5 กรกฎาคม 2562
4.45 K

Movin’On Summit คืองานประชุมสุดยอดว่าด้วยการสัญจรที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Mobility ที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัดที่เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา

อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือ ทุกปีเหล่าคนทำงานเกี่ยวกับการเดินทางที่ยั่งยืนทุกรูปแบบ ทุกสาขาอาชีพ จากทั่วโลก จะเดินทางมาพบปะเพื่ออัพเดตข้อมูลข่าวคราวความก้าวหน้าที่สุดทุกด้านในงานนี้ เป็นระบบนิเวศที่ชวนคนคิดเหมือนกันมาเจอกัน เพื่อจับมือเดินต่อไปด้วยกัน

Movin’On Summit 2019 จัดด้วยงบประมาณจาก Movin’On Sustainable Mobility Fund ซึ่งมีมิชลินเป็นแกนนำ ตามด้วยเหล่าพันธมิตรอีกกว่า 150 ราย ปีนี้มีนักวิชาการ นักธุรกิจ ข้าราชการ คนทำงานด้านเมือง และสื่อมวลชน 5,000 คน จาก 44 ประเทศ เดินทางมาร่วมงาน ระหว่างวันที่ 4 – 6 มิถุนายน 2562

ในงานนี้มีกิจกรรมพูดคุยทั้งหมด 42 ช่วง โดยวิทยากร 95 คน ถ้าพูดกันแบบไม่ลำเอียง ช่วงที่เรียกเสียงปรบมือในงานได้กึกก้องที่สุด คือการพูดช่วงแรกหลังเปิดงาน เป็นช่วงที่เนื้อหาน่าตื่นตาและแตกต่างจากช่วงอื่นๆ ในงาน เพราะพูดเรื่องการออกแบบสวนสาธารณะในเมืองเพื่อช่วยแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

วิทยากรคนนั้นเป็นชาวไทยชื่อ กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกจากบริษัท Landprocess

ผู้จัดงานรู้จักเธอผ่านสื่อระดับนานาชาติและการขึ้นพูดบนเวทีสำคัญในหลายประเทศ จบจากงานนี้เธอก็เดินทางต่อไปพูดที่คอสตาริกา

(รออ่านบทสัมภาษณ์เธอแบบเต็มๆ ได้เร็วๆ นี้ที่ The Cloud)

ปีที่แล้ว The Cloud พาไปทำความรู้จักภาพรวมของงาน Movin’On Summit ไปแล้ว ปีนี้เราขอเปลี่ยนมาเล่าทิศทางของการเดินทางที่โลกกำลังจะมุ่งไป ซึ่งเราได้มาจากการพูดคุยกับ Florent Menegaux, CEO of the Michelin Group และผู้บริหารระดับสูงของมิชลินอีกหลายคน รวมถึงผู้คนมากมายที่มีส่วนร่วมกับงานนี้ในรูปแบบต่างๆ

สิ่งที่เห็นได้ชัดมากจากงานนี้ก็คือ ทิศทางการพัฒนายวดยานพาหนะในอนาคต ไม่มี ‘น้ำมัน’ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป ถ้าอธิบายด้วยคำศัพท์สวยๆ ก็ต้องบอกว่า ตอนนี้เป็นยุคของ

Decarbonization หรือ Low-carbon Economy

ถ้าน้ำมันกำลังจะไป แล้วอะไรบ้างที่กำลังจะมา

ไปดูกัน

01

รถยนต์จะเริ่มใช้ยางไร้ลมในอีก 5 ปี

Movin’On Summit 2019

เขียนกันแบบไม่ได้อวยเจ้าภาพ แต่เรื่องที่ว้าวที่สุดในงานนี้คือการเปิดตัวยางรุ่นใหม่ของมิชลิน

อัพทิส คือยางรถยนต์รุ่นที่ว่า Uptis ย่อมาจาก Unique Puncture-proof Tire System หมายถึงระบบยางป้องกันการแตกรั่วซึม

แล้วยางที่เรียกว่า Low carbon emission tyre รุ่นนี้ดียังไง

ต้องเริ่มต้นเรื่องกันจากแนวทางในการทำธุรกิจของมิชลินที่เน้นความยั่งยืน ยางรถยนต์ที่มิชลินอยากจะมุ่งไปก็คือ ยางที่เป็นมิตรต่อโลก จากข้อมูลว่า ในแต่ละปีมียางรถยนต์ราว 200 ล้านเส้นที่กลายมาเป็นเศษยางก่อนเวลาอันควรเพราะแตกรั่ว ดังนั้นมิชลินจึงตั้งใจผลิตยางที่จะไม่แตกรั่ว เลยเกิดเป็นยางไร้ลมรุ่นนี้ พอไม่ต้องใช้ลม ก็ไม่แตก ทำให้ขับขี่ได้ปลอดภัยขึ้น ประหยัดเวลาในการเอารถเข้าศูนย์ไปซ่อมบำรุงยาง เพราะยางรุ่นนี้แทบจะไม่ต้องการการซ่อมบำรุงใดๆ เมื่อผลิตยางน้อยลงก็ใช้วัตถุดิบน้อยลง หนำซ้ำยังไม่มีการใช้วัตถุดิบที่เป็นปิโตรเคมี ทั้งหมดเป็นวัสดุจากธรรมชาติ หรือวัสดุที่มาจากการรีไซเคิลยางเก่า นอกจากนี้ยังใช้เครื่องพิมพ์สามมิติพิมพ์ดอกยางเพิ่มได้ตลอด

