“ลำปางหนาวมาก” คือคำนิยามของลำปางที่ชินปากมานาน 

นี่ไม่เถียงเลยว่าหนาวจริง (ส่วนกลางวันก็ร้อนจริง)

ลำปางสำหรับคนอื่น คือจังหวัดภาคเหนือที่เงียบสงบ มีรถม้า มีชามตราไก่

ลำปางสำหรับเรา คือสถานีนครลำปาง โรงรถจักร สะพานดำ ชานชาลามีต้นไม้ และตัดตู้รถไฟก่อนขึ้นดอยขุนตาล

สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ
สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ

การพัฒนาและเจริญเติบโตของจังหวัดลำปางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากที่เส้นทางรถไฟสายเหนือที่ทอดยาวจากกรุงเทพฯ ผ่านอยุธยา ปากน้ำโพ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ ข้ามเขาลูกแล้วลูกเล่าจนมาถึงนครลำปาง เมืองเก่าแก่โบราณที่ตั้งอยู่ในที่ราบระหว่างเทือกเขา 

ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองลำปาง เป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟนครลำปางซึ่งเป็นสถานีประจำจังหวัด 

ชื่อ ‘นครลำปาง’ เป็นชื่อเก่าแก่ที่เรียกขานจังหวัดลำปางมาตั้งแต่โบราณ 

การใช้คำว่า นครลำปาง ไม่ใช่ ลำปาง นั้นเป็นเพราะชื่อเมืองบริวารต่างๆ เช่นเดียวกับนครน่าน และเป็นการเรียกขานก่อนเริ่มใช้ ‘จังหวัด’ อย่างมาตรฐาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่านครลำปางเป็นชื่อเฉพาะ ไม่ใช่การขยายว่าเป็นเมืองแต่อย่างใด

สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ

สถานีนครลำปางเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2459 ในช่วงรัชกาลที่ 6 นับเป็นการเปิดศักราชใหม่ที่ส่งผลต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการคมนาคมของลำปางเป็นอย่างมาก 

อาคารสถานีเป็นอาคารสองชั้นที่มีกลิ่นอายของล้านนาและยุโรปแบบบาวาเรียนคอทเทจ (Bavarian Cottage) ออกแบบโดย เอิรสท์ อัลท์มันน์ (Mr. Ernst Altmann) วิศวกรชาวเยอรมนี ชั้นล่างก่ออิฐฉาบปูนใช้ระบบคานโค้ง (Arch) 4 ช่วง ขนาบด้วยโค้งช่วงเล็กประกบทั้งสองฝั่งเป็นรูปแบบนีโอคลาสสิก (Neoclassic) ชั้นบนสร้างด้วยไม้มีกรอบเป็นโครงสร้างสี่เหลี่ยมมีไม้ยึดยันแนวทแยงเสริมเป็นช่วงๆ ไม่ให้อาคารโยก ซึ่งนี้เป็นเทคนิคด้านโครงสร้างที่เด่นมากจากฟากเยอรมนี นอกจากนั้นยังมีการกรุใต้ไม้ฝาตีตามแนวนอน และอวดโครงสร้างกรอบเป็นรูปแบบฮาล์ฟทิมเบอร์ (Half Timber) อีกด้วย

สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ
สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ
สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ

หลังคาของสถานีเป็นทรงปั้นหยาผสมจั่วซ้อนชั้นคล้ายหลังคาตามสถาปัตยกรรมล้านนา ราวระเบียงและช่องแสงเหนือประตูหน้าต่างประดับด้วยช่องปรุไม้แกะสลักลวดลายเลียนแบบศิลปะล้านนา ที่โดดเด่นมากๆ และมองไปทางไหนก็เห็น คือลายแจกันหรือหม้อปูรณฆฏะผสมลายเครือเถา ประดับช่อดอกไม้ม้วนขมวดเป็นวงตามแบบที่พบได้ตามวัดล้านนา ซึ่งเป็นฝีมือช่างที่ประณีตและละเอียดเป็นอย่างมาก

สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ
สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ

บนหน้าจั่วของอาคารชั้นบนมีตัวเลขพุทธศักราช 2458 และคริสตศักราช 1915 ซึ่งเป็นปีสร้างอาคารเป็นตัวนูนออกมา โดยฝั่งที่หันไปทางกรุงเทพฯ เป็นคริสตศักราช และฝั่งที่หันไปทางเชียงใหม่เป็นพุทธศักราช

สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ
สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ

ด้านหน้าสถานีมีรถจักรไอน้ำ C-56 หมายเลข 728 ซึ่งเป็นรุ่นที่นำมาใช้งานตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยญี่ปุ่นขนข้ามน้ำข้ามทะเลมา และเมื่อสงครามสงบเขาก็ไม่ได้เอากลับไป ทิ้งรถส่วนใหญ่ไว้ให้เราใช้เพื่อทดแทนรถจักรที่เสียหายจากสงครามในยุคนั้น ซึ่งหมายเลข 728 ก็ได้เกษียณอายุที่นี่ในฐานะรถจักรสับเปลี่ยน และได้ถูกประกาศเกียรติคุณอยู่ด้านหน้าสถานีรถไฟเหมือนเป็นผู้ใหญ่ใจดีที่ต้อนรับผู้มาเยือน

สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ
รถจักรไอน้ำ C-56 หมายเลข 728

