วันก่อน ดิฉันลองไปตัดผมที่ร้านตัดผมแถวบ้านดู ได้พบคุณพงศ์ ช่างตัดผมที่ยิ้มน้อยๆ ตลอดเวลา ตอนแรกคุณพงศ์เล่าให้ฟังว่า เขาเย็บกระเป๋าหนังใส่อุปกรณ์ทำผมเอง เราคุยกันสักพัก จนคุณพงศ์ค่อยๆ เล่าเรื่องอุปกรณ์สุดรักชิ้นหนึ่งของเขาให้ดิฉันฟัง 

“อันนี้คือกรรไกรของมิซุทานิครับ” 

กรรไกรสีดำเงาขลับที่อยู่ใกล้ๆ ติ่งหูดิฉัน ขยับไปมาอย่างว่องไว 

พอได้ยินชื่อญี่ปุ่นๆ ดิฉันจึงรีบถามต่อทันทีว่า กรรไกรเล่มนี้ดีอย่างไร

“ก่อนอื่น คุณเกตุฟังเสียงกรรไกรสิครับ” 

ปกติ เวลาช่างใช้กรรไกรตัดผมจะมีเสียงดังกริ๊กๆๆ แต่จะว่าไป เสียงตัดผมในครั้งนี้เงียบมาก มีเสียงดังกริ๊บๆ เบาๆ เท่านั้นเอง 

คุณพงศ์บอกว่า กรรไกรเล่มนี้คมมาก เบามาก และถือถนัดมือที่สุด ที่สำคัญ เวลาตัดผมแล้ว ปลายผมลูกค้าไม่เสียด้วย 

หลังจากเดินออกจากร้านด้วยผมทรงใหม่ ดิฉันก็เริ่มเปิดคอมพิวเตอร์ค้นหาเกี่ยวกับแบรนด์นี้ทันที

เกี่ยวกับ Mizutani

มิซุทานิ (Mizutani) ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ.​ 1921 โดยช่างตัดผมคนหนึ่งที่ไม่พอใจกับกรรไกรตัดผมในสมัยนั้น เขาจึงลงมือวาดแบบเอง ลองผิดลองถูกเอง 

ปัจจุบัน บริษัทมีพนักงานเพียง 40 คน แต่ละคนมีหน้าที่หลอมเหล็ก ลับใบมีด และค่อยๆ ประกอบกรรไกรทีละเล่มๆ ด้วยมือ 

ท่ามกลางยุคอุตสาหกรรมที่ทุกอย่างถูกผลิตได้อย่างรวดเร็วออกมาในปริมาณมากๆ ช่างฝีมือของมิซุทานิกลับค่อยๆ ลับกรรไกรมีดเอง ประกอบเอง ทีละเล่มๆ อย่างพิถีพิถัน 

“ในอดีต คนญี่ปุ่นเคยเชื่อว่า หากเราใช้อุปกรณ์ใดไปนานๆ รักและผูกพัน อุปกรณ์นั้นจะมีจิตวิญญาณอยู่” 

ความเชื่อของมิซุทานิ คือการสรรค์สร้างของที่คนจะ ‘รักษ์’ ไปยาวนาน 

Mizutani แบรนด์กรรไกรทำมือโดยช่างผมที่ตัดแล้วผมไม่เสีย ใช้นาน 30 ปี ไม่มีใครเลียนแบบได้
ภาพ : www.mizutani-scissors.com

กรรไกรมิซุทานิ คงเป็นกรรไกรที่มีทั้งจิตวิญญาณของช่างฝีมือ กับจิตวิญญาณของช่างทำผมหล่อหลอมอยู่ในนั้นเป็นแน่

