The Cloud x SCG

หากเราลองรื้อเสื้อผ้าที่ล้นตู้ในบ้านออกมากองดูสักครั้ง เชื่อเลยว่าต้องมีเสื้อหรือกางเกงสักตัวที่เราหลงลืมไปแล้วว่าเคยซื้อมาตอนไหน หรือว่าใส่มันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แล้วพอค้นไปเรื่อยๆ เราก็จะพบอีกว่าเสื้อผ้าหลายๆ ตัวที่ไม่เคยหยิบจับออกมาใช้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ ยัดใส่ตู้ใบเดิมเข้าไปเรื่อยๆ 

ฟังแล้วอาจจะดูขำๆ ก็แค่นิสัยส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่น่ามีผลกระทบกับใคร

แต่โดยไม่รู้ตัว พฤติกรรมดังกล่าวเป็นสิ่งยืนยันว่าเรากำลังร่วมขบวนรถไฟในการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่สมเหตุสมผลและเกินพอดี

วันนี้เราเลยอยากพาคุณไปรู้จักสตาร์ทอัพสัญชาติไทยเจ้าหนึ่งที่ชื่อว่า ‘moreloop’ ธุรกิจดีต่อโลกซึ่งเกิดจากการผสมผสานการแก้ปัญหาทางธุรกิจและแพสชัน ของคนสองคนที่ต่างกันสุดขั้ว 

แอ๋ม-ธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์  และ พล-อมรพล หุวะนันทน์

หนึ่งในนั้นคือ พล-อมรพล หุวะนันทน์ หนุ่มอดีตนักวิเคราะห์ด้านการเงินและความเสี่ยงบริษัท ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตวัยกลางคน ในการค้นหาความหมายของสิ่งที่ทำและการมีชีวิตอยู่ กับ แอ๋ม-ธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์ ทายาทรุ่นที่ 2 ของโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป ที่กำลังเผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่ใครๆ ก็บอกว่าเป็น Sunset ของธุรกิจสิ่งทอ ซึ่งเธอยังเชื่อว่ามีโอกาสและความเป็นไปได้ที่น่าจะเติบโต

  ทั้งสองมาเจอกัน แล้วนำการแก้ปัญหาธุรกิจสิ่งทอผสมแพสชันในการอยากดูแลสิ่งแวดล้อม จนกลายมาเป็นโรงงานรับผ้าคุณภาพดีมือสอง แพลตฟอร์มธุรกิจใหม่ที่ชุบชีวิตเศษผ้าที่เหลือทิ้งในโรงงานผลิตให้กลับมามีชีวิตและมูลค่าอีกครั้ง

01

เริ่มต้นจากการแก้ปัญหาและแพสชัน

“เรียกว่าเป็นวิกฤตวัยกลางคนของผมแล้วกัน ผมว่าทุกคนต้องเจอ” พลเริ่มเปิดประเด็นกับเราอย่างน่าสนใจ ด้วยการเล่าถึงช่วงชีวิตที่ใครหลายคนมองว่าน่าอิจฉา เพราะเขาอยู่ในสายงานที่แสนมั่นคง แถมไต่เต้าขึ้นไปถึงตำแหน่งเฮดออฟฟิศของบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่เขากลับหาความหมายของสิ่งที่ตัวเองทำไม่เจอ

“เรามองเห็นแล้วว่าอีกหกถึงเจ็ดปี ถ้าเรายังทำงานด้านนี้ ก็คงอยู่ตรงนี้แหละ ไม่ได้ไปไหน เมื่อก่อนเราอาจจะมองว่าการประสบความสำเร็จในชีวิตคือทำงานมีตำแหน่ง มีบ้าน มีครอบครัว แต่งงานมีลูก แต่มาถึงจุดหนึ่ง เราเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง และอยากจะออกมาทำอะไรของตัวเองดู

“ตัวผมสนใจประเด็นเรื่องยะมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะเรารับรู้ว่าถุงพลาสติกต้องใช้เวลาย่อยสลายนานมาก กินเวลาสี่ถึงห้าร้อยปี และคิดว่ามันต้องกลายเป็นปัญหาแน่ๆ แต่ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ เลยเริ่มคิดว่าอย่างนั้นเรามองขยะหรือของเหลือให้กลายเป็นทรัพยากรได้ไหม”

แอ๋ม-ธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์  และ พล-อมรพล หุวะนันทน์

เมื่อได้กลับมาโฟกัสแพสชันที่ตัวเองมี ประจวบเหมาะกับมาเจอรุ่นน้องสมัยมหาวิทยาลัยอย่าง แอ๋ม ทายาทรุ่นสองของธุรกิจผลิตเสื้อสำเร็จรูป ซึ่งกำลังมองหาทางแก้ปัญหาในธุรกิจ เพราะอยากจัดการสต๊อกผ้า ที่เหลือจากการผลิตในโรงงาน

“แก่นธุรกิจของ moreloop คือการรวมแพสชันของพี่พลกับปัญหาในฝั่งของธุรกิจของเรา คือการได้ระบายผ้าในสต๊อกออกไป ในส่วนการช่วยเหลือสิ่งแวดล้อม คือทำอย่างไรให้ไม่ต้องใช้ทรัพยากรใหม่ เราเลยไม่มีผ้าใหม่ เวลาคนมาถามว่ามีผ้าใหม่ไหม เราจะบอกว่าเราไม่มีผ้าใหม่เลย”

