The Cloud x SCG

หากเราลองรื้อเสื้อผ้าที่ล้นตู้ในบ้านออกมากองดูสักครั้ง เชื่อเลยว่าต้องมีเสื้อหรือกางเกงสักตัวที่เราหลงลืมไปแล้วว่าเคยซื้อมาตอนไหน หรือว่าใส่มันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แล้วพอค้นไปเรื่อยๆ เราก็จะพบอีกว่าเสื้อผ้าหลายๆ ตัวที่ไม่เคยหยิบจับออกมาใช้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ ยัดใส่ตู้ใบเดิมเข้าไปเรื่อยๆ 

ฟังแล้วอาจจะดูขำๆ ก็แค่นิสัยส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่น่ามีผลกระทบกับใคร

แต่โดยไม่รู้ตัว พฤติกรรมดังกล่าวเป็นสิ่งยืนยันว่าเรากำลังร่วมขบวนรถไฟในการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่สมเหตุสมผลและเกินพอดี

วันนี้เราเลยอยากพาคุณไปรู้จักสตาร์ทอัพสัญชาติไทยเจ้าหนึ่งที่ชื่อว่า ‘moreloop’ ธุรกิจดีต่อโลกซึ่งเกิดจากการผสมผสานการแก้ปัญหาทางธุรกิจและแพสชัน ของคนสองคนที่ต่างกันสุดขั้ว 

แอ๋ม-ธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์  และ พล-อมรพล หุวะนันทน์

หนึ่งในนั้นคือ พล-อมรพล หุวะนันทน์ หนุ่มอดีตนักวิเคราะห์ด้านการเงินและความเสี่ยงบริษัท ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตวัยกลางคน ในการค้นหาความหมายของสิ่งที่ทำและการมีชีวิตอยู่ กับ แอ๋ม-ธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์ ทายาทรุ่นที่ 2 ของโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป ที่กำลังเผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่ใครๆ ก็บอกว่าเป็น Sunset ของธุรกิจสิ่งทอ ซึ่งเธอยังเชื่อว่ามีโอกาสและความเป็นไปได้ที่น่าจะเติบโต

  ทั้งสองมาเจอกัน แล้วนำการแก้ปัญหาธุรกิจสิ่งทอผสมแพสชันในการอยากดูแลสิ่งแวดล้อม จนกลายมาเป็นโรงงานรับผ้าคุณภาพดีมือสอง แพลตฟอร์มธุรกิจใหม่ที่ชุบชีวิตเศษผ้าที่เหลือทิ้งในโรงงานผลิตให้กลับมามีชีวิตและมูลค่าอีกครั้ง

01

เริ่มต้นจากการแก้ปัญหาและแพสชัน

“เรียกว่าเป็นวิกฤตวัยกลางคนของผมแล้วกัน ผมว่าทุกคนต้องเจอ” พลเริ่มเปิดประเด็นกับเราอย่างน่าสนใจ ด้วยการเล่าถึงช่วงชีวิตที่ใครหลายคนมองว่าน่าอิจฉา เพราะเขาอยู่ในสายงานที่แสนมั่นคง แถมไต่เต้าขึ้นไปถึงตำแหน่งเฮดออฟฟิศของบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่เขากลับหาความหมายของสิ่งที่ตัวเองทำไม่เจอ

“เรามองเห็นแล้วว่าอีกหกถึงเจ็ดปี ถ้าเรายังทำงานด้านนี้ ก็คงอยู่ตรงนี้แหละ ไม่ได้ไปไหน เมื่อก่อนเราอาจจะมองว่าการประสบความสำเร็จในชีวิตคือทำงานมีตำแหน่ง มีบ้าน มีครอบครัว แต่งงานมีลูก แต่มาถึงจุดหนึ่ง เราเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง และอยากจะออกมาทำอะไรของตัวเองดู

“ตัวผมสนใจประเด็นเรื่องยะมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะเรารับรู้ว่าถุงพลาสติกต้องใช้เวลาย่อยสลายนานมาก กินเวลาสี่ถึงห้าร้อยปี และคิดว่ามันต้องกลายเป็นปัญหาแน่ๆ แต่ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ เลยเริ่มคิดว่าอย่างนั้นเรามองขยะหรือของเหลือให้กลายเป็นทรัพยากรได้ไหม”

แอ๋ม-ธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์  และ พล-อมรพล หุวะนันทน์

เมื่อได้กลับมาโฟกัสแพสชันที่ตัวเองมี ประจวบเหมาะกับมาเจอรุ่นน้องสมัยมหาวิทยาลัยอย่าง แอ๋ม ทายาทรุ่นสองของธุรกิจผลิตเสื้อสำเร็จรูป ซึ่งกำลังมองหาทางแก้ปัญหาในธุรกิจ เพราะอยากจัดการสต๊อกผ้า ที่เหลือจากการผลิตในโรงงาน

“แก่นธุรกิจของ moreloop คือการรวมแพสชันของพี่พลกับปัญหาในฝั่งของธุรกิจของเรา คือการได้ระบายผ้าในสต๊อกออกไป ในส่วนการช่วยเหลือสิ่งแวดล้อม คือทำอย่างไรให้ไม่ต้องใช้ทรัพยากรใหม่ เราเลยไม่มีผ้าใหม่ เวลาคนมาถามว่ามีผ้าใหม่ไหม เราจะบอกว่าเราไม่มีผ้าใหม่เลย”

แอ๋ม-ธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์

ทั้งสองบอกตัวเลขที่น่าตกใจให้ฟังว่า เราอาจจะรับรู้กันดีว่า จากรูปแบบการอุปโภคบริโภคของคนไทย ทำให้เกิดขยะมากถึง 27 ล้านตันต่อปี แต่สิ่งที่เราไม่เคยรู้คือปริมาณขยะที่เกิดในระบบอุตสาหกรรม หรือที่เรียกกันว่า Industrial Waste นั้นสูงถึง 50 ล้านตันต่อปี สูงกว่าการใช้สินค้าแล้วทิ้งของคนเราเกือบเท่าตัว แล้วขยะในระบบอุตสาหกรรมเหล่านั้นก็เกิดจากวัสดุที่เหลือจากกระบวนการผลิต ซึ่งไม่มีการนำไปสร้างมูลค่าต่อ นั่นจึงเป็นช่องว่างทางธุรกิจที่ทั้งสองคนมองเห็นตรงกัน