ทุกย่างมิลลิเมตร

แม้กรรไกรมิซุทานิจะเป็นกรรไกรที่ฟังดูคราฟต์ ทำมือ แต่บริษัทก็ไม่เคยหยุดพัฒนา 

ใบมีดกรรไกรมิซุทานิใช้วัสดุหลายอย่างผสมผสานกัน เพื่อทำกรรไกรที่ทน แหลมคม และสนิมขึ้นยาก แต่ละรุ่นมีการผสมวัสดุต่างๆ เช่น โคบอลต์ (ทนความร้อนได้ดี ใช้ในเครื่องยนต์ของเครื่องบินเจ็ตและรถแข่ง) ผงโลหะนาโน เหล็กดามัสกัส โมลิบดีนัม วาเนเดียม 

เมื่อนำมาทดสอบ จะพบว่ากรรไกรที่ใช้วัสดุพิเศษอย่างผงโลหะนาโนนั้น ตัดผมได้ดี ผมไม่ชี้ฟู และใช้ได้เป็นระยะเวลานานกว่ากรรไกรจากวัสดุชนิดอื่น 

Mizutani แบรนด์กรรไกรทำมือโดยช่างผมที่ตัดแล้วผมไม่เสีย ใช้นาน 30 ปี ไม่มีใครเลียนแบบได้
ภาพ : www.mizutani-scissors.com
Mizutani แบรนด์กรรไกรทำมือโดยช่างผมที่ตัดแล้วผมไม่เสีย ใช้นาน 30 ปี ไม่มีใครเลียนแบบได้
ภาพ : www.mizutani-scissors.com

กรรไกรหลายรุ่นมีการพัฒนาวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยและช่างทำผมชื่อดังของโลก เช่น รุ่น Schorem Master พัฒนาร่วมกับร้านทำผมสุภาพบุรุษชื่อดังในเนเธอร์แลนด์ ทั้งมิซุทานิและช่าง ช่วยกันออกแบบที่จับ วัสดุ ตลอดจนความคมและองศาใบมีดของกรรไกร ทำอย่างไรให้ตัดผมผู้ชายได้ดี ขณะเดียวกันก็เป็นกรรไกรที่ถือง่ายที่สุด 

ส่วนรุ่น Acro-Z ก็ใช้เวลากว่า 6 ปีในการพัฒนาร่วมกับภาควิชาวิศวกรรมวัสดุ มหาวิทยาลัยโตเกียว เพื่อค้นหาส่วนผสมวัสดุที่ดีที่สุดสำหรับใบมีด

รุ่นที่พิเศษที่สุด คือรุ่น SWORD ENGRAVING MODEL สนนราคา 315,000 เยน (ประมาณ 1 แสนบาท) โดยรับออเดอร์จำกัดเพียง 30 เล่มเท่านั้น 

Mizutani แบรนด์กรรไกรทำมือโดยช่างผมที่ตัดแล้วผมไม่เสีย ใช้นาน 30 ปี ไม่มีใครเลียนแบบได้
Mizutani แบรนด์กรรไกรทำมือโดยช่างผมที่ตัดแล้วผมไม่เสีย ใช้นาน 30 ปี ไม่มีใครเลียนแบบได้
ภาพ : www.mizutani-scissors.com

เหตุใดกรรไกรรุ่นนี้จึงราคาสูงนัก 

นอกจากลวดลายแกะสลักอันงดงามแล้ว ตัวใบมีดกรรไกรยังทำจากเหล็กแบบนาโนอย่างดี 

จากภาพด้านล่าง ภาพซ้าย คือเส้นผมที่ถูกตัดเป็นระนาบเรียบด้วยกรรไกรรุ่น ENGRAVING นี้ ส่วนด้านขวา คือเส้นผมที่ตัดด้วยกรรไกรทั่วไป จะเห็นได้ว่ากรรไกรของมิซุทานิตัดผมได้เรียบกว่า ไม่ทำให้ผมแตกปลายหรือเสียได้ 

Mizutani แบรนด์กรรไกรทำมือโดยช่างผมที่ตัดแล้วผมไม่เสีย ใช้นาน 30 ปี ไม่มีใครเลียนแบบได้
Mizutani แบรนด์กรรไกรทำมือโดยช่างผมที่ตัดแล้วผมไม่เสีย ใช้นาน 30 ปี ไม่มีใครเลียนแบบได้
ภาพ : www.mizutani-scissors.com