แอ๋ม-ธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์

ทั้งสองบอกตัวเลขที่น่าตกใจให้ฟังว่า เราอาจจะรับรู้กันดีว่า จากรูปแบบการอุปโภคบริโภคของคนไทย ทำให้เกิดขยะมากถึง 27 ล้านตันต่อปี แต่สิ่งที่เราไม่เคยรู้คือปริมาณขยะที่เกิดในระบบอุตสาหกรรม หรือที่เรียกกันว่า Industrial Waste นั้นสูงถึง 50 ล้านตันต่อปี สูงกว่าการใช้สินค้าแล้วทิ้งของคนเราเกือบเท่าตัว แล้วขยะในระบบอุตสาหกรรมเหล่านั้นก็เกิดจากวัสดุที่เหลือจากกระบวนการผลิต ซึ่งไม่มีการนำไปสร้างมูลค่าต่อ นั่นจึงเป็นช่องว่างทางธุรกิจที่ทั้งสองคนมองเห็นตรงกัน

“พอรู้แบบนั้น ผมเลยตั้งสมติฐานว่าถ้ารวบรวมของเหลือจากระบบอุตสาหกรรมที่ติดอยู่ในโรงงาน คัดแยกมันออกมาด้วยดาต้า แล้วเอาข้อมูลก้อนนี้ไปอยู่ในตลาดออนไลน์ให้ทุกคนเข้าถึงได้ มูลค่าของสิ่งนั้นก็จะเปลี่ยนไป เพราะว่าของสิ่งหนึ่งจะเป็นขยะหรือไม่เป็นขยะขึ้นอยู่กับการมอง สิ่งที่ moreloop ทำคือการสร้างการมองเห็นให้ได้มากที่สุด”

02

ความเชื่อที่เพิ่มขึ้นตามระยะทาง

ทั้งสองเล่าถึงรูปแบบการทำธุรกิจสิ่งทอในปัจจุบันที่ทำให้มูลค่าของบางสิ่งบางอย่างหล่นหายไประหว่างทาง เพราะโดยปกติโรงงานที่ผลิตผ้าสำเร็จรูปต้องสั่งผ้ามาในจำนวนที่เยอะ และจะเผื่อเหลือเผื่อขาดวัตถุดิบไว้ประมาณ 2 – 3 เปอร์เซ็นต์ ในแต่ละครั้ง สิ่งที่เกิดเมื่อแต่ละงานเสร็จสิ้นคือผ้าค้างสต็อกจำนวนมาก กินทั้งพื้นที่โรงงาน ต้นทุน และเพิ่มค่าเสียเวลาในการจัดการขยะ

“เมื่อจบงานเราจะเห็นว่าไม่ว่าผ้าที่เหลือจะเนื้อดียังไง สุดท้ายจะถูกนำไปชั่งกิโลขาย ทุกอย่างมันถูกลดคุณค่าไปหมดเลย และเราเสียดายเพราะเห็นว่านี่คือของที่ยังมีมูลค่าอยู่ ไม่ควรถูกลดมูลค่าไวขนาดนี้ แค่ตีตั๋วส่งของจบ มูลค่าของวัตถุดิบที่เหลือลดลงหมดเลย ทั้งที่ตอนผลิตงานวัตถุดิบที่ว่ายังอยู่ในมูลค่าเดิม สิ่งที่ moreloop ทำคือการเอาของที่มีอยู่มาจับคู่กับคนที่เขาต้องการ และทำให้ของสิ่งนั้นยังขายได้ใกล้เคียงกับมูลค่าเดิม”

moreloop ธุรกิจโรงงานผ้ารูปแบบใหม่ของคนไทยที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยการไม่ผลิตผ้าใหม่สักผืน

แต่สิ่งที่พวกเขาทำนั้นท้าทายมากๆ เพราะพวกเขายอมรับเองว่ามันคือการเริ่มสิ่งใหม่ และไม่มีระดับความสำเร็จของใครให้ทาบวัดมาก่อน

“มันกลายเป็นว่าเราไม่มีต้นแบบอะไรให้ก๊อปปี้ได้เลย เราสองคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทางที่เราเดินไปถูกหรือผิดตั้งแต่ต้น ที่ทุกคนเห็น moreloop มีแพลตฟอร์มหน้าตาแบบนี้ มันเกิดจากการที่เราทำเซอร์เวย์ เราทดลองปรับนู่นนั่นนี่ ไม่ได้อยู่ดีๆ ก็ออกมาแบบนี้เลย แต่ความเชื่อของเราจะค่อยๆ เพิ่ม จากระยะทางที่เราเดินมาไกลขึ้น” แอ๋มเล่า ก่อนที่พลจะเสริมว่า 

“เบื้องหลังทำให้เรามีความเชื่อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่สำหรับผมแรงผลักดันสำคัญที่อยากทำงานตรงนี้คือความอยากรู้ ถ้าเราเอาแนวคิด Circular Economy เข้ามาใส่ในธุรกิจ และเอาของเหลือในอุตสาหกรรมมาวนลูปได้ จะได้ธุรกิจออกมาหน้าตาแบบไหน”