Movin’On Summit 2019

อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ เมื่อไม่มีปัญหายางรั่ว ทำให้ไม่จำเป็นต้องพกยางอะไหล่และแม่แรง รถจึงเบาขึ้นและประหยัดน้ำมันขึ้น

ยางรุ่นอัพทิสผลิตคิดค้นโดยมิชลิน แต่นำไปทดสอบและร่วมวิจัยโดยผู้ผลิตรถชื่อดังอย่างค่ายจีเอ็มมอเตอร์ ซึ่งในขั้นต้นถูกนำไปใช้กับรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า เชฟโรเลต โบลต์ อีวี (Chevrolet Bolt EV) และเตรียมจะใช้จริงได้เร็วที่สุดในปี 2024 แต่เท่าที่ทดลองก็ได้ผลน่าพอใจ เพราะใช้กับรถยนต์ได้เหมือนยางปกติ และยังทำความเร็วได้สูงสุดถึง 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เป็นนวัตกรรมที่จะมาเปลี่ยนวงการยางรถยนต์แน่นอน

02

รถประเภทไหนๆ ก็ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะยวดยานมากมายได้เปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าแทนน้ำมันเรียบร้อยแล้ว แบบที่เรียกว่า BEV หรือ Battery Electric Vehicles ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถบรรทุก รถส่งของขนาดเล็ก รถกระบะ รถบัส รถขนขยะ รถพยาบาล และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ซึ่งตอนนี้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าประเภท High Performance แบรนด์ Essence ทำความเร็วได้สูงถึง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเข้าไปแล้ว

ปัจจัยที่ช่วยเร่งให้รถไฟฟ้าเหล่านี้เติบโตด้วยความรวดเร็วก็คือ การออกกฎหมายมาช่วย เช่นสวีเดนมีกฎหมายว่าเตรียมจะห้ามใช้รถบางประเภท หรือฝรั่งเศสที่ออกกฎหมายว่าหลังปี 2040 ฝรั่งเศสจะไม่มีรถยนต์ที่ใช้น้ำมันแบบปัจจุบันวางขายอีกต่อไป

03

จักรยานไฟฟ้า ยังมีนวัตกรรมที่มากกว่าแค่ติดมอเตอร์

Movin’On Summit 2019

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์จักรยานทั้งโลกต่างเห็นพ้องว่า เทรนด์จักรยานไฟฟ้ากำลังมา เลยเร่งผลิตจักรยานไฟฟ้ากันใหญ่ โดยหลักการก็ไม่มีอะไรยาก แค่ติดเครื่องยนต์ไฟฟ้าเล็กๆ เข้าไปช่วยขับเคลื่อนล้อหลัง และหาที่ใส่แบตเตอรี่ให้ได้ แต่ความยากก็คือ น้ำหนักของจักรยานและราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ

ในงานนี้มีผู้ผลิตจักรยานไฟฟ้าสองรายมาออกบูท รายแรกชื่อแบรนด์ Rool’in ลดปัญหาความยุ่งยากในการยกแบตเตอรี่ออกไปชาร์จด้วยการติดแผงโซลาร์เซลล์บนเฟรมจักรยาน จะขี่หรือจะจอดก็ชาร์จไฟได้ ถ้ามีแสงแดด

อีกแบรนด์ขายอุปกรณ์เสริมที่พร้อมเปลี่ยนจักรยานทุกคันให้เป็นจักรยานไฟฟ้า ด้วยการเสียบก้านพิเศษไว้กับดุมล้อหน้า ให้มอเตอร์ติดกับผิวหน้าของล้อ เมื่อมอเตอร์ทำงาน รถก็จะวิ่งฉิวขึ้นทันที แต่เราต้องหาที่ติดแบตเตอรี่ให้ได้ด้วยนะ

04

แท็กซี่ลูกผสมระหว่างเครื่องบินกับเฮลิคอปเตอร์กำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติ

ในงานนี้มีสองบริษัทจากสองชาติมาเปิดตัวสิ่งประดิษฐ์ที่ใกล้เคียงกันมาก เริ่มจากแบรนด์ Ascendance ของฝรั่งเศส ซึ่งทีมงานเป็นกลุ่มที่ยกกันมาจากบริษัท Airbus ที่ปารีส พวกเขาออกแบบเครื่องบินเล็กซึ่งไม่ต้องการพื้นที่ take off และ landing แต่ใช้วิธีขึ้นลงแนวดิ่งแบบเฮลิคอปเตอร์ (เงียบกว่าเยอะ) พอขึ้นได้แล้วค่อยบินแบบเครื่องบิน เครื่องบินไฮบริดรุ่นนี้บรรทุกนักบินได้ 1 คน และผู้โดยสาร 2 คน

อีกแบรนด์ Leap Aeronautics สัญชาติอินเดีย การทำงานของเครื่องค่อนข้างใกล้เคียงกับแบรนด์แรก ต่างกันที่บรรทุกผู้โดยสารได้ 4 คน บินได้ไกลถึง 200 กิโลเมตร และที่สำคัญ มันเป็นเครื่องบินที่ใช้พลังงานไฟฟ้าร้อยเปอร์เซ็นต์