ที่น่าสนใจคือการวางตัวอาคารและชานชาลาที่กว้างขวาง รองรับการใช้งานที่มีปริมาณมากทั้งการโดยสารและสินค้า ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของสถานีรถไฟที่เป็นสถานีหลัก ภาพเก่าของสถานีนครลำปางในสมัยที่ยังไม่มีหลังคาคลุมชานชาลานั้น พบว่าชานชาลาโรยด้วยหินขนาดเล็ก พื้นที่เปิดโล่ง และด้านหลังสถานีเป็นถนนเข้าสู่ย่านเมืองเก่า

หลังคาคลุมชานชาลาด้านหน้าอาคารไม่เด่นชัดว่ามาประกอบเข้าช่วงไหน แต่ที่น่าสังเกตคือมันดูแตกต่างกัน โดยตรงกลางเมื่อเราเดินออกมาจากโถงขายตั๋ว โครงหลังคาเป็นเหล็กถักแบบ Truss คลุมตั้งแต่ตัวอาคารจนถึงปลายชานชาลา แต่พอเขยิบออกไปทางเหนือและทางใต้ที่เป็นโครงหลังคาคลุมเฉพาะชานชาลา เป็นไม้และรางเหล็กที่ก่อตัวกันเป็นคาน หลังคาชานชาลาตรงกลางที่นี่มันแปลกกว่าที่อื่นแหละ มันไม่ได้ถูกสร้างและติดตั้งที่นี่มาตั้งแต่แรก แต่ถูกยกมาจากสถานีแปดริ้ว (คนละสถานีกับฉะเชิงเทรานะ) แล้วมาประกอบใหม่ใช้งานที่สถานีนครลำปางจนปัจจุบัน 

เป็นหลังคาที่เดินทางมาไกลจากฉะเชิงเทรา แถมเป็นการใช้ของเก่าอย่างคุ้มค่าทีเดียว

สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ
สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ

อีกความน่าสนใจของสถานีนครลำปางคือชานชาลาระหว่างทางที่ 1 และทางที่ 2

ปกติแล้วหากสถานีใดมีชานชาลาที่คั่นไว้ระหว่างทางรถไฟ ถ้าไม่ปล่อยเปลือยก็จะมีหลังคาคลุม แต่ที่
นครลำปางปลูกต้นไม้ยาวไปตลอดตั้งแต่ด้านทิศเหนือถึงด้านทิศใต้แทน ทำให้ชานชาลาที่นี่มีความร่มรื่น นั่งรอรถไฟก็เย็นสบาย มีลมโกรกเบาๆ และนอกจากนั้นก็ยังมีเมืองจำลองเล็กๆ อยู่บนชานชาลา ซึ่งเป็นสถานที่น่าสนใจของลำปางอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นหอนาฬิกา อุโมงค์ขุนตาน วัดเจดีย์ซาวหลัง พระธาตุลำปางหลวง วัดม่อนพญาแช่ รวมถึงรถม้าที่เป็นสัญลักษณ์ของลำปางอีกด้วย 

สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ
สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ
สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ

แน่นอนว่า ที่เด่นที่สุดบนชานชาลาคือ ‘ไก่ขาว’

ไก่ขาวแห่งนครลำปาง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์จริงๆ ของลำปางเลยล่ะ เครื่องหมายตราประจำจังหวัดลำปางนั้นมีรูปไก่ขาวเป็นสัญลักษณ์ สำคัญยืนอยู่ในซุ้มมณฑปพระธาตุลำปางหลวง หมายถึง ‘ไก่เผือก’ เป็นสัญลักษณ์ที่มีมาตั้งแต่สมัยเมืองกุกกุฏนคร (ตำนานเมืองลำปาง) 

ตามตำนาน ไก่ขาวถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ที่มาจากกุกกุฏนคร ซึ่งเป็นอีกชื่อหนึ่งของลำปางแปลว่าเมืองไก่ขัน ตำนานเล่าไว้ว่า เมื่อครั้งพุทธกาล สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาประทับ ณ เมืองลำปาง พอพระอินทร์รู้ข่าวเข้า ก็เลยแปลงร่างเป็นไก่ขาวเพื่อขันปลุกพระพุทธเจ้าให้ตื่นขึ้นมาปฏิบัติภารกิจ แล้วก็ยังเป็นห่วงชาวลำปางอีกด้วยว่าจะตื่นขึ้นมาใส่บาตรไม่ทัน ก็เลยขันปลุกชาวบ้านให้ตื่นมาหุงหาอาหารเตรียมใส่บาตรซะเลย นั่นก็คือตำนานของไก่ขาวลำปางที่เราจะเห็นได้ทั่วไปในเมือง ทั้งสถานีรถไฟ สะพานรัษฎาภิเษก หรือตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงชามตราไก่อันลือชื่อ

สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ
สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ

สำหรับแฟนรถไฟ สถานีนครลำปางมีสิ่งหนึ่งที่เราต้องเยี่ยมทุกครั้งที่มาเยือน ‘ป้าดา’ ขาใหญ่คุมนครลำปาง

ไม่ใช่คนนะ แต่เป็นหัวรถจักรรถไฟรุ่นหนึ่ง 

นั่นคือรถจักรดีเซลไฟฟ้าดาเวนพอร์ท ขนาด 500 แรงม้า ที่เหลือใช้งานอยู่ไม่กี่คันในประเทศ และแฟนๆ รถไฟเรียกรถจักรรุ่นนี้ด้วยความเคารพประหนึ่งคนในครอบครัวว่า ‘ป้าดา’ 

