13 กุมภาพันธ์ 2563
220.30 K

“ผมว่าจริงๆ แล้วคนที่อยู่ต่างจังหวัด อยากกลับมาใช้ชีวิตที่บ้าน สูดอากาศดีๆ อยู่อย่างสบายๆ เหมือนกันทั้งนั้น” 

น้ำ-รพีภัทร เอกพันธ์กุล เอ่ยขึ้นขณะเอนกายนั่งคุยสบายๆ ที่บ้านกลางทุ่งของเขาในอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก

น้ำ รพีภัทร เอกพันธ์กุล ในวัย 35 กับ 'รพีภัทรฟาร์ม' บ้านทุ่งพร้อมชีวิตเนิบช้าในฝันที่ทำสำเร็จก่อนวัยเกษียณ

ชีวิตที่บ้านไร่ชายทุ่งของเขาเริ่มขึ้นอย่างจริงจังเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เขาเลือกกลับมาลงหลักปักฐานที่จังหวัดบ้านเกิด ปลูกปั้นฟาร์มไก่ที่เป็นความรักความชอบเมื่อเยาว์วัย และอีก 2 ปีต่อมาเขาย้ายครอบครัวมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างถาวร

ในฐานะคุณพ่อลูกสอง เขาตั้งใจเลี้ยงลูกชายและลูกสาวให้เป็นเด็กบ้านทุ่งที่ได้สูดอากาศดีๆ สัมผัสวิถีชีวิตที่อยู่กับดิน หญ้า และสัตว์เลี้ยงเหมือนกับเขาในวันวาน

ทุกวันนี้เขาเลี้ยงไก่ เลี้ยงควาย เลี้ยงม้า เลี้ยงปลา และใช้ชีวิตสบายๆ เหมือนได้พักผ่อนต่างจังหวัดทุกวัน ชนิดไม่ต้องรอวันหยุดแล้วหาโอกาสไปเที่ยว

ขณะเดียวกัน เขาก็ยังคงทำงานในวงการบันเทิง ไม่ได้ห่างหายไปไหน เพียงแต่ไม่โหมรับงาน และบาลานซ์ชีวิตได้อย่างดีเยี่ยม

ในวัยเพียง 35 ปี น้ำ รพีภัทร มีชีวิตเนิบช้าที่เขาปรารถนามาตลอด โดยไม่ต้องรอให้ถึงวัยเกษียณ

น้ำ รพีภัทร เอกพันธ์กุล ในวัย 35 กับ 'รพีภัทรฟาร์ม' บ้านทุ่งพร้อมชีวิตเนิบช้าในฝันที่ทำสำเร็จก่อนวัยเกษียณ

เบญจา คีตา ความรัก

บ่ายแก่ของวัน ยานพาหนะของเรามาถึง ‘รพีภัทรฟาร์ม’ ที่อยู่กลางทุ่งโล่ง ที่ดิน 8 ไร่ ด้านหน้าเป็นลานหญ้าโล่งกว้าง มีบ่อปลาขนาดใหญ่ และลึกเข้าไปข้างหน้าเห็นบ้านหลังใหญ่ทรงทันสมัยตั้งอยู่ ข้างกันนั้นเป็นเล้าไก่และคอกควาย บ้านไร่แห่งนี้เห็นเด่นชัดมาแต่ไกล เพราะที่ดินข้างกันนั้นเป็นที่โล่งว่าง ไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆ 

น้ำและมินตรา ภรรยาของเขา ออกมาต้อนรับอย่างเป็นกันเองและเชิญเราเข้าไปนั่งในห้องรับแขกเพดานสูงที่ลูกสาวคนเล็กวัย 2 ขวบของเขานั่งเล่นอยู่บนโซฟา ส่วนโอเชี่ยน ลูกชายคนโตวัย 7 ขวบยังไม่กลับจากโรงเรียน 

มารีนเดินเข้ามาพูดคุยกับเราอย่างไม่เคอะเขิน และขณะที่นั่งสนทนากัน สาวน้อยคนนี้ก็เดินเล่นไปมาไม่ห่าง ‘ป๊ะป๋า’ ของเธอเลย

น้องมารีน ลูก น้ำ รพีภัทร
น้องมารีน ลูก น้ำ รพีภัทร

“ผมเป็นคนนครนายก แต่ตอนเด็กๆ อยู่บ้านในตลาดของตัวอำเภอบ้านนา” น้ำเริ่มเล่าถึงชีวิตของเขา “แต่ว่าปู่ย่าตายายและญาติพี่น้องมีอาชีพทำนากันอยู่ในละแวกนี้ ช่วงวันหยุดหรือเทศกาลผมก็มาอยู่บ้านย่าทวดที่เป็นจุดศูนย์รวมของญาติๆ ได้มาเล่นสนุก ขี่จักรยาน ยิงนก ตกปลา ชนไก่ จึงคุ้นเคยกับพื้นที่ตรงนี้ดี”

ตั้งแต่เด็กจนโต เด็กชายน้ำไม่เคยคิดฝันถึงวงการบันเทิงแม้แต่น้อย แต่ด้วยหน้าตาคมเข้มและรูปร่างสูงใหญ่ บรรดาแมวมองในสมัยนั้นจึงพยายามติดต่อเขาให้เข้าสู่วงการเสมอ จนวันหนึ่งมีโมเดลลิ่งแห่งหนึ่งได้ส่งประวัติและรูปถ่ายของเขาเข้าประกวดดัชชี่บอยแอนด์เกิร์ล ปี 2001 

“สมัยยี่สิบปีที่แล้วโมเดลลิ่งยังให้นามบัตรและขอเบอร์โทรศัพท์บ้านกันอยู่เลย” เขาเล่าขำๆ และยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มบนใบหน้า “โมเดลลิ่งส่งรูปและประวัติของผมไปประกวดดัชชี่บอยฯ เราก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะเอาความสามารถอะไรไปโชว์ แล้วก็เป็นเด็กขี้อายด้วย แต่ถามแม่กับเพื่อนๆ ก็บอกว่าให้ไปลองดู แล้วก็ผ่านเข้ารอบมาเรื่อยจนชนะการประกวด”

หนุ่มดัชชี่บอยอายุ 17 ปีต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่เพื่อเตรียมตัวพร้อมเข้าวงการบันเทิง เขาต้องนั่งรถเข้ากรุงเทพฯ ในวันเสาร์อาทิตย์ เพื่อเริ่มเรียนพื้นฐานการเป็นนักแสดง ตั้งแต่การปรับบุคลิกภาพ การแสดง และการร้องเพลง สุดท้ายน้ำต้องเลือกทิ้งชีวิตนักเรียนมัธยม 6 ที่จังหวัดนครนายก และเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อเป็นนักแสดงสังกัดช่อง 7 อย่างเต็มตัว

