18 กุมภาพันธ์ 2562

mt ย่อมาจาก Masking Tape เป็นเทปกาวกระดาษญี่ปุ่นเนื้อบางทนทาน เหนียวแต่ไม่หนึบ ลอกออกได้ไม่ทิ้งคราบ ลวดลายสีสันมีให้เลือกนับร้อยแบบ

สาวกงานประดิดประดอยน่าจะเป็นเจ้าของน้องเทปกาวสัญชาติญี่ปุุ่นนี้คนละหลายม้วนอยู่ เพราะน้องมีหลายไซส์ หลากสีสันร้อยพันลวดลาย แถมขยันออกดีไซน์ใหม่ๆ มากวักมือเรียกเงินในกระเป๋ารับทุกเทศกาลงานรื่นเริง เชื่อเถอะว่า แม้เราพยายามจะใช้สติ แต่อดไม่ได้ที่จะเสียสตางค์

mt mt

จุดเด่นของ mt ไม่ได้มีแค่ความน่ารักน่าสะสม คุณสมบัติของตัวเทปก็เลิศ เนื้อกาวไม่เหนียวเหนอะหนะ แปะแล้วลอกออกได้โดยไม่ทำให้ผิวกระดาษเสียหาย ฉีกง่ายด้วยมือเปล่า เราจึงพบเห็นน้องได้ในหลายพื้นที่ เช่น แพลนเนอร์ คอมพิวเตอร์ การ์ด กล่องของขวัญ โคมไฟ ฯลฯ แล้วแต่ใจผู้ใช้จะเห็นชอบ

mt ในปัจจุบันเติบโตจากวันที่เริ่มต้นไปไกล ทั้งในแง่ของตลาดและกายภาพ จากเทปหน้ากว้าง 1.5 ซม. สู่สินค้าหมวดใหม่อย่าง mt CASA หรือ mt wrap ที่มีไซส์บิ๊กเบิ้ม เช่น 15.5, 23 และ 46 ซม. ซึ่งเหมาะกับงานอินทีเรีย จากที่เคยเป็นการตกแต่งหน้ากระดาษ น้องจึงเลเวลอัพสู่การออกแบบบรรยากาศและไลฟ์สไตล์ไปแล้ว

mt mt

แปะไปแปะมา เทปม้วนจิ๋วสร้างความสดใสให้กับชีวิตประจำวันพวกเรามาครบ 10 ปีพอดี จะบอกว่า mt คือผู้บุกเบิกและสร้างตลาดให้เทปกระดาษเพื่องานสร้างสรรค์ก็คงไม่ผิดนัก จะมีเทปกาวแบรนด์ไหนอีกที่ตัวตนชัดเจน แฟนคลับเพียบจนจัดงาน Expo ของตัวเองได้ และมีคนนับหมื่นสมัครขอเข้าร่วม Factory Tour จนต้องจับสลากตัดสินทุกปี

ชิค เก๋ นำเทรนด์ขนาดนี้ ใครจะไปเดาออกว่า mt มีต้นกำเนิดมาจากเทปดักแมลง

Taniguchi San และ Takatsuka San ออริจินอลเมมเบอร์แห่งทีมมาร์เก็ตติ้งผู้ปลูกปั้น mt มาตั้งแต่เริ่ม ใจดีสละเวลามาพูดคุยกับ The Cloud ถึงเรื่องราวแนวคิดและการสร้างแบรนด์ของเทปมหัศจรรย์ ที่กาวไม่ได้ติดแค่วัตถุ แต่แปะความรู้สึกของผู้ใช้ลงไปอย่างเหนียวแน่นหนึบ และทิ้งเพียงคราบแห่งความประทับใจเอาไว้ให้อมยิ้ม

บอกเลยว่าอ่านแล้วจะเข้าใจ ลองใช้แล้วจะติดใจ

mt

 

