ไปอิตาลีมาค่ะ

ถามว่าบ้ามั้ย ก็บ้าอยู่นะ ไปเที่ยวตอนโควิด-19 เพิ่งซา

แต่อเมริกาล็อกดาวน์มาปีครึ่ง อึดอัดใกล้บ้ากันเต็มทน ครอบครัวก็ไม่ได้เจอกัน พอได้ข่าวว่าเดือนกรกฎาฯ อิตาลีจะเปิดประเทศให้อเมริกันชนที่ฉีดวัคซีนแล้ว หรือบินเข้าประเทศด้วยเที่ยวบินที่ทุกคนต้องตรวจโควิด (Covid-Tested Flights) จากสนามบิน JFK ที่นิวยอร์กได้โดยไม่ต้องกักตัว 14 วัน อุ้มก็มือไม้สั่นรีบหาข้อมูล ซื้อตั๋ว จองไปตรวจโควิดที่นิวยอร์กให้ทั้งบ้าน แล้วก็เช็กกับเพื่อนที่อยู่มิลานแบบวันต่อวันว่าสถานการณ์โควิดมัน ‘เอาอยู่’ แล้วแน่นะ

นอนไม่หลับอยู่เป็นอาทิตย์ก่อนไปน่ะค่ะ พูดเลย

กลัวอิตาลียกเลิกให้เข้า กลัวตั๋วคืนไม่ได้ กลัวตรวจโควิดไม่ผ่าน กลัวไปติดเดลต้าที่นั่น บางวันก็คิดว่า… นี่ตูจะหาเรื่องให้ตัวเองทำไม (ฟะ)

แต่คิดถึงประสบการณ์ที่พวกเราจะได้รับ กับจะได้เจอพี่สาวและหลานๆ ที่ไม่ได้เจอกันมาตั้งหลายปี (ครอบครัวพี่สาวอุ้มอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ นั่งรถไฟมาเจอกันที่มิลานได้) และได้เจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน ก็กลืนก้อนความกลัว จับหัวมันกดกลับเข้าไปนอนหายใจลึกๆ ในจิตใต้สำนึก รอดมาได้เปลาะหนึ่ง

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย

แล้ววันเดินทางก็มาถึง บ้านอุ้มต้องนั่งเครื่องบินจากพอร์ตแลนด์ไปอยู่นิวยอร์กก่อนสองสามคืน เพราะถึงจะมี Covid Rapid Testing Sites อยู่ทั่วเมืองไปหมด (ตรวจฟรีด้วยนะคะ เป็นคนไร้บ้านหรือไม่ได้เป็นคนนิวยอร์กก็ตรวจได้ ประเสริฐมาก) แต่ตรวจเสร็จต้องรอหนึ่งวันกว่าจะได้ผล คือจะตรวจแบบ 15 นาทีได้ผลก็มี แต่ต้องเสียคนละ 200 เหรียญฯ 4 คนรวมกันก็ 20,000 กว่าบาท เก็บเงินไว้กินพิซซ่าได้ไม่รู้กี่มื้อ เลยเผื่อเวลาแล้วไปตรวจฟรีดีกว่า

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย

อุ้มกับสมคิดฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้วตั้งแต่เดือนมีนาฯ แค่โชว์ Vaccination Card ก็ได้ แต่ลูกๆ นี่สิคะ อายุยังไม่ถึง 12 เขาก็ยังไม่ฉีดให้ เลยต้องไปตรวจด้วยกันหมด ที่บ้าสุดก็คือ ค่าเครื่องบินไปกลับพอร์ตแลนด์นิวยอร์ก แพงกว่านิวยอร์กไปกลับมิลานอี๊กกก! แล้วก็ไม่ได้มีกะจิตกะใจจะเที่ยว เพราะกังวลเรื่องผลโควิด และมีทริปอิตาลี 2 อาทิตย์รออยู่ข้างหน้า ไม่อยากจะหาเรื่องเหนื่อยก่อนเวลาอันควร ก็เลยได้แต่เดินๆ อยู่แถวโรงแรม คนก็เยอะมากอยู่นะนิวยอร์กเนี่ย จะสบายถอนหายใจได้ก็ตอนไปนั่งเล่นกันที่ The High Line นี่ล่ะ ใครไปนิวยอร์กแล้วอยากนั่งพักสบายๆ ลมเย็นๆ แนะนำให้ไปเลยค่ะ นั่งได้เป็นครึ่งค่อนวัน ไม่เสียสตางค์ด้วย