ดาเวนพอร์ท (Davenport) เป็นรถจักรดีเซลไฟฟ้าขนาดเล็กน่ารักตะมุตะมิ ถือกำเนิดที่สหรัฐอเมริกาแล้วรอนแรมมาทำงานที่แดนไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2495 ลักษณะเด่นคือมีความยาวของรถจักรที่สั้นกว่ารถอื่นๆ และด้านหน้ากับด้านหลังไม่เหมือนกัน ด้านหน้ารถฝั่งห้องขับหลักโค้งมน มีหน้าต่าง 3 บาน พร้อมลวดลายเป็นรูปตัว V ที่คาดหน้าไว้ ส่วนอีกด้านหน้าตาดูละม้ายคล้ายหัวกะโหลกพอตัว เวลาใช้งานจริงแต่ก่อนนั้นสามารถเอารถจักรดาเวนพอร์ท 2 คันมาต่อกันและช่วยกันลากกันดันก็จะได้กำลังม้าที่ 1,000 แรงม้า

ป้าดาไม่ได้ทำหน้าที่ลากรถไฟไกลๆ อย่างแต่ก่อนแล้ว ด้วยความชราของป้าที่สังขารนั้นคงเดินเล่นได้แค่รั้วบ้าน ชีวิตสดใสหลังวัยเกษียณของป้าดาคือการสับเปลี่ยนขบวนรถไฟโดยสาร หรือรถน้ำมันในย่านสถานีนครลำปางเป็นกิจวัตรในทุกเช้าและเย็นจนเป็นภาพชินตา นอกจากนั้นแล้วในช่วงวันเด็กป้าดาก็จะลากตู้รถไฟสั้นๆ พาเด็กๆ และผู้ปกครองนั่งเล่นจากสถานีนครลำปางไปสะพานข้ามแม่น้ำวังที่ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตรด้วย 

สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ

แม้ว่าสถานีนครลำปางจะเป็นเพียงแค่สถานีหรือเมืองที่อยู่ระหว่างทาง และอาจจะไม่ได้มีใครเลือกที่จะเป็นหมุดหมายของการเดินทาง แต่สำหรับเราแล้วที่นี่เป็นเมืองที่มีสเน่ห์มาก ทั้งความเป็นเมืองเก่า ศิลปะ วัด หรือแม้แต่สถานีรถไฟที่มีประวัติยาวนาน มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น เราเชื่อว่าการนั่งรถไฟเที่ยวเหนือนั้นอาจมีความหมายระหว่างทางมากขึ้นก็ได้ถ้าได้แวะที่นี่ ‘นครลำปาง’ 

สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ

เกร็ดท้ายขบวน

  1. การเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนระหว่างรถไฟกับยานพาหนะอื่นน่าจะเรียกได้ว่าเริ่มต้นที่ลำปางนี่แหละ นั่นก็คือการลงรถไฟแล้วต่อรถรับจ้างที่พิเศษสุดๆ คือมันเป็นรถม้า
  2. สถานีนครลำปางเป็นที่ตั้งของโรงเก็บรถจักรของภาคเหนือตอนบน และยังมีวงเวียนกลับรถจักรที่ยังใช้งานได้อยู่อีกด้วยนะ
สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

สถานีรถไฟกรุงเทพ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า ‘หัวลำโพง’ นั้น เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเทพฯ และประเทศไทย เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่ใครๆ ก็ต้องนึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อพูดถึงรถไฟไทย เพราะนอกจากเป็นสถานีรถไฟต้นทางที่ใช้มายาวนานร่วมร้อยปี สถาปัตยกรรมยังโดดเด่นตั้งแต่ตอนแรกสร้างจนกระทั่งปัจจุบัน

ถ้าสำรวจโลเคชันของสถานีรถไฟกรุงเทพ จะเห็นได้ว่าไม่ใช่แค่ตัวอาคารสถานีที่น่าสนใจ อาคารประกอบและสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ที่อยู่รายรอบสถานีรถไฟแห่งนี้มีประวัติเกี่ยวเนื่อง และมีความสำคัญไปไม่น้อยกว่าตัวสถานีกรุงเทพเลย เราจะพาไปสำรวจสถานที่สำคัญในแต่ละจุด เริ่มต้นตั้งแต่ตรงนี้ ที่ด้านหน้าสถานี

อนุสาวรีย์ช้างสามเศียร

สวนเล็กๆ มีน้ำพุยินดีต้อนรับอยู่ด้านหน้าสถานีรถไฟ บางคนมาก็เจอน้ำเปิด บางคนมาก็เจอน้ำปิด ซึ่งจริงๆ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขามีเวลาเปิดปิดหรือเปล่า นั่นไม่ใช่ประเด็น

ประเด็นคือน้ำพุนี้มันไม่ได้เป็นแค่เครื่องประดับส่งเสริมความใหญ่โตโอ่อ่าของสถานีรถไฟ หากพิจารณารูปลักษณ์ของมันดีๆ จะพบว่าส่วนล่างนั้นก่อด้วยหินอ่อน และด้านบนเป็นโลหะรมควันสีดำ ประกอบร่างกันเป็นยอดแหลมมีช้างอยู่ 3 ทิศ ส่วนปลายบนสุดเป็นพระบรมรูปหล่อแบบนูนต่ำ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เราเรียกว่า ‘อนุสาวรรีย์ช้างสามเศียร’ 