“พอรู้แบบนั้น ผมเลยตั้งสมติฐานว่าถ้ารวบรวมของเหลือจากระบบอุตสาหกรรมที่ติดอยู่ในโรงงาน คัดแยกมันออกมาด้วยดาต้า แล้วเอาข้อมูลก้อนนี้ไปอยู่ในตลาดออนไลน์ให้ทุกคนเข้าถึงได้ มูลค่าของสิ่งนั้นก็จะเปลี่ยนไป เพราะว่าของสิ่งหนึ่งจะเป็นขยะหรือไม่เป็นขยะขึ้นอยู่กับการมอง สิ่งที่ moreloop ทำคือการสร้างการมองเห็นให้ได้มากที่สุด”

02

ความเชื่อที่เพิ่มขึ้นตามระยะทาง

ทั้งสองเล่าถึงรูปแบบการทำธุรกิจสิ่งทอในปัจจุบันที่ทำให้มูลค่าของบางสิ่งบางอย่างหล่นหายไประหว่างทาง เพราะโดยปกติโรงงานที่ผลิตผ้าสำเร็จรูปต้องสั่งผ้ามาในจำนวนที่เยอะ และจะเผื่อเหลือเผื่อขาดวัตถุดิบไว้ประมาณ 2 – 3 เปอร์เซ็นต์ ในแต่ละครั้ง สิ่งที่เกิดเมื่อแต่ละงานเสร็จสิ้นคือผ้าค้างสต็อกจำนวนมาก กินทั้งพื้นที่โรงงาน ต้นทุน และเพิ่มค่าเสียเวลาในการจัดการขยะ

“เมื่อจบงานเราจะเห็นว่าไม่ว่าผ้าที่เหลือจะเนื้อดียังไง สุดท้ายจะถูกนำไปชั่งกิโลขาย ทุกอย่างมันถูกลดคุณค่าไปหมดเลย และเราเสียดายเพราะเห็นว่านี่คือของที่ยังมีมูลค่าอยู่ ไม่ควรถูกลดมูลค่าไวขนาดนี้ แค่ตีตั๋วส่งของจบ มูลค่าของวัตถุดิบที่เหลือลดลงหมดเลย ทั้งที่ตอนผลิตงานวัตถุดิบที่ว่ายังอยู่ในมูลค่าเดิม สิ่งที่ moreloop ทำคือการเอาของที่มีอยู่มาจับคู่กับคนที่เขาต้องการ และทำให้ของสิ่งนั้นยังขายได้ใกล้เคียงกับมูลค่าเดิม”

moreloop ธุรกิจโรงงานผ้ารูปแบบใหม่ของคนไทยที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยการไม่ผลิตผ้าใหม่สักผืน

แต่สิ่งที่พวกเขาทำนั้นท้าทายมากๆ เพราะพวกเขายอมรับเองว่ามันคือการเริ่มสิ่งใหม่ และไม่มีระดับความสำเร็จของใครให้ทาบวัดมาก่อน

“มันกลายเป็นว่าเราไม่มีต้นแบบอะไรให้ก๊อปปี้ได้เลย เราสองคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทางที่เราเดินไปถูกหรือผิดตั้งแต่ต้น ที่ทุกคนเห็น moreloop มีแพลตฟอร์มหน้าตาแบบนี้ มันเกิดจากการที่เราทำเซอร์เวย์ เราทดลองปรับนู่นนั่นนี่ ไม่ได้อยู่ดีๆ ก็ออกมาแบบนี้เลย แต่ความเชื่อของเราจะค่อยๆ เพิ่ม จากระยะทางที่เราเดินมาไกลขึ้น” แอ๋มเล่า ก่อนที่พลจะเสริมว่า 

“เบื้องหลังทำให้เรามีความเชื่อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่สำหรับผมแรงผลักดันสำคัญที่อยากทำงานตรงนี้คือความอยากรู้ ถ้าเราเอาแนวคิด Circular Economy เข้ามาใส่ในธุรกิจ และเอาของเหลือในอุตสาหกรรมมาวนลูปได้ จะได้ธุรกิจออกมาหน้าตาแบบไหน”

03

Circular Economy หมุนเวียนเพื่อยั่งยืน

แนวคิดเรื่อง Circular Economy เริ่มถูกพูดถึงในวงกว้างมากขึ้น เป็นผลมาจากรูปแบบการทำธุรกิจตั้งแต่อดีตลากยาวมาถึงปัจจุบัน เพราะเราถลุงทรัพยากรเยอะมาก จนเกิดโลกร้อนและปัญหาขยะล้นโลก การแก้ปัญหาของระบบอุตสาหกรรมยุคนี้คือจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด โดยที่เราไม่ต้องใช้ของใหม่ ซึ่งผลที่ตามมาก็ทำให้เราปวดหัวในการจัดการของเหลือหรือขยะให้น้อยลง

“สำหรับแอ๋ม ถ้ามองในเชิงผู้ผลิต เราได้พื้นที่โรงงานกลับมาไม่มากก็น้อย เราได้ขายวัตถุดิบในมูลค่าที่ใกล้เคียงความเป็นจริง ส่วนในแง่ของคนซื้อก็มีตัวเลือกมากขึ้น เปิดโอกาสให้แบรนด์เล็กๆ ให้ดีไซเนอร์ได้เข้าถึงแหล่งทรัพยากรที่หลากหลายมากขึ้น แล้วสุดท้ายน่าจะเป็นเรื่องดีต่อใจมั้ง (หัวเราะ) 

“เมื่อก่อน เวลาพูดเรื่อง Circular Economy แต่ละคนก็จะบอกว่าเป็นหน้าที่ภาครัฐบ้างล่ะ องค์กรใหญ่จะสนับสนุนอย่างไรบ้างล่ะ มีแต่โยนกันว่าคนนั้นคนนี้ต้องรับผิดชอบ แต่ moreloop เป็นเหมือนฟันเฟืองหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าคนตัวเล็กๆ สองคนทำได้ แค่ลงมือทำและปรับแนวคิดของตัวเองว่าสิ่งที่คุณทำจะอยู่ได้อย่างไร”

moreloop ธุรกิจโรงงานผ้ารูปแบบใหม่ของคนไทยที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยการไม่ผลิตผ้าใหม่สักผืน

“สำหรับผมคำว่าขยะมันเป็นแค่ความเห็น เพราะแต่ละคนมองไม่เหมือนกันเลย อย่างพี่ซาเล้งเขาก็จะมีความรู้มากกว่าเราว่าขวดใบหนึ่งวันนี้มีราคาเท่าไหร่ เขาจะมองมันเป็นวัตถุดิบ อย่าไปมองอะไรว่าเป็นขยะ แค่เรามีวิธีเรียกที่เปลี่ยน เราก็จะรับรู้ทันทีว่ามันคือวัสดุหนึ่งนะ 