รอด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ อยู่เกือบวัน ผลโควิดก็มา เป็นลบทั้งบ้าน ผ่าน! พิมพ์ผลออกมาแล้วถือไปขึ้นเครื่องได้! อุ้มบินสายการบินเอมิเรตส์ คือโอเคเลยนะคะทั้งขาไปขากลับ เครื่องใหญ่ ปิดไฟแล้วมีดาววิบๆ วับๆ อาหารมังสวิรัติไม่แย่ พนักงานใส่ชุดสวยและใจดีกับเด็ก เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี่ก็ทำให้รู้สึกอยากชมทั้งที่ไม่ได้ค่าโฆษณา แล้วการที่ทุกคนบนเครื่องต้องตรวจโควิดมาก่อน ก็ทำให้บินเที่ยวบินยาวๆ แบบนี้สบายใจขึ้นด้วย

8 ชั่วโมงผ่านไป ถึงมิลานจนได้ค่ะ!

อุ้มไปอิตาลีมาสามสี่รอบ แต่ครั้งล่าสุดคือสิบกว่าปีที่แล้ว ได้มาอีกครั้งแบบลุ้นทุกรายละเอียดแบบนี้ และมีครอบครัวมาด้วย ก็เลยตื่นเต้นไปอีกแบบ การมี Airbnb ก็เปลี่ยนวิธีการเที่ยวเราไปเยอะเหมือนกันด้วยนะคะ หลักๆ เลยคือทำให้รู้สึกผ่อนคลายเร็วขึ้น เพราะความรู้สึกของการได้อยู่บ้าน (ถึงจะไม่ใช่บ้านเราก็เถอะ) ย่อมต่างจากการอยู่โรงแรมห้องเล็กๆ แน่ๆ อยู่แล้ว ไม่ต้องเดินผ่านล็อบบี้ ไม่ต้องใช้ลิฟต์ร่วมกับใคร ได้อยู่ด้วยกันกับครอบครัวที่ไม่เจอมานาน ได้เดินไปซูเปอร์มาร์เก็ตซื้อของมาทำอาหารกินกันบ้างบางมื้อ แค่ 3 วันแรกในมิลาน อุ้มก็หายสงสัยว่าทำไมต้องตะเกียกตะกายมาถึงนี่

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย

เล่าถึงมิลานกันบ้างดีกว่าค่ะ ทีแรกอุ้มนึกว่าคนจะไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ แต่ปะไรล่ะ หน้าดูโอโม่กับถนนช้อปปิ้ง Emmanuelle นี่เหมือนอยู่แถวหน้าสยามพารากอนเลยค่ะ คือมันเป็นใจกลางเมือง ใครมาก็ต้องมุ่งมาตรงนี้ แต่ถ้าขยันตื่นเช้าหน่อยหรือปะเหมาะเคราะห์ดี ก็ยังพอจะได้ถ่ายรูปครอบครัวแบบญาติน้อยๆ ได้อยู่นะคะ บ้านอุ้มเห็นถ่ายรูปลงไอจียิ้มแฉ่งเห็นฟันกันแบบนี้ จริงๆ เดินไปไหนมาไหนก็ใส่หน้ากากกันตลอดนะคะ คือรอดโควิดหนักๆ จากอเมริกามาได้ จะมาตายเพราะสายพันธุ์เดลต้าอยู่แถวนี้ก็มิบังควร

ทีนี้เวลาพูดถึงมิลาน คนจะนึกถึงช้อปปิ้ง แฟชั่นและดีไซน์ มีภาพจำคือดูโอโม่สีขาวตกแต่งวิจิตรอลังการ แต่สิ่งหนึ่งที่คนอาจจะไม่รู้หรือนึกภาพไม่ออก คือที่นี่เคยเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการขนส่งทางน้ำ คือมีคลองอยู่ทั่วไปไม่แพ้เวนิสหรืออัมสเตอร์ดัมเชียวนะ!