ละครที่ทำให้ชื่อของ น้ำ รพีภัทร ดังเปรี้ยงปร้างคือ เบญจา คีตา ความรัก ที่เขารับบทเป็น สามภพ หนุ่มมาดเนี้ยบลูกคุณหนู หนึ่งในตัวเด่นของเรื่อง จากนั้นกราฟความนิยมของเขาก็พุ่งสูง กลายเป็นดาราดาวรุ่งมาแรงและขึ้นแท่นพระเอกเบอร์หนึ่งของช่องในที่สุด ช่วงเวลานั้นเขาใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ถึงกับมีฉายาว่าเป็น ‘เด็กแสบของช่อง’

“เมื่อก่อนผมเป็นคนสุขนิยมมากนะ เอาสุขไว้ก่อน แล้วช่วงนั้นยังเด็ก ร่างกายแข็งแรง เที่ยวแล้วไปทำงานเช้าได้ อาจไปแบบหน่วงๆ แต่ฟื้นตัวไว ผมใช้ชีวิตเต็มที่นะ ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิต ถือว่ามันมาก และใช้ชีวิตอย่างนั้นมานานพอสมควรเลย” 

น้ำ รพีภัทร เอกพันธ์กุล ในวัย 35 กับ 'รพีภัทรฟาร์ม' บ้านทุ่งพร้อมชีวิตเนิบช้าในฝันที่ทำสำเร็จก่อนวัยเกษียณ

เล้าไก่ บ้านไร่ ชายทุ่ง

จุดเปลี่ยนของหนุ่มสุขนิยม เกิดขึ้นจากคำถามของคนรอบข้างและความรู้สึกเคว้งคว้างในชีวิตที่ต้องหาหลักยึดให้ได้

“มีนักข่าวและคนรอบข้างถามตลอดว่า นอกจากงานแสดงแล้วผมมีธุรกิจอะไร หรืออยากทำอะไรบ้างไหม คำตอบของผมคือ ไม่รู้ เพราะผมไม่ได้อยากทำอะไรหรือสนใจอะไรเลย แต่พอช่วงสักอายุยี่สิบห้าปีที่ต้องเจอกับมรสุมเรื่องความรัก ในใจรู้สึกเคว้งๆ ต้องหาหลักอะไรมายึดไว้ ผมเลยย้อนนึกถึงตัวเองว่าตอนเด็กเราชอบอะไรที่เราอยู่กับมันได้นานทั้งวัน ไม่ฟุ้งซ่าน ก็ได้คำตอบว่า เลี้ยงไก่”

น้ำเริ่มกลับมาคลุกคลีกับการเลี้ยงไก่อีกครั้ง และหลงใหลมันมากเหมือนที่เคยเป็นมาในวัยเยาว์ จนต่อมาเขาก็พัฒนาการเลี้ยงเป็นฟาร์มไก่ชนขนาดย่อมในหมู่บ้านย่านดอนเมือง แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย กลายเป็นตัวเร่งเร้าให้เขาต้องหาทางออก

“เรามีปัญหาเรื่องที่อยู่ของไก่ไปรบกวนบ้านรอบข้าง พอปรึกษาแม่กับยาย แม่ก็บอกว่าให้ย้ายมาอยู่ตรงที่ดินตรงนี้ ซึ่งเป็นที่ดินที่ยายยกให้แม่อยู่แล้ว จะได้ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อใหม่ ผมก็มาลงทุนเอง สร้างเล้าไก่ก่อนเลย บ้านตัวเองยังไม่มีเลยตอนนั้น” เขาหัวเราะ

น้ำ รพีภัทร เอกพันธ์กุล ในวัย 35 กับ 'รพีภัทรฟาร์ม' บ้านทุ่งพร้อมชีวิตเนิบช้าในฝันที่ทำสำเร็จก่อนวัยเกษียณ

4 ปีที่แล้ว น้ำไปกลับกรุงเทพฯ-นครนายกบ่อยขึ้น เพราะเริ่มลงหลักปักฐานด้วยการขยายฟาร์ม พร้อมไปกับการสร้างบ้านหลังใหญ่สำหรับครอบครัว และอีก 2 ปีให้หลังเขาก็พาทั้งครอบครัวย้ายมาตั้งรกรากที่นี่ถาวร 

 “เป็นความตั้งใจของผมอยู่แล้วที่จะย้ายกลับมาอยู่ต่างจังหวัดและทำในสิ่งที่รัก ตอนที่คบกับมินตรา ก่อนจะแต่งงานก็ถามเขาว่า ถ้าวันหนึ่งเราย้ายมาอยู่ต่างจังหวัดเขาจะโอเคไหม พอเขาบอกว่า พี่อยู่ที่ไหนหนูอยู่ที่นั่น เราก็สบายใจ”

อีกเหตุผลหนึ่งที่เขาพาครอบครัวหลีกหนีจากความวุ่นวายของเมืองหลวง เพราะตั้งใจอยากให้ลูกๆ ทั้งสองเติบโตในแบบ ‘เด็กบ้านทุ่ง’ เหมือนตัวเขาเอง

“โอเชี่ยนเป็นเด็กชอบเล่นโทรศัพท์ ผมอยากให้เขาละจากหน้าจอบ้าง พามาอยู่ที่นี่เขาก็ได้ทำกิจกรรมอื่นๆ ชวนกันเล่นจนแทบหมดวัน ผมอยากให้เขามีกิจกรรมคล้ายกับที่ผมเคยทำเคยเล่นตอนเด็ก 

“ผมว่าการเป็นเด็กต่างจังหวัดมีข้อได้เปรียบตรงที่เวลาเขาอยากทดสอบหรือทำกิจกรรมอะไร เขาได้สัมผัสกับมันได้เลย ไม่ต้องรอโรงเรียนจัดมาหรือรอวันหยุดมาเที่ยว เราทำได้ทุกวัน รวมไปถึงเรื่องอากาศที่ดีกว่า รวมไปถึงอารมณ์ของเด็กด้วย อย่างมารีนอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด เขาก็จะไม่ค่อยกลัวอะไรสักเท่าไหร่”

น้องมารีน ลูก น้ำ รพีภัทร

ควาย ม้า และทุ่งหญ้า

คุยได้สักพักจนเห็นความเป็นมาเป็นไปของ ‘รพีภัทรฟาร์ม’ น้ำก็พาเราเดินลัดเลาะเยี่ยมชมโซนเล้าไก่ที่วันนี้เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน ในพื้นที่ใกล้กันกั้นเป็นคอกไม้ที่ควายตัวเล็กตัวใหญ่นอนอยู่อย่างสบายใจ

น้ำเล่าว่า ความรักของเขาขยายมาถึงควาย เพราะวันหนึ่งเกิดไปถูกชะตาลูกควายไทยสวยงามของรุ่นพี่ที่สนิทกัน 