สิ่งปลูกสร้างรอบสถานีรถไฟกรุงเทพ มรดกสถาปัตย์รอบ ‘หัวลำโพง’ ยุคกำเนิดรถไฟไทย

อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นหลังจากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2453  บรรดาข้าราชการรถไฟได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์เป็น ‘อนุสาวรีย์น้ำพุ’ สำหรับให้ประชาชนใช้สอยบริโภคในรูปแบบของอุทกทาน (อุทกหมายถึงน้ำ ทานคือการให้ทาน) ซึ่งประชาชนมาใช้น้ำที่ไหลออกจากก๊อกน้ำพุได้ คล้ายๆ กับอนุสาวรีย์พระแม่ธรณีบีบมวยผมตรงสะพานผ่านพิภพลีลา 

จุดมุ่งหมายของการสร้างอนุสาวรีย์นี้ ก็เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เปิดใช้เป็นสาธารณะเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2459 พร้อมกับสถานีรถไฟกรุงเทพอาคารปัจจุบัน 

สิ่งปลูกสร้างรอบสถานีรถไฟกรุงเทพ มรดกสถาปัตย์รอบ ‘หัวลำโพง’ ยุคกำเนิดรถไฟไทย

นอกจากการเป็นน้ำพุประดับสถานีแล้ว ยามหน้าสิ่วหน้าขวานก็ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่น้อย

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานีรถไฟกรุงเทพเป็นจุดเป้าหมายในการทิ้งระเบิดเพื่อทำลาย ที่นี่ก็เหมือนกับหลายๆ สถานีที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนด้วย อนุสาวรีย์ช้างสามเศียรได้มีการปรับแบบและหน้าที่ใหม่ จากเป็นแค่น้ำพุประดับ กลายเป็นหลุมหลบภัยทางอากาศ

พอสงครามสิ้นสุด หลุมหลบภัย (อดีตน้ำพุ) ช้างสามเศียร ก็คงสภาพแบบนั้นไว้ระยะหนึ่ง จนต่อมาปรับให้กลับมาเป็นน้ำพุเหมือนเดิม ไม่มีก๊อกน้ำสำหรับการเป็นอุทกทาน และอยู่กับสถานีรถไฟกรุงเทพแบบเพราะเราคู่กันจนถึงปัจจุบัน ถ้าให้ขุดดินลงไปข้างล่าง อาจจะเจอซากของหลุมหลบภัยในอยู่ใต้นั้นก็เป็นได้

อนุสาวรีย์ช้างสามเศียรที่ปรับเป็นหลุมหลบภัยทางอากาศ 
ภาพ : Facebook โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ
อนุสาวรีย์ช้างสามเศียรที่ปรับเป็นหลุมหลบภัยทางอากาศ 
ภาพ : Facebook โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ
จากอนุสาวรีย์ช้างสามเศียรจนถึงตึกพัสดุ สำรวจสถาปัตยกรรมเก่าในพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ ที่ผ่านสงครามโลกมากับรถไฟไทย

ตึกไปรษณีย์และทางส่งจดหมาย

เข้ามาในสถานีกันบ้าง 

เราเดินตามชานชาลาที่ 3 มาเรื่อยๆ จะพบกับสิ่งปลูกสร้างทางเหมือนสะพานขนาดใหญ่ข้ามมาจากตึกสีทะมึน ตัดด้วยสีเหลืองมัสตาร์ดที่อยู่ด้านนอกสถานี

อาคารนั้นคือที่ทำการไปรษณีย์หัวลำโพง ซึ่งเรียกได้ว่าอยู่คู่กับสถานีมานาน ตั้งแต่เป็นที่ทำการเล็กๆ ในสถานีรถไฟ

จากอนุสาวรีย์ช้างสามเศียรจนถึงตึกพัสดุ สำรวจสถาปัตยกรรมเก่าในพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ ที่ผ่านสงครามโลกมากับรถไฟไทย
การขนส่งพัสดุภัณฑ์ทางรถไฟในอดีต

การส่งจดหมายและพัสดุในสมัยก่อนนั้นต้องพึ่งพาอาศัยรถไฟ เพื่อกระจายหนังสือถึงคนที่คุณต้องการติดต่อไปทั่วประเทศ แม้แต่บริการรถไฟเองก็ยังมีตู้รถไฟรับจดหมายด้วย 

ต่อมาที่ทำการไปรษณีย์ได้แยกออกมาตั้งอาคารต่างหากบนถนนรองเมือง นอกกำแพงสถานีรถไฟ และสร้างสะพานยาวทอดมาจากตัวที่ทำการมาถึงชานชาลาที่ 3 ของสถานีกรุงเทพ

จากอนุสาวรีย์ช้างสามเศียรจนถึงตึกพัสดุ สำรวจสถาปัตยกรรมเก่าในพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ ที่ผ่านสงครามโลกมากับรถไฟไทย

เราเองก็ไม่ทันได้เห็นการทำงานของสะพานนี้ สิ่งที่ยังหลงเหลือให้เห็นอยู่ คือโครงสร้างขนาดใหญ่พร้อมปล่องลิฟต์ที่คาดว่าใช้สำหรับขนพัสดุและจดหมายจากที่ทำการลงมาถึงชานชาลา และย้ายขึ้นรถไฟเพื่อพาจดหมายเหล่านั้นไปถึงมือผู้รับที่อยู่ต่างจังหวัดที่รถไฟผ่าน เมื่อวันเวลาผ่านไป การขนส่งไปรษณีย์เปลี่ยนจากรางไปสู่ถนน การใช้งานขนส่งจดหมายทางรถไฟก็หายไปด้วยเช่นกัน เหลือไว้เพียงสะพานเชื่อมจากที่ทำการไปรษณีย์มาสถานีรถไฟให้เราได้เห็น เพื่อยืนยันว่าในครั้งหนึ่งมีกิจกรรมแบบนี้อยู่ที่สถานีรถไฟกรุงเทพ

