13 กุมภาพันธ์ 2563
220 K

“ผมว่าจริงๆ แล้วคนที่อยู่ต่างจังหวัด อยากกลับมาใช้ชีวิตที่บ้าน สูดอากาศดีๆ อยู่อย่างสบายๆ เหมือนกันทั้งนั้น” 

น้ำ-รพีภัทร เอกพันธ์กุล เอ่ยขึ้นขณะเอนกายนั่งคุยสบายๆ ที่บ้านกลางทุ่งของเขาในอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก

น้ำ รพีภัทร เอกพันธ์กุล ในวัย 35 กับ 'รพีภัทรฟาร์ม' บ้านทุ่งพร้อมชีวิตเนิบช้าในฝันที่ทำสำเร็จก่อนวัยเกษียณ

ชีวิตที่บ้านไร่ชายทุ่งของเขาเริ่มขึ้นอย่างจริงจังเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เขาเลือกกลับมาลงหลักปักฐานที่จังหวัดบ้านเกิด ปลูกปั้นฟาร์มไก่ที่เป็นความรักความชอบเมื่อเยาว์วัย และอีก 2 ปีต่อมาเขาย้ายครอบครัวมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างถาวร

ในฐานะคุณพ่อลูกสอง เขาตั้งใจเลี้ยงลูกชายและลูกสาวให้เป็นเด็กบ้านทุ่งที่ได้สูดอากาศดีๆ สัมผัสวิถีชีวิตที่อยู่กับดิน หญ้า และสัตว์เลี้ยงเหมือนกับเขาในวันวาน

ทุกวันนี้เขาเลี้ยงไก่ เลี้ยงควาย เลี้ยงม้า เลี้ยงปลา และใช้ชีวิตสบายๆ เหมือนได้พักผ่อนต่างจังหวัดทุกวัน ชนิดไม่ต้องรอวันหยุดแล้วหาโอกาสไปเที่ยว

ขณะเดียวกัน เขาก็ยังคงทำงานในวงการบันเทิง ไม่ได้ห่างหายไปไหน เพียงแต่ไม่โหมรับงาน และบาลานซ์ชีวิตได้อย่างดีเยี่ยม

ในวัยเพียง 35 ปี น้ำ รพีภัทร มีชีวิตเนิบช้าที่เขาปรารถนามาตลอด โดยไม่ต้องรอให้ถึงวัยเกษียณ

น้ำ รพีภัทร เอกพันธ์กุล ในวัย 35 กับ 'รพีภัทรฟาร์ม' บ้านทุ่งพร้อมชีวิตเนิบช้าในฝันที่ทำสำเร็จก่อนวัยเกษียณ

เบญจา คีตา ความรัก

บ่ายแก่ของวัน ยานพาหนะของเรามาถึง ‘รพีภัทรฟาร์ม’ ที่อยู่กลางทุ่งโล่ง ที่ดิน 8 ไร่ ด้านหน้าเป็นลานหญ้าโล่งกว้าง มีบ่อปลาขนาดใหญ่ และลึกเข้าไปข้างหน้าเห็นบ้านหลังใหญ่ทรงทันสมัยตั้งอยู่ ข้างกันนั้นเป็นเล้าไก่และคอกควาย บ้านไร่แห่งนี้เห็นเด่นชัดมาแต่ไกล เพราะที่ดินข้างกันนั้นเป็นที่โล่งว่าง ไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆ 

น้ำและมินตรา ภรรยาของเขา ออกมาต้อนรับอย่างเป็นกันเองและเชิญเราเข้าไปนั่งในห้องรับแขกเพดานสูงที่ลูกสาวคนเล็กวัย 2 ขวบของเขานั่งเล่นอยู่บนโซฟา ส่วนโอเชี่ยน ลูกชายคนโตวัย 7 ขวบยังไม่กลับจากโรงเรียน 

มารีนเดินเข้ามาพูดคุยกับเราอย่างไม่เคอะเขิน และขณะที่นั่งสนทนากัน สาวน้อยคนนี้ก็เดินเล่นไปมาไม่ห่าง ‘ป๊ะป๋า’ ของเธอเลย

น้องมารีน ลูก น้ำ รพีภัทร
น้องมารีน ลูก น้ำ รพีภัทร

“ผมเป็นคนนครนายก แต่ตอนเด็กๆ อยู่บ้านในตลาดของตัวอำเภอบ้านนา” น้ำเริ่มเล่าถึงชีวิตของเขา “แต่ว่าปู่ย่าตายายและญาติพี่น้องมีอาชีพทำนากันอยู่ในละแวกนี้ ช่วงวันหยุดหรือเทศกาลผมก็มาอยู่บ้านย่าทวดที่เป็นจุดศูนย์รวมของญาติๆ ได้มาเล่นสนุก ขี่จักรยาน ยิงนก ตกปลา ชนไก่ จึงคุ้นเคยกับพื้นที่ตรงนี้ดี”

ตั้งแต่เด็กจนโต เด็กชายน้ำไม่เคยคิดฝันถึงวงการบันเทิงแม้แต่น้อย แต่ด้วยหน้าตาคมเข้มและรูปร่างสูงใหญ่ บรรดาแมวมองในสมัยนั้นจึงพยายามติดต่อเขาให้เข้าสู่วงการเสมอ จนวันหนึ่งมีโมเดลลิ่งแห่งหนึ่งได้ส่งประวัติและรูปถ่ายของเขาเข้าประกวดดัชชี่บอยแอนด์เกิร์ล ปี 2001 

“สมัยยี่สิบปีที่แล้วโมเดลลิ่งยังให้นามบัตรและขอเบอร์โทรศัพท์บ้านกันอยู่เลย” เขาเล่าขำๆ และยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มบนใบหน้า “โมเดลลิ่งส่งรูปและประวัติของผมไปประกวดดัชชี่บอยฯ เราก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะเอาความสามารถอะไรไปโชว์ แล้วก็เป็นเด็กขี้อายด้วย แต่ถามแม่กับเพื่อนๆ ก็บอกว่าให้ไปลองดู แล้วก็ผ่านเข้ารอบมาเรื่อยจนชนะการประกวด”

หนุ่มดัชชี่บอยอายุ 17 ปีต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่เพื่อเตรียมตัวพร้อมเข้าวงการบันเทิง เขาต้องนั่งรถเข้ากรุงเทพฯ ในวันเสาร์อาทิตย์ เพื่อเริ่มเรียนพื้นฐานการเป็นนักแสดง ตั้งแต่การปรับบุคลิกภาพ การแสดง และการร้องเพลง สุดท้ายน้ำต้องเลือกทิ้งชีวิตนักเรียนมัธยม 6 ที่จังหวัดนครนายก และเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อเป็นนักแสดงสังกัดช่อง 7 อย่างเต็มตัว

ละครที่ทำให้ชื่อของ น้ำ รพีภัทร ดังเปรี้ยงปร้างคือ เบญจา คีตา ความรัก ที่เขารับบทเป็น สามภพ หนุ่มมาดเนี้ยบลูกคุณหนู หนึ่งในตัวเด่นของเรื่อง จากนั้นกราฟความนิยมของเขาก็พุ่งสูง กลายเป็นดาราดาวรุ่งมาแรงและขึ้นแท่นพระเอกเบอร์หนึ่งของช่องในที่สุด ช่วงเวลานั้นเขาใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ถึงกับมีฉายาว่าเป็น ‘เด็กแสบของช่อง’

