Movin’On Summit คืองานประชุมสุดยอดว่าด้วยการสัญจรที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Mobility ที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัดที่เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา

อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือ ทุกปีเหล่าคนทำงานเกี่ยวกับการเดินทางที่ยั่งยืนทุกรูปแบบ ทุกสาขาอาชีพ จากทั่วโลก จะเดินทางมาพบปะเพื่ออัพเดตข้อมูลข่าวคราวความก้าวหน้าที่สุดทุกด้านในงานนี้ เป็นระบบนิเวศที่ชวนคนคิดเหมือนกันมาเจอกัน เพื่อจับมือเดินต่อไปด้วยกัน

Movin’On Summit 2019 จัดด้วยงบประมาณจาก Movin’On Sustainable Mobility Fund ซึ่งมีมิชลินเป็นแกนนำ ตามด้วยเหล่าพันธมิตรอีกกว่า 150 ราย ปีนี้มีนักวิชาการ นักธุรกิจ ข้าราชการ คนทำงานด้านเมือง และสื่อมวลชน 5,000 คน จาก 44 ประเทศ เดินทางมาร่วมงาน ระหว่างวันที่ 4 – 6 มิถุนายน 2562

ในงานนี้มีกิจกรรมพูดคุยทั้งหมด 42 ช่วง โดยวิทยากร 95 คน ถ้าพูดกันแบบไม่ลำเอียง ช่วงที่เรียกเสียงปรบมือในงานได้กึกก้องที่สุด คือการพูดช่วงแรกหลังเปิดงาน เป็นช่วงที่เนื้อหาน่าตื่นตาและแตกต่างจากช่วงอื่นๆ ในงาน เพราะพูดเรื่องการออกแบบสวนสาธารณะในเมืองเพื่อช่วยแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

วิทยากรคนนั้นเป็นชาวไทยชื่อ กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกจากบริษัท Landprocess

ผู้จัดงานรู้จักเธอผ่านสื่อระดับนานาชาติและการขึ้นพูดบนเวทีสำคัญในหลายประเทศ จบจากงานนี้เธอก็เดินทางต่อไปพูดที่คอสตาริกา

(รออ่านบทสัมภาษณ์เธอแบบเต็มๆ ได้เร็วๆ นี้ที่ The Cloud)

ปีที่แล้ว The Cloud พาไปทำความรู้จักภาพรวมของงาน Movin’On Summit ไปแล้ว ปีนี้เราขอเปลี่ยนมาเล่าทิศทางของการเดินทางที่โลกกำลังจะมุ่งไป ซึ่งเราได้มาจากการพูดคุยกับ Florent Menegaux, CEO of the Michelin Group และผู้บริหารระดับสูงของมิชลินอีกหลายคน รวมถึงผู้คนมากมายที่มีส่วนร่วมกับงานนี้ในรูปแบบต่างๆ

สิ่งที่เห็นได้ชัดมากจากงานนี้ก็คือ ทิศทางการพัฒนายวดยานพาหนะในอนาคต ไม่มี ‘น้ำมัน’ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป ถ้าอธิบายด้วยคำศัพท์สวยๆ ก็ต้องบอกว่า ตอนนี้เป็นยุคของ

Decarbonization หรือ Low-carbon Economy

ถ้าน้ำมันกำลังจะไป แล้วอะไรบ้างที่กำลังจะมา

ไปดูกัน

01

รถยนต์จะเริ่มใช้ยางไร้ลมในอีก 5 ปี

Movin’On Summit 2019

เขียนกันแบบไม่ได้อวยเจ้าภาพ แต่เรื่องที่ว้าวที่สุดในงานนี้คือการเปิดตัวยางรุ่นใหม่ของมิชลิน

อัพทิส คือยางรถยนต์รุ่นที่ว่า Uptis ย่อมาจาก Unique Puncture-proof Tire System หมายถึงระบบยางป้องกันการแตกรั่วซึม

แล้วยางที่เรียกว่า Low carbon emission tyre รุ่นนี้ดียังไง

ต้องเริ่มต้นเรื่องกันจากแนวทางในการทำธุรกิจของมิชลินที่เน้นความยั่งยืน ยางรถยนต์ที่มิชลินอยากจะมุ่งไปก็คือ ยางที่เป็นมิตรต่อโลก จากข้อมูลว่า ในแต่ละปีมียางรถยนต์ราว 200 ล้านเส้นที่กลายมาเป็นเศษยางก่อนเวลาอันควรเพราะแตกรั่ว ดังนั้นมิชลินจึงตั้งใจผลิตยางที่จะไม่แตกรั่ว เลยเกิดเป็นยางไร้ลมรุ่นนี้ พอไม่ต้องใช้ลม ก็ไม่แตก ทำให้ขับขี่ได้ปลอดภัยขึ้น ประหยัดเวลาในการเอารถเข้าศูนย์ไปซ่อมบำรุงยาง เพราะยางรุ่นนี้แทบจะไม่ต้องการการซ่อมบำรุงใดๆ เมื่อผลิตยางน้อยลงก็ใช้วัตถุดิบน้อยลง หนำซ้ำยังไม่มีการใช้วัตถุดิบที่เป็นปิโตรเคมี ทั้งหมดเป็นวัสดุจากธรรมชาติ หรือวัสดุที่มาจากการรีไซเคิลยางเก่า นอกจากนี้ยังใช้เครื่องพิมพ์สามมิติพิมพ์ดอกยางเพิ่มได้ตลอด

Movin’On Summit 2019

อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ เมื่อไม่มีปัญหายางรั่ว ทำให้ไม่จำเป็นต้องพกยางอะไหล่และแม่แรง รถจึงเบาขึ้นและประหยัดน้ำมันขึ้น