05

Energy Sharing Economy

เมื่อมีรถไฟฟ้าก็ต้องมีที่ชาร์จ ปัญหาที่ถกเถียงกันมานานก็คือ ใครคือคนที่ต้องลงทุนในระบบนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ หรือ เมือง หรือ ปั๊มน้ำมัน หรือ ผู้บริโภคเอง สตาร์ทอัพที่ชื่อ Watt Pack ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้ได้แบบหมดจด

Movin’On Summit 2019

Watt Pack ขายที่ชาร์จไฟสำหรับรถไฟฟ้าราคาอันละ 599 ยูโร วิธีใช้ก็แสนง่าย แค่เสียบปลั๊กเข้ากับระบบไฟของบ้านเรา เราก็จะมีที่ชาร์จสำหรับรถไฟฟ้าแล้ว แต่ความเจ๋งคือ ถ้าเราติดที่บ้าน เราคงได้ใช้งานช่วงเวลาสั้นๆ คือตอนเย็นเมื่อกลับถึงบ้าน กลางวันก็ไม่ได้ใช้งาน Watt Pack เป็นระบบที่ทำให้เรากลายเป็นผู้ให้บริการพลังงานโดยอัตโนมัติ ถ้าเปิดผ่านแอปพลิเคชันจะเห็นว่า มีเจ้าเครื่องนี้อยู่ที่ไหนบ้าง ซึ่งเรากำหนดค่าไฟได้เอง โดย Watt Pack ขอส่วนแบ่งแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเจ้าของรถไฟฟ้าจึงมีช่องทางในการสร้างรายได้เพิ่ม เช่นเดียวกับห้างร้านหรือสำนักงานต่างๆ ที่ติดเพื่อเป็นช่องทางในการสร้างรายได้ ทั่วทั้งเมืองก็เลยมีจุดให้บริการไฟฟ้าสำหรับรถไฟฟ้ามากมายทันที โดยที่เมืองไม่ต้องลงทุนอะไรเลย

06

แบตเตอรี่คือผู้ชี้ชะตาความรุ่งของรถไฟฟ้า

Movin’On Summit 2019

หนึ่งในผู้กุมอนาคตของรถไฟฟ้าก็คือ ผู้ผลิตแบตเตอรี่ ถ้าเรามีแบตเตอรี่ ที่เก็บไฟได้เยอะขึ้นและขนาดเล็กลง มันก็ยิ่งทำให้ผู้ผลิตรถไฟฟ้าทั้งหลายมีลูกเล่นและทางไปได้มากขึ้น ในงานนี้มีผู้ผลิตแบตเตอรี่มาออกบูทหลายราย นวัตกรรมที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นการพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับรถไฟ นั่นหมายความว่า ถ้าจะให้รถไฟใช้ไฟฟ้า ไม่จำเป็นต้องเดินสายไฟหรือปล่อยไฟฟ้าลงรางเพื่อส่งพลังงานไปตลอดทาง แต่ใช้วิธีใส่ถ่านเหมือนรถไฟของเล่นได้

ตอนนี้มีแบตเตอรี่สำหรับรถไฟที่ทำให้รถไฟวิ่งได้ประมาณหนึ่งชั่วโมงแล้ว นั่นก็หมายความว่า ถ้าระบบรถไฟไหนอยากเปลี่ยนรถไฟที่วิ่งอยู่จากน้ำมันเป็นไฟฟ้าก็ใช้รางเดิมได้ทันที

ผลพลอยได้อีกอย่างจากการพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับรถไฟฟ้าก็คือ เราจะมีแบตเตอรี่คุณภาพดีราคาถูกสำหรับเก็บพลังงานจากโซลาร์เซลล์ด้วย ซึ่งตอนนี้แบตเตอรี่มีราคาแพงเท่าๆ กับแผ่นโซลาร์เซลเลย

07

รถยนต์พลังงานน้ำมาแน่

Movin’On Summit 2019

ทุกคนพูดตรงกันว่า อนาคตของยานพาหนะทั้งหลายไม่ใช่แค่ใช้พลังงานไฟฟ้าแทนน้ำมัน แต่พลังงานไฟฟ้านั้นน่าจะมีแหล่งกำเนิดมาจากน้ำ หรือ Hydrogen Fuel Cell ซึ่งพัฒนากันมา 15 ปีแล้ว และมีข้อดีอย่างหนึ่งที่ดีกว่ารถไฟฟ้าก็คือ ใช้ระยะเวลาเติมน้ำแค่ 3 นาที ไม่นานเหมือนการเสียบปลั๊กชาร์จ

ในงานโตโยต้าเอารถยนต์พลังงานน้ำมาโชว์ให้เห็นกันชัดๆ ว่า ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แล้วก็มีผู้ผลิตเครื่องยนต์ 2 รายมาออกบูท รายแรกเป็นบริษัทในเครือมิชลินชื่อ Symbio ผลิตเครื่องยนต์พลังงานน้ำให้กับรถทุกประเภท ตั้งแต่มอเตอร์ไซค์ไปจนถึงรถบรรทุก ที่เทคโนโลยีก้าวหน้าเร็วขนาดนี้ก็เพราะในฝรั่งเศสมีพื้นที่ที่เรียกว่า Zero Emission Valley เป็นจุดที่รัฐบาลฝรั่งเศสทุ่มงบมหาศาลลงไปเพื่อสนับสนุนการสร้างรถยนต์พลังน้ำ

