The Cloud x British Council

For English Version, Click Here

ตอนนี้คำที่กำลังเป็นที่ฮอตฮิตมากในวงการนักออกแบบสร้างสรรค์พักหลังๆ มานี้ คือคำว่า Hackathon บางท่านอาจยังไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน เราจึงขอเล่าให้ฟัง

Hackathon คือการนำกลุ่มคนมารวมตัวกันเพื่อแก้ไขปัญหาบางสิ่งบางอย่างในระยะเวลาอันสั้นหรือภายในระยะเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง เสมือนเป็นการระดมความคิดของเหล่านักสร้างสรรค์ จากนั้นก็เข้าสู่การนำเสนอโครงการกับเหล่าคณะกรรมการ และทีมที่ชนะก็จะได้รับเงิน Seed Funding เพื่อพัฒนาโครงการนั้นไป

กิจกรรม Hackathon ได้เกิดขึ้นแล้วในเมืองไทย ภายใต้ชื่อ Social Innovation Hackathon 2020 นำโดย British Council องค์กรที่ทำงานในการสนับสนุนทั้งด้านหัตถกรรมและเมืองสร้างสรรค์ในประเทศไทย ในส่วนของเมืองสร้างสรรค์ ผลงานชิ้นสำคัญคือการสนับสนุนเหล่า Creative Hubs หรือศูนย์รวมคนและความสร้างสรรค์ให้กล้าคิด กล้าทำอย่างเต็มความสามารถ

Hackathon รวมไอเดียแก้ไขปัญหาชุมชนนางเลิ้งด้วยการสร้างพื้นที่รีไซเคิลพลาสติกให้ชุมชน

เราจึงอยากนำทุกท่านไปทำความรู้จักงานนี้ให้มากขึ้นกับ เจ-ดร.พัชรวีร์ ตันประวัติ หัวหน้าฝ่ายศิลปะและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของ British Council และ จูเลี่ยน ฮวง Co-founder และตัวแทนจากทีม Creative Hubs ผู้ชนะจาก Weave Artisan Society จังหวัดเชียงใหม่ มาร่วมพูดคุยถึงแนวคิดในการสร้างสรรค์และแก้ปัญหาชุมชน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนผ่านกิจกรรม Hackathon 

01

Hackathon

กิจกรรม Hackathon ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการด้านการพัฒนา Creative Hubs ของ British Council เพื่อทำให้ฮับหรือศูนย์รวมความสร้างสรรค์ เป็นพื้นที่ของกลุ่มคนที่จะมาช่วยกันระดมความคิดแก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง มากกว่าการเป็นเพียง Co-working Space อย่างที่ใครหลายคนอาจตีความกันไป ซึ่งกิจกรรม Social Innovation Hackathon นี้ก็เกิดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ฮับได้ทำงานกับชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชนอย่างแท้จริง

“โดยปกติ กิจกรรม Hackathon ที่ต่างประเทศเขาจัดกันใช้เวลาประมาณสองวัน แต่สำหรับ British Council เราใช้เวลาลงมือกันเป็นเดือน เพราะเราให้เวลากับฮับที่เข้าร่วมไปทำความรู้จักกับพื้นที่ ไปเรียนรู้เรื่องปัญหา รวมถึงมีเวลาที่จะไปคิดว่าจะไปทำอะไรกับพื้นที่นั้น

Hackathon รวมไอเดียแก้ไขปัญหาชุมชนนางเลิ้งด้วยการสร้างพื้นที่รีไซเคิลพลาสติกให้ชุมชน

“จากนั้นแต่ละฮับก็จะนำไอเดียมาคุยกันกับเหล่าที่ปรึกษา จนถึงช่วงที่เป็น Hackathon จริงๆ คือการเข้าไปทำงานในพื้นที่จริง ก็มีเวลาอีก สามวัน แล้วเข้าสู่กระบวนการ Pitching หรือเสนอโครงการให้กับทางคณะกรรมการ เพราะฉะนั้น ไอเดียหลักๆ ของ Hackathon คือการระดมไอเดียกันเพื่อแก้ไขปัญหา” หัวหน้าฝ่ายศิลปะและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของ British Council เอ่ย 

“โครงการนี้เป็นเรื่อง Creative Placemaking ซึ่งเป็น Hackathon ด้านนวัตกรรมทางสังคมเพื่อใช้ความคิดสร้างสรรค์พัฒนาพื้นที่ให้น่าอยู่” 

และนี่จึงเป็นที่มาของกิจกรรม Social Innovation Hackathon ในครั้งนี้ โดยพื้นที่ที่แต่ละทีมจะต้องลงไปศึกษาและร่วมไปแก้ไขปัญหาก็คือชุมชนย่านนางเลิ้ง

02

นางเลิ้งสร้างสรรค์

มาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านหลายท่านอาจสงสัยเช่นเดียวกับเรา 

ว่าทำไมต้องเป็นชุมชนเก่าแก่ย่านนางเลิ้ง ที่ขึ้นชื่อเรื่องตลาดของอร่อย 

เธอบอกกับเราว่า “เริ่มต้นเลยย่านนางเลิ้งเป็นที่รู้จักอยู่แล้วในฐานะที่เป็นชุมชนเก่าแก่ของกรุงเทพฯ แล้วก็เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลาย เพราะมีการพัฒนาของเมืองใหม่เข้ามา แถมยังเป็นย่านสำคัญในเชิงวัฒนธรรมมาตั้งแต่อดีต 

Hackathon รวมไอเดียแก้ไขปัญหาชุมชนนางเลิ้งด้วยการสร้างพื้นที่รีไซเคิลพลาสติกให้ชุมชน

“ถ้าเคยไปเดินย่านนางเลิ้ง เราจะเจอพวกตึกเก่าๆ เจอย่านธุรกิจด้วย เพราะมีทั้งโรงค้าไม้ แล้วก็โรงพิมพ์ ส่วนกลุ่มคนที่เขาอยู่กันดั้งเดิม ก็เป็นพ่อค้าแม่ค้ากันซะเป็นส่วนมาก พื้นที่ตรงนี้จึงมีความแตกต่างหลากหลายและน่าสนใจ” 

แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปตามยุคตามสมัย ก็ทำให้ปัญหาหลายอย่างเกิดขึ้น ซึ่งในจุดนี้เองที่เหล่า Creative Hubs จะเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาด้วยการระดมความคิดได้ 

“อีกประเด็นหนึ่งที่เราเลือกพื้นที่ตรงนั้น ก็เพราะว่าเราทำงานร่วมกับ FREC หรือ Ford Resource and Engangement Center มาก่อนแล้ว รวมถึงเรายังทำงานกับทาง Urban Studies Labs ศูนย์การศึกษาชุมชนและเมือง ซึ่งมีทั้งนักวิชาการ สถาปนิก และนักเคลื่อนไหวที่สนใจการพัฒนาเมือง ทั้งสององค์กรนี้คลุกคลีและทำงานกับชุมชน ตั้งอยู่บนพื้นที่ของศูนย์อยู่ที่ย่านนางเลิ้งอยู่แล้ว เราก็เลยคิดว่าจะเริ่มโปรเจกต์นี้กันที่ย่านนางเลิ้ง” 

และก่อนการลงมือแก้ไขและพัฒนาชุมชน ก็เป็นการดีที่จะต้องเข้าใจพื้นที่และปัญหาที่มีก่อนถึงจะแก้ไขปัญหาได้ถูกต้อง 

“ตอนแรกที่เราประชุมกับทางกลุ่มพาร์ตเนอร์อย่าง FREC และ USL ที่ทำงานในพื้นที่นั้นมานานแล้ว เขามีการศึกษาและพบว่า ประเด็นหลักๆ คือมีผู้สูงอายุอยู่มาก คนรุ่นใหม่ในพื้นที่นางเลิ้งจะออกไปทำงานที่อื่น เลยเป็นประเด็นข้อต่อมาคือมีแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานในพื้นที่มากขึ้น รวมถึงประเด็นปัญหาเรื่องของสิ่งแวดล้อม เพราะมีทั้งรถติด มีขยะ แถมยังมีเรื่องการสูญหายของวัฒนธรรม ความเป็นชุมชนดั้งเดิมเริ่มหายไป”

Hackathon รวมไอเดียแก้ไขปัญหาชุมชนนางเลิ้งด้วยการสร้างพื้นที่รีไซเคิลพลาสติกให้ชุมชน

และเพราะมีประเด็นปัญหาที่หลากหลายมากมาย แต่ละฮับที่เข้าไปศึกษาปัญหาจึงต้องชูประเด็นที่กลุ่มตนเองสนใจ ผ่านการพูดคุยกับชุมชน การลงพื้นที่ และการอ่านงานวิจัย 

“เพราะฉะนั้น ประเด็นปัญหาที่แต่ละฮับชี้ชวนออกมาก็จะต่างกันไปตามความสนใจ บางคนเน้นไปที่ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมและขยะ บางกลุ่มมองเรื่องวัฒนธรรมเป็นหลัก บางคนมองเรื่องธุรกิจการค้าว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจแถวนั้นเติบโตได้ ซึ่งเราก็เปิดกว้างให้ทางฮับไปคิดกันมา” 

03

Social Innovation Hackathon

จากการรวบรวมฮับสร้างสรรค์ที่มีความน่าสนใจ ก็มีฮับเข้าร่วมทั้งหมด 4 ฮับด้วยกัน คือ ทีมที่ 1 Weave Artisan Society จากจังหวัดเชียงใหม่ ทีมที่ 2 Factopia จากจังหวัดนนทบุรี ทีมที่ 3 Prayoon for Art ประยูรเพื่อศิลปะ และทีมที่ 4 อีเลิ้ง จากกรุงเทพมหานคร ซึ่งทุกทีมล้วนแล้วเป็นเครือข่ายของคนรุ่นใหม่ที่อยากเข้ามาพัฒนานางเลิ้ง

แต่ละทีมมีวิธีการทำงานอย่างไร กว่าจะได้ออกมาเป็นทีมผู้ชนะ เจเล่าให้ฟังว่า

“ความตั้งใจของเราคือต้องการเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ แต่เพราะติดปัญหา COVID-19 เลยต้องเลื่อนมาเป็นเดือนพฤศจิกายน แต่เราก็เริ่มลงพื้นที่กันตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว พอลงพื้นที่ได้ประมาณสองสัปดาห์ เราก็จะให้แต่ละทีมไปคิด นำเสนอ แล้วก็ปรับต่อในช่วงที่เราจัดเป็น Hackathon สามวัน จะมีฮับจากอังกฤษคอยเป็นที่ปรึกษา รวมถึงที่ปรึกษาคนไทยเข้ามาช่วยให้ไอเดียเพิ่มเติมด้วย  

Hackathon รวมไอเดียแก้ไขปัญหาชุมชนนางเลิ้งด้วยการสร้างพื้นที่รีไซเคิลพลาสติกให้ชุมชน

“ขั้นตอนสุดท้ายของการนำเสนอโครงการ เราได้เชิญผู้ตัดสินทั้งหมด ห้าคน ทั้งผู้อำนวยการของ British Council ผู้อำนวยการของ FREC ตัวแทนจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ตัวแทนของชุมชน และอาจารย์ที่มีความรู้ทางสถาปัตยกรรมและผังเมือง เข้ามาดูความเหมาะสม” 

เกณฑ์การให้คะแนนพิจารณาจากทั้งเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นไปได้ แผนทางธุรกิจที่ดีในแง่ของการพัฒนาเป็น Business Model รวมถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม 

“ขั้นตอนที่แต่ละทีมพัฒนามาแต่ละโครงการดีหมดเลย เพราะตอบสนองความต้องการของชุมชนได้ทั้งหมด อย่างโครงการของอีเลิ้ง เขาเสนอเป็น Urban Farming ทำพื้นที่ปลูกผักในพื้นที่รกร้างแห่งหนึ่งของนางเลิ้ง และยังเป็น Co-working Space สำหรับคนในชุมชนที่ตั้งต้นจากปัญหาเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เพราะชาวบ้านไม่มีพื้นที่สีเขียวที่จะใช้ทำการเพาะปลูก รวมถึงไม่มีพื้นที่กิจกรรม 