03

Circular Economy หมุนเวียนเพื่อยั่งยืน

แนวคิดเรื่อง Circular Economy เริ่มถูกพูดถึงในวงกว้างมากขึ้น เป็นผลมาจากรูปแบบการทำธุรกิจตั้งแต่อดีตลากยาวมาถึงปัจจุบัน เพราะเราถลุงทรัพยากรเยอะมาก จนเกิดโลกร้อนและปัญหาขยะล้นโลก การแก้ปัญหาของระบบอุตสาหกรรมยุคนี้คือจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด โดยที่เราไม่ต้องใช้ของใหม่ ซึ่งผลที่ตามมาก็ทำให้เราปวดหัวในการจัดการของเหลือหรือขยะให้น้อยลง

“สำหรับแอ๋ม ถ้ามองในเชิงผู้ผลิต เราได้พื้นที่โรงงานกลับมาไม่มากก็น้อย เราได้ขายวัตถุดิบในมูลค่าที่ใกล้เคียงความเป็นจริง ส่วนในแง่ของคนซื้อก็มีตัวเลือกมากขึ้น เปิดโอกาสให้แบรนด์เล็กๆ ให้ดีไซเนอร์ได้เข้าถึงแหล่งทรัพยากรที่หลากหลายมากขึ้น แล้วสุดท้ายน่าจะเป็นเรื่องดีต่อใจมั้ง (หัวเราะ) 

“เมื่อก่อน เวลาพูดเรื่อง Circular Economy แต่ละคนก็จะบอกว่าเป็นหน้าที่ภาครัฐบ้างล่ะ องค์กรใหญ่จะสนับสนุนอย่างไรบ้างล่ะ มีแต่โยนกันว่าคนนั้นคนนี้ต้องรับผิดชอบ แต่ moreloop เป็นเหมือนฟันเฟืองหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าคนตัวเล็กๆ สองคนทำได้ แค่ลงมือทำและปรับแนวคิดของตัวเองว่าสิ่งที่คุณทำจะอยู่ได้อย่างไร”

moreloop ธุรกิจโรงงานผ้ารูปแบบใหม่ของคนไทยที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยการไม่ผลิตผ้าใหม่สักผืน

“สำหรับผมคำว่าขยะมันเป็นแค่ความเห็น เพราะแต่ละคนมองไม่เหมือนกันเลย อย่างพี่ซาเล้งเขาก็จะมีความรู้มากกว่าเราว่าขวดใบหนึ่งวันนี้มีราคาเท่าไหร่ เขาจะมองมันเป็นวัตถุดิบ อย่าไปมองอะไรว่าเป็นขยะ แค่เรามีวิธีเรียกที่เปลี่ยน เราก็จะรับรู้ทันทีว่ามันคือวัสดุหนึ่งนะ 

“อย่างผ้า เราก็เรียกมันว่าผ้าส่วนเกินจากการผลิต เมื่อไหร่เรามองของสิ่งนั้นเป็นขยะ มันก็จะกลายเป็นขยะไปจริงๆ เราแค่ต้องตั้งโจทย์กับมันมากขึ้น เราแค่ถามว่าจะใช้สิ่งนี้ใหม่ได้อย่างไรบ้าง moreloop ก็เริ่มแบบนั้นเหมือนกัน เราแค่ตั้งคำถาม”

ผลลัพธ์ที่เกิดทั้งในแง่ธุรกิจและสิ่งแวดล้อมของ moreloop ยืนยันแล้วว่า คำถามที่ดีมักจะให้คำตอบที่แตกต่าง 

04

Negative-sum Game กับโลกที่ทุกคนเสียประโยชน์

“ในวงการแฟชั่นทุกวันนี้มีเรื่องน่าสนใจอะไรบ้าง” เราถาม ซึ่งแอ๋มตอบกลับมาว่า

“เราว่ากระแส Sustainable Fashion นี่แหละที่น่าสนใจมาก เพราะว่ามันขัดกับตลาดและกระแสตลอดช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมาเลย ช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาแบรนด์ต่างๆ ล้วน Overproduce 

“ที่ผ่านมา แนวคิดในวงการแฟชั่นที่สร้างผลกระทบแก่สิ่งแวดล้อมอย่างมากมีอยู่สองอย่าง ประเภทแรกคือ Fast Fashion ที่เน้นผลิตเยอะเปลี่ยนเร็ว แต่ก็โอเคที่เขายังมีการควบคุมคุณภาพการผลิต ควบคุมใช้ผ้าสเปกประมาณนี้ แต่ที่สร้างปัญหามากยิ่งกว่า คือสินค้าประเภท Cheap Fashion ที่เน้นราคาถูกมากๆ ใช้ผ้าห่วยๆ เย็บไม่ดี จูงใจให้คนซื้อเพราะราคา แต่พอซักแล้วผ้าบิดหรือขาดไปเลย ใช้ครั้งเดียวแล้วต้องทิ้ง 

พล-อมรพล หุวะนันทน์

“เสื้อผ้าไม่ควรเป็นสินค้าที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง มันควรซักแล้วใช้ซ้ำได้ ระบบของอุตสาหกรรมทำให้คนอยากใช้ของถูกจนมากเกินไป ทำทุกอย่างให้ถูก ผลิตถูกๆ จ่ายค่าแรงงานถูก จนสุดท้ายของที่ออกมาก็ถูกทิ้ง ซึ่งเราควรหันมาซื้อของที่ราคาสมเหตุสมผลกันไหม 

