วันก่อน ดิฉันลองไปตัดผมที่ร้านตัดผมแถวบ้านดู ได้พบคุณพงศ์ ช่างตัดผมที่ยิ้มน้อยๆ ตลอดเวลา ตอนแรกคุณพงศ์เล่าให้ฟังว่า เขาเย็บกระเป๋าหนังใส่อุปกรณ์ทำผมเอง เราคุยกันสักพัก จนคุณพงศ์ค่อยๆ เล่าเรื่องอุปกรณ์สุดรักชิ้นหนึ่งของเขาให้ดิฉันฟัง 

“อันนี้คือกรรไกรของมิซุทานิครับ” 

กรรไกรสีดำเงาขลับที่อยู่ใกล้ๆ ติ่งหูดิฉัน ขยับไปมาอย่างว่องไว 

พอได้ยินชื่อญี่ปุ่นๆ ดิฉันจึงรีบถามต่อทันทีว่า กรรไกรเล่มนี้ดีอย่างไร

“ก่อนอื่น คุณเกตุฟังเสียงกรรไกรสิครับ” 

ปกติ เวลาช่างใช้กรรไกรตัดผมจะมีเสียงดังกริ๊กๆๆ แต่จะว่าไป เสียงตัดผมในครั้งนี้เงียบมาก มีเสียงดังกริ๊บๆ เบาๆ เท่านั้นเอง 

คุณพงศ์บอกว่า กรรไกรเล่มนี้คมมาก เบามาก และถือถนัดมือที่สุด ที่สำคัญ เวลาตัดผมแล้ว ปลายผมลูกค้าไม่เสียด้วย 

หลังจากเดินออกจากร้านด้วยผมทรงใหม่ ดิฉันก็เริ่มเปิดคอมพิวเตอร์ค้นหาเกี่ยวกับแบรนด์นี้ทันที

เกี่ยวกับ Mizutani

มิซุทานิ (Mizutani) ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ.​ 1921 โดยช่างตัดผมคนหนึ่งที่ไม่พอใจกับกรรไกรตัดผมในสมัยนั้น เขาจึงลงมือวาดแบบเอง ลองผิดลองถูกเอง 

ปัจจุบัน บริษัทมีพนักงานเพียง 40 คน แต่ละคนมีหน้าที่หลอมเหล็ก ลับใบมีด และค่อยๆ ประกอบกรรไกรทีละเล่มๆ ด้วยมือ 

ท่ามกลางยุคอุตสาหกรรมที่ทุกอย่างถูกผลิตได้อย่างรวดเร็วออกมาในปริมาณมากๆ ช่างฝีมือของมิซุทานิกลับค่อยๆ ลับกรรไกรมีดเอง ประกอบเอง ทีละเล่มๆ อย่างพิถีพิถัน 

“ในอดีต คนญี่ปุ่นเคยเชื่อว่า หากเราใช้อุปกรณ์ใดไปนานๆ รักและผูกพัน อุปกรณ์นั้นจะมีจิตวิญญาณอยู่” 

ความเชื่อของมิซุทานิ คือการสรรค์สร้างของที่คนจะ ‘รักษ์’ ไปยาวนาน 

Mizutani แบรนด์กรรไกรทำมือโดยช่างผมที่ตัดแล้วผมไม่เสีย ใช้นาน 30 ปี ไม่มีใครเลียนแบบได้
ภาพ : www.mizutani-scissors.com

กรรไกรมิซุทานิ คงเป็นกรรไกรที่มีทั้งจิตวิญญาณของช่างฝีมือ กับจิตวิญญาณของช่างทำผมหล่อหลอมอยู่ในนั้นเป็นแน่

