MOVIN’ON by Michelin คืองานเกี่ยวกับการสัญจรที่ยั่งยืน (Sustainable Mobility) จัดที่เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา โดยมีมิชลินเป็นเจ้าภาพหลัก แต่ในงานเต็มไปด้วยเนื้อหาจากองค์กรทั้งภาคเอกชน รัฐบาล เมือง และ NGO จากทั่วโลก

งานปีนี้จัดระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน มีผู้เข้าร่วมกว่า 5,000 คน จาก 60 ประเทศ มีองค์กรมาร่วม 155 องค์กร ตัวแทนเมือง 25 เมืองจากทั่วโลก มีสื่อมวลชนเข้าร่วม 220 คน จาก 20 ประเทศ

สื่อมวลชนในจำนวนนั้นประกอบไปด้วย นิ้ว อรพิณ บรรณาธิการบริหาร The Momentum, แชมป์ ทีปกร บรรณาธิการบริหาร The Matter, ท็อป บรรณาธิการบริหาร Time Out, เล็ก มนต์ชัย บรรณาธิการธุรกิจ The Standard และผม

ถือเป็นการเดินทางที่สนุกมาก ทั้งความน่าสนใจของเนื้อหาภายในงาน ความสนุกสนานตามประสาการเดินทางร่วมกันของเพื่อนพ้อง และความเข้มข้นของบทสนทนาว่าด้วยเรื่องราวต่างๆ นานาในวงการสื่อออนไลน์

เสียดายที่เรื่องหลังเอามาเล่าสู่กันฟังไม่ได้

เมืองมอนทรีออล

พวกเราทั้งหมดไม่เคยมีใครมามอนทรีออล

ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน

ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน

เราเลยใช้เวลา 1 วันก่อนเริ่มงาน เดินสำรวจเมือง ผมใช้เวลาช่วงเช้าตรู่วิ่งบนทางเลียบแม่น้ำ ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้เรียงรายไปด้วยแหล่งท่องเที่ยว นอกจากบรรดาโกดังร้างทั้งหลาย จุดที่ผมว่าน่าสนใจที่สุดก็คือ Habitat 67 อาคารพักอาศัยที่เหมือนเอาลูกบาศก์มาเรียงต่อกัน ซึ่งสร้างขึ้นสำหรับงาน Expo เมื่อปี 1967 ถือเป็นอาคารระดับไอคอนของแคนาดาเลยทีเดียว

ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน

บาส อลงกรณ์ PR ของมิชลิน ไปวิ่งบนเขาที่ Mount Royal Park ซึ่งได้เห็นทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและเป็นทางวิ่งที่วิวสวยมาก จนพวกเราต้องไปตามรอยในวันต่อมา

ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน

แชมป์แนะนำโบสถ์ Notre-Dame Basilica of Montreal โบสถ์อายุ 400 กว่าปี ทุกเย็นจะมีโชว์ Digital Mapping ยิงแสงสีเสียงภายในตัวโบสถ์ ถือเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

พี่สาวของนิ้วฝากข้อมูลมาว่า ควรไปเยือนโบสถ์ Saint Joseph’s Oratory of Mount Royal คำโฆษณามีสั้นๆ แค่ ‘ในโบสถ์มีภูเขา’ ซึ่งหมายความตามนั้น เพราะโบสถ์แห่งนี้สร้างติดภูเขา โถงชั้นล่างของโบสถ์เลยมีผนังด้านหนึ่งเป็นภูเขา

ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน

สถานที่อีกแห่งที่หลายคนหาข้อมูลมาตรงกันก็คือ Gay Village ถนนสายกินดื่มเที่ยวที่ตกแต่งด้วยลูกบอลสีรุ้งความยาวเกือบ 1 กิโลเมตร

เสียดายที่มิชลินไกด์ยังมาไม่ถึงมอนทรีออล ท็อปเลยรับหน้าที่คัดสรรร้านอาหารให้ เรื่องอาหารนี่ได้ Time Out มาแนะนำให้ พวกเราก็หายห่วง

MOVIN’ON

เราอาจจะรู้สึกว่ามิชลินเป็นผู้ผลิตยางรถยนต์ แต่มิชลินมองว่าพวกเขากำลังทำธุรกิจเกี่ยวกับการสัญจร เพราะพวกเขาทำมากกว่ายางรถยนต์ ยังมีกิจการในเครืออีกจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการสัญจร สิ่งที่คนทั้งโลกรู้จักกันดีที่สุดก็คือ คู่มือและแผนที่สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวมิชลินไกด์

มิชลินพยายามส่งเสริมการสัญจรที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปลอดภัย เข้าถึงได้ และมีประสิทธิภาพ

การสัญจรในปัจจุบันยังไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่ายั่งยืน เพราะก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยในโลกเรา 15 เปอร์เซ็นต์มาจากการคมนาคมขนส่ง ในแต่ละปีมีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์มากถึง 1.3 ล้านคน และคนจำนวนมากก็ยังเข้าไม่ถึงระบบคมนาคมขนส่ง

ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน

ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน

มิชลินเลยชวนคนที่คิดเหมือนกันมารวมตัวกันเพื่อทำฝันให้เป็นจริงครั้งแรกเมื่อปี 1998 แล้วจัดอย่างต่อเนื่องทุก 2 – 3 ปี จนกระทั่งปีที่แล้ว ได้เปลี่ยนชื่องานมาเป็น MOVIN’ON by Michelin เพื่อยกระดับจากงานของมิชลิน ให้เป็นงานของทุกแบรนด์ ทุกหน่วยงาน และทุกเมือง ที่อยากสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน

ห้อยป้ายเข้างาน

ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน

ความพิเศษของบัตรเข้างานคือ เมื่อเราอยากแลกช่องทางติดต่อสื่อสารกับคนในงาน ก็แค่เอาบัตรมาจ่อใกล้ๆ กันแล้วกดพร้อมกัน เมื่อไฟกะพริบก็แสดงว่าข้อมูลของคนนั้นได้เข้าไปสู่แอคเคานต์ของเราเรียบร้อย

ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน

นอกจากนี้บัตรเข้างานสุดล้ำยังมีระบบเติมเงิน เพื่อใช้แตะจ่ายค่าอาหารในงานได้ด้วย ซึ่งภายในงานมีระบบแยกขยะแบบจริงจัง และมีขวดน้ำแจกผู้เข้าร่วมทุกคน พร้อมกับมีจุดให้เติมน้ำเปล่าและโซดาเย็นเจี๊ยบฟรีตลอดงานด้วย

เวทีเสวนา

ในงานนี้มีเวทีเสวนาทั้งหมด 7 เวที เวทีที่น่าสนใจที่สุดก็คือ เวทีหลักซึ่งเป็นเวทีแบบ 360 องศาอยู่ในเต็นท์ขนาดใหญ่ แชมป์บอกว่า ตอนที่เขาหาข้อมูลเกี่ยวกับงานนี้ ข้อมูลแรกที่มีคนรีวิวไว้ก็คือเวทีเสวนาของงานนี้มีระบบแสงสีเสียงที่ล้ำมาก ซึ่งงานในปีนี้ก็ยังคงเป็นแบบนั้น ก่อนการสนทนาแต่ละช่วงจะเริ่มต้นขึ้น ดีเจในชุดเสื้อเชิ้ต ผูกไท และห้อยป้ายผู้ร่วมงาน จะเปิดเพลงสร้างความคึกคักกันก่อน และเมื่อบรรยายจบ จะมีนักแสดงออกมาเก็บแก้วน้ำและจัดที่นั่งใหม่ด้วยลีลาแบบ Physical Theater

ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน

ซึ่งไม่น่าประหลาดใจนัก เพราะท็อปให้ข้อมูลว่า มอนทรีออลนั้นขึ้นชื่อเรื่องการแสดงประเภทนี้อยู่แล้ว Cirque Du Soleil คณะกายกรรมระดับต้นๆ ของโลก ก็อยู่ที่นี่

เนื่องจากมิชลินเป็นบริษัทฝรั่งเศส และแคนาดาเองก็ใช้ภาษาฝรั่งเศสค่อนข้างมาก การบรรยายบนเวทีนี้เลยมีทั้งฝรั่งเศสล้วน อังกฤษล้วน และบรรยายแบบสองภาษาสลับกันไปมา ถ้าใครฟังแล้วไม่เข้าใจก็แค่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ต่อไวไฟ เข้าไปที่เว็บไซต์ แล้วก็เสียบหูฟัง จะได้ยินอีกภาษาทันที

ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน

เวทีย่อย

เนื้อหาการพูดคุยในเวทีเล็กหลากหลายและน่าสนใจกว่าเวทีใหญ่เล็กน้อย บางช่วงก็เป็นการบรรยาย บางช่วงเป็นเสวนา และบางช่วงก็เป็นเวิร์กช็อประดมความเห็น หัวข้อที่พูดคุยกันก็มีทั้งเรื่องเมือง การขนส่ง การออกแบบ ปัญญาประดิษฐ์ นวัตกรรม พลังงาน การจัดการข้อมูล และอีกมากมาย โดยที่หัวข้อ Opportunities and Obstacles of the Belt and Road Initiative (BRI) From the Perspective of Sustainable Mobility มี ดร.สมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับเชิญมาร่วมเล่าเรื่องเครือข่ายถนนในเมืองไทยที่เชื่อมต่อกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคด้วย

ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน

เป้าหมายของมิชลิน

ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน

ภายในงานมีองค์กรต่างๆ มาออกบูทแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการสัญจรที่ยั่งยืนเยอะมาก แต่องค์กรที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดก็คือ มิชลินนั่นเอง

