The Cloud x British Council

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหวังที่เป็นดอกผลจากผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่เพิ่งเสร็จสิ้นไป วันนี้เราขอพาทุกคนไปชมเบื้องหลังโปรเจกต์ต้นแบบที่เป็นความหวังในการจัดการขยะพลาสติกในชุมชนทั่วกรุงเทพฯ กันบ้าง

นางเลิ้งพลาสติกแบงค์เกิดจากไอเดียตั้งต้นของ จูเลี่ยน ฮวง กับ นก-สุนัดดา ฮวง 2 นักสร้างสรรค์จากกลุ่ม Weave Artisan Society ซึ่งเป็น Creative Hub ที่ทำงานอยู่ที่เชียงใหม่ แต่อยากลองท้าทายกับการแก้ปัญหาในพื้นที่อื่นดูบ้าง จึงได้กระโดดเข้าร่วมโครงการ Social Innovation Hackathon 2020 ที่มี British Council (ร่วมกับ Urban Studies Lab และ FREC Bangkok) เป็นแม่งาน โดยมีชุมชนนางเลิ้งเป็นบริบทในการทำงาน จนได้รับเงินรางวัลและถูกผลักดันให้ลงมือทำจริง

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง
Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

แก่นของไอเดียนั้นเรียบง่าย และคิดมาจากปัญหาที่ทั้งคู่ได้เห็นจริงตอนลงพื้นที่เก็บข้อมูล กลไกคือการเชิญชวนให้ผู้คนเอาพลาสติกที่ใช้แล้วมาทิ้งรวมกันในสเตชันหรือพื้นที่ที่จัดเอาไว้ให้ และมีระบบสะสมแต้มเหมือนธนาคาร หากนำพลาสติกมาแลกครบจำนวนที่กำหนดไว้ ผู้ฝากจะได้รับน้ำยาล้างจานที่ผลิตโดยคนในพื้นที่เป็นสิ่งตอบแทน

การทำงานขับเคลื่อนชุมชนหรือสร้างนวัตกรรมทางสังคมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนดีดนิ้ว โดยเฉพาะกับชุมชนที่มีความหลากหลายและซับซ้อนสูงอย่างชุมชนนางเลิ้ง ไม่ใช่ว่าใครกระโดดเข้ามาในพื้นที่นี้แล้วจะทำอะไรก็ได้ ทีมนักสร้างสรรค์ทีมนี้จะพาไอเดียให้เกิดขึ้นในพื้นที่จริงได้อย่างไร ไปฟังเรื่องเล่าเคล้าเสียงหัวเราะ (และน้ำตานิด ๆ) ไปพร้อมกัน

ร่วมมือ

ห้องเรียนเล็ก ๆ บนชั้น 2 ของ Ford Resource & Engagement Centre ที่เราใช้เป็นสถานที่นัดสัมภาษณ์ แน่นขนัดไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา นอกจากจูเลี่ยนกับนกแล้ว ยังมี แม่แดง-สุวัน แววพลอยงาม, นะโม-กรกมล แววพลอยงาม และ น้ำมนต์-นวรัตน์ แววพลอยงาม ซึ่งเป็นตัวแทนจาก อีเลิ้ง Creative Hub ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่นางเลิ้ง รวมถึงทีมงานจาก British Council อีกหลายท่าน 

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

การปรากฏตัวของคนในพื้นที่ให้คำใบ้กับเราว่า โปรเจกต์นางเลิ้งพลาสติกแบงค์นี้ทำงานตามปรัชญาของนวัตกรรมเชิงสังคมจริง ๆ นั่นคือการสร้างความร่วมมือกับคนในพื้นที่ ไม่ใช่แค่มาชี้นิ้วสั่งให้ใครเปลี่ยนแปลง

“นกกับจูเลี่ยน อยากเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการขอบคุณแม่แดง นะโม น้ำมนต์ และ ปาล์ม-ธารินี รัตนเสถียร ถ้าไม่มี 4 คนนี้ งานนี้ก็ทำไม่ได้” จูเลี่ยนเฉลยตั้งแต่ประโยคแรกว่า ตัวละครที่เป็นคนในพื้นที่นั้นมีความสำคัญกับทีมของเขาอย่างไร

“นางเลิ้งเป็นชุมชนที่มีความซับซ้อนหลายชั้น ไม่ง่ายเลยที่จะเข้าไปรู้จักกับพวกเขาในเชิงลึก แม่แดงกับทีมอีเลิ้งช่วยเปิดประตูให้จูเลี่ยนเข้าไปเชื่อมโยงกับชุมชนได้ และทำให้ชุมชนเข้าใจจนมองเห็นคุณค่าของโปรเจกต์นี้