ลองนึกว่าเมืองใหญ่ๆ สำคัญๆ ของโลกอย่างลอนดอน ปารีส เบอร์ลิน ไคโร เวียนนา เกียวโต หรือแม้แต่กรุงเทพมหานครของเรา ล้วนตั้งขึ้นริมแม่น้ำเพื่อเหตุผลทางยุทธศาสตร์และการขนส่งเดินทาง เพราะสมัยก่อนรถราอะไรก็ยังไม่พัฒนามาก จึงต้องพึ่งพาการสัญจรทางน้ำ แต่เมืองที่แสนจะมั่งคั่งและเปี่ยมอำนาจในยุคกลางอย่างมิลาน กลับไม่อยู่ติดแม่น้ำอะไรกับใครเขาเลย ในระหว่างศตวรรษที่ 12 – 17 ระบบคลองที่เรียกว่านาวิกลี (Navigli) จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมมิลานกับแม่น้ำสองสายที่ใกล้ที่สุด คือแม่น้ำติชิโน ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันตก 25 กิโลเมตร กับแม่น้ำแอดดาที่อยู่ห่างไปทางตะวันออก 35 กิโลเมตร ถือเป็นระบบคลองแรกๆ ของโลกนี้เลยก็ว่าได้ และของสำคัญที่สุดที่ขนมาตามเส้นทางขุดใหม่ความยาวเป็นร้อยกิโลเมตรนี้ ก็คือหินอ่อนสีชมพูที่ขนมาสร้างดูโอโม่นั่นเอง!

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : www.pivada.com/en/leonardo-da-vinci-maps
อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : biblio.toscana.it/argomento

ทุกวันนี้ คลองส่วนใหญ่ในมิลานถูกถมทำเป็นถนน ไม่ต่างจากคลองในกรุงเทพฯ ของเรา แต่ยังมีส่วนที่เหลืออยู่ของ Naviglio Grande (แปลว่าคลองใหญ่) และถูกบูรณะให้กลับมาสะอาดสวยงามเมื่อตอนที่มี Milan Expo 2015

เดี๋ยวนี้ย่านนาวิกลิโอกรานเด กลายเป็นย่านที่เต็มไปด้วยบาร์และร้านอาหารนั่งสบาย แกลเลอรี่ ร้านขายของเก๋ๆ และมีตลาดนัดงานศิลปะและของฝากทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : it.wikipedia.org

และเป็นย่านที่อุ้มชอบที่สุดย่านหนึ่งในมิลานเลยค่ะ เดินเล่นทอดน่องเลียบคลองไปเรื่อยๆ มีเวิ้งเล็กเวิ้งน้อยให้มองเข้าไปดูอะไรสวยๆ งามๆ แถมขากลับมาแถวดูโอโม่ ถ้าเดินลัดเลาะมาตามถนนเงียบๆ ไม่มีนักท่องเที่ยว จะรู้สึกสบายใจบอกไม่ถูกเลยค่ะ ใครจะอยู่แถวคลองจนถึงกลางคืน ก็จะได้ดูแสงไฟจากตึกสีสดใสสะท้อนบนผิวน้ำ เป็นภาพที่สวยอย่าบอกใครเลย

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : www.dreamstime.com

ที่นี่เองที่อุ้มได้ลองกิน Risotto alla Milanese หรือริซอตโตแบบมิลานที่ใส่หญ้าฝรั่นจนเป็นสีเหลืองอร่าม เรื่องเล่ามีอยู่ว่า ที่มาของอาหารพิเศษจานนี้ มาจากช่างทำกระจกสีของดูโอโม่ ตั้งแต่ราว ค.ศ. 1574 โน่น ชื่อจริงของหมอนี่คืออะไรไม่รู้ล่ะ แต่ใครๆ ก็เรียกเขาว่า Zafferano เหตุเพราะชอบใช้ Saffron (แปลเป็นไทยว่าหญ้าฝรั่น) ย้อมสีกระจกให้เป็นสีเหลืองทอง 