“เสื้อผ้าจะถูกหรือแพงอยู่ที่จำนวนการใส่นะ สมมติเสื้อตัวละหนึ่งร้อยบาท แต่เราใส่ครั้งเดียว มูลค่าของมันก็คือหนึ่งร้อย แต่เสื้อตัวละหนึ่งพันบาทและมีคุณภาพ เราใส่สักร้อยครั้ง มูลค่าของมันก็เหลือแค่สิบบาทเองนะ ไม่อยากให้คนมองความถูกหรือแพงที่ราคาบนป้าย แต่มองความสมเหตุสมผลมากกว่า”

05

ความยั่งยืน = สมเหตุสมผล

“สิ่งที่เราอยากให้คนเข้าใจคือคำว่า Sustainable ไม่ใช่แค่เรื่องราคาหรือวัสดุดีต่อโลกไหม แต่เราคิดว่ารวมไปถึงเรื่องคุณภาพการผลิตด้วย ปัจจุบันเราอาจเห็นว่าตลาดออนไลน์โต แต่จำนวนการคืนของคืนก็โตเหมือนกัน ของไม่ได้คุณภาพบ้าง ของไม่ตรงปกบ้าง และของเหล่านั้นก็กลายเป็นสิ่งไม่ต้องการ เป็นขยะ”

ทั้งสองคนย้ำว่าสมดุลของความยั่งยืนต้องอยู่บนพื้นฐานของความสมเหตุสมผล และทุกส่วนที่อยู่บนห่วงโซ่ของธุรกิจต้องได้รับผลประโยชน์แบบวิน-วิน ไม่อย่างนั้นธุรกิจที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้

moreloop ธุรกิจโรงงานผ้ารูปแบบใหม่ของคนไทยที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยการไม่ผลิตผ้าใหม่สักผืน

“เรามองว่าสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจที่เราหวังเกิดขึ้นได้จริงๆ คือเราต้องไปด้วยกัน เรามองลูกค้าทุกคนเป็นพาร์ตเนอร์ และเวลาเราเสนออะไรให้ลูกค้าไป เรามักจะเลือกตัวเลือกที่ดีที่สุดในมือเราให้เขา เพื่อให้เขารู้สึกว่าของที่ได้มาคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้ เราอยากให้คนมาซื้อของจากเรา เพราะสินค้าที่ได้จากเราคือสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ ของมีคุณภาพ ตรงความต้องการ ราคาสมเหตุผล ส่วนเรื่องรักโลกมันคือผลกำไรที่คุณได้ไป”

moreloop มีโอกาสร่วมงานกับองค์กรที่ใส่ใจในเรื่อง Circular Economy อย่าง SCG ซึ่งมุ่งมั่นผลักดันให้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นในภาคธุรกิจ ภายใต้แนวทาง SCG Circular Way ที่สร้างความเข้าใจ สนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตและการบริโภคสู่แนวปฏิบัติของเศรษฐกิจหมุนเวียน 

จึงเกิดเป็นเสื้อ SCG หลากหลายรุ่น ซึ่งผลิตด้วยผ้าเนื้อดีที่มีความยั่งยืนเต็มผืนจาก moreloop ที่คำนวณให้ด้วยว่าในแต่ละรอบการผลิต ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นหนึ่งในตัวทำให้สร้างโลกร้อนไปได้เท่าไหร่

06

เป้าหมายไม่ใช่เรื่องตัวเลข

“มองเป้าหมายต่อไปของตัวเองอย่างไร”

“เป้าหมายมันเปลี่ยนเรื่อยๆ เพียงแต่ว่าในปีนี้เป้าหมายของเรามันเกินคาดไปแล้ว เราไม่ได้มองแค่เรื่องตัวเลข แต่เราอยากให้เราเป็น First in mind ที่เมื่อคนคิดถึงผ้าที่มีคุณภาพและดีต่อโลก อยากให้เขาคิดถึงเราก่อน”

แอ๋มเสริมถึงประสบการณ์ที่ได้จากเส้นทางที่ผ่านมาว่า สิ่งที่ทำอยู่วันนี้ พาเธอเดินมาเจอโลกอีกใบ

“moreloop เปิดโลกอีกใบหนึ่งให้เรา เพราะที่ผ่านมาเราอยู่ในสายการผลิตมาตลอด เรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในระบบอุตสาหกรรม พอเราได้ทำงานตรงนี้ เราได้เจอคนจากกลุ่มอื่นๆ ที่เขาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม และเราได้สร้างอะไรบางอย่างไปด้วยกัน ไม่ใช่แค่ทำธุรกิจซื้อขายของกันเป็นชิ้นๆ ไป แต่เราได้เจอคนที่เขาเห็นสิ่งที่เราทำ และเชื่อว่ามันทำได้จริง สิ่งเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้เราทำงานตรงนี้ต่อไป

moreloop ธุรกิจโรงงานผ้ารูปแบบใหม่ของคนไทยที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยการไม่ผลิตผ้าใหม่สักผืน

พลปิดท้ายถึงคนที่มีความเชื่อและเป้าหมายเดียวกันกับเขาและแอ๋มว่า

ถ้าเขาสนใจสิ่งนี้และเชื่อเรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องทำแบบเรา เพราะว่าในจินตนาการของทุกคนไม่เหมือนกันอยู่แล้ว แค่สวมคำว่า Circular เข้าไป คุณก็สร้างความเปลี่ยนแปลงที่เติบโตผ่านกลไกของธุรกิจได้ 