ทุกย่างมิลลิเมตร

แม้กรรไกรมิซุทานิจะเป็นกรรไกรที่ฟังดูคราฟต์ ทำมือ แต่บริษัทก็ไม่เคยหยุดพัฒนา 

ใบมีดกรรไกรมิซุทานิใช้วัสดุหลายอย่างผสมผสานกัน เพื่อทำกรรไกรที่ทน แหลมคม และสนิมขึ้นยาก แต่ละรุ่นมีการผสมวัสดุต่างๆ เช่น โคบอลต์ (ทนความร้อนได้ดี ใช้ในเครื่องยนต์ของเครื่องบินเจ็ตและรถแข่ง) ผงโลหะนาโน เหล็กดามัสกัส โมลิบดีนัม วาเนเดียม 

เมื่อนำมาทดสอบ จะพบว่ากรรไกรที่ใช้วัสดุพิเศษอย่างผงโลหะนาโนนั้น ตัดผมได้ดี ผมไม่ชี้ฟู และใช้ได้เป็นระยะเวลานานกว่ากรรไกรจากวัสดุชนิดอื่น 

Mizutani แบรนด์กรรไกรทำมือโดยช่างผมที่ตัดแล้วผมไม่เสีย ใช้นาน 30 ปี ไม่มีใครเลียนแบบได้
ภาพ : www.mizutani-scissors.com
Mizutani แบรนด์กรรไกรทำมือโดยช่างผมที่ตัดแล้วผมไม่เสีย ใช้นาน 30 ปี ไม่มีใครเลียนแบบได้
ภาพ : www.mizutani-scissors.com

กรรไกรหลายรุ่นมีการพัฒนาวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยและช่างทำผมชื่อดังของโลก เช่น รุ่น Schorem Master พัฒนาร่วมกับร้านทำผมสุภาพบุรุษชื่อดังในเนเธอร์แลนด์ ทั้งมิซุทานิและช่าง ช่วยกันออกแบบที่จับ วัสดุ ตลอดจนความคมและองศาใบมีดของกรรไกร ทำอย่างไรให้ตัดผมผู้ชายได้ดี ขณะเดียวกันก็เป็นกรรไกรที่ถือง่ายที่สุด 

ส่วนรุ่น Acro-Z ก็ใช้เวลากว่า 6 ปีในการพัฒนาร่วมกับภาควิชาวิศวกรรมวัสดุ มหาวิทยาลัยโตเกียว เพื่อค้นหาส่วนผสมวัสดุที่ดีที่สุดสำหรับใบมีด

รุ่นที่พิเศษที่สุด คือรุ่น SWORD ENGRAVING MODEL สนนราคา 315,000 เยน (ประมาณ 1 แสนบาท) โดยรับออเดอร์จำกัดเพียง 30 เล่มเท่านั้น 

Mizutani แบรนด์กรรไกรทำมือโดยช่างผมที่ตัดแล้วผมไม่เสีย ใช้นาน 30 ปี ไม่มีใครเลียนแบบได้
Mizutani แบรนด์กรรไกรทำมือโดยช่างผมที่ตัดแล้วผมไม่เสีย ใช้นาน 30 ปี ไม่มีใครเลียนแบบได้
ภาพ : www.mizutani-scissors.com

เหตุใดกรรไกรรุ่นนี้จึงราคาสูงนัก 

นอกจากลวดลายแกะสลักอันงดงามแล้ว ตัวใบมีดกรรไกรยังทำจากเหล็กแบบนาโนอย่างดี 

จากภาพด้านล่าง ภาพซ้าย คือเส้นผมที่ถูกตัดเป็นระนาบเรียบด้วยกรรไกรรุ่น ENGRAVING นี้ ส่วนด้านขวา คือเส้นผมที่ตัดด้วยกรรไกรทั่วไป จะเห็นได้ว่ากรรไกรของมิซุทานิตัดผมได้เรียบกว่า ไม่ทำให้ผมแตกปลายหรือเสียได้ 