ยางรุ่นอัพทิสผลิตคิดค้นโดยมิชลิน แต่นำไปทดสอบและร่วมวิจัยโดยผู้ผลิตรถชื่อดังอย่างค่ายจีเอ็มมอเตอร์ ซึ่งในขั้นต้นถูกนำไปใช้กับรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า เชฟโรเลต โบลต์ อีวี (Chevrolet Bolt EV) และเตรียมจะใช้จริงได้เร็วที่สุดในปี 2024 แต่เท่าที่ทดลองก็ได้ผลน่าพอใจ เพราะใช้กับรถยนต์ได้เหมือนยางปกติ และยังทำความเร็วได้สูงสุดถึง 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เป็นนวัตกรรมที่จะมาเปลี่ยนวงการยางรถยนต์แน่นอน

02

รถประเภทไหนๆ ก็ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะยวดยานมากมายได้เปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าแทนน้ำมันเรียบร้อยแล้ว แบบที่เรียกว่า BEV หรือ Battery Electric Vehicles ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถบรรทุก รถส่งของขนาดเล็ก รถกระบะ รถบัส รถขนขยะ รถพยาบาล และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ซึ่งตอนนี้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าประเภท High Performance แบรนด์ Essence ทำความเร็วได้สูงถึง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเข้าไปแล้ว

ปัจจัยที่ช่วยเร่งให้รถไฟฟ้าเหล่านี้เติบโตด้วยความรวดเร็วก็คือ การออกกฎหมายมาช่วย เช่นสวีเดนมีกฎหมายว่าเตรียมจะห้ามใช้รถบางประเภท หรือฝรั่งเศสที่ออกกฎหมายว่าหลังปี 2040 ฝรั่งเศสจะไม่มีรถยนต์ที่ใช้น้ำมันแบบปัจจุบันวางขายอีกต่อไป

03

จักรยานไฟฟ้า ยังมีนวัตกรรมที่มากกว่าแค่ติดมอเตอร์

Movin’On Summit 2019

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์จักรยานทั้งโลกต่างเห็นพ้องว่า เทรนด์จักรยานไฟฟ้ากำลังมา เลยเร่งผลิตจักรยานไฟฟ้ากันใหญ่ โดยหลักการก็ไม่มีอะไรยาก แค่ติดเครื่องยนต์ไฟฟ้าเล็กๆ เข้าไปช่วยขับเคลื่อนล้อหลัง และหาที่ใส่แบตเตอรี่ให้ได้ แต่ความยากก็คือ น้ำหนักของจักรยานและราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ

ในงานนี้มีผู้ผลิตจักรยานไฟฟ้าสองรายมาออกบูท รายแรกชื่อแบรนด์ Rool’in ลดปัญหาความยุ่งยากในการยกแบตเตอรี่ออกไปชาร์จด้วยการติดแผงโซลาร์เซลล์บนเฟรมจักรยาน จะขี่หรือจะจอดก็ชาร์จไฟได้ ถ้ามีแสงแดด

อีกแบรนด์ขายอุปกรณ์เสริมที่พร้อมเปลี่ยนจักรยานทุกคันให้เป็นจักรยานไฟฟ้า ด้วยการเสียบก้านพิเศษไว้กับดุมล้อหน้า ให้มอเตอร์ติดกับผิวหน้าของล้อ เมื่อมอเตอร์ทำงาน รถก็จะวิ่งฉิวขึ้นทันที แต่เราต้องหาที่ติดแบตเตอรี่ให้ได้ด้วยนะ

04

แท็กซี่ลูกผสมระหว่างเครื่องบินกับเฮลิคอปเตอร์กำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติ

ในงานนี้มีสองบริษัทจากสองชาติมาเปิดตัวสิ่งประดิษฐ์ที่ใกล้เคียงกันมาก เริ่มจากแบรนด์ Ascendance ของฝรั่งเศส ซึ่งทีมงานเป็นกลุ่มที่ยกกันมาจากบริษัท Airbus ที่ปารีส พวกเขาออกแบบเครื่องบินเล็กซึ่งไม่ต้องการพื้นที่ take off และ landing แต่ใช้วิธีขึ้นลงแนวดิ่งแบบเฮลิคอปเตอร์ (เงียบกว่าเยอะ) พอขึ้นได้แล้วค่อยบินแบบเครื่องบิน เครื่องบินไฮบริดรุ่นนี้บรรทุกนักบินได้ 1 คน และผู้โดยสาร 2 คน

อีกแบรนด์ Leap Aeronautics สัญชาติอินเดีย การทำงานของเครื่องค่อนข้างใกล้เคียงกับแบรนด์แรก ต่างกันที่บรรทุกผู้โดยสารได้ 4 คน บินได้ไกลถึง 200 กิโลเมตร และที่สำคัญ มันเป็นเครื่องบินที่ใช้พลังงานไฟฟ้าร้อยเปอร์เซ็นต์

05

Energy Sharing Economy

เมื่อมีรถไฟฟ้าก็ต้องมีที่ชาร์จ ปัญหาที่ถกเถียงกันมานานก็คือ ใครคือคนที่ต้องลงทุนในระบบนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ หรือ เมือง หรือ ปั๊มน้ำมัน หรือ ผู้บริโภคเอง สตาร์ทอัพที่ชื่อ Watt Pack ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้ได้แบบหมดจด

