อากาศร้อนเฆี่ยนตีจนผมรู้สึกแสบไปทั้งตัวในระหว่างที่เดินผ่านประตูใหญ่ ก่อนจะผ่านส่วนโรงเรือนเลี้ยงสัตว์เพื่อเข้าไปยังด้านในสุดของ ‘สอนศิริฟาร์มควายไทย’ เพื่อพบเจอกับคนที่นัดหมายไว้

หลังจากเดินเข้าไปถึงตัวบ้าน เจ้าของบ้านเชื้อเชิญให้นั่งในห้องปรับอากาศเย็นสบายและหยิบเครื่องดื่มเย็นๆ มาวางตรงหน้า ก่อนเชื้อเชิญให้เราได้ลองดื่ม

“ไม่เคยทานใช่ไหม ลองดูๆ” เสียงคะยั้นคะยอเอ่ยขึ้น ตรงหน้าเรานั้นคือ นมควายสดแช่เย็นเจี๊ยบ

สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว แค่ได้ยินชื่อนมควายก็คงรู้สึกไม่คุ้นหูเท่าไหร่นักเพราะในท้องตลาดนั้นเต็มไปด้วยนมวัวตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เราแทบนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่ายังมีนมชนิดอื่นที่กินได้อยู่

สอนศิริฟาร์ม, นมควาย

ยอมรับว่าตัวผมเองก็ไม่ต่างกับคนอื่นๆ ที่เมื่อได้ยินว่านมควายก็แอบเบือนหน้าหนี เพราะความรู้สึกว่าสกปรกหรือไม่ก็รู้สึกเหม็นสาบ แต่หลังจากที่ผมจิบนมสดเย็นตรงหน้าหมดแก้ว ความคิดก็เปลี่ยนไป

นมควายตรงหน้านั้นไม่มีกลิ่นสาบหรือกลิ่นคาวใดๆ ตรงกันข้าม กลับมีกลิ่นหอม รสหวานมัน แม้แต่ตอนที่กลืนลงไปแล้วก็ยังคงมีกลิ่นหอมหวานลอยอบอวลอยู่ในลำคอ

นอกจากนมสดแล้วยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ อีกทั้งไอติม โยเกิร์ต และชีสนมควายอีกด้วย ถ้าหลายคนยังคงรู้สึกสงสัยและไม่มั่นใจในผลิตภัณฑ์นมควายอยู่ล่ะก็ ผมก็ขอยืนยันอีกครั้งว่ามันไม่มีกลิ่นแบบนั้นจริงๆ ทำให้นึกถึงเวลาที่กินพิซซ่าเพราะชีสมอซซาเรลลายืดๆ เหนียวๆ บนหน้าพิซซ่านั้นต้นตำรับจริงๆ ทำมาจากนมควายไม่ใช่นมวัว

และนี่คือสาเหตุที่ทำให้วันนี้ผมเดินทางมายังสอนศิริฟาร์มนมควายไทยที่จังหวัดปราจีนบุรี และคนตรงหน้าผมก็คือ คุณเอก-พรหมพิริยะ สอนศิริ ผู้ก่อตั้งสอนศิริฟาร์มนมควายไทย และนายกสมาคมอนุรักษ์และพัฒนาควายไทย ผู้ริเริ่มรีดและแปรรูปนมควายไทยเป็นเจ้าแรกในประเทศ จากผู้ทำฟาร์มวัว ก่อนจะเปลี่ยนมาทำฟาร์มควาย และจากการเลี้ยงเพื่อเพาะพันธุ์ขาย อะไรทำให้เขามาเริ่มต้นรีดนมควายแบบนี้กันได้ เราจะมาหาคำตอบไปพร้อมกัน

สอนศิริฟาร์ม, นมควาย

ภาพ : สอนศิริ ฟาร์มควายไทย

ความวัวหาย ความควายเข้ามาแทรก

เอกเล่าให้ฟังถึงเบื้องหลังก่อนจะมาเลี้ยงควายว่าตัวเองเคยทำฟาร์มเพาะเลี้ยงและจำหน่ายพันธุ์วัวมาก่อน แต่เมื่อเลี้ยงไปได้ระยะหนึ่งก็พบว่าวัวหลากหลายสายพันธุ์นั้นมีถิ่นกำเนิดจากประเทศเมืองหนาว จึงไม่ทนต่ออาหารและสภาพอากาศเมืองร้อนของบ้านเรา ทำให้วัวนั้นเจ็บป่วยและเป็นโรคค่อนข้างมาก จนเกษตรกรผู้เลี้ยงต้องลงทุนมากมายทั้งด้านอาหารและยาเพื่อให้ได้วัวที่มีคุณภาพ แต่ก็ถูกกดราคาจากผู้รับซื้อทำให้ขายได้กำไรน้อยมากเมื่อเทียบกับต้นทุนที่ลงทั้งเงินและแรงลงไป จึงค่อยๆ เปลี่ยนมาเลี้ยงควายไทยควบคู่กับวัวแทนเพื่อทดลองดูความแตกต่าง ก่อนจะพบว่าควายไทยเลี้ยงง่ายกว่าจริงๆ จึงค่อยๆ เปลี่ยนมาเลี้ยงควายแทนทั้งหมด

สอนศิริฟาร์ม, นมควาย สอนศิริฟาร์ม, นมควาย

“ควายไทยเป็นสัตว์เลี้ยงที่อดทนมาก เพราะเป็นสัตว์ที่เกิดในไทยเลยชินกับอากาศและสิ่งแวดล้อมของบ้านเรา ต่างกับวัวที่เกิดในย่านอื่นอย่างยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย พอเราเอามาเลี้ยงในไทยที่มีอากาศแตกต่างจากแหล่งกำเนิดก็จะป่วยบ่อย เป็นโรคง่าย

“เวลาฝนตกใหม่ๆ มีหญ้าอ่อนๆ ขึ้น บางตัวไปกินหญ้าอ่อนเข้าซึ่งเป็นส่วนที่มีสารอาหารไม่สมดุลกับในตัววัวก็ทำให้ล้มตายไปเลยก็มี ต่างกับควายไทยที่นอกจากจะทนกว่าแล้วยังฉลาดและเชื่องเป็นที่สุด” เอกเล่าให้ฟังถึงสาเหตุการเปลี่ยนจากวัวมาเลี้ยงควายไทยแทน และการเริ่มต้นเลี้ยงควายของเอกนั้นก็เอาจริงเอาจังมากซะจนมีการไปตามหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่มีคุณลักษณะที่ดีจากหลากหลายที่ ก่อนจะค่อยๆ เลี้ยงดูและพัฒนาสายพันธุ์ จนกระทั่งเอกมีพ่อพันธุ์ควายที่ชนะการประกวดหลายเวทีอยู่ 2 ตัว ซึ่งค่าตัวของพ่อพันธุ์ทั้งสองตัวนี้นั้นมีราคาหลักหลายล้านบาทเลยทีเดียว