“อย่างผ้า เราก็เรียกมันว่าผ้าส่วนเกินจากการผลิต เมื่อไหร่เรามองของสิ่งนั้นเป็นขยะ มันก็จะกลายเป็นขยะไปจริงๆ เราแค่ต้องตั้งโจทย์กับมันมากขึ้น เราแค่ถามว่าจะใช้สิ่งนี้ใหม่ได้อย่างไรบ้าง moreloop ก็เริ่มแบบนั้นเหมือนกัน เราแค่ตั้งคำถาม”

ผลลัพธ์ที่เกิดทั้งในแง่ธุรกิจและสิ่งแวดล้อมของ moreloop ยืนยันแล้วว่า คำถามที่ดีมักจะให้คำตอบที่แตกต่าง 

04

Negative-sum Game กับโลกที่ทุกคนเสียประโยชน์

“ในวงการแฟชั่นทุกวันนี้มีเรื่องน่าสนใจอะไรบ้าง” เราถาม ซึ่งแอ๋มตอบกลับมาว่า

“เราว่ากระแส Sustainable Fashion นี่แหละที่น่าสนใจมาก เพราะว่ามันขัดกับตลาดและกระแสตลอดช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมาเลย ช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาแบรนด์ต่างๆ ล้วน Overproduce 

“ที่ผ่านมา แนวคิดในวงการแฟชั่นที่สร้างผลกระทบแก่สิ่งแวดล้อมอย่างมากมีอยู่สองอย่าง ประเภทแรกคือ Fast Fashion ที่เน้นผลิตเยอะเปลี่ยนเร็ว แต่ก็โอเคที่เขายังมีการควบคุมคุณภาพการผลิต ควบคุมใช้ผ้าสเปกประมาณนี้ แต่ที่สร้างปัญหามากยิ่งกว่า คือสินค้าประเภท Cheap Fashion ที่เน้นราคาถูกมากๆ ใช้ผ้าห่วยๆ เย็บไม่ดี จูงใจให้คนซื้อเพราะราคา แต่พอซักแล้วผ้าบิดหรือขาดไปเลย ใช้ครั้งเดียวแล้วต้องทิ้ง 

พล-อมรพล หุวะนันทน์

“เสื้อผ้าไม่ควรเป็นสินค้าที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง มันควรซักแล้วใช้ซ้ำได้ ระบบของอุตสาหกรรมทำให้คนอยากใช้ของถูกจนมากเกินไป ทำทุกอย่างให้ถูก ผลิตถูกๆ จ่ายค่าแรงงานถูก จนสุดท้ายของที่ออกมาก็ถูกทิ้ง ซึ่งเราควรหันมาซื้อของที่ราคาสมเหตุสมผลกันไหม 

“เสื้อผ้าจะถูกหรือแพงอยู่ที่จำนวนการใส่นะ สมมติเสื้อตัวละหนึ่งร้อยบาท แต่เราใส่ครั้งเดียว มูลค่าของมันก็คือหนึ่งร้อย แต่เสื้อตัวละหนึ่งพันบาทและมีคุณภาพ เราใส่สักร้อยครั้ง มูลค่าของมันก็เหลือแค่สิบบาทเองนะ ไม่อยากให้คนมองความถูกหรือแพงที่ราคาบนป้าย แต่มองความสมเหตุสมผลมากกว่า”

05

ความยั่งยืน = สมเหตุสมผล

“สิ่งที่เราอยากให้คนเข้าใจคือคำว่า Sustainable ไม่ใช่แค่เรื่องราคาหรือวัสดุดีต่อโลกไหม แต่เราคิดว่ารวมไปถึงเรื่องคุณภาพการผลิตด้วย ปัจจุบันเราอาจเห็นว่าตลาดออนไลน์โต แต่จำนวนการคืนของคืนก็โตเหมือนกัน ของไม่ได้คุณภาพบ้าง ของไม่ตรงปกบ้าง และของเหล่านั้นก็กลายเป็นสิ่งไม่ต้องการ เป็นขยะ”

ทั้งสองคนย้ำว่าสมดุลของความยั่งยืนต้องอยู่บนพื้นฐานของความสมเหตุสมผล และทุกส่วนที่อยู่บนห่วงโซ่ของธุรกิจต้องได้รับผลประโยชน์แบบวิน-วิน ไม่อย่างนั้นธุรกิจที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้

moreloop ธุรกิจโรงงานผ้ารูปแบบใหม่ของคนไทยที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยการไม่ผลิตผ้าใหม่สักผืน

“เรามองว่าสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจที่เราหวังเกิดขึ้นได้จริงๆ คือเราต้องไปด้วยกัน เรามองลูกค้าทุกคนเป็นพาร์ตเนอร์ และเวลาเราเสนออะไรให้ลูกค้าไป เรามักจะเลือกตัวเลือกที่ดีที่สุดในมือเราให้เขา เพื่อให้เขารู้สึกว่าของที่ได้มาคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้ เราอยากให้คนมาซื้อของจากเรา เพราะสินค้าที่ได้จากเราคือสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ ของมีคุณภาพ ตรงความต้องการ ราคาสมเหตุผล ส่วนเรื่องรักโลกมันคือผลกำไรที่คุณได้ไป”

moreloop มีโอกาสร่วมงานกับองค์กรที่ใส่ใจในเรื่อง Circular Economy อย่าง SCG ซึ่งมุ่งมั่นผลักดันให้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นในภาคธุรกิจ ภายใต้แนวทาง SCG Circular Way ที่สร้างความเข้าใจ สนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตและการบริโภคสู่แนวปฏิบัติของเศรษฐกิจหมุนเวียน 

จึงเกิดเป็นเสื้อ SCG หลากหลายรุ่น ซึ่งผลิตด้วยผ้าเนื้อดีที่มีความยั่งยืนเต็มผืนจาก moreloop ที่คำนวณให้ด้วยว่าในแต่ละรอบการผลิต ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นหนึ่งในตัวทำให้สร้างโลกร้อนไปได้เท่าไหร่

06

เป้าหมายไม่ใช่เรื่องตัวเลข

“มองเป้าหมายต่อไปของตัวเองอย่างไร”

“เป้าหมายมันเปลี่ยนเรื่อยๆ เพียงแต่ว่าในปีนี้เป้าหมายของเรามันเกินคาดไปแล้ว เราไม่ได้มองแค่เรื่องตัวเลข แต่เราอยากให้เราเป็น First in mind ที่เมื่อคนคิดถึงผ้าที่มีคุณภาพและดีต่อโลก อยากให้เขาคิดถึงเราก่อน”