Movin’On Summit 2019

Watt Pack ขายที่ชาร์จไฟสำหรับรถไฟฟ้าราคาอันละ 599 ยูโร วิธีใช้ก็แสนง่าย แค่เสียบปลั๊กเข้ากับระบบไฟของบ้านเรา เราก็จะมีที่ชาร์จสำหรับรถไฟฟ้าแล้ว แต่ความเจ๋งคือ ถ้าเราติดที่บ้าน เราคงได้ใช้งานช่วงเวลาสั้นๆ คือตอนเย็นเมื่อกลับถึงบ้าน กลางวันก็ไม่ได้ใช้งาน Watt Pack เป็นระบบที่ทำให้เรากลายเป็นผู้ให้บริการพลังงานโดยอัตโนมัติ ถ้าเปิดผ่านแอปพลิเคชันจะเห็นว่า มีเจ้าเครื่องนี้อยู่ที่ไหนบ้าง ซึ่งเรากำหนดค่าไฟได้เอง โดย Watt Pack ขอส่วนแบ่งแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเจ้าของรถไฟฟ้าจึงมีช่องทางในการสร้างรายได้เพิ่ม เช่นเดียวกับห้างร้านหรือสำนักงานต่างๆ ที่ติดเพื่อเป็นช่องทางในการสร้างรายได้ ทั่วทั้งเมืองก็เลยมีจุดให้บริการไฟฟ้าสำหรับรถไฟฟ้ามากมายทันที โดยที่เมืองไม่ต้องลงทุนอะไรเลย

06

แบตเตอรี่คือผู้ชี้ชะตาความรุ่งของรถไฟฟ้า

Movin’On Summit 2019

หนึ่งในผู้กุมอนาคตของรถไฟฟ้าก็คือ ผู้ผลิตแบตเตอรี่ ถ้าเรามีแบตเตอรี่ ที่เก็บไฟได้เยอะขึ้นและขนาดเล็กลง มันก็ยิ่งทำให้ผู้ผลิตรถไฟฟ้าทั้งหลายมีลูกเล่นและทางไปได้มากขึ้น ในงานนี้มีผู้ผลิตแบตเตอรี่มาออกบูทหลายราย นวัตกรรมที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นการพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับรถไฟ นั่นหมายความว่า ถ้าจะให้รถไฟใช้ไฟฟ้า ไม่จำเป็นต้องเดินสายไฟหรือปล่อยไฟฟ้าลงรางเพื่อส่งพลังงานไปตลอดทาง แต่ใช้วิธีใส่ถ่านเหมือนรถไฟของเล่นได้

ตอนนี้มีแบตเตอรี่สำหรับรถไฟที่ทำให้รถไฟวิ่งได้ประมาณหนึ่งชั่วโมงแล้ว นั่นก็หมายความว่า ถ้าระบบรถไฟไหนอยากเปลี่ยนรถไฟที่วิ่งอยู่จากน้ำมันเป็นไฟฟ้าก็ใช้รางเดิมได้ทันที

ผลพลอยได้อีกอย่างจากการพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับรถไฟฟ้าก็คือ เราจะมีแบตเตอรี่คุณภาพดีราคาถูกสำหรับเก็บพลังงานจากโซลาร์เซลล์ด้วย ซึ่งตอนนี้แบตเตอรี่มีราคาแพงเท่าๆ กับแผ่นโซลาร์เซลเลย

07

รถยนต์พลังงานน้ำมาแน่

Movin’On Summit 2019

ทุกคนพูดตรงกันว่า อนาคตของยานพาหนะทั้งหลายไม่ใช่แค่ใช้พลังงานไฟฟ้าแทนน้ำมัน แต่พลังงานไฟฟ้านั้นน่าจะมีแหล่งกำเนิดมาจากน้ำ หรือ Hydrogen Fuel Cell ซึ่งพัฒนากันมา 15 ปีแล้ว และมีข้อดีอย่างหนึ่งที่ดีกว่ารถไฟฟ้าก็คือ ใช้ระยะเวลาเติมน้ำแค่ 3 นาที ไม่นานเหมือนการเสียบปลั๊กชาร์จ

ในงานโตโยต้าเอารถยนต์พลังงานน้ำมาโชว์ให้เห็นกันชัดๆ ว่า ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แล้วก็มีผู้ผลิตเครื่องยนต์ 2 รายมาออกบูท รายแรกเป็นบริษัทในเครือมิชลินชื่อ Symbio ผลิตเครื่องยนต์พลังงานน้ำให้กับรถทุกประเภท ตั้งแต่มอเตอร์ไซค์ไปจนถึงรถบรรทุก ที่เทคโนโลยีก้าวหน้าเร็วขนาดนี้ก็เพราะในฝรั่งเศสมีพื้นที่ที่เรียกว่า Zero Emission Valley เป็นจุดที่รัฐบาลฝรั่งเศสทุ่มงบมหาศาลลงไปเพื่อสนับสนุนการสร้างรถยนต์พลังน้ำ

อีกแบรนด์ชื่อ Refire จากจีน ซึ่งก็ผลิตเพื่อส่งให้รถยนต์หลายประเภทเช่นกัน

Movin’On Summit 2019

08

ไฮเปอร์ลูปจะมาแทนรถไฟความเร็วสูง

Movin’On Summit 2019

ไฮเปอร์ลูปหรือรถไฟที่วิ่งอยู่ในท่อแบบพุ่งเป็นกระสวยนั้นฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ แต่มันเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเราขึ้นมาเรื่อยๆ ในงานนี้มีผู้ผลิตไฮเปอร์ลูป 2 รายมา รายแรกเป็นชาวโปแลนด์ชื่อ Hyper Poland ออกแบบระบบที่ดัดแปลงรางรถไฟธรรมดาให้ใช้กับรถไฟไฮเปอร์ลูปได้โดยไม่ต้องทำอุโมงค์ วิ่งได้เร็วสุด 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Movin’On Summit 2019