“ส่วนกลุ่ม Factopia มองภาพรวมในเชิงธุรกิจ คือคนที่มาไม่ค่อยรู้ว่ามานางเลิ้งแล้วมีอะไร เขาเลยเสนอแนวคิดการปรับปรุงทั้งระบบ ทำเป็นเว็บไซต์บอกเวลาเปิด-ปิด ทำ Local Currency เพื่อให้เงินหมุนเวียนอยู่ในชุมชน 

“หรืออย่างทีมประยูรเพื่อศิลปะ เขาสนใจในเรื่องเชิงวัฒนธรรมและสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เขามองว่านางเลิ้งยังมีเรื่องราวที่เอามาเล่าต่อได้ เลยเสนอให้ทำเป็นเกม Augmented Reality เวลาเข้าไปในพื้นที่ก็จะเห็นตัวละครขึ้นมาเล่าเรื่อง เพื่อกระตุ้นให้คนเข้ามาในพื้นที่และมาเรียนรู้เรื่องราวของนางเลิ้ง 

และทีมผู้ชนะอย่าง Weave Artisan Society มองในแง่เรื่องสิ่งแวดล้อม “Weave แตกต่างกันออกไป อาจไม่ได้มองภาพกว้างเท่าทีมอื่น แต่ประเด็นสำคัญเลยคือเรื่องถุงพลาสติก เพราะตอนที่เราออกไปทานข้าวกัน เราเห็นเลยว่าไม่ว่าจะซื้ออะไรก็ตาม แค่ซื้อของหนึ่งอย่าง เขาก็ใส่ถุงพลาสติกแล้ว” 

จูเลี่ยน ตัวแทนจาก Weave Artisan Society ถึงกับพยักหน้าและบอกเราว่า แรงบันดาลใจของโครงการที่เขาทำก็มาจากวันนั้น วันที่เข้าไปทานข้าวแล้วได้รับถุงพลาสติก 

04

Weave Artisan Society

แต่ก่อนที่เราจะไปเรียนรู้ถึงสิ่งที่ทีมสร้างสรรค์ทีมนี้คิดค้นจนได้รับรางวัล เราควรไปทำความรู้จักกับพวกเขาให้ดียิ่งขึ้นกันก่อน

Weave Artisan Society คือ คือ Creative Hub จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีแนวความคิดคือการทำงานร่วมกับชุมชน ตัวแทนอย่างจูเลี่ยนจึงเริ่มเล่าที่มาให้เราได้ฟังกัน 

“เราทำหลายอย่างมาก เราดูทั้งเรื่อง Design and Research หรือแม้กระทั่งการใช้ชีวิตก็เป็นจุดมุ่งหมายในการออกแบบของเราด้วย เรามี Design Studio ที่ร่วมมือกับดีไซเนอร์ท้องถิ่นและช่างฝีมือ ซึ่งดูการออกแบบทั้งโครงการขนาดเล็ก ระดับเมือง ถึงโครงการระดับใหญ่

Hackathon รวมไอเดียแก้ไขปัญหาชุมชนนางเลิ้งด้วยการสร้างพื้นที่รีไซเคิลพลาสติกให้ชุมชน

“และการที่เราเชื่อมโยงโครงการเหล่านี้เข้าด้วยกัน คือการดึงเหล่า Artisan หรือช่างฝีมือในเชียงใหม่ให้มาพูดคุยกัน ซึ่ง Weave จะอยู่ไม่ได้เลยหากขาดความร่วมมือของชุมชนที่กว้างขึ้น ซึ่งชุมชนในความหมายของเราไม่ใช่แค่คนที่อยู่รอบๆ ตัว แต่เป็นรอบๆ เมือง”

“ที่เราสนใจจะเข้าร่วมโปรเจกต์นี้ เพราะเราเห็นความเป็นไปได้ที่จะทำโครงการในกรุงเทพฯ และเมื่อเราลงไปวิจัยกับชุมชนนางเลิ้ง เราเห็นความคล้ายคลึงทางบริบทสังคมระหว่างชุมชนวัวลาย จังหวัดเชียงใหม่ กับชุมชนนางเลิ้งที่กรุงเทพฯ แล้วเราก็มีความสงสัยว่าการทำงานที่วัวลายจะมีผลลัพธ์ที่สอดคล้องหรือใกล้เคียงกับที่กรุงเทพฯ ไหม”

ในมุมมองของนักออกแบบชุมชนนางเลิ้งเป็นชุมชนที่มีประวัติศาสตร์เหมือนกับวัวลาย เพราะเป็นชุมชนที่ถูกถักทออย่างพิถีพิถัน เสมือนเป็นจุดกำเนิดของบางสิ่ง เช่นเดียวกับความเป็นล้านนาที่กำลังจะถูกเปลี่ยนผันไปตามกาลเวลา 

“พอได้มาทำงาน Hackathon ก็รู้สึกสนุกมาก เพราะว่าปกติเวิร์กช็อป ทั่วไปจะโฟกัสที่การออกแบบเป็นส่วนใหญ่ Hackathon จริงๆ ไม่ได้โฟกัสแค่การดีไซน์ แต่เป็น Implementation มากกว่า ว่าจะทำออกมาใช้งานได้จริงได้อย่างไร เพราะว่าผลลัพธ์สุดท้าย ชุมชนต้องใช้ได้ เลยเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับผมและ Weave ด้วย  

“เราไม่ได้มาจากกรุงเทพฯ เราไม่ได้มาจากนางเลิ้ง เรามาทำตรงนี้ด้วยมุมมองของคนอื่น และผมก็คิดว่านี่คือสิ่งที่ทำให้ Weave พิเศษและน่าสนใจ เพราะถ้าเรามาจากกรุงเทพฯ หรือว่าเรามาจากนางเลิ้ง เราอาจจะไม่ได้คิดที่จะทำแบบนี้ก็ได้ ตอนที่เราไปนางเลิ้ง เราไม่มีอะไรในหัวเลย ไม่มีไอเดีย เราแค่เปิดกว้างกับทุกอย่าง เพราะทุกอย่างคือโอกาสและมันมีความเป็นไปได้ 