“เมื่อก่อนผมเป็นคนสุขนิยมมากนะ เอาสุขไว้ก่อน แล้วช่วงนั้นยังเด็ก ร่างกายแข็งแรง เที่ยวแล้วไปทำงานเช้าได้ อาจไปแบบหน่วงๆ แต่ฟื้นตัวไว ผมใช้ชีวิตเต็มที่นะ ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิต ถือว่ามันมาก และใช้ชีวิตอย่างนั้นมานานพอสมควรเลย” 

น้ำ รพีภัทร เอกพันธ์กุล ในวัย 35 กับ 'รพีภัทรฟาร์ม' บ้านทุ่งพร้อมชีวิตเนิบช้าในฝันที่ทำสำเร็จก่อนวัยเกษียณ

เล้าไก่ บ้านไร่ ชายทุ่ง

จุดเปลี่ยนของหนุ่มสุขนิยม เกิดขึ้นจากคำถามของคนรอบข้างและความรู้สึกเคว้งคว้างในชีวิตที่ต้องหาหลักยึดให้ได้

“มีนักข่าวและคนรอบข้างถามตลอดว่า นอกจากงานแสดงแล้วผมมีธุรกิจอะไร หรืออยากทำอะไรบ้างไหม คำตอบของผมคือ ไม่รู้ เพราะผมไม่ได้อยากทำอะไรหรือสนใจอะไรเลย แต่พอช่วงสักอายุยี่สิบห้าปีที่ต้องเจอกับมรสุมเรื่องความรัก ในใจรู้สึกเคว้งๆ ต้องหาหลักอะไรมายึดไว้ ผมเลยย้อนนึกถึงตัวเองว่าตอนเด็กเราชอบอะไรที่เราอยู่กับมันได้นานทั้งวัน ไม่ฟุ้งซ่าน ก็ได้คำตอบว่า เลี้ยงไก่”

น้ำเริ่มกลับมาคลุกคลีกับการเลี้ยงไก่อีกครั้ง และหลงใหลมันมากเหมือนที่เคยเป็นมาในวัยเยาว์ จนต่อมาเขาก็พัฒนาการเลี้ยงเป็นฟาร์มไก่ชนขนาดย่อมในหมู่บ้านย่านดอนเมือง แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย กลายเป็นตัวเร่งเร้าให้เขาต้องหาทางออก

“เรามีปัญหาเรื่องที่อยู่ของไก่ไปรบกวนบ้านรอบข้าง พอปรึกษาแม่กับยาย แม่ก็บอกว่าให้ย้ายมาอยู่ตรงที่ดินตรงนี้ ซึ่งเป็นที่ดินที่ยายยกให้แม่อยู่แล้ว จะได้ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อใหม่ ผมก็มาลงทุนเอง สร้างเล้าไก่ก่อนเลย บ้านตัวเองยังไม่มีเลยตอนนั้น” เขาหัวเราะ

น้ำ รพีภัทร เอกพันธ์กุล ในวัย 35 กับ 'รพีภัทรฟาร์ม' บ้านทุ่งพร้อมชีวิตเนิบช้าในฝันที่ทำสำเร็จก่อนวัยเกษียณ

4 ปีที่แล้ว น้ำไปกลับกรุงเทพฯ-นครนายกบ่อยขึ้น เพราะเริ่มลงหลักปักฐานด้วยการขยายฟาร์ม พร้อมไปกับการสร้างบ้านหลังใหญ่สำหรับครอบครัว และอีก 2 ปีให้หลังเขาก็พาทั้งครอบครัวย้ายมาตั้งรกรากที่นี่ถาวร 

 “เป็นความตั้งใจของผมอยู่แล้วที่จะย้ายกลับมาอยู่ต่างจังหวัดและทำในสิ่งที่รัก ตอนที่คบกับมินตรา ก่อนจะแต่งงานก็ถามเขาว่า ถ้าวันหนึ่งเราย้ายมาอยู่ต่างจังหวัดเขาจะโอเคไหม พอเขาบอกว่า พี่อยู่ที่ไหนหนูอยู่ที่นั่น เราก็สบายใจ”

อีกเหตุผลหนึ่งที่เขาพาครอบครัวหลีกหนีจากความวุ่นวายของเมืองหลวง เพราะตั้งใจอยากให้ลูกๆ ทั้งสองเติบโตในแบบ ‘เด็กบ้านทุ่ง’ เหมือนตัวเขาเอง

“โอเชี่ยนเป็นเด็กชอบเล่นโทรศัพท์ ผมอยากให้เขาละจากหน้าจอบ้าง พามาอยู่ที่นี่เขาก็ได้ทำกิจกรรมอื่นๆ ชวนกันเล่นจนแทบหมดวัน ผมอยากให้เขามีกิจกรรมคล้ายกับที่ผมเคยทำเคยเล่นตอนเด็ก 

“ผมว่าการเป็นเด็กต่างจังหวัดมีข้อได้เปรียบตรงที่เวลาเขาอยากทดสอบหรือทำกิจกรรมอะไร เขาได้สัมผัสกับมันได้เลย ไม่ต้องรอโรงเรียนจัดมาหรือรอวันหยุดมาเที่ยว เราทำได้ทุกวัน รวมไปถึงเรื่องอากาศที่ดีกว่า รวมไปถึงอารมณ์ของเด็กด้วย อย่างมารีนอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด เขาก็จะไม่ค่อยกลัวอะไรสักเท่าไหร่”

น้องมารีน ลูก น้ำ รพีภัทร

ควาย ม้า และทุ่งหญ้า

คุยได้สักพักจนเห็นความเป็นมาเป็นไปของ ‘รพีภัทรฟาร์ม’ น้ำก็พาเราเดินลัดเลาะเยี่ยมชมโซนเล้าไก่ที่วันนี้เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน ในพื้นที่ใกล้กันกั้นเป็นคอกไม้ที่ควายตัวเล็กตัวใหญ่นอนอยู่อย่างสบายใจ

น้ำเล่าว่า ความรักของเขาขยายมาถึงควาย เพราะวันหนึ่งเกิดไปถูกชะตาลูกควายไทยสวยงามของรุ่นพี่ที่สนิทกัน 

“รุ่นพี่ของผมเลี้ยงควายสวยงามไว้ พอไปเที่ยวบ้านเขาผมก็ไปนอนเล่น ไปดูควาย รู้สึกว่าเพลินดี ดูมันนอนในน้ำ ขึ้นจากน้ำมากินหญ้า ดูมันเลี้ยงง่ายดีนะ ผมเลยขอแบ่งลูกควายมาหนึ่งตัวคือ ‘หยกมณี’ เพราะถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็น” 

หยกมณีคือลูกควายตัวเมียสีเทา หน้าสวยคม (เขาว่าอย่างนั้น) เป็นลูกของ ‘อั่งเปา’ แม่ควายเผือกตัวใหญ่ที่กำลังอยู่ในช่วงให้นม การแยกลูกควายมาเลี้ยงนั้นต้องรอมันหย่านมแม่โดยใช้เวลาประมาณ 10 เดือนถึง 1 ปี