อีกเจ้าคือ Transpod เป็นแบรนด์แคนาดาที่เข้ามาศึกษาตลาดในเมืองไทย เขาพบว่า เราสามารถเปลี่ยนโครงสร้างเสาและรางของรถไฟความเร็วสูงให้กลายเป็นไฮเปอร์ลูปได้ โดยไม่เสียงบประมาณเพิ่มมากนัก แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ รถไฟทำความเร็วได้ถึง 700 – 1,200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ จะใช้เวลาเพียงแค่ 52 นาทีเท่านั้น

09

Big Data คือสิ่งสำคัญ

ในงานมีหลายบริษัทที่ทำเรื่องข้อมูล อย่างเช่น Driving Data to Intelligence หรือ DDI ซึ่งเป็นบริษัทในเครือมิชลิน บริษัทนี้เก็บข้อมูลการสัญจรของคนผ่านการขอติดอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งไว้ที่กระจกรถยนต์ ตัวมันเองใช้พลังงานแสงอาทิตย์ จึงพร้อมส่งข้อมูลกลับมาหาศูนย์ได้ตลอด ข้อมูลที่บันทึกก็คือการเคลื่อนที่ของรถแบบเรียลไทม์ ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์ต่อให้เป็นอะไรก็ได้ เช่น เส้นทางที่ใช้ ความเร็วของการเดินทาง ตอนนี้มีการติดอุปกรณ์ชิ้นนี้กับรถ 25,000 คัน ในฝรั่งเศส อเมริกา และเมืองควิเบกของแคนาดา โดยเจ้าของรถจะได้รับค่าตอบแทนด้วย ข้อมูลที่ได้มาก็พร้อมขายให้กับคนที่ต้องการ ซึ่งหลักๆ ก็คือคนที่ทำงานด้านเมืองและการสัญจร เพื่อนำไปใช้วางแผนประกอบการทำนโยบายต่างๆ

ส่วนบริษัท Natitech ก็มีระบบให้คนทดลองขับรถแบบเสมือนจริงหรือ Simulator โดยติดแว่นเพื่อดูว่าสายตาเรามองจุดไหนในจอ และเครื่องวัดชีพจร กิจกรรมนี้เป็นการเก็บพฤติกรรมการขับขี่ที่น่าสนใจ เพราะทำให้รู้ว่าคนขับรถจะหันมองซ้ายขวา มองกระจกข้างในสถานการณ์แบบไหน จะมองบิลบอร์ดข้างทางไหม ถ้ามอง ภาพแบบไหนที่ทำให้คนมอง และมองมันนานแค่ไหน รวมไปถึงพฤติกรรมการเปลี่ยนเลน การแซง การเบรก ข้อมูลเหล่านี้เหมาะกับคนที่กำลังพัฒนาระบบรถยนต์ไร้คนขับ มันจะช่วยให้เหล่า AI ขับรถได้เหมือนคนจริงๆ มากขึ้น คนทำโฆษณาก็ใช้ข้อมูลชุดนี้ได้ และกลุ่มเป้าหมายสำคัญก็คือ บริษัทประกันที่จะใช้กับลูกค้าของเขา เพื่อดูว่าถ้าขับรถแบบนี้ควรคิดเบี้ยประกันเท่าไหร่

10

AI อยู่ในรถทุกรูปแบบ

Movin’On Summit 2019

เราได้ยินเรื่องรถยนต์ไร้คนขับอยู่บ่อยๆ แต่ AI ไม่ได้นำมาใช้แค่ขับเคลื่อนรถยนต์โดยสารเท่านั้น ในงานนี้มีหน่วยงานที่ช่วยให้ข้อมูลการนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้กับรถประเภทต่างๆ อย่างเช่นในภาคเกษตร ก็นำ AI ไปใช้ควบคุมรถไถ รถถอนวัชพืช เพื่อสั่งให้มันถอนเฉพาะวัชพืชที่ต้องการ แล้วเราก็ยังเห็นการดึงเอา Big Data มาปรับปรุงการตัดสินใจของ AI เพื่อให้คล้ายมนุษย์ที่สุดมากขึ้นอีก

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

แม่น้ำโขงมีความสำคัญในทางภูมิรัฐศาสตร์ ด้วยสายน้ำขนาดมโหฬารที่ไหลผ่านถึง 6 ประเทศ เริ่มต้นจากเทือกเขาหิมาลัยในทิเบต ผ่านแผ่นดินจีนอันไพศาล ร้อยเรียง 5 ประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างเมียนมา สปป. ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ก่อนจะไหลออกสู่ทะเลจีนใต้ สิริระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 5,000 กิโลเมตร

ประชากรมากกว่า 60 ล้านชีวิต พึ่งพาแม่น้ำโขงในฐานะแหล่งอาหาร พื้นที่ทำกิน และพื้นที่เกษตรกรรม สายน้ำแห่งนี้ยังเป็นแหล่งพันธุกรรมปลาที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด อุดมไปด้วยสัตว์น้ำกว่า 1,300 สายพันธุ์ การประมง ตลอดลำน้ำโขง มอบปริมาณปลามากที่สุดเทียบกับลุ่มน้ำอื่น ๆ ทั่วโลก 

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าด้วยกัน นับเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์เชื่อมต่อสำคัญ ไม่เพียงต่อประเทศในอนุภูมิภาคฯ แต่รวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาโครงข่ายถนน ราง เรือ เพื่อเดินทางและขนส่งสินค้า หลายสิบปีที่ผ่านมา ทรัพยากรมหาศาลรอบลำโขง ดึงดูดประเทศต่าง ๆ ให้เข้ามาร่วมลงทุนและพัฒนาพื้นที่นี้ ซึ่งไม่ใช่แค่การพัฒนาทางกายภาพอย่างเดียว แต่รวมไปถึงมิติด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และความเป็นอยู่ของประชาชนตามลุ่มน้ำ