แอ๋มเสริมถึงประสบการณ์ที่ได้จากเส้นทางที่ผ่านมาว่า สิ่งที่ทำอยู่วันนี้ พาเธอเดินมาเจอโลกอีกใบ

“moreloop เปิดโลกอีกใบหนึ่งให้เรา เพราะที่ผ่านมาเราอยู่ในสายการผลิตมาตลอด เรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในระบบอุตสาหกรรม พอเราได้ทำงานตรงนี้ เราได้เจอคนจากกลุ่มอื่นๆ ที่เขาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม และเราได้สร้างอะไรบางอย่างไปด้วยกัน ไม่ใช่แค่ทำธุรกิจซื้อขายของกันเป็นชิ้นๆ ไป แต่เราได้เจอคนที่เขาเห็นสิ่งที่เราทำ และเชื่อว่ามันทำได้จริง สิ่งเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้เราทำงานตรงนี้ต่อไป

moreloop ธุรกิจโรงงานผ้ารูปแบบใหม่ของคนไทยที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยการไม่ผลิตผ้าใหม่สักผืน

พลปิดท้ายถึงคนที่มีความเชื่อและเป้าหมายเดียวกันกับเขาและแอ๋มว่า

ถ้าเขาสนใจสิ่งนี้และเชื่อเรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องทำแบบเรา เพราะว่าในจินตนาการของทุกคนไม่เหมือนกันอยู่แล้ว แค่สวมคำว่า Circular เข้าไป คุณก็สร้างความเปลี่ยนแปลงที่เติบโตผ่านกลไกของธุรกิจได้ 

“และถ้าทุกคนทำ เราเชื่อว่าจะสามารถลดขยะได้เกิน 100% ถ้าเป็นอย่างนั้นแทนที่เราจะสร้างขยะปีละ 27 ล้านตัน อาจจะเหลือ 20 ล้านตัน อาจจะไม่ต้องมาทำเป็นธุรกิจก็ได้ แค่มีความเชื่อแบบนี้ พฤติกรรมการตัดสินใจเปลี่ยน มันก็จะสร้างความเปลี่ยนแปลงขึ้นมา

เตรียมไปฟังแรงบันดาลใจของ พล-อมรพล หุวะนันทน์ ผู้ก่อตั้ง moreloop เกี่ยวกับแนวคิดเบื้องหลังการทำธุรกิจ และประสบการณ์ตลอดเส้นทาง ที่จะพิสูจน์ให้คุณเห็นว่าแนวคิดธุรกิจ Circular Economy นั้นเกิดขึ้นได้จริง และทุกคนมีส่วนร่วมได้ที่งาน SD Symposium 10 Years “Circular Economy : Collaboration for Action” ในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ ติดตามชม LIVE รวมทั้งไปรับฟังแรงบันดาลใจจาก Guest Speaker ที่น่าสนใจอีกมากมาย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

Happy Business

เรื่องราวของธุรกิจสร้างสรรค์ที่ต้องการแ...

หากใครอยู่ในย่านสุขุมวิท บางนา สาทร และอารีย์ อาจเคยเห็นรถบรรทุกคันเล็กหลังคาสีเขียว จอดตามคอนโดฯ เปิดท้ายขายผักผลไม้สด ดูแล้วช่างละม้ายคล้ายรถพุ่มพวง แต่หากได้เข้าไปดูใกล้ๆ จะเห็นว่ารถคันนี้มีอะไรมากกว่านั้น 

รถคันนี้มีชื่อว่า Grocery Truck เป็นรถขายผักผลไม้ที่มีขายตั้งแต่แตงโมไปจนถึงหอมใหญ่ พร้อมผักสดทั้งไทยและเทศ คอยจอดให้บริการตามจุดต่างๆ ให้คนในละแวกใกล้เคียงแวะเวียนมาหยิบตะกร้าเลือกซื้อได้ตามชอบใจ 

รถบรรทุกน่ารักๆ นี้เป็นอีกบริการหนึ่งของ Happy Grocers สตาร์ทอัพที่อาสาเป็นตัวเชื่อมระหว่างเกษตรกรกับคนเมือง 

Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย

Happy Grocers ทำงานกับเกษตรกรถึงสวน ใช้แพลตฟอร์มของตนเพื่อให้เกษตรกรรายเล็กมีตลาดขายสินค้าในราคาที่สมเหตุสมผล ส่งต่อความใส่ใจจากเกษตรกรถึงมือลูกค้า ให้ความสำคัญกับเรื่องราวและที่มาที่ไปของผักแต่ละต้น จนครองใจลูกค้าประจำกว่า 1,200 คน 

ทุกอย่างนี้เริ่มต้นจากโพสต์เฟซบุ๊กโพสต์เดียว มาสู่การลองผิดลองถูกช่วงล็อกดาวน์ในสถานการณ์โรคระบาดเมื่อปีที่ผ่านมา จนเกิดเป็น Happy Grocers ที่นอกจากจะส่งผักอินทรีย์จากสวนเกษตรกรถึงมือลูกค้า ยังเป็นแพลตฟอร์มให้ลูกค้าที่เชื่อในเรื่องเดียวกันมาเจอกันด้วย 

Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย

โม-สุธาสินี สุดประเสิรฐ และ มุก-ปัทมาภรณ์ ดำนุ้ย สองเพื่อนนักศึกษาจากวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้ แม้ธุรกิจนี้เพิ่งเติบโตและผลิบาน แต่ด้วยความตั้งใจและวิธีการที่ชัดเจน ทำให้ Happy Grocers คว้ารางวัลจากเวที Startup Thailand League 2020 การันตีว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำนั้น ช่วยสร้างความสุขให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้จริงๆ

ลงมือทดลอง

โมและมุกเป็นเพื่อนที่มหาวิทยาลัย ทั้งคู่เริ่มทำงานร่วมกันจริงจังเมื่อครั้งไปฝึกงานที่จังหวัดศรีสะเกษ ร่วมงานกับอาจารย์จาก Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดงาน International Develeolment Design Summit โดยทำงานร่วมกับองค์กรนานาชาติจาก 14 ประเทศ จากทวีปอเมริกา ยุโรป แอฟริกา และเอเชีย 

หลังเรียบจบ ทั้งคู่เริ่มค้นหาเส้นทางของตัวเอง โมเดินทางไปหาแรงบันดาลใจในต่างประเทศ และกลับมาทำโปรเจกต์เกี่ยวกับ Community Based Tourism ที่กระบี่ จึงเกิดไอเดียที่จะทำอะไรในช่วงล็อกดาวน์ ประกอบกับเพื่อนและคนรู้จักเริ่มบ่นว่าหาแหล่งซื้อผักผลไม้สดนอกจากห้างสรรพสินค้าไม่ได้เลย