Mizutani แบรนด์กรรไกรทำมือโดยช่างผมที่ตัดแล้วผมไม่เสีย ใช้นาน 30 ปี ไม่มีใครเลียนแบบได้
Mizutani แบรนด์กรรไกรทำมือโดยช่างผมที่ตัดแล้วผมไม่เสีย ใช้นาน 30 ปี ไม่มีใครเลียนแบบได้
ภาพ : www.mizutani-scissors.com

มิซุทานิทุ่มเทค้นคว้าและพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างกรรไกรที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ 

เมื่อช่างกับช่างมาพบกัน

“กรรไกรของเรา สามารถใช้ได้นานกว่าสามสิบปี” 

นั่นคือสิ่งที่มิซุทานิประกาศ 

กรรไกรของช่างทำผมต้องคมมาก แต่หากใช้ไปนานๆ ใบมีดอาจมีรอยหยัก ไม่เรียบ ทำให้เวลาตัดผม ผมแตกปลายหรือชี้ฟูได้ หากปล่อยไว้ เวลาตัดผม เส้นผมจะติดกรรไกรบ้าง หรือช่างจะรู้สึกตัดผมยากขึ้น

มิซุทานิจึงมีบริการลับมีด ช่างสามารถส่งกรรไกรมาที่บริษัท หรือไปที่สาขาต่างๆ ของแบรนด์ก็ได้ ระหว่างรอกรรไกรที่ส่งไปลับ บริษัทจะส่งกรรไกรรุ่นเดียวกันมาให้ยืมใช้ตัดไปก่อน เป็นความใส่ใจของทางแบรนด์​ 

Mizutani แบรนด์กรรไกรทำมือโดยช่างผมที่ตัดแล้วผมไม่เสีย ใช้นาน 30 ปี ไม่มีใครเลียนแบบได้
Mizutani แบรนด์กรรไกรทำมือโดยช่างผมที่ตัดแล้วผมไม่เสีย ใช้นาน 30 ปี ไม่มีใครเลียนแบบได้
ภาพ : www.mizutani-scissors.com

ที่นั่นจะมีช่างลับใบมีดประจำอยู่ ช่างทำผมสามารถอธิบายวิธีการตัดผม วิธีถือกรรไกรของตน และแจ้งช่างว่า ต้องการให้ปรับองศาของกรรไกรหรือลับใบมีดอย่างไร ช่างของมิซุทานิเองก็ได้เรียนรู้เรื่องราวของช่างทำผม และเข้าใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น 

กรรไกรที่ได้รับความไว้วางใจ

เมื่อนักซูโม่ญี่ปุ่นเกษียณจากวงการจะมีพิธีตัดผม ซึ่งเป็นพิธีสำคัญมาก หากเป็นนักซูโม่ดังๆ จะมีแฟนๆ มาอำลานับหมื่นคนทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นการตัดผมที่มีคนชมมากที่สุดในญี่ปุ่นก็เป็นได้ และกรรไกรที่ได้รับเลือกให้ไปอยู่ในพิธีนั้น ก็คือ กรรไกรมิซุทานินั่นเอง

Mizutani แบรนด์กรรไกรทำมือโดยช่างผมที่ตัดแล้วผมไม่เสีย ใช้นาน 30 ปี ไม่มีใครเลียนแบบได้
ภาพ : www.mizutani-scissors.com

ปัจจุบัน กรรไกรของมิซุทานิมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ส่งออกไปประเทศต่างๆ กว่า 60 ประเทศ ได้รับรางวัล Hair Artist ติดต่อกัน 4 ปีซ้อน และทำยอดขายปีละกว่า 500 ล้านเยน (ข้อมูลเมื่อ ค.ศ. 2017) 

“เราสนุก (ในการทำกรรไกร) เราอยากให้ลูกค้าสนุกเวลาถือกรรไกรของเราด้วยเช่นกัน” ท่านประธานมิซุทานิ ทายาทรุ่น 3 กล่าวทิ้งท้าย

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 มิถุนายน 2565
3.33 K

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load