01

จากชีวิตในโรงงานสู่การเดินสายตามแกลเลอรี่ชิค

Kamoi Kakoshi บริษัทแม่ผู้ให้กำเนิด mt อยู่ในวงการผลิตเทปที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมมานาน จึงมีองค์ความรู้ในการผลิตเทปกระดาษคุณภาพสูง ต่อมาวันหนึ่งในปี 2006 สามสาวศิลปินในโตเกียวซึ่งแอบนิยมชมชอบเทปของที่นี่ โดยมักนำไปใช้แปะรูปติดผนังและในงานศิลปะของตนเอง ติดต่อมาขอชมโรงงาน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพูดคุยและพัฒนา mt ตามคอมเมนต์ของศิลปินสาวที่อยากให้เทปแบบนี้มีสีสันหลากหลายเหมือนดินสอสี

ความเซอร์คือ ไม่ได้มีการทำวิจัยตลาดใดๆ แต่อาศัยการจัดนิทรรศการที่แสดงผลงานที่ทำจาก mt ของสามสาวในการเก็บฟีดแบ็กจากแกลเลอรี่ประมาณ 7 แห่งทั่วประเทศ โดยให้คนที่มาดูงานหรือซื้อเทปติดมือกลับไปตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับเรื่องราคา อายุ เพศ สีที่ชอบ ฯลฯ เก็บข้อมูลอยู่ 1 ปีจึงเริ่มขายจริง

 

02

แม้ไม่มั่นใจ แต่แจ้งเกิดได้ทันที

จากที่เคยผลิตของจำนวนมากเพื่อใช้ในงานอุตสาหกรรม ต้องมาผลิตของหลายแบบในจำนวนที่น้อยลง แน่นอนว่าสร้างความไม่สบายใจให้หลายฝ่าย แต่ mt ได้รับความสนใจตั้งแต่เริ่มวางขาย ลูกค้าบอกต่อกันเยอะจนเป็นกระแสในอินเทอร์เน็ต และคว้ารางวัลดังอย่าง Good Design Award มาได้ด้วย สองผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า กระแสเครื่องเขียนที่เริ่มเบ่งบานในช่วง 10 ปีนี้ก็น่าจะมีส่วนช่วย เพราะในยุคนั้นคนชอบเขียนแพลนเนอร์และ Travel Note เมื่อมี mt เข้ามาสร้างสีสัน การบันทึกจึงสนุกขึ้น

mt mt

 

03

ความลับของความรัก

ทานิงุจิบอกว่า สิ่งที่ทำให้ mt ได้รับการต้อนรับและความเอ็นดูอย่างต่อเนื่องน่าจะเป็นเพราะ mt รวมความสวยงามกับคุณภาพไว้ด้วยกัน แม้ mt จะโดดเด่นที่ความสดใส ดีไซน์สวย แต่จุดแข็งตั้งแต่แรกเริ่มคือ คุณภาพของเทป

สมัยก่อนตอนพัฒนาเทปเพื่อใช้ในงานอุตสาหกรรม โจทย์คือต้องเหนียวติดแน่นแต่ลอกออกได้ และทนทานทุกสภาพอากาศไม่ว่าจะเป็นฮอกไกโดหรือโอกินาว่า เมื่อผสมเทคโนโลยีเข้ากับกระดาษญี่ปุ่น ซึ่งคุณสมบัติต่างจากกระดาษทั่วไปตรงที่เส้นใยยาว ทำให้ได้เทปที่บางและแข็งแรงทนทานในเวลาเดียวกัน

mt

 

04

แปะแล้วลอกได้ แบรนด์อื่นลอกไม่ได้

คนทำตามเยอะก็จริง แต่ส่วนมากไม่ได้ใช้เทคนิคแบบเดียวกับการผลิตเทปเพื่ออุตสาหกรรม จึงไม่มีความเชี่ยวชาญ หรือเทคนิคแบบ mt เมื่อติดเทปไปแล้วลอกไม่ได้เนียนแบบนี้ ที่สำคัญ ส่วนมากแค่ออกแบบลวดลายแล้วไปจ้างที่อื่นผลิต ไม่ได้ผลิตเอง ยิ่งของที่ทำในประเทศจีนคุณภาพค่อนข้างต่างกันมาก ติดแล้วลอกไม่ได้ ไม่ก็ทำให้กระดาษขาด mt จึงยังโดดเด่นในวงการอย่างต่อเนื่อง

mt

 