มิซุทานิทุ่มเทค้นคว้าและพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างกรรไกรที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ 

เมื่อช่างกับช่างมาพบกัน

“กรรไกรของเรา สามารถใช้ได้นานกว่าสามสิบปี” 

นั่นคือสิ่งที่มิซุทานิประกาศ 

กรรไกรของช่างทำผมต้องคมมาก แต่หากใช้ไปนานๆ ใบมีดอาจมีรอยหยัก ไม่เรียบ ทำให้เวลาตัดผม ผมแตกปลายหรือชี้ฟูได้ หากปล่อยไว้ เวลาตัดผม เส้นผมจะติดกรรไกรบ้าง หรือช่างจะรู้สึกตัดผมยากขึ้น

มิซุทานิจึงมีบริการลับมีด ช่างสามารถส่งกรรไกรมาที่บริษัท หรือไปที่สาขาต่างๆ ของแบรนด์ก็ได้ ระหว่างรอกรรไกรที่ส่งไปลับ บริษัทจะส่งกรรไกรรุ่นเดียวกันมาให้ยืมใช้ตัดไปก่อน เป็นความใส่ใจของทางแบรนด์​ 

Mizutani แบรนด์กรรไกรทำมือโดยช่างผมที่ตัดแล้วผมไม่เสีย ใช้นาน 30 ปี ไม่มีใครเลียนแบบได้
Mizutani แบรนด์กรรไกรทำมือโดยช่างผมที่ตัดแล้วผมไม่เสีย ใช้นาน 30 ปี ไม่มีใครเลียนแบบได้
ภาพ : www.mizutani-scissors.com

ที่นั่นจะมีช่างลับใบมีดประจำอยู่ ช่างทำผมสามารถอธิบายวิธีการตัดผม วิธีถือกรรไกรของตน และแจ้งช่างว่า ต้องการให้ปรับองศาของกรรไกรหรือลับใบมีดอย่างไร ช่างของมิซุทานิเองก็ได้เรียนรู้เรื่องราวของช่างทำผม และเข้าใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น 

กรรไกรที่ได้รับความไว้วางใจ

เมื่อนักซูโม่ญี่ปุ่นเกษียณจากวงการจะมีพิธีตัดผม ซึ่งเป็นพิธีสำคัญมาก หากเป็นนักซูโม่ดังๆ จะมีแฟนๆ มาอำลานับหมื่นคนทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นการตัดผมที่มีคนชมมากที่สุดในญี่ปุ่นก็เป็นได้ และกรรไกรที่ได้รับเลือกให้ไปอยู่ในพิธีนั้น ก็คือ กรรไกรมิซุทานินั่นเอง

Mizutani แบรนด์กรรไกรทำมือโดยช่างผมที่ตัดแล้วผมไม่เสีย ใช้นาน 30 ปี ไม่มีใครเลียนแบบได้
ภาพ : www.mizutani-scissors.com

ปัจจุบัน กรรไกรของมิซุทานิมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ส่งออกไปประเทศต่างๆ กว่า 60 ประเทศ ได้รับรางวัล Hair Artist ติดต่อกัน 4 ปีซ้อน และทำยอดขายปีละกว่า 500 ล้านเยน (ข้อมูลเมื่อ ค.ศ. 2017) 

“เราสนุก (ในการทำกรรไกร) เราอยากให้ลูกค้าสนุกเวลาถือกรรไกรของเราด้วยเช่นกัน” ท่านประธานมิซุทานิ ทายาทรุ่น 3 กล่าวทิ้งท้าย

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

ในญี่ปุ่น มีบริษัทที่อายุยืนเกิน 100 ปีกว่า 20,000 บริษัท ที่น่าตกใจคือ กว่าร้อยละ 98 เป็นธุรกิจครอบครัว อาจจะเป็นร้านมิโสะเก่าแก่ ร้านชาขึ้นชื่อ หรือร้านขนมญี่ปุ่นที่คนนิยมซื้อไปฝากเป็นของฝากติดไม้ติดมือกัน 