น้ำ รพีภัทร เอกพันธ์กุล ในวัย 35 กับ 'รพีภัทรฟาร์ม' บ้านทุ่งพร้อมชีวิตเนิบช้าในฝันที่ทำสำเร็จก่อนวัยเกษียณ
น้ำ รพีภัทร เอกพันธ์กุล ในวัย 35 กับ 'รพีภัทรฟาร์ม' บ้านทุ่งพร้อมชีวิตเนิบช้าในฝันที่ทำสำเร็จก่อนวัยเกษียณ

“ระหว่างนั้นผมสร้างคอกให้มันเรียบร้อยแล้ว ใจอยากเอามันมาแล้วล่ะ เลยตัดสินใจว่าขอมาทั้งแม่ทั้งลูกเลยแล้วกัน ก็เสนอราคาให้พี่เขาเองหนึ่งล้าน ด้วยความรักความชอบกันส่วนตัว พี่เขาก็ให้มาทั้งคู่ ให้แม่ลูกมาอยู่ด้วยกัน”

ต่อมาอั่งเปาคลอดลูกควายสีเทาสวยอีกตัวชื่อว่า ‘แก้วมณี’ และไปๆ มาๆ ตอนนี้น้ำมีควายไทยสวยงามในครอบครองถึง 4 ตัว และมีคนมาฝากเลี้ยงไว้ในคอกอีก 2 ตัว 

“ผมไม่ได้ขายนะ มีแต่จะซื้อเพิ่ม” น้ำบอกเมื่อได้ยินคำถามที่ว่า ถ้ามีคนขอซื้อควายจะขายไหม “เราเลี้ยงเพราะรัก อย่างอั่งเปายิ่งเลี้ยงยิ่งรัก เพราะเขาเชื่อง เลี้ยงง่าย กินเก่ง แล้วก็ส่งอุปนิสัยที่ดีให้กับลูกสองตัวของเขาด้วย”

ขณะที่เดินอยู่แถวคอกควาย น้ำชี้ไปยังลานหญ้ากว้างหลายไร่หน้าบ้าน พลางเล่าว่า เขามีโครงการที่จะปลูกหญ้าเพื่อให้ควายและม้ากิน

“ผมเลี้ยงม้าของน้องชายไว้ตัวหนึ่งชื่อ ‘เศรษฐี’ เห็นเขาเล็มหญ้าจนเตียนแล้วก็คิดว่าดีเหมือนกันนะ ตอนนี้กำลังวางโครงการว่าจะปลูกเป็นแปลงหญ้าให้ทั้งควายและม้ากิน หน้าแล้งเขาจะได้ไม่ต้องไปไหน มีหญ้าให้กินได้ตลอด คนเลี้ยงก็ไม่ต้องเหนื่อย เราเลี้ยงเขาแล้วก็รัก อยากให้มีคุณภาพชีวิตดีๆ คนอื่นเขาปลูกข้าวกัน แต่ผมเลือกปลูกหญ้าก่อน เพราะข้าวผมซื้อกินได้” เขาเล่าพลางหัวเราะ

น้ำ รพีภัทร เอกพันธ์กุล ในวัย 35 กับ 'รพีภัทรฟาร์ม' บ้านทุ่งพร้อมชีวิตเนิบช้าในฝันที่ทำสำเร็จก่อนวัยเกษียณ

เบอร์หนึ่ง ความคิดถึง และการเป็นตัวเอง

เมื่อถามถึงชีวิตตอนนี้ น้ำบอกว่ากำลังอยู่ในจุดสมดุลที่ดี มีเวลาได้หยุดพักอยู่บ้านและไปทำงานชนิดที่แบ่งเวลาต่อสัปดาห์ได้อย่างละครึ่ง เขาเลือกที่จะไม่โหมรับงานหนักเกินไป เพื่อจะได้มีเวลาอยู่บ้านและทำอีกหนึ่งงานที่รัก ซึ่งกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในชีวิตไปแล้ว

“งานในวงการผมก็ทำแทบทุกอย่างแล้วนะ ทำเต็มที่และทำครบได้หมด เวลาส่งงานอะไรมา ใครไม่เอาผมเอา ผมทำได้หมด จบงานที่ผมได้ จนถึงตอนนี้ไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว ผมมีความสุขกับงานที่ได้ทำ คนอื่นอาจรู้สึกว่าไม่เห็นค่า ไม่ได้เห็นความสำคัญ แต่เราโอเค เราเต็มที่และมีความสุขกับทุกงาน”

ถึงตรงนี้ เราถามว่าเขาคิดเห็นอย่างไรกับสัจธรรมในวงการบันเทิง ที่วันหนึ่งกราฟความนิยมที่เคยพุ่งสูงสุดต้องตกลงมาตามกาลเวลา และเขาเคยเจ็บปวดกับชีวิตแบบนั้นบ้างไหม

“ผมผ่านจุดนั้นมาตั้งนานแล้ว” เขาตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “จะบอกว่าไม่เคยคิดเลยก็คงไม่ใช่ แต่ผมกลับไปคิดถึงตอนที่เริ่มเรียนการแสดงว่า เราเรียนมาเพื่อเป็นนักแสดง ไม่ใช่มาเป็นดาวค้างฟ้า ไม่ได้มาเป็นซูเปอร์สตาร์ ผมเรียนทุกอย่างจากครูอาจารย์เพื่อเป็นนักแสดง 

“ดังนั้นผมจึงไม่รู้สึกเสียดายที่วันหนึ่งไม่ได้เป็นเบอร์หนึ่ง เพราะผมยังเป็นนักแสดงอยู่ไม่ใช่เหรอ ผมยังสร้างความบันเทิง ยังเป็นตัวละครได้ ผมให้ความสำคัญว่าเราทำหน้าที่ของนักแสดงได้ดีหรือไม่มากกว่า แค่นั้นจบ เรื่องอื่นไม่ซีเรียส”

น้ำยังยืนยันว่าเขายังคงรับงานในวงการบันเทิงไปเรื่อยๆ แม้แฟนละครอาจไม่ได้เห็นผลงานถี่เท่าเมื่อก่อน แต่เขาบอกว่า “ขอให้ความคิดถึงได้ทำงานบ้างก็ดีเหมือนกัน” 

เมื่อบาลานซ์ชีวิตได้ดี น้ำก็มีเวลาทำงานที่เขาอยากทำอีกงานหนึ่ง นั่นคือการเปิดช่องยูทูบแชนแนล ชื่อว่า Nam Rapeepat นำเสนอชีวิตและตัวตนที่สนุกสนานของเขา นับจากเปิดตัวมา 6 เดือน ปัจจุบันมียอดคนติดตาม 232,000 คนแล้ว

“ผมเริ่มทำช่องกับเพื่อนเพื่อสนองความต้องการของตัวเองเหมือนกัน เมื่อก่อนเราอาจต้องสวมบทบาทต่างๆ แต่ตอนนี้เราเป็นตัวเอง อยากทำอะไรที่สบายๆ ถ่ายทอดการใช้ชีวิตจริงๆ ของเรา อะไรที่ไม่ใช่เราจะไม่ทำเลย”

น้ำ รพีภัทร เอกพันธ์กุล ในวัย 35 กับ 'รพีภัทรฟาร์ม' บ้านทุ่งพร้อมชีวิตเนิบช้าในฝันที่ทำสำเร็จก่อนวัยเกษียณ