จากอนุสาวรีย์ช้างสามเศียรจนถึงตึกพัสดุ สำรวจสถาปัตยกรรมเก่าในพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ ที่ผ่านสงครามโลกมากับรถไฟไทย

หอสัญญาณกรุงเทพ

จากตรงชานชาลาที่ 3 มองออกไปในย่านสถานี มีตึกหนึ่งตั้งอยู่ 

การจัดการจราจรทางอากาศต้องมีหอบังคับการ รถไฟก็เหมือนกันกับเครื่องบิน ต้องมีหอบังคับการจราจร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านสถานีขนาดใหญ่อย่างสถานีกรุงเทพ ที่มีจุดสับรางร่วมร้อยจุดยุ่บยั่บเต็มไปหมด

จากอนุสาวรีย์ช้างสามเศียรจนถึงตึกพัสดุ สำรวจสถาปัตยกรรมเก่าในพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ ที่ผ่านสงครามโลกมากับรถไฟไทย

หอสัญญาณของกรุงเทพตั้งอยู่ด้านตะวันออกของสถานี มีความสูงมากพอที่จะเห็นทางรถไฟทั้งหมด ตั้งแต่สะพานกษัตริย์ศึก ไปจนถึงจุดสับรางตัวสุดท้าย ก่อนทางรถไฟจะเข้าไปในหลังคาสถานี

ตัวอาคารแยกออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นที่พักพนักงานปฏิบัติการระหว่างวันมีจำนวน 3 ชั้น อีกส่วนหนึ่งเป็นหอสูงขึ้นไป ชั้นบนสุดเป็นกระจกสีดำทำองศาเอียงลงมา เพื่อให้มองเห็นทางรถไฟที่พาดผ่านด้านล่างได้ บนนั้นเป็นพื้นที่ควบคุมย่านสถานีขนาดใหญ่ มีเจ้าหน้าที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นไปทำงาน ซึ่งต้องมีทักษะเฉพาะเป็นอย่างมากที่ต้อง ‘ตาดู หูฟัง มือกด’ 

จากอนุสาวรีย์ช้างสามเศียรจนถึงตึกพัสดุ สำรวจสถาปัตยกรรมเก่าในพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ ที่ผ่านสงครามโลกมากับรถไฟไทย

ตาดู คือ ต้องดูความเคลื่อนไหวทั้งหมดในย่านสถานี รถถอยผ่านจุดสับรางหรือยัง หรือไปอยู่ในจุดที่กำหนดไว้หรือยัง

หูฟัง คือ ต้องฟังเสียงวิทยุที่ใช้ในการประสานงานเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด

มือกด คือ ต้องคอยกดปุ่มเพื่อสับราง และปรับสัญญาณไฟให้การจราจรของรถไฟนั้นไม่ติดขัด

รวมถึงทักษะด้านการวางแผนเพื่อสับรางให้รถไฟเข้าออกสถานีได้โดยไม่มีปัญหา เรียกได้ว่าสำคัญไม่แพ้อาคารอื่นๆ เลย

จากอนุสาวรีย์ช้างสามเศียรจนถึงตึกพัสดุ สำรวจสถาปัตยกรรมเก่าในพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ ที่ผ่านสงครามโลกมากับรถไฟไทย

อนุสรณ์ปฐมฤกษ์รถไฟหลวง

จากนั้นเราข้ามทางรถไฟไปฝั่งชานชาลาที่ 12 จะเจอแท่นหินอ่อนสีขาวที่ตั้งอยู่ปลายชานชาลา มีรถจักรไอน้ำจอดซุกกายอยู่ด้านหลังแท่นหินอ่อนนั้นด้วย และดูเหมือนว่าจะมีพวงมาลัยสีเหลืองพร้อมดอกกุหลาบสีแดงมาไหว้เต็มไปหมด

จุดนี้มีความสำคัญกับประวัติศาสตร์รถไฟมาก เปรียบได้เหมือนกับเสาเอกของบ้านเลยก็ว่าได้

ณ สถานที่นี้เมื่อ 120 กว่าปีก่อน คือจุดที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เสด็จมาทำพิธีเปิดเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ซึ่งเริ่มเปิดเดินให้บริการรถไฟครั้งแรกในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 (นับตามปฏิทินปัจจุบันคือ พ.ศ. 2440) จากกรุงเทพฯ​-กรุงเก่า (อยุธยา) 

จากอนุสาวรีย์ช้างสามเศียรจนถึงตึกพัสดุ สำรวจสถาปัตยกรรมเก่าในพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ ที่ผ่านสงครามโลกมากับรถไฟไทย
อาคารหลังแรกของสถานีรถไฟกรุงเทพ
อาคารหลังแรกของสถานีรถไฟกรุงเทพ

