12 กุมภาพันธ์ 2562
16 K

เราตกหลุมรักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กันนะ

ที่แห่งนี้ จะทำให้เราได้พบใครโดยบังเอิญ

ที่แห่งนี้ อาจทำให้เราตกหลุมรักแบบไม่ทันตั้งตัว

ที่แห่งนี้ เป็นสถานที่เดต…

และอาจทำให้เราจูงมือรักของเราออกไปด้วยกันได้

BUNKITSU (บุง-คิต-สึ) เป็นร้านหนังสือสร้างความรักและความสัมพันธ์เช่นนี้

 

ความรักสำเร็จรูปกับความทรงจำที่จางหายไป

เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2018 ร้านหนังสืออาโอยาม่าบุ๊คเซ็นเตอร์ สาขา Roppongi ปิดตัวลง

ปิดประวัติศาสตร์ 38 ปีของสาขา

ในวันที่ร้านเปิดวันสุดท้าย มีผู้สื่อข่าวจำนวนมากมาทำข่าว

มีลูกค้าเก่าแก่มาเข้าแถวซื้อหนังสือเป็นที่ระลึกครั้งสุดท้าย

หนังสือ อาจจะยังเป็นที่รัก

แต่ร้านหนังสือหลายแห่ง รวมถึงร้านอาโอยาม่าอยู่ไม่ได้ในโลกยุคนี้

ปัจจุบัน คนญี่ปุ่นเลือกซื้อหนังสือทางออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่ค้นหาชื่อหนังสือ กดสั่งซื้อ หนังสือก็จะมาส่งถึงหน้าบ้านภายในเวลาไม่เกิน 2 วัน

ความฉลาดของร้านหนังสือทางออนไลน์ปัจจุบันคือเว็บวิเคราะห์ได้ว่าคนที่ชอบหนังสือประเภทนี้

น่าจะสนใจว่าหนังสือเล่มใดที่เป็นแนวเดียวกันบ้าง นั่นทำให้ลูกค้าออนไลน์มีความสุขในการได้เจอหนังสือในแนวที่ตัวเองชอบ ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยลองอ่านหนังสือเล่มนั้นๆ

จะว่าไปก็คล้ายกับความรักสำเร็จรูป เราเจอหน้าหนังสือเพียงแวบเดียว

อ่านรีวิวที่คนอื่นเขียนถึงหนังสือเล่มนั้น ก็เพียงพอที่จะทำให้เราตัดสินใจเลือกซื้อหนังสือแล้ว

ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

แต่ก็อาจ (อ่าน) จบลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

 

รักแรกพบและรักที่ตามหา

6 เดือนหลังจากร้านหนังสืออาโอยาม่าปิดตัวลง ณ สถานที่เดิม เกิดร้านหนังสือแห่งใหม่ ชื่อ BUNKITSU (文喫)

BUN แปลว่า วัฒนธรรม KITSU แปลว่า ดื่ม

BUNKITSU จึงแปลว่า ที่ที่ดื่ม (ด่ำ) วัฒนธรรม

แนวคิดของร้านคือ “ร้านหนังสือที่จะได้พบรักกับหนังสือ

อาจเป็นการบังเอิญตกหลุมรัก หรือความรักที่เราค่อยๆ ค้นหา พลิกหนังสือทีละเล่มๆ

จนกว่าจะเจอหนังสือที่ใช่

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : www.fashion-headline.com

ธีมสีของร้านคือ ‘สีรักแรกพบ’ เป็นสีชมพูอ่อนๆ

ในร้านมีหนังสือกว่า 30,000 เล่ม แต่ไม่มีเล่มไหนซ้ำกันเลย หนังสือหนึ่งปก หนึ่งชื่อ หนึ่งเล่มนี้ จะมีเจ้าของเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะได้ครอบครอง

หนังสือแบ่งตามหมวดต่างๆ เช่น ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม สังคมวิทยา ท่องเที่ยว แต่เพื่อให้ลูกค้าสนุกกับการตามหารักแท้ BUNKITSU จะวางหนังสือเป็นกองๆ ทำให้ลูกค้าต้องค้นคุ้ยพลิกปกหนังสือตามกองนั้นๆ

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : www.haconiwa-mag.com

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : www.fashion-headline.com

ชั้นวางหนังสือเองก็ไม่ได้เรียงหนังสือตามขนาด แต่คละกันไปหมด หนังสือปกอ่อนปนกับหนังสือปกแข็ง หนังสือภาษาญี่ปุ่นปนกับหนังสือต่างประเทศ หนังสือเล่มเล็กอาจถูกจับไปวางข้างหนังสือเล่มหนาๆ โตๆ ก็ได้

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : http://himukazu0616.hatenablog.com

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

มุมตาชั่ง …Left or Right?
ภาพ : http://himukazu0616.hatenablog.com

 

รักที่ใช่

ท่ามกลางการล้มหายตายจากของร้านหนังสือเล็กๆ BUNKITSU ตัดสินใจเก็บ ‘ค่าเข้าร้าน’ มูลค่า 1,500 เยน (ประมาณ 500 บาท) ด้วยความเชื่อที่ว่าช่วงเวลาในการบรรจงเลือกหนังสือนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่า

ใครจะใช้บริการต้องเสียค่าเข้าร้านนี้เพื่อเข้าไปซื้อหนังสือ อนึ่ง ค่าหนังสือไม่ได้ถูกหักจาก 1,500 เยนนี้แต่อย่างใด