วันหนึ่งหัวหน้าของเซฟเฟราโนแกล้งหยอกเขาว่า “เดี๋ยวอีกหน่อยก็ได้เอาใส่ในริซอตโตร้อก!” ต่อมาลูกสาวของหัวหน้าคนนั้นแต่งงาน พอพ่อครัวยกหม้อริซอตโตออกมาเท่านั้นล่ะ ทุกคนก็ช็อกไปเพราะมันเป็นสีเหลือง! ทีแรกไม่มีใครกล้ากิน แต่พอมีคนเริ่มลอง ก็กลับพบว่ามันอร่อยดีแฮะ เท่านั้นแหละ อาหารที่เกิดจากลูกน้องแกล้งเจ้านาย ก็กลายมาเป็นจานเอกลักษณ์ของมิลานตั้งแต่นั้น

ใครอยู่บ้านว่างๆ หรือไม่รู้ว่าจะไปหากินที่ไหน ลองทำเองเลยค่ะ อุ้มหาสูตรมาให้แล้ว

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : cookpad.com/mz/receitas

Risotto alla Milanese

ส่วนผสม

น้ำซุปผักหรือซุปไก่ 6 ถ้วย

หญ้าฝรั่น 1 ช้อนโต๊ะ

เนยจืด 3 ช้อนโต๊ะ

หอมใหญ่สับ 1 หัว

ข้าว Arborio* 2 ถ้วย

ไวน์ขาว 1 ถ้วย

ชีสพาร์เมซานขูด 1/2 ถ้วย

เกลือและพริกไทยดำ

วิธีทำ

  1. อุ่นน้ำซุปในหม้อ ไฟกลาง ใส่หญ้าฝรั่นลงไป เคี่ยวไปเรื่อยๆ เตรียมไว้เป็นน้ำซุป
  2. ละลายเนยในหม้ออีกใบ ไฟปานกลางถึงสูง ใส่หอมใหญ่ลงไปผัดจนนิ่ม ประมาณ 4 นาที
  3. ใส่ข้าวลงไป ผัดจนเกรียมนิดๆ ประมาณ 4 นาที
  4. ใส่ไวน์ขาว ผัดจนระเหย ประมาณ 2 นาที
  5. ใส่น้ำซุปทีละ 1/2 ถ้วย ตั้งไฟไปประมาณ 2 นาทีจนซึมเข้าไปในข้าว คนเล็กน้อย ค่อยๆ ใส่น้ำซุปทีละ 1/2 ถ้วยไปเรื่อยๆ จนกระทั่งข้าวนิ่มและเป็นครีม ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 16 นาที
  6. ใส่ชีสพาร์เมซานขูด ปรุงด้วยเกลือและพริกไทยตามชอบ ในสูตรต้นตำรับต้องใส่ไขกระดูก (Bone Marrow) ด้วย แต่อุ้มไม่ได้ใส่ เพราะเท่านี้ก็อร่อยแล้วค่ะ

*ข้าว Arborio เป็นข้าวเมล็ดสั้นที่ตั้งชื่อตามเมือง Arborio ในหุบเขาโพทางตอนเหนือของอิตาลี สุกแล้วมียางเยอะ ทำให้อาหารมีความนุ่มหนึบเหนียว ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ใช้ข้าวญี่ปุ่นที่ใช้ทำซูชิก็พอแทนกันได้ (แต่อย่าไปบอกใครนะคะ ฮ่าๆ)