“ตอนโควิด-19 ปีที่แล้วช่วงเดือนมีนาคม เพื่อนเราที่ทำงาน NGO ใน UN บอกว่าหาซื้อของที่ไม่เป็นพลาสติกไม่ได้ เพราะช่วงแรกๆ เดลิเวอรี่มาแรงจริงๆ ถ้าจะเน้นสั่งเดลิเวอรี่ก็จะใช้พลาสติกเยอะมาก 

“ส่วนเกษตรกรรายเล็กๆ ขายสินค้าเกษตรไม่ได้เพราะไม่รู้จักตลาด และไม่มีกำลังมากพอที่จะซื้อพื้นที่ขายของในห้าง เราเห็นว่าเกษตรกรที่รู้จัก เริ่มขายของไม่ได้ ทุกคนเริ่มบ่นว่าลำบาก”

ส่วนมุกได้ลองทำงานหลายอย่างระหว่างเรียนมหาลัย จนเรียนจบออกมาได้ไปทำงานในเอเจนซี่โฆษณา เมื่อทำไปสักพักก็เริ่มรู้ว่าไม่ใช่พื้นที่ที่เธอคุ้นเคย 

“มันไม่เหมือนกับที่เราเรียนมาเลย ที่ทุกไอเดียพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ เรายังปล่อยไอเดียไม่ได้เต็มที่ เลยอึดอัดกับสิ่งที่ทำอยู่ ตอนทำงานไม่เคยเห็นพระอาทิตย์ รู้สึกไม่มีอิสระ เราอยากเห็นพระอาทิตย์ เห็นต้นไม้ตอนเลิกงาน”

ไอเดียริเริ่มของโมในตอนนั้น บวกเข้ากับโปรเจกต์เรื่อง E-commerce ผักผลไม้ที่มุกทำส่งอาจารย์ก่อนเรียนจบ ทำให้มุกและโมได้มาเจอกันอีกครั้ง ทั้งคู่พิสูจน์ว่าสิ่งที่พวกเขาคิดจะทำได้จริงไหมผ่านโพสต์บนเฟสบุ๊กเพียงโพสต์เดียว

‘If you guys want some groceries, you can order them with me. I can delivery on the next day’ 

“ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องส่งของยังไง ซื้อที่ไหน เลยไปเริ่มที่ตลาดไทก่อน เพื่อดูว่ามันมีดีมานด์จริงไหม กลายเป็นว่าเราได้ยี่สิบออเดอร์ภายในคืนเดียว 

“เราเริ่มจากไอเดียแล้วทดลองเลย เอาเสียงตอบรับลูกค้ามาปรับ แล้วค่อยไปลงทุน เป็น Mindset ที่มีมาแต่แรกอยู่แล้ว เพราะเราไม่ได้มีทุนในตั้งต้น เลยเลือกเริ่มจากการพรีออเดอร์ แล้วเอาทุนตรงนั้นมา Re-invest ไปเรื่อยๆ”

Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย
Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย

เริ่มต้นตามหาที่มาที่ไป

จากประสบการณ์ทำงานกับเกษตรกรกว่า 7 เดือน โมและมุกเข้าใจเกษตรกรรายย่อย ผู้เป็นต้นทางของผลผลิตทั้งผักและผลไม้ในระบบอาหารที่คนเราบริโภคกันทุกวันนี้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ขั้นตอนไม่ใช่เพียงแค่การส่งผักจากเกษตรกรไปขายในตลาด แต่การกระจายผลผลิตไปยังพื้นที่ต่างๆ ต้องอาศัยพ่อค้าคนกลางและกลไกตลาดมากกว่าที่เราเห็น

ผักจากทั่วภูมิภาคที่จะเข้ามาสู่ตลาดกลาง ไม่ว่าจากภาคไหนๆ จะต้องผ่านตลาดกลาง คือตลาดไทและตลาดศรีเมือง ผักจากเหนือจะลงไปขายภาคใต้ได้ ต้องผ่านตลาดใดตลาดหนึ่งในสองตลาดนี้ ก่อนจะเข้าสู่ตลาดทางภาคใต้ได้ เช่นเดียวกันกับภาคอื่นๆ ก็ต้องผ่านกลไกตลาดนี้เช่นกัน 

“ตลาดไทและตลาดศรีเมืองเป็นสองตลาดที่อยู่ใน Supply Chain ใหญ่ของผักที่เรากินกันทั้งประเทศ เกษตรกรขนาดเล็กเขาจะมีคนมารับหน้าสวนเพื่อส่งเข้าล้ง แล้วล้งค่อยส่งเข้าตลาดไท ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ตลาดรายย่อยทั่วไป กว่าจะถึงมือผู้บริโภคผ่านมาหลายมือมากๆ” มุกอธิบาย

ระบบพ่อค้าคนกลางและกลไกตลาดทำให้ผักผลไม้ที่มีราคาหน้าสวนแค่กิโลกรัมละ 7 บาท พุ่งสูงขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 50 – 60 นั่นหมายความว่า ผู้ผลิตตัวจริงจะไม่ได้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม เมื่อเทียบกับน้ำพักน้ำแรงที่พวกเขาลงไป มุกและโมจึงต้องหาทางช่วยเหลือเกษตรกรเหล่านั้น ศึกษาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และคิดค้นหาวิธีการทำธุรกิจที่ลดบทบาทของพ่อค้าคนกลางออกให้หมด แล้วทำงานโดยตรงกับเกษตรกรหน้าสวนเลย

วิกฤตโรคระบาดทำให้ผักผลไม้ทั่วไปไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ เพราะการขนส่งเริ่มชะลอตัว แม้แต่ผักออร์แกนิกก็ขายได้ยาก เป็นผลจากห้างร้านทยอยปิดตัวลง ทั้งมุกและโมจึงเริ่มสนใจในผลผลิตออร์แกนิกมากขึ้น

Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย
Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย

ปัญหาของคนแต่ละกลุ่ม

“เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงตลาดไม่ได้ คนที่ทำโปรดักต์หรือผลผลิตดีๆ ไม่ได้แปลว่าเขาจะมีตลาดโดยอัตโนมัติ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะออกไปหาตลาด เกษตรกรอินทรีย์จึงยอมขายในราคาเคมีซึ่งถูกกว่า เพราะไม่รู้จะไปหาตลาดที่ไหน 