นิโกลา โบมงต์ (Nicolas Beaumont) ผู้อำนวยการของงานนี้ และรองประธานด้านการพัฒนาและการสัญจรที่ยั่งยืนของมิชลิน อธิบายเรื่องเป้าหมายของมิชลินในปี 2048 ให้พวกเราฟังว่ามิชลินตั้งเป้าไว้ 2 เรื่อง ซึ่งผมขอเรียกว่า เรื่องที่มา และเรื่องที่ไป

เรื่องที่มา ปัจจุบันวัตถุดิบที่มิชลินนำมาผลิตยางรถยนต์มีสัดส่วนดังนี้ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี 72% วัตถุดิบชีวภาพ 26% (เช่น ยางธรรมชาติ น้ำมันดอกทานตะวัน และลิโมนีน) และวัตถุดิบรีไซเคิล 2% (เช่น เหล็ก และผงยางรีไซเคิล)

ในปี 2048 มิชลินจะเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบชีวภาพ 50% รีไซเคิล 30% และปิโตรเคมี 20%

เรื่องที่ไป คาดว่าตอนนี้มีขยะจากยางรถยนต์เก่าทั่วโลกรวมกัน 1,000 ล้านเส้น เอากลับมาใช้ประโยชน์ได้ 70% (รีไซเคิลเป็นวัตถุดิบต่างๆ เช่น พื้นผิวสนามกีฬา 50% เอาไปเผาเพื่อผลิตพลังงาน 20%) เป้าหมายในปี 2048 นั้นง่ายมาก คือยางมิชลิน 100% จะถูกนำไปรีไซเคิล

การจะไปให้ถึงจุดนั้นได้ต้องอาศัยระบบและพันธมิตรมากมาย ทั้งภาคเอกชนหลายแขนง รวมไปจนถึงเมือง

มิชลินเองก็ร่วมมือกับผู้พัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ แบบเต็มที่ จนเกิดยางรถยนต์ต้นแบบที่พวกเขามองว่านี่คือยางรถยนต์ที่ยั่งยืนที่สุด ก็คือไม่ต้องใช้ลม ผลิตโดยใช้เครื่องพิมพ์สามมิติ ในยางมีชิพที่สื่อสารข้อมูลของยางถึงผู้ขับขี่ได้ และดอกยางที่สึกหรอไปก็เติมได้ด้วยการใช้เครื่องพิมพ์สามมิติ นั่นหมายความว่า อายุการใช้งานของยางรถยนต์หนึ่งเส้นจะยาวนานกว่าเดิมหลายเท่า

ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน

ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน

แต่ผมว่า ยางรถยนต์รุ่นนี้ก็ยังไม่ล้ำเท่าโมเดลธุรกิจของมิชลินที่เปลี่ยนไปแล้ว

มิชลินอยากทำยางรถยนต์ที่ใช้งานได้นานที่สุด แต่ก็ไม่อยากขาดรายได้ ตอนนี้มิชลินก็เลยเปลี่ยนจากการขายยางสำหรับเครื่องบินให้สายการบิน เป็นการส่งยางให้ใช้แล้วคิดเงินตามการใช้งาน ก็คือล้อโดนพื้นมากแค่ไหนก็คิดเงินมากแค่นั้น นั่นหมายความว่า ถ้ายางหนึ่งเส้นยิ่งใช้งานได้นานเท่าไหร่ มิชลินก็ยิ่งได้ผลตอบแทนมากเท่านั้น

ไม่ใช่แค่ยางสำหรับเครื่องบินเท่านั้น แต่ยางสำหรับรถบรรทุก มิชลินก็เริ่มใช้โมเดลนี้แล้วเช่นกัน

Startup Village

ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน

ในงานนี้มิชลินคัดสรรสตาร์ทอัพ 40 แห่ง ที่เกี่ยวกับการสัญจรมาร่วมงานด้วย ซึ่งมีทั้งระบบส่งของ เรือที่ท้องเรือลอยพ้นผิวน้ำ แอพพลิเคชันช่วยเรื่องการเดินทาง ระบบที่จอดรถ ตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า จักรยานไฟฟ้า และการเอาจักรยานเก่ามาซ่อมใหม่แล้วขายในราคาประหยัดเพื่อให้คนเข้าถึงจักรยานได้ง่าย ถือเป็นโซนที่คึกคักตลอดเวลา

LABS

โซนที่จัดว่าแปลกประหลาดที่สุดในงานก็คือโซน Labs ซึ่งมี 3 กิจกรรมให้เราเข้าร่วม

ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน

กิจกรรมที่หนึ่ง Horizon เป็นการชวนดูนก ด้วยการมอบกล้องดูนก พร้อมสมุดจด และออดิโอไกด์ที่แนะนำให้เรามองหานกตามจุดต่างๆ และคำอธิบายถึงนกที่อยู่ในเมืองแต่ละประเภท ทีแรกคิดว่าจะเป็นการสอนให้รู้จักพฤติกรรมของนกในเมือง แต่เมื่อจบกิจกรรมวิทยากรก็ชวนพูดคุยโดยตั้งคำถามว่า เรามีนิสัยเหมือนนกประเภทไหน คนในทีมเราเหมือนนกประเภทไหน เป็นการสอนเรื่องการเข้าใจคนในทีม ผ่านการเข้าใจนกในธรรมชาติที่แนบเนียนมาก

ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน

กิจกรรมที่สอง Transparent ผู้เข้าร่วมจะได้รับภาพของคนชายขอบ 9 ประเภท เช่น คนไร้บ้าน คนที่เต็มไปด้วยรอยสัก คนพิการ แล้วผู้ดำเนินกิจกรรมก็จะถามเราว่า ใครคือคนที่เราอยากสนิทด้วยที่สุด อยากทำงานด้วยที่สุด อยากไปเที่ยวด้วยที่สุด ถามไป 6 ข้อ ก็จะเหลือคน 3 ประเภทที่เราไม่เลือก หรือคนที่เราไม่อยากสุงสิงด้วยนั่นเอง เขาให้เราจินตนาการเรื่องที่เลวร้ายที่สุดเกี่ยวกับคนเหล่านั้น จากนั้นก็ให้เปลี่ยนมาจินตนาการเรื่องที่ดีที่สุดของคนเหล่านั้นแทน แล้วก็สรุปว่า จงอย่ามีอคติกับเพื่อนร่วมงานของคุณเพียงเพราะเขามีลักษณะภายนอกเป็นแบบนี้ และปิดท้ายกิจกรรมว่า ถ้าคุณยังมีอคติ ต้องระวัง AI จะมาแทนที่คุณนะ เพราะพวกมันไม่มีอคติ

ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน

กิจกรรมที่สาม Reveries เป็นการติดเครื่องจับสัญญาณสมองเพื่อวัดว่าเรากำลังคิดอะไรอยู่เทคโนโลยีนี้สามารถนำไปใช้ให้ผู้พิการใช้สมองออกคำสั่งอวัยวะเทียมได้ และอนาคตอาจจะใช้วัดได้ว่า ทหารคนนี้ควรจะรบต่อไหมหรือควรจะถูกส่งกลับ รวมไปถึงการใช้หาข้อมูลอ่านใจผู้บริโภค ผู้ดำเนินกิจกรรมตั้งคำถามให้เราคิดว่า แล้วงานของเราจะเอาเทคโนโลยีนี้ไปใช้ทำอะไรได้บ้าง และปิดท้ายด้วยคำถามที่เหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นได้ในอีกไม่นาน เขาถามว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าในอนาคตเราสามารถรู้สิ่งที่ทุกคนคิดได้ด้วยการใช้เครื่องมือที่รับสัญญาณจากสมองได้เลย ไม่ต้องเอามาแปะหัวเหมือนตอนนี้

โซนลองรถ

ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน

เนื่องจากงานนี้พูดถึงการสัญจรที่ยั่งยืน ก็เลยมีรถยนต์มากมายหลายประเภทมาให้เราได้ลองใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า รถโรงเรียนไฟฟ้า เครื่องยนต์ของรถไฟฟ้าพวกนี้เงียบมาก จนต้องมีการออกแบบให้มีเสียงดังเป็นระยะเมื่อทำความเร็วเกิน 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คนรอบข้างจะได้รู้ว่ากำลังมีรถแล่นอยู่ แล้วก็ยังมีจักรยานไฟฟ้า รถบ้าน รถพลังงานแสงอาทิตย์ โดรน และพาหนะอีกมากมาย จนรู้สึกได้ว่ารถพวกนี้มันอยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด

ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน

ทัวร์งาน MOVIN'ON ที่มอนทรีออล ไปดูนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน

สุดท้ายงานนี้ก็ปิดลงอย่างยิ่งใหญ่ มีผู้หลักผู้ใหญ่ของเมืองมอนทรีออลและแคนาดาออกมากล่าวขอบคุณทุกคน พร้อมกับประกาศเชิญชวนทุกคนให้กลับมาร่วมงานใหม่ในปีหน้า

ภาพ MOVIN’ON

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

3 กุมภาพันธ์ 2566
76

ที่ผ่านมา สังคมไทยพยายามผลักดัน Soft Power ที่เป็นเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว วัดวาอาราม อาหาร ฯลฯ แต่ในความเป็นจริง เมืองไทยเรายังมี Soft Power ที่ดีและหลากหลาย ซึ่งน่าหยิบยกมาผลักดันและส่งเสริมกันอย่างจริงจัง หนึ่งในนั้นคือ ‘การท่องเที่ยวดูนก’

นกไม่เพียงทำหน้าที่สำคัญในห่วงโซ่อาหาร แต่พวกมันยังเป็นนักปลูกป่า นักกระจายพันธุ์พืช นักปราบแมลง ทำหน้าที่สำคัญให้กับระบบนิเวศ และพวกมันคือเพื่อนของมนุษย์ที่มีสีสันสวยงาม มีเสน่ห์ มีพฤติกรรมชวนให้เกิดความเพลิดเพลิน เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ 