05

แปะ-ลอก-แปะ-ลอก เพราะเขาบอกว่า Making is fun

Making is fun การขยับไม้ขยับมือสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้นแสนสนุกคือ Motto ของ mt

พวกเขามองว่า mt ไม่ใช่ของแพง ไม่ได้เป็นสินค้าแบรนด์หรูหราไฮโซ (โอเค ถ้าเทียบกับค่าครองชีพไทยอาจจะแพงนิดหน่อย) เป็นของราคามิตรภาพที่เอามาแสดงความเป็นตัวของตัวเองได้ เช่น เอามาแปะที่ชาร์จไฟโทรศัพท์ก็รู้แล้วว่าอันนี้ของเรา ใช้ mt ตกแต่งของใช้ต่างๆ แบบที่ชอบได้

ยิ่งตอนนี้โลกโซเชียล โลกแห่งการแสดงออก มีบทบาทในชีวิตผู้คน การใช้ mt แปะสิ่งของหรือการ์ดก่อนมอบให้ผู้รับ สามารถช่วยส่งต่อความรู้สึกและความตั้งใจของผู้ให้ รวมไปถึงแสดงความเป็นตัวของตัวเองและความในใจ

“ถ้า mt ไปถึงจุดที่กลายเป็นเครื่องมือถ่ายทอดความรู้สึกที่มีต่อกันได้ พวกเราจะดีใจมาก” ตัวแทนจาก mt รีบบอกเรา

 

06

ส่งเสริมความสนุกมา 10 ปี ตอนนี้ mt มีมากกว่า 800 แบบแล้ว

mt รุ่นแรกเป็นสีพื้นเรียบๆ 20 สี มีทั้งโทนหม่นและสดใส ก่อนจะพัฒนามาเป็นลวดลายต่างๆ แบบที่เห็นในปัจจุบัน ดีไซเนอร์ในยุคแรกเป็นผลงานของกราฟิกดีไซเนอร์ซึ่งเป็น 1 ใน 3 สาวศิลปินที่เป็นคนจุดประกาย mt ก่อนจะส่งไม้ต่อให้เพื่อนดีไซเนอร์ที่ไว้วางใจอีกคนมารับช่วงต่อแทน ซึ่งเขารับหน้าที่เป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ยาวมาจนถึงปัจจุบัน

ตอนนี้ใน 1 ปี มีสินค้าออกใหม่ประมาณ 3 รอบ คือฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม่ร่วง / ฤดูหนาว โดยแต่ละรอบจะมี 15 – 20 แบบ (แต่ก็มียกเลิกบางลายด้วยเช่นกัน) รวมทั้งหมดมีประมาณ 800 แบบ รวมพวกลายเดียวกันต่างไซส์ด้วย ความหลากหลายก็เป็นจุดเด่นอีกอย่างของ mt เมื่อมีแบบให้สะสม คนก็อยากได้เพิ่มอีก

mt mt

 

07

จากชีวิตบนแผ่นกระดาษสู่ชีวิตในครัวเรือน

mt เริ่มต้นจากการเป็นเทปเล็กๆ ติดของกระจุกกระจิก เช่น สมุด ดินสอ แต่ตอนนี้มีสินค้าหลายรูปแบบ เช่น mt CASA ที่เน้นแปะตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ นอกจากลายมุ้งมิ้ง มีลายไม้ลายกระเบื้องเก๋ไก๋, mt seal สติกเกอร์ชิ้นเล็ก, mt wrap สำหรับห่อของขวัญ, mt foto สำหรับงานในวงการภาพและวิดีโอ และอุปกรณ์สำหรับใช้กับ mt ต่างๆ เช่น ที่ตัดเทป