“เราไม่รู้เลยว่าคนในชุมชนจะใช้งานไอเดียที่เราออกแบบมาได้จริงหรือไม่” นกเล่าเสริมประเด็นความตั้งใจทำงานกับชุมชน “เราไม่ได้อยากให้ผลของระยะเวลา 6 เดือนที่ทำงานมา เป็นแค่ของประดับที่ไม่มีความหมายกับชุมชน อยากให้โปรเจกต์นี้จบไปโดยที่ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ต่อ”

ในทางกลับกัน ทีมอีเลิ้งซึ่งทำงานขับเคลื่อนสังคมในพื้นที่นางเลิ้งมานาน ได้รู้จักกับจูเลี่ยนและนกเป็นครั้งแรกในฐานะคู่แข่งในงาน Hackathon เมื่อจบโครงการแล้วจะแยกย้ายกันไปทำงานเลยก็ได้ แต่ทีมอีเลิ้งกลับยื่นมือเข้ามาประสานงาน หาคนทำงาน หาพื้นที่ทำงาน และเป็นผู้ผลิตน้ำยาล้างจานที่มอบให้ผู้ที่นำขยะพลาสติกมาฝากกับธนาคารขยะแห่งนี้

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

อะไรคือปัจจัยที่ทำให้คนพื้นที่อยากสร้างสะพานให้กับทีม Weave เข้ามาสู่พื้นที่ได้อย่างอุ่นใจ

“คือเขาเป็นคนไม่เยอะ” แม่แดงตอบอย่างเรียบง่าย “เห็นจูเลี่ยนและคุณนกแล้วชอบ เลยอยากช่วยเหลือ แตกต่างกับคนอื่นที่เข้ามาทำงานกับชุมชนแล้วออกคำสั่ง ชอบเอาเบี้ยเลี้ยงมาล่อเพื่อให้ความร่วมมือ แต่นกกับจูเลี่ยนมาแบบอ่อนน้อม”

เนื่องจากจูเลี่ยนและนกทำงานที่เชียงใหม่เป็นหลัก จะมีโอกาสได้เข้ามาที่นางเลิ้งเพียงเดือนละ 1 – 2 ครั้ง ตัวตนของทีมอีเลิ้งจึงช่วยให้โปรเจกต์นี้มีหลักยึด

“การมีพื้นที่ทำงานที่ชัดเจน จับต้องได้ ช่วยให้โปรเจกต์ดำเนินต่อไปได้” นกออกความเห็น “คนในชุมชนบอบช้ำจากโปรเจกต์ลักษณะนี้มาเยอะ มาชวนให้เขารักษาสิ่งแวดล้อมแล้วก็หายไป เหมือนเป็นแค่ Propaganda แต่เพราะมีพื้นที่ทำงานของอีเลิ้งเป็นสเตชันรับถุงพลาสติก ทำให้ชุมชนนึกออกว่าต้องมาที่ไหน หรือปักหมุดที่นี่ได้ถ้าต้องการจะรับความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม”

เรียกว่าการเคลียร์ด่านแรกของทีมคนนอกอย่างนกและจูเลี่ยนผ่านไปได้ด้วยดี เพราะมีความร่วมมือจากคนพื้นที่นั่นเอง

ลงมือ

ทีมอเวนเจอร์สรวมตัวกันได้แล้ว ก็ได้เวลาลงมือทำงานจริง กับคนจริง และสถานการณ์จริง ปัญหาที่เจอก็จริงไม่แพ้กัน

เมื่อถามถึงความท้าทายที่เจอ จากมุมของคนในพื้นที่อย่างแม่แดงได้แชร์ให้เราฟังว่า ระบบนี่แหละที่ทำงานให้ขับเคลื่อนสังคมยากและท้าทาย

“บางครั้งการทำงานกับระบบแบบ Top-Down ก็ยึดในแบบแผนมากเกินไป จนไม่ได้ฟังเสียงชาวบ้านเลย” แม่แดงว่า “บางอย่างที่เราทำเรื่องขอไปก็ไม่ได้ทำ จนบางครั้งชาวบ้านก็มองว่าเป็นเรื่องเสียเวลา” 

