ ไม่สะดวกเดินทางมาที่สำนัก

ตอนนี้บริการปกติของสำนักสามารถทำผ่านออนไลน์ได้เกือบทั้งหมด ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ทิ้งระบบซินแสคอยให้คำปรึกษาเป็นพิเศษสำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากใช้บริการโดยเฉพาะ

การทำคอนเทนต์ผ่าน Social Media ก็เช่นกัน กิตติธัชไม่อยากให้น่ำเอี๊ยงเป็นสำนักโหราศาสตร์แบบปิด เมื่อจุดแข็งของที่นี่คือความรู้ เขาก็พยายามเปิดสำนักให้คนมาเรียนรู้ได้มากที่สุด เพราะเมื่อคนเข้าใจโหราศาสตร์ในเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น คนก็จะกลับมาใช้บริการด้วยความคิดว่าเขายึดสิ่งนี้เป็นที่ปรึกษาให้ชีวิตได้

เทศกาลตรุษจีน พ.ศ. 2566 น่ำเอี๊ยงจะเปิดบริการใหม่ นำหลักโหราศาสตร์มาทำเป็นแอปพลิเคชัน ซึ่งผู้บริหารหนุ่มก็มีเหตุผลว่าเพราะอะไรถึงเลือกทางนี้

“หลายคนซื้อปฏิทินน่ำเอี๊ยงมา เจอข้อมูลเป็นภาษาจีนค่อนข้างเยอะ เราพออ่านคำจีนได้จะเข้าใจ แต่คนรุ่นใหม่จะไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่อยู่ด้านหลัง โจทย์ของเราคือทำยังไงให้ข้อมูลเข้าใจง่ายมากขึ้น 

“แอปฯ ของน่ำเอี๊ยงไม่ใช่ปฏิทินทั่วไป แต่สามารถใส่วันเดือนปีเกิดของเราลงไป จะมีระบบหลังบ้านของสำนักโหราศาสตร์นำมาขึ้นดวงให้แต่ละคนได้ดู ได้ใช้ เขาสามารถนำดวงนี้มาคำนวณเวลามงคล ทิศมงคล เรื่องที่ควรหลีกเลี่ยงในแต่ละวันให้กับผู้ใช้งานแต่ละคน ทำให้โหราศาสตร์จีนผสมผสานเข้าไปในชีวิตคนมากขึ้น” 

ฟังกิตติธัชเล่าก็เบาใจ แผ่นปฏิทินวันเกิดผมหายไปนานแล้ว นี่คือข้อดีของเทคโนโลยีในการช่วยเก็บรักษาข้อมูลบนอากาศ เขานำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด

ยุคนี้โหราศาสตร์กลายเป็นป๊อปคัลเจอร์ของยุคสมัย ใคร ๆ ก็หาวอลเปเปอร์เสริมดวงแปะหน้าจอมือถือ กิตติธัชบอกว่าเขาค่อนข้างระวังในการเลือกสื่อที่จะใช้ในการสื่อสาร มันต้องตอบโจทย์สิ่งที่เขาคิดไว้ ความรู้ของน่ำเอี๊ยงเป็นก้อนสถิติชุดใหญ่ มีกลุ่มผู้ใช้กว้างมาก การพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันที่เก็บข้อมูลได้มากน่าจะตอบโจทย์การใช้มากที่สุด

อันที่จริง หากวันหนึ่งน่ำเอี๊ยงไม่ทำปฏิทินกระดาษอีก ผมก็เชื่อว่าสำนักโหราศาสตร์แห่งนี้จะยังคงยืนหยัดต่อไป เพราะสิ่งที่ทายาทหนุ่มรุ่นสามทำไม่ใช่แค่การทำปฏิทินให้เป็นดิจิทัล แต่เป็นการสานต่อวิสัยทัศน์ของเหล่าซินแสที่เคยให้ไว้ในวันแรกของการทำธุรกิจ ชี้ช่องทางสว่างให้ผู้คนเห็นช่องทางการพัฒนาชีวิตด้วยหลักโหราศาสตร์ 

ยิ่งทำให้ความรู้นี้เข้าใจง่าย ยิ่งช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น สมกับเป็นแสงอาทิตย์ที่ฉายแสงสว่างในใจคนมากว่า 80 ปี

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม
ข้อมูลอ้างอิง
  • www.numeiang.com
  • www.theguardian.com

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load