จริงๆ แล้ว mt ขนาดใหญ่พิเศษถูกทำขึ้นมาเพื่อใช้ในงานดิสเพลย์ตอนจัดนิทรรศการในโตเกียวในปี 2009 เท่านั้น แต่อาร์ตไดเรกเตอร์มองว่าผลิตภัณฑ์นี้สามารถนำมาใช้กับงานอินทีเรียได้ ยิ่งใช้ประโยชน์จากการติดลอกใหม่ น่าจะทำให้การตกแต่งบ้านสนุกขึ้น ตอนนี้พื้นที่สำหรับ mt จึงขยับจากหน้ากระดาษสู่พื้นผิวหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ผนัง เพดาน โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ ฯลฯ

mt mt

 

08

คำขวัญประจำแบรนด์ ‘วิธีใช้ที่ไร้ขีดจำกัด’

จริงๆ แล้วในเว็บไซต์ mt มีวิธีใช้เทปแนะนำไว้นิดหน่อย แต่ถ้าอยากดูอะไรสนุกๆ ต้องเข้าไปส่องในโซเชียลมีเดีย มีการดัดแปลงสนุกๆ มากมายซึ่งตรงกับคำขวัญของ mt ที่ว่า ‘วิธีใช้ที่ไร้ขีดจำกัด’ mt ทำหน้าที่มอบวัสดุให้ลูกค้า ซึ่งพวกเขาอาจจะค้นพบวิธีใช้ใหม่ๆ เองก็ได้

mt

 

09

แปะความปังให้แบรนด์ดังด้วยการจัดงาน Expo

ใน 1 ปี mt จัดงานอีเวนต์เยอะมาก ถ้ารวมงานที่ต่างประเทศด้วยน่าจะราวๆ 20 – 30 งาน ซึ่งมีทั้งงานสเกลเล็กใหญ่ปะปนกันไป ทั้งจัดในห้าง จัดเองตามแกลเลอรี่หรือโกดัง วัตถุประสงค์ในการจัดมีทั้งเพื่อสร้างแบรนด์ ทดลองความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของ mt เพราะเวลาจัดงานแบบนี้จะได้คุยกับลูกค้าและแฟนๆ โดยตรง ได้ฟังความเห็นทั้งบวกลบและความต้องการจากผู้ใช้ไปทำงานต่อ

mt

งานที่อิมแพคเยอะที่สุดน่าจะเป็น mt EXPO 2015 ที่โกเบ ซึ่งใช้ mt 80,000 อันจัดแสดงในโรงงานเก่า มีคนมาร่วมงานถึง 20,000 คนและได้รับรางวัลด้วย งานลักษณะนี้ช่วยสร้างแบรนด์ได้ดีมาก เพราะมีคนมาดูเยอะ ได้สื่อสารกับคนจำนวนมากทั้งที่เป็นแฟนคลับและไม่ได้เป็น แถมยังเป็นแบรนด์เดียวที่จัดงานแบบนี้อีกต่างหาก

สิ่งสำคัญที่สุดในการจัดงานคือ ‘ต้องทำให้ผู้ชมตกใจ’

เริ่มจากการเลือกสถานที่แปลกๆ ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้าทั่วไป เช่น โกดังเก่าๆ โรงเรียน สถานที่ที่มีความหมาย มีอิทธิพลหรือสตอรี่ จากนั้นใช้ mt ไปปรับบรรยากาศ สื่อสารตัวตนของแบรนด์

mt mt

 

10

แปะเพื่อสังคม

นอกจากงานเชิงธุรกิจ mt เริ่มส่งเสริมกิจกรรมทางสังคมอย่างจริงจังตอนเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่แถบโทโฮคุในปี 2011 โดยผลิต mt พิเศษรุ่น mt for tohoku มอบรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายให้ใช้ในการฟื้นฟูท้องถิ่น หลังจากนั้น 1 ปี เมื่อพื้นที่เริ่มเข้าที่เข้าทางจึงไปจัดอีเวนต์ที่นั่น เพื่อบอกให้คนรู้ว่าเมืองดีขึ้นแล้วนะ กลับมาเที่ยวได้แล้ว เพราะจริงๆ แล้วการฟื้นฟูต้องใช้เวลา แต่คนมักจะลืมหลังเหตุการณ์ผ่านไปสักพัก