“หลังจากเข้าร่วม ผมว่าความงามของ Hackathon คือการเปิดโอกาสให้เราได้พูดคุยกัน หลังจากที่เราเข้าไปคุยกับชุมชนจริงๆ เราก็รู้ว่าพวกเขามีปัญหาเรื่องขยะพลาสติก แล้วเราไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมตั้งแต่หัวจรดท้ายปลายทางในการเก็บและจัดการขยะพลาสติก เราเลยเห็นโอกาสที่จะเปลี่ยนขยะให้เป็นแหล่งทรัพยากรที่มีคุณค่าได้”

แต่งานนี้ต้องขอบอกเลยว่าไม่ง่าย เพราะปัญหาแรกที่พวกเขาพบก็คือทำอย่างไรให้คนในชุมชนเก็บขยะถุงพลาสติกมาให้พวกเขาเพื่อนำมาต่อยอด 

Hackathon รวมไอเดียแก้ไขปัญหาชุมชนนางเลิ้งด้วยการสร้างพื้นที่รีไซเคิลพลาสติกให้ชุมชน

“สุดท้ายเราก็ได้มาสองวิธี วิธีการแรก คือการสร้าง Recycling Station ขนาด 1×1 เมตร รอบตลาด เพื่อให้คนหรือลูกค้าที่มาตลาด ช่วยเราแยกขยะตามถังต่างๆ ส่วนวิธีการที่สองจะยากขึ้นมาหน่อย เป็นการเวิร์กช็อปร่วมกันกับชุมชนสอนให้เขาแยกขยะ แล้วเราก็สร้าง Recycling Station ขนาดใหญ่ขึ้น ให้ชุมชนเอาขยะมาแล้วขายให้กับเรา เหมือนเป็นแรงกระตุ้นให้เขาอยากแยก อยากนำขยะมาให้ ไม่ช้าเราก็จะทำให้ชุมชนได้เห็นว่าถุงพลาสติกก็มีค่า จากนั้นเราก็จะสร้างเวิร์กช็อปอีกครั้งในการเปลี่ยนถุงพลาสติกให้เป็นวัตถุดิบและเปลี่ยนให้เป็นวัสดุอื่นๆ ได้ เช่น ผ้าใบกันสาด”

ซึ่งการแปรสภาพขยะถุงพลาสติกเป็นผลิตภัณฑ์ผ้าใบที่ชุมชนใช้ประโยชน์ได้ก็มีวิธีการทำที่แสนง่ายดาย เพียงแค่ใช้เตารีดเท่านั้นเอง   

“พอได้ถุงพลาสติกมาแล้วก็ใช้เตารีดรีด เพราะตอนที่เราพูดคุยกับทีมงาน เราต้องการทำอะไรที่ชุมชนทำเองได้ ไม่ว่าจะมีดีไซน์ยังไงก็ตาม ต้องง่ายไว้ก่อน จะซับซ้อนหรือยากไม่ได้ เพราะพอเริ่มมีเทคนิคเยอะ คนจะไม่ค่อยสนใจ แค่นำพลาสติกสามสี่ชั้นมาซ้อนกันแล้วรีดก็ เรียบร้อยแล้ว 

“ซึ่งไอเดียการรีดพลาสติกมาจากการร่วมมือกับ Design Local Studio ของ เป่าเป้ (อี้เหิน หวัง) เขาทำงานกับ Precious Plastic ตอนนั้นเราใช้พลาสติกไปสร้าง Pavilion งาน Music Festival ที่สิงคโปร์  เลยมีองค์ความรู้เกี่ยวกับพลาสติกมาก่อน แต่คราวนี้เราใช้วิธีการที่ต่างออกไป และต้องใช้ความร่วมมือของชุมชน เพราะจุดประสงค์ของเรา คือการส่งต่อความรู้ที่ชุมชนนำไปใช้ได้ในอนาคต เพื่อทำให้เกิดผลกระทบวงกว้างสำหรับชุมชนนางเลิ้งเอง”

จูเลี่ยนมองว่า ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะทำโปรเจกต์เช่นนี้ เพื่อดูว่าชุมชนจะเปลี่ยนไปในทิศทางใดได้บ้าง เพราะในอีก 2 – 3 ปีอันใกล้ หากชุมชนพัฒนาไปทิศทางอื่น พวกเขาจะเสียโอกาสและความสามารถที่จะทำงานกับชุมชน 

ในฐานะของผู้ที่คลุกคลีกับพื้นที่ เจก็บอกกับเราว่า “ชุมชนเองเขาก็อยากได้โครงการที่มันเกิดประโยชน์กับพื้นที่จริงๆ บางครั้งคนลงไปทำวิจัยแล้วก็ไป คือเหมือนมาเอาไปจากนางเลิ้ง แต่ไม่เคยเอาอะไรมาคืน เขาก็จะรู้สึกว่าถ้าจะเข้ามาทำอะไร ก็ขอให้เกิดประโยชน์กับนางเลิ้งจริงๆ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ชุมชนเข้มแข็งขึ้นด้วย เพราะเราเห็นความสำคัญว่าทำไมชุมชนนางเลิ้งถึงต้องถูกอนุรักษ์ไว้” 

Hackathon รวมไอเดียแก้ไขปัญหาชุมชนนางเลิ้งด้วยการสร้างพื้นที่รีไซเคิลพลาสติกให้ชุมชน

ด้วยความคิดตั้งต้นที่อยากแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือปัญหาขยะที่พบในชุมชนนางเลิ้ง ทำให้ทีม Weave Artisan Society คิดพัฒนาที่จะทำให้นำเอาขยะมาใช้ประโยชน์ได้ รวมถึงพัฒนาพื้นที่และสร้างรายได้ให้กับชุมชน