“และถ้าทุกคนทำ เราเชื่อว่าจะสามารถลดขยะได้เกิน 100% ถ้าเป็นอย่างนั้นแทนที่เราจะสร้างขยะปีละ 27 ล้านตัน อาจจะเหลือ 20 ล้านตัน อาจจะไม่ต้องมาทำเป็นธุรกิจก็ได้ แค่มีความเชื่อแบบนี้ พฤติกรรมการตัดสินใจเปลี่ยน มันก็จะสร้างความเปลี่ยนแปลงขึ้นมา

เตรียมไปฟังแรงบันดาลใจของ พล-อมรพล หุวะนันทน์ ผู้ก่อตั้ง moreloop เกี่ยวกับแนวคิดเบื้องหลังการทำธุรกิจ และประสบการณ์ตลอดเส้นทาง ที่จะพิสูจน์ให้คุณเห็นว่าแนวคิดธุรกิจ Circular Economy นั้นเกิดขึ้นได้จริง และทุกคนมีส่วนร่วมได้ที่งาน SD Symposium 10 Years “Circular Economy : Collaboration for Action” ในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ ติดตามชม LIVE รวมทั้งไปรับฟังแรงบันดาลใจจาก Guest Speaker ที่น่าสนใจอีกมากมาย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

Happy Business

เรื่องราวของธุรกิจสร้างสรรค์ที่ต้องการแ...

ไม่บ่อย ที่เราจะพบกระเป๋าในแบบทรงที่คล้ายกับเกิดมาเพื่อเป็นของเรา

เรากำลังพูดถึงกระเป๋าของ ‘Heartist’ กระเป๋าที่มีใบเดียวในโลก เพราะทำมาจากผ้าผืนทอมือของเด็กพิเศษ

“กระเป๋าทุกใบคืองานศิลปะที่มาจากศิลปิน” โปสเตอร์-วริศรุตา ไม้สังข์ เจ้าของแบรนด์กระเป๋าเพื่อสังคม Heartist เล่าพร้อมยิ้มต้อนรับเราเข้าสู่สตูดิโอขนาดกะทัดรัดของเธอในย่านแบริ่ง

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

เชื่อเถอะว่าไม่มีดีไซเนอร์คนไหนกล้าหยิบคู่สีมาใช้อย่างที่ศิลปินของ Heartist ทำแน่ๆ

คู่สีของผ้าบางชิ้นให้สีใกล้เคียงกับแฟชั่นคอลเลกชันสปริง / ซัมเมอร์ปีหน้าอย่างประหลาด บางชิ้นมาก่อนการประกาศ Color of the Year ของสำนัก Pantone บางชิ้นยิ่งใหญ่ระดับโอกูตูร์ห้องเสื้อแบรนด์ดัง

เราไม่ได้กำลังเลือกกระเป๋า แต่กระเป๋าต่างหากที่กำลังเลือกเรา

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

ในการพบกันครั้งล่าสุด The Cloud คุยกับโปสเตอร์เรื่อง Heartist แบรนด์กระเป๋าเพื่อสังคม ตั้งแต่แรงบันดาลใจที่ได้จากงานอาสา จุดเริ่มต้น กระบวนการสร้างสรรค์กระเป๋า การทำแบรนด์ ไปจนถึงการสร้างผลกระทบทางสังคม

จนเดือดร้อนคุณผู้อ่าน เพราะกระเป๋าขาดตลาดไปชั่วขณะ

มาวันนี้ เราชวนโปสเตอร์คุยเรื่องที่จริงจังขึ้น 3 ระดับ ถึงเวลาแล้วที่จะพูดเรื่องเงินๆ ทองๆ กันบ้าง

กับดักหนึ่งของธุรกิจเพื่อสังคมคือ ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ

บริหารจัดการสินค้า ตั้งราคา และหากลุ่มเป้าหมายอย่างไร เพื่อให้สิ่งเหล่านี้ขับเคลื่อนธุรกิจและสร้างผลลัพธ์ทางสังคมอย่างที่ตั้งใจ

โปสเตอร์วันนี้ต่างจากโปสเตอร์เมื่อปีก่อนเป็นไหนๆ

จาก ‘แบรนด์กระเป๋าจากผ้าทอของเด็กพิเศษ’ โปสเตอร์ทำให้ Heartist กลายเป็น ‘แบรนด์ที่พัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มาจากการบำบัดของบุคคลพิเศษ’

จาก ‘อาสาสมัครสาวที่ทำงานเพื่อสังคมเป็นงานอดิเรก’ สู่ ‘ผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคมที่ไม่เคยสอบตก’

โปสเตอร์ทำได้ คุณก็ต้องทำได้

เปลี่ยนมายาคติสินค้าจากคนพิการ ภาคพิเศษ

ขณะที่สินค้าชุมชนหรืองานฝีมือจากชาวบ้านได้รับการให้ค่าจากสังคม ทั้งในรูปแบบตัวเงินและจิตใจที่ชื่นชม เพราะเชื่อว่ากำลังสนับสนุนให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

สินค้าและบริการจากคนพิการ กลับติดอยู่ในภาพจำว่าต้องราคาถูก ขายความสงสาร และคนพิการต้องได้ส่วนแบ่ง 100% ทั้งหมดนี้คือมายาคติที่โปสเตอร์อยากจะเปลี่ยน พร้อมๆ กับทำลายมายาคติการทำงานจิตอาสา ผู้อยากช่วยคนอื่นโดยไม่คิดมากเรื่องเงินทอง