“ตลาดส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจเรื่องที่มาที่ไป เขาไปให้คุณค่ากับความสวย ความงาม ความใหญ่ การไม่มีแมลง ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่เลือกทำเกษตรกรรมเคมี เพราะไม่กล้าลงทุน ถ้าเปลี่ยนเป็นออร์แกนิกต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามปีรอให้ดินไม่มีเคมีแล้ว เพื่อให้ได้ Certificate แปลว่าสินค้ายั่งยืนยังมีน้อยเกินไปในตอนนี้”

เมื่อทั้งคู่ศึกษาปัญหาและเบื้องหลังของประเด็นเหล่านั้นก็พบโอกาส จนนำมาสู่การสร้างโซลูชันเพื่อแก้ Pain Point ที่ผู้บริโภคหาซื้อผลผลิตที่เชื่อใจไม่ได้ว่าจริงๆ ปลอดภัยไหม และไม่ลืมมองเรื่องความยั่งยืนด้วย

“เราหยิบประเด็น ‘ถ้าคุณอยากช่วยโลก อาจจะไม่ต้องออกไปสร้างเขื่อน ปลูกต้นไม้ แค่คุณเริ่มจากการกินอาหาร’ การที่คุณกินแต่ของสวยงามตลอดเวลา คุณอาจคิดว่าคุณได้ช่วยเกษตรกร แต่มันไม่ใช่นะ พอเรามีความคาดหวังเหล่านั้นเยอะขึ้น ก็สร้างความกดดันให้เกษตรกร งั้นเขาใช้ยาดีกว่า งั้นแอบใช้อันนี้ดีกว่า เขาถึงจะขายได้”

Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย

เชื่ออะไรให้ทำแบบนั้น

ห้างร้านขายผักผลไม้ที่ชินตา มักมีตู้กระจกแช่ผักให้สด ผลไม้เรียงรายอย่างเป็นระเบียบรอลูกค้ามาเลือกสรร หน้าตาและขนาดไม่แตกต่างกันมาก ลูกสวยๆ จะถูกเลือกไปแต่หัววัน ทิ้งไว้แค่ลูกที่ไม่เต่งตึงหรือหน้าตาไม่งามตามมาตรฐาน 

ก่อนจะมาเป็นผักผลไม้บนห้าง หรือส่งขายตามตลาดใหญ่ๆ เกษตรกรผู้เป็นเจ้าของต้องคัดเลือกผลผลิตที่ดีที่สุด สวยที่สุด ที่น่าเสียดายคือ ผลผลิตที่ขายให้ตลาดมีเพียง 40 – 50 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตทั้งหมด ผักตกเกรด ใบแหว่ง ก้านหัก ผลไม้รูปร่างบิดเบี้ยว สีไม่สดใส จะถูกคัดทิ้งตั้งแต่แรก 

จากที่เกษตรกรควรได้ค่าตอบแทนจากการขายผักผลไม้เหล่านี้เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ก็อาจได้เพียงแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น

Happy Grocers โอบกอดผลผลิตที่เหลือเหล่านี้ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น โดยเชื่อว่าหากปรับมุมมองคนในการเลือกบริโภคผักผลไม้เบอร์หลัก มาเป็นการบริโภคผักเบอร์รองร่วมด้วยได้ จะช่วยทำให้เกิดระบบอาหารที่ยั่งยืนในที่สุด

Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย
Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย

“ถ้าเราไม่เอาผักไม่สวย มันกลายเป็นขยะ แทนที่ปลูกร้อยได้อย่างน้อยแปดสิบ เพราะปกติเขาขายให้เจ้าใหญ่ๆ เบอร์สวยเขาขายได้แค่ห้าสิบเท่านั้น อีกห้าสิบขายไม่ออก เราไปรับซื้อตรงนั้นเพื่อเพิ่มรายได้ และได้ลดขยะอาหารที่เป็นต้นกำเนิดของแก๊สมีเทน”

นอกจากทำงานกับเกษตรกร Happy Grocers ยังทำงานกับเด็กๆ ช่วยให้ความรู้เรื่องการอุดหนุนเกษตรกร การบริโภคผักที่ไม่สมบูรณ์แบบ เพื่อปลูกฝังแนวคิดการบริโภคอาหารยั่งยืน 

“เราไม่สามารถคาดหวังให้มันเท่ากันหมด บางทีเราบอกเขาตรงๆ ว่า ถ้าอยากกินผักผลไม้ออร์แกนิกอาจจะมีหนอนนะ บางทีมังคุดแกะไปอาจจะมีมดวิ่งออกมา เพราะเราไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลง เราเสนอลูกค้าตลอดเลยว่า เขาเอามาเคลมได้ บางคนก็เคลม บางคนก็ไม่

“ผักที่เหลือหรือขายไม่ได้ก็ทำเป็นชุด Surplus เป็น Mix Fruit ลดราคาเหลือสามร้อยบาท ลูกค้าก็เอาไปทำอวดกันเองว่า ซื้อ Surplus ของ Happy Grocers ไปทำเมนูอะไรดี บางคนซื้อแต่ Surplus ไม่ซื้ออย่างอื่นเลย แล้วก็ลงรูปในอินสตาแกรมกัน”

ทั้งสองคนยังเชื่ออีกว่า การรู้ถึงที่มาที่ไปของสิ่งที่กิน ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ หรืออะไรก็ตาม จะช่วยให้คนเห็นถึงคุณค่าของสิ่งที่กินและมองเห็นถึงความตั้งใจของเกษตรกร 

“หากรู้ที่มาที่ไป พอลูกค้ามีปัญหา เจ้าของผลผลิตสามารถตอบได้อย่างละเอียด เขาคือ Expert ถ้าเกิดคุณไปถามเรื่องชีสกับตัวแทนจำหน่ายเขาตอบไม่ได้ ถ้าเราถาม Supplier เรา เขาตอบได้ มี Reference มีข้อมูลอ้างอิงทุกอย่างให้ครบ”

Ideal vs Reality

Happy Grocers เริ่มจากการทำงานกับเกษตรกรรายย่อยอย่างฟาร์มหรือสวนเล็กๆ ก่อน 

“แม้ว่าลูกค้าจะอยากช่วยโลกยังไง เขาก็ยังต้องการความสะดวก ถ้าเข้ามาในเว็บก็อยากซื้อของทุกอย่างในครั้งเดียว ถ้าทำงานกับแค่เกษตรกรรายเล็กๆ มันมีข้อจำกัด คุณต้องสั่งอันนี้วันจันทร์ สั่งนมวันอังคาร สั่งไข่วันพุธ ในทางปฏิบัติลูกค้าไม่มาจำหรอกว่าต้องสั่งอะไรวันไหน