ไม่ใช่แค่เป็นปะรำพิธีเท่านั้น พื้นที่ตรงนี้เคยเป็นอาคารสถานีรถไฟกรุงเทพหลังแรก เป็นอาคารครึ่งไม้ครึ่งปูนวางตัวขนานไปกับคลองผดุงกรุงเกษม ตรงกันข้ามกับโรงเรียนสายปัญญา ในพระบรมราชินูปถัมภ์

ตรงนี้คือสถานีรถไฟต้นทางที่สำคัญในการพาขบวนรถไฟออกไปตามภูมิภาคต่างๆ จนวันหนึ่งมันเริ่มเล็กลง คับแคบ ขยายไม่ได้ กรมรถไฟจึงสร้างอาคารสถานีขึ้นมาใหม่ให้ใหญ่โต โอ่โถง และเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ นั่นก็คือสถานีกรุงเทพที่เราได้เห็นได้ใช้กันในตอนนี้นี่แหละ

ส่วนสถานีเดิมก็ถูกใช้งานเป็นอาคารที่ทำการ จนรื้อลงในภายหลัง กลายเป็นลานอนุสรณ์ปฐมฤกษ์รถไฟหลวงอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

ไม่ต้องแปลกใจ ถ้าทำไมถึงเห็นคนขับรถไฟหรือพนักงานรถไฟ ยกมือไหว้แท่นอนุสรณ์นี้ทุกครั้งที่ผ่าน

จากอนุสาวรีย์ช้างสามเศียรจนถึงตึกพัสดุ สำรวจสถาปัตยกรรมเก่าในพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ ที่ผ่านสงครามโลกมากับรถไฟไทย

โรงดีเซลรางกรุงเทพ

เราออกมานอกเขตสถานี เดินตามถนนกรุงเกษมเลียบคลองผดุงไป เลยปั๊ม ปตท. จะพบตึกหนึ่งที่มีหลังคารูปฟันปลาดูแปลกตา

อาคารที่หน้าตาเหมือนโรงงานเป็นเหมือนโรงหมอของรถไฟ มันทำหน้าที่ซ่อมบำรุงรถจักร รถดีเซลราง (รถไฟที่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง) และรถพ่วงต่างๆ ทั้งหนักและเบา

จากอนุสาวรีย์ช้างสามเศียรจนถึงตึกพัสดุ สำรวจสถาปัตยกรรมเก่าในพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ ที่ผ่านสงครามโลกมากับรถไฟไทย

สถานีนี้มีโรงรถจักรแต่ดั้งแต่เดิมอยู่ มีการปรับเปลี่ยนเลย์เอาต์ของสถานีหลายรอบ จนได้สร้างโรงรถดีเซลรางแห่งนี้ขึ้นมาอย่างที่เราเห็น เสน่ห์ของอาคารนี้คือโครงสร้างระบบวิศวกรรมเพื่อพื้นที่ขนาดใหญ่ รูปแบบ Wireframe ที่ต้องนำตัวรถไฟเข้าไปจอดได้ ซึ่งรูปแบบของมันไม่ได้ต่างจากโรงซ่อมรถไฟขนาดเล็กที่กระจายตามภูมิภาค 

ในเชิงวิศวกรรมโครงสร้าง นอกจากความแข็งแรงแล้ว การที่ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นมาประกอบกันจนกลายเป็นโครงสร้าง เราเรียกว่าความงาม ตัวโรงแบ่งออกเป็น 3 ส่วน มีสำนักงานอยู่ตรงกลาง อีก 2 ส่วนนั้นประกบส่วนงานสำนักงานไว้ มีทางรถไฟเข้าไปอยู่ในนั้นจำนวนช่องละ 3 ทาง

หลังคาเป็นรูปฟันปลา มีคานเหล็กรับหลังคาเอาไว้ทั้ง 2 ช่วง มีแสงสว่างส่องเข้าถึงได้ โดยไม่ต้องใช้ไฟส่องสว่างในเวลากลางวัน ด้านในโรงนั้นใช้สำหรับจอดรถไฟ มีปั้นจั่นที่เอาไว้ใช้ยกตู้รถไฟรวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้สำหรับการซ่อมบำรุงตู้รถไฟให้เราได้ใช้กันอย่างปลอดภัยอีกด้วย

ตึกส่วนนี้อยู่ในเขตพื้นที่หวงห้ามเฉพาะ เข้าไปได้เฉพาะผู้ปฏิบัติงานเท่านั้น เรามองดูได้จากนอกรั้ว หรือถ้าอยู่ในสถานีก็จะมองเห็นได้จากปลายชานชาลาที่ 9 นั่นแหละ

จากอนุสาวรีย์ช้างสามเศียรจนถึงตึกพัสดุ สำรวจสถาปัตยกรรมเก่าในพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ ที่ผ่านสงครามโลกมากับรถไฟไทย

ตึกบัญชาการ (ตึกขาว)

เมื่อเดินมาจนถึงสะพานนพวงศ์ ถนนเส้นหลักจะเลี้ยวขึ้นสะพานไป ถ้าหากเราเดินตรงมานั้นจะเจอซุ้มประตูขนาดใหญ่ขวางเอาไว้อยู่ 

ที่นี่คือสำนักงานใหญ่ของการรถไฟฯ

หลายคนเข้าใจว่าสำนักงานใหญ่ของการรถไฟฯ อยู่ในสถานีรถไฟกรุงเทพ แต่ไม่ใช่เลย ตึกนี้อยู่ห่างจากสถานีรถไฟไปสัก 500 เมตรได้ 