เนิบช้า สบายใจ สุขได้ทุกวัน

ตะวันคล้อย แสงแดดอ่อนทอประกาย ลมโชยพัดเย็น ภาพตรงหน้าราวกับเป็นฉากละครที่พระเอกของเรื่องกำลังดื่มด่ำกับธรรมชาติอันสวยงามเนิบช้าอย่างสบายใจ ภาพนี้อาจไม่เกิดขึ้นในจริงในชีวิต หากน้ำไม่เลือกเดินตามความต้องการของตัวเอง 

 “เมื่อก่อนผมจะคุยกับเพื่อนตลอดว่า ผมเริ่มทำงานเร็ว ก็อยากทำงานสักสามสิบปี พออายุสักสี่สิบห้าก็อยากกลับมาเริ่มต้นทำอะไรที่บ้านเกิด แต่พอมีปัญหาที่เร่งเร้าทำให้ผมได้กลับมาเริ่มต้นที่นี่เร็วขึ้น อายุ สามสิบกว่าก็ได้กลับมาทำสิ่งที่เรารักแล้ว”

ตลอดการพูดคุยและติดตามดูกิจวัตรประจำวันเพียงช่วงเวลาบ่ายของวัน เรากลับสัมผัสได้ชัดว่า น้ำ รพีภัทร มีความสุข สบายใจกับวิถีชีวิตที่ปรารถนาและเป็นจริงได้ก่อนเวลาที่คาดไว้เป็นสิบปี

“ความสุขวันนี้ของผมคือการได้อยู่กับครอบครัว ได้ทำในสิ่งที่รัก ครบแล้วล่ะ ชีวิตไม่ต้องดิ้นรนแข่งขันกับใคร รพีภัทรฟาร์ม ก็ทำด้วยความรัก สโลแกนคือทำด้วยใจ ผมคงไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากมายกว่าเดิมหรอก เอาแค่พออยู่ได้ ไม่เดือดร้อนใคร ลูกเมียผมกินอิ่ม อยากกินอะไรได้กิน ได้ไปเที่ยวไหนมาไหนบ้าง แค่นั้นเอง มีความสุขแล้ว ไม่ต้องใหญ่โตอะไร

“แค่ได้นั่งดูควายกินฟางเคี้ยวเอื้อง ผมสบายใจจนบางทีลืมเรื่องเครียดไปได้ชั่วขณะเลยนะ กลับจากทำงานผมต้องเดินมาที่ฟาร์มทุกวัน พอได้ดูไก่ดูควายแล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลย” เขาว่าพลางลูบหัวเจ้าอั่งเปา

 “คนเราบางทีกว่าจะได้มาต่างจังหวัดต้องรอวันหยุด ต้องหาโอกาสมาเที่ยว แต่ผมไม่ต้องเป็นแบบนั้นแล้ว ผมได้อยู่ต่างจังหวัดทุกวัน ได้พักผ่อน และมีความสุขทุกวันจริงๆ”

น้องมารีน ลูก น้ำ รพีภัทร

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หากพูดถึงยูทูบเบอร์เกาหลีในประเทศไทย Kyutae Oppa น่าจะเป็นชื่อแรก ๆ ที่ใครต่อใครนึกถึง

หลายคนอาจคุ้นหูชื่อนี้จากการขึ้นอันดับ 1 บนเทรนด์ทวิตเตอร์ ทั้งที่จริง ๆ คิวเทคือยูทูบเบอร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในวงการ เส้นทางชีวิตของเขาอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวที่มีคุณค่าและน่าสนใจมากมาย ที่แน่ ๆ มันมีอะไรมากกว่าแค่ข่าวร้ายช่วงต้นปีอย่างแน่นอน

ซิม คิวเท เจ้าของช่อง Kyutae Oppa ลืมตาและเริ่มเรียนรู้โลกที่จังหวัดชลบุรี แม้จะมีพ่อกับแม่เป็นคนเกาหลีแท้ ๆ จานโปรดที่ช่วยให้เขาเติบใหญ่กลับไม่ใช่กิมจิ แต่เป็นส้มตำไก่ย่าง 

เรียกว่าถึงจะมีสายเลือดแดนโสม แต่หัวใจก็เป็นไทยเต็มดวง

หนุ่มคิ้วเข้มนิยามตัวเองในวัยเด็กว่าเป็นคนขี้อาย การอกหักจากรักแรกตอนมัธยมเหมือนเป็นการสับสวิตช์ เปลี่ยนเด็กเก็บตัวให้กลายเป็นวัยรุ่นที่ทั้งรั่ว กล้า และบ้าบิ่น ช่องยูทูบ Kyutae Oppa หรือที่ก่อนหน้าใช้ชื่อ Kyutae TV ถือกำเนิดขึ้นในตอนนั้น

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

บุคลิกที่ขี้เล่น จริงใจ กล้าทำทุกอย่างที่ขวางหน้า ส่งให้ช่องของเขาพุ่งทะยานจนมีคนติดตามกว่า 8 ล้านใน 5 ปี เขาจริงจังกับเส้นทางนี้ถึงขั้นลาออกจากมหาวิทยาลัย หลังจากที่เรียนไปได้เพียง 3 เดือน

อาจเพราะความสำเร็จที่ไม่ธรรมดา หลายคนจึงไม่รู้ว่า ซิม คิวเท เพิ่งจะมีอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ได้บ่งชี้ว่าประสบการณ์ของเขาน้อยไปกว่าใคร และอันที่จริง เขาน่าจะผ่านอะไรมามากกว่าคนที่แก่กว่าเขาไปแล้วด้วยซ้ำ

หลังปล่อยคลิปอธิบายความขัดแย้งระหว่างตนเองและทีมงาน สื่อแทบทุกสำนักก็ต่อคิวขอสัมภาษณ์จนเขาแทบไม่มีเวลาพักหายใจ เราจึงรู้สึกพิเศษไม่น้อยที่คิวเทเลือกเทคิวมาพูดคุยกับ The Cloud ในวันนี้

ขณะนั่งรอการมาถึงของโอปป้า เราได้แต่คาดเดาไปต่าง ๆ นานา ว่าหนุ่มอารมณ์ดีที่เราเห็นในช่อง หลังกล้องจะเป็นคนแบบไหน จะยิ้มแย้มบ้าบอแบบในคลิป หรือจะสุขุมนุ่มลึกเข้าถึงยาก

หนุ่มเกาหลีหัวใจไทยไม่ทิ้งให้สงสัยนาน ทันทีที่ได้เจอ คิวเทส่งยิ้มล้นปรี่ไม่ต่างจากที่เห็นในโซเชียลมีเดีย ความสนุกสนานในยูทูบเป็นอย่างไร ชีวิตจริงเขาก็เป็นแบบนั้น

อย่างไรก็ดี เมื่อการสนทนาเริ่มต้น เราจึงค่อย ๆ สัมผัสได้ถึงตัวตนความเป็นมนุษย์ของเขาทีละเล็กละน้อย เป็นชีวิตที่ไม่ได้มีเพียงมุมที่ยิ้มอิ่มสุข หากยังมีด้านที่จริงจัง ทุกข์ ไปจนถึงโศกเศร้า 

เขาเล่าทั้งหมดให้ฟังแบบตรงไปตรงมา 

ตรงหน้าของเราคือมนุษย์ที่จริงใจที่สุดคนหนึ่ง และคงถึงเวลาอันสมควรที่ทุกคนจะได้สัมผัสความจริงใจของยูทูบเบอร์วัยยังไม่เบญจเพสคนนี้