“เราเลยต้องมาทำงานกันหลังบ้าน เริ่มมิกซ์ระหว่างเกษตรกร ใหญ่ เล็ก กลาง เพื่อมั่นใจว่าเราจะมีของ เลยต้องทำงานกับคนที่ส่งสินค้าให้เราได้ด้วย”

ทั้งมุกและโมไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการเกษตร ช่วงแรกจึงมีปัญหาค่อนข้างเยอะ การลองผิดลองถูกในบางครั้งก็ทำให้ได้รู้ข้อเท็จจริงหลายอย่าง 

“เราเริ่มโดยสั่งของจากตลาดไท คิดว่าคนนี้เป็นเกษตรกรตัวจริง เพราะเขาเสนอว่าอยากได้อะไรก็หาให้ได้หมด เรารู้สึกว่าดีจัง รอรับออเดอร์อย่างเดียว ง่าย แต่ไม่ได้ฉุกคิดว่ามันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราหวังทุกอย่างก็ได้นะ”

ทั้งสองลองตรวจสอบที่มาที่ไปของผักผลไม้ที่พวกเขาได้มา เพราะการตั้งคำถามจากคนใกล้ชิด ถึงเรื่องราวของผักที่ทั้งสองคนกำลังขายอยู่ 

“มีพี่ถามว่า เรารู้เรื่องภูมิศาสตร์ของประเทศไทยไหม รู้ไหมว่าแต่ละภาคอุณหภูมิเฉลี่ยเท่าไหร่ และอุณหภูมิมันแปรผันตรงว่าผักไหน ปลูกได้ปลูกไม่ได้ เช่น แครอทไม่มีทางปลูกได้นอกจากภาคเหนือ และปลูกได้แค่หน้าหนาวเท่านั้น ซึ่งข้อมูลไม่ตรงกับ Supplier คนที่ทำงานด้วยตอนนั้น เพราะแครอทของเขามาจากสระบุรี ซึ่งสระบุรีนอกจากจะไม่ได้อยู่ในภาคเหนือแล้ว มันเป็นแหล่งนิคมอุตสาหกรรมหลักด้วย” โมบอกกับเรา

“เขาถามต่อว่า แล้วรู้ไหม คะน้าดอกสีเหลืองคืออะไร เราไม่รู้ เลยฉุกคิดว่า ทำไมเราไม่รู้เรื่องโปรดักต์ที่เรากำลังขายอยู่เลย เรารู้แค่ว่ามันคือผักอะไร มาจากที่ไหนก็เพราะเขาบอกมา แสดงว่าเราตอบคำถามไม่ได้ เราไม่รู้จริง เราเลยสอบถามกลับไปที่ Supplier คนนั้นว่า อันนี้ๆ คืออะไร เขาก็ตอบเราไม่ได้ 

“การรู้แหล่งที่มาที่ไปจึงสำคัญ ไม่ใช่คนนี้บอกว่าอันนี้เป็นออร์แกนิก แล้วคุณจะเชื่อว่ามันออร์แกนิก” 

ด้วยสองกำลังสี่มือของมุกและโม Happy Grocers ไม่สามารถเป็นออร์แกนิกทุกอย่าง ทั้งสองเลยตัดสินใจว่าจะตั้งตนเป็นร้านขายผลผลิตที่โปร่งใส นอกจากสินค้า สิ่งที่จะมอบให้คือข้อมูลที่มาที่ไว้ใจได้ ชนิดไหนไม่ใช่สวนอินทรีย์ ก็สื่อสารตรงๆ อันไหนเป็นอินทรีย์ ก็บอกอย่างนั้น แล้วให้ผู้บริโภคเลือกเอง 

สตาร์ทอัพขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เชื่อมเกษตรกรกับคนเมือง ส่งต่อผักผลไม้ด้วยราคาสมเหตุสมผลและความเอาใจใส่

ปรับปรุงเพื่อลูกค้าโดยพัฒนาจากฟีดแบ็ก

“เรื่องของโลจิสติกส์เราคุมเวลาไม่ได้ เพราะว่าถ้าวันนี้เรามียี่สิบออเดอร์ เราขับส่งกันเอง ออกประมาณบ่ายโมง ออเดอร์สุดท้ายดึกสุดประมาณสี่ทุ่มกว่าจะส่งเสร็จ

“เราไม่คิดถึงเรื่องเวลา เราไม่ได้คิดว่าผักต้องสดอยู่เพราะเราไม่รู้จักผักของเรา ช่วงใหม่ๆ ไปส่งแค่ยี่สิบนาที สลัดกับผักบุ้งเหี่ยวแล้ว เพราะเราไม่รู้วิธีการจัดการมันเลย”

ในตอนแรกทั้งมุกและโมยังไม่เชี่ยวชาญ อาจทำผิดทำถูกไปบ้าง ทำให้เกิดปัญหาที่ทั้งสองคนอาจมองข้ามไป แต่สิ่งที่ช่วยให้พวกเขารู้ถึงปัญหาและพัฒนาได้ไว ก็คือการฟังฟีดแบ็กจากลูกค้าโดยตรง ข้อดีของการที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ทำให้การสะท้อนความพึงพอใจได้อย่างไม่เคอะเขิน ลูกค้าส่วนใหญ่พร้อมที่จะเปิดใจ เข้าใจ และแนะนำ เพราะเห็นในความตั้งใจ เห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีจากวันแรกที่ธุรกิจนี้เกิดขึ้นมา 

นอกจากการรับฟังเสียงของลูกค้าเพื่อแก้จุดด้อย สิ่งที่ทำให้ Happy Grocers เป็นธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมๆ กับผักของชาวสวน คือการวางตัวเป็นผู้เรียนอยู่เสมอ

“เราตั้งตัวเองว่าเราเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว แล้วเราก็ไม่อายที่จะเดินไปบอกลูกค้าว่า ฉันทำอันนี้อยู่ คุณมีอะไรที่จะให้แนะนำไหม แล้วเขาเห็นว่าเวลาเขาให้ฟีดแบค เราทำ ไม่ใช่แค่ให้ฟีดแบคแล้วปล่อยผ่าน แต่เราพัฒนา” 

สตาร์ทอัพขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เชื่อมเกษตรกรกับคนเมือง ส่งต่อผักผลไม้ด้วยราคาสมเหตุสมผลและความเอาใจใส่

บทเรียนนอกตำรา

“เพราะเราไม่ได้รีบขาย รีบรวย เราเน้นขายของสุขภาพดีให้กับลูกค้า” 