อีกแบรนด์ชื่อ Refire จากจีน ซึ่งก็ผลิตเพื่อส่งให้รถยนต์หลายประเภทเช่นกัน

Movin’On Summit 2019

08

ไฮเปอร์ลูปจะมาแทนรถไฟความเร็วสูง

Movin’On Summit 2019

ไฮเปอร์ลูปหรือรถไฟที่วิ่งอยู่ในท่อแบบพุ่งเป็นกระสวยนั้นฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ แต่มันเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเราขึ้นมาเรื่อยๆ ในงานนี้มีผู้ผลิตไฮเปอร์ลูป 2 รายมา รายแรกเป็นชาวโปแลนด์ชื่อ Hyper Poland ออกแบบระบบที่ดัดแปลงรางรถไฟธรรมดาให้ใช้กับรถไฟไฮเปอร์ลูปได้โดยไม่ต้องทำอุโมงค์ วิ่งได้เร็วสุด 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Movin’On Summit 2019

อีกเจ้าคือ Transpod เป็นแบรนด์แคนาดาที่เข้ามาศึกษาตลาดในเมืองไทย เขาพบว่า เราสามารถเปลี่ยนโครงสร้างเสาและรางของรถไฟความเร็วสูงให้กลายเป็นไฮเปอร์ลูปได้ โดยไม่เสียงบประมาณเพิ่มมากนัก แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ รถไฟทำความเร็วได้ถึง 700 – 1,200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ จะใช้เวลาเพียงแค่ 52 นาทีเท่านั้น

09

Big Data คือสิ่งสำคัญ

ในงานมีหลายบริษัทที่ทำเรื่องข้อมูล อย่างเช่น Driving Data to Intelligence หรือ DDI ซึ่งเป็นบริษัทในเครือมิชลิน บริษัทนี้เก็บข้อมูลการสัญจรของคนผ่านการขอติดอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งไว้ที่กระจกรถยนต์ ตัวมันเองใช้พลังงานแสงอาทิตย์ จึงพร้อมส่งข้อมูลกลับมาหาศูนย์ได้ตลอด ข้อมูลที่บันทึกก็คือการเคลื่อนที่ของรถแบบเรียลไทม์ ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์ต่อให้เป็นอะไรก็ได้ เช่น เส้นทางที่ใช้ ความเร็วของการเดินทาง ตอนนี้มีการติดอุปกรณ์ชิ้นนี้กับรถ 25,000 คัน ในฝรั่งเศส อเมริกา และเมืองควิเบกของแคนาดา โดยเจ้าของรถจะได้รับค่าตอบแทนด้วย ข้อมูลที่ได้มาก็พร้อมขายให้กับคนที่ต้องการ ซึ่งหลักๆ ก็คือคนที่ทำงานด้านเมืองและการสัญจร เพื่อนำไปใช้วางแผนประกอบการทำนโยบายต่างๆ

ส่วนบริษัท Natitech ก็มีระบบให้คนทดลองขับรถแบบเสมือนจริงหรือ Simulator โดยติดแว่นเพื่อดูว่าสายตาเรามองจุดไหนในจอ และเครื่องวัดชีพจร กิจกรรมนี้เป็นการเก็บพฤติกรรมการขับขี่ที่น่าสนใจ เพราะทำให้รู้ว่าคนขับรถจะหันมองซ้ายขวา มองกระจกข้างในสถานการณ์แบบไหน จะมองบิลบอร์ดข้างทางไหม ถ้ามอง ภาพแบบไหนที่ทำให้คนมอง และมองมันนานแค่ไหน รวมไปถึงพฤติกรรมการเปลี่ยนเลน การแซง การเบรก ข้อมูลเหล่านี้เหมาะกับคนที่กำลังพัฒนาระบบรถยนต์ไร้คนขับ มันจะช่วยให้เหล่า AI ขับรถได้เหมือนคนจริงๆ มากขึ้น คนทำโฆษณาก็ใช้ข้อมูลชุดนี้ได้ และกลุ่มเป้าหมายสำคัญก็คือ บริษัทประกันที่จะใช้กับลูกค้าของเขา เพื่อดูว่าถ้าขับรถแบบนี้ควรคิดเบี้ยประกันเท่าไหร่

10

AI อยู่ในรถทุกรูปแบบ

Movin’On Summit 2019

เราได้ยินเรื่องรถยนต์ไร้คนขับอยู่บ่อยๆ แต่ AI ไม่ได้นำมาใช้แค่ขับเคลื่อนรถยนต์โดยสารเท่านั้น ในงานนี้มีหน่วยงานที่ช่วยให้ข้อมูลการนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้กับรถประเภทต่างๆ อย่างเช่นในภาคเกษตร ก็นำ AI ไปใช้ควบคุมรถไถ รถถอนวัชพืช เพื่อสั่งให้มันถอนเฉพาะวัชพืชที่ต้องการ แล้วเราก็ยังเห็นการดึงเอา Big Data มาปรับปรุงการตัดสินใจของ AI เพื่อให้คล้ายมนุษย์ที่สุดมากขึ้นอีก