ฟังดูยังห่างไกลจากการมาทำนมควายเลยนะครับ

สอนศิริฟาร์ม, นมควาย สอนศิริฟาร์ม, นมควาย

หลังจากที่มีแม่ควายตกลูกมาตัวหนึ่ง แล้วเกิดเหตุไม่คาดฝันทำให้ลูกควายตัวนั้นตายไป ผู้ที่ไม่เคยเลี้ยงวัวนมควายนมมาก่อนอาจจะไม่รู้ แต่เวลาที่น้ำนมเหลือค้างเต้าอยู่จะทำให้เกิดอันตรายกับสัตว์เหล่านั้นได้ เพราะน้ำนมที่ค้างเต้าอาจทำให้เกิดโรคเต้านมอักเสบ เลยต้องรีดนมจากแม่ควายตัวนั้นออกมา

“ปกติเราก็จะรีดนมทิ้งไป แต่พอดีวันนั้นมีคนงานในฟาร์มเห็นว่าจะทิ้งนมควายไปเขาก็เลยมาขอไปให้ลูกเขากิน พอกินไปแล้วลูกเขาก็เกิดแข็งแรงขึ้นมาจากเดิมที่เป็นเด็กอ่อนแอขี้โรค ผมก็เลยเริ่มมาศึกษาอย่างจริงจัง จนมาพบว่านมควายนั้นนอกจากจะมีรสชาติที่ดีกว่า หวานกว่า หอมกว่า นมวัวแล้ว ยังมีคุณค่าทางโภชนาการไม่ว่าจะเป็นแคลเซียม โปรตีน ไขมัน สูงกว่า ในขณะที่มีคลอเลสเตอรอลที่ต่ำกว่าอีกด้วย

“นอกจากนี้คนที่แพ้นมวัวก็ทานได้โดยไม่มีปัญหา ปัญหาเดียวที่มีก็คือ ชื่อเสียงด้านลบของนมควาย ซึ่งแม้จะมีชื่อเสียงที่แย่ที่สุดไม่ค่อยดีเท่านมวัว แต่ก็มีคุณภาพที่ดีที่สุด”

นอกจากการศึกษาเรื่องประโยชน์และคุณค่าของนมควายแล้ว เอกยังพบอีกว่าในไทยมีการรีดนมควายดื่มกันอยู่แล้ว แต่เป็นควายอีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดในอินเดียชื่อว่า มูราห์ (ซึ่งนี่คือสายพันธุ์ควายที่เลี้ยงกันในอิตาลีและมีการนำนมควายมูราห์มาทำเป็นชีสมอซซาเรลลา) เอกจึงมีความคิดว่าควายไทยก็น่าจะนำมารีดนมได้เช่นเดียวกัน

และจากย่อหน้าแรกสุดที่เราได้ดื่มนมควายไปแล้ว ก็ขอยืนยันว่าเอกคิดไม่ผิดจริงๆ

สอนศิริฟาร์ม, นมควาย

สอนศิริฟาร์ม, นมควาย

นมจากเต้าเราดื่มเอง

“เราทำนมโดยคิดว่าทำให้ตัวเองทานเอง ทุกวันนี้พี่ก็ทานเอง หลานพี่ก็ทาน เราก็เลยทำทุกอย่างให้มันสะอาดและปลอดภัยที่สุด เพราะว่าเราก็ทานเองด้วย โดยเลือกเอาสิ่งที่ดีที่สุดมาให้เขา”

เอกเล่าขณะพาเราเดินชมบรรดาควายในโรงเรือนถึงวิธีการทำนมควายให้สะอาด ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่การรีดนม แต่ยังเชื่อมโยงไปจนถึงกระทั่งวิธีการเลี้ยงควายอีกด้วย

วิธีที่เอกเลือกใช้เลี้ยงควายในฟาร์ม คือการเลี้ยงในโรงเรือนระบบปิด เน้นให้สะอาด ไม่มีกลิ่นเหม็น และแยกคอกควายออกจากกัน โดยให้แม่ควายและลูกควายอาศัยอยู่ในคอกด้วยกัน และในแต่ละคอกจะมีช่องใส่อาหาร น้ำดื่ม และมีแผ่นฟองน้ำปูรองพื้นเพื่อป้องกันไม่ให้ควายเป็นแผลจากการคุกเข่าบนพื้นปูน พร้อมติดตั้งระบบพ่นน้ำช่วยคลายร้อนและลดความเครียด นอกจากนี้ ยังมีการพ่นละอองน้ำเป็นหมอกรอบๆ โรงเรือนเพื่อป้องกันไม่ให้แมลงมารบกวนควายอีกด้วย

สอนศิริฟาร์ม, นมควาย

สอนศิริฟาร์ม, นมควาย

สอนศิริฟาร์ม, นมควาย

เรื่องของอาหารก็สำคัญไม่แพ้ที่อยู่อาศัย ที่สอนศิริฟาร์มควายไทยแห่งนี้เลยให้หญ้าและฟางเป็นอาหารแก่ควายเท่านั้น ไม่มีการให้อาหารเสริมหรืออาหารข้นสำหรับวัวขุน เพราะการให้ควายกินแต่หญ้าหรือฟางแบบนี้มีข้อดีคือจะมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เยอะและหลากหลายสายพันธุ์ในระบบย่อยอาหารมากกว่าควายปกติ ซึ่งทำให้สามารถย่อยอาหารให้เกิดสารอาหารได้มากกว่าเดิม รวมไปจนถึงในน้ำนมก็จะมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ออกมาด้วย ซึ่งเอกคัดเลือกหาหญ้าและฟางที่ปลอดยาฆ่าหญ้าและปุ๋ยเคมีต่างๆ ด้วย

“เวลาเลือกซื้อหญ้าหรือฟางก็ต้องเลือกจากแปลงเฉพาะที่รู้ว่าปลอดภัยมาให้ควายกิน โดยในหน้าฝนก็ใช้หญ้าสด แต่ถ้าเป็นหน้าอื่นก็ใช้ฟางแทน ซึ่งควายทั้งหมดที่มีคือ 300 ตัวก็ใช้ฟางทั้งปีประมาณ 4 – 5 หมื่นก้อน โดยการเก็บฟางก้อนเราก็ต้องเก็บในโรงเรือนที่ปิดทึบทั้งหมดไว้ ไม่ให้โดนลมโดนฝน เพื่อให้ฟางยังคงสมบูรณ์และคงคุณภาพดังเดิม”

ที่อยู่อาศัยปลอดภัยแล้ว อาหารปลอดภัยแล้ว ส่วนสุดท้ายก็คือส่วนของการรีดนมที่สำคัญไม่แพ้ส่วนอื่นๆ

“แม่ควาย 1 ตัวจะให้นำ้นมได้วันละ 5 – 6 กิโลกรัม คือควายจะผลิตน้ำนมทุกๆ  8 ชั่วโมง แล้วเราเลี้ยงลูกกะแม่ให้อยู่ด้วยกัน ก็จะกั้นแม่กับลูกแค่ช่วง 2 ทุ่มถึง 8 โมงเช้าเพื่อจะรีดนม ซึ่งเราก็รีดนมจากเขาแค่ครั้งเดียวต่อวัน แล้วก็ปล่อยให้แม่ลูกเขาอยู่ด้วยกันต่อลูกก็กินนมแม่ที่เหลือไป นมที่ผลิตออกมาก็ถูกใช้หมดไปแบบพอดีๆ ไม่เหลือค้างเต้า ไม่ทำให้เกิดโรคเต้านมอักเสบ