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

กิมจิไม่ค่อย ขอส้มตำดีกว่า

ชื่อ ‘ซิม คิวเท’ ของคุณ ที่แปลว่า คนที่ห่วงใยประเทศไทย มีที่มาจากอะไร

พ่อแม่ผมเป็นคนเกาหลี แต่ผมเกิดที่นี่ เมดอินไทยแลนด์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนผมเกิด คุณปู่บินจากเกาหลีมาไทย เขาบอกพ่อกับแม่ว่า ไหน ๆ จะมาตั้งหลักที่ไทยอยู่แล้ว ลูกก็เกิดที่ไทยด้วย ก็อยากให้ตั้งชื่อที่เกี่ยวกับประเทศไทยหน่อย คุณปู่เสนอว่าให้ชื่อห่วงใยประเทศไทยดีมั้ย แต่ละพยางค์ในภาษาเกาหลีมีความหมายอยู่แล้ว ชื่อคิวเทลงตัวพอดี ซิมคือชื่อตระกูล ‘คิว’ ย่อมาจากคำว่าเข้าใจ ส่วน ‘เท’ มาจาก ‘แทกุก’ ที่แปลว่าประเทศไทย ก็เลยเป็น ซิม คิวเท แต่เพื่อนเรียกกันไม่ค่อยถูกนะ คิวเทบ้าง ไคยิวเทบ้าง เรียกหยาบ ๆ ก็มี ผมเลยให้เพื่อนเรียก ‘ซิม’ แล้วกัน น่าจะเรียกง่าย จำง่ายกว่า

แล้วคุณห่วงใยประเทศไทยจริงมั้ย

จริง ๆ ก็เหมือนผมเป็นคนไทยนะ ทุกครั้งที่ไปเกาหลีจะอยากกลับมาไทยตลอด ที่นั่นไม่มีอะไรที่เราคุ้นชินเลย เหมือนไปเที่ยวต่างประเทศมากกว่า รู้สึกชัดเจนเลยว่าประเทศไทยคือบ้านของเรา ถามว่าห่วงใยมั้ยก็ต้องห่วงอยู่แล้ว เพราะว่านี่คือบ้าน

ถามจริง ประเทศนี้มีอะไรให้คุณหลงรัก

อย่างแรกก็เรื่องอาหาร ผมชอบกินอาหารรสจัด เผ็ด ๆ อร่อย ๆ อย่างกิมจิผมก็ไม่ค่อย ขอเลือกส้มตำดีกว่า กินมาตั้งแต่เด็กแล้ว

และที่ประทับใจที่สุดคือผู้คน ผมว่านิสัยคนไทยไม่เหมือนคนเกาหลีนะ คนไทยค่อนข้างใจเย็น ใจดีกว่า คนเกาหลีแอบดุ (หัวเราะ) ถ้าไม่รู้จักกันจะเหมือนมีกำแพงกั้นอยู่ พออยู่เกาหลีนาน ๆ ผมกลายเป็นอีกคนหนึ่งเลย เป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก เข้าไปเฮฮากับใครไม่ได้ แต่ที่ไทยเราได้เป็นตัวของตัวเองเต็มที่

หมายความว่าไม่มีความคิดจะไปใช้ชีวิตที่เกาหลีเลย

ปกติผมกลับเกาหลีปีละครั้งอยู่แล้ว แต่ไม่เคยคิดจะกลับไปใช้ชีวิตที่นั่นยาว ๆ เคยมีที่คิดเล่น ๆ ว่าอยากดังที่เกาหลีบ้างเหมือนกัน แต่คิดไปคิดมาก็รู้ตัวว่าวันนี้มีความสุขอยู่แล้ว ผมอยากประสบความสำเร็จในไทยให้สุดมากกว่า

หลายคนเรียกคุณว่าเกาหลีตัวปลอม บ้างก็แซวว่าคุณพูดภาษาไทยไม่ชัด เคยน้อยใจบ้างรึเปล่า

ไม่เลย ผมว่าเป็นอะไรที่ดี จริง ๆ แล้วหนึ่งในสี่ของคนที่ติดตามช่อง Kyutae Oppa ก็ไม่รู้นะว่าผมเป็นคนเกาหลี เขาคิดว่าผมเป็นคนไทยที่แกล้งเป็นเกาหลี แต่ผมไม่น้อยใจเพราะมันเป็นกิมมิกดี ให้คนงงว่าสรุปเป็นเกาหลีหรือไทยกันแน่ คนดูจะสงสัยว่าไอ้นี่เป็นใคร แล้วก็อาจจะไปค้นหา เข้าไปดูคลิปของเราต่อ

แต่ทุกวันนี้ภาษาไทยของผมก็เก่งขึ้นเยอะนะ 

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'
Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

อกหัก…จึงกล้าแสดงออก

จากเด็กที่อยากทำงานเบื้องหลัง ไม่ค่อยกล้าแสดงออกตอน ม.ปลาย เปลี่ยนแนวมาอยู่หน้ากล้อง ทำช่องยูทูบได้ยังไง

ผมอกหัก ด้วยความเป็นเด็กด้วยเลยรู้สึกอกหักอย่างแรง ตลกดีเหมือนกัน ตอนนั้นอยู่ที่สถานบันเทิงพอดี ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดอะไร จู่ ๆ ก็อยากขึ้นไปเต้น จากที่เศร้า ๆ พอเต้นแล้วรู้สึกลืมเรื่องอกหักไปเลย เหมือนได้เจอความสุขที่แท้จริง เห็นผู้คนมองขึ้นมาบนเวที โฟกัสที่เราคนเดียว หลังจากวันนั้น ผมก็ลองเป็นคนอีกแบบหนึ่งดู ลองยกมือขอขึ้นเวทีในงานโรงเรียนบ้าง ลองทำตัวเป็นรุ่นพี่ที่ร้องเพลงตามบันไดบ้าง (หัวเราะ) ก่อนหน้านั้นผมไม่กล้าเลยนะ กลัวมาก 

พอรู้ตัวว่ามีความสุขที่ได้แสดงออก ทีแรกผมอยากเป็นนักร้อง แต่ก็คิดว่าเป็นไม่ได้ เพราะขนาดคนที่ร้องเพลงอยู่ข้าง ๆ ยังร้องเพราะกว่าเราเลย โลกนี้มี 7 พันล้านคน ผมคงไปถึงจุดที่เป็นนักร้องไม่ได้ ก็เลยมองหาอะไรบางอย่างที่จะทำให้เรามีชื่อเสียง ก็ได้เจอยูทูบ เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ฟรี จะมาจากไหน อายุเท่าไหร่ ก็สร้างได้ ก็ลองทำดู ทำมาเรื่อย ๆ จนถึงวันนี้

พอจะจำได้มั้ยว่าคลิปแรกมีคนดูเท่าไหร่

โห คลิปหนึ่ง 40 – 50 วิวเอง ตอนนั้นคิดเยอะมากนะ ผมเริ่มทำช่วง ม.6 ทำแล้วคนก็ล้อ เพื่อนที่โรงเรียนก็ล้อว่าไอ้นี่เป็นอะไร เด็ก ๆ รุ่นน้องก็หัวเราะ คุณครูก็ดูถูก ออกแนวเป็นห่วงเพราะใกล้จะต้องเข้ามหาลัยแล้ว แต่ไอ้นี่ยังไม่รู้เลยว่าจะไปมหาลัยไหน วัน ๆ ทำแต่คลิป