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้มิติการพัฒนาลุ่มน้ำโขงยิ่งซับซ้อนและท้าทาย ท่ามกลางการหลั่งไหลเข้ามาของหลายชาติมหาอำนาจ ประเทศไทยในฐานะข้อต่อและประเทศสมาชิกที่สำคัญของอนุภูมิภาคฯ วางแผนจะเดินหน้าความร่วมมือไปทางไหน และจะมีบทบาทอย่างไรต่อการพัฒนากรอบความร่วมมือมิติต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคฯ ในอนาคต 

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

The Cloudได้รับเกียรติพูดคุยกับ ท่านทูตอรุณรุ่ง โพธิ์ทอง ฮัมฟรีย์ส เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ดูแลกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง กลุ่มงานใหม่ล่าสุดแห่งกระทรวงการต่างประเทศ ที่ตั้งขึ้นเพื่อดำเนินนโยบายการต่างประเทศเชิงรุก มีเป้าหมายสูงสุดในการดูแลผลประโยชน์ของไทย ไปพร้อมกับการสร้างการเติบโตให้อนุภูมิภาคฯ ของเรา เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนไปด้วยกัน

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

กรอบความร่วมมือที่ขับเคลื่อนการพัฒนา

ย้อนกลับไป 30 ปีก่อน เกิดกรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงขึ้นครั้งแรก ในชื่อ Greater Mekong Subregion หรือ GMS โดยการขับเคลื่อนของประเทศญี่ปุ่น มีธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank หรือ ADB) เป็นผู้สนับสนุนการพัฒนาที่มีจุดมุ่งหมายทางเศรษฐกิจเป็นหลัก 

“ความร่วมมือในครั้งนั้นส่งผลให้เกิดระเบียงเศรษฐกิจที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น North – South Economic Corridor ที่เชื่อมโยงจีน สปป. ลาว ไทย ลงไปถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ หรือ East – West Economic Corridor ที่เชื่อมเมียนมา ไทย สปป. ลาว กัมพูชา และเวียดนาม พูดง่าย ๆ คือ เชื่อมตั้งแต่มหาสมุทรอินเดียไปจนจรดมหาสมุทรแปซิฟิก 

“ผลที่ได้จากระเบียงเศรษฐกิจคือ ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเข้าด้วยกัน แต่ก่อนการคมนาคมไม่ได้สะดวกสบายเท่านี้ การเกิดขึ้นของ GMS ทำให้เกิดการพัฒนาสะพานข้ามแม่น้ำ ถนนทางหลวง ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินเรือในแม่น้ำ”

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

หลังจากนั้น กรอบความร่วมมือมากมายในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงก็ทยอยเกิดขึ้น ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ เข้ามาลงทุนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงด้วยเม็ดเงินมหาศาล ไม่ใช่เพื่อแบ่งปันเทคโนโลยีเป็นหลัก แต่เพื่อสร้างผลประโยชน์แก่ชาติของเขาเองด้วย โครงการต่าง ๆ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่มีทรัพยากรแรงงานคุณภาพและค่าจ้างต่ำ รวมถึงเป็นฐานการส่งออกแก่ประเทศเหล่านั้นที่เข้ามาลงทุนนั่นเอง 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ปัจจุบัน กรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทั้ง 6 กรอบ ในการดูแลของท่านทูตอรุณรุ่งฯ และกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง ซึ่งกำลังเร่งผลักดันอย่างแข็งขัน ประกอบไปด้วย

  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-คงคา (Mekong – Ganga Cooperation หรือ MGC) มีอินเดียเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก
  • หุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐฯ (Mekong – U.S. Partnership หรือ MUSP) มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong – Lancang Cooperation หรือ MLC) มีจีนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก
  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-สาธารณรัฐเกาหลี (Mekong – Republic of Korea Cooperation หรือ Mekong – ROK) มีสาธารณรัฐเกาหลีเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น (Mekong – Japan Cooperation หรือ MJ) มีญี่ปุ่นเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy หรือ ACMECS) กรอบความร่วมมือที่จัดตั้งขึ้นตามข้อริเริ่มของไทย

“กรอบความร่วมมือทั้งหกมีความสำคัญในแบบตัวเอง แม้จะมุ่งเน้นไปที่ภาพกว้างในการสร้างความเชื่อมโยง (Connectivity) เหมือนกัน แต่ประเทศผู้ขับเคลื่อนต่างก็มีศักยภาพในมิติที่แตกต่างกัน หน้าที่ของเราคือ วิเคราะห์ว่าจะใช้ประโยชน์สูงสุดจากกรอบความร่วมมือนั้น ๆ อย่างไร ให้ไทยและประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่างสมประโยชน์ร่วมกัน”

กรอบความร่วมมือ ACMECS หัวใจของอนุภูมิภาค

ACMECS คือ กรอบความร่วมมือที่สำคัญที่สุด เพราะไม่เพียงประกอบไปด้วยสมาชิกทั้ง 5 ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่สำคัญทางยุทธศาสตร์หนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังเป็นกรอบความร่วมมือที่ไทยเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก ในช่วงที่ชาติมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกาเดินหน้าเข้ามามีบทบาทในอนุภูมิภาคฯ เราเป็นผู้ผลักดันความร่วมมือนี้ให้แข็งแกร่งขึ้น พร้อมทั้งผลักดันแผนแม่บท ACMECS เพื่อผลประโยชน์ร่วมในทุกมิติของทั้ง 5 ประเทศสมาชิก 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