ครั้งนี้ ดิฉันมีธุรกิจครอบครัวญี่ปุ่นรายหนึ่งที่อายุยืน 100 ปีพอดี และมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในตลาดซอสโอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น) รวมถึงมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายในไทยด้วย นั่นคือ บริษัท โอตาฟุกุโฮลดิ้งส์ 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200
โอโคโนมิยากิ

กลุ่มผู้บริหารบริษัทนี้มองการณ์ไกลไปอีก 100 ปีข้างหน้า จะทำอย่างไรให้บริษัทอยู่ไปได้ถึง 200 ปี จากนั้นก็ตัดสินใจเริ่มทำธรรมนูญครอบครัว  

เชิญติดตามอ่านการบริหารครอบครัวและการบริหารธุรกิจฉบับบริษัทซอส 100 ปีได้ ณ บัดนี้

บริษัทที่ไม่โฆษณาเลย

โอตาฟุกุก่อตั้งขึ้นในปี 1922 โดยเริ่มจากการจำหน่ายซีอิ๊วและเหล้าสาเกในเมืองฮิโรชิม่า ทางร้านมีซีอิ๊วสูตรต่าง ๆ ที่นำเสนอแตกต่างตามความชอบของลูกค้า จากนั้นก็เริ่มผันตัวมาเป็นผู้ผลิตน้ำส้มสายชู

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มมีกระแสการรับประทานอาหารตะวันตก กอปรกับเมืองฮิโรชิม่าขึ้นชื่อด้านอาหารโอโคโนมิยากิ ตอนนั้นซอสที่ทายังเป็นซอสเหลวใส ทางบริษัทจึงพยายามคิดสูตรซอสที่เข้ากับแป้ง กะหล่ำ หมูในโอโคโนมิยากิยิ่งขึ้นไปอีก และกลายเป็นเจ้าแรกที่ผลิตซอสข้น รสกลมกล่อม เป็นเจ้าแรกในญี่ปุ่น

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

โอตาฟุกุ ไม่ใช้สื่อโฆษณาหลักเลย แต่เน้นไปที่การสร้างแฟนคลับและการบอกปากต่อปาก โดยการออกบูทตามซูเปอร์มาร์เก็ต หรือนำเสนอร้านโอโคโนมิยากิต่าง ๆ ให้ลองใช้ ทางบริษัทให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงมากกว่า เมื่อสินค้าดี รสชาติโดนใจ ลูกค้าก็จะชี้ชวนกันให้ซื้อซอสโอตาฟุกุเอง 

แม้ธุรกิจจะดำเนินมา 100 ปี ปัจจุบัน โอตาฟุกุก็ยังพัฒนาสินค้าใหม่เสมอ โดยมีสินค้ากว่า 2,336 อย่างแล้ว (สินค้าใหม่ออกเฉลี่ยปีละประมาณ 100 กว่าชนิด) เช่น แป้งสำหรับทำชิจิมิ (พิซซ่าเกาหลี) ซอสโอโคโนมิยากิสำหรับเด็กหย่านม (ส่วนผสมปลอดภัยและรสชาติไม่จัดเกินไป) 

การบริหารแบบญี่ปุ่น

ผู้บริหารบริษัทโอตาฟุกุกล่าวอย่างชัดเจนว่า บริษัทตนดำเนินการบริหารแบบญี่ปุ่น 

“บริษัทเราเป็นผู้ผลิต สิ่งสำคัญของบริษัทผู้ผลิตอย่างเรา คือคนครับ สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้พนักงานทำงานกับเรานาน ๆ และทำให้พวกเขายิ่งเก่งขึ้น” ชิเกขิ ซาซากิ ท่านประธานรุ่นที่ 6 กล่าว 