ยอดก็ไม่ได้ดี แถมมีคนดูถูกด้วย ทำไมคุณจึงยังทำต่อ

ก็โดนล้อโดนดูถูกไปแล้ว ผมขอทำต่อดีกว่า (หัวเราะ) 

แต่ผมไม่โกรธคนที่ล้อนะ เพราะผมก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง ผมยังไม่ดังจริง ๆ และคุณภาพของคลิปที่เราทำก็ตลกด้วย สมัยนั้นคนยังไม่เข้าใจว่าทำยูทูบเป็นยังไง แต่เราไม่สนใจ โอเค มีคนล้อ งั้นลองทำอีกคลิปแล้วกัน ลองหาดูว่าแบบไหนคนถึงจะชอบ ทำไปก็ยังไม่ดีหรอก แต่มันทำให้เรากลายเป็นรุ่นพี่ทำคลิปประจำโรงเรียน แม้จะมียอดติดตามไม่ถึงร้อยคนก็เถอะ

แต่พอโดนล้อมาก ๆ เข้า ผมก็เขินจนทนไม่ไหว ทำคนเดียวเหงาไปหน่อย เลยบอกเพื่อนว่ามาทำด้วยกันเถอะ คุณครูจะได้ดูถูกมึงด้วยไง (หัวเราะ) แก๊งผมมี 4 คน ก็มาช่วยออกในคลิป พอทำด้วยกันกับแก๊งเพื่อนก็เหมือนยูทูบเป็นกิจกรรมที่ได้มาสนุกกัน ตอนผมถ่ายจะมีรุ่นน้องในโรงเรียนมาดูตลอด เพราะสิ่งที่เราทำตลกมาก ผมเลยมีกำลังใจจะทำต่อไป

ใครสอนคุณทำยูทูบ

ศึกษาเองหมดเลย หลายคนทำเป็นอยู่แล้ว มันแอบคล้ายหลักการตลาดนิดหน่อย เราต้องหาอะไรที่แตกต่างในตลาดเดียวกัน ในยูทูบมีคอนเทนต์กินแล้ว เฮ้ย เกาหลีเต้นสายย่อ เกาหลีดูหนังผีไทยยังไม่มีนี่หว่า งั้นผมลองทำดีกว่า 

ส่วนการตัดต่อ ผมก็ต้องเรียนเหมือนกัน ความโชคดีอย่างหนึ่งคือผมเรียนโรงเรียนอินเตอร์ เลยสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ไม่รู้อะไรก็เสิร์ช ยุคนั้นคลิปสอนตัดต่อที่เป็นภาษาไทยยังไม่ค่อยมี แต่ภาษาอังกฤษมีทุกอย่างที่เราอยากเรียน ได้เข้าใจตั้งแต่ตอนนั้นว่า ถ้าผมอยากเรียนอะไรก็เรียนเองได้ ไม่ต้องมีอาจารย์คอยสอน

ช่อง ‘Kyutae Oppa’ เริ่มเป็นที่รู้จักตอนไหน

คลิปแรกที่ดังน่าจะเป็นเกาหลีดูหนังผีไทย เราอัดคลิปตัวเองดูหนังผี แล้วตัดเฉพาะรีแอคชันตอนตกใจ ปรากฏว่ามีคนดูดคลิปผมไปลงในเพจ คนแชร์เป็นหมื่นเลย ผมรีบทักไปหาเขาว่าใส่เครดิตให้หน่อยได้มั้ย ตอนนั้นไม่มีความรู้ ไม่รู้เลยว่าการที่เขาเอาคลิปเราไปลงดีหรือไม่ดี คิดแค่ว่า ขอบคุณครับพี่ที่เอาคลิปผมไปลง ไหน ๆ ก็เอาไปแล้ว ฝากแปะชื่อผมด้วยได้มั้ย (หัวเราะ) วันนั้นยอดติดตามผมขึ้นมา 2,000 – 3,000 แล้วไม่นานก็ขึ้นไปถึงหลักหมื่น

ทุกวันนี้ คลิปที่คุณนำเพลงไทยมาแปลงเนื้อเป็นภาษาเกาหลีได้รับความนิยมมาก ๆ เล่าแรงบันดาลใจของคลิปแนวนี้ให้ฟังหน่อย

ช่วงโควิดผมว่างมาก เลยลองหาเพลงดัง ๆ ตอนนั้นเพลง วาฬเกยตื้น ของ GUNGUN มาแรง เลยลองแปลเนื้อเพลงดู วันเดียวก็เสร็จ ผมก็ร้องแล้วลงยูทูบ โอ้โห คนดูเยอะมาก 10 – 20 ล้าน งั้นผมทำต่อดีกว่า แค่นั้นเลย 

การร้องเพลงลงยูทูบทำให้คุณเข้าใกล้ความฝันวัยเด็กที่อยากเป็นนักร้องมากขึ้นมั้ย

ทุกวันนี้ก็ยังอยากเป็นนักร้องนะ แต่พอทำยูทูบ ผมก็ไม่มีเวลาเข้าหาดนตรีเท่าไหร่ มีช่วงที่ลืมความอยากเป็นศิลปินไปเหมือนกัน รู้สึกว่าศิลปินเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง ต้องทุ่มเท ต้องให้เวลามาก ๆ เดี๋ยวนี้มีแอบทำเพลงบ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร ยังตั้งใจเต็มที่กับยูทูบเหมือนเดิม แต่กับอะไรที่จะตามมา ผมก็พยายามทำเรื่อย ๆ เพื่อให้วันหนึ่งมันสมบูรณ์

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

ถ้ารู้สึกเครียด ผมไม่ทำ

เคล็ดลับอะไรที่ทำให้ ‘Kyutae Oppa’ โดดเด่นกว่าช่องอื่น ๆ ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน

ผมขายตัวเองไว้ในนั้น เอาบางอย่างที่เป็นชีวิตจริงลงไปอยู่ในช่อง สิ่งที่ผมอยากเป็น การที่น้องสาวเป็นเด็กพิเศษ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่พบเจอ ผมก็เอาไปละลายในช่อง บางคนอาจจะมองว่านี่เป็นการขายวิญญาณ แต่ผมว่านี่คือวิถีชีวิต คือการนำเสนอตัวตนให้คนดูตามที่ตัวบุคคล วิธีนี้เป็นอะไรที่อยู่ได้นานที่สุด

แล้วบุคคลที่ชื่อ ซิม คิวเท น่าติดตามยังไง

ผมสัญญากับตัวเองว่า ตอนอยู่หน้ากล้องต้องสนุก พลังงานต้องเต็มร้อย จะเช็กก่อนทุกครั้งว่าเรามีเรื่องเครียดอะไรรึเปล่า ถ้ามี ผมจะไม่ถ่ายเลย ผมว่าเป็นการไม่ให้เกียรติคนดู เพราะคนดูส่วนใหญ่มีเรื่องเครียดอยู่แล้ว เขาไม่ได้มาเอาความรู้ แต่อยากมาดูว่าวันนี้ผมทำอะไร อยากหัวเราะในสิ่งที่ผมทำ อยากเห็นผมบ้า เห็นผมโชว์พลังในที่สาธารณะ อยากเห็นผมมั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าจะทำอะไร ไปร่วมงานกับแขกรับเชิญคนไหน ผมจะไม่มีการเกร็งหรือกลัว ผมอยากให้พลังงานของผมช่วยให้คนดูมีความสุข นี่น่าจะเป็นจุดสำคัญที่สุดที่ทำให้คนติดตามผม 