“ชาวบ้านจะคิดเสมอว่า ทำแล้วได้อะไร เขาไม่ได้คิดว่าทำเพื่อสิ่งแวดล้อมใด ๆ เขายังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมานั่งทำความสะอาดพลาสติกด้วย” แม่แดงเล่าต่อ “เราก็ใช้เวลาระยะหนึ่งเพื่อสื่อสาร ถ้าไปเดินมาชวนทำเวิร์กชอปเฉย ๆ เขาไม่สนใจ เหมือนชวนมานั่งตบมือกันเล่น ๆ แดงเลยชวนชาวบ้านมาทำอาหารกินกันเหมือนมาปาร์ตี้ เพื่อโชว์ผลงานที่ได้มาจากการนำพลาสติกมาแปรรูป เช่น กระเป๋า ให้ชาวบ้านรู้สึกจับต้องได้ ชาวบ้านก็เริ่มให้ความสนใจ และรู้สึกว่า เอ้อ อันนี้ทำได้จริง พลาสติกมันเยอะจริง ๆ ขวดบริจาคได้นะ อันนี้ในอนาคตเปลี่ยนเป็นกระเป๋าได้นะ”

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง
Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

“คอนเซ็ปต์การให้น้ำยาล้างจานเป็นรางวัลก็จูงใจได้ครับ” จูเลี่ยนว่า “ทุกคนอยากได้น้ำยาล้างจานจากน้ำหมักของแม่แดง นี่คือกลไกที่เราออกแบบจากการฟังเสียงของผู้ใช้ มันคือสิ่งที่เขาได้ใช้จริง ถ้าเอาถุงมา 1 ใบ ได้น้ำหมัก 1 ปั๊ม เอามา 30 ใบ ได้น้ำหมัก 1 ขวด 50 ถุงได้น้ำหมักแบบพรีเมียม”

แม้ชาวบ้านจะเริ่มให้ความร่วมมือ เอาขยะมาทิ้งในสเตชันของนางเลิ้งพลาสติกแบงค์แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างที่นำมาทิ้งจะนำไปแปรรูปได้ทั้งหมด เป็นอีกโจทย์ที่จูเลี่ยนและนกต้องหาทางจัดการต่อไป

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

“ถังนี่เต็มทุกวันนะครับ” จูเลี่ยนเล่าอย่างดีอกดีใจ ที่อย่างน้อยคนในชุมชนเริ่มมองว่านี่คือจุดทิ้งขยะพลาสติกแล้ว “ร้านค้าในตลาดมีความหลากหลาย ของที่เขาเอามาทิ้งก็หลากหลายไปด้วย เราก็ต้องแยกตามสิ่งที่ต้องการจะเก็บ คือ ขวด ถุงพลาสติก ฝาขวดพลาสติก อย่างฝาขวดนี่เราส่งต่อให้ Precious Plastic ซึ่งทำงานอยู่ในพื้นที่นางเลิ้งเหมือนกัน เราจัดการเองทั้งหมดไม่ได้เพราะค่าใช้จ่ายสูงมาก”

แถมขยะที่ได้ก็ไม่ใช่ว่าจะผ่านการทำความสะอาดมาแล้วเสมอไป ซึ่งการบอกให้ทุกคนล้างขยะก่อนทิ้งเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมที่ท้าทายมาก แต่ในบริบทของโปรเจกต์นี้ พวกเขากลับเปลี่ยนมันให้กลายเป็นงานที่สร้างคุณค่าในตัวคน

“แดงคิดกับนะโมและน้ำมนต์ว่า จะให้ใครมาช่วยจูเลี่ยนเรื่องทำความสะอาด แยกถุงพลาสติกตามสี เก็บขึ้นชั้นดี” แม่แดงมองหน้ากับลูกสาวทั้งสองเชิงขอความเห็น “สุดท้ายเราก็ลองพาเด็กคนหนึ่งในชุมชนมาฝึกงาน ซึ่งตอนนั้นเขามีปัญหาทั้งเรื่องการเสพยาและกำลังตั้งครรภ์”

“เด็กต้องการรักษาตัวและต้องการมิตรที่ดีด้วย เขาพยายามเลิกยา พยายามตื่นเช้ามาช่วยงาน พอมีงานทำ ก็ทำให้เขารู้สึกมีคุณค่า มีตัวตนขึ้นมา จูเลี่ยนกับคุณนกก็ช่วยคุยกับเขา จนเขาดีขึ้น เด็ก ๆ คนอื่นเห็นก็เลยตามมาช่วยทำด้วย ฉะนั้น จูเลี่ยนเลยได้คนมาช่วยงานเพิ่มขึ้น และทุกวันนี้นะโมก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการดูแลสเตชัน” แม่แดงอธิบายเพิ่มเติม

คนทำงานก็มีแล้ว ขยะก็รวบรวมมาได้ แม้จะไม่สามารถตั้งสเตชันเก็บขยะได้ทั่วตลาดเพราะข้อกำหนดของพื้นที่ แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของการลงมือทำที่พวกเขาฝ่าฟันร่วมกันมา