แผนแม่บท ACMECS มุ่งเน้นไปที่ 3 เป้าหมายหลัก คือ การเสริมสร้างความเชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อในอนุภูมิภาคฯ (Seamless Connectivity) การสอดประสานด้านกฎระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านเศรษฐกิจและการเคลื่อนย้ายของประชาชน (Synchronized ACMECS Economies) และการพัฒนาภูมิภาคอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรม (Smart and Sustainable ACMECS)

“จุดประสงค์ของความร่วมมือในอนุภูมิภาคฯ คือ ผลกระโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีการแบ่งสรรปันส่วนเท่าเทียมกันและการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการลดช่วงว่างของประเทศสมาชิกทั้ง 5 เพราะแต่ละประเทศมีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน ไทยให้ความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาประเทศเพื่อนบ้านด้วย เพราะเมื่อเพื่อนบ้านพึ่งพาตัวเองได้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ประเทศเราก็จะได้รับผลประโยชน์ด้วย เพราะมีพรมแดนติดกัน ทุกอย่างจึงเชื่อมต่อถึงกันทั้งหมด แท้จริงแล้ว อนุภูมิภาคฯ นี้ ถือเป็นพื้นที่ที่สำคัญทางยุทธศาสตร์หนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ท่านทูตอรุณรุ่งฯ อธิบายถึงโจทย์ใหญ่ที่สุดของความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในปัจจุบันคือ โลกหลังโควิด-19 ที่เราต้องเร่งทำการฟื้นฟูประเทศและอนุภูมิภาคฯ ในหลาย ๆ ด้าน (Post-COVID Recovery) โดยการฟื้นฟูนั้นจะต้องทำร่วมกันเป็นองคาพยพ โดยเฉพาะในมิติของประเทศเพื่อนบ้าน ที่เชื่อมต่อกันทั้งในแง่พรมแดน วัฒนธรรมประเพณี และผู้คน 

“ในสถานการณ์โควิด-19 หากยังมีประเทศใดไม่ได้รับวัคซีน การฟื้นฟูของโลกจากการแพร่ระบาดก็ยากที่จะยั่งยืน ทุก ๆ ประเทศในโลกต้องได้รับวัคซีนร่วมกัน เช่นเดียวกับการพัฒนาในอนุภูมิภาคนี้ เราไม่สามารถรอดหรือเฟื่องฟูไปคนเดียวได้ รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย ดังนั้น จุดมุ่งหมายของการสร้างความร่วมมือคือ เราต้องมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนไปด้วยกัน”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

โฉมหน้าของอนุภูมิภาคหลังโควิด-19

การผลักดันความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูอนุภูมิภาคฯ หลังโควิด-19 แบ่งเป็น 2 มิติใหญ่ ๆ คือ การฟื้นฟูด้านสาธารณสุข เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับโรคอุบัติใหม่ในอนาคต และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

“โควิด-19 สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เพื่อฟื้นฟูสภาพระบบเศรษฐกิจและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประเทศไทยได้นำ BCG Model หรือการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมมาเป็นตัวขับเคลื่อนนโยบายและกรอบความร่วมมือต่าง ๆ” 

BCG Model มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจทั้ง 3 มิติไปพร้อมกัน คือ ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) ที่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มและการพัฒนาทรัพยากรชีวภาพเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เน้นการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่เน้นการพัฒนาสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อม 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

เพื่อให้ต่อจากนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยและอนุภูมิภาคฯ สามารถดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล เยียวยาโลกของเรา ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของประเทศและภูมิภาคอื่น ๆ ในโลก

“อีกประเด็นที่สำคัญคือ การพาณิชย์ดิจิทัล ซึ่งช่วงโควิด-19 ภาคเอกชนและประชาชนจำนวนมาก เริ่มเปลี่ยนมาค้าขายทางดิจิทัลมากขึ้น ช่วงเวลาหลังการแพร่ระบาดจึงเป็นช่วงที่ควรเร่งรัด ผลักดันระบบที่ส่งเสริมการค้าดิจิทัล รวมถึงสร้างทักษะความเข้าใจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) ให้ประชาชนไทยและภูมิภาค”

“นอกจากนี้ยังมีเรื่องของทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ดึงดูดการเข้ามาพัฒนาและลงทุนของหลายชาติจากทั่วโลก เราจึงต้องส่งเสริมและพัฒนาทักษะแรงงาน (Reskill และ Upskill) ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ให้มีขอบเขตทักษะที่กว้างไกลขึ้น เพื่อในอนาคต อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงจะสามารถขยายจากการเป็นฐานผลิตส่วนประกอบรถยนต์เป็นหลัก ไปสู่การผลิตชิ้นส่วนสำคัญทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่างเช่น เซมิคอนดักเตอร์ชิป (Semiconductor Chips) ได้ด้วย และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของโลก”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ปัจจุบัน ประเทศสมาชิกทั้ง 5 คือ เมียนมา สปป. ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ต่างมีความมุ่งมั่นร่วมกันในการฟื้นฟูและพัฒนาอนุภูมิภาคฯ ในมิติต่าง ๆ หลังโควิด-19 เพื่อให้เรากลับมาเป็นที่จับตาต้องใจการลงทุนจากประเทศนอกอนุภูมิภาคฯ โดยประเทศไทย ในเชิงของภูมิรัฐศาสตร์และการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ผ่านมา ถือเป็นข้อต่อสำคัญที่ขาดไม่ได้ในทุก ๆ เรื่อง หากขาดไทยไป อนุภูมิภาคฯ ก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตได้เช่นแต่ก่อนเช่นกัน