หลายประเทศรู้จักนำการดูนกมาเป็น Soft Power บริหารจัดการจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ Scoop รอบนี้จึงขอยกตัวอย่างประเทศต่าง ๆ ที่หยิบยกกิจกรรมดูนกมาเป็นวาระสำคัญ เพื่อผลักดันให้สิ่งนี้ขับเคลื่อนผู้คน สังคม และเศรษฐกิจของประเทศได้ในทางใดทางหนึ่ง 

จีน

วิธีทำให้การดูนกสร้างรายได้กว่า 120 ล้านหยวน

สาธารณรัฐประชาชนจีน บริเวณทะเลสาบโผหยาง ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ของจีนในมณฑลเจียงซี เทียบเท่ากับจังหวัดระยองของไทย เป็นที่อยู่อาศัยของนกอพยพ 500,000 – 1,000,000 ตัว รวมทั้งนกที่อาศัยอยู่กว่า 500 สายพันธุ์ ทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งดูนก ซึ่งทางการจีนมองว่ากิจกรรมนี้ไม่เพียงสร้างความเพลิดเพลิน แต่เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมความสัมพันธ์ของคนในชุมชนกับระบบนิเวศ เกิดการจัดตั้งสมาคมอนุรักษ์ เกิดนวัตกรรมการดูนก อีกทั้งช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชน 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : birdingbeijing.com/education

หรืออย่างในนครเฉิงตู ตัวอย่างสำคัญที่แสดงถึงวิธีทำให้การชมนกได้รับความนิยมมากขึ้นในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ นครเฉิงตูได้รับเลือกให้เป็นเมืองสาธิตด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการบริโภคเป็นกลุ่มแรกในประเทศจีน เน้นดึงดูดผู้คนด้วยการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และมีการพัฒนาระบบนิเวศวิทยาอย่างต่อเนื่อง จึงอุดมไปด้วยนกสวยงามนานาชนิด โดยสมาคมชมนกนครเฉิงตูเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนกอาศัยอยู่มากถึง 511 สายพันธุ์ นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศจึงเดินทางไปเยือนเพื่อชมนก ชมไม้ ชมหิ่งห้อย นอกจากนี้ ภายในสวนสาธารณะชิงหลงหู ยังมีเกาะนกที่เลี้ยงนกแบบอยู่ร่วมกับธรรมชาติ โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวชมได้ในระยะไกล เพื่อไม่ให้มนุษย์เข้าไปรบกวนชีวิตของนกมากเกินไป

เมื่อการชมนกได้รับความนิยมมากขึ้น นอกจากจะสร้างรายได้ให้ประเทศถึง 120 ล้านหยวน การปรับปรุงระบบนิเวศวิทยายังช่วยส่งเสริมการพัฒนาเมือง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้นด้วย 

ภาพ : thaibizchina.com

สหรัฐอเมริกา

อุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องจากกิจกรรมของคนรักนก

เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา มีการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ ส่งเสริมการดูนกจนเกิดเป็นอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องตามมา ทั้งหนังสารคดี อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น กล้องดูนก การบันทึกภาพนก อาชีพผู้นำดูนก ซึ่งสร้างรายได้หลายล้านบาทต่อปี

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : birdwatchingdaily.com

ญี่ปุ่น 

หมุดหมายที่คนรักนกจำนวนมากอยากไปเยือน

ญี่ปุ่นก็เป็นอีกประเทศอันดับต้น ๆ ที่ผู้ชื่นชอบนกจำนวนมากอยากไปเยือน เพราะมีสภาพภูมิอากาศตั้งแต่แบบกึ่งเขตหนาวไปจนถึงกึ่งเขตร้อน เมื่อรวมความหลากหลายนี้เข้ากับลักษณะภูมิประเทศและฤดูกาลทั้ง 4 จึงกลายเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมที่ต้อนรับสัตว์ป่าหลากประเภทให้มาเยือนได้เป็นอย่างดี 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : Japan.travel

การดูนกที่ญี่ปุ่นที่ถือว่ามีคุณค่ามากที่สุดอาจเป็นการดูนกกระเรียนมงกุฎแดง นกที่ใคร ๆ ก็ยกให้โดดเด่นเรื่องความสง่างาม เป็นสัญลักษณ์ของความสุขและอายุยืนยาว นกชนิดนี้มีเรื่องราวปรากฏอยู่ในศิลปะของญี่ปุ่นมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ดังที่พบได้บนกิโมโนของเจ้าสาว ขวดสาเก และฉากกั้นกระดาษ 

นกกระเรียนมงกุฎแดงเป็นที่รู้จักมากที่สุดจากการเต้นหาคู่ ซึ่งมีท่าทางงดงามราวกับได้รับการออกแบบท่าเต้นมา โดยพวกมันจะเต้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 