เปลี่ยนมือ

จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง
จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง
จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง

ขยะพลาสติกที่รวบรวมมาจากชุมชน ล้างจนสะอาด สุดท้ายก็จะเดินทางเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า (Upcycle) โดยทีมมีไอเดียสร้างสรรค์ตั้งแต่การสร้างผ้าใบกันสาดหลากสี เพื่อเติมชีวิตชีวาให้พื้นที่นางเลิ้ง จนกลายเป็นจุดถ่ายรูปสุดฮอตให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงการผลิตเป็นสินค้าอย่างกระเป๋าหรือเครื่องประดับ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนในพื้นที่นำไปต่อยอดเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมต่อไป ไม่ใช่แค่การเก็บขยะไปขายต่อเหมือนกับธนาคารขยะแบบเดิม ๆ

แนวคิดหลักคือกระบวนการแปรรูปต้องง่ายและจับต้องได้ จูเลี่ยนขยายความให้เราฟังว่า “ทุกอย่างที่ทำผ่านกระบวนการคิดมาแล้วว่าต้องทำได้ง่าย เพื่อให้คนอื่น ๆ ทำตามได้ กระทั่งการเชื่อมพลาสติกเข้าด้วยกัน ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือใหญ่ แค่เตารีดก็ทำได้ ในขณะที่โปรเจกต์อื่น ๆ อาจต้องใช้เครื่องมือหนัก เพื่อแปรรูปขยะเหล่านี้ ซึ่งต้องลงทุนสูง ไม่ได้แปลว่าเขาทำไม่ดี แต่การทำงานกับชุมชนและคนในชุมชน ที่เป็นเจ้าของเครื่องมือเหล่านั้นไม่ได้ เราก็ต้องทำให้มันง่ายที่สุด”

“นักออกแบบออกแบบอะไรก็ได้ แต่ความท้าทายคือจะตอบสนองการใช้งานของชุมชนไหม ชุมชนใช้งานได้ไหม เป็นเรื่องความคาดหวังกับความเป็นจริง” นกแบ่งปันประสบการณ์ “สุดท้ายแล้วผู้ออกแบบไม่ได้เป็นคนใช้ คนที่ใช้งานจริงคือคนในชุมชน เพราะฉะนั้น เราก็ต้องใช้เวลาคุยกันว่าชุมชนต้องการอะไร”

จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง

ที่น่าสนใจคือ แนวคิดในการทำงานของทั้งทีม Weave และ อีเลิ้ง ที่มาจากต่างบริบทกัน กลับให้ความสำคัญกับสิ่งเดียวกัน คือการส่งต่อคุณค่า ไม่ใช่เพียงมูลค่า

“ถ้าเราย้อนกลับไปมองสิ่งที่ชุมชนต้องการจากโปรเจกต์นี้ ไม่ใช่สินค้าที่จะขายเพื่อทำเงิน แต่เป็นกลไกจัดการขยะ” จูเลี่ยนกล่าว “ไอเดียมันชัดเจนเลยว่า เราจะทำสเตชันสำหรับรีไซเคิลพลาสติก ไม่ใช่แค่เพื่อทำกันสาดหรือทำผลิตภันฑ์ แต่ทำสิ่งที่ชุมชนต้องการจริง ๆ”

ส่วนทีมอีเลิ้งได้แชร์อีกมุมมองที่น่าสนใจจากฝั่งคนพื้นที่ว่า พวกเขาได้รับอะไรที่มากกว่าไอเดียขายของจากการทำโปรเจกต์นี้

“ตอนแรกที่ทำกันสาดกัน นึกว่าจะง่าย” นะโมเล่าติดตลก “แต่พอเข้าใจถึงวิธีการในการทำกันสาดขนาดใหญ่ ก็รู้สึกสนุกกับการที่ได้นำสิ่งที่เราลงมือทำ อย่างล้างพลาสติกเอง เย็บเอง เป็นผลสำเร็จออกมา เลยทำให้รู้สึกอยากทำโปรเจกต์นี้ต่อ”

“ในอนาคตถ้ามีศูนย์ที่ทำหน้าที่โดยตรง เราก็ทำได้เยอะขึ้น ชาวบ้านเริ่มคิดว่าสเตชันของอีเลิ้งเป็นศูนย์จัดการขยะแล้ว” แม่แดงเสริมต่อไป 