“พอเลี้ยงให้ไม่มีโรคแบบนี้ก็ทำให้เราไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะเลย ทำให้นมที่ได้มามีความปลอดภัยจริงๆ พอเราไม่ได้ตั้งโจทย์บนการผลิตมากๆ ก็ทำให้เราได้น้ำนมคุณภาพ เป็นการต่างตอบแทนกันและกัน ทำให้เราอยู่ได้ยั่งยืนมากกว่า”

สอนศิริฟาร์ม, นมควาย สอนศิริฟาร์ม, นมควาย

ไม่ใช่ควายทำแทนไม่ได้

นอกเหนือไปจากนมควายพร้อมดื่มแล้ว เอกยังแปรรูปนมควายไปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีก ประกอบไปด้วยโยเกิร์ต ไอศครีม ชีส ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่มีรสชาติและรสสัมผัสที่ดีกว่าผลิตภัณฑ์จากนมวัวอย่างชัดเจน โดยตอนนี้อยู่ระหว่างการยื่นขอ อย. เพื่อวางจำหน่ายตามร้านค้าโมเดิร์นเทรดและที่อื่นๆ ในอนาคต

ในสายตาแสนตื้นที่ไม่ได้เข้าใจชีวิตเกษตรกรอะไรอย่างผม ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกเพราะมันต้องลงทุนเยอะมาก ในยุคที่ทุกคนตามหาความสบายกันแบบนี้ การขายน้ำนมอย่างเดียวหรือขายเป็นวัตถุดิบให้กับโรงงานนำไปแปรรูปต่อ น่าจะสร้างความสบายแก่เกษตรมากกว่าไม่ใช่หรือ

“ในความคิดผมเกษตรกรจะอยู่รอดได้คือต้องเป็น Smart Farmer” เอกตอบอย่างรวดเร็วก่อนจะอธิบายต่อ

“นั่นคือการยืนด้วยขาของตัวเองให้ได้ เป็นการทำทุกอย่างครบวงจรของการเกษตร ตั้งแต่เริ่มต้นจนเก็บเกี่ยวและแปรรูป ไปจนถึงจำหน่ายครบจบในที่เดียว เมื่อผลิตเหลือจากการกินก็ขาย ของที่เหลือในไร่นาก็เอามาต่อยอด อย่างของเราฟาร์มควายก็จะมีมูลเหลือเยอะมาก ถ้าไม่ต่อยอดเราก็เอาไปขายให้เขาทำปุ๋ย แต่ถ้าเราต่อยอดเอามาหมักเพื่อปรุงดินทำแปลงผักออร์แกนิกมันก็จะได้มูลค่ามากขึ้น และมันจะเป็นทางรอดของเกษตรกรจริงๆ

“อย่างโยเกิร์ตและชีสเนี่ยมันก็เป็นการต่อยอดจากนมควายที่ผลิตได้ ตอนเริ่มต้นเราก็พอมีความรู้พื้นฐานอยู่บ้าง ก็มาลองผิดลองถูกค่อยๆ เก็บความรู้ต่างๆ สะสมไป ทำอยู่เป็นปี ทำเองชิมเอง ค่อยๆ ปรับสูตรไปเรื่อยๆ จนได้สูตรที่เหมาะกับนมของที่นี่ อย่างชีสเราก็ทดลองจนรู้แล้วว่าการใช้น้ำมะนาวทำให้นมจับตัวกันเป็นก้อนก่อนจะหมักให้กลายเป็นชีสจะทำให้ได้กลิ่นหอมและรสที่ดีที่สุด”

สอนศิริฟาร์ม, นมควาย สอนศิริฟาร์ม, นมควาย

เปลี่ยนฟาร์มสู่โรงเรียน

ผมถามเอกต่อถึงอนาคตของตลาดนมควาย และอนาคตของฟาร์มควายไทยแห่งนี้

“ผมอยากเปิดให้ที่นี่เป็นเหมือนโรงเรียนให้คนทั่วไปหรือเกษตรกรเข้ามาเรียนรู้ศึกษาการเลี้ยงควายแบบปลอดภัยปลอดโรค เพื่อนำเอาความรู้ที่เรามีหยิบไปใช้งานกันต่อได้เลย เพราะผมลองผิดลองถูกมาให้หมดแล้ว ซึ่งก็จะทำให้ควายถูกเลี้ยงแบบปลอดภัยและให้น้ำนมที่มีคุณภาพต่อผู้บริโภค” เอกเล่าถึงสเต็ปถัดไปของฟาร์มแห่งนี้

“เพราะควายทั้งหมดในประเทศเรามีอยู่เกือบๆ 1 ล้านตัว คิดง่ายๆ ว่ามีควายตัวผู้ 5 แสน ตัวเมียอีก 5 แสน แล้วถ้าเรารีดนมควายออกมาแค่ตัวละ 1 กิโล เราก็จะมีนมควาย 5 แสนกิโลต่อวันแล้ว แค่นี้ก็ลดการนำเข้านมวัวได้เยอะแยะ ผมจึงอยากจะส่งเสริมให้ลูกหลานเกษตรกรที่เลี้ยงควายได้ดื่มนมควาย คุณภาพและสารอาหารก็ดีกว่า แล้วยังไม่ต้องเสียเงินแพงๆ ซื้อนมด้วย ในอนาคตถ้าเด็กๆ ลูกหลานเกษตรกรได้มีอาหารที่ดีกิน ก็จะมีร่างกายและสมองเพื่อไปพัฒนาประเทศต่อไปนะ”

ตอนนี้เนื่องจากผลิตภัณฑ์นมแปรรูปต่างๆ ของสอนศิริฟาร์มควายไทยเพิ่งได้ อย. ในอนาคตอีกไม่นานเราน่าจะหาซื้อนมควายกินกันได้อย่างสะดวกมากขึ้น และหวังว่าสิ่งที่เอกวาดฝันไว้มันจะเกิดขึ้นได้ในอีกไม่นานนี้

สอนศิริฟาร์ม, นมควาย สอนศิริฟาร์ม, นมควาย

สอนศิริฟาร์มควายไทย

66/1 หมู่ 2 ตำบลบางยาง อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

“ร้านยังอยู่อีกหรอ” – อ้ายไรเดอร์ชาวเชียงใหม่อายุ 40 ต้น ๆ เปรยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแปลกใจ หลังจากเราก้าวขาลงจากรถจักรยานยนต์คันโก้ที่จอดสนิทหน้าร้านทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์

‘…ลมหายใจ อุ่น ๆ ไอละมุนจากเธอ ใจฉันคงละเมอ ไปแสนไกล

คำรักเพียงแผ่ว ๆ ฟังแล้วยอม หมดใจ ลืมฟ้าดินใด ๆ ไปทั้งวัน…’