ย้อนกลับไปวันที่โปสเตอร์เริ่มทำงานอาสาในโครงการอรุโณทัยเพื่อบุคคลพิเศษ

ชุมชนบำบัด ผ่านงานทอผ้า งานปั้น งานไม้ ซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มผู้ปกครองเด็กพิเศษ

วันแรก เธอใช้เวลาทั้งเช้าปั่นเส้นด้ายและทอผ้า แต่ได้ความยาวของผืนผ้าเพียง 3 เส้นทอ ทำให้รู้สึกหงุดหงิดกับตัวเอง จนเมื่อได้เห็นผ้าทอฝีมือของน้องๆ เด็กพิเศษจึงตื่นเต้นตาม เพราะคิดอยากช่วยขายหรือเพิ่มมูลค่าให้ผ้าแสนสวยเหล่านั้น

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

คบคนให้ดูผ้า

ไม่ต่างจากทุกคน หากโจทย์คือ ผ้าผืนทอมือฝีมือเด็กพิเศษ คุณคงคิดอยากขอซื้อผ้า จ้างคนออกแบบ ตัดเย็บจนสำเร็จแล้วติดแบรนด์เป็นสินค้าจากน้องๆ เด็กพิเศษ

แต่ในความจริงไม่ง่ายอย่างนั้น

ส่วนใหญ่น้องๆ เด็กพิเศษและครอบครัวมักเจอกับการกีดกันของสังคมทำให้ไม่อาจเข้าถึงการศึกษาและโอกาสต่างๆ ในชีวิต และไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครคิดอยากเข้าไปทำงานอาสากับน้องๆ เด็กพิเศษก็ทำได้เลย เพราะวิถีชีวิตเรียบง่ายของน้องๆ เด็กพิเศษ และการสร้างความคุ้นเคยอาศัยความอดทนและความจริงใจ หรือแม้แต่การคิดต่อยอดขอนำผ้าไปใช้เพิ่มมูลค่า เพราะที่ผ่านมากลุ่มผู้ปกครองเจอบทเรียนมาไม่น้อย เช่น หาประโยชน์หรือให้ความหวังลมๆ แล้งๆ กับสิ่งที่ทำไม่ได้จริง

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

แต่เมื่อโปสเตอร์ใช้เวลาปรับตัวเข้ากับน้องๆ เด็กพิเศษและครอบครัวระยะหนึ่ง เธอก็เอ่ยปากกับ ‘แม่เปา’ เจ้าของโครงการว่า “แม่บอกว่าการทอผ้าทำให้น้องมีคุณค่าความเป็นมนุษย์ แต่แม่และน้องทอแล้วเก็บใส่ตู้ไว้ ก็คงไม่มีใครเห็นคุณค่านี้แบบที่แม่เห็น หนูอยากช่วย”

เวลาที่คนบอกว่า ‘Human is a key success of sustainable.’

Human ที่เขาหมายถึงนั้นนับรวมใครบ้าง คนที่เหมือนกับเราเท่านั้นหรือ

นี่คือสิ่งที่โปสเตอร์และ Heartist ต้องการจะบอกเรา เราไม่ได้กำลังซื้อสินค้าจากคนพิการ แต่กำลังซื้องานศิลปะจาก Heartist

My HEARTIST will go on

“ทำงานผ้าจะยากสักแค่ไหนกันเชียว” โปสเตอร์หัวเราะที่ครั้งหนึ่งเคยคิดทำธุรกิจโดยตัวเองไม่มีความรู้เรื่องผ้าเลยแม้เพียงนิดเดียว เงินกว่าครึ่งแสนที่ใช้ทำซื้อผ้าผืนทอมือ จ้างนักออกแบบ ขึ้นตัวอย่างกระเป๋า และสรรหาวัตถุดิบชั้นดี เป็นบทเรียนผู้ประกอบการบทที่ 1 ก่อนจะตามมาด้วยอีกกว่า 10 บทเรียน บ้างเล็ก บ้างใหญ่

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

จุดเปลี่ยนสำคัญของ Heartist คือ การเข้าโครงการพัฒนาศักยภาพธุรกิจเพื่อสังคม SET Social Impact ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และได้เข้าอบรมในโครงการ SET Social Impact Gym by mai Executive โครงการสร้างผลลัพธ์ทางสังคมร่วมกันระหว่าง ระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทจดทะเบียน และกิจการเพื่อสังคม โดยมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียนระดับร้อยล้านพันล้านในตลาดหลักทรัพย์ mai ที่มีจิตอาสาเข้ามาช่วยโค้ชการทำธุรกิจให้กับเหล่าน้องๆ ที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคม

หลังจากลองผิดลองถูกด้วยตัวเองมาก่อน ซึ่งปีแรกของการทำ Heartist โปสเตอร์ไม่ยอมออกงานหรือหาหน้าร้านเพื่อขายกระเป๋าเลย เพราะรู้สึกว่ายังไม่ดีพอ แต่พอได้มาเรียนในห้องเรียน SE102 ของโครงการ SET Social Impact Gym by mai Executive เธอกลับถูกโค้ชหลายรายในโครงการแสดงความเป็นห่วงถึงสถานะทางการเงิน ทั้งที่ตัวเธอเองไม่คิดว่าเป็นปัญหาแม้แต่น้อยเพราะมีรายได้จากงานประจำ