การที่พนักงานทำงานกับบริษัทนาน ๆ ข้อดีคือไม่ต้องสื่อสารกันมาก ทำงานรู้ใจกัน ไม่ต้องเสียเวลาอบรมพนักงานใหม่ แต่ข้อเสียที่มักเกิดขึ้นกับองค์กรทั่วไป คือพนักงานอาจขาดความกระตือรือร้น ทำงานไปเรื่อย ๆ 

ทางผู้บริหารไม่เห็นด้วยกับแนวทางการพยายามสร้างผลงานหรือสร้างการแข่งขันให้เกิดขึ้นในองค์กร สิ่งที่โอตาฟุกุพยายามสร้าง คือทำให้พนักงานเห็นคุณค่าของตนเอง เห็นคุณค่าของงาน และมีใจเอื้อเฟื้อแก่ผู้อื่น 

โอตาฟุกุ จึงมักพาพนักงานไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่แตกต่างไปจากชีวิตการทำงานเดิม ๆ เช่น ไปอบรมนอกสถานที่ ไปเที่ยวสถานที่ทางประวัติศาสตร์ แล้วร่วมแลกเปลี่ยนความคิดและความประทับใจกัน 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

นอกจากนี้ โอตาฟุกุ ยังมีกิจกรรมสำคัญกิจกรรมหนึ่ง คือกิจกรรมแบ่งปัน Mission เป็นการให้พนักงานต่างแผนก ต่างโปรเจกต์ มานั่งพูดคุยกันถึงปรัชญาและพันธกิจของบริษัท เพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงความสำคัญของบริษัท รวมถึงคุณค่าของงานที่ตนทำ

กิจกรรมนี้จะจัดขึ้นที่อาคารพิเศษชื่อ ‘เซรินคัง’​ ซึ่งห่างจากออฟฟิศ บริเวณห้องโถงตรงกลางมีโต๊ะเรียงยาว ตรงกลางเป็นพื้นที่เตาเล็ก ๆ เสียบปลาหรือเนื้อย่างได้ ให้บรรยากาศล้อมวงทานข้าวกัน 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200
Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

บรรยากาศเช่นนี้ทำให้พนักงานเปิดใจกันคุยเรื่อง Mission องค์กร และจดจำได้ง่ายขึ้น 

นอกจากนี้ บริษัทยังสนับสนุนให้พนักงานสอบ ‘วุฒิโอโคโนมิยากิ’ โดยพนักงานจะได้เรียนเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานในการทำโอโคโนมิยากิ ประเภทของโอโคโนมิยากิ ตลอดจนวิธีการบริหารร้าน ที่สำคัญ มีการตั้งแผนกที่รับผิดชอบเรื่องการกระตุ้นให้พนักงานสอบวุฒิโดยเฉพาะ ชื่อแผนก ‘โอโคโนมิยากิ’ 

วุฒินี้มี 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับ Instructor, Coordinator จนถึง Meister (อย่างเช่น ระดับกลาง ระดับ Coordinator จะต้องทำโอโคโนมิยากิ 3 จานพร้อมกันได้) 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

ปัจจุบัน พนักงานบริษัทโอตาฟุกุกว่าร้อยละ 70 มีวุฒิการทำโอโคโนมิยากินี้ 

ธรรมนูญครอบครัว

กิจการโอตาฟุกุ ดำเนินมาอย่างราบรื่นตลอด จน ชิเกขิ ซาซากิ ท่านประธานรุ่นที่ 6 ได้เข้าฟังสัมมนาการบริหารธุรกิจครอบครัว 

ข้อดีของธุรกิจครอบครัว คือการตัดสินใจที่ฉับไวและปรับตนเองให้เข้ากับยุคสมัยได้อย่างรวดเร็ว แต่ข้อเสียคือหากวางโครงสร้างองค์กรไม่ดี พนักงานในบริษัทอาจขาดแรงจูงใจในการทำงานได้ เพราะคิดว่าไม่ว่าตนจะมีความสามารถอย่างไร ก็คงสู้ทายาทในตระกูลในการดำรงตำแหน่งประธานบริษัทหรือผู้บริหารระดับสูงไม่ได้