เพลง เสียงกระซิบ ของ เบิร์ด ธงไชย ดังออกมาจากร้านเก่าแก่ของคนรักเพลงและหนัง เรายืนฟังอยู่ครู่ ก่อนเดินเข้าร้านพร้อมส่งยิ้มและแนะนำตัวให้กับพนักงานเสื้อสีส้ม เขาผายมือบอกเราว่า

“เฮียรออยู่ในห้องแล้ว” เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ นั่งด้วยท่าทีสบาย ๆ ในห้องทำงาน 

ชายวัย 66 เบื้องหน้าเรา คือผู้ก่อตั้ง ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์’ ร้ายขายเทป-ซีดีเพลงและหนังที่ดำเนินกิจการมา 42 ปี โดยเริ่มต้นธุรกิจจากการมองการณ์ไกล หยิบโมเดลตู้เทปใต้โรงหนังของเมืองบางกอก มาเปิดแผงวางตู้เทปขายใต้โรงหนังสุริวงศ์ จังหวัดเชียงใหม่ กิจการรุ่งเรืองจนขยับขยายสาขาไปอีกหลายโรงหนัง ริมถนน อาคารพาณิชย์ เฟื่องฟูจนขนาดที่ว่า เฮียปั้นศิลปินส่งออกเมืองกรุงและนั่งเก้าอี้นายห้างเพลง กระซิบดัง ๆ ว่า วงนกแล ก็เป็นเด็กปั้นของทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ มาก่อน

ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

เรารู้จักสถานที่แห่งนี้สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อนคนสันกำแพงพามาแอ่ว มีโอกาสกลับไปทวนความทรงจำไม่นานมานี้ นับนิ้วก็ราว 6 – 7 ปีจากครั้งนู้น บรรยากาศยังเหมือนวันแรกที่มาเยือน ตู้ปลาตั้งตระหง่านต้อนรับผู้คน ด้านในเต็มไปด้วยแผ่นซีดีสารพัดแนวเพลงไทย-เทศ-คำเมือง มีทั้งบนแผง มีทั้งในกระบะให้เลือก หนังก็มีให้ดูตามชอบ แถมด้านข้างของร้านยังมีแผงเทปยุคเก่าขายราคาย่อมเยา (เริ่มต้น 20 บาท) ปัดฝุ่นหน่อย ก็มีเพลงฟังไม่รู้เบื่อ

หน้าที่การงานนำพาโอกาสดี (มาก) ให้เรานั่งสนทนากับผู้ก่อตั้งตัวจริง ถึงจุดเริ่มต้นของแผงเทปแผงแรกของเมืองเชียงใหม่ การปั้นศิลปิน ยุครุ่งเรืองของวงการเพลง ทุกศิลปิน ทุกค่าย ต้องรู้จัก ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์’ (รูปภาพเต็มร้านยืนยันได้) จนถึงการดำเนินธุรกิจที่เป็นลมหายใจสุดท้ายของวงการขายเทป-ซีดีเพลงในภาคเหนือ 

เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตรเอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

สายเลือดพ่อค้าแม่ขาย

เฮียทรงสัญเกิดย่านฝั่งธนฯ มาเติบโตและใช้ชีวิตที่จังหวัดเชียงใหม่เกือบ 60 ปี เขามีเลือดพ่อค้าแม่ขายสูบฉีดเต็มตัวตั้งแต่วัยเยาว์ จนกระทั่งการงานชักนำให้เขาประกอบอาชีพนักขาย (เซลล์)

“หกเจ็ดขวบผมก็ขายของเป็นแล้ว” นักขายเปรยความชำนาญและประสบการณ์

“เพราะคุณพ่อคุณแม่ทำอาชีพค้าขาย ผมย้ายมาอยู่เชียงใหม่ตอน 7 ขวบ ตอนนั้นช่วยพี่สาวขายผักที่ตลาดประตูเชียงใหม่ ช่วยพ่อขายก๋วยเตี๋ยว พอคุณพ่อเสีย ก็ช่วยคุณแม่หาบข้าวต้มทรงเครื่องไปขายที่ตลาดต้นลำไย ตลาดวโรรส ช่วงเรียน ม.ต้น ผมเหมาเสื้อผ้าผู้หญิง ชุดชั้นใน มาปูผ้ายางขาย

“ผมขายคนเดียวด้วยนะ จนมีเงินเก็บส่วนตัว อาชีพค้าขายซึบซับอยู่ในสายเลือดอย่างเต็มเปี่ยม แล้วไอเดียของผมมันเหมือนเกิดมาเพื่อการค้า ผมมั่นใจมาก ๆ ว่า ผมค้าขายเป็น” เขาย้ำ

ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

เฮียทรงสัญถนัดขาย ไม่แปลกหากเขาหมายมุ่งเป็นเซลล์ เขาเป็นเซลล์อยู่ในบริษัทดีทแฮล์ม แอนด์ โก ลิมิเต็ด (ปัจจุบัน ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย)) บริษัทนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายในไทย อาชีพเซลล์ทำให้หูตาของเฮียกว้างขว้าง เกิดไอเดียสร้างสรรค์ผุดขึ้นยิ่งกว่าเห็ดถอบในหน้าฝน

ถ้ามีโอกาสไปเป็นเซลล์ จงเป็น มันดีตรงไหนรู้มั้ย ผมได้คุยกับเจ้าของกิจการทุกแห่ง ความคิดของเจ้าของกิจการกับความคิดของคนทั่วไปที่ไม่ค้าขายต่างกันเยอะ ตอนผมไปส่งของ ถ้ามีเวลา ผมจะคุยกับเจ้าของร้าน เขาจะสอน ‘ไอ้ตี๋เอ้ย ต้องอย่างนั้นอย่างนี้นะ’ พอเขาเล่าประวัติให้ฟัง ผมก็หยิบส่วนดีของเขามาผสมผสานกับความคิดของผม ผมว่าเซลล์เป็นอาชีพที่ได้เปรียบตรงที่เดินทางตลอดเวลา ได้เปิดหูเปิดตาตลอดชีวิต ที่สำคัญ ได้เห็นการพัฒนาของร้านค้า และได้คุยกับคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต

“ทุกเดือนผมต้องลงไปปิดทริปที่กรุงเทพฯ เห็นโรงหนังที่นู่นมีแผงเทปเป็นตู้ตั้งขายกันอยู่ ก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา เพราะเชียงใหม่ยังไม่มี มันน่าสน เลยเก็บไอเดียนี้ไว้เพื่อมาดูตลาดเชียงใหม่ก่อน”

เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตรเอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

เฮียทรงสัญเริ่มต้นเป็นเซลล์ในวัย 21 การเดินทางลงกรุงเทพฯ ทำให้เขาเห็นและสำรวจเทรนด์ใหม่ ๆ ก่อนใครในเชียงใหม่ เขาย้อนให้เราฟังว่า พ.ศ. 2516 กรุงเทพฯ เริ่มมีโรงหนังและตู้เทป ถัดจากนั้นเพียง 1 ปี เขาปิ๊งความคิด อยากยกโมเดลตู้เทปใต้โรงหนังมายังแดนล้านนา ถัดจากนั้นอีก 1 ปี เขาทำการบ้านและวางแผนกิจการเล็ก ๆ และถัดจากนั้นอีก 1 ปี เมืองเชียงใหม่ก็มีแผงเทปแผงแรกเกิดขึ้น!