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : www.nit.pt

มีของคาวแล้วก็ต้องมีของหวาน ไปมิลานก็ไม่ควรพลาดเจลาโต้รูปดอกกุหลาบที่ทั้งสวยและอร่อย (มาก) ตรงหน้าดูโอโม่นะคะ ร้านชื่อ Amorino มารู้ทีหลังว่าเป็นแบรนด์ของฝรั่งเศส ก่อตั้งโดยสองหนุ่มอิตาเลียนที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก คือ Cristiano Sereni กับ Paolo Benassi ทั้งคู่ไปอยู่ปารีสแล้วพบว่าไม่มีไอศกรีมอร่อยแบบที่อิตาลี ก็เลยทำกินแล้วทำขายมันเสียเลย 

ค.ศ. 2002 ร้านแรกของ Amorino ถือกำเนิดขึ้น ด้วยความอร่อย เน้นวัตถุดิบจากธรรมชาติ และสวยเป็นเอกลักษณ์ (คือจะสั่งกี่รสก็ได้ สลับสีของกลีบกุหลาบได้ตามชอบใจ) แถมถ้ายังหวานไม่พอ มีมาการองแปะข้างบนให้ดูฝรั่งเศสขึ้นมาได้อีกต่างหาก ทำให้ร้านของสองหนุ่มอิตาเลียนโด่งดังขยายสาขาไปทั่วโลก ผ่านไป 20 ปี ตอนนี้มีสาขาตั้ง 200 เข้าไปแล้ว! ใครอยากชิมด้วยตา อ่านดูเล่นๆ ว่ามีรสอะไรให้เลือกบ้าง เข้าไปดูที่นี่เลยค่ะ อุ้มลองรสสับปะรดยูสุกับมะลิ (คือเลือกเอาสีเป็นหลักแท้ๆ เลย) อร่อยสดชื่นหอมหวานม้ากก

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี

พูดถึง Amorino แล้วก็แปล๊กแปลกค่ะ เพราะว่าต้นกำเนิดไอศกรีมแบบอิตาเลียนที่เรียกว่า Gelato ที่คนทั้งโลกรู้จัก ก็มาจากคาเฟ่แห่งหนึ่งในปารีส ที่เจ้าของเป็นคนอิตาเลียนเหมือนกันเลย!

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/

เรื่องก็คือ ฟรานเชสโก โพรโคปิโอ คูโต (Francesco Procopio Cutò) เป็นหนุ่มน้อยหน้ามนจากเมืองซิซีลี แต่ย้ายถิ่นฐานไปเผชิญโชคชะตาที่ปารีส ด้วยพอจะมีวิชาทำครัวที่ติดตัวมาบ้าง เขาเลยไปขอเป็นลูกมือของชายอาร์เมเนียนชื่อปาสกาล ซึ่งมีเพิงขายน้ำมะนาวขายกาแฟอยู่ที่นั่น แต่กิจการไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เขาเลยถอดใจ ทิ้งกิจการไว้ให้คูโตรับช่วงต่อ

คูโตมีหัวทางนี้ แล้วยังไปรู้วิธีทำน้ำมะนาวให้กลายเป็นน้ำแข็งเกล็ด ด้วยการใช้เกลือเพื่อลดอุณหภูมิของน้ำแข็ง จนได้ลิขสิทธิ์จากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ให้เป็นคนเดียวที่ทำเครื่องดื่มน้ำแข็งและหวานเย็นปรุงรสต่างๆ แบบนี้ได้

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี
ภาพ : www.flickr.com

เขาเริ่มเสิร์ฟกาแฟและเจลาโต้ในถ้วยกระเบื้องเคลือบใบเล็กๆ ที่ร้าน Café Procope ของเขา คาเฟ่ของคูโตทำให้การดื่มกาแฟซึ่งแต่ก่อนนี้ถูกมองว่าเป็นเรื่องของชนชั้นแรงงาน กลายเป็นที่ยอมรับขึ้นมา และทำให้คนทั่วไปได้ลิ้มรสหวานเย็น ที่แต่ก่อนนี้สงวนไว้สำหรับเจ้านายชั้นสูงเท่านั้น

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี
ภาพ : commons.wikimedia.org