ฮอกไกโด ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดของโลกในการดูนก เนื่องจากมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรนกกระเรียนมงกุฎแดงในโลกอาศัยอยู่ที่นี่ จากความพยายามอนุรักษ์และฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกลับมาหลังจากถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์ จนสุดท้ายจำนวนนกในพื้นที่ชุ่มน้ำคุชิโระของฮอกไกโดเพิ่มขึ้นจากประมาณ 20 ตัว เป็นกว่า 1,300 ตัว และเกิดพฤติกรรมที่เหล่านักดูนกให้ความสนใจ นั่นคือพวกมันไม่ย้ายถิ่นฐาน หรือย้ายห่างออกไปเพียง 150 กิโลเมตรเท่านั้นในฤดูหนาว ซึ่งเป็นปรากฏการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในนกกระเรียนมงกุฎแดง

ด้วยเหตุนี้ ฮอกไกโดจึงกลายเป็นแหล่งรวมสายพันธุ์นกครึ่งหนึ่งของประเทศ รวมถึงกลายเป็นภูมิภาคยอดนิยมสำหรับนักดูนกและนักท่องเที่ยว 

หรือนกกระสาในโทโยโอกะ เมืองชายฝั่งของญี่ปุ่น อยู่ห่างจากเกียวโตไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ภูมิภาคนี้ทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากในการฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกระสาป่าซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้ว ตัวสุดท้ายเสียชีวิตที่นี่ในปี 1971 และในปี 1985 นกกระสาฝูงใหม่ได้ถูกนำเข้ามาจากรัสเซีย จากนั้นจำนวนประชากรนกจึงฟื้นตัวมาเป็นประมาณ 170 ตัว 

หนึ่งในวิธีที่ใช้ฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกระสา คือการปลูกข้าวออร์แกนิกในทุ่งนา ให้ผืนดินเต็มไปด้วยสัตว์ที่เป็นอาหารของพวกมัน ซึ่งผลพลอยได้ที่ตามมา นอกจากจำนวนนกที่เพิ่มขึ้น ยังเกิดพืชผลที่กลายเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม ชื่อว่า ‘โคะ โนะ โทะริ-ฮะกุคุมุ-โอะโคะเมะ’ (ข้าวนกกระสา)
ในประเทศญี่ปุ่น การดูนกถูกยกให้เป็น Soft Power และการปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัยของนกนั้นถือเป็นงานสำคัญ มีสถานที่ที่ได้รับการกำหนดว่าเป็นพื้นที่สำหรับนกและความหลากหลายทางชีวภาพถึง 160 แห่ง ซึ่งได้รับการระบุโดย BirdLife International ตามข้อมูลขององค์กรการกุศลนี้ ญี่ปุ่นมีนก 446 สายพันธุ์ ซึ่ง 49 สายพันธุ์ในนั้นอยู่ในสถานะถูกคุกคามทั่วโลก และ 21 สายพันธุ์เป็นนกเฉพาะถิ่น ซึ่งพื้นที่สำหรับนกเฉพาะถิ่น 3 แห่ง ได้แก่เกาะอิซุ เกาะโอกะซะวะระ และเกาะนันเซ

สิงคโปร์

การสร้าง Jurong Bird Park สวนนกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

แม้สิงคโปร์ที่ถึงจะมีทรัพยากรธรรมชาติไม่มากนัก แต่กลับสร้างสวนนกชื่อดังอย่าง ‘Jurong Bird Park’ ด้วยความตั้งใจให้เป็นสวนนกใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีนกกว่า 5,000 ตัว จาก 400 สายพันธุ์

บนพื้นที่ 20.2 เฮกตาร์ นับว่าเป็นสถานที่รวบรวมสัตว์ปีกแทบทุกสายพันธุ์ รวมถึงมีการแสดงที่สนุกสนาน โชว์แบบอินเทอร์แอคทีฟ โดยทั้งหมดมีนกเป็นพระเอกในทุกกิจกรรม 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : visitsingapore.com

อาณาบริเวณกว้างขวางของ Jurong Bird Park มีส่วน Waterfall Aviary หนึ่งในกรงนกใหญ่ที่สุดในโลกที่เดินเข้าไปชมได้ ที่นี่คือบ้านของนกกว่า 600 ตัว มีน้ำตกสูง 30 เมตร และมีกรงนกโนรีแบบวอล์กอินที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูงกว่าตึก 9 ชั้น นักท่องเที่ยวจะได้ใกล้ชิดกับนกโนรีสีสันสวยงาม 15 สายพันธุ์ และเพนกวินโคสต์อีกหลากหลายสายพันธุ์ Flamingo Lake ที่เต็มไปด้วยเจ้านกจอมวางมาดนับร้อยตัว และใกล้กันยังมี Pelican Cove รวบรวมนกกระทุงครบทุกสายพันธุ์ มีการบินโชว์ของนกอินทรี เหยี่ยวฟัลคอน เหยี่ยวฮอว์ก การแสดงใน High Flyers Show และยังมีบริการพักค้างคืนที่แคมป์ของสวนนก ซึ่งอยู่ใกล้กับที่อยู่ของนกเพนกวินและนกชนิดอื่น ๆ กิจกรรมค้างคืนนี้จัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ หรือใครอยากแอบดูนกเกิดใหม่ก็ไปที่ Breeding & Research Centre ได้ ไฮไลต์อยู่ที่ห้องฟักไข่ ห้องอนุบาล และห้องหย่านม