“ผมมีหูตากว้างขว้างในการนำสิ่งใหม่ ๆ จากส่วนกลางของประเทศมาไว้ที่นี่ แน่นอนว่ามันจะดึงดูดความสนใจของคนท้องถิ่นให้มาร้านผมเยอะมาก พูดง่าย ๆ ว่า ผมจะไปใหญ่ในเมืองเล็ก ๆ”

นี่คือไอเดียตั้งตนของเฮียทรงสัญที่เริ่มเป็นเจ้าของกิจการในวัยเพียง 25 

สมแล้วที่เป็นลูกพ่อค้า-แม่ขาย!

ทำธุรกิจต้องเข้าใจธุรกิจ

“ผมทำงานที่บริษัทดีทแฮล์ม 2 ปีก็ลาออก หันมาเป็นตัวแทนค้าส่งเองเพราะมีประสบการณ์ ตอนนั้นใช้ชื่อว่า บริษัท ทรงชัยเชียงใหม่ ผมชื่อบุญทรง น้องผมชื่อบุญชัย ทำกันอยู่ 2 – 3 ปี ไม่ไหว เก็บเงินยาก พอหักค่าใช้จ่ายต่อเดือน ไม่เวิร์กเท่าไหร่” เฮียทรงสัญหัวเราะถึงอดีตของนักขาย

ระหว่างติดสินจะใจลาออกจากงานประจำ มาประกอบอาชีพส่วนตัวกับน้องชาย ประกายเล็ก ๆ เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของแผงเทปยังคงสปาร์กจอยส่งเสียงเปรี๊ยะ ๆ อยู่ในคนหนุ่มหัวการค้า 

ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

“ผมไปสมัครงานเป็นพนักงานเก็บเงินที่ร้านขายเครื่องเสียง” – นี่เขากำลังศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น อย่างกับหนังสายลับที่ต้องปลอมให้แนบเนียนสุด ๆ เพื่อล้วงข้อมูล

“เหตุผลที่ผมไปสมัครงานก็เพื่อสำรวจผู้บริโภคว่าใช้เครื่องเล่นเทปเยอะมั้ย ถ้าขายเทป จะเป็นไปได้หรือเปล่า ผมต้องดูตลาดให้เหมาะกับสินค้าก่อน ประมาณ 1 ปี รู้ข้อมูลหมดแล้วผมก็ลาออก”

พนักงานเก็บเงินร้านขายเครื่องเสียงสืบทราบอะไรมาบ้าง – เราสงสัย

“เวลาเก็บเงิน ผมชอบนั่งคุยกับชาวบ้าน บริษัทนี้เขาขายแบบผ่อนส่ง คนมาซื้อกันเยอะนะ ตอนผมยังไม่เปิดแผงเทป พอลูกค้าซื้อเครื่องเล่น 80 เปอร์เซ็นต์ จะจ้างร้านบริการซ่อมเครื่องเทปอัดเพลงให้ เป็นการอัดแบบเลือกเพลงได้ ตลับละ 50 บาท 100 บาท ส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ อัดเองจากวิทยุหรือเครื่องเล่นเทป

“ยุคนั้นก่อน พ.ศ. 2521 ยังไม่มีลิขสิทธิ์ ใครออกเพลงมาโดนก็อปปี้อัดหมด” นักสังเกตย้อนอดีต

หลังจากศึกษาตลาดจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ เขาลาออกจากงานประจำ และพร้อมมากที่จะเปิดแผงขายเทปแผงแรกของจังหวัดใหม่ ณ โรงหนังสุริวงศ์ (ปัจจุบันคือที่ตั้งของโรงแรมอิมม์ ท่าแพ)

ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

แผงเทปแผงแรกของเชียงใหม่

“ตอนนั้นผมลงทุนตู้ 3 ใบ ประมาณ 15,000 บาท ลงทุนค่าเทปประมาณ 20,000 เครื่องเล่นเทป 1 ชุดประมาณ 20,000 กว่าบาท ผ่อนส่ง 3 งวด ตีเสียว่าเดือนละ 7,000 – 8,000 เบ็ดเสร็จประมาณ 40,000 กว่าบาทต่อการเปิดแผงเทป 1 จุด” เจ้าของทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ วัย 66 ยังจำวันแรกได้แม่น

เฮียทรงสัญเล่าความทรงจำสมัยเรายังไม่เกิดให้ฟังว่า ตอนเด็ก ๆ เติบโตมากับโรงหนังเวียงพิงค์และโรงหนังศรีพิงค์ จนปิดกิจการ ก็เกิดโรงหนังของตระกูลเก่าแก่ในเชียงใหม่ขึ้น คือ โรงหนังสุริวงศ์ โรงหนังสุริยา โรงหนังสุริยง (โรงหนังแห่งแรกของเชียงใหม่ที่มีบันไดเลื่อน) และโรงหนังแสงตะวัน

“สุริวงศ์เป็นโรงหนังที่ผมเปิดแผงเทปแผงแรก สมัยก่อนบริเวณแมคโดนัลด์ เป็นหน้าโรงหนัง คนเดินกันพลุกพล่านเพื่อมาซื้อตั๋ว ผมขายอยู่ข้างบันได มีตู้โชว์สไตล์แผงเทปในกรุงเทพฯ เป็นตู้กระจก 2 – 3 ใบวางเป็นตัว U ในตู้วางเทป 2 ชั้น ผมเป็นเจ้าแรกที่ทำ ขายได้สัก 1 เดือน ตัวเลขดีมาก 

“ลูกค้าคือคนที่มาดูหนังทั้งนั้น” พ่อค้าเทปหัวเราะ “คนมาดูหนังก็แวะมาดูแผงเทป ซื้อง่าย ผมขายม้วนละ 35 บาท 3 ม้วน 100 วันไหนโรงหนังคนเยอะก็ขายดีมาก สัก 3 ทุ่มครึ่งก็ปิดร้าน”

ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง
ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

นอกจากยอดขายพุ่งกระฉูด สิ่งหนึ่งที่การันตีได้ว่าเฮียทรงสัญสร้างปรากฏการณ์แผงเทปในจังหวัดเชียงใหม่ คือการเกิดขึ้นของแผงเทปอีกมากมาย ทั้งตามร้านหนังสือและแผงลอยในกาดนัด แถมขายตัดราคากันด้วย (ฮา) เจ้าของร้านรุ่นใหญ่ยอมรับว่ายุคของเขากิจการขายเทป-ซีดีเฟื่องฟูฟู่ฟ่าจริง ๆ 