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

เดินทางกันไปยังประเทศที่มีขนาดใหญ่กว่าจังหวัดภูเก็ตเพียง 185.6 ตารางกิโลเมตร นั่นคือขนาดของประเทศสิงคโปร์ที่มีประชากรอาศัยอยู่เกือบ 6 ล้านคน ขณะที่ความยิ่งใหญ่ด้านเทคโนโลยีก้าวไปไกลถึงขั้นได้รับการขนานนามว่า Silicon Valley of Asia ในฐานะ Hub of Innovation and Technology

ครั้งนี้ The Cloud ได้รับคำชวนจาก IBM เพื่อมาชมงาน Think Singapore – Businesses in Asia showcase ‘A New Era of Innovation’ with IBM ท่ามกลางบรรยากาศของนวัตกรรมอันก้าวหน้า และมีเป้าหมายร่วมกันคือการพาทุกคนไปสู่ความยั่งยืน

แน่นอนว่าความยั่งยืนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แท้จริงแล้ว ทุกคน ทุกองค์กร ทุกสังคม และทุกสิ่ง ต้องการความยั่งยืนในการบริหารจัดการ เพื่อก้าวไปในอนาคตได้อย่างดีและมั่นคงกว่าเก่า

อธิบายแล้วอาจฟังดูน่าเบื่อ เพราะฉะนั้น เราขอนำทุกท่านทัวร์งานพร้อม คุณสุรฤทธิ์ วูวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด เพื่อรู้จักกับ 5 นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา รวมถึงตอบคำถามว่า ทำไมความยั่งยืนจึงกลายเป็นเทรนด์ที่ต้องสนใจ

ทัวร์งานนวัตกรรมที่สิงคโปร์ ดูเทรนด์โลกในวันที่ความยั่งยืนคือทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก
ภาพ : IBM

01 Envizi – Sustainability Performance Management

ทัวร์งานนวัตกรรมที่สิงคโปร์ ดูเทรนด์โลกในวันที่ความยั่งยืนคือทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก
ภาพ : IBM

เราเห็นผู้คนมากหน้าหลายตาเดินทางเข้ามาชมงานนี้ตั้งแต่เช้า มีทั้งสื่อมวลชนและพนักงานของ IBM จากทั่วโลก ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนล่วงหน้าด้วยความสนใจ

บูทแรกที่เราเดินไปถึงคือ Envizi – Sustainability Performance Management เจ้าของบูทชาวฝรั่งเศสอธิบายให้ฟังถึงเทรนด์ความยั่งยืนที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ

ปัจจุบันความยั่งยืนคือทางรอดขององค์กรไม่ใช่แค่ทางเลือกว่าจะสนใจหรือไม่ องค์กรทั่วโลกทั้งรัฐและเอกชน ต่างรับแรงกดดันจากหน่วยงานที่กำกับดูแลนักลงทุน และผู้บริโภคทั้งในและนอกประเทศ ให้ต้องดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อสังคม

ความยั่งยืนในที่นี้ไม่ใช่แค่การรักษาสิ่งแวดล้อม หรือรับผิดชอบมลพิษที่องค์กรของตนก่อ แต่ยังรวมถึงการดำเนินนโยบายอย่างจริงจัง โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้พนักงาน นักลงทุน และผู้เกี่ยวข้องพัฒนางานร่วมกันได้บนความเชื่อใจอย่างยืนยาว นอกจากนี้ การพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถและศักยภาพที่เหมาะสม เพื่อให้พวกเขานำความรู้ไปต่อยอดได้ในอนาคต ก็ถือเป็นการพัฒนาคนอย่างยั่งยืนอีกประการ

ผลสำรวจ Global CEO Study ของสถาบันการศึกษาคุณค่าทางธุรกิจของไอบีเอ็ม (Institute for Business Value หรือ IBV) ประจำปี 2565 ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ CEO ทั่วโลกมองว่าความยั่งยืนเป็นประเด็นที่ท้าทาย แต่ต้องให้ความสำคัญที่สุด โดยเฉพาะในอีก 2 ปีข้างหน้า หากองค์กรไหนจัดการเรื่องความยั่งยืนได้ดี ก็จะสะท้อนผ่านภาพลักษณ์องค์กรให้เห็นในอีก 5 ปี

เมื่อทั่วโลกให้ความสำคัญ นักลงทุนคงไม่ยอมควักเงินสนับสนุนบริษัทที่ไม่สนใจความยั่งยืน ตั้งแต่การพัฒนาคน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการดูแลสังคม และแน่นอนว่าผู้บริโภคที่ตรวจสอบไม่ได้แม้กระทั่งกระบวนการผลิตน้ำดื่ม 1 ขวด ว่าส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร ก็คงไม่อยากซื้อน้ำขวดนั้นจากบริษัทที่ไม่โปร่งใสแน่นอน