“รุ่นพี่ของผมเลี้ยงควายสวยงามไว้ พอไปเที่ยวบ้านเขาผมก็ไปนอนเล่น ไปดูควาย รู้สึกว่าเพลินดี ดูมันนอนในน้ำ ขึ้นจากน้ำมากินหญ้า ดูมันเลี้ยงง่ายดีนะ ผมเลยขอแบ่งลูกควายมาหนึ่งตัวคือ ‘หยกมณี’ เพราะถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็น” 

หยกมณีคือลูกควายตัวเมียสีเทา หน้าสวยคม (เขาว่าอย่างนั้น) เป็นลูกของ ‘อั่งเปา’ แม่ควายเผือกตัวใหญ่ที่กำลังอยู่ในช่วงให้นม การแยกลูกควายมาเลี้ยงนั้นต้องรอมันหย่านมแม่โดยใช้เวลาประมาณ 10 เดือนถึง 1 ปี

น้ำ รพีภัทร เอกพันธ์กุล ในวัย 35 กับ 'รพีภัทรฟาร์ม' บ้านทุ่งพร้อมชีวิตเนิบช้าในฝันที่ทำสำเร็จก่อนวัยเกษียณ
น้ำ รพีภัทร เอกพันธ์กุล ในวัย 35 กับ 'รพีภัทรฟาร์ม' บ้านทุ่งพร้อมชีวิตเนิบช้าในฝันที่ทำสำเร็จก่อนวัยเกษียณ

“ระหว่างนั้นผมสร้างคอกให้มันเรียบร้อยแล้ว ใจอยากเอามันมาแล้วล่ะ เลยตัดสินใจว่าขอมาทั้งแม่ทั้งลูกเลยแล้วกัน ก็เสนอราคาให้พี่เขาเองหนึ่งล้าน ด้วยความรักความชอบกันส่วนตัว พี่เขาก็ให้มาทั้งคู่ ให้แม่ลูกมาอยู่ด้วยกัน”

ต่อมาอั่งเปาคลอดลูกควายสีเทาสวยอีกตัวชื่อว่า ‘แก้วมณี’ และไปๆ มาๆ ตอนนี้น้ำมีควายไทยสวยงามในครอบครองถึง 4 ตัว และมีคนมาฝากเลี้ยงไว้ในคอกอีก 2 ตัว 

“ผมไม่ได้ขายนะ มีแต่จะซื้อเพิ่ม” น้ำบอกเมื่อได้ยินคำถามที่ว่า ถ้ามีคนขอซื้อควายจะขายไหม “เราเลี้ยงเพราะรัก อย่างอั่งเปายิ่งเลี้ยงยิ่งรัก เพราะเขาเชื่อง เลี้ยงง่าย กินเก่ง แล้วก็ส่งอุปนิสัยที่ดีให้กับลูกสองตัวของเขาด้วย”

ขณะที่เดินอยู่แถวคอกควาย น้ำชี้ไปยังลานหญ้ากว้างหลายไร่หน้าบ้าน พลางเล่าว่า เขามีโครงการที่จะปลูกหญ้าเพื่อให้ควายและม้ากิน

“ผมเลี้ยงม้าของน้องชายไว้ตัวหนึ่งชื่อ ‘เศรษฐี’ เห็นเขาเล็มหญ้าจนเตียนแล้วก็คิดว่าดีเหมือนกันนะ ตอนนี้กำลังวางโครงการว่าจะปลูกเป็นแปลงหญ้าให้ทั้งควายและม้ากิน หน้าแล้งเขาจะได้ไม่ต้องไปไหน มีหญ้าให้กินได้ตลอด คนเลี้ยงก็ไม่ต้องเหนื่อย เราเลี้ยงเขาแล้วก็รัก อยากให้มีคุณภาพชีวิตดีๆ คนอื่นเขาปลูกข้าวกัน แต่ผมเลือกปลูกหญ้าก่อน เพราะข้าวผมซื้อกินได้” เขาเล่าพลางหัวเราะ

น้ำ รพีภัทร เอกพันธ์กุล ในวัย 35 กับ 'รพีภัทรฟาร์ม' บ้านทุ่งพร้อมชีวิตเนิบช้าในฝันที่ทำสำเร็จก่อนวัยเกษียณ

เบอร์หนึ่ง ความคิดถึง และการเป็นตัวเอง

เมื่อถามถึงชีวิตตอนนี้ น้ำบอกว่ากำลังอยู่ในจุดสมดุลที่ดี มีเวลาได้หยุดพักอยู่บ้านและไปทำงานชนิดที่แบ่งเวลาต่อสัปดาห์ได้อย่างละครึ่ง เขาเลือกที่จะไม่โหมรับงานหนักเกินไป เพื่อจะได้มีเวลาอยู่บ้านและทำอีกหนึ่งงานที่รัก ซึ่งกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในชีวิตไปแล้ว

“งานในวงการผมก็ทำแทบทุกอย่างแล้วนะ ทำเต็มที่และทำครบได้หมด เวลาส่งงานอะไรมา ใครไม่เอาผมเอา ผมทำได้หมด จบงานที่ผมได้ จนถึงตอนนี้ไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว ผมมีความสุขกับงานที่ได้ทำ คนอื่นอาจรู้สึกว่าไม่เห็นค่า ไม่ได้เห็นความสำคัญ แต่เราโอเค เราเต็มที่และมีความสุขกับทุกงาน”

ถึงตรงนี้ เราถามว่าเขาคิดเห็นอย่างไรกับสัจธรรมในวงการบันเทิง ที่วันหนึ่งกราฟความนิยมที่เคยพุ่งสูงสุดต้องตกลงมาตามกาลเวลา และเขาเคยเจ็บปวดกับชีวิตแบบนั้นบ้างไหม

“ผมผ่านจุดนั้นมาตั้งนานแล้ว” เขาตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “จะบอกว่าไม่เคยคิดเลยก็คงไม่ใช่ แต่ผมกลับไปคิดถึงตอนที่เริ่มเรียนการแสดงว่า เราเรียนมาเพื่อเป็นนักแสดง ไม่ใช่มาเป็นดาวค้างฟ้า ไม่ได้มาเป็นซูเปอร์สตาร์ ผมเรียนทุกอย่างจากครูอาจารย์เพื่อเป็นนักแสดง 

“ดังนั้นผมจึงไม่รู้สึกเสียดายที่วันหนึ่งไม่ได้เป็นเบอร์หนึ่ง เพราะผมยังเป็นนักแสดงอยู่ไม่ใช่เหรอ ผมยังสร้างความบันเทิง ยังเป็นตัวละครได้ ผมให้ความสำคัญว่าเราทำหน้าที่ของนักแสดงได้ดีหรือไม่มากกว่า แค่นั้นจบ เรื่องอื่นไม่ซีเรียส”

น้ำยังยืนยันว่าเขายังคงรับงานในวงการบันเทิงไปเรื่อยๆ แม้แฟนละครอาจไม่ได้เห็นผลงานถี่เท่าเมื่อก่อน แต่เขาบอกว่า “ขอให้ความคิดถึงได้ทำงานบ้างก็ดีเหมือนกัน” 