สิ่งที่ลูกค้าจะได้ คือ

หนึ่ง สิทธิ์ในการเข้าไปเลือกหนังสือได้

สอง อยู่ในร้านนานเท่าใดก็ได้

สาม ดื่มชากาแฟกี่แก้วก็ได้

ร้าน BUNKITSU แบ่งเป็น 5 ส่วน คือ

หนึ่ง ห้องเลือกหนังสือมีหนังสือกว่า 30,000 เล่มให้เลือกสรร

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : http://bunkitsu.jp

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : www.cinra.net

สอง ห้องอ่านหนังสือ หลังพบหนังสือที่ ‘น่าจะ’ ใช่แล้ว เราพาหนังสือมาเดตที่มุมสงบๆ บริเวณห้องนี้ได้

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : http://bunkitsu.jp

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : /www.haconiwa-mag.com

สาม ห้องวิจัยเป็นบริเวณที่ใช้เสียงได้ พูดคุยกับเพื่อนหรือประชุมงานได้ บางคนจึงใช้บริการ BUNKITSU ในฐานะ Co-working Space เช่นกัน

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : http://bunkitsu.jp

สี่คือ คาเฟ่ซึ่งให้บริการอาหาร เครื่องดื่มชนิดต่าง ๆ ทำให้ผู้อ่านสามารถอยู่ใน BUNKITSU ทั้งวันได้

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : http://bunkitsu.jp

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : http://bunkitsu.jp

โซนสุดท้ายคือ ห้องนิทรรศการ รวมนิตยสารกว่า 90 ปก โซนนี้เป็นเพียงโซนเดียวที่ไม่มีค่าใช้จ่าย อยู่บริเวณทางเข้าร้าน

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : http://bunkitsu.jp

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : www.haconiwa-mag.com

เมื่อได้เดตกับหนังสือที่ ‘น่าจะ’ ใช่ และพัฒนาความสัมพันธ์จนกลายเป็นหนังสือ ‘ที่ใช่’ แล้ว เราก็ควงหนังสือที่รักเดินลงบันไดที่เปรียบเสมือน Virgin Road (ทางเดินสำหรับเจ้าสาว) ไปชำระค่าหนังสือได้เลย

ในยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยข้อมูลบนหน้าจอมือถือ การค่อยๆ หยิบหนังสือไปนั่งอ่าน ค่อยๆ เปิดพลิกหน้ากระดาษทีละหน้า สูดกลิ่นหนังสือแต่ละเล่ม อาจกลายเป็นช่วงเวลาที่พิเศษและล้ำค่าก็ได้

มาตกหลุมรักอีกสักครั้งกันค่ะ

ข้อมูลร้าน

ลงสถานี Roppongi ของรถไฟใต้ดินสาย Hibiya/Ooedo
เดิน 1 นาทีจากประตู 3・1A
แผนที่: http://bunkitsu.jp/#access

12 กุมภาพันธ์ 2562
16 K

เราตกหลุมรักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กันนะ

ที่แห่งนี้ จะทำให้เราได้พบใครโดยบังเอิญ

ที่แห่งนี้ อาจทำให้เราตกหลุมรักแบบไม่ทันตั้งตัว

ที่แห่งนี้ เป็นสถานที่เดต…

และอาจทำให้เราจูงมือรักของเราออกไปด้วยกันได้

BUNKITSU (บุง-คิต-สึ) เป็นร้านหนังสือสร้างความรักและความสัมพันธ์เช่นนี้

 

ความรักสำเร็จรูปกับความทรงจำที่จางหายไป

เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2018 ร้านหนังสืออาโอยาม่าบุ๊คเซ็นเตอร์ สาขา Roppongi ปิดตัวลง

ปิดประวัติศาสตร์ 38 ปีของสาขา

ในวันที่ร้านเปิดวันสุดท้าย มีผู้สื่อข่าวจำนวนมากมาทำข่าว

มีลูกค้าเก่าแก่มาเข้าแถวซื้อหนังสือเป็นที่ระลึกครั้งสุดท้าย

หนังสือ อาจจะยังเป็นที่รัก

แต่ร้านหนังสือหลายแห่ง รวมถึงร้านอาโอยาม่าอยู่ไม่ได้ในโลกยุคนี้

ปัจจุบัน คนญี่ปุ่นเลือกซื้อหนังสือทางออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่ค้นหาชื่อหนังสือ กดสั่งซื้อ หนังสือก็จะมาส่งถึงหน้าบ้านภายในเวลาไม่เกิน 2 วัน

ความฉลาดของร้านหนังสือทางออนไลน์ปัจจุบันคือเว็บวิเคราะห์ได้ว่าคนที่ชอบหนังสือประเภทนี้

น่าจะสนใจว่าหนังสือเล่มใดที่เป็นแนวเดียวกันบ้าง นั่นทำให้ลูกค้าออนไลน์มีความสุขในการได้เจอหนังสือในแนวที่ตัวเองชอบ ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยลองอ่านหนังสือเล่มนั้นๆ

จะว่าไปก็คล้ายกับความรักสำเร็จรูป เราเจอหน้าหนังสือเพียงแวบเดียว

อ่านรีวิวที่คนอื่นเขียนถึงหนังสือเล่มนั้น ก็เพียงพอที่จะทำให้เราตัดสินใจเลือกซื้อหนังสือแล้ว

ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

แต่ก็อาจ (อ่าน) จบลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

 

รักแรกพบและรักที่ตามหา

6 เดือนหลังจากร้านหนังสืออาโอยาม่าปิดตัวลง ณ สถานที่เดิม เกิดร้านหนังสือแห่งใหม่ ชื่อ BUNKITSU (文喫)

BUN แปลว่า วัฒนธรรม KITSU แปลว่า ดื่ม

BUNKITSU จึงแปลว่า ที่ที่ดื่ม (ด่ำ) วัฒนธรรม

แนวคิดของร้านคือ “ร้านหนังสือที่จะได้พบรักกับหนังสือ

อาจเป็นการบังเอิญตกหลุมรัก หรือความรักที่เราค่อยๆ ค้นหา พลิกหนังสือทีละเล่มๆ

จนกว่าจะเจอหนังสือที่ใช่

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : www.fashion-headline.com

ธีมสีของร้านคือ ‘สีรักแรกพบ’ เป็นสีชมพูอ่อนๆ

ในร้านมีหนังสือกว่า 30,000 เล่ม แต่ไม่มีเล่มไหนซ้ำกันเลย หนังสือหนึ่งปก หนึ่งชื่อ หนึ่งเล่มนี้ จะมีเจ้าของเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะได้ครอบครอง

หนังสือแบ่งตามหมวดต่างๆ เช่น ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม สังคมวิทยา ท่องเที่ยว แต่เพื่อให้ลูกค้าสนุกกับการตามหารักแท้ BUNKITSU จะวางหนังสือเป็นกองๆ ทำให้ลูกค้าต้องค้นคุ้ยพลิกปกหนังสือตามกองนั้นๆ

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : www.haconiwa-mag.com

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : www.fashion-headline.com

ชั้นวางหนังสือเองก็ไม่ได้เรียงหนังสือตามขนาด แต่คละกันไปหมด หนังสือปกอ่อนปนกับหนังสือปกแข็ง หนังสือภาษาญี่ปุ่นปนกับหนังสือต่างประเทศ หนังสือเล่มเล็กอาจถูกจับไปวางข้างหนังสือเล่มหนาๆ โตๆ ก็ได้

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : http://himukazu0616.hatenablog.com

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

มุมตาชั่ง …Left or Right?
ภาพ : http://himukazu0616.hatenablog.com

 

รักที่ใช่

ท่ามกลางการล้มหายตายจากของร้านหนังสือเล็กๆ BUNKITSU ตัดสินใจเก็บ ‘ค่าเข้าร้าน’ มูลค่า 1,500 เยน (ประมาณ 500 บาท) ด้วยความเชื่อที่ว่าช่วงเวลาในการบรรจงเลือกหนังสือนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่า

ใครจะใช้บริการต้องเสียค่าเข้าร้านนี้เพื่อเข้าไปซื้อหนังสือ อนึ่ง ค่าหนังสือไม่ได้ถูกหักจาก 1,500 เยนนี้แต่อย่างใด

สิ่งที่ลูกค้าจะได้ คือ

หนึ่ง สิทธิ์ในการเข้าไปเลือกหนังสือได้

สอง อยู่ในร้านนานเท่าใดก็ได้

สาม ดื่มชากาแฟกี่แก้วก็ได้

ร้าน BUNKITSU แบ่งเป็น 5 ส่วน คือ

หนึ่ง ห้องเลือกหนังสือมีหนังสือกว่า 30,000 เล่มให้เลือกสรร

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : http://bunkitsu.jp

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : www.cinra.net

สอง ห้องอ่านหนังสือ หลังพบหนังสือที่ ‘น่าจะ’ ใช่แล้ว เราพาหนังสือมาเดตที่มุมสงบๆ บริเวณห้องนี้ได้

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : http://bunkitsu.jp

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : /www.haconiwa-mag.com

สาม ห้องวิจัยเป็นบริเวณที่ใช้เสียงได้ พูดคุยกับเพื่อนหรือประชุมงานได้ บางคนจึงใช้บริการ BUNKITSU ในฐานะ Co-working Space เช่นกัน

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : http://bunkitsu.jp

สี่คือ คาเฟ่ซึ่งให้บริการอาหาร เครื่องดื่มชนิดต่าง ๆ ทำให้ผู้อ่านสามารถอยู่ใน BUNKITSU ทั้งวันได้

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : http://bunkitsu.jp

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : http://bunkitsu.jp

โซนสุดท้ายคือ ห้องนิทรรศการ รวมนิตยสารกว่า 90 ปก โซนนี้เป็นเพียงโซนเดียวที่ไม่มีค่าใช้จ่าย อยู่บริเวณทางเข้าร้าน

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : http://bunkitsu.jp

ร้านหนังสือ, BUNKITSU

ภาพ : www.haconiwa-mag.com

เมื่อได้เดตกับหนังสือที่ ‘น่าจะ’ ใช่ และพัฒนาความสัมพันธ์จนกลายเป็นหนังสือ ‘ที่ใช่’ แล้ว เราก็ควงหนังสือที่รักเดินลงบันไดที่เปรียบเสมือน Virgin Road (ทางเดินสำหรับเจ้าสาว) ไปชำระค่าหนังสือได้เลย

ในยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยข้อมูลบนหน้าจอมือถือ การค่อยๆ หยิบหนังสือไปนั่งอ่าน ค่อยๆ เปิดพลิกหน้ากระดาษทีละหน้า สูดกลิ่นหนังสือแต่ละเล่ม อาจกลายเป็นช่วงเวลาที่พิเศษและล้ำค่าก็ได้

มาตกหลุมรักอีกสักครั้งกันค่ะ

ข้อมูลร้าน

ลงสถานี Roppongi ของรถไฟใต้ดินสาย Hibiya/Ooedo
เดิน 1 นาทีจากประตู 3・1A
แผนที่: http://bunkitsu.jp/#access

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

เวลาเราซื้อของขวัญให้ใคร เรามักจะซื้อสิ่งที่ตัวเอง (แอบ) อยากได้ให้คนคนนั้น…

เพื่อนคนหนึ่งเคยได้รับกาน้ำชาแก้วใสๆ ยี่ห้อ HARIO จากดิฉัน โดยมีคำอธิบายอันยืดยาวว่ามันใช้ง่าย สวยงาม มินิมอล เทแล้วน้ำชาไม่ค่อยหกเลอะเทอะ ถอดฝาล้างง่าย บลาๆๆ จากผู้ให้อยู่ข้างๆ 

‘HARIO’ เป็นแบรนด์ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่อายุ 100 ปีหมาดๆ เมื่อ ค.ศ. 2020 ที่ผ่านมา ทุกท่านคิดว่าบริษัทที่เคยผลิตอุปกรณ์ทดลองวิทยาศาสตร์ จะเติบโตมาหน้าตาเป็นอย่างไรคะ 

ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของ HARIO แบรนด์ญี่ปุ่นอีกแบรนด์ที่ดิฉันรักค่ะ 

จากอุปกรณ์ห้องแล็บสู่ห้องครัว 

HARIO ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1921 ในช่วงแรกนั้น บริษัทผลิตอุปกรณ์ทดลองทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นบีกเกอร์ หรือหลอดแก้วตวงปริมาตร 

อุปกรณ์ของแบรนด์ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน ทั้งทนความร้อน ทนกรด และสารเคมี รวมถึงใช้งานง่าย

หลังจากทำธุรกิจมาได้ 27 ปี ใน ค.ศ. 1948 แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นก็เริ่มนำความเชี่ยวชาญด้านการหลอมแก้ว มาผลิตอุปกรณ์ในห้องครัว เช่น จานแก้ว ชามแก้ว ที่เข้าเตาอบได้ ขวดใส่เครื่องปรุง แก้วตวงวัด 

สำหรับอุปกรณ์ทำกาแฟ HARIO เริ่มเข้ามาผลิตในช่วง ค.ศ. 1957 โดยเริ่มจากเครื่องทำกาแฟ Syphon ทางบริษัทพยายามปรับความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ มาใช้กับอุปกรณ์ทำกาแฟ และค่อยๆ สร้างชื่อเสียงในญี่ปุ่นทีละนิด

สร้างกระแสในอเมริกา จนถึงระดับโลก

ในช่วง ค.ศ. 2004 ธุรกิจได้พัฒนาตัวดริปเปอร์ใหม่ อุปกรณ์ดริปเปอร์เดิมนั้นตัวกระดาษแผ่นกรองจะแนบไปกับดริปเปอร์ ทำให้อากาศไหลเวียนยาก อุปกรณ์รุ่นใหม่ออกแบบให้มีช่องว่างระหว่างกระดาษเล็กน้อย ทำให้มีอากาศผ่านได้ รสกาแฟจะลุ่มลึกขึ้น และเริ่มวางจำหน่ายใน ค.ศ. 2005 

HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory, hario v60
ภาพ : www.hario.com

ในช่วงแรก สินค้าตัวนี้ยังไม่เป็นที่ฮิตในตลาดสักเท่าไร จนเมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี ใน ค.ศ. 2010 ไมเคิล ฟิลลิปส์ (Michael Phillips) บาริสต้าชื่อดัง ได้รับรางวัลแชมเปี้ยนระดับโลก หนึ่งในอุปกรณ์ที่เขาใช้ ก็คือ HARIO V60 ทำให้ชื่อของ HARIO และ V60 เริ่มโด่งดังในอเมริกา และไปถึงในระดับโลกในที่สุด

สินค้าดีอยู่แล้ว แค่รอวันที่ใครสักคนจะเห็นคุณค่าและหยิบยกขึ้นมาเล่าเท่านั้นเอง 

วิกฤตที่นำไปสู่การเห็นโอกาสใหม่

ตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา ตลาดกาแฟดริปเติบโตเรื่อยมา ทำให้ธุรกิจเองก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่แบรนด์ไม่ได้หยุดอยู่แค่อุปกรณ์ชงกาแฟ ทางแบรนด์ยังคงพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ อยู่เสมอ 

ค.ศ. 2014 HARIO เปิดร้าน HARIO Lampwork Factory จำหน่ายเครื่องประดับแฮนด์เมดจากแก้ว เช่น สร้อยคอ ต่างหู เป็นร้านเล็กๆ ที่เราสามารถมองเห็นช่างกำลังเจียแก้วทีละนิดๆ ตรงหน้าร้าน และเข้าไปเลือกซื้อต่างหูน่ารักๆ ได้ 