“โครงการนี้มันตอบโจทย์หมดทุกองค์ประกอบ ทั้งสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน ความเป็นไปได้ รวมถึงแผนธุรกิจที่ต่อยอดได้ คือการนำขยะพลาสติกมา Upcycle ให้เป็นวัสดุผ้าใบที่กันน้ำได้ เก๋ตรงที่ใส่ดีไซน์ลงไปได้แล้วแต่จะออกแบบในแง่ศิลปะ แล้วก็ยั่งยืนในแง่ที่ชุมชนทำเองได้ด้วย และจะเป็นประโยชน์ในการใช้เป็นผ้าใบกันสาดตามบ้าน และตามตลาดได้ 

Hackathon รวมไอเดียแก้ไขปัญหาชุมชนนางเลิ้งด้วยการสร้างพื้นที่รีไซเคิลพลาสติกให้ชุมชน

“รวมถึงเราสามาถสร้างความน่าสนใจให้กับพื้นที่ โดยการให้คนมาใช้งาน สร้างร่มเงา และสร้างพื้นที่ให้กับเด็ก แล้วชุมชนเองก็เรียนรู้เกิดการสร้างรายได้ และพัฒนาเป็นอาชีพต่อได้ด้วย” เจบอกกับเรา

หลังจากได้รับชัยชนะแล้ว งานต่อไปที่ทีม Weave ต้องทำ คือการลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือชุมชนในอีก 1 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะใช้เวลาอีก 6 เดือนพร้อมกับเงินลงทุนที่ได้รับไปทั้งสิ้น 600,000 บาทเพื่อทำให้โปรเจกต์เป็นรูปเป็นร่างและเป็นจริง

แม้โครงการ Hackhathon ที่เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาชุมชนนางเลิ้งจะเป็นเพียงโครงการเริ่มต้นบนพื้นที่ชุมชนเมือง แต่ก็เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการพัฒนาชุมชนอื่นๆ ในประเทศไทย เพราะนอกจากเป็นประโยชน์กับคน ชุมชน ยังเป็นการเปิดขยายความคิดสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมนักคิด นักออกแบบ ในบ้านเราอีกด้วย นี่จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาทั้งคน ทั้งเมือง ให้สร้างสรรค์ได้ไปพร้อมๆ กัน

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

25 พฤศจิกายน 2565
342

ใครจะเดือดร้อนก่อน ถ้าโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำคลองจนเสียสมดุล ตัวเราหรือปลาในแม่น้ำ

ใครจะเดือดร้อนก่อน จากปัญหา PM 2.5 เราหรือนกที่พึ่งพาอากาศในการโบยบิน

ใครจะเดือดร้อนก่อน กับปัญหาขยะล้นโลกที่มนุษย์ทิ้งไว้ เราหรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในธรรมชาติ 

การตั้งคำถามด้านบนเกิดขึ้นระหว่างที่เราสนทนากับ เต๋า-นพเก้า สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารองค์กรและพัฒนาเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เธอชวนขบคิดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยเลนส์ความเห็นอกเห็นใจที่มนุษย์เราควรมองใหม่ให้ใกล้ตัว และตระหนักถึงบ่อเกิดความเสี่ยงเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องที่ไกลห่างออกไปหลายพันไมล์

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

Care the Bear หรือ ‘Care the Bear : Change the Climate Change’ โครงการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จึงเกิดขึ้นในปี 2018 ด้วยความตั้งใจลดสภาวะโลกร้อนโดยการลดก๊าซเรือนกระจกจากการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ 

บางคนอาจจะสงสัยว่า SET องค์กรด้านการระดมทุนและการลงทุน ฟังดูไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อมสักเท่าไหร่ ทำไมถึงหันมองตัวเองใหม่ในฐานะสมาชิกในสังคม ว่าจริง ๆ แล้วมนุษย์ทุกคนต่างเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม และหลายคนก็อาจเผลอเป็นบ่อเกิดของปัญหาสิ่งแวดล้อมจากพฤติกรรมบางอย่างของตัวเอง ซึ่งคำตอบก็อยู่ในคำถาม เพราะ SET มองว่าในภาคธุรกิจเอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ขึ้นมาในแง่ของการตลาด แน่นอน จัดแต่ละทีก็สร้างขยะบานปลาย เปลืองพลังงานสุดขีด และปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากในแต่ละครั้ง

ตลอด 4 ปี ‘Future is Now’ คือแกนหลักที่ Care the Bear ยึดมั่น เพราะการจะเปลี่ยนอนาคตอันไกล เริ่มจากปัจจุบันอันใกล้ก่อนเสมอ พวกเขาออกแบบหลักปฏิบัติ 6 Cares ง่าย ๆ สำหรับงานอีเวนต์ ให้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการเข้าใจง่าย เรียนรู้ง่าย เอาไปใช้ได้ง่าย ๆ และวัดผลได้จริง โดยปัจจุบัน Care the Bear ลดก๊าซเรือนกระจกไปได้แล้ว 17,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดให้ง่ายกว่านั้นคือเทียบเท่าการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปีของต้นไม้ 1.8 ล้านต้น

และกรณีการจัดการประชุม APEC 2022 ในไทยที่เพิ่งผ่านมา งานระหว่างประเทศสเกลใหญ่ขนาดนี้ Care the Bear ก็ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและพันธมิตร ได้แก่ กลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ โดยทำให้พื้นที่ศูนย์ข่าว ชั้น LG เป็น “ศูนย์ข่าวสีเขียว” ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่ไม่น้อย

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

องค์กรการเงินที่สร้างหมีมาลด Carbon Footprint

‘หมี’ เป็นสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากถิ่นที่อยู่อาศัยที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปเพราะ Climate Change กลายเป็นแรงบันดาลใจมาสคอตหมีสีขาว สัญลักษณ์ของ Care the Bear ที่ SET ออกแบบขึ้นมาให้มองแวบเดียวก็รู้สึกเป็นมิตร ขณะที่การเรียกร้องเรื่องภาวะโลกร้อนมากขึ้นทั้งไทยและต่างประเทศ เราเห็นว่าสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน พื้นที่ที่เคยหนาวมาก ๆ ก็เริ่มร้อน พื้นที่ที่ร้อนอยู่แล้วก็ยิ่งแล้ง พ่วงด้วยปัญหาขยะล้นโลก มาสคอตหมีที่ทำจากขวดพลาสติก 1,071 ขวด ตั้งอยู่ภายในบริเวณบูท SET งาน APEC สะท้อนเรื่องราวเหล่านี้