“เราไม่อยากให้คนซื้อของเราเพราะสงสาร เรายอมไม่ได้ถ้าได้ยินใครบอกว่าของของเรายังดีไม่พอ” โปสเตอร์เล่าแรงจูงใจของเธอ

ทรงกระเป๋า ก็เป็นอีกหนึ่งในบทเรียนที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Heartist ซึ่งกว่าจะเป็นกระเป๋าคล้องแขนทรงแปลกแต่สะดุดตาขายดีติดอันดับอย่างทุกวันนี้ โปสเตอร์ต้องต่อสู้กับคำสบประมาทจนเกือบจะเลิก

แต่แล้ววันหนึ่ง อยู่ๆ ก็มีคนส่งข้อความมาสั่งซื้อกระเป๋าเยอะผิดสังเกต สืบดูจึงได้รู้ว่านักแสดงสาว เอ้ก-บุษกร หงษ์มานพ ใช้กระเป๋าของ Heartist และโพสต์ลงอินสตาแกรม จึงทำให้กระเป๋าทรงนี้กลายเป็นที่ต้องการ จากกระแสปากต่อปาก

รับได้ทุกอย่าง

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

หนึ่งในบทเรียนวิชาผู้ประกอบการธุรกิจสังคมที่ใหญ่ที่สุดคือ นโยบายรับซื้อผ้าทอทุกผืน

เหตุผลที่โปสเตอร์รับซื้อผ้าทุกผืนไม่หยุด ไม่ใช่เพราะมีเงินมากมาย แต่เพราะเธอไม่อยากทำลายความเชื่อมั่นของผู้ปกครองและเด็กๆ ในโครงการอรุโณทัยเพื่อคนพิเศษ และโรงเรียนอุบลปัญญานุกูล จังหวัดอุบลราชธานี แม้พ่อแม่ของน้องๆ จะโทรมาถามสถานการณ์ธุรกิจของเธอด้วยความเป็นห่วง ช่วยเสนอความคิดเห็นให้ขึ้นป้ายว่าเป็นมาจากสินค้าคนพิการไปเลย แต่เธอไม่ยอมให้มีคำว่า ‘สินค้าคนพิการ’ ออกมาจากแบรนด์ Heartist เป็นอันขาด

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

“แน่นอนว่านโยบายนี้จะขัดใจคนที่คิดทำธุรกิจ ซึ่งถ้าเราอยากรับซื้อผ้าทอมือทุกผืนอย่างที่ตั้งใจโดยไม่ลดต้นทุนอื่นๆ เราต้องมีแผนรายได้” ไม่ใช่เพราะความบังเอิญที่ทำให้โปสเตอร์คิดได้ แต่เพราะรายจ่ายกว่า 6 หลักซึ่งมาพร้อมคลังผ้าทอที่ส่งมาจากอุบลฯ ทุกเดือน เพิ่มขึ้นจนเส้นปลายทางของ Heartist ใกล้เข้ามาทุกที เรียกร้องให้โปสเตอร์เอาจริงเอาจังกับแผนธุรกิจของตัวเอง

ไม่อยากเป็นผู้ประกอบการที่สอบตก

“ธุรกิจก็คือธุรกิจ ถ้าเราไม่สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ เราก็คงไม่มีหน้าบอกใครว่าจะช่วยเหลือคนอื่น เราไม่อยากสอบตกในการเป็นผู้ประกอบการที่ล้มเหลว” โปสเตอร์ร้องบอก ก่อนจะเสริมว่าสิ่งที่ยากสำหรับเธอ คือ การคิดให้เป็นระบบ

และการทำธุรกิจคือการคิดอย่างเป็นระบบ โดยมีเครื่องมือคือ แผนผังโมเดลธุรกิจ หรือ Business Model Canvas (BMC) ที่ใช้ได้จริง

“เราใช้เวลากลั่น BMC ของตัวเองเป็นปี เพราะส่งการบ้านโค้ชแล้วโดนตีกลับทุกครั้ง หลังจากกวาดตาดูเพียงแว้บเดียวแล้วรู้ว่าสิ่งที่เขียนมาไม่ตรงตามสถานการณ์จริงของธุรกิจเรา” โปสเตอร์เล่าว่า โค้ชสอนเสมอว่าการเป็นเจ้าของกิจการจะเกลียดการเงินไม่ได้

“ไม่ได้เกลียดการรับเงินนะ พวกเราเกลียดการทำความเข้าใจความยุ่งยากเรื่องเงินๆ ทองๆ เคยคิดด้วยซ้ำว่าไม่ต้องมีก็ได้ แต่เมื่อเห็นแผนการในหัวที่อยากทำนู่นนี่เต็มไปหมด แต่ทำ Action Plan ไม่เป็น สิ่งในหัวก็คงเกิดขึ้นจริงไม่ได้” โปสเตอร์เล่าว่า ที่ผ่านมาเธอรู้ความหมายของ BMC แต่ละช่อง แต่ไม่รู้เหตุและผล และความเชื่อมโยงระหว่างกัน

“วันนี้ถ้าใครมาถามเราเรื่องแผน เราตอบได้เลยว่า เดือนหน้าเราจะลงพื้นที่ทำวิจัยเรื่องเด็กกับโรงพยาบาลรามาฯ เพื่อศึกษากระบวนการทอผ้าบำบัด แล้วออกแบบกี่ทอผ้าที่เหมาะกับทุกสรีระเพื่อการบำบัดที่แท้จริง ซึ่งทำงานร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะนับรวมกับต้นทุนซึ่งสะท้อนออกมาเป็นราคาขาย