“การทำงานโปรเจกต์นี้ทำให้คนในชุมชนแยกถุงแบบต่าง ๆ ออกจากกันได้ ถุงแบบนี้เขารับบริจาคนะ ถุงแบบนี้ไม่รับนะ แถมต่อยอดไอเดียไปอีก เช่น ถุงมีลวดลายหรือมีตัวการ์ตูนอาจเอาไปทำอย่างอื่นต่อได้ ซึ่งมันคือการสร้างความรู้เรื่องการแยกขยะให้เขา จากสิ่งที่เป็นตัวเขาและเขาเข้าถึงได้จริง”

นอกจากการจัดการขยะพลาสติกแล้ว ฝั่งของอีเลิ้งเองก็มีโปรเจกต์ในแบบของตัวเองเพื่อจัดการกับขยะอินทรีย์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน น้ำมนต์ที่เป็นคนต้นคิดแชร์ให้เราฟังว่า เธอมีความคิดจะรับเอาขยะเศษอาหารมาหมักเป็นปุ๋ย และนำไปใช้ในสวน Urban Farming ของชุมชนที่กำลังอยู่ระหว่างทดลอง และได้รับการสนับสนุนจาก British Council เช่นกัน ซึ่งเท่ากับว่าจะเกิดกระบวนการจัดการขยะอย่างครบวงจร และนำไปสู่กระบวนการเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน

เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่รวมพลเมืองที่ทรงพลังในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ฟังแล้วมีความหวังขึ้นมาอย่างเต็มเปี่ยม

“เราอยากมอบแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่เพื่อนำไปต่อยอด โดยใช้โปรเจกต์เล็ก ๆ อย่างกันสาดริมทางเดิน หรือผลิตภัณฑ์ที่เราสอนเขาทำเป็นต้นแบบ เราอยากให้เขาคิดว่าฉันก็ทำแบบนี้ได้นะ ฉันก็อยากขายออนไลน์บ้าง หรือขยะไม่ใช่ขยะ แต่เป็นทรัพยากร”

“ท้ายที่สุดแล้วบทเรียนที่ใหญ่ที่สุดสำหรับผมคือ การสร้างงานออกแบบเพื่อสังคมและการสร้างมิตรภาพชั่วชีวิต อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า เราทำอะไรไม่ได้เลยถ้าไม่มีพันธมิตรในพื้นที่ และนางเลิ้งพลาสติกแบงค์นี้เป็นเพียงก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลงเท่านั้นเองครับ” จูเลี่ยนสรุปส่งท้าย

จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

29 พฤศจิกายน 2565

“เรื่องนี้เราจะไม่รอ”

เป็นคำพูดที่ นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยเน้นย้ำกับ The Cloud เพื่อแสดงเจตนาที่แน่วแน่ในการร่วมเปลี่ยนผ่านสังคมธุรกิจของประเทศไทยไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืน แม้เรื่องนี้จะไม่ง่าย แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อชวนทุกคนเดินไปด้วยกัน

เป้าหมายที่ทุกองค์กรทั่วโลกตั้งใจทำให้สำเร็จ คือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของมนุษยชาติ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยขึ้น และกำลังจะกลายเป็นขอบเส้นของมาตรฐานการทำธุรกิจในบริบทใหม่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

เปลี่ยนวันนี้ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน และธนาคารกสิกรไทยก็เริ่มต้นมาได้สักพักแล้ว

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

เริ่มต้นที่ตัวเรา

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน คือการชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่ทำได้ทันที จากนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่ยากที่สุดคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ปลายทาง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาด้วย

การจัดการภายในจึงเป็นสิ่งที่เริ่มได้เร็วกว่าทางอื่น

“เรามองมาที่การทำงานของเรา ว่าอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะบ้าง นั่นก็คือรถยนต์ที่เราใช้ เรามีรถเป็นพันคัน สองคือการใช้ไฟฟ้า แม้เราจะไม่ใช่โรงงาน แต่ก็มีสาขา มีสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศถึง 7 อาคาร ซึ่งใช้ไฟฟ้าพอสมควร

“ถามว่าจะไม่ใช้รถหรือไฟฟ้าได้ไหม ก็ไม่ได้ เราพยายามปรับไปใช้น้ำมัน E85 ก็ช่วยลดคาร์บอนได้บ้าง สุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต ดังนั้น รถหมดสัญญาแล้วก็จะทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครับ ส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้า เราติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาต่าง ๆ คิดว่าน่าจะประมาณ 200 – 300 สาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่และมีศักยภาพในการติดตั้งได้ จากทั้งหมด 800 สาขาที่มี ก็ช่วยลดค่าไฟได้ 10 – 20% ที่เหลือก็ต้องหักล้างเรื่องคาร์บอนเครดิตเอาอีกที” 

ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีร่องรอยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