โชคยิ่งเข้าข้างคูโตมากขึ้นไปอีก เมื่อโรงละคร Comédie-Française มาเปิดที่ตรงข้ามร้านกาแฟของเขาพอดี นักแสดง นักคิด นักเขียน นักการเมือง และนักอะไรต่อมิอะไร ต่างพากันมานั่งดื่มกาแฟและกินหวานเย็นที่ร้านของคูโต ทำให้วัฒนธรรมการดื่มและนั่งร้านกาแฟกลายเป็นเรื่องแพร่หลายในฝรั่งเศส จนประวัติศาสตร์ต้องบันทึกไว้ว่า นี่คือคาเฟ่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และเป็นร้านกาแฟที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสและคูโต (ภายหลังได้สัญชาติฝรั่งเศสและเปลี่ยนชื่อเป็น François Procope) คือบิดาของเจลาโต้ยุคใหม่ของโลก

แหมๆๆๆ นี่แค่มิลานยังหาอะไรมาเล่าได้เป็นตุเป็นตะ จริงๆ ยังไปต่ออีกทั้งเวนิส ฟลอเรนซ์ ลุคค่า เซียน่า เดี๋ยวไปขออนุญาตคุณบอกอทรงกลดให้อุ้มเขียนต่อก่อนนะคะ

A Presto! เจอกันใหม่เร็วๆ นี้ สวัสดีค่ะ!

Writer & Photographer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

สวัสดีปีใหม่ค่ะชาวเดอะคลาวด์ทุกคน!

รอดพ้นปีที่แล้วมาได้ก็ถือว่าควรค่าแก่การฉลอง ว่าไหมคะ เพราะมันเป็นปีแห่งการเอาตัวรอดโดยแท้! เรียนออนไลน์ ฉลองวันเกิดผ่านซูม ไปเยี่ยมปู่ย่าตายายแล้วแต่ได้โบกมืออยู่นอกกระจกหน้าต่าง ขึ้นเครื่องบินใส่หน้ากาก 2 ชั้น แยงจมูกตรวจโควิดกันจนนับหนไม่ถ้วน ฉีดวัคซีนเข็มแล้วเข็มเล่า เฝ้ารอข่าวว่าสายพันธุ์ใหม่มันจะชื่ออะไรกันนะ

แต่อย่างน้อยปีที่ผ่านมาก็ต้องมีเรื่องอะไรดี ๆ เกิดขึ้นบ้างแหละน่า เรื่องดีที่ผ่านมาของอุ้ม คืออยู่อเมริกามาครบ 10 ปี และมีงานทำในประเทศนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตค่ะ!

อยู่เมืองไทยมาเกือบ 4 ทศวรรษ ทำงานหนักทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังมาจนหลังอาน กะว่าจะเออร์ลี่รีไทร์ ใช้ชีวิตวัยกลางคนสวย ๆ กับเขาสักหน่อย ดั๊นย้ายมาอยู่อเมริกา ชีวิตพลิกผันให้มีอันต้องกลายเป็นแม่ของลูกสาว 2 คน ทาสในเรือนเบี้ยสิคะทีนี้ ไม่ได้กินไม่ได้นอน ไม่ได้มีชีวิตของตัวเองมาร่วมสิบปี คือเล่นเป็นอีเย็น แล้วไม่มีเสียงสั่งคัทให้ออกจากซีนอารมณ์ซะที

แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ลูกก็ไปโรงเรียนกันหมด! อีเย็นผื่นขึ้นเลยสิทีนี้ จะทำอะไรดีให้ชีวิตไม่ว่างเปล่า (ไปทำเล็บสิเธอ หรือหัดอยู่เฉย ๆ มั่งก็ได้นะ)

แถวบ้านอุ้มมีร้านขายของเก๋ไก๋อยู่ร้านหนึ่งค่ะ ชื่อเจ้าของร้านเป็นกราฟิกดีไซเนอร์มาก่อน แล้วก็ตัดสินใจมาทำเวิร์กชอป Letterpress ของตัวเอง กับเปิดร้านขายของจาก Makers ทั่วพอร์ตแลนด์และทั่วอเมริกา อุ้มนี่ก็เป็นลูกค้าสายแจ๋น คือเข้าไปซื้อของอยู่บ่อย ๆ ไปทีไรก็คุยฮิฮะโน้นนี้กับเจ้าของร้าน แล้วอยู่มาวันหนึ่ง เขาก็บ่นเปรย ๆ ว่าเนี่ยไอต้องเริ่มหาคนมาช่วยละ ทำอยู่คนเดียว 3 ปี อะดรีนาลินหลั่งจนจะหมดต่อมอยู่แล้วเนี่ย