 

11

10 ปีที่ผ่านมา mt มีแต่สีและลวดลายเท่านั้นที่เปลี่ยนไป

Taniguchi และ Takatsuka บอกว่า 10 ปีผ่านไป สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือ สีและลวดลายของ mt เท่านั้น

mt

 

12

เบื้องหลังงาน Collaboration ที่ยั่วเงินในกระเป๋า

แนวคิดและทิศทางของบริษัทยังเหมือนเดิมทุกอย่าง งาน Collaboration กับศิลปินหรือแบรนด์ต่างๆ ถือเป็นอีกความสนุกของ mt ที่ยั่วเงินในกระเป๋าลูกค้าไม่น้อย แต่ไม่ใช่ว่าจะทำกับใครก็ได้ สองผู้เชี่ยวชาญบอกว่าเกณฑ์การทำงานที่สำคัญคือ ‘การเลือกคนที่เข้ากับโลกของ mt’ กล่าวคือ คนที่ชอบ mt น่าจะชอบ บางทีก็เสียดายที่ต้องปฏิเสธคนหรือแบรนด์ดังไปหลายเจ้า เพราะความรู้สึกและอะไรต่างๆ ยังไม่เข้ากัน

mt mt

 

13

แฟนคลับตั้งแต่เด็กประถมศึกษาจนถึงคุณป้า (ไม่มหาประลัย)

ส่วนลูกค้า เรียกว่าโตขึ้นพร้อมๆ กับ mt ก็ได้ บางคนซื้อใช้ตั้งแต่ตอนสาวๆ พอแต่งงานมีลูก ได้ใช้ต่อด้วยกันทั้งแม่ลูกก็มี อายุลูกค้าโดยรวมถือว่าหลากหลายขึ้น สมัยก่อนอาจจะเป็นแค่สาวๆ ที่ชอบจดบันทึก แต่ตอนนี้มีแฟนคลับตั้งแต่เด็กประถมยันคุณป้า

สำหรับคนที่ใช้ไม่หมดสักที ไม่ต้องกลุ้มใจ เขาบอกว่า เก็บไว้ได้หลายปีขึ้นอยู่กับการเก็บรักษา เทปรุ่นแรกที่ทำเมื่อ 10 ปีก่อนบางอันยังใช้ได้อยู่เลย

mt mt

 

14

mt ในอนาคตยังคงพยายามใช้จุดแข็งเรื่องกาวในการพัฒนาต่อไป โดยไม่ไหลตามเทรนด์มากนัก

 

15

เทปกาวกระดาษที่ก้าวข้ามความเป็นเครื่องใช้สู่การขายวัฒนธรรม

mt เป็นเทปกาวพิเศษที่ยากจะจำกัดความ เพราะน้องโผล่ไปในทุกที่ทั้งร้านเครื่องเขียน ร้านหนังสือ ร้านดีไอวาย ร้านขายของฝากและพิพิธภัณฑ์

สองผู้เชี่ยวชาญที่ฟูมฟัก mt มาหนึ่งทศวรรษมองว่า mt เป็นความรู้สึกมากกว่าสิ่งของ เป็นความยินดีที่ได้มอบให้และได้รับ “ผมว่าเราคงขายวัฒนธรรมผ่านเทป นั่นคือ ตัวสินค้าที่ขายยังคงเป็นเทป แต่ตัวเทปนำไปสู่อะไรมากกว่านั้น พวกเราดีใจนะ เมื่อเทปอันเล็กๆ สามารถมอบความสุขใหญ่ๆ ให้ผู้ใช้ได้”

mt

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load