ความตื่นตัวเรื่องรักษ์โลก เป็นส่วนหนึ่งที่ภาคเอกชนควรให้ความสำคัญ สำหรับ SET แล้ว จุดเริ่มต้นของโครงการเกิดขึ้นท่ามกลางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่พวกเขาทำมาโดยตลอด ผ่านการเป็นคลังความรู้ทางการเงิน และมีมูลนิธิที่สนับสนุนสังคมในเชิงเงินทุน สิ่งที่ SET เห็นคือกิจกรรมหรือการบริจาค มักมีประเด็นสิ่งแวดล้อมซ่อนอยู่ในทุกสถานที่ที่ไป ไม่ว่ากิจกรรมปลูกต้นไม้ กิจกรรมเก็บขยะ ซึ่งคนไทยได้ยินหรือได้ทำจนชิน แต่พอหันกลับมาดูการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ กลายเป็นว่ายังบางตา 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

5 – 6 ปีให้หลัง SET จึงตั้งคำถามกันเองในองค์กรว่า พวกเขาจะค้าขายเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือ และบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ที่มีคำว่า ‘แห่งประเทศไทย’ ห้อยท้าย สามารถเป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่าที่เป็นอยู่ไหม

“ก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้สึกเดือดร้อนจากฝุ่น PM 2.5 ไม่เคยรู้สึกว่าขยะเริ่มทำให้ปวดหัว แทบไม่มีใครสังเกต Carbon Footprint บนผลิตภัณฑ์ แม้กระทั่งเขาหัวโล้นเกิดขึ้นได้อย่างไรก็ไม่รู้ ขับรถผ่านไปก็แค่มองว่าสวยดี แต่ไม่รู้ว่าจริง ๆ มีความโหดร้ายหรือความไม่สมดุลเกิดขึ้นกับธรรมชาติ” คุณเต๋าผู้ดูแลโครงการ Care the Bear แบเรื่องราวให้ฟัง ด้วยวิสัยทัศน์ของ SET ทำให้เราพยายามมองเรื่องรอบตัวให้ใกล้ตัวมากขึ้น และคิดลึกไปถึงผลกระทบว่านอกจากมนุษย์แล้ว สิ่งที่จะได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมมากกว่า มักเป็นสัตว์ทั้งหลายและธรรมชาติเสมอ

แต่องค์กรที่ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ได้เก๋าเกม ถ้าจะมาทำเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยขาดความรู้ก็คงจะไปไม่ถึงฝัน สิ่งที่คุณเต๋าและทีมงานทำคือ เรียน เรียน เรียน แล้วก็เรียน ไม่ใช่แค่เรียนรู้ แต่ต้องเรียนทำด้วย

“ตอนนั้นเราไปลงคลาสเรียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เขาก็มีการจัดอบรม เวิร์กชอป และลงมือปฏิบัติจริง สอนเราคำนวณค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งพอจะเข้าใจว่าค่าเหล่านี้กระทบกับโลกอย่างไรบ้าง แต่ออกตัวไว้ก่อนว่าเราไม่ได้เรียนแบบลึกมาพอที่จะพัฒนาเครื่องจักรเพื่อลดคาร์บอนไดออกไซด์แต่อย่างใด เราเพียงเรียนเพื่อให้รู้ประเด็น เห็นประโยชน์ และกลับมาออกแบบกลยุทธ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งทีมเราตั้งใจกันไว้ว่า กลยุทธ์ที่จะดึงออกมา ต้องทำให้คนรู้สึกว่าใกล้ตัวและง่ายที่สุด

“เหมือนเรือใหญ่เวลาจะเลี้ยว มันเลี้ยวได้ไม่เร็วหรอก จึงต้องหาเครื่องมือที่มีความหลากหลายมาช่วย ต้องตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและการเปลี่ยนแปลงระยะยาว รวมถึงระยะที่คุณต้องเปลี่ยนเลยวันนี้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ จึงเกิด Care the Bear ขึ้นเมื่อปี 2018 เพื่อค้นหาคำตอบว่าสิ่งที่เริ่มได้เลยทันทีคืออะไร ซึ่งเราอยากเริ่มจากการลด Carbon Footprint ในสายงานเราเอง นั่นคือภาคธุรกิจ”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

6 Cares ที่ช่วยลดการทำลายโลกจากงานอีเวนต์

ช่องว่างใหญ่ที่ภาคธุรกิจหลายคนมองข้ามไป คือเวลาจัดงานอีเวนต์หรือกิจกรรมที่สอดคล้องกับแนวทางการตลาด หลายเจ้ามักโฟกัสแค่สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารและผลลัพธ์ที่อยากให้เกิดขึ้น จนลืมไปว่า ‘ขยะ’ จากงานนั้นสร้างความเดือดร้อนมากขนาดไหน ซึ่งอีเวนต์ Carbon Footprint เป็นประเด็นที่ทำน้อยกันมาก ๆ คุณเต๋าและทีม SET เล็งเห็นช่องว่างนี้ และพบว่ามีแนวทาง 6 เรื่อง ซึ่งในตอนนั้น SET ได้ทำงานร่วมกับองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีมาตรฐานไว้อยู่แล้ว โดยนำมาปรับใช้ให้ง่ายขึ้น และสอดคล้องกับการจัดกิจกรรมของภาคธุรกิจ ไม่ว่าการทำกิจกรรม สร้างบูท จัดนิทรรศการ มีตติ้ง เอาต์ติ้งของบริษัท หรือตลาดนัดแบบไม่เบียดเบียนโลกและตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของผู้คน ซึ่ง SET จะเข้าไปพูดคุย เวิร์กชอป และช่วยกันระดมความคิดร่วมกับสมาชิกในโครงการด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares

แคร์ที่หนึ่ง เดินทางโดยรถสาธารณะ 

“ลองคิดสิว่า คนจะมาร่วมกิจกรรมกับเราเขาจะมาด้วยวิธีการอะไรที่จะลดโลกร้อนได้ ขับรถมาด้วยกันได้ไหม มารถสาธารณะเองได้ไหม หรือทำอะไรได้บ้าง ซึ่งพอภาคธุรกิจจัดเกิดกิจกรรมขึ้น ต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็จะมาจากพวกเราเอง คนที่มาร่วมเขามาเพราะเรา เราเลยต้องโน้มน้าวให้เขาเดินทางมาหาเราโดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยที่สุด” 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สอง ลดการใช้กระดาษและพลาสติก

“เวลาจัดกิจกรรม เรามีขวดน้ำ มีของแจก มีกระดาษเอกสาร เช่น แผ่นพับประชาสัมพันธ์ ใบปลิว เราเป็นตัวการในการสร้างขยะ ซึ่งถ้าคิดมุมกลับ งั้นเราเปลี่ยนเป็น QR Code ได้ไหม ให้ข้อมูลเขาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ไหม แม้กระทั่งขวดน้ำพลาสติก ถ้าเราแจกเป็นขวดน้ำใช้ซ้ำให้เขาเติมน้ำได้หรือเปล่า ทำให้คนที่มางานเรามีส่วนร่วมกับเราไปด้วย

“เหลือส่วนที่ยังลดไม่ได้ จะนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เหมือนในงาน APEC ที่มี โออาร์ มาเป็นพันธมิตรนำขยะพลาสติกไปรีไซเคิลและอัพไซคลิ่ง”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สาม งดการใช้โฟม 

“การเลิกใช้โฟมไปเลย เรามองว่าไม่ใช่เรื่องยากอะไร แค่คุณต้องหาวัสดุทางเลือกมาให้ผู้บริโภคได้ เช่น อาหารอย่าใส่กล่องโฟม การตกแต่งงานอย่าให้มีโฟม ของแจก ป้าย เป็นอย่างอื่นได้ไหมที่เก๋กว่าโฟม จริง ๆ มีวัสดุทดแทนมากมายที่นำมาใช้ได้ ซึ่งเราก็ช่วยสมาชิกโครงการวางแผนตรงนี้ให้มากขึ้น”

แคร์ที่สี่ ลดการใช้พลังงานจากอุปกรณ์ไฟฟ้า

“ไฟที่ส่องสว่างอาจจะหันมาพึ่งหลอดประหยัดพลังงาน หรือถ้ามีส่วนที่เป็นเอาต์ดอร์ เราก็จะช่วยออกแบบให้คุณไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเยอะ หรือหาทางชดเชยพลังงาน เช่น APEC ที่เป็นการจัดกิจกรรมครั้งใหญ่ มีทั้งแอร์ ไฟฟ้า เราเลี่ยงได้ยากมาก เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่างกลุ่มบริษัทบางจากประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมจัดหาคาร์บอนเครดิตผ่าน Carbon Markets Club มาชดเชย”

แคร์ที่ห้า เลือกใช้วัสดุตกแต่งที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ 

“เราจะตกแต่งพื้นที่ไม่ให้กวนสิ่งแวดล้อม ไม่ให้เป็นขยะ และนำกลับมาใช้ใหม่อย่างไรได้บ้าง การก่อสร้างพื้นที่ต้องใช้วัสดุทางเลือกอย่างไร เช่น ไม่ใช้ไม้อัดบาง ๆ ที่สุดท้ายมันไม่คงทน และต้องเอาไปทิ้งอย่างเดียวภายหลัง ซึ่งการให้ความรู้เหล่านี้ สุดท้ายก็จะเกิดการเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่ พนักงาน หรือคนที่คิดจะทำเรื่องนี้ งาน APEC เอง เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่าง SCG ที่ช่วยดูการใช้วัสดุรีไซเคิลทั้งงานและจุดแยกขยะ โดยปลายทางจะนำขยะตรงนั้นไปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

แคร์ที่หก ลดขยะจากอาหาร

“เราพยายามอย่างยิ่งไม่ให้เกิดอาหารเหลือทิ้ง เชิญชวนให้เกิดการตักแต่พอดี ไม่ว่าจะคิดถึงปริมาณอาหารที่ให้กับลูกค้าว่ามากไปหรือน้อยไป หากเป็นบุฟเฟต์ ป้ายประชาสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ที่บอกให้เขารู้ว่าขยะเหลือทิ้งสร้างผลกระทบอย่างไรก็อาจช่วยได้บ้าง หรืออย่างงาน APEC เราก็ร่วมกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นำขยะเศษอาหารไปอัดเม็ดเป็นอาหารสัตว์ต่อไป”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

ทั้งหมดนี้คือหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่ SET ใช้มาตลอด และนำไปสู่การสร้างเว็บเบสที่ให้สมาชิกของ Care the Bear เข้าไปกรอกรายละเอียดข้อมูลการจัดกิจกรรมซึ่งคำนวณรวมออกมาได้ว่า 6 เรื่องที่คุณพยายามร่วมกันในการลดโลกร้อน ลดคาร์บอนไดออกไซด์ หรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้มากแค่ไหนหลังสิ้นสุดงาน เพื่อให้เห็นว่าเราได้ทำอะไรไปบ้างและรบกวนโลกประมาณไหน จนเกิดแรงกระเพื่อมในการปรับตัวสำหรับการจัดกิจกรรมครั้งต่อ ๆ ไป เช่นเดียวกับงาน APEC ที่ Care the Bear สามารถลดก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือเป็นความภูมิใจของ SET

สร้าง Empathy ลงในใจคน ด้วยตัวเลขที่วัดผลได้ 

 “We are on a highway to climate hell”