“เชื่อมั้ย ตอนเปิดแผงเทป ผมยังไม่มีเครื่องเล่นเทปเลย ใช้แต่ทรานซิสเตอร์เครื่องละ 300 – 400 บาท ต้องผ่อนส่งเครื่องเล่นเทปเพื่อให้ลูกค้าทดลองฟังเพลง บางทีเขาเจาะจงมาหาเพลงนั้นเพลงนี้ ผมก็เปิดให้ฟัง ถ้าใช่ เขาก็ซื้อ และเมื่อไหร่ที่ผมรู้แล้วว่าลูกค้าชอบศิลปินคนนี้ ถ้ามีแนวเพลงอื่นที่ใกล้เคียง ผมก็จะแนะนำเขาด้วย แทนที่เขาจะซื้อ 1 ม้วน เขาอาจซื้อ 4 – 5 ม้วนก็ได้ (เฮียขายเก่ง) พ่อค้าไง” 

เชื่อแล้วว่าว่าความคิดของชายผู้นี้เกิดมาเพื่อการค้าจริง ๆ 

แผงเทปแผงที่ 2 3 4 5 … ของเชียงใหม่

แผงเทปปักหลักอยู่ที่โรงหนังสุริวงศ์ และขยายสาขาไปยังโรงหนังสุริยง โรงหนังแสงตะวัน โรงหนังทิพย์เนตร ริมถนน และอาคารพาณิชย์ โดยปัจุบันเหลือเพียงสาขาเดียวที่ตลาดทิพย์เนตร ทำเลเดิมของร้านเคยเป็นร้านหนังสือทิพย์เนตร บุ๊กสโตร์มาก่อน เฮียกระซิบว่าแผงวางแผ่นเทป-ซีดีภายในร้านก็คือแผงวางหนังสือนั่นแหละ แต่ปรับแต่งอีกนิดให้ลูกค้ามองเห็นสินค้าสะดวกขึ้น หยิบจ่ายถนัดมือ 

ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

“พอย้ายเข้ามาในทิพย์เนตร บุ๊กสโตร์ ผมตั้งชื่อร้านว่า ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์’ ผมเป็นคนแรก ๆ ที่เอาคำว่า ‘เอนเตอร์ไพรส์’ มาตั้งในเชียงใหม่ เพราะเอนเตอร์ไพรส์ หมายถึงธุรกิจ เผื่ออนาคตอาจมีการขยับขยายเป็นธุรกิจอื่น ๆ ผมจะได้ขยายฐานได้ ชื่ออาจจำยากหน่อย แต่ผมมองการณ์ไกลไว้ก่อน

“พอย้ายเข้ามา พื้นที่กว้างมาก แต่สินค้าเราน้อย ก็เลยเอาสินค้าอื่นมาเสริม มีเครื่องเล่นเทปแบบพกพาและของเล่นเด็ก ขายดีนะ แต่ไม่ดีตรงไหนรู้มั้ย พ่อแม่พาลูกมา ตั้งใจจะมาซื้อเทป เด็กรบเร้าจะเอาของเล่น ก็ต้องพาลูกออกจากร้าน เด็กบางคนนอนดิ้นร้องไห้ พ่อแม่บางคนใจร้ายหน่อยก็ตีเลย 

“ผมเห็นแล้วทนไม่ไหว เลยยกเลิกสินค้าพวกของเล่น มาขายเทปแบบเต็มตัว” 

หัวอกคนเป็นพ่อทนภาพตรงหน้าไม่ได้ และหัวอกคนเป็นพ่อค้าก็ทนภาพตรงหน้าไม่ได้ เมื่อแนวทางสินค้าชัดเจน เฮียทรงสัญก็เดินเครื่องทำธุรกิจด้วยความจริงใจและเป็นมิตรกับคนฟังเพลง

“สินค้าและบริการต้องครบเครื่อง ต้องทำให้เปอร์เซ็นต์การผิดหวังน้อยที่สุด แล้วลูกค้าจะประทับใจและกลับมาร้านผมเรื่อย ๆ อีกอย่างราคาต้องไม่โขลกเขา ผมค้าขายด้วยจิตใจที่ไม่เอาเปรียบกัน 

“ผมเชื่อว่าลูกค้าตัดสินใจมาร้านผมแล้ว ผมก็ต้องมอบความสุขให้เขาอย่างถึงที่สุด”

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

สินค้าของร้านครบครันและติดเทรนด์เสมอ เพราะเฮียทรงสัญพยายามเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเลือกเทปเองกับมือ แถมเลือกจากหลายเจ้า หลายค่าย เพื่อให้คนเชียงใหม่มีตัวเลือกการฟังเพลงที่หลากหลาย

“สินค้าที่เอามาวางขาย ผมไม่เลือกค่ายอยู่แล้ว” เฮียพูดด้วยรอยยิ้มจริงใจ “ถ้าผู้ผลิตเสนอมา ผมยินดีวางสินค้าให้ ไม่ว่าเพลงเขาจะดังหรือไม่ดัง หนังเขาจะดีหรือไม่ดี ผมอยากให้โอกาสเขา”

ไม่เพียงเป็นมิตรกับคนฟังเพลง ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ ยังเป็นมิตรกับคนทำเพลงด้วย

ช่างปั้น

“ผมปั้นศิลปินด้วยนะ” เจ้าของร้านเทปบอกความจริงที่เราไม่เคยรู้ หูตาลุกวาวไม่น้อย

“นกแล ผมปั้นมากับมือ แต่ผมไม่ได้ทำค่าย ผมปั้นศิลปินแล้วส่งให้บริษัทแกรมมี่”

“เฮียเจอนกแลได้ยังไงคะ” เราถามแมวมองด้วยความอยากรู้ (คุณเองก็คงอยากรู้น่า) 

“ผมไปเที่ยวงานวันเด็กที่กองทัพอากาศเชียงใหม่ เจอวงนกแลกำลังเล่นบองโก้ ดีดกีตาร์ ผมก็เลยติดต่อครูที่ดูแลวงว่าเป็นไปได้มั้ยถ้าฝึกให้เด็ก ๆ ตีกลองชุด ครูบอกว่าได้ แต่ไม่มีตังค์ซื้อกลองชุด

“ผมเลยให้เงินไปซื้อกลองชุด เขาฝึกจนเด็กตีกลองเป็น ไอเดียจริง ๆ เกิดจากวง XYZ โดยแนวเพลงของนกแลเป็นโฟล์กผสมสตริง จากนั้นผมก็พานกแลไปส่งให้กับ คุณเต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ ค่ายแกรมมี่ ผมไปนั่งห้องบันทึกเสียงด้วยเพื่อคุมการร้องของเด็ก ๆ และภาษาเหนือร่วมกับคุณเต๋อ มี วิชัย อึ้งอัมพร เป็นคนทำดนตรี นกแลประสบความสำเร็จมาก ดังระเบิดช่วง พ.ศ. 2528 – 2529” นักปั้นเล่าด้วยความดีใจ

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

หลังจากปั้นวงนกแล เฮียทรงสัญยังปั้น ‘เดอะม้ง’ วงดนตรีเด็ก ๆ ชาติพันธุ์จากโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เชียงใหม่ ด้วยแนวเพลงลูกทุ่งพร้อมหางเครื่อง แถมด้วยศิลปินเพลงคำเมืองหลายคน อาทิ เทพธารา ปัญญา มานะ, อบเชย เวียงพิงค์, วีระศักดิ์ และ วิฑูร ใจพรหม 