เมื่อบาลานซ์ชีวิตได้ดี น้ำก็มีเวลาทำงานที่เขาอยากทำอีกงานหนึ่ง นั่นคือการเปิดช่องยูทูบแชนแนล ชื่อว่า Nam Rapeepat นำเสนอชีวิตและตัวตนที่สนุกสนานของเขา นับจากเปิดตัวมา 6 เดือน ปัจจุบันมียอดคนติดตาม 232,000 คนแล้ว

“ผมเริ่มทำช่องกับเพื่อนเพื่อสนองความต้องการของตัวเองเหมือนกัน เมื่อก่อนเราอาจต้องสวมบทบาทต่างๆ แต่ตอนนี้เราเป็นตัวเอง อยากทำอะไรที่สบายๆ ถ่ายทอดการใช้ชีวิตจริงๆ ของเรา อะไรที่ไม่ใช่เราจะไม่ทำเลย”

น้ำ รพีภัทร เอกพันธ์กุล ในวัย 35 กับ 'รพีภัทรฟาร์ม' บ้านทุ่งพร้อมชีวิตเนิบช้าในฝันที่ทำสำเร็จก่อนวัยเกษียณ

เนิบช้า สบายใจ สุขได้ทุกวัน

ตะวันคล้อย แสงแดดอ่อนทอประกาย ลมโชยพัดเย็น ภาพตรงหน้าราวกับเป็นฉากละครที่พระเอกของเรื่องกำลังดื่มด่ำกับธรรมชาติอันสวยงามเนิบช้าอย่างสบายใจ ภาพนี้อาจไม่เกิดขึ้นในจริงในชีวิต หากน้ำไม่เลือกเดินตามความต้องการของตัวเอง 

 “เมื่อก่อนผมจะคุยกับเพื่อนตลอดว่า ผมเริ่มทำงานเร็ว ก็อยากทำงานสักสามสิบปี พออายุสักสี่สิบห้าก็อยากกลับมาเริ่มต้นทำอะไรที่บ้านเกิด แต่พอมีปัญหาที่เร่งเร้าทำให้ผมได้กลับมาเริ่มต้นที่นี่เร็วขึ้น อายุ สามสิบกว่าก็ได้กลับมาทำสิ่งที่เรารักแล้ว”

ตลอดการพูดคุยและติดตามดูกิจวัตรประจำวันเพียงช่วงเวลาบ่ายของวัน เรากลับสัมผัสได้ชัดว่า น้ำ รพีภัทร มีความสุข สบายใจกับวิถีชีวิตที่ปรารถนาและเป็นจริงได้ก่อนเวลาที่คาดไว้เป็นสิบปี

“ความสุขวันนี้ของผมคือการได้อยู่กับครอบครัว ได้ทำในสิ่งที่รัก ครบแล้วล่ะ ชีวิตไม่ต้องดิ้นรนแข่งขันกับใคร รพีภัทรฟาร์ม ก็ทำด้วยความรัก สโลแกนคือทำด้วยใจ ผมคงไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากมายกว่าเดิมหรอก เอาแค่พออยู่ได้ ไม่เดือดร้อนใคร ลูกเมียผมกินอิ่ม อยากกินอะไรได้กิน ได้ไปเที่ยวไหนมาไหนบ้าง แค่นั้นเอง มีความสุขแล้ว ไม่ต้องใหญ่โตอะไร

“แค่ได้นั่งดูควายกินฟางเคี้ยวเอื้อง ผมสบายใจจนบางทีลืมเรื่องเครียดไปได้ชั่วขณะเลยนะ กลับจากทำงานผมต้องเดินมาที่ฟาร์มทุกวัน พอได้ดูไก่ดูควายแล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลย” เขาว่าพลางลูบหัวเจ้าอั่งเปา

 “คนเราบางทีกว่าจะได้มาต่างจังหวัดต้องรอวันหยุด ต้องหาโอกาสมาเที่ยว แต่ผมไม่ต้องเป็นแบบนั้นแล้ว ผมได้อยู่ต่างจังหวัดทุกวัน ได้พักผ่อน และมีความสุขทุกวันจริงๆ”

น้องมารีน ลูก น้ำ รพีภัทร

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ตอนนี้ผมกำลังนั่งมือเย็นเฉียบอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนเด็กแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอาการนี้ต้องเกิดขึ้นกับผมเวลาที่ตื่นเต้นหนักๆ ทุกครั้ง และสิ่งที่ทำให้ผมมานั่งมือเย็นเฉียบอยู่ตอนนี้เป็นเพราะผมมีนัดสัมภาษณ์กับ เฌอปราง อารีย์กุล

สำหรับคนที่รู้จัก BNK48 ดีอยู่แล้ว ผมคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า เฌอปราง อารีย์กุล คือใคร แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักหรือเคยได้ยินมาแค่เพียงผ่านหู ผมขออธิบายแบบกระชับและเข้าใจง่ายๆ

BNK48 คือวงไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปไทยหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นจากการขยายสาขาของ AKB48 วงไอดอลชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่นที่มาในคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’

วิธีการไปพบไอดอลของคุณนั้นมีทั้งการไปที่เธียเตอร์ หรือโรงละครของวงที่เปิดการแสดงให้แฟนๆ สามารถตีตั๋วเข้าไปดูกันเป็นประจำ หรือการไปงานจับมือที่เหล่าแฟนคลับสามารถไปพบ จับมือ และพูดคุย กับสมาชิกที่เราชื่นชอบได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นทางวงยังมีระบบต่างๆ ที่ช่วยให้แฟนๆ ได้สนับสนุนไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบกันอย่างเต็มที่ รวมไปถึงมีระบบจบการศึกษาซึ่งหมายถึงการลาออกจากวงของสมาชิกเมื่อตนเองรู้สึกอิ่มตัวและพร้อมที่จะก้าวไปยังเป้าหมายอื่นในชีวิตต่อไป โดยทางวงก็จะมีการเปิดออดิชันเพื่อรับสมาชิกใหม่เข้ามาทดแทนอยู่เสมอ

วันนี้ เฌอปราง คือหนึ่งในสมาชิกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของวง BNK48 นั่นเอง

ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมผมถึงรู้เรื่องราวเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะความจริงแล้วผมก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับของวงไอดอลวงนี้เหมือนกัน

และไม่ต้องสงสัยอีกเช่นกันว่าทำไมผมถึงได้มือเย็นเฉียบกับการสัมภาษณ์ครั้งนี้

แม้ BNK48 จะมีคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’ แต่โอกาสที่จะได้นั่งคุยกันยาวๆ แบบตัวต่อตัวในระยะประชิดเท่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