ชิเกขิเริ่มสนใจแนวคิดการสร้างธรรมนูญครอบครัว และเชิญผู้เชี่ยวชาญมาที่บริษัทเดือนละครั้ง ครั้งละครึ่งวัน แต่ละครั้ง สมาชิกครอบครัวซาซากิที่บริหารจะร่วมกันหารือและตกลงประเด็นต่าง ๆ แน่นอนว่าเกิดการถกเถียงในรายละเอียดปลีกย่อยตลอดทุกครั้ง 

“ตอนแรกทุกคนในบ้านถามผมว่า ทำไมต้องทำล่ะ ทำไมต้องสร้างกฎในตระกูล พวกเรารักกันดี กิจการก็ไปได้ดี แต่ผมก็พยายามอธิบายและชี้ให้เห็นว่า ควรกันก่อนแก้ ควรวางรากฐานก่อนจะเกิดปัญหา เช่น ตอนเปลี่ยนผู้บริหารหรือการสืบทอดกิจการ” 

ตระกูลซาซากิเริ่มคุยเรื่องธรรมนูญครอบครัวเมื่อปี 2013 และทำเสร็จในปี 2015 ใช้เวลา 2 ปีเต็มในการหารือรายละเอียดต่าง ๆ 

ตัวอย่างธรรมนูญครอบครัว มีตั้งแต่เรื่องกิจกรรมในตระกูลที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ของสมาชิก เช่น จัดงานเลี้ยงทานข้าวหรือสัมมนาเพื่อการเรียนรู้ปีละ 4 ครั้ง ช่วงเทศกาลโอบ้ง การไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตา 3 วัน 2 คืน จัดการแข่งขันตีกอล์ฟ 

นอกจากนี้ ยังระบุวิธีแบ่งหุ้น ค่าตอบแทน ตลอดจนวิธีเลือกผู้สืบทอดกิจการด้วย 

ตระกูลซาซากิมีทั้งหมด 8 ครอบครัว มีการกำหนดกฎขึ้นมาว่า ทุกครอบครัวส่งตัวแทนมาบริหารบริษัทได้เพียงครอบครัวละ 1 คนเท่านั้น และยังมีกฎโหดว่า หากใครถือหุ้น ต้องเป็นพนักงานบริษัทด้วย ไม่มีการให้ถือหุ้นและรับเงินปันผลเฉย ๆ ผู้ถือหุ้นจากตระกูลต้องเข้ามาทำงานในบริษัท เป็นการป้องกันบางครอบครัวที่อยากขายหุ้นส่วนของตนเองออกไป 

ในธรรมนูญครอบครัวยังกำหนดจำนวนกรรมการบริหารว่า ห้ามมีคนจากตระกูลซาซากิเกินครึ่ง เพื่อให้เกิดความหลากหลายและมีการบริหารอย่างเหมาะสม กฎอีกข้อคือ คนในครอบครัวทำงานได้ถึงอายุ 65 ปี จากนั้นถึงค่อยเป็นที่ปรึกษา 

ส่วนเงินเดือนแยกเป็น 2 ส่วน คือ เงินเดือนพื้นฐานที่ทุกคนไม่ว่าตำแหน่งใดก็ได้เท่ากัน กับเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งสัดส่วนเป็นไปตามตำแหน่งและเนื้องาน 

หากมีสิ่งใดที่ต้องตกลงกันในตระกูล ห้ามใช้เสียงข้างมากตัดสิน ต้องหารือกันจนทุกคนเห็นด้วยทั้งหมด 

ท่านประธานชิเกขิยังมองการณ์ไกล จัดตั้งนิติบุคคลเพื่อเข้ามาดูแลตระกูล หน้าที่คืออบรมและเผยแพร่ปรัชญาบริษัท ตลอดจนประวัติศาสตร์ให้แก่คนในตระกูล อบรมทายาทผู้สืบทอด รวมถึงการบริหารทรัพย์สินของตระกูล 