สิ่งที่ทำให้ HARIO ตัดสินใจกระโดดเข้ามาในวงการนี้คือ เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โทโฮขุเมื่อ ค.ศ. 2011 ในตอนนั้น ทุกโรงงานต้องประหยัดไฟฟ้า ทำให้ HARIO ไม่สามารถหลอมแก้วในโรงงาน ทางผู้บริหารจึงพยายามคิดว่า มีสินค้าอะไรที่บริษัทผลิตได้ โดยไม่ต้องใช้พลังไฟฟ้าปริมาณมาก

คำตอบจึงนำมาสู่การทำเครื่องประดับ ซึ่งใช้ที่เผาแก้วขนาดเล็ก ไม่ต้องใช้ไฟฟ้ามาก 

เหตุผลหลักอีกประการคือ HARIO Lampwork Factory จะเป็นสถานที่บ่มเพาะฝีมือช่างทำแก้วไปในตัวด้วย ซึ่งช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนช่างฝีมือในวงการได้เป็นอย่างดี 

ปัจจุบัน มีร้าน HARIO Lampwork Factory ทั้งหมด 4 สาขา ในโตเกียว 3 แห่ง และนาโกย่าอีก 1 แห่ง 

หากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้นอีก HARIO ก็จะได้อุ่นใจว่ามีธุรกิจบางธุรกิจที่ยังดำเนินต่อไปได้ แม้จะขาดกระแสไฟก็ตาม 

 จากกลิ่นหอมกาแฟ สู่กลิ่นหอมอโรม่า

ใน ค.ศ. 2018 HARIO ออก Product Line ใหม่ ชื่อ HARIO Relaxing เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยด้านการผ่อนคลาย

แล้ว HARIO โยงเข้ากับเครื่องแก้วอย่างไรล่ะ 

อย่างต่างหูแก้วเล็กๆ คู่นี้ ด้านในจะมีช่องเล็กให้หยอดน้ำมันอโรม่าหรือน้ำหอมได้ แค่หันหน้าไปมา ก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ผ่อนคลาย 

ความแข็งแกร่งของ Hario(ฮาริโอะ) แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ภาพ : hariosci.thebase.in

หรือแจกันดอกไม้อันนี้ ดูเผินๆ ก็เป็นแค่แจกันแก้วใสธรรมดาๆ แต่บริเวณหลอดแก้วตรงกลาง สามารถถอดมาใส่น้ำมันอโรม่า และแปลงร่างแจกันเป็น Diffuser  

ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ภาพ : hariosci.thebase.in

สร้อยคอของซีรีส์ Relaxing นี้ ก็มีช่องให้ใส่น้ำมันอโรม่าได้เช่นเดียวกัน

HARIO เริ่มจับเทรนด์ Relaxing นี้ จากการสังเกตเห็นว่า ผู้หญิงทำงานยุคใหม่มีความเครียดสูง และต้องการสินค้าที่เยียวยาหัวใจพวกเธอ เมื่อลองนำ ‘ความผ่อนคลาย’ มาเชื่อมโยงกับ ‘เครื่องแก้ว’ จึงได้ไอเดียผลิตภัณฑ์เก๋ๆ ที่ทั้งสวยงามและมีกลิ่นหอมสดชื่นนั่นเอง  

เปิด HARIO Café 

ใน ค.ศ. 2018 HARIO ตัดสินใจเปิดร้าน HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory อยู่ตรง Nihonbashi แล้ว ทีมงานจึงเสนอว่าควรสร้างคาเฟ่ควบคู่ไปด้วย เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของการชงกาแฟให้ผู้คนได้เข้าใจยิ่งขึ้น 

hario v60
HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory, hario v60
ภาพ : hariocafe-lwf.com/en/ 

ในร้านคาเฟ่นี้ ลูกค้าเข้ามาสั่งชากาแฟขนมทานได้ หรือเข้าเรียนในเวิร์กช็อป เช่น วิธีดริปกาแฟแบบต่างๆ เรียนรู้กลิ่นหอมของใบชา หรือเข้าร่วมอีเวนต์ทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ของ HARIO 

นอกจากนี้ สตาฟของ HARIO ยังคิดอีเวนต์ตามฤดูกาลอีกด้วย เช่น หน้าร้อนก็จะสอนวิธีชงชาแบบเย็น หรือหน้าหนาวก็สอนวิธีทำคาเฟ่ลาเต้อุ่นๆ ละมุนๆ 

ข้อดีสำหรับลูกค้าคือ สามารถทดลองอุปกรณ์ เช่น ดริปเปอร์ กระดาษกรองแบบต่างๆ ได้ แค่มาเข้าเวิร์กช็อป พนักงาน HARIO ก็จะอธิบายและลองชงกาแฟด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน ทำให้ลูกค้าค้นพบอุปกรณ์ที่เหมาะกับรสนิยมของตนเอง โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อสินค้าจริงมาลอง 

สำหรับ HARIO เองนั้น ตัวบริษัทเป็นผู้ผลิตเครื่องแก้วมาตลอด แต่การเปิดร้านกาแฟนี้ จะทำให้แบรนด์ได้มีโอกาสพูดคุยกับลูกค้าโดยตรง เก็บข้อมูลหรือสัมภาษณ์ลูกค้าง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ถ่ายทอดจุดเด่นของสินค้าแต่ละชิ้นอย่างถูกต้องได้สะดวกขึ้นนั่นเอง