ตามชื่อของมัน ‘บัญชาการ’ ก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าที่นี่คือศูนย์กลางการปกครองของการรถไฟฯ ตั้งแต่สมัยยุคเริ่มแรก และยังเป็นสถานที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จมาประกอบพิธีแซะดินพระฤกษ์ในการจัดตั้งกรมรถไฟเมื่อ พ.ศ. 2433 อีกด้วย

ตำแหน่งของตึกบัญชาการอยู่ตรงข้ามกับวัดเทพศิรินทร์ ริมคลองผดุงกรุงเกษม ตึกสีขาวหลังคาสีแดงที่มี 3 ปีกหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ผ่านการต่อเติมมาหลายครั้งมากด้วยหลากหลายเหตุการณ์

จากอนุสาวรีย์ช้างสามเศียรจนถึงตึกพัสดุ สำรวจสถาปัตยกรรมเก่าในพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ ที่ผ่านสงครามโลกมากับรถไฟไทย

เริ่มแรกมีแค่ 2 ชั้น เป็นตึกทรงยุโรปที่สวยงาม ตึกนี้ถูกเรียกลำลองว่า ‘ตึกเบธเก้’ ตามชื่อของ นายคาร์ล เบธเก้ (Karl Bethge) เจ้ากรมรถไฟหลวงคนแรกซึ่งเป็นชาวเยอรมัน 

ต่อมามีการขยายปีกของอาคารออกไปอีก 2 จนมีผังรูปตัว U กำหนดทางเข้าออกด้านทิศใต้ ก่อนจะสร้างตึกส่วนที่ 4 ขึ้นมาใน พ.ศ. 2475 รูปแบบตามสมัยนิยมจนผังตึกกลายเป็นรูปสี่เหลี่ยม ซึ่งตึกใหม่ด้านทิศใต้เป็นอาคารที่สูงที่สุด (3 ชั้น) และรอบๆ ที่เหลือมี 2 ชั้น 

การเปลี่ยนแปลงครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อตัวอาคารตึกบัญชาการถูกทิ้งระเบิดทางอากาศ ตัวอาคารเสียหายมาก ได้มีการบูรณะขึ้นและมีเหตุไฟไหม้ที่ปีกด้านหนึ่งอีกครั้ง แล้วก็เปลี่ยนตึก 2 ชั้นให้กลายเป็น 3 ชั้นเท่ากับตึกด้านทิศใต้ รื้อถอนปีกฝั่งริมคลองลงให้เป็นทางเข้าออก ผังอาคารกลายเป็นตัว U อีกครั้งจนถึงปัจจุบัน

จากอนุสาวรีย์ช้างสามเศียรจนถึงตึกพัสดุ สำรวจสถาปัตยกรรมเก่าในพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ ที่ผ่านสงครามโลกมากับรถไฟไทย
จากอนุสาวรีย์ช้างสามเศียรจนถึงตึกพัสดุ สำรวจสถาปัตยกรรมเก่าในพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ ที่ผ่านสงครามโลกมากับรถไฟไทย

ตึกบัญชาการถูกเรียกลำลองว่า ‘ตึกขาว’ เพราะตัวอาคารทาสีขาว ตรงกลางจัดเป็นอนุสาวรีย์ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ผู้บัญชาการรรถไฟชาวไทยพระองค์แรก ผู้ซึ่งเรียกได้ว่านำเทคโนโลยีต่างๆ ที่เปลี่ยนรถไฟไทยให้เจริญก้าวหน้า (ในยุคนั้น) อย่างมากมาย โดยหนึ่งในอนุสรณ์ที่สำคัญ ก็คือรถจักรดีเซลคันแรกของประเทศและรถจักรไอน้ำแม่กลองตั้งอยู่หน้าตึก

และถ้าเรายืนอยู่หน้าตึกบัญชาการแล้วมองไปรอบๆ จะเห็นได้ว่าตึกทั้ง 3 ปีกนั้นไม่มีรูปแบบที่เหมือนกันเลย

จากอนุสาวรีย์ช้างสามเศียรจนถึงตึกพัสดุ สำรวจสถาปัตยกรรมเก่าในพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ ที่ผ่านสงครามโลกมากับรถไฟไทย

ตึกพัสดุ (ตึกแดง)

ที่สุดท้ายถัดจากตึกบัญชาการ และเป็นจุดสิ้นสุดเขตของสถานีรถไฟกรุงเทพ นั่นคือตึกพัสดุ

ตึกพัสดุสร้างไว้สำหรับเป็นคลังอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในกิจการรถไฟ เป็นการสร้างแบบ Industrial โชว์โครงสร้าง ความโดดเด่นคือการใช้อิฐแดงเป็นหลัก

ตัวอาคารมีด้วยกัน 3 ปีก หันหน้ากันไปคนละทางกับตึกบัญชาการ โดยตึกพัสดุหันหน้าไปทางทิศตะวันออกฝั่งทางรถไฟ ปีกกลางของตึกแดงเป็นโครงสร้างไม้และคานเหล็ก ความสวยงามอยู่ที่ลายฉลุไม้ ระแนง และบันไดกึ่งเวียนขึ้นไปชั้น 2 และชั้น 3 สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ มีระเบียงทางเดินล้อมรอบ รั้วของระเบียงก่อด้วยปูน ส่วนปีกอีกทั้งสองฝั่งเป็นโครงสร้างอิฐแดง ทำให้อาคารนี้ถูกเรียกชื่อลำลองว่า ‘ตึกแดง’