เฌอปราง BNK48 เฌอปราง BNK48

1

โอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพัน

เมื่อถึงเวลานัด เฌอปรางก็เดินเข้ามาในร้านพร้อมกับชุดเสื้อยืดสีขาวสกรีนลาย BNK48 และกระโปรงสีกรมท่าซึ่งเป็นหนึ่งในชุดยูนิฟอร์มประจำวงที่แฟนๆ คุ้นเคย แต่ที่แปลกตาไปบ้างคงเป็นรองเท้ากีฬาสีน้ำเงิน ไม่ใช่รองเท้าผ้าใบสีขาวที่เรามักจะเห็นกันอยู่เป็นประจำ

“เดี๋ยวสัมภาษณ์เสร็จแล้วเฌอต้องไปซ้อมเต้นต่อค่ะ” หญิงสาวจาก BNK48 ตอบเรื่องรองเท้าหลังจากหย่อนตัวลงบนเก้าอี้

“แต่ช่วงนี้พวกเราจะซ้อมกันน้อยลงกว่าช่วงแรกแล้ว จากแต่ก่อนที่ต้องซ้อมทุกวัน ตอนนี้จะเหลือแค่สัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง เพราะว่ามันมีกิจกรรมอื่นๆ ที่เราต้องทำมากขึ้น”

กิจกรรมที่ว่ามีทั้งงาน Road Show ที่ออกไปเล่นมินิคอนเสิร์ตให้แฟนๆ ดูกันทุกสัปดาห์ ไลฟ์จาก Digital Live Studio (หรือที่มีชื่อเล่นว่าตู้ปลา) ที่มีให้ดูกันทุกวันผ่านทางเฟซบุ๊ก รายการ BNK48 Show ที่ฉายให้ชมกันทุกเย็นวันอาทิตย์ รวมไปถึงการให้สัมภาษณ์ ออกรายการ และเข้าร่วมงานอีเวนต์อื่นๆ เพื่อกระตุ้นและโปรโมตวงให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ซึ่งก็เหมือนจะได้ผลดี เพราะคนรอบตัวของผมตอนนี้ก็เริ่มมีการพูดถึงวง BNK48 แม้จะไม่ใช่คนที่ติดตามวงการไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปมาก่อนเลยก็ตาม

“ช่วงนี้วงเราเลยมีอะไรให้ได้ดูกันทุกวัน วันละหลายรายการเลย เอาตามตรงเฌอเองก็พยายามไล่ตามดูนะ แต่มันเยอะมากจนดูไม่ทันเหมือนกัน” เธอหัวเราะออกมาหลังพูดจบ

จากที่สัมผัสด้วยตา เฌอปรางถือเป็นเด็กสาวที่ไม่ว่าใครก็คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหมาะกับการเป็นไอดอลอย่างมาก ไม่ว่าจะด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ทักษะการร้องเต้น การวางตัว ความมุ่งมั่น หรือความเปล่งประกายที่ส่งออกมาจากตัวของเธอ ขนาดที่เคยมีสมาชิกวงคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ตอนที่เธอเห็นเฌอปรางในการออดิชันครั้งแรกก็รู้เลยว่าคนคนนี้ต้องออดิชันผ่านแน่ๆ

“แต่ในชีวิตปกติเฌอมีความเป็นไอดอลน้อยมากเลยนะ” เด็กสาวคนที่ว่าตอบสวนทางกับสิ่งที่หลายๆ คนคิด

“ตอนเด็กๆ เฌอเป็นเด็กที่ออกจากบ้านเพื่อไปเรียน เรียนแล้วก็กลับบ้าน แล้วก็ตื่นมาเพื่อออกไปเรียนใหม่ อยู่แค่นั้นเลย คือที่บ้านจะเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างประคบประหงมหน่อย เราต้องอยู่ในสายตาเสมอ แล้วทีนี้บ้านเรามันก็อยู่ติดกับโรงเรียนเลยไง พอเลิกเรียนเราก็ไม่ได้มีโอกาสแวะไปไหน อาจจะมีไปเรียนไวโอลินบ้าง ซึ่งที่เรียนก็อยู่แถวบ้านอีกนั่นแหละ ชีวิตเราก็เลยวนอยู่แค่นี้ ไม่เคยจะไปร้องหรือเต้นที่ไหนเลย เรียนเสร็จก็กลับบ้านไปดูการ์ตูน”

และก็เป็นการ์ตูนนั่นเองที่พาให้เฌอปรางได้มารู้จักกับวงไอดอลญี่ปุ่นอย่าง AKB48 จากที่ตอนนั้นทางวงได้มีการสร้างการ์ตูนเกี่ยวกับวงขึ้นมาในชื่อ AKB0048 ซึ่งเฌอปรางก็มีโอกาสได้ดูเช่นกัน

เฌอปราง BNK48

“พอดูแล้วเราก็ได้รู้ว่ามันมีวงของจริงด้วยนะ เฌอก็เลยลองไปติดตามดู จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นแฟนคลับของวงจริงๆ” เฌอปรางเล่าความหลังครั้งนั้นให้ผมฟัง “แต่ตอนนั้นเราก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่น่าจะเป็นได้นะ เราไม่ใช่สายร้องสายเต้น ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงด้วย การอยู่บนเวทีตอนนั้นเป็นสิ่งที่เฌอกลัวมาก เราไม่ชอบอยู่ต่อหน้าคนด้วยซ้ำ”

แต่สุดท้ายแล้วชีวิตของเธอก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อ AKB48 ได้ประกาศออกมาว่าจะมีการสร้างวงสาขาอย่าง BNK48 ที่ประเทศไทย

“มันเป็นโอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพันคนจะได้ทำ” เธอให้เหตุผลในการตัดสินใจเข้าร่วมการออดิชันครั้งนี้ “เฌอมองว่ามีคนอีกหลายร้อยหลายพันที่อยากมาอยู่ตรงนี้ เมื่อเราได้สิทธิ์ที่มาอยู่ตรงนี้แล้วมันก็ไม่เสียหายที่เราจะลอง เรามองเห็นโอกาสที่เขามอบให้เรา ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่มันก็เป็นสิ่งที่คนไม่กี่คนจะได้สัมผัสเหมือนกันนะ”

แม้จะต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่เธอก็อยากเข้าใจความรู้สึกไอดอลของเธอให้มากยิ่งขึ้น อยากรู้ว่าสิ่งที่ไอดอลของเธอต้องเจอระหว่างทางนั้นมันคืออะไร และทำไมไอดอลเหล่านั้นถึงเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆ คนได้

“ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่เฌอคิดว่ามันคุ้มที่เราจะลอง”