“ถ้าช่วงสงกรานต์อยู่เชียงใหม่ จะต้องเคยได้ยินเพลง ‘…เอาความฮักอ้ายคืนไป เอาหัวไปมาคืนเจ้า…’ (สาวจี๋ – อบเชย เวียงพิงค์) คนแต่งคือ ธินศมาศ มหานาม เขาขายลิขสิทธิ์ให้นิธิทัศน์ ผมซื้อลิขสิทธ์มาให้อบเชยกับวีระศักดิ์ร้องอีกที เพลงนี้ดังมาก ทุกสงกรานต์ต้องเปิด เป็นเพลงอมตะไปเลย”

นอกจากศิลปินพื้นเมือง เฮียทรงชัยยังทำเพลงพื้นถิ่น เพลงบรรเลงจากเครื่องดนตรีล้านนา เพลงพิธีกรรม และการเทศน์คำเมืองแบบประยุกต์ เป็นเวทีเทศน์ให้กับ ตุ๊จก หรือ ตุ๊ทองพระครูโสภณบุญญาภรณ์ (บุญทอง สุวณฺโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดโสภณาราม (วัดป่าตึง) ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ รายได้ส่วนหนึ่งจากการขายแผ่นซีดีเทศน์ก็บริจาคให้กับวัดเพื่อใช้ประโยชน์

 คนทำเพลง ร้านขายเทป คนฟังเพลง

ความรุ่งเรืองของ ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ อยู่ในระดับท็อป ขยายสาขาเกือบ 10 จุดทั่วเมืองเชียงใหม่ นักขายบอกว่าสาขาไนท์บาซาร์ขายดีสุด ๆ และการท่องเที่ยวก็ดีสุด ๆ เช่นกัน มีลูกค้าหลักเป็นชาวต่างชาติ ซื้อทียกกล่อง กล่องละ 100 ม้วน เพราะราคาถูกกว่าบ้านเขา ขาช้อปชาวต่างชาติมีทริกลดน้ำหนักกระเป๋าด้วยการเอาตลับเทปทิ้ง เพราะน้ำหนักกล่องเยอะ เอาแต่เทปกับปกกลับประเทศ

“ตอน พ.ศ. 2525 ร้านผมบูมจริง ๆ คู่แข่งเยอะด้วย เพลงของค่ายแกรมมี่ ค่ายอาร์เอส ผมสั่งเทปที 400 – 500 ม้วน ขายหมดภายใน 2 วัน ต้องออเดอร์ตามไปอีก เมื่อผู้ผลิตมาเยือนภาคเหนือ ทิพย์เนตรเป็นร้านแรกที่เขานึกถึงเสมอ ศิลปิน นักร้อง ดาราทุกค่ายต้องแวะมาเยี่ยมร้านผม มาแนะนำตัว มาถ่ายรูป มาโปรโมต ดูข้างนอกสิ รูปถ่ายติดเต็มไปหมดเลย ศิลปินต่างประเทศก็เคยแวะมาเหมือนกันนะ”

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง
คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

เฮียทรงสัญชี้นิ้วไปนอกห้องทำงานที่มีกรอบภาพถ่ายศิลปินสีซีดจางติดเต็มผนัง คนดังทั่วฟ้าเมืองไทยล้วนมาเยือนที่นี่ ไม่ว่าจะ แอ๊ด คาราบาว, เท่ห์ อุเทน, ฝน ธนสุนทร, โมเดิร์นด็อก ฯลฯ มองจากประตูเมืองเชียงใหม่ก็รู้ว่า ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เป็นที่รักของบรรดาศิลปินมากแค่ไหน จะว่าไปก็เป็นภาพคุ้นตาคล้ายผนังร้านข้าวต้มชื่อดังย่านสุขุมวิท ใบ้เล่น ๆ ว่าขึ้นต้นด้วย แสง ลงท้ายด้วย ชัย

“อย่าง เบิร์ด ธงไชย มาเมื่อไหร่ถนนต้องปิดถนน คนมาออเต็มหน้าร้าน ขอแค่ได้เห็นตัวจริง เทปของเบิร์ดก็ขายดี พอคนรู้ว่าจะวางขาย วันรุ่งขึ้นมาต่อคิวกันแล้ว สั่งมาพันม้วนก็ขายหมด ตอนหลังค่าใช้จ่ายคงสูง การมาเยี่ยมร้านค้าเริ่มหายไป ซึ่งร้านผมบูมอยู่ 20 ปีได้ หลังจากนั้นก็ดร็อปลง”

คิดว่าเป็นเพราะอะไร – “ช่วง พ.ศ. 2550 กว่า ๆ เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยแวะมาหาผมแล้ว ผมว่าสังคมเปลี่ยน คนเข้าถึงสื่อได้มากขึ้น ทำให้เด็กไม่จำเป็นต้องมาซื้อ พอการเข้าถึงเทคโนโลยีหรือสื่อมันง่าย สะดวก บริษัทเพลงก็ค่อย ๆ ลำบาก ผมหวังว่าอนาคตจะมีตัวช่วยที่ทำให้มันบูมขึ้นมาใหม่”

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

เราถามเฮียในฐานะคนฟังเพลง คนทำเพลง และเจ้าของร้านขาย (เทป) เพลงว่า

“สมัยก่อน เพลงดัง ไม่ดัง วัดจากอะไร” – เพราะสมัยนี้คงวัดจากยอดวิวบนยูทูบ ทะลุล้านวิว 10 ล้านวิว 100 ล้านวิว หรือเพลงฮอตฮิตติดกระแสมาก ๆ ก็กลายเป็นไวรัลในแอปพลิเคชัน TikTok

“แค่เปิดวิทยุก็รู้แล้ว” เฮียเปรย “ก่อนมีลิขสิทธิ์ ถ้าเพลงไหนดัง ร้านรับอัดเทปก็เตรียมอัดก็อปปี้กันแล้ว ยุคก่อนเขาเอาเพลงดัง ๆ มาอัดรวมกันเป็นการรวมเพลงฮิต หนึ่งม้วนมีนักร้อง 10 – 20 คน

“หลังจากมีกฎหมายลิขสิทธิ์ ‘วันละเพลง เดือนละพัน’ ก็เกิดขึ้น” – คืออะไรคะ

“เป็นการเปิดเพลงทุกวัน วันละ 1 เพลง ครบ 1 เดือนจ่าย 1,000 ดีเจได้เงินจากตรงนี้ แผ่นเสียงก็ไม่ต้องซื้อ เพราะค่ายหรือศิลปินเอามาแจกฟรีเพื่อให้สถานีโปรโมต คนจ่ายเงินคือเจ้าของแผ่น บางครั้งค่ายก็เป็นคนจ่าย จาก 1,000 เป็น 1,500 เป็น 2,000 ตอนหลังค่าเปิดแพงมากเพราะแข่งกัน