จากอนุสาวรีย์ช้างสามเศียรจนถึงตึกพัสดุ สำรวจสถาปัตยกรรมเก่าในพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ ที่ผ่านสงครามโลกมากับรถไฟไทย
จากอนุสาวรีย์ช้างสามเศียรจนถึงตึกพัสดุ สำรวจสถาปัตยกรรมเก่าในพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ ที่ผ่านสงครามโลกมากับรถไฟไทย
จากอนุสาวรีย์ช้างสามเศียรจนถึงตึกพัสดุ สำรวจสถาปัตยกรรมเก่าในพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ ที่ผ่านสงครามโลกมากับรถไฟไทย

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตรงกลางซึ่งปัจจุบันเป็นลานจอดรถ แต่เดิมนั้นใช้เป็นทางรถไฟขนส่งพัสดุเข้ามาในลานนี้ โดยมีวงเวียนกลับรถ (Turntable) จำนวน 2 ตัว

ตัวแรกตั้งอยู่บนทางรถไฟด้านนอกอาคาร ตัวที่ 2 ตั้งอยู่ตรงกลางลานตึกแดง และมีทางรถไฟจากวงเวียนตัวที่ 2 มุ่งหน้าเข้าไปที่ตึกทั้ง 3 ปีก เพื่อนำสินค้าเข้าสู่สโตร์ ปัจจุบันยังพอเห็นซากทางรถไฟเข้าไปในตัวอาคารอยู่เพียงแค่ 1 จุดเท่านั้นตรงฝ่ายการช่างโยธา และพื้นที่วงเวียนที่อยู่กลางลานกลายเป็นต้นไม้ 1 ต้น ยังพอมองเห็นขอบของวงเวียนเป็นวงกลมอยู่ภายใต้ยางมะตอยของลานจอดรถ ซึ่งก็เป็นที่น่ากังวลว่าการปรับปรุงพื้นที่ในแต่ละครั้งจะกลบ ทั้งซากรางรถไฟและขอบบ่อของวงเวียนกลับรถ จนเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ในที่สุด 

จากอนุสาวรีย์ช้างสามเศียรจนถึงตึกพัสดุ สำรวจสถาปัตยกรรมเก่าในพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ ที่ผ่านสงครามโลกมากับรถไฟไทย

จากอนุสาวรีย์ช้างสามเศียรจนถึงตึกพัสดุ คือพื้นที่กว้างใหญ่ของสถานีรถไฟ เหล่าอาคารที่อยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังตั้งอยู่ที่นี่มาพร้อมๆ กับการเกิดของรถไฟไทย ผ่านวันและเวลามากมาย ทั้งช่วงเวลาปกติและยามสงคราม ในวันที่ศูนย์กลางของระบบรถไฟจะย้ายไปที่สถานีกลางบางซื่อ และสถานีรถไฟกรุงเทพก็จะลดระดับลงจากสถานีหลักเป็นสถานีรอง พื้นที่ต่างๆ รอบๆ ก็ดูเหมือนจะถูกลดความสำคัญลงในฐานะสถานที่ปฏิบัติงานด้วย และก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในอนาคต มันจำเป็นต้องย้ายไปอยู่ในพื้นที่ที่ใหญ่กว่าเดิม และดำเนินกิจการต่างๆ ได้ง่ายกว่าที่เป็นอยู่

หลายอาคารเป็นอาคารที่ทรงคุณค่า จะถูกปรับเปลี่ยนไปอย่างไรในอนาคตเราก็คงไม่อาจทราบได้ อยู่ที่เจ้าของสถานที่จะรังสรรค์ออกมา สุดท้ายแล้วต่อให้อนาคตอาคารสำคัญเหล่านี้จะถูกแปรสภาพเป็นหน้าที่อื่นๆ ที่เปลี่ยนไปจากเดิม แต่ภาพหน้าของมันก็ยังคงเล่าเรื่องราวที่อยู่คู่กับสถานีกรุงเทพ ในฐานะอาคารปฏิบัติการของรถไฟไทย และอนุสรณ์สำคัญเกี่ยวกับกิจการรถไฟไทยได้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

จากอนุสาวรีย์ช้างสามเศียรจนถึงตึกพัสดุ สำรวจสถาปัตยกรรมเก่าในพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ ที่ผ่านสงครามโลกมากับรถไฟไทย

เกร็ดท้ายขบวน

  1. พื้นที่อาคารประกอบทั้งหมดของสถานีรถไฟกรุงเทพมีทั้งส่วนที่เปิดให้เราเข้าดูได้ และส่วนที่เป็นสำนักงาน ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าไป ซึ่งส่วนที่ไปดูได้มีเพียงแค่อนุสาวรีย์ช้างสามเศียร ปล่องไปรษณีย์บริเวณชานชาลาที่ 3 และอนุสรณ์ปฐมฤกษ์รถไฟหลวงเท่านั้น ส่วนโรงรถดีเซลรางนับเป็นเขตหวงห้ามเฉพาะ
  2. ตึกบัญชาการและตึกพัสดุนั้นเดินชมตึกจากภายนอกได้ ในช่วงวันและเวลาราชการที่มีการทำงาน หรือถ้าอยากจะมาทานอาหารในราคาย่อมเยา ก็มาที่สโมสรรถไฟในพื้นที่สำนักงานใหญ่การรถไฟได้เช่นกัน

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load