ธุรกิจที่โมและมุกทำขึ้นมาจากความตั้งใจในวันนั้น ยังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และสิ่งที่เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจคือความใส่ใจ ทั้งในการส่งต่อสินค้า เลือกผลผลิต ทำความเข้าใจลูกค้า และทำความเข้าใจเกษตรกร นอกเหนือไปจากผลกำไร ทั้งคู่ยังได้เรียนรู้บทเรียนมากมายจากการทำธุรกิจ 

พวกเขาทำความเข้าใจธุรกิจของตัวเอง ด้วยนิยามที่ชัดเจน รู้ความต้องการและเป้าหมายที่ชัดเจน ใครคือคู่ค้า ใครคือผู้ซื้อ นิยามที่ชัดเจนจะทำให้ธุรกิจพัฒนาได้ถูกทางและตรงเป้ามากขึ้น

การรู้ความต้องการของทีมงานจึงสำคัญเท่ากับการรู้ความต้องการของลูกค้า 

“กว่าบริษัทจะโตได้ต้องวิเคราะห์ว่า Core Team ต้องการอะไรก่อน”

โมสะท้อนบทเรียนจากการทำธุรกิจ เธอเล่าว่าการทำธุรกิจเพื่อสังคมก็คือการทำธุรกิจ ต้องทำให้มั่นคงเท่ากับธุรกิจทั่วไป แข่งกับธุรกิจอื่นๆ ในตลาดได้ และต้องทำให้คนอุดหนุนเพราะธุรกิจดี มิใช่การอุดหนุนเพราะช่วยสังคมอย่างเดียว

“สุดท้ายแล้วก็ต้องทำให้มีประสิทธิภาพเท่าธุรกิจปกติ เพราะเราคือธุรกิจ เพียงแต่สุดท้ายเราสร้าง Impact อะไรเท่านั้นเอง”

ธุรกิจในวันนี้

จากจุดเริ่มต้น จนถึงวันนี้ Happy Grocers กลายเป็นสตาร์ทอัพที่ครองใจลูกค้าประจำ ซึ่งกว่าเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์เป็นชาวต่างชาติ ส่วนจำนวนลูกค้าชาวไทยก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยเช่ารถเพื่อนำผักผลไม้ไปให้ลูกค้า เปลี่ยนมาเป็นรถบรรทุกขนาดกะทัดรัดของตัวเอง เปิดขายสินค้าอินทรีย์ที่มีคุณภาพได้ในหลายๆ พื้นที่

 โมเล่าให้ฟังว่า “เริ่มแรกเป็นรถขนปุ๋ย เราพยายามจะทดสอบว่า ลูกค้าจะชอบไหม แค่นั้นเอง ซึ่งลูกค้าโฟกัสที่เป้าหมายว่าอยากซื้อผักออร์แกนิกที่เลือกเองได้ เมื่อก่อนแบกับดินจริงๆ มาเปลี่ยนโฉมเพราะมีสถานทูตห้าแห่งติดต่อให้เราไปขายพร้อมกันทีเดียว เราเลยไม่ได้แล้ว ต้องปรับโฉม”

“First Impression สำคัญที่สุด จุดนั้นเลยทำให้เราเริ่มลงทุน ที่ผ่านมาไม่ได้ลงทุนแต่เป็นการเช่าครั้งต่อครั้ง สเต็ปถัดมาต้องคิดว่าจะทำยังไงให้คนจำได้ ให้คนเห็นข้อมูลครั้งเดียวก็จำเราได้ ติดสติกเกอร์ไปเลยรอบคัน ให้คนเห็นว่ารถคันนี้คืออะไร ให้มันเป็น Free Marketing ที่วิ่งได้ตามท้องถนน โดยที่ไม่ต้องเสียเงินเลย” มุกเสริม

ปัจจุบัน Happy Grocers มีบริการที่ครอบคลุม รองรับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น 

“ตอนนี้มี Home Delivery, Grocery Truck Home Delivery มีบริการผ่าน happygrocers.co ส่งวันถัดไป มีของประมาณร้อยเจ็ดสิบสามรายการ ทั้งผักผลไม้ ชา กาแฟ ชีส โยเกิร์ต เบเกอรี่ เนื้อสัตว์ ถ้าสั่งในเว็บจะมีตัวเลือกเยอะที่สุด แต่ถ้าลูกค้ารีบก็สามารถสั่งใน Grab Mart ส่งภายในหนึ่งชั่วโมง

“เราพยายามสร้าง Online Experience เหมือนกัน ตอนนี้ล็อกดาวน์ ล็อกแบบไม่ให้ข้ามไปหาเกษตรกรเลย เราเลยพยายามทำ Virtual Farmtrip หลักๆ ช่วงนี้จะเป็นแค่ Digital Marketing ทั่วไป กิจกรรมที่เราทำทุกอาทิตย์ก็จะมี Delivery และ Truck” 

วันนี้ทั้งมุกและโม ทำให้การมาถึงของ Grocery Truck คันสีขาวหลังคาสีเขียว มีความหมายมากกว่าการมาถึงของตลาดอินทรีย์เคลื่อนที่ แต่ยังบ่งบอกความสนุกสนานและพื้นที่แห่งการแชร์เรื่องราว

“ทุกทีที่ไป ลูกค้าคนนี้ก็จะเอาลำโพงมาเปิดเพลงละตินของเขา ร้องเพลง ทุกคนก็จะเต้น เป็นคอมมูนิตี้จริงๆ มันไม่ใช่แค่การซื้อมาขายไป แต่เป็นพื้นที่ให้คนมารวมตัวกัน ทำกิจกรรมอะไรสักอย่าง มักมีคนส่งข้อความมาหาเราว่า ‘ขอบคุณนะที่มา’

“ช่วงหนึ่งที่เรามีโอกาสได้จัดออฟไลน์คอมมูนิตี้ จัดปาร์ตี้ที่บ้านของเรา แล้วบ้านก็คือจอดรถได้สี่คัน แต่คนมาสามสิบสี่สิบคน เป็นอารมณ์แบบ Networking Event 

“บางทีเราก็รู้สึกเหมือนกันนะว่า เราเป็นแพลตฟอร์มของคนที่เชื่อเหมือนๆ กัน เราดีใจและรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นสีสันในสัปดาห์นั้นๆ ของทุกคน ผักที่เราไปขายมีคุณภาพดี และยังทำให้คนได้มาเจอกันด้วย”

สตาร์ทอัพขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เชื่อมเกษตรกรกับคนเมือง ส่งต่อผักผลไม้ด้วยราคาสมเหตุสมผลและความเอาใจใส่

Writer

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load