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ขับเคลื่อนไปด้วยกัน เพื่อผลประโยชน์ทวีคูณ

อย่างที่ท่านทูตอรุณรุ่งฯ เล่าไปข้างต้น แต่ละกรอบความร่วมมือล้วนมีศักยภาพที่จะนำไปสู่การพัฒนา เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้ประชาชนตลอดลุ่มน้ำโขง ตามนโยบายของแต่ละประเทศผู้ขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือ ว่าจะโฟกัสหรือให้น้ำหนักไปที่ประเด็นใด

“อย่างประเทศญี่ปุ่น ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ของสหประชาชาติ และการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการผลักดันเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้กรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น จึงเน้นไปที่วิสัยทัศน์การพัฒนาอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ 

“ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นถอดบทเรียนให้ความรู้ประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในการรีไซเคิลรถยนต์ทั้งคัน และในอนาคต ญี่ปุ่นน่าจะเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยเราส่งเสริมและพัฒนาทักษะแรงงานให้มีประสิทธิภาพเพื่อรับกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต” 

ขณะที่ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-คงคา ที่อินเดียเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก จะเน้นไปทางมิติวัฒนธรรม เพราะประเทศต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่างได้รับอิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรมมาจากฮินดู พราหมณ์ รวมถึงพุทธศาสนาที่มีต้นกำเนิดจากอินเดีย และที่สำคัญ มิติทางวัฒนธรรมยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของนโยบายต่างประเทศ Act East ของอินเดียอีกด้วย

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“หุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐฯ มีการยกระดับความร่วมมือในหลายด้าน ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรธรรมชาติข้ามพรมแดน อาชญากรรมข้ามชาติ ความมั่นคงทางไซเบอร์ ไปจนถึงการปราบปรามการค้ามนุษย์ ยาเสพติด และสัตว์ป่า แต่มิติที่กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงของเรามองว่าน่าสนใจมาก และกรอบความร่วมมืออื่น ๆ ยังไม่เคยพูดถึง คือการที่สหรัฐอเมริกาหยิบยกประเด็นการส่งเสริมศักยภาพของสตรี ซึ่งในปัจจุบัน เน้นไปที่กลุ่มสตรีที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้สามารถเป็นกำลังเข้มแข็งของครอบครัวในการสร้างรายได้จุนเจือ และเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานรากหลังโควิด-19”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ท่านทูตอรุณรุ่งฯ เอ่ยอย่างกระตือรือร้นว่า “แม้ปัจจุบันอนุภูมิภาคฯ ของเราจะได้รับความช่วยเหลือจากหลายประเทศมหาอำนาจในเรื่องการบริจาควัคซีนต้านโควิด-19 แต่จะเป็นไปได้ไหม ที่เราจะสร้างฐานการผลิตวัคซีนที่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในอนาคต

“จากวิสัยทัศน์ของสาธารณรัฐเกาหลี ที่ต้องการเป็นประเทศผู้ผลิตวัคซีนของโลก เรามองว่า ในเมื่อเขาเชี่ยวชาญแนวทางออกแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) อนุภูมิภาคฯ ของเราที่พร้อมด้วยทรัพยากร สามารถจับมือกับสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเป็นแหล่งผลิตวัคซีนที่พึ่งพาตัวเองได้ เพราะตอนนี้มีแนวโน้มว่าโรคโควิด-19 อาจกลายเป็นโรคประจำถิ่นที่คงอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเรา และต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นทุกปีต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถผลิตวัคซีนเองได้ ก็จะเป็นการดีในการพึ่งพาอนุภูมิภาคตัวเอง

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“นี่คือหน้าที่ของกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง และกระทรวงการต่างประเทศ ในการวิเคราะห์และชี้เป้าว่าแต่ละกรอบความร่วมมือที่เราดูแล มีช่องทางหรือมิติใดที่จะเสริมสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้ไทย ประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงประเทศผู้ขับเคลื่อนนอกอนุภูมิภาคฯ ได้บ้าง ให้ทุกคนได้ผลประโยชน์เท่าทวีคูณ”

กรอบความร่วมมือ MLC เด็กอัจฉริยะ

กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง หรือ MLC ที่มีจีนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก แม้จะเพิ่งก่อตั้งขึ้นเพียง 5 ปี แต่มีความก้าวหน้ามาก ท่านทูตอรุณรุ่งฯ จึงให้ฉายากรอบความร่วมมือนี้ว่าเป็น ‘เด็กอัจฉริยะ’ เพราะได้สนับสนุนเงินจากกองทุนพิเศษในการวิจัยโครงการต่าง ๆ ไปแล้วหลายร้อยโครงการ

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19
กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“หนึ่งในโครงการที่น่าจับตามอง โดยกระทรวงพาณิชย์ ประเทศไทย ซึ่งจีนอนุมัติให้เงินทุนช่วยเหลือไปเมื่อสองปีที่แล้ว คือ โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษข้ามพรมแดนที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อเป็นประตูการค้าชายแดน เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจเข้ากับบ่อเต็นของ สปป. ลาว และบ่อหานของจีน นับเป็นโครงการที่ดีที่จะส่งเสริมเรื่องการค้า การลงทุนข้ามพรมแดน และการสร้างงานมหาศาล