“ตอนทำเพลงของวิฑูร ผมแจก ผมก็ต้องจ่าย ถ้าไม่จ่ายก็พาดีเจไปเลี้ยงข้าว สร้างความสนิทสนม ผมเคยจ่าย 2,000 ก็เลิกทำแล้ว สถานีวิทยุเปิดเป็นดอกเห็ด แจกไหวได้ยังไง” คนเคยจ่ายหัวเราะ

ร้านขายเทปมีชีวิต

“ผมมองแล้วว่าธุรกิจขายเทปมันอันตราย” – เขาเคยทำนายว่ากิจการจะหมดความนิยม

“เพราะผมเห็นการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ ผมขายเทปคาสเซ็ต ก่อนหน้านั้นมีเทปตลับแปดนิ้วสำหรับเสียบเล่นในรถยนต์ แต่มันเทอะทะ เปลืองเนื้อที่ เทปคาสเซ็ตตลับเล็ก เสียก็ซ่อมง่าย จริง ๆ ก่อนเทปคาสเซ็ตมีแผ่นเสียง แล้วก็มีแผ่นเสียงระบบ LCD Soundsystem แผ่นใหญ่กว่านิดหนึ่ง

“แล้วก็พัฒนาต่อเป็นแผ่นซีดี ระบบเสียงดีมาก เลือกเพลงได้ หลังจากนั้นเป็นแผ่นวีซีดี แผ่นดีวีดี มีทั้งภาพและเสียง ร้านผมขายแผ่นหนังด้วยนะ ปัจจุบันการฟังเพลงก็อยู่ในรูปแบบ MP3 และแฮนดี้ไดรฟ์ ข้อดีคือใส่เพลงได้เยอะมาก เสียบฟังบนรถยนต์ได้ ขับรถจากเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ฟังได้ตลอดทาง” เจ้าของธุรกิจอธิบายให้เราฟังอย่างคนเข้าใจธุรกิจและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง
คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

ณ วันนี้ ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ นำแผ่นเสียง (จากค่ายแกรมมี่) กลับมาขายเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเทรนด์แผ่นเสียงกำลังได้รับความนิยมจากคนฟังเพลง มีบาร์แผ่นเสียงเกิดขึ้นมากมายพอ ๆ กับดีเจเปิดแผ่นเสียง แถมดีเจแต่ละคนก็มีแนวเพลงถนัดเฉพาะตัว ยิ่งทำให้เพลงและวงการแผ่นเสียงสนุกขึ้นไปอีก

หวังว่าการกลับมาของแผ่นเสียงจะเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่เติมความสดใสให้เจ้าของกิจการขายแผ่นเสียง เจ้าของกิจการขายเครื่องเล่นแผ่นเสียง รวมถึง ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

“จริง ๆ พ.ศ. 2556 – 2557 ผมเริ่มวางมือแล้ว สังเกตจากคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยมาซื้อ เขาเน้นโหลด เลยบอกให้แม่บ้าน (ภรรยา) มาดูแลต่อ ผมขอวางมือ วางมือมา 7 – 8 ปีแล้ว” ชายวัย 66 พูดยิ้ม ๆ

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

แม้ร้านขายเทป-ซีดีเก่าแก่แห่งนี้จะเงียบเหงาไปบ้างหากเทียบกับอดีต แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือคนฟังเพลงไม่ได้หายไป เราเห็นคุณลุง คุณป้า แวะเวียนมาดูแผ่นเพลงที่ร้านอยู่บ้าง มีครั้งหนึ่งเรายืนคุยกับพนักงาน เขาพูดประโยคชวนคิดว่า ‘เทปและแผ่นซีดีไม่มีวันตาย’ – คงจริง ตราบใดที่ยังมีคนฟังเพลง

เราถามเฮียทรงสัญถึงความเชื่อที่เราได้ยินได้ฟังมา – “เฮียเชื่อแบบนั้นมั้ยคะ”

“ไม่ตายอยู่แล้ว มนุษย์ต้องดูหนัง ฟังเพลง ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ แม้กระทั่งคนเจ็บ คนป่วย ก็ยังต้องฟังเพลง ดอกไม้ สัตว์เลี้ยง ก็ยังต้องฟังเพลง พอฟังแล้วไก่ออกไข่เยอะขึ้น ดอกไม้ก็สดชื่นเบ่งบาน

“ความจริงผมต้องปิดกิจการแล้วนะ ร้านอยู่ไม่ได้ ขาดทุนทุกเดือน” เฮียทรงสัญพูดความจริง ภายใต้ประโยคชวนเศร้าแต่น้ำเสียงของชายผู้นี้กลับไร้กังวัล เขาไม่ปล่อยให้เราฉงนนาน ก่อนจะเล่าเสริม

“ผมพอจะมีรายได้จากทางอื่นอยู่บ้าง และผมอยากอนุรักษ์ร้านนี้เอาไว้ เผื่อวันใดวันหนึ่งมันจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ ตอนนี้ในภาคเหนือเหลือร้านผมร้านเดียวแล้วนะ เคยมีคนใช้คำว่า ‘ลมหายใจที่ยังเหลืออยู่’ กับร้านผม ไม่ว่าคนลำปาง เชียงราย แพร่ น่าน เวลามาเที่ยวเชียงใหม่เขาก็จะแวะมาซื้อ

“ทุกวันนี้ลูกค้าผมมีแต่คนแก่ทั้งนั้น” เขาหัวเราะ “ผมรู้สึกโชคดีและเขาเองก็โชคดีที่ยังคิดถึงกันและกัน ลูกค้าบอกผมเสมอว่า ‘อย่าปิดร้านนะ’ ‘อย่าเลิกนะ’ เพราะเขาไม่รู้จะหาซื้อได้ที่ไหน” – นี่คงเป็นเหตุผลสำคัญให้ร้านขายเทป-ซีดีแห่งนี้ไม่ยอมปิดตัวตลอดระยะเวลา 42 ปีของการดำเนินธุรกิจ

ลมหายใจของ ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ ยังไม่รวยริน ตราบใดที่เสียงเพลงไม่หายไปจากโลก

การมีอยู่ของสถานที่แห่งนี้ทำให้เราเชื่อมั่นมากว่า การใช้หัวใจดำเนินธุรกิจ สำคัญพอ ๆ กับการดำเนินธุรกิจด้วยหลักธุรกิจ, และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดของร้านขายเทปเก่าแก่ที่ยังมีชีวีต

Lessons Learned

  • จงศึกษาความเป็นไปได้ของตลาดก่อนลงมือทำธุรกิจ
  • จงทำธุรกิจอย่างคนเข้าใจธุรกิจ (ที่ตนเองทำ) มีข้อดี คือ เข้าใจสินค้า แนะนำลูกค้าได้
  • จงทำธุรกิจอย่างเป็นมิตรและจริงใจกับต้นน้ำและปลายน้ำ 
  • จงมองการณ์ไกล (มีแผนสำรอง) หากยังอยากรักษาธุรกิจที่รักในวันที่ใกล้หมดความนิยม
เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตรเอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์

ที่ตั้ง : 228 ถนนทิพย์เนตร ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)

เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00 – 19.30 น. 

โทรศัพท์ : 0 5327 7210

Facebook : ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่ Music & Movie

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load