Green Transition การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยธนาคารมีความตั้งใจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร ใน พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารตามทิศทางของประเทศ ด้วยชุดความคิดที่เป็นไปได้และทำได้จริงมากกว่าการประกาศเป้าหมายเท่ ๆ

“สิ่งที่ท้าทายคือ พอร์ตสินเชื่อของเรามีถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก เราต้องดูว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน ทำได้จริงแค่ไหน ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอากับเราด้วยไหม เราก็ต้องไปเฟ้นหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะไปด้วยกันต่อ เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาระดับโลกมาวิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อของเรา ดูเป็นรายอุตสาหกรรมเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มที่เราจะเน้น โดยประเมินออกมาเป็น 3 เซกเตอร์ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา ส่วนอีก 2 อันคิดเป็นสัดส่วน 13% ถ้าทำทั้งหมด 5 กลุ่มนี้ ก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา อย่างธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าเป็นพอร์ตที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐทั้งเรื่องพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าด้วย เรื่องนี้เราจับตามองอยู่ แต่เราก็ไม่รอนะ เราคุยกับลูกค้าไปเลยว่าพอจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไรได้บ้าง”

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างเข้าใจและรู้ถึงความสำคัญของ ESG รวมทั้งรายงานต่าง ๆ ที่ต้องจัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล คุณกฤษณ์มองว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“สุดท้ายเราต้องพูดเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ อย่างพวกถ่านหิน เราก็ไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ เราทำแบบนี้มาได้สักปีหนึ่งแล้ว คือของเดิมที่มีอยู่ แต่ถ้าเขาจะปรับปรุงเพื่อลดการใช้ถ่านหินลง เราก็พร้อมคุย เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดพวกเขาออกไปได้ เพราะว่าเวลาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว เราก็ต้องอยู่กับเขาไปอีก 20 ปี สมมติสร้างโรงงานมา 5 พันล้านแล้ว จะมีใครมาปิดมันง่าย ๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

“ช่วงที่ผ่านมามีประชุมกับกลุ่มนักลงทุนตลอด ล่าสุดมีกลุ่มที่เข้ามาขอคุยเรื่อง ESG อย่างเดียวเลย ดูว่าเราเป็นอย่างไร อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เราก็รู้สึกดี ผมเองไม่ได้มีคำตอบให้เขาทุกอย่าง แต่เราบอกเขาเรื่อง KBank Way คือ Walk the Talk พูดแล้วก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด”

เรียบง่ายแต่หนักแน่นเอาเรื่อง สำคัญวิถีของธนาคารกสิกรไทย

ความยั่งยืนทำคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคและความท้าทายของธนาคารคือ การชวนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กมาร่วมเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจไปด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจต้องใช้ทั้งแรงผลักและแรงจูงใจมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ความท้าทายของเราคือลูกค้าขนาดที่เล็กลงมา ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาจะมองว่าพอต้องใช้เงินลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้อาจจะลดลง แล้วแบบนี้แรงจูงใจที่จะให้เขาทำคืออะไร อย่างลงทุนทำโรงงานสีเขียว 100 ล้านบาท ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการก็จะคิดว่าทำไปทำไม อย่างแรกเราต้องมีแรงจูงใจ เราเองต้องไปชวนลูกค้าคุย เอาตัวเลขไปเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจ อันที่สองผมว่าภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าภาครัฐควรทำเป็นรายอุตสาหกรรมไป ไม่ต้องทำผ่านระบบธนาคาร บอกไปเลยว่าถ้าใครเดินมาทางนี้ จะได้แบบนี้ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็จะเกิดผลแบบนี้ ภาครัฐก็ต้องเล่น 2 บทด้วย” 

ล่าสุด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำนิยามและหมวดหมู่ เพื่อให้ภาครัฐ ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ มีความเข้าใจตรงกันและมีจุดที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดแผนและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยง รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกก้าวของการร่วมมือกันในวงที่กว้างขึ้น

“ในต่างประเทศเขาบังคับผ่านกฎหมายเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะ เริ่มจากการวัดคาร์บอนก่อน พิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมไป ซึ่งปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีเรื่องพวกนั้น ตอนนี้เริ่มแล้วแต่ยังเป็นภาพกว้าง ๆ อยู่ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เราเอาสิ่งนั้นมาเชื่อมกับธุรกิจเยอะขึ้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านเป้าหมายสินเชื่อและด้านความเสี่ยง ดูว่าเป็นอย่างไร รายได้มาจากทางไหน เสี่ยงอย่างไร ผมก็เอาเรื่อง ESG ใส่ไปด้วย มันยากขึ้นคือเป้าสินเชื่อก็ต้องทำให้ได้ เรื่อง ESG ก็ต้องทำให้ชัดว่าพอร์ตสินเชื่อเราจะวิ่งไปทางไหน และทำไมต้องเป็นทางนั้น นี่เป็นโจทย์ทางธุรกิจไปแล้ว