คุณไม่ฝืนเลยเหรอที่ต้องเต้นหรือทำเรื่องตลกในที่สาธารณะ

ฝืนครับ ฝืนมาก ครั้งแรกผมก็ไม่กล้า คืนก่อนหน้านอนไม่หลับเลย วันนั้นนัดเพื่อนคนหนึ่งให้มาช่วยถ่าย ต้องเต้นกลางห้าง เราไม่เคยถ่ายคลิปในห้างมาก่อน ทั้งเกร็งทั้งกลัว (ทำท่าลุกลี้ลุกลน) เฮ้ย คนนั้นมองเราทำไม เฮ้ย คนนั้นสวยมากเลย เขินจัง ผมเกร็งไปหมด

จริง ๆ ผมลืมความรู้สึกนี้ไปแล้วนะ แต่ยูทูบเบอร์หลายคนก็ยังเป็นอยู่เวลาต้องถ่ายคลิปในที่สาธารณะ ทุกวันนี้ผมแบ่งช่องในสมองได้แล้ว ถ่ายคลิปคือถ่ายคลิป ทำอย่างอื่นคือทำอย่างอื่น ประสบการณ์ทำให้เราแบ่งได้ชัดเจนว่าเวลาไหนเครียดได้ เวลาไหนต้องถ่าย 

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

ทุกวันนี้ก็คือเต้นกลางห้างได้แบบชิลล์ ๆ

ตอนนี้ดีดนิ้วปุ๊บ เต้นได้เลย (หัวเราะ)

อะไรทำให้เด็กปี 1 ที่เพิ่งเรียนมหาลัยได้แค่ 3 เดือน ตัดสินใจลาออกไปเปิดบริษัทเป็นของตัวเอง

ก่อนทำยูทูบ ผมอยากไปเรียนที่นิวยอร์ก อยากเป็นผู้กำกับอยู่หลังกล้อง แต่พออกหัก เริ่มทำยูทูบ ก็ไม่ได้อยากเรียนอะไรเป็นพิเศษ แต่พ่อแม่อยากให้เรียน และผมก็อยากรู้ เอ เรียนมหาลัยจะเป็นยังไง

ทีนี้มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปถ่ายคลิปที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลงคลิปเสร็จ มหาลัยก็ติดต่อมาว่าอยากให้ไปเรียนที่นั่น คณะนิเทศ ให้ทุนเรียนฟรี 4 ปีเลย ผมคิดในใจ ‘โห สบายจัด ทำยูทูบจนได้เข้ามหาลัย บ้าไปแล้ว (ทำเสียงสูง)’ 

แต่พอเข้าไปเรียนจริงไม่เหมือนที่คิดไว้ ผมต้องเรียนใหม่หมด ตั้งแต่วิธีเปิดกล้อง ชัตเตอร์สปีด เช็ดเลนส์ ตอนนั้นรู้สึกเหนื่อย ทำยูทูบ เรียนหนัก เดินทางก็ไกล เลยลองชั่งน้ำหนักดูว่า ระหว่างออกมาเรียนเองกับเรียนในมหาลัย อันไหนเร็วกว่า เรียนเองอาจจะไม่ละเอียดเท่ามหาลัย แต่ก็คงเร็วกว่า ได้เจอคนมากกว่า ผมมีเป้าหมายใหม่ด้วย อยากลองก้าวไปอีกขั้น เห็นยูทูบเบอร์หลายคนเริ่มเปิดบริษัทของตัวเอง ผมเลยลาออกหลังจากเรียนไปแค่ 3 เดือนเพื่อมาจดทะเบียนบริษัท ตอนนั้นอายุแค่ 19 

การเปิดบริษัทนับเป็นก้าวสำคัญของชีวิตเลยรึเปล่า

เป็นแรงบันดาลใจที่กระตุ้นให้เราตั้งใจทำงานมากขึ้น ตอนนั้นเป้าหมายผมเกินจริงมาก ยังเด็กด้วย คิดแผนว่าจะเปิดบริษัท จะมีลูกน้องกี่คน จะขายนู่นนี่นั่น ต้องมีเสื้อผ้านะ ต้องมีผู้ติดตาม 70 ล้านคนนะ จะมีรถกี่คัน วันหนึ่งต้องเปิดโรงเรียนสอนทำยูทูบให้ได้ 

ถึงวันนี้ทำอะไรไปแล้วบ้าง

ไม่ได้ทำเลยครับ (หัวเราะ)

พอลองทำบริษัทจริง ๆ ถึงได้รู้ว่าเราไม่ได้ชอบ เราแค่ทำตามคนอื่น ผมรวยขึ้น ดังขึ้นก็จริง แต่ว่าในใจรู้สึกว่าเดินผิดทาง ทุกวันนี้ยังมีบริษัทอยู่ แต่ก็ทำยูทูบเป็นหลัก ไม่ได้มีธุรกิจอะไรมากมาย

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ
คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

คนจริงใจมีน้อย

ทำยูทูบมา 5 ปี มีผู้ติดตามกว่า 8 ล้านคน เคยรู้สึกหมดไฟ อยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นบ้างรึเปล่า

ถ้าตอบว่าไม่ก็โกหกแล้ว มีแน่นอน ช่วงที่เหนื่อยและหมดไฟที่สุดคือ ตอนที่จะเปลี่ยนยูทูบจากงานอดิเรกมาเป็นอาชีพ ยากนะ ไม่รู้เลยว่าจุดเปลี่ยนคือตอนไหน ถามวันนี้ก็ยังตอบไม่ได้ 

มีช่วงที่บอกกับตัวเองเหมือนกันว่าจะทำยูทูบต่ออีกแค่ 3 ปี จริง ๆ ยูทูบเบอร์หลายคนเคยบอกตัวเองแบบนี้นะ แต่พอคิดแบบนี้แล้วชีวิตไม่มีความสุขเลย เหมือนเราให้วันหมดอายุกับตัวเอง ถึงจุดหนึ่งเลยเปลี่ยนความคิดใหม่ ได้รู้ว่าทำยูทูบไปเรื่อย ๆ ก็ดี จริง ๆ ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็คงมีช่วงหมดไฟกันทั้งนั้น ผมลองตั้งใจใหม่ ลุยใหม่ จนความคิดที่จะทำยูทูบอีกแค่ 3 ปีหายไป ก็คงตั้งใจทำจนกว่าจะทำไม่ได้

หมายความว่าอาจจะมีวันที่คุณเลิกทำยูทูบ

มีอยู่แล้ว สักวันแหละ ทุกอย่างมีวันหมดอายุ แต่ก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าตอนไหน วันหนึ่งคนอาจจะไม่ดูเราแล้ว หรือเราอาจจะทำเหมือนเดิมไม่ได้ก็ได้ ไม่มีทางรู้ แต่ถ้าถามตอนนี้ก็ยังอยากทำช่องไปเรื่อย ๆ นะ