คุณเต๋ายกคำพูดของ อันโตนิโอ กูเทอเรซ (Antonio Guterres) เลขาธิการใหญ่ UN ที่บอกถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมตอนนี้ สั้นแต่เห็นภาพว่า Climate Change เป็นเรื่องใหญ่ซึ่งไม่ควรละเลยมันอีกต่อไป แต่พฤติกรรมของมนุษย์ที่จะหันมาใจดีกับโลกมากขึ้น ต้องมาจากความคิดที่เปลี่ยนไปก่อน 

Care the Bear นับเป็นจุดสตาร์ทด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่เรากล่าวไปด้านบน ให้คนรู้สึกว่าเอาไปปรับใช้ได้ง่าย ๆ และส่งต่อไปยังพฤติกรรมของพนักงานในองค์กร ผู้บริหาร เพื่อน ครอบครัว คนรอบตัว เพิ่มจำนวนคนที่เข้าร่วมขึ้นมาเรื่อย ๆ เพราะทุกคนเห็นพ้องตรงกันว่า Care the Bear วัดผลได้ ทำให้ปัจจุบันโครงการนี้มีสมาชิกไม่ใช่แค่บริษัทจดทะเบียน แต่รวมถึงบริษัทจำกัด มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และอื่น ๆ เข้ามาร่วมด้วยมากมาย

“เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญไปเสียทุกเรื่อง เราจึงต้องมีทั้งกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคมหรือทีมงานจากสถาบันการศึกษาที่เข้ามาเป็นพันธมิตรในการพัฒนาโครงการไปด้วยกัน เพราะสำคัญมาก เวลาที่เราจะไปให้ความรู้ใคร เราต้องรู้จักเรื่องนี้อย่างดีก่อนว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากโลกแปรปรวนมีอะไรบ้าง ซึ่งหลักสำคัญคือเราคิดว่าทุกคนควรมีความเห็นอกเห็นใจต่อธรรมชาติ

“คุณรู้หรือเปล่าว่าน้ำยาเคมีที่อยู่ในไส้ปากกาจำเป็นต้องเอาไปเผา มีส่วนที่ทำให้คุณมีการปนเปื้อนอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่มองข้ามกันมาก ๆ และไม่มีวันเข้าใจ จนถึงวันหนึ่งที่คุณต้องหันมาตระหนัก วันที่เราอยู่บนทางแยกที่วิกฤต”

สิ่งหนึ่งที่ SET เรียนรู้คือหลายคนที่เพิกเฉยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะพวกเขาต่างมองไม่ออกว่าตัวเองจะมีบทบาทอะไรในการช่วยโลกได้ พอพูดว่าวันนี้ลดคาร์บอนไดออกไซด์ไปจำนวนหนึ่ง คนก็อาจจะไม่เข้าใจว่าเยอะหรือน้อย หรือจะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง ๆ Care the Bear เลยคำนึงถึงสิ่งนี้ ออกแบบ Climate Care Calculator เพื่อใช้คำนวนปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก โดยเปรียบเทียบกับจำนวนการปลูกต้นไม้ จุดประสงค์เพื่อให้คนเห็นภาพว่า การเพิ่มขึ้นของต้นไม้จะช่วยให้เราลดโลกร้อนได้จริง

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

“ณ วันที่เราเปรียบเทียบอะไรง่าย ๆ แบบนี้ โดยไม่ต้องเน้นความเป็นนักวิชาการนำหน้าเสมอ พูดออกมาง่าย ๆ เลยว่า ถ้าคุณมีต้นไม้ใหญ่อยู่ 1,800,000 ต้น คุณจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปได้เท่าไหร่ คุณจะเห็นพื้นที่สีเขียวเท่าไหร่ มันอาจจะเข้าใจได้หรือดูจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมกว่าการพูดถึงคำว่า ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งคนอาจจะงงว่าคืออะไร หรือการที่คนเก็บขยะไปรีไซเคิลแต่ไม่รู้ว่ามันช่วยลดโลกร้อนไปเท่าไหร่แล้ว

“ถ้าเรามีส่วนในการส่งเสียงในเรื่องที่ไม่เป็นรูปธรรมให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น คนจะรู้สึกว่าฉันอยากจะทำ เขาได้รู้ว่าวันหนึ่งคนไทยทิ้งขยะ 10 ชิ้น กรุงเทพฯ มีคน 8 ล้านคน สร้างขยะวันละ 80 ล้านชิ้น ภาพที่เห็นชัดแบบนี้อาจทำให้คนมองมันเป็นเรื่องใหญ่ เร่งด่วน และเกี่ยวข้องกับตัวเอง”

สำหรับการประชุม APEC เมื่อวันที่ 14 – 19 พฤศจิกายน ที่เพิ่งจบไป บทบาทของ Care the Bear คือการสนับสนุนการจัดการพื้นที่ในศูนย์ข่าวสีเขียว 22,000 ตารางเมตร เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน และทรัพยากรในการจัดกิจกรรม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งคุณเต๋าเล่าว่านี่ถือเป็นอีกก้าวของ SET ที่ได้เข้าไปหารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเปิดรับแนวคิด Carbon Footprint อีเวนต์ให้ผนวกร่วมกับงานใหญ่ครั้งนี้ และเรายังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากพันธมิตรตลาดทุน ทั้งกลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าก้าวเล็ก ๆ ของ Care the Bear หากหลายภาคส่วนร่วมกันนำไปปรับใช้ จะสร้างอิมแพคที่ยิ่งใหญ่ได้แน่นอนในอนาคต

สิ่งสำคัญที่สุดที่ Care the Bear และทีมผู้บริหาร SET ในปัจจุบัน อยากฝากทิ้งท้าย คือ ‘ความหวัง’ มันอาจไม่ดีกับทุกคนหากคิดไปว่าเราต่างหมดโอกาสที่จะเห็นโลกน่าอยู่ขึ้น หมดความหวังถึงความเป็นไปได้ในการเห็นโลกสมดุล การได้เห็นว่ายังมีคนรอบข้างลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง อย่างน้อยก็อาจเป็นแรงบันดาลใจ หรือเพิ่มเชื้อเพลิงความตั้งใจของใครสักคนให้ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ หรือพยายามช่วยกันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เหมือนที่ Care the Bear ทำมาโดยตลอด 4 ปี

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load