และในที่สุดเธอก็ได้มาเป็น 1 ใน 29 สมาชิกรุ่นแรกของวง BNK48

เฌอปราง BNK48

2

วันที่น้ำตาไหลออกมา

“ความรู้สึกตอนงานเปิดตัวครั้งแรกมันเป็นความรู้สึกที่ใหม่มาก ก่อนขึ้นเวทีตอนนั้นจำได้ว่าเสียงคนดังมาก เราก็ โห รู้สึกได้ถึงสายตาของคนเป็นร้อยเป็นพันเค้ากำลังจะจับจ้องมาที่เรานะ เดี๋ยวเราต้องขึ้นไปอยู่ท่ามกลางเสียงเหล่านั้นแล้วนะ ชื่อของเรากำลังจะออกไปนะ ตอนนั้นกดดันแล้วก็ตื่นเต้นมาก เราก็พยายามจัดการตัวเอง บอกตัวเองว่าพออยู่ตรงนั้นแล้วเราต้องทำให้ดี ขึ้นไปต้องพูดในสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้ได้” เธอย้อนเล่าถึงวันแรกที่ก้าวขึ้นเวทีในฐานะสมาชิก BNK48

แล้วพอได้เข้ามาเป็นไอดอลจริงๆ แล้ว เราเข้าใจไอดอลของเรามากขึ้นจริงมั้ย-ผมถาม

“เข้าใจมากขึ้นนะ เข้าใจว่าที่เค้าไม่ค่อยอัพอินสตาแกรมให้เราดูมันเป็นเพราะอะไร” ว่าถึงตรงนี้เธอก็หัวเราะ ออกมา “เราเข้าใจได้ว่ามันมีอะไรหลายๆ อย่างที่เค้าต้องทำเหมือนกัน บางทีแค่อัพสเตตัสสั้นๆ ก็ถือว่าเยอะแล้ว

“อีกอย่าง พอเข้ามาอยู่ในวงแล้วที่เซอร์ไพรส์เรามากก็คืองานเบื้องหลังมีอะไรต้องทำมากกว่าที่เคยคิดไว้เยอะเลย อย่างการโฆษณาสินค้าสักตัว เมื่อก่อนเราคิดว่าคงถ่ายกันแป๊บๆ ก็เสร็จ แต่ความจริงเราใช้เวลาเป็นวัน มันไม่ใช่ง่ายๆ หรืออย่างการทำเพลง กว่าจะแต่งเนื้อ กว่าจะซ้อม กว่าจะทำเอ็มวีออกมา ทำให้เรารู้ว่ามันยากกว่าที่คิดมากนะ”

อีกหนึ่งบทบาทที่เธอได้รับมอบหมายนอกจากการเป็นไอดอลนั้นคือการเป็น ‘กัปตัน’ ของวง ตำแหน่งนี้เปรียบเสมือนหัวหน้าห้องที่ต้องคอยดูแลเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ ทั้ง 29 ชีวิต

“ก่อนหน้านั้นเราเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันชั่วคราวมาแล้ว แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ทำได้ดีขนาดนั้น เพราะมีคนมาบอกว่าเราดุ เราเข้มงวดกับน้องมากเกินไป ทั้งที่เราคิดว่าเราก็ลดลงมาแล้วนะ เลยคิดว่ามันคงไม่เหมาะกับเราล่ะมั้ง พอวันเดบิวต์ที่เค้าประกาศชื่อเฌอออกมาเราก็ยังไม่มั่นใจ แต่พอเราเดินออกมาแล้วมีคนตะโกนชื่อเรา มีคนที่คอยให้กำลังใจเราอยู่นะ จากที่เรากำลังดาวน์เพราะคิดว่าทำได้ไม่ดี พอมีคนที่ดีใจไปกับเราไปด้วยเราก็เลยร้องไห้ออกมา”

เฌอปราง BNK48

“ความจริงตอนนี้ในความรู้สึก เฌอยังไม่ค่อยได้ทำอะไรในฐานะกัปตันเลยนะ เพราะตอนนี้วงก็เพิ่งเริ่ม ยังไม่มีเธียเตอร์ ยังไม่ได้มีการซ้อมเพื่อขึ้นแสดงจริงจังขนาดนั้น กิจกรรมต่างๆ ก็ยังมีพี่ๆ ทีมงานคอยดูแลให้อยู่ ที่ได้ทำจริงๆ ก็คงได้เป็นตัวแทนในการพูดอยู่บ้าง เวลาเจอสัมภาษณ์น้องๆ ก็จะส่งมาให้เฌอพูดกันหมดเลย (หัวเราะ) หรือบางทีก็จะมีน้องๆ มาปรึกษาเราบ้าง อย่างบ่อยสุดก็จะเป็นปัญ ชอบส่งมาว่าพี่เฌอเลือกรูปให้หน่อย เอารูปไหนดี อันนี้เนี่ยจะบ่อยสุด (หัวเราะ) แล้วก็มีให้ช่วยแปลภาษาบ้าง หรือบางก็ถามเรื่องการเตรียมตัวหรือข้อมูลของงาน เพราะเฌอจะเป็นคนที่เมมโมรี่ไว้ในหัวได้เลย”

แล้วกัปตันที่ดีในความคิดของเฌอปรางนั้นเป็นแบบไหน-ผมสงสัย

“กัปตันในอุดมคติเป็นอะไรที่อธิบายยากนะ อย่างใน AKB48 ก็มีหลายคนที่มีจุดเด่นแตกต่างกันไป ซึ่งเฌอก็ไม่ได้อยากจะเป็นเหมือนใครหรอก เพราะเฌอก็เป็นตัวของเฌอเอง ตอนนี้เราอยากเรียนรู้ไปก่อนว่าการเป็นผู้นำต้องเป็นยังไง สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ คืออะไร”

แม้จะยังไม่รู้ว่ากัปตันนั้นจริงๆ แล้วต้องเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เฌอปรางน่าจะรู้แน่ๆ ก็คือความรู้สึกของเหล่าแฟนคลับ ในฐานะคนที่เคยเป็นแฟนคลับมาก่อนเหมือนกัน

เฌอปราง BNK48

“บางครั้งเราก็เห็นภาพตัวเองซ้อนทับกับพวกเขาอยู่เหมือนกันนะ” เธอเริ่มเล่า “อย่างตอนที่มีแฟนคลับคนนึงเขียนมาเล่าว่าพอเขาเห็นรูปของเฌอรูปนึงแล้วเค้ากรี๊ดมากเลย เราก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เราเห็นรูปไอดอลของเราแล้วเราก็กรี๊ดเหมือนกัน มันคงเป็นความรู้สึกเหมือนกับเราในตอนนั้นเนอะ ไม่เคยคิดว่าวันนึงจะเกิดขึ้นกับเราเหมือนกันนะความรู้สึกนี้”