ไทย

วามเป็นไปได้ที่การดูนกจะกลายเป็นอีกหนึ่ง Soft Power 

สำหรับประเทศไทย เราตั้งอยู่ในเขตตะวันออก มีลักษณะเด่นทางชีวภูมิศาสตร์หลายประการ และได้ชื่อว่าเป็นศูนย์รวมความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งมีนกเป็นต้นทุนทางธรรมชาติที่มีคุณค่ามากมาย ประเทศไทยมีนกกว่า 986 ชนิด ทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพ รวมถึงนกจาก 2 คาบสมุทร คือคาบสมุทรอินโดจีนและคาบสมุทรมาลายู นกเหล่านี้ช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับเมืองไทยมานาน มีทั้งนกป่า นกน้ำ นกชายเลน นกทุ่ง แม้แต่นกเมือง

ทั่วทุกภูมิภาคของไทยมีแหล่งที่นักดูนกไปเยือนได้ หรือแม้แต่พื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ อย่างสถานที่ตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ หรือ ชายทะเลบ้านกาหลง จ.สมุทรสาคร ที่ส่วนใหญ่เป็นนกชายเลนและนกทะเล มีบ้างที่เป็นนกป่าโกงกาง ก็ยังพบกับนกนางนวล นกซ่อมทะเลอกแดง นกยางเขียว นกกระจ้อยป่าโกงกาง เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูกาล สถานที่ และปัจจัยอื่น ๆ 

การมาดูนกในเมืองไทยถือเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่นักดูนกจากทั่วโลกให้ความสนใจ เช่น การดูนกที่ดอยอินทนนท์ เทศกาลนับนกเหยี่ยวที่ชุมพร นกเงือกรวมฝูงที่เขาใหญ่ นกชายเลนปากช้อนซึ่งเหลือไม่ถึง 400 ตัวแถวนาเกลือ จ.สมุทรสาคร เป็นต้น 

ตัวอย่างสถานที่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ที่นักท่องเที่ยวสามารถปักหมุดเดินทางไปดูนกได้ ได้แก่ 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power

ภาคเหนือ ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง พื้นที่สูงที่สุด 2,565 เมตรอยู่ที่ดอยอินทนนท์ ประกอบด้วย ป่าเต็งรัง ป่าโปร่ง ป่าดิบชื้น ป่าสน ป่าดิบเขา มีแหล่งดูนก เช่น ดอยอินทนนท์ ดอยปุย-สุเทพ ดอยเชียงดาว ดอยอ่างขาง ดอยผ้าห่มปก แม่ฝาง ท่าตอน เชียงแสน ดอยม่อนจอง แม่ปิง ลุ่มน้ำปาย สาละวิน แม่เมย ดอยขุนตาล ดอยผาเมือง ดอยผาช้าง ดอยลังกา ดอยภูคา 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีที่ราบสูง พื้นที่สูงสุดที่บริเวณดงพญาเย็น สูงประมาณ 1,200 – 1,500 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าดิบบางส่วน มีแหล่งดูนก เช่น เขาใหญ่ ปางสีดา ทับลาน ภูหลวง น้ำหนาว ภูหินร่องกล้า ภูเขียว 

ภาคตะวันออก เป็นที่ราบและภูเขาสูงอยู่ที่เขาสอยดาว สูงประมาณ 1,670 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบฝน ป่าดิบแล้งบางส่วน และป่าชายเลนริมชายฝั่งทะเล มีแหล่งดูนก เช่น เขาสอยดาว เขาอ่างฤาไน เขาเขียว บางพระ

ภาคตะวันตก มีผืนป่าที่สมบูรณ์และกว้างใหญ่ที่สุดในประเทศ มีเทือกเขาตะนาวศรีเป็นเส้นเขตแดนจนถึงภาคใต้ พื้นที่สูงน้อยกว่าภาคเหนือ ภูเขาสูง 1,811 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบแล้ง ป่าดิบ ป่าเต็งรัง ป่าไผ่ ป่าเบญจพรรณ มีแหล่งดูนก เช่น อุ้มผาง ทุ่งใหญ่นเรศวร ห้วยขาแข้ง เกริงกระเวีย ทองผาภูมิ แก่งกระจาน แม่น้ำภาชี เขาสามร้อยยอด 

ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้
ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้