Envizi ถูกพัฒนาขึ้นมาในฐานะโปรแกรมที่ทำให้องค์กรมองเห็นข้อมูลมหาศาล เกี่ยวกับการใช้พลังงานทั้งหมดอย่างเป็นระเบียบ เพื่อวิเคราะห์หาจุดที่ต้องพัฒนา ประเมินความเสี่ยง และบริหารจัดการกลยุทธ์อย่างเหมาะสม ก่อนจะไปถึงปลายทาง คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

โดยสรุปแล้ว Envizi เป็น AI ที่บอกสถิติชนิดที่เห็นกันไปเลยว่า ทุกวันนี้องค์กรใช้ไฟฟ้าไปแล้วกี่หน่วย มีคาร์บอนฟุตพรินต์หรือปริมาณก๊าซเรือนกระจกปล่อยออกมาเท่าไหร่ ใช้น้ำไปมากน้อยแค่ไหน สร้างขยะไปกี่กิโลกรัม ทำ CSR ทั้งหมดกี่ครั้ง ตลอดจนเส้นทาง Supply Chain การผลิต การขนส่ง สร้างความเสี่ยงต่อภูมิอากาศอย่างไร รวมถึงติดตามการใช้พลาสติกในบริษัทอีกด้วย

ปัจจุบันมีองค์กรทั่วโลกที่ใช้เทคโนโลยี Envizi เข้ามาช่วยจัดการข้อมูลหลังบ้านอย่างยั่งยืนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนยิ่งกว่า ไม่ว่าจะเป็น IBM, Microsoft, Uber, Autodesk, S&P Global, Morgan Stanley หรือ Honeywell

02 Crime Scene Investigation Training with Watson Discovery

ทัวร์งานนวัตกรรมที่สิงคโปร์ ดูเทรนด์โลกในวันที่ความยั่งยืนคือทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก

ถือเป็นอีกหนึ่งบูทที่เราต้องเหลียวหลังมองด้วยความอยากรู้อยากลอง เพราะเห็นคนกลุ่มหนึ่งยืนใส่แว่น VR (Virtual Reality) ยื่นมือออกไปข้างหน้า ทำนิ้วเป็นรูปตัว L ขยับไปขยับมา

พวกเขามองเห็นอะไรบางอย่างที่เราไม่เห็น

พอหันไปมองหน้าจอด้านหลังของบูท เราก็รู้ว่าพวกเขากำลังตรวจสอบศพแบบ 3D ที่นอนอยู่บนพื้น! แถมเรายังเหยียบศพนั้นอยู่ด้วย!

กิจกรรมตรงหน้าคือการฝึกตรวจสอบร่องรอยอาชญากรรมในสถานที่จริง (Crime Scene Investigation : CSI) โดยผสมระหว่างเทคโนโลยีเสมือนจริง (Reality Technology) กับแว่น Microsoft HoloLens ฉายภาพสถานที่เกิดเหตุแบบสมจริง ซึ่งสิ่งนี้ช่วยให้ผู้เรียนด้าน CSI ฝึกตามรอยอาชญากรได้ในสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่แทบไม่ต่างจากการเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ

ทัวร์งานนวัตกรรมที่สิงคโปร์ ดูเทรนด์โลกในวันที่ความยั่งยืนคือทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก

สาเหตุที่ทำให้วิธีการนี้ยั่งยืน คือ การฝึกฝนที่ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุก่อน ทั้งยังไม่ต้องกลัวว่าจะทำลายหลักฐานหรือร่องรอยสำคัญ โดยผู้ฝึกเข้าระบบได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ใช้มือหยิบจับอาวุธหรือหลักฐานขึ้นมาตรวจสอบได้ พร้อมเปิดข้อมูลในคลังเพื่อสืบสวนได้อย่างสะดวกสบาย รวมถึงมีฟังก์ชันถ่ายภาพและบันทึกภาพได้ตามอัธยาศัย

ฟีเจอร์สำคัญของโปรแกรม CSI คือการนำ IBM Watson Discovery ซึ่งเป็นเทคโนโลยี AI เข้ามาสืบค้นและดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องขึ้นมาอยู่ตรงหน้า ทั้งประวัติอาชญากร เหตุอาชญากรรมในอดีต แพตเทิร์นการก่อเหตุ และการฆาตกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากฐานข้อมูลในองค์กรและเว็บไซต์ทั่วไป เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกรอบด้านที่มีประสิทธิภาพสำหรับเจ้าหน้าที่ฝึกหัดวิเคราะห์เหตุอาชญากรรม

03 Gas Leak Detection with IBM Acoustic Insights

ทัวร์งานนวัตกรรมที่สิงคโปร์ ดูเทรนด์โลกในวันที่ความยั่งยืนคือทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก

มาถึงบูทโปรดที่ดูภายนอกไม่คิดอะไร แต่เมื่อได้ทราบข้อมูลแล้วกลับประทับใจไม่รู้ลืม

เราได้ยินเสียงดัง ฟี่! ลากยาวมาจากที่ไหนสักแห่งในห้องจัดแสดง นั่นคือเสียงก๊าซรั่วจำลอง จากบูท Seeing Sound with AI

ถูกแล้ว เทคโนโลยีตัวนี้ทำให้เรามองเห็นเสียงด้วยตา!