กล้าลองอะไรใหม่ๆ 

แม้ HARIO จะเป็นบริษัทที่เก่าแก่ แต่ไม่เคยยึดติดกับความสำเร็จในอดีต ผู้บริหารเปิดรับไอเดียพนักงานเสมอ จริงๆ แล้ว ไอเดียร้านกาแฟเกิดจากการที่พนักงานเห็นว่า บริษัทย้ายมาอยู่อาคารอิฐโบราณสวยๆ ในนิฮงบาชิ น่าจะมีร้านกาแฟเก๋ๆ บ้าง ท่านประธานเห็นว่าน่าสนใจก็เลยลองดู 

ส่วนไอเดียธุรกิจใหม่นั้น บริษัทมีระบบรับฟังความเห็นพนักงานเสมอ ทุกปี HARIO จะจัดประกวดไอเดียธุรกิจใหม่ พนักงานคนใด ระดับใด ก็เสนอไอเดียได้ โดยไอเดียที่ชนะเลิศ​ จะได้รับการนำไปพัฒนาเป็นสินค้าออกมาจำหน่ายจริง 

หนึ่งในสินค้าที่ชนะเลิศการประกวดคือ หม้อดินฝาแก้ว มีพนักงานคนหนึ่งเห็นว่า ปกติตัวหม้อนาเบะจะทำจากดินเผา เวลาปิดฝา มักมองไม่เห็นว่ากำลังต้มอะไรอยู่ แต่หากเปลี่ยนมาใช้เป็นฝาแก้ว ลูกค้าก็น่าจะเห็นตอนที่ข้าวกำลังสุก หรือเห็นว่าอะไรในหม้อกำลังเดือดปุดๆ แล้วหรือยัง เป็นไอเดียที่น่ารักมาก 

HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory
ภาพ : www.bridgine.com

สำหรับบริษัทที่ 100 ปีก่อน เอาแต่ผลิตบีเกอร์วิทยาศาสตร์ ถือว่า HARIO ก็มาไกลทีเดียว 

Lesson Learned

  1. ทำสิ่งที่ถนัด สำหรับ HARIO คือการผลิตเครื่องแก้วเป็นหลักตลอด 100 ปี 
  2. แต่ไม่ทำสินค้าเดิมๆ HARIO มีการออกสินค้าใหม่หลายประเภทเสมอ เช่น เครื่องประดับ แก้วกาแฟ 
  3. เวลาหาไอเดียธุรกิจใหม่ เริ่มจากการสังเกตเทรนด์ แล้วเอาความถนัดตนเองเข้าไปจับ ดังเช่น ธุรกิจ HARIO Relaxing 
  4. หรือเปิดโอกาสให้พนักงานกล้าเสนอไอเดียใหม่ๆ ให้เวทีเขาประกวด ให้เขาได้ฉายแสง 
  5. สร้างวัฒนธรรมของการกล้าออกไอเดีย กล้าพูด กล้าทำ

เวลาเราซื้อของขวัญให้ใคร เรามักจะซื้อสิ่งที่ตัวเอง (แอบ) อยากได้ให้คนคนนั้น…

เพื่อนคนหนึ่งเคยได้รับกาน้ำชาแก้วใสๆ ยี่ห้อ HARIO จากดิฉัน โดยมีคำอธิบายอันยืดยาวว่ามันใช้ง่าย สวยงาม มินิมอล เทแล้วน้ำชาไม่ค่อยหกเลอะเทอะ ถอดฝาล้างง่าย บลาๆๆ จากผู้ให้อยู่ข้างๆ 

‘HARIO’ เป็นแบรนด์ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่อายุ 100 ปีหมาดๆ เมื่อ ค.ศ. 2020 ที่ผ่านมา ทุกท่านคิดว่าบริษัทที่เคยผลิตอุปกรณ์ทดลองวิทยาศาสตร์ จะเติบโตมาหน้าตาเป็นอย่างไรคะ 

ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของ HARIO แบรนด์ญี่ปุ่นอีกแบรนด์ที่ดิฉันรักค่ะ 

จากอุปกรณ์ห้องแล็บสู่ห้องครัว 

HARIO ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1921 ในช่วงแรกนั้น บริษัทผลิตอุปกรณ์ทดลองทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นบีกเกอร์ หรือหลอดแก้วตวงปริมาตร 

อุปกรณ์ของแบรนด์ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน ทั้งทนความร้อน ทนกรด และสารเคมี รวมถึงใช้งานง่าย

หลังจากทำธุรกิจมาได้ 27 ปี ใน ค.ศ. 1948 แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นก็เริ่มนำความเชี่ยวชาญด้านการหลอมแก้ว มาผลิตอุปกรณ์ในห้องครัว เช่น จานแก้ว ชามแก้ว ที่เข้าเตาอบได้ ขวดใส่เครื่องปรุง แก้วตวงวัด 

สำหรับอุปกรณ์ทำกาแฟ HARIO เริ่มเข้ามาผลิตในช่วง ค.ศ. 1957 โดยเริ่มจากเครื่องทำกาแฟ Syphon ทางบริษัทพยายามปรับความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ มาใช้กับอุปกรณ์ทำกาแฟ และค่อยๆ สร้างชื่อเสียงในญี่ปุ่นทีละนิด