ภาคใต้ ส่วนใหญ่เป็นที่ราบต่ำและภูเขา พื้นที่สูงสุด 1,835 เมตรอยู่ที่เขาหลวง ฝนตกชุกทำให้พื้นที่ประกอบไปด้วยป่าดิบฝนและป่าชายเลนริมฝั่งทะเล ปัจจุบันพื้นที่สมบูรณ์หลายแห่งถูกตัดถางเป็นสวนยางและปาล์ม มีแหล่งดูนก เช่น คลองนาคา คลองแสง-เขาสก เขาหลวง คลองพระยา เขาพนมเบญจา เขานอจู้จี้ บ้านในช่อง เขาปู่-เขาย่า เขาช่อง โตนงาช้าง ทะเลบัน บูโด-สุไหงปาดี ฮาลาบาลา เกาะลิบง ทะเลน้อย 
หรือหากไม่อยากเดินทางไกล พื้นที่ใกล้กรุงเทพฯ ซึ่งมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับกิจกรรมดูนกก็มีให้เลือกหลากหลาย 

ทั้งสถานที่ตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ ส่วนใหญ่เป็นนกชายเลนและนกทะเล มีบ้างที่เป็นนกป่าโกงกาง นกที่น่าสนใจคือ นกนางนวล นกซ่อมทะเลอกแดง นกยางเขียวนกกระจ้อยป่าโกงกาง และนกนางนวลแกลบ 

ชายทะเลบ้านกาหลง จ.สมุทรสาคร กลางเดือนกันยายนจะเริ่มมีนกชายเลนทยอยย้ายถิ่นฐานมาที่นี่ นกที่พบได้แก่ นกตีนเทียน นกหัวโตทรายเล็ก นกอีก๋อยเล็ก นกทะเลขาแดงลายจุด นกชายเลนปากโค้ง นกพลิกหิน และฝูงนกนางนวลแกลบ นอกจากนี้ หาดโคลนที่นี่ยังเป็นทำเลที่พบนกหายากของโลก 3 ใน 51 ชนิดที่ขึ้นบัญชีไว้ใน Red Data Book คือ นกชายเลนปากช้อน นกทะเลเขาเขียวลายจุด และนกซ่อมทะเลอกแดง

หรือวัดไผ่ล้อม จ.ปทุมธานี เป็นแหล่งที่นกปากห่างทำรังและวางไข่ และยังพบนกกระเต็นหัวดำ นกเด้าลมดง นกเค้าจุด บางครั้งอาจพบนกกระทุงและนกกุลาได้ด้วย 

ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้

ในช่วง 20 – 30 ปีที่ผ่านมา คนไทยตื่นตัวและให้ความสำคัญกับเรื่องนกมากขึ้น มีการจัดกิจกรรมแข่งขันดูนกระดับโลก เพื่อชวนนักดูนกจากทั่วโลกมาเยือนเมืองไทย มีชมรมดูนกเกิดขึ้นมากมาย เกิดโครงการอนุรักษ์ ทั้งนกเงือก นกแต้วแร้วท้องดำ โครงการปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติ และยังมีข่าวการพบนกที่หาดูยาก ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณดีที่จะนำไปสู่การผลักดันให้สิ่งนี้กลายเป็น Soft Power ของประเทศ เป็นโอกาสสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงและกระจายรายได้สู่ชุมชน เช่น สร้างอาชีพผู้นำดูนก มัคคุเทศก์ท้องถิ่น รวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ ก็อาจใช้โอกาสนี้ได้เช่นเดียวกับตัวอย่างในต่างประเทศที่กล่าวไปข้างต้น

ทั้งนี้ สิ่งที่อยากให้ตระหนักถึงกิจกรรมดูนกก็คือ นี่ไม่ใช่เพียงกิจกรรมที่ทำแล้วเพลิดเพลิน แต่การดูนกจะพาทุกคนออกไปสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม ช่วยสร้างความเข้าใจถึงความสัมพันธ์และความสำคัญของสรรพชีวิต และจะเป็นการดีอย่างยิ่ง หากการดูนกในเมืองไทยซึ่งนับว่าเพียบพร้อมไม่แพ้แหล่งดูนกติดอันดับโลกอื่น ๆ ถูกหยิบยกมาเป็นยุทธศาสต์ชาติ หรือได้รับการผลักดันให้เป็น Soft Power ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างชาติได้เช่นเดียวกับวัฒนธรรมอันดีงามอื่น ๆ 

ข้อมูลอ้างอิง
  • Thaibizchina.com
  • Japan.travel
  • visit Singapore.com
  • TNN News
  • จารุจินต์ นภีตะภัฏ, กานต์ เลขะกุล และวัชระ สงวนสมบัติ. คู่มือศึกษาธรรมชาติหมอบุญส่ง เลขะกุล นกเมืองไทย.

Writer

เกษม ตั้งทรงศักดิ์

เกษม ตั้งทรงศักดิ์

นักกิจกรรมสังคม สิ่งแวดล้อม เขียนหนังสือเป็นงานหลังเกษียณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load