หูของมนุษย์ไม่อาจได้ยินเสียงของทุกอย่าง แค่เทียบกับหูของแมวหรือสุนัขก็เทียบไม่ติดแล้ว ดังนั้นการใช้ IBM Acoustic Insights เข้ามาช่วยจับเสียงที่ผิดปกติ จึงตอบโจทย์การแก้ปัญหาที่มองไม่เห็น อย่างน้อยก็ไม่ต้องรอให้ก๊าซรั่วเสียงดังกว่าเดิมจนห้ามการลุกลามไม่ได้

AI ดังกล่าวถูกโปรแกรมสั่งให้จดจำเสียงในภาวะปกติ และเริ่มวิเคราะห์แพตเทิร์นเสียงที่ลอยเข้าเซ็นเซอร์รับเสียงว่าผิดปกติหรือไม่ ยกตัวอย่าง หากมีก๊าซรั่วในห้องเครื่อง AI จะทราบทันทีจากการวิเคราะห์เสียงที่ผิดปกติ และเริ่มวิเคราะห์ว่าเสียงดังกล่าวเป็นก๊าซอะไร (เพราะเสียงของก๊าซแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน) และเสียงนั้นมาจากจุดไหน (ท่อไหน) เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปแก้ไขที่ต้นเหตุได้อย่างรวดเร็ว

ทัวร์งานนวัตกรรมที่สิงคโปร์ ดูเทรนด์โลกในวันที่ความยั่งยืนคือทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก

IBM Acoustic Insights เป็นประโยชน์มากในอุตสาหกรรมการผลิต เพราะช่วยให้โรงงานพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ และลดโอกาสการหยุดทำงานหรือลดความล้มเหลวของเครื่องจักรได้ นอกจากนี้ ยังช่วยลดเวลาตรวจสอบการทำงานที่ต้องใช้คน เพราะต้องยอมรับว่า หลายครั้งคุณภาพการตรวจสอบโดยมนุษย์ก็ไม่คงที่ ล่าช้า และต้องอาศัยผู้มีประสบการณ์สูงตรวจสอบอย่างละเอียด

ทัวร์งานนวัตกรรมที่สิงคโปร์ ดูเทรนด์โลกในวันที่ความยั่งยืนคือทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก

แน่นอนว่าการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อใช้ในโรงงานที่เต็มไปด้วยท่ออย่างเดียวคงน่าเสียดาย AI ตัวนี้จึงถูกนำไปต่อยอดการใช้งานในวงการอื่น เช่น ตรวจจับเสียงไอของไก่ในฟาร์ม หากไก่ป่วย เสียงจะผิดปกติจน AI แจ้งเตือนให้นำไก่ตัวนั้นออกไป ก่อนที่การแพร่ระบาดจะลุกลาม หรือแม้กระทั่งด้านความปลอดภัยบนน่านฟ้า AI ก็จับเสียงโดรนตัวเล็กตัวน้อยที่หูของมนุษย์ไม่ได้ยินได้ด้วย

หากนำเทคโนโลยีอื่นมาทำงานควบคู่กัน จะเสริมประสิทธิภาพในการตรวจสอบได้ดียิ่งกว่าเดิม ยกตัวอย่าง การใช้กล้องเพื่อดูความเปลี่ยนแปลงของเสียง ผ่านสีที่แสดงบนหน้าจอแบบเรียลไทม์

04 Edge-based Analytics Drive Smarter Operations (Boston Dynamics Spot)

ทัวร์งานนวัตกรรมที่สิงคโปร์ ดูเทรนด์โลกในวันที่ความยั่งยืนคือทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก
ภาพ : IBM

สุดยอดน้องหมาไม่มีขน ไม่ต้องกลัวว่าน้องจะเห่าใส่ เพราะน้องเห่าได้จริง แถมยังพูดกับคุณได้ด้วย!

Boston Dynamics Spot ไม่ใช่เทคโนโลยีหุ่นยนต์สุนัขตัวแรก แต่เป็นอีกหนึ่งหุ่นยนต์ที่ตอบโจทย์ด้านความแข็งแรงและความสู้ ไม่ล้ม ไม่สะดุด เดินขึ้นบันไดได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งจุดนี้พัฒนามาจาก Pain Point ของหุ่นยนต์ตัวก่อน ๆ ที่พ่ายแพ้ต่อโรงงานหรือไซต์งานขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน หรือแม้กระทั่งสถานที่แคบ มีพื้นผิวขรุขระก็เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ โดยเฉพาะประเภทที่ใช้ล้อ

Spot เป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี AI, IoT (Internet of Things), Edge Computing และ 5G เข้าด้วยกัน พร้อมความสามารถในการวิเคราะห์ เพื่อช่วยตรวจสอบพื้นที่ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงสำหรับมนุษย์ เช่น โรงผลิตไฟฟ้าที่เต็มไปด้วยสายไฟและท่อน้ำ โรงแยกก๊าซที่มีรูรั่วของท่อ เส้นทางภายในเหมืองก่อนเปิดให้เจ้าหน้าที่ใช้ รวมถึงเขตก่อสร้าง

ภาพ : IBM

ความฉลาดของ Spot ไม่หยุดอยู่แค่การเคลื่อนไหว เพราะเชื่อมต่อกับ Edge Computing พร้อมรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์ในจุดที่หุ่นยนต์เข้าไปได้ เพื่อประมวลสิ่งที่เห็นหรือได้ยินแบบเรียลไทม์ โดยอาศัย AI วิเคราะห์ภาพและเสียงของ IBM คอยช่วย นอกจากนี้ การเชื่อมต่อกับ 5G ยังทำให้ Spot สื่อสารกับทีมงานที่ไม่ได้อยู่หน้างานได้ทันที

เจ้าของบูทลองเปิดภาพที่มาจากกล้องของ Spot ให้เราชม ซึ่งสถานที่ที่หุ่นยนต์ตัวนี้อยู่คือ สหรัฐอเมริกา!