การเป็นบุคคลสาธารณะตั้งแต่เป็นวัยรุ่นให้อะไรและเอาอะไรไปจากคุณบ้าง

ให้ผมได้รู้จักกับธาตุแท้มนุษย์ ผมทำยูทูบมา 5 ปี ทุกคนรอบตัวเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ความคิด ความชอบ สังคม เวลาสั้น ๆ เอง แต่ทุกอย่างแทบไม่เหมือนเดิม ผมได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้เยอะมาก

สิ่งที่เอาไปคือเวลา ผมได้สนุกสนานกับเพื่อนน้อยมาก ชีวิตผมไม่เหมือนของเพื่อนรุ่นเดียวกัน ตอนเพื่อนเรียนมหาลัย ผมทำงานแล้ว แทบไม่มีเพื่อนวัยเดียวกันเลย เพื่อนที่มีส่วนมากก็อายุมากกว่าเราหมด 

อีกอย่างที่เสียไปคือความเป็นส่วนตัวและความรู้สึก ผมไม่ได้มีสังกัดหรือบริษัทมาดูแล ต้องดูแลอารมณ์และชื่อเสียงของตัวเองตั้งแต่เด็ก เหนื่อยนะ ไม่มีผู้ใหญ่แนะนำ พ่อแม่เป็นคนเกาหลี เขาก็ไม่ได้เข้าใจทั้งหมดว่าสิ่งที่เราทำคืออะไร เราติดต่องานเอง ทำเองทุกอย่าง (นิ่งไป) 

ลืมไปเยอะเหมือนกันนะ ผ่านมานานแล้ว ตอนนั้นผมกลัวมาก กลัวไปหมดทุกอย่าง กลัวว่าจะพูดอะไรผิดรึเปล่า ไม่รู้ว่าออกจากบ้านแล้วจะมีคนว่าอะไรเรามั้ย เคยเจอดราม่าเหมือนกันเลยได้เข้าใจว่า อ๋อ เวลาดาราเจอเรื่องดราม่ารู้สึกแบบนี้นี่เอง แต่ถ้ามองถึงวันนี้ ผมคงบอกว่ามันดีแล้ว คุ้มแล้ว เพราะสิ่งนี้เป็นความสุขของเราจริง ๆ เราแค่ต้องหาให้เจอ เลือกโฟกัสให้ถูกจุด

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา คุณต้องเผชิญอุปสรรคครั้งใหญ่ในชีวิต ทั้งเรื่องความสัมพันธ์กับคนรักและเพื่อนร่วมงาน สิ่งที่ช่วยให้คุณผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้คืออะไร

เป็นเรื่องที่แปลกมากนะ ช่วงต้นปีมีวันหนึ่งที่เราเอามือขึ้นมาตบหน้าตัวเอง ไม่รู้เลยว่าเกิดจากอะไร ไม่รู้ว่าฝันอยู่รึเปล่า ช่วงนั้นชีวิตผมคงแย่เหมือนมีคนมาตบหน้าตลอดเวลา สมองเลยคิดแต่เรื่องไม่ดีจนมือเริ่มตบปึ้ง ตบปึ้ง ไม่ยอมหยุด ตบถึงตี 4 ช้ำเลยนะ แต่พอได้สติ ผมหันไปมองดาวที่อยู่บนฟ้าหน้าบ้าน ถึงได้รู้ตัวว่าเราอยู่ตรงนี้ ถ้าโฟกัสแค่สิ่งตรงนี้ ความคิดต่าง ๆ ก็จะไม่ทำร้ายเรา ไม่รู้สิ เหมือนสมองสอนตัวเอง อาจจะดูบ้านะ แต่เป็นอย่างนั้นจริง ๆ หลังจากวันนั้น ความคิดลบก็แทบไม่มีเลย ความโกรธก็น้อยลงมาก

ยากนะ กว่าจะผ่านมาได้ ตอนนั้นเหมือนมียมทูตคอยกระซิบตลอดว่า ทำแบบนี้ก็ได้นะ มีหลายวิธีที่สามารถแก้แค้นคนที่ทำไม่ดีกับเรา วิธีมืดก็มีตั้งเยอะ แต่ผมไม่ทำ ผมเลือกที่จะรอ 2 เดือน ให้ตำรวจดำเนินการ แต่ระหว่างนั้นผมก็ยังเห็นสิ่งไม่ดีที่เขาทำกับเรา ก็ทำได้แค่อดทน พออดทนได้ เรื่องดี ๆ ก็เกิดขึ้น คงเป็นความอดทนนี่แหละที่ทำให้ผมผ่านจุดนั้นมาได้

ถ้าให้สรุปเป็นบทเรียนหนึ่งข้อ

คนจริงใจหายาก

ตอนนี้ผมไม่กลัวอะไรแล้วนะ ถ้าโดนโกง โดนบอกเลิกอีก ก็รู้แล้วว่าต้องทำยังไง ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานหรอก คนรอบตัวทั้งหมดแหละ เราต้องดูก่อนว่าใครหวังผลประโยชน์อะไรจากเรารึเปล่า ก่อนหน้านี้ผมมีเพื่อนเยอะมาก แต่พอเกิดเรื่องนี้ขึ้น ผมก็เข้าหาคนน้อยลง มีแค่ไม่กี่คนเองที่จริงใจกับเรา เพิ่งได้รู้ว่าจริง ๆ แล้ว คนจริงใจหายากนี่หว่า ตอนเด็กเราไม่รู้ นึกว่าคนจริงใจมีอยู่ทุกที่ ข้างบ้านก็มี แต่เปล่า คนจริงใจมีน้อย และในเมื่อมีน้อยก็ต้องรักษาให้ดี

วันนี้ในวัย 23 คุณคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วรึยัง

ผมว่ายังนะ ประสบความสำเร็จเหรอ (นิ่งไป 20 วินาที)

ใช่ ผมว่ายัง แต่ผมก็ไม่ได้มีเป้าหมายนะว่าอยากเป็นแบบไหน แต่ก็พูดไม่ได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว การประสบความสำเร็จน่าจะมาพร้อมความคิดที่แข็งแกร่ง มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่เกรงกลัว มีปัญหาก็รับมือได้ทุกอย่าง วันนี้ผมมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น ผมยังอายุน้อย มีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้ ต้องเจออุปสรรคอีกเยอะในชีวิต

แสดงว่าคำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ ในนิยามของคุณไม่ใช่แค่หน้าที่การงาน แต่จิตใจต้องแข็งแกร่งด้วย

ถ้าคนติดตามในยูทูบเพิ่มขึ้น ผมดีใจอยู่แล้ว การได้ 10 ล้านซับก็สำคัญ (หัวเราะ) แต่ผมก็อยากให้ตัวเองโตขึ้นด้วย อยากให้เรา คนในทีม และช่องยูทูบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพไปพร้อมกัน อยากมั่นใจมากกว่านี้

ตอนนี้ยังมั่นใจไม่พออีกเหรอ

ผมว่ายังไม่พอ นี่เป็นแค่ช่วงเรียนรู้ ผมทำยูทูบมา 5 ปี แต่ก็เพิ่งได้เจออุปสรรคเกี่ยวกับคนครั้งแรก คนรอบตัวเคยโดนมาหมด ผมว่านี่คือประสบการณ์สำคัญที่คนทำธุรกิจทุกคนต้องเจอ ถ้าไม่เจอก็เหมือนยังไม่ได้เริ่ม ตอนนี้น่าจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของคิวเท โอปป้า

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load