“เรามี Climate Pillar เป็นเสาหลักอันใหม่ขึ้นมา คือรวมโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาไว้ด้วยกัน แล้วทางนี้ก็จะเอามาตั้งเป็นเป้า เราอยากเป็นผู้นำด้าน ESG ของภูมิภาคก็ต้องออกมาทำก่อน ทั้งการตั้งเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญา ผู้นำในความหมายของเราไม่ใช่ผู้นำที่ทิ้งคนอื่นนะ แต่เป็นผู้นำที่ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย มีคนถามว่ากลัวคนอื่นมาแข่งมั้ย ผมตอบว่าผมชอบเลย มาแข่งเรื่อง ESG ถือว่าดี ใครมีวิธีดี ๆ หรือเทคโนโลยีอย่างไรก็มาแชร์กัน เรื่องนี้อยากชวนมาแข่งนะ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และคุยกับแบงก์ชาติ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ถ้าลูกค้าไม่เอาด้วยก็จะเกิดช้าครับ”

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลในวงกว้าง จะฉายเดี่ยวไม่ได้

เป้าหมายความยั่งยืนที่ชี้วัดได้

แล้วตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านและความยั่งยืนอยู่เท่าไหร่ 

นี่คือคำตอบ

“ประมาณ 1 – 2 % ของสินเชื่อทั้งหมดครับ เมื่อก่อนมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวว่าวัดยังไง ปีนี้เราเริ่มนับแล้ว ตอนนี้จะชัดขึ้นว่าอันไหนได้หรือไม่ได้ อาคารสร้างขึ้นมาแบบประหยัดพลังงานหรือเปล่า สร้างอย่างไร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกอันที่เราเน้น เนื่องจากปล่อยคาร์บอนเยอะ ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการพิจารณาเครดิต เราทำมาหลายปีแล้ว อย่างเช่น ลูกค้าอยากทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ฟังดูน่าจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราก็ดูว่าเขากู้เงินไปแล้วจะใช้ทำอะไรบ้าง คืนอะไร อย่างไร มาตรฐานสากลของสิ่งนั้นคืออะไร ปล่อยมลพิษไปแล้วกระทบอะไรมั้ย เทคโนโลยีที่ใช้คืออะไร ถ้าผ่านตามมาตรฐานหมด ก็จะเข้าไปคณะกรรมการของธนาคาร ถ้าเขาไฟเขียวถึงจะเอามาดูต่อ แปลว่าถ้าไม่ได้ตามมาตรฐาน เราก็จะไปคุยถึงปัญหา หา Solution ให้ลูกค้า แต่ถ้ายังทำไม่ได้เราไม่คุยด้วย

“ตอนนี้เราตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวเข้าไปในระบบอีกสัก 2 แสนล้านบาท เราอยากชวนธุรกิจมาทำกันเพิ่ม เรื่องความยั่งยืนนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไงก็จุดติด แต่ว่าสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางจะยากหน่อย ส่วนประชาชนทั่วไปก็เป็นเรื่องวิถีชีวิต อย่างรถหรือบ้านที่ประหยัดพลังงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน เราอยากเป็นต้นแบบเรื่องความยั่งยืนให้พวกเขา

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

“ส่วนการตรวจสอบมันก็จะมีกระบวนการอยู่ เราดูว่าเครื่องจักรเขาเป็นไปตามที่กำหนดมั้ย มีทีมลงไปดู มีกระบวนการทบทวนวงเงิน เวลาเราให้เงินใครไป เราก็ต้องไปติดตามและดูแล ถือเป็นความท้าทายเวลาที่เราจะทำเรื่องความยั่งยืนให้ใหญ่ขึ้น บางอย่างอาจต้องมีองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย สุดท้ายก็จะเกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย” 

ธนาคารกสิกรไทยประกาศตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมเป็นวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2573 แม้ใน 3 ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2565 ตัวเลขจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวัง ซึ่งธนาคารได้ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคงผลักดันต่อและคาดว่าขนาดของสินเชื่อใน พ.ศ. 2566 น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