จากนี้ไป มนุษย์จะมีทางเลือกในการเข้าตรวจสอบสถานที่เสี่ยงภัย ทั้งยังมีผู้ช่วยวิเคราะห์สถานการณ์และข้อมูลถึงหน้างาน ทำให้การทำงานเป็นไปโดยง่าย รัดกุม และมั่นคง โดย Spot ถูกนำไปใช้จริงแล้วในหลายประเทศ เช่นเดียวกับสิงคโปร์ที่รัฐบาลใช้หุ่นยนต์สุนัขเดินไปตามสวนสาธารณะ เพื่อสำรวจและแจ้งเตือน (เห่าหรือพูดผ่านระบบ Speak Through ของหุ่นยนต์) เมื่อประชาชนไม่เว้นระยะห่างทางสังคม หรืออยู่ใกล้กันมากกว่า 6 ฟุต

น่าเสียดายที่เราไม่มีโอกาสได้เห็น Spot ตัวจริงทั้งในงานและในสวนสาธารณะของสิงคโปร์ แต่เราเชื่อว่าในอนาคตจะมีหุ่นยนต์รูปแบบต่าง ๆ เดินขวักไขว่ให้เห็นกันทั่วไป

05 Gamified Experience of Cyber Range

เรามาถึงบูทสุดท้ายที่จัดมู้ดแอนด์โทนราวกับเกมเซ็นเตอร์ และเมื่อเดินเข้าไปก็พบว่า นี่คือบูทเกมจริง ๆ ที่มอบประสบการณ์ให้เราเป็นผู้ปกป้องบริษัทจากแฮกเกอร์!

เกมนี้เกิดจากแนวคิดที่ต้องการจัดการด้านความปลอดภัยขององค์กรอย่างยั่งยืน โดยทีมสตาฟอธิบายให้เราฟังว่า การจัดการด้านความปลอดภัยไม่ควรเป็นหน้าที่ของแผนก IT หรือใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะข้อมูลอันมีค่าของบริษัทคือสมบัติของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทรัพยากรบุคคล ฝ่ายการเงิน ฝ่ายการตลาด ฝ่ายกฎหมาย หรือแม้กระทั่ง CEO ดังนั้นหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น พวกเขาทุกคนควรรู้ว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไร และปกป้ององค์กรอย่างไร เพียงเท่านี้เราก็จะมีกำลังพลมากกว่าเดิมหลายเท่า

ความไม่แน่นอนของภัยไซเบอร์ ทำให้องค์กรต้องเตรียมป้องกันตนเองจากการเป็นเป้าโจมตีอย่างสม่ำเสมอ โดย IBM Security เป็นเทคโนโลยีการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบเกม เพื่อให้พนักงานในองค์กรได้สัมผัสสถานการณ์กดดันและตื่นตระหนกเวลาที่มีเหตุโจมตีจริง

ตัวอย่างที่นำมาโชว์ในงาน Think Singapore คือสถานการณ์ที่แฮกเกอร์โจมตีสนามบิน และเราเป็นพนักงานที่ถูกขอให้ช่วยแก้ไขสถานการณ์ โดยต้องประเมินความเสียหายและความเสี่ยง เพื่อตัดสินใจว่าจะป้องกันแฮกเกอร์อย่างไร ไม่ให้สถานการณ์ลุกลามจนสร้างความเสียหายมากกว่าเดิม

บอกเลยว่า บรรยากาศของเกมทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ และความสำคัญของการป้องกันข้อมูลออนไลน์เป็นอย่างมาก ยิ่งถ้าทุกคนในบริษัทมีความรู้เรื่องการจัดการสถานการณ์ ย่อมเกิดความยั่งยืนในการจัดการได้จริง

แม้เทคโนโลยีที่กล่าวมาทั้งหมดจะดูไกลตัว แต่ในปัจจุบัน ชีวิตที่เกี่ยวโยงกับโลกออนไลน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งคือบทพิสูจน์ว่า มนุษยชาติไม่อาจปฏิเสธเทคโนโลยีได้อีกต่อไป และในอนาคต ทุกสิ่งที่อยู่ในงาน Think Singapore มีโอกาสจะขยายผลเข้าไปในทุกประเทศ สังคม และองค์กร เพื่อช่วยบริหารจัดการและพัฒนาตั้งแต่บุคลากรไปจนถึงผลผลิตของบริษัท โดยมอบผลลัพธ์อันมีประสิทธิภาพแก่ทุกฝ่ายยิ่งขึ้นไป นั่นคือความยั่งยืนที่ทั่วโลกกำลังพูดถึง

Writers

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load