สร้างกระแสในอเมริกา จนถึงระดับโลก

ในช่วง ค.ศ. 2004 ธุรกิจได้พัฒนาตัวดริปเปอร์ใหม่ อุปกรณ์ดริปเปอร์เดิมนั้นตัวกระดาษแผ่นกรองจะแนบไปกับดริปเปอร์ ทำให้อากาศไหลเวียนยาก อุปกรณ์รุ่นใหม่ออกแบบให้มีช่องว่างระหว่างกระดาษเล็กน้อย ทำให้มีอากาศผ่านได้ รสกาแฟจะลุ่มลึกขึ้น และเริ่มวางจำหน่ายใน ค.ศ. 2005 

HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory, hario v60
ภาพ : www.hario.com

ในช่วงแรก สินค้าตัวนี้ยังไม่เป็นที่ฮิตในตลาดสักเท่าไร จนเมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี ใน ค.ศ. 2010 ไมเคิล ฟิลลิปส์ (Michael Phillips) บาริสต้าชื่อดัง ได้รับรางวัลแชมเปี้ยนระดับโลก หนึ่งในอุปกรณ์ที่เขาใช้ ก็คือ HARIO V60 ทำให้ชื่อของ HARIO และ V60 เริ่มโด่งดังในอเมริกา และไปถึงในระดับโลกในที่สุด

สินค้าดีอยู่แล้ว แค่รอวันที่ใครสักคนจะเห็นคุณค่าและหยิบยกขึ้นมาเล่าเท่านั้นเอง 

วิกฤตที่นำไปสู่การเห็นโอกาสใหม่

ตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา ตลาดกาแฟดริปเติบโตเรื่อยมา ทำให้ธุรกิจเองก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่แบรนด์ไม่ได้หยุดอยู่แค่อุปกรณ์ชงกาแฟ ทางแบรนด์ยังคงพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ อยู่เสมอ 

ค.ศ. 2014 HARIO เปิดร้าน HARIO Lampwork Factory จำหน่ายเครื่องประดับแฮนด์เมดจากแก้ว เช่น สร้อยคอ ต่างหู เป็นร้านเล็กๆ ที่เราสามารถมองเห็นช่างกำลังเจียแก้วทีละนิดๆ ตรงหน้าร้าน และเข้าไปเลือกซื้อต่างหูน่ารักๆ ได้ 

สิ่งที่ทำให้ HARIO ตัดสินใจกระโดดเข้ามาในวงการนี้คือ เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โทโฮขุเมื่อ ค.ศ. 2011 ในตอนนั้น ทุกโรงงานต้องประหยัดไฟฟ้า ทำให้ HARIO ไม่สามารถหลอมแก้วในโรงงาน ทางผู้บริหารจึงพยายามคิดว่า มีสินค้าอะไรที่บริษัทผลิตได้ โดยไม่ต้องใช้พลังไฟฟ้าปริมาณมาก

คำตอบจึงนำมาสู่การทำเครื่องประดับ ซึ่งใช้ที่เผาแก้วขนาดเล็ก ไม่ต้องใช้ไฟฟ้ามาก 

เหตุผลหลักอีกประการคือ HARIO Lampwork Factory จะเป็นสถานที่บ่มเพาะฝีมือช่างทำแก้วไปในตัวด้วย ซึ่งช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนช่างฝีมือในวงการได้เป็นอย่างดี 

ปัจจุบัน มีร้าน HARIO Lampwork Factory ทั้งหมด 4 สาขา ในโตเกียว 3 แห่ง และนาโกย่าอีก 1 แห่ง 

หากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้นอีก HARIO ก็จะได้อุ่นใจว่ามีธุรกิจบางธุรกิจที่ยังดำเนินต่อไปได้ แม้จะขาดกระแสไฟก็ตาม 

 จากกลิ่นหอมกาแฟ สู่กลิ่นหอมอโรม่า

ใน ค.ศ. 2018 HARIO ออก Product Line ใหม่ ชื่อ HARIO Relaxing เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยด้านการผ่อนคลาย

แล้ว HARIO โยงเข้ากับเครื่องแก้วอย่างไรล่ะ 

อย่างต่างหูแก้วเล็กๆ คู่นี้ ด้านในจะมีช่องเล็กให้หยอดน้ำมันอโรม่าหรือน้ำหอมได้ แค่หันหน้าไปมา ก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ผ่อนคลาย 

ความแข็งแกร่งของ Hario(ฮาริโอะ) แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ภาพ : hariosci.thebase.in

หรือแจกันดอกไม้อันนี้ ดูเผินๆ ก็เป็นแค่แจกันแก้วใสธรรมดาๆ แต่บริเวณหลอดแก้วตรงกลาง สามารถถอดมาใส่น้ำมันอโรม่า และแปลงร่างแจกันเป็น Diffuser  

ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ภาพ : hariosci.thebase.in

สร้อยคอของซีรีส์ Relaxing นี้ ก็มีช่องให้ใส่น้ำมันอโรม่าได้เช่นเดียวกัน

HARIO เริ่มจับเทรนด์ Relaxing นี้ จากการสังเกตเห็นว่า ผู้หญิงทำงานยุคใหม่มีความเครียดสูง และต้องการสินค้าที่เยียวยาหัวใจพวกเธอ เมื่อลองนำ ‘ความผ่อนคลาย’ มาเชื่อมโยงกับ ‘เครื่องแก้ว’ จึงได้ไอเดียผลิตภัณฑ์เก๋ๆ ที่ทั้งสวยงามและมีกลิ่นหอมสดชื่นนั่นเอง  