“ซึ่งในที่สุด จะต้องมีการนำระบบดิจิทัลและนวัตกรรม เข้ามาส่งเสริมการค้าและการลงทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กระทรวงการต่างประเทศจึงไปหารือกับสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สอวช. เกิดการจัดตั้งระเบียงนวัตกรรม (Innovation Corridor) เพื่อวิจัยและพัฒนาสินค้าและบริการที่ทันสมัยในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเราจะนำทรัพยากรชีวภาพมาแปรรูป เพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ และส่งออก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยด้วย BCG Model”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

นอกจากประเทศจีนแล้ว สาธารณรัฐเกาหลีก็ให้การสนับสนุนเงินในลักษณะกองทุน เพื่อดำเนินโครงการเพื่อการพัฒนาในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเช่นกัน อย่างโครงการถอดบทเรียนการบริหารจัดการโรคโควิด-19 กับแรงงานต่างด้าว โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโครงการส่งเสริมความเข้าใจการบริหารจัดการน้ำของชุมชนที่ยั่งยืน โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากสาธารณรัฐเกาหลี

“โครงการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการขนาดเล็กหรือใหญ่ ปลายทางคือ ผลประโยชน์สู่ประชาชน แต่หลายคนอาจไม่รู้ เพราะเป็นโครงการที่เสนอผ่านหน่วยงาน กว่าจะออกดอกผล ก็เป็นตอนที่หน่วยงานต่าง ๆ เอาผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการไปปฏิบัติแล้ว ไม่ได้เห็นผลรวดเร็วทันใจ เพราะต้องใช้เวลาในการศึกษาดำเนินการ”

อย่างไรก็ตาม อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นความร่วมมือหลักของหลายกรอบความร่วมมือ รวมถึง MLC เช่นกัน โดยบางฝ่ายเห็นว่า สืบเนื่องจากมีการสร้างเขื่อนจำนวนมากบนแม่น้ำล้านช้าง ต้นน้ำของแม่น้ำโขง ทำให้ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำและระบบนิเวศของทั้งลุ่มน้ำโขงตอนปลายซึ่งไหลผ่าน 5 ประเทศ ในอนุภูมิภาคฯ ซึ่งบางฝ่ายก็เห็นว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำโขงและระบบนิเวศ เช่น ปัญหาโลกร้อน

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“เราผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันของกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง และคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission หรือ MRC) ต่อยอดจากที่จีนให้ข้อมูลระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนจิ่งหงตลอดทั้งปี เพื่อส่งเสริมการจัดการและพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืนและไม่หยุดนิ่ง”

“ฝ่ายจีนก็มีฐานข้อมูลด้านอุทกศาสตร์ของตัวเอง ที่บางครั้งอาจไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่ไทยหรือ MRC มี ในปัจจุบัน จีน, MLC และ MRC จึงมีความร่วมมือใกล้ชิดกันมากขึ้น มีการหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลอุทกศาสตร์ รวมถึงความเป็นไปได้ในทำการศึกษาการบริหารจัดการตะกอนของแม่น้ำโขง เมื่อทุกส่วนทำงานโดยอ้างอิงข้อมูลชุดเดียวกัน ต่อไปเมื่อพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระดับน้ำหรือระบบนิเวศ ทุกฝ่ายจะได้เข้าใจตรงกันและหาหนทางแก้ไขปัญหาหรือบรรเทาปัญหาที่สร้างสรรค์และตอบโจทย์ประชาชน นับเป็นพัฒนาการความร่วมมือที่ดี

“การที่แต่ละประเทศมีข้อมูลชุดเดียวกัน ความเข้าใจตรงกัน ในที่สุดก็จะถ่ายทอดไปสู่ความร่วมมือที่มันตรงเป้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเตือนน้ำท่วม น้ำแล้ง เมื่อไหร่ อย่างไร ผู้ได้รับผลประโยชน์ก็คือ ประชาชนทั้งสองฝั่งโขงนั่นเอง”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

เติบโตอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สมัยก่อนกรอบความร่วมมืออาจถูกผลักดันโดยการทูตเชิงเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy) แต่ปัจจุบันมีศาสตร์ทางการทูตมากมายเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) การทูตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Diplomacy) ไปจนถึงการทูตว่าด้วยเรื่องน้ำ (Water Diplomacy) 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทูตเพื่อประชาชน (People Diplomacy) ประชาชนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงหล่อหลอมผูกพันกับสายน้ำ ทั้งทางกายภาพและจิตวิญญาณ ดังนั้น การขับเคลื่อนด้วยประชาชนคือ รูปแบบที่งอกงามที่สุดและยั่งยืน ซึ่งการพัฒนาและการเจริญเติบโตของอนุภูมิภาคฯ ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องอาศัยศาสตร์ของการทูตที่หลากหลายมาหลอมรวมกันเป็นองคาพยพ

“ปลายทางของทุกกรอบความร่วมมือคือผลประโยชน์ร่วมกัน ‘จับมือให้อุ่น’ คือสโลแกนในการดำเนินงานของกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงและกระทรวงการต่างประเทศ แต่ละประเทศมีจุดแข็งของเขา นำจุดแข็งมารวมกัน ยิ่งส่งเสริมผลลัพธ์เชิงบวกเป็นเท่าทวี

“ประเทศไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่ต้องการให้ทุกประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน และตอบโจทย์นโยบายต่างประเทศไทย 5S หรือ 5 มี คือ มีความมั่นคง (Security), มีความมั่งคั่งและยั่งยืน (Sustainability), มีมาตรฐานสากล (Standard), มีสถานะและเกียรติภูมิ (Status) และมีพลัง (Synergy)” ท่านทูตอรุณรุ่งฯ กล่าวทิ้งท้าย

ภาพ : กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง กระทรวงการต่างประเทศ

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load