และในทางกลับกันเธอก็ได้รับรู้ความรู้สึกของไอดอลที่มีต่อแฟนคลับในแบบที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน “ตอนที่เป็นแฟนคลับเฌอจะเป็นแฟนคลับประเภทที่ตามอย่างเดียว สนับสนุนไอดอลบ้างตามโอกาส ซื้ออัลบั้ม ซื้อของบ้าง แต่ไม่ได้แสดงตัวตนให้เขารู้ ในโซเชียลฯ เราไม่เคยไปคอมเมนต์อะไรเลย (หัวเราะ) แต่พอมาเจอแฟนคลับของตัวเองหลายๆ แบบ เรากลับรู้สึกว่าเราชอบแฟนคลับที่เขาคอมเมนต์มาหาเราเนอะ เราชอบอ่านเรื่องราวของเขานะ

“แล้วเวลาที่ได้รับจดหมายหรือข้อความตอบกลับมาว่าเราได้ไปเป็นแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างให้เขาเราดีใจมากเลยนะ คือปกติได้รับกำลังใจจากคนทั่วไปเราก็โอเคแล้ว แต่พอได้เห็นว่ามีคนที่ชีวิตเค้าติดลบแล้วเค้าลุกขึ้นได้เพราะพวกเรานี่มันสุดยอดมาก มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รู้ว่าการเป็นไอดอลจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่การโด่งดังแล้วขึ้นไปเฉิดฉายอยู่ตรงนั้น แต่มันคือการอินสไปร์ให้กับคนอื่นๆ ด้วย”

แน่นอนว่าแม้จะได้รับดอกไม้จากแฟนๆ มามากแค่ไหน แต่การเปลี่ยนชีวิตมาเป็นบุคคลสาธารณะแบบนี้ก็ต้องมีก้อนหินที่ถูกโยนเข้ามาด้วยเช่นกัน “ปกติเราไม่ชอบการถูกวิพากษ์วิจารณ์เลย ไม่ชอบให้ใครรู้เรื่องส่วนตัวขนาดนั้นด้วย แต่เมื่อเรามาอยู่ตรงนี้แล้วเราก็ต้องพยายามปรับและยอมรับให้ได้ เพราะเราเลือกที่จะมาอยู่ตรงนี้เอง”

“แล้วปกติตามอ่านคอมเมนต์ในโลกออนไลน์บ้างมั้ย” ผมถามต่อ

“อ่านค่ะ ปกติเป็นคนที่ตามอ่านคอมเมนต์ทั้งในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมอยู่แล้ว มันก็มีทั้งด้านบวกด้านลบ ซึ่งเฌอมองว่าข้อติชมพวกนี้มันก็เป็นสิ่งที่เราต้องรับเข้ามา นำไปปรับปรุง แล้วก็ปล่อยวาง คือไม่ไปจมปลักกับมันมากเกินไป เพราะเรารู้ว่าสาเหตุที่ทำให้มันออกมาเป็นแบบนี้จริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังมีสิ่งที่เราต้องพัฒนาและยังมีหน้าที่ที่รอให้เราทำอยู่อีกมากมาย อาจเป็นเพราะชีวิตเฌอเคยเจอเรื่องเปลี่ยนผันแบบนี้มาสองสามรอบแล้วด้วยมั้ง ซึ่งเราก็ผ่านมันมาได้ แล้วทำไมตรงนี้เราจะผ่านไปไม่ได้”

เฌอปราง BNK48 BNK48

3

นิยามไอดอลของไอดอล

ในฐานะแฟนของ AKB48 เหมือนกัน ผมรู้ดีว่าความน่ากลัวของวงนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอมเมนต์หรือการแข่งขันจากภายนอกเท่านั้น แต่การต้องมาอยู่ในวงที่มีสมาชิกมากมายขนาดนี้ (และสามารถเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา) แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเปล่งประกายออกมาได้ หลายๆ คนถูกกลืนหายไปในบรรดาสมาชิกจำนวนมหาศาลนั้น ผมนึกสงสัยว่าเธอเคยกลัวบ้างมั้ย

“ก็กลัวนะคะ” เธอตอบแล้วนิ่งคิดไปสักพัก “คิดว่าทุกคนก็คงกลัวกันหมด แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองได้ว่าเราจะไม่หายไป สิ่งที่เราทำได้ก็แค่พยายามทำทุกวันให้ดีที่สุด เมื่อเรามีโจทย์ที่ต้องทำต่อไปเราก็ทำอย่างเต็มที่ ถ้าเขายังเห็นศักยภาพของเรา เราก็ต้องทำต่อไป เพราะงานเป็นสิ่งเดียวที่ยังทำให้เราอยู่ในจุดนี้ได้ ในจุดที่ทำให้ได้เจอกับผู้คน ในจุดที่ยังได้เจอกับแฟนๆ”

“ถ้าอย่างนั้นเป้าหมาย BNK48 ของเฌอปรางคืออะไร”

“ตอนคุยกันเล่นๆ ในวง แต่ละคนก็มีความฝัน มีจุดมุ่งหมายไม่เหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันก็คืออยากให้วงเป็นที่รู้จัก ซึ่งก็เหมือนกับเฌอที่อยากจะทำให้ BNK48 เป็นที่รู้จักให้ได้ด้วยการทุ่มความสามารถทั้งหมดที่เฌอมี เวลาให้ทำอะไรเราก็ทำ ทำอะไรได้เราทำหมด เพื่อให้วงมั่นคงในไทยจนสามารถมีงานเข้ามาให้เราทำเรื่อยๆ น้องๆ ยังคงมีงานให้แสดง ฐานแฟนคลับมีมากยิ่งขึ้นและเป็นที่รู้จักแม้แต่ในหมู่คนทั่วไป แบบที่พอพูดถึงวงขึ้นมาแล้วอยากไปดูคอนเสิร์ตกันสักครั้งได้ก็คงดี” จากคำพูดและประกายจากตาของเธอ ผมเชื่อว่าเธอตั้งใจแบบนั้นจริงๆ และเชื่อว่าเธอจะทำมันได้ด้วย

ตอนนี้น้ำแข็งในแก้วช็อกโกแลตเย็นที่ผมสั่งมาตั้งแต่ตอนเริ่มสัมภาษณ์ละลายไปหมดแล้ว ด้วยความเสียดาย ผมเลยจึงดื่มช็อกโกแลตเจือจางในแก้วก่อนจะพาเข้าสู่คำถามเบาๆ ว่า ถ้าให้ตัดเกรดความเป็นไอดอลของตัวเองตอนนี้ คิดว่าตัวเองจะได้เกรดอะไร

“โห นี่เบาแล้วเหรอคะ” เธอถามกลับพร้อมหัวเราะเสียงดัง “ถ้าดูตามนิยามความเป็นไอดอลสำหรับเฌอแล้ว การเป็นอินสไปร์ให้คนอื่นตรงนี้เฌอว่าเราทำได้แล้ว เรามีการออกกำลังกาย ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น แม้จะมีป่วยไปบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเข้าโรงพยาบาล ยังโอเค ยังทำงานได้ทุกอย่างที่เขามอบให้ก็คิดว่าใช้ได้อยู่ มีเรื่องร้องเพลงกับเรื่องเต้นนี่แหละที่เรายังพยายามฝึกมากกว่าอย่างอื่นอยู่ เพราะเรารู้สึกว่ายังไม่ดีพอ มันยังไม่ถึงขั้นที่จะดึงดูดหรือทำให้คนอื่นประทับใจในความสามารถด้านนี้ของเราได้