“ธุรกิจครอบครัวมักมีความสัมพันธ์ที่ดีกับท้องถิ่น บางทีพนักงานอาจจะไม่เข้าใจว่า ทำไมเราต้องบริจาคเงินเพื่อช่วยวัดหรือศาลเจ้ามากขนาดนั้น ซึ่งตรงนี้ นิติบุคคลของตระกูลจะเข้ามาช่วยรับบทบาทในการสานความสัมพันธ์กับท้องถิ่นแทน” 

เห็นได้ว่าธรรมนูญครอบครัวฉบับนี้ช่วยรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว ขณะเดียวกันก็พยายามลดข้อขัดแย้งหรือข้อกังขาจากฝั่งพนักงานบริษัท อีกทั้งป้องกันมิให้คนในตระกูลบริหารตามอำเภอใจเพียงอย่างเดียว 

การสืบทอดประธาน

สำหรับบริษัทโอตาฟุกุ สิ่งสำคัญอีกประการ คือการกำหนดผู้สืบทอดกิจการ 

ทางตระกูลมีเกณฑ์พิจารณาดังต่อไปนี้ 

หนึ่ง บุคคลนั้น ๆ ได้ริเริ่มทำอะไรบ้าง 

สอง บุคคลนั้น ๆ ได้เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

สาม บุคคลนั้น ๆ ได้ทำให้ใครเติบโตหรือสอนงานใครอย่างไรบ้าง 

แม้ว่าประธานคนปัจจุบัน (รุ่นที่ 8) ยังเป็นคนในตระกูลอยู่ แต่ในอนาคต ทางกรรมการก็จะพิจารณาคนนอกตระกูลให้ขึ้นเป็นประธานบริหารด้วย โดยยึดถือตามเกณฑ์ 3 ข้อข้างต้น

หากมองเผิน ๆ สิ่งที่ประธานบริษัทโอตาฟุกุทำ อาจเป็นการลดผลตอบแทนหรืออำนาจของคนในตระกูล ไม่ว่าจะเป็นการจำกัด 1 ครอบครัว 1 ตัวแทนบริหาร หรือการบังคับให้ผู้ถือหุ้นต้องเป็นพนักงานบริษัทด้วย 

“ผมขึ้นมาเป็นประธานตอนอายุ 46 ปี และผมคิดไว้ตั้งแต่ตอนนั้นว่า จะดำรงตำแหน่งนี้เพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น เหตุผลประการแรก คือ พ่อผมเสียตอนอายุ 55 ปี ผมคิดว่าผมอาจจะมีโอกาสจากโลกนี้ไปในวัยเดียวกันก็ได้ นั่นคืออีก 10 ปีข้างหน้า เหตุผลข้อสอง คือ ประธานบริษัทเป็นตำแหน่งที่ไม่มีการย้ายไปทำงานแผนกอื่นหรือเมืองอื่น อยู่สภาพเดิมตลอด ผมเกรงว่าผมจะไม่มีแรงบันดาลใจในการริเริ่มทำอะไรใหม่ ๆ ครับ” 

หากเหลือเวลาแค่ 10 ปี ในฐานะผู้นำองค์กร ตนเองจะทำอะไรบ้าง…

คำถามนี้ทำให้ ชิเกขิ ซาซากิ ตัดสินใจเริ่มทำธรรมนูญครอบครัว มุ่งมั่นปลูกฝังแนวคิดและปรัชญาดี ๆ ให้กับคนในครอบครัวและพนักงานบริษัท ตลอดจนทุ่มเทวางรากฐานโครงสร้างองค์กรให้เป็นระบบ ซึ่งนั่นทำให้เขาพาธุรกิจครอบครัวไปสู่ความมั่นคงยิ่งขึ้น เป็นมืออาชีพมากขึ้น และพร้อมจะก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัท 200 ปี

ภาพ : www.otafuku.co.jp

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load