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

พิเศษนิยม

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

“วันแรกที่เข้าโครงการ SET Social Impact Gym โค้ชถามว่า สินค้านี้ขายใคร เราตอบว่าขายคนมีเงิน เราไม่ได้กวนนะ เพียงแค่ยังนึกไม่ออก เพราะรู้แค่ว่าเราขายของดีมีคุณภาพในราคาที่อาจจะสูง โค้ชถามกลับทันทีว่า แปลว่าคนมีฐานะทุกคนต้องซื้อกระเป๋าเรานะ ไม่เช่นนั้นแปลว่าเขาไม่มีเงิน” จากวันที่ไม่รู้เรื่องเลย วันนี้โปสเตอร์บอกว่า มั่นใจมาก หากใครมาถามเธอเรื่องแผนผังธุรกิจ

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

“ตอนแรกเราตั้งกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กนักศึกษา โดยที่ไม่ได้วิเคราะห์ความต้องการที่แท้จริงของคนกลุ่มนั้น ขณะที่ลูกค้าจริงกลับเป็นคนวัย 30 – 40 ปีที่มีกำลังซื้อ มีความเข้าใจเพราะผ่านโลกมาประมาณหนึ่ง จึงรู้ซึ้งในคุณค่าของมนุษย์ และเมื่อเราอยากสื่อสารเรื่องราวและสิ่งที่เชื่อ คนกลุ่มนี้นั่นแหละเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญ”

กลุ่มเป้าหมายไม่จำเป็นต้องมีเพียงกลุ่มเดียว แต่คิดถึงและแบ่งย่อยตลาดที่อาจเป็นลูกค้าเราในอนาคต ซึ่งยิ่งลงรายละเอียดมากเท่าไหร่ เราจะยิ่งเจอกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ต้องใช้เวลาลองถูกลองผิดอย่างที่แล้วมา

เช่นเดียวกับพาร์ทเนอร์ของธุรกิจ จากเดิมที่เข้าหาด้วยท่าทีขอความช่วยเหลือ โปสเตอร์เล่าว่า วันนี้ Heartist เปลี่ยนท่าทีใหม่ เดินเข้าหาบริษัท องค์กร และหน่วยงานต่างๆ ด้วยความมั่นใจ เพราะรู้สึกว่าของของเราเป็นของดี เป็นของที่เราอยากนำเสนอ

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

กระเป๋าใบนี้ขายกระบวนการ

เริ่มตั้งแต่จัดหาไหมและอุปกรณ์ส่งให้ศิลปินพิเศษ คิดหาวิธีการขยายและช่วยให้น้องๆ มีพัฒนาการด้านต่างๆ ดีขึ้นจากการทอผ้าบำบัดบำบัด รับซื้อผ้า ออกแบบ คิดทำ และผลิตกระเป๋า ทำแบรนด์ ทำธุรกิจ วางแผนการขายและการตลาด ระบบการเงินหลังบ้าน ผลกระทบทางสังคมระหว่างทางและปลายทาง

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

“จากที่เคยเรามองตัวเองเป็นแม่ค้าขายกระเป๋าคนหนึ่ง แต่วันนี้เราจะเป็นผู้พัฒนาและจัดจำหน่าย เพราะตลาดหลักทรัพย์ฯ ช่วยให้เราคิดเป็นระบบ ทำให้เราหลุดจากกรอบการทำงานเพื่อสังคมแบบเดิม รู้จักและเปิดใจกับการคิดทำอย่างนักธุรกิจ จนต่อยอดแผนการในใจให้เกิดขึ้นจริง และสร้างความมั่นใจแก่เรา” กระบวนการคิดทางธุรกิจที่เป็นระบบ ทำให้ตัวตนของโปสเตอร์และ Heartist ยิ่งชัดเจน

จากวันแรก จนถึงวันนี้ Heartist กลายเป็นแบรนด์ที่พัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มาจากการบำบัดของบุคคลพิเศษ เป็นแบรนด์ที่ทำลายมายาคติสินค้าคนพิการ เป็นแบรนด์ที่รวบรวมงานศิลปะพิเศษไว้ด้วยกัน ชิ้นงานมาสเตอร์พีซที่มีชิ้นเดียวในโลก เป็นแบรนด์ที่ทำให้เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์และอยู่ร่วมกันอีกครั้ง

ใช่แล้ว กระเป๋า 1 ใบที่เราซื้อ เรามีส่วนร่วมตั้งแต่การจัดหาไหม มีส่วนในการช่วยเหลือกระบวนการบำบัด สร้างรายได้ สร้างความภาคภูมิใจ นำครอบครัวของน้องๆ เด็กพิเศษกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตา สร้างศิลปินหน้าใหม่

ท้ายที่สุดแล้ว Heartist ตั้งใจจะเป็นธุรกิจที่ทำกำไร แม้ใครจะบอกว่า Heartist หากินกับคนพิการ โปสเตอร์ก็ขอยอมรับอย่างเต็มหัวใจ เพราะเหนือสิ่งอื่นใด เธออยากทำให้คนพิการมีอาชีพ อยากให้ Heartist เป็นธุรกิจที่ดำเนินต่อไปแม้ในวันที่ไม่มีเธอ

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load