“ส่วนเรื่องนิสัยเฌอว่าเราก็เป็นตัวของเราเองนี่แหละ มีความคิดในแบบที่เราเป็น อาจจะไม่ถูกใจใครไปบ้าง แต่มันก็เป็นอะไรที่เมกเซนส์สำหรับเรานะ” เธอพูดจบแล้วเว้นช่วงไปสักพัก “ถ้าตัดเกรดก็คงให้สัก C+ แล้วกัน”

“C+ เองเหรอ” ผมถามกลับเพื่อความแน่ใจ เพราะเมื่อได้เห็นจากสิ่งที่ทำแล้วผมคิดว่าเธอน่าจะอยู่ในจุดที่สูงกว่านั้น “อะๆ งั้นเป็น B ก็ได้ ให้รางวัลตัวเองหน่อยแล้วกัน” เธอเปลี่ยนคำตอบพร้อมยิ้มกว้างอีกครั้ง “ก็สัก 80 คะแนน เพราะเฌอตัด A ของตัวเองไว้ที่ 90 คะแนน แล้วนี่เป็นแบบอิงเกณฑ์ด้วยนะ เพราะถ้าให้อิงกลุ่มนี่เกรดร่วงระนาวแน่”

หญิงสาวหัวเราะเสียงดังหลังแจกแจงวิธีการตัดเกรดของตัวเองแบบละเอียดยิบ ไม่รู้ว่าการเป็นนักศึกษาภาควิชาเคมีของเธอนั้นมีส่วนให้เธอเป็นคนแบบนี้หรือเปล่า

BNK48

4

วันที่จะได้พูดคำว่าขอบคุณกับทุกคน

“ถ้าให้เปรียบเทียบสมาชิกของวงตอนนี้กับวิชาเคมีที่เรียนเหรอ” เฌอปรางทวนคำถามของผม ขณะที่ผมนั่งรอคำตอบ

“เฌอว่ามันเป็นเหมือนธาตุหลายๆ ชนิดที่ผสมกันอยู่ในโหลแก้วที่ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กว้างใหญ่อีกทีนึง เทียบง่ายๆ ก็คงเหมือนน้ำสมูทตี้ปั่น บางคนเป็นน้ำเชื่อม เป็นน้ำแข็ง เป็นหลอด เป็นแก้ว พอมารวมตัวกันเป็นรสชาติที่ทุกคนอยากลิ้มลอง ซึ่งความจริงแล้วถ้าเราจับส่วนผสมมามิกซ์ใหม่ เอาสมาชิกที่มีมาจับเป็นกลุ่มแยกกันเราก็จะได้รสชาติที่ต่างออกไปและเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ซึ่งเราหวังว่าพอทุกคนลองแล้วก็อยากให้ติดตลาดและอยู่ไปยาวๆ ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามรึเปล่า แต่เฌอมองว่ามันเป็นเคมีนะ”

ผู้จัดการของเฌอปรางเดินมาบอกกับผมว่าเรามีเวลาคุยกันอีกประมาณ 5 นาทีก่อนที่เธอจะต้องเดินทางเพื่อไปซ้อมเต้นต่อ ในเวลาช่วงสุดท้ายสั้นๆ นี้ ผมตัดสินใจถามเรื่องราวในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยความอยากรู้ว่าเธอจะมองเห็นภาพตัวเองยืนอยู่ตรงจุดไหน

“อีก 5 ปีเฌอคงเรียนจบแล้ว และคงยังทำงานอยู่กับวง ตอนนั้นคงมีงานหลายๆ อย่างที่ไม่เคยได้ทำและได้ลองทำ อาจจะมีสมาชิกรุ่นที่ 2 ที่ 3 ตามมา วงเราก็คงใหญ่ขึ้น อาจจะได้เล่นคอนเสิร์ตในที่ใหญ่ๆ จุคนได้เป็นพันๆ และทุกคนก็แฮปปี้กับการที่ได้อยู่ในวง ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นเฌอก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่จุดสูงสุดของเฌอที่เคยคิดไว้ก็คงเป็นการได้มีคอนเสิร์ตจบการศึกษาเป็นของตัวเองสักครั้งก่อนออกจากวง

“แต่ถ้าเอาแบบใกล้ๆ ตอนนี้มีอยู่อย่างนึงที่ยังไม่ได้ทำแต่อยากทำมากก็คืองานจับมือ เรารอคอยที่จะได้เจอเลยนะ เฌอตั้งใจไว้เลยว่าจะพูดขอบคุณกับทุกคนไม่ว่าเขาจะมาพูดเรื่องอะไรกับเราก็ตาม เพราะเขามาหาเรา ยอมมาต่อแถวเพื่อคุยกับเราเลยนะ มันก็คงเป็นความรู้สึกที่แปลกดี ก็คิดเยอะนะว่าวันนั้นเราจะทำอะไรได้บ้าง จะพูดคุยกับเขาได้มากแค่ไหนเพราะเวลามันสั้นมาก แล้วหากเจอคนที่ไม่กล้าพูดอะไรออกมาเราก็คงต้องพูดให้เขานะ พยายามจินตนาการในหัวว่าจะได้เจอคนรูปแบบไหนบ้าง เราตื่นเต้นและอยากให้มาถึงไวๆ

“เพราะมันเป็นวันที่เราจะได้พูดว่าขอบคุณกับทุกคนจริงๆ”

การสัมภาษณ์จบลงตรงนี้ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เราต่างบอกลาและแยกจากกัน ไม่รู้เหมือนกันว่ามือของผมกลับมาอุ่นเป็นปกติตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนนี้ผมเริ่มอยากรู้ขึ้นมาแล้วล่ะว่าอาการมือเย็นตอนพบเจอกันมันเกิดจากอะไร และผมคิดว่าความรู้ของนักศึกษาวิทยาศาสตร์อย่างเฌอปรางน่าจะช่วยให้ผมกระจ่างในเรื่องนี้ขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย

ดีเลย เดี๋ยวผมเก็บคำถามนี้ไว้ไปถามเธอที่งานจับมือแล้วกัน ว่าแต่เมื่อถึงตอนนั้น มือผมจะเย็นขึ้นมาอีกครั้งหรือเปล่านะ

BNK48

Writer

พีรพิชญ์ ฉั่วสมบูรณ์

นักเขียน, แฟนคลับ AKB48 และเจ้าของเพจ AKBanything ผู้คลั่งไคล้วงนี้มากขนาดต้องเขียนหนังสือออกมาในชื่อว่า 12-4-48

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load