เปิด HARIO Café 

ใน ค.ศ. 2018 HARIO ตัดสินใจเปิดร้าน HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory อยู่ตรง Nihonbashi แล้ว ทีมงานจึงเสนอว่าควรสร้างคาเฟ่ควบคู่ไปด้วย เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของการชงกาแฟให้ผู้คนได้เข้าใจยิ่งขึ้น 

hario v60
HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory, hario v60
ภาพ : hariocafe-lwf.com/en/ 

ในร้านคาเฟ่นี้ ลูกค้าเข้ามาสั่งชากาแฟขนมทานได้ หรือเข้าเรียนในเวิร์กช็อป เช่น วิธีดริปกาแฟแบบต่างๆ เรียนรู้กลิ่นหอมของใบชา หรือเข้าร่วมอีเวนต์ทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ของ HARIO 

นอกจากนี้ สตาฟของ HARIO ยังคิดอีเวนต์ตามฤดูกาลอีกด้วย เช่น หน้าร้อนก็จะสอนวิธีชงชาแบบเย็น หรือหน้าหนาวก็สอนวิธีทำคาเฟ่ลาเต้อุ่นๆ ละมุนๆ 

ข้อดีสำหรับลูกค้าคือ สามารถทดลองอุปกรณ์ เช่น ดริปเปอร์ กระดาษกรองแบบต่างๆ ได้ แค่มาเข้าเวิร์กช็อป พนักงาน HARIO ก็จะอธิบายและลองชงกาแฟด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน ทำให้ลูกค้าค้นพบอุปกรณ์ที่เหมาะกับรสนิยมของตนเอง โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อสินค้าจริงมาลอง 

สำหรับ HARIO เองนั้น ตัวบริษัทเป็นผู้ผลิตเครื่องแก้วมาตลอด แต่การเปิดร้านกาแฟนี้ จะทำให้แบรนด์ได้มีโอกาสพูดคุยกับลูกค้าโดยตรง เก็บข้อมูลหรือสัมภาษณ์ลูกค้าง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ถ่ายทอดจุดเด่นของสินค้าแต่ละชิ้นอย่างถูกต้องได้สะดวกขึ้นนั่นเอง

กล้าลองอะไรใหม่ๆ 

แม้ HARIO จะเป็นบริษัทที่เก่าแก่ แต่ไม่เคยยึดติดกับความสำเร็จในอดีต ผู้บริหารเปิดรับไอเดียพนักงานเสมอ จริงๆ แล้ว ไอเดียร้านกาแฟเกิดจากการที่พนักงานเห็นว่า บริษัทย้ายมาอยู่อาคารอิฐโบราณสวยๆ ในนิฮงบาชิ น่าจะมีร้านกาแฟเก๋ๆ บ้าง ท่านประธานเห็นว่าน่าสนใจก็เลยลองดู 

ส่วนไอเดียธุรกิจใหม่นั้น บริษัทมีระบบรับฟังความเห็นพนักงานเสมอ ทุกปี HARIO จะจัดประกวดไอเดียธุรกิจใหม่ พนักงานคนใด ระดับใด ก็เสนอไอเดียได้ โดยไอเดียที่ชนะเลิศ​ จะได้รับการนำไปพัฒนาเป็นสินค้าออกมาจำหน่ายจริง 

หนึ่งในสินค้าที่ชนะเลิศการประกวดคือ หม้อดินฝาแก้ว มีพนักงานคนหนึ่งเห็นว่า ปกติตัวหม้อนาเบะจะทำจากดินเผา เวลาปิดฝา มักมองไม่เห็นว่ากำลังต้มอะไรอยู่ แต่หากเปลี่ยนมาใช้เป็นฝาแก้ว ลูกค้าก็น่าจะเห็นตอนที่ข้าวกำลังสุก หรือเห็นว่าอะไรในหม้อกำลังเดือดปุดๆ แล้วหรือยัง เป็นไอเดียที่น่ารักมาก 

HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory
ภาพ : www.bridgine.com

สำหรับบริษัทที่ 100 ปีก่อน เอาแต่ผลิตบีเกอร์วิทยาศาสตร์ ถือว่า HARIO ก็มาไกลทีเดียว 

Lesson Learned

  1. ทำสิ่งที่ถนัด สำหรับ HARIO คือการผลิตเครื่องแก้วเป็นหลักตลอด 100 ปี 
  2. แต่ไม่ทำสินค้าเดิมๆ HARIO มีการออกสินค้าใหม่หลายประเภทเสมอ เช่น เครื่องประดับ แก้วกาแฟ 
  3. เวลาหาไอเดียธุรกิจใหม่ เริ่มจากการสังเกตเทรนด์ แล้วเอาความถนัดตนเองเข้าไปจับ ดังเช่น ธุรกิจ HARIO Relaxing 
  4. หรือเปิดโอกาสให้พนักงานกล้าเสนอไอเดียใหม่ๆ ให้เวทีเขาประกวด ให้เขาได้ฉายแสง 
  5. สร้างวัฒนธรรมของการกล้าออกไอเดีย กล้าพูด กล้าทำ

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load