“ตัวเลขพวกนี้จะสะท้อนว่าเราทำได้และทำจริงมั้ย ปล่อยไปแล้วเป็นไง ติดข้อจำกัดอะไรบ้าง อีกเรื่องคือแผนที่วางไว้ ลูกค้าเดินด้วยกับเราหรือเปล่า เรามีองค์ความรู้ที่จะขยายไปอุตสาหกรรมอื่นมั้ย ซึ่งโจทย์พวกนี้ต้องรวมไว้ใน Climate Pillar ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของทีมขายไปแล้ว พวกเขาก็รับโจทย์ไป ผมเองก็ถูกคาดหวังให้รายงานตัวเลขพวกนี้ตลอดกับบอร์ดและสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าการที่เราแชร์เรื่องพวกนี้ได้ เป็นการตอกย้ำว่าเราทำตามที่สัญญาและเห็นว่ามันสำคัญ”

เมื่อ The Cloud ถามคุณกฤษณ์ว่าเป้าหมายที่ประกาศออกมาดูจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ถือว่าธนาคารระวังตัวไปหน่อยหรือไม่ คำตอบที่ได้น่าสนใจทีเดียว

“ผมว่าบางเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ จะมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยกู้ให้พวกธุรกิจพลังงานเลย หยุดปล่อยกู้หมดถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเขียว ทำแบบนี้เท่ากับเราทิ้งลูกค้านะ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะว่าลูกค้ากับเราต้องไปด้วยกันต่างหาก ผมว่าเราต้องคำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ ถ้าเหมาะสมเราก็จะทำ ถ้าอันไหนทำได้เราก็จะให้คำมั่นสัญญา สิ่งที่เราทำคือ Walk the Talk อันไหนเราสัญญาจะทำ เราทำ แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือเราจะไม่รอ บางคนบอกว่าเรื่องนี้รอได้ รอคนอื่นทำไปก่อน แต่ที่กสิกรไทยเราไม่รอครับ”

พูดแล้วทำ อันไหนไม่ทำก็ไม่พูด

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

ยั่งยืนที่วิถีชีวิตและโอกาสเติบโต

สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ คือการพาทุกคนไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเป็นห่วงคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนทางออกสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในระบบนับล้านรายจะยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเกษตรกรเองอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ยังมีราคาสูง บทบาทของภาครัฐจึงสำคัญมากในการออกนโยบายและมาตรการจูงใจเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้น

ชุดความคิดใหม่ ๆ นอกกรอบจึงต้องนำมาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ดีให้ผู้บริโภคปรับตัวได้เร็วขึ้น

“เรามีโครงการ SolarPlus คือคิดว่าถ้าเราสามารถคุยกับลูกบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้พวกเขาอนุญาตให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยที่เราออกเงินให้ เขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลูกบ้านได้ประหยัดค่าไฟ โดยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ติดตั้ง สุดท้ายแล้วลูกบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน บริษัทติดตั้งก็ได้ธุรกิจเพิ่ม ธนาคารเราได้เรื่องคาร์บอนเครดิต แต่จะยากตรงการขออนุญาตและกระบวนการนี่ล่ะครับที่ต้องผลักดันกันต่อไป นี่เป็นวิธีคิดที่ออกมานอกกรอบ หรืออย่างโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วให้มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สาขาธนาคารได้ นี่ก็เริ่มแล้วและจะขยายต่อไป

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

“นอกจากมิติของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ธนาคารเราทำได้มากคือมิติด้านสังคม ผ่านโจทย์สำคัญเรื่องความครอบคลุมทางการเงิน ปัจจุบันคนใช้ K PLUS มีประมาณ 20 ล้านรายแล้ว แต่ก็ยังมีรายย่อยที่เข้าถึงบริการสินเชื่อยากลำบาก เราก็พยายามทำให้พวกเขาเข้าถึงเงินได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มได้ 5 – 6 แสนราย ปีหน้าก็จะไปต่อ เรื่องนี้ต้องดูควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยนะ ถ้าดันให้สินเชื่อโตมากเกินไป ก็เหมือนธนาคารทำบาป เพราะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระด้วย หนี้กับรายได้ต้องโตคู่กัน หน้าที่เราคือต้องให้กู้กับคนที่เขาชำระหนี้คืนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับคนที่เขาใช้หนี้แล้วไม่เหลือเงินกินใช้เลย การไปไล่เติมหนี้ฝั่งเดียวมันทำได้ชั่วครั้งชั่วคราว ต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นด้วย การทำให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นแค่การเปิดประตู แต่การทำให้เขาเติบโตต่างหากคือสิ่งที่ยั่งยืน”

ปรับที่วิธีคิด เปลี่ยนที่กระบวนการ 

นี่คือก้าวใหม่ที่น่าจับตาของธนาคารกสิกรไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load