อิฉันก็หูผึ่งสิคะ กำลังมิดไลฟ์ไครสิสอยู่เมื่อวาน เลยกะพริบตาปริ๊บ ๆๆๆ ถามกลับไปทันทีว่า “อยากจ้างไอไหมล่ะ” เจ้าของร้านอึ้งไปนิดหนึ่ง ด้วยว่าคงเปรยเฉย ๆ ไม่นึกว่าต้องรับผิดชอบชีวิตอินางนี่ขึ้นมาแบบนี้ ก็เลยตอบมาแบบกว้าง ๆ ว่า “ส่งอีเมลเรซูเม่มาแล้วกัน เดี๋ยวไอจะลองดูให้นะ” แหม… คงกะว่าถ้าปฏิเสธทางอีเมล จะได้ไม่ประดักประเดิดงิ

อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต
อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต

ไม่รู้จัก Super-overachiever อย่างตรูซะแล้ว! เดี๋ยวจะร่ายประวัติให้เฟี้ยวเลย ก็เรซูเม่เดี๊ยนมีที่ไหนกันเล้า! เรียนจบมาจะ 30 ปีแล้ว ไม่เคยไปสมัครงานที่ไหน ขนาดทรานสคริปต์ยังไม่เคยไปขอเลยค้าาา ก็เลยเล่าไป 3 ย่อหน้าถ้วนว่าเคยทำอะไรที่ไหนมามั่ง แล้วพอถึงวันสัมภาษณ์ ก็หอบหนังสือที่เคยทำไปให้เขาดูตั้งหนึ่ง เขาคุยด้วยอยู่สิบนาที แล้วก็บอกว่า ที่เล่ามานี่ไอแอบตกใจนิดหน่อย เพราะยูคุณสมบัติเกินตำแหน่งไปมากกกกกก แต่ถ้าอยากทำงานที่นี่ ก็ช่วยมาทำหน่อยเถอะจ้า มีเงื่อนไขว่า ช่วงทดลองงาน 3 เดือนแรก ค่าจ้างให้ได้แค่ขั้นต่ำ ชั่วโมงละ 16 เหรียญนะ โอเคไหม

คืออุ้มนี่ให้เท่าไหร่ก็เอาแหละ เพราะรู้อยู่แล้วว่าไปทำเพื่อประสบการณ์ ร้านเดินจากบ้านไป 7 นาทีถึง แล้วทำอาทิตย์ละแค่ 3 – 4 วัน ตอนลูกไปโรงเรียน ความรับผิดชอบก็ไม่เยอะ ไม่เหมือนสมัยเปิดบริษัทอยู่เมืองไทย ค่าใช้จ่ายและปัญหาท่วมหัว จะมีงานไหนเหมาะไปกว่านี้อีก

ก็เลยมีงานทำมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้วค่ะ

ถามว่าทำงานอะไร ตอบง่าย ๆ ก็คือไปขายของที่ร้านแหละค่ะ แต่ประสาให้ร้อยทำ 3 หมื่น นอกจากการดูแลลูกค้าราวญาติร่วมสายเลือด เช็ดถูดูแลสินค้าให้สวยหมดจด ดิฉันก็ไปช่วยเขาคิดสโลแกนร้าน หาวิธีสื่อสารทางโซเชียลมีเดีย จัดดิสเพลย์ ค้นคว้าข้อมูลของ Makers ที่เขาคัดมาขาย นี่จะทำเวิร์กชอปเรียกลูกค้าให้เขาอี๊ก

ทั้งหมดนี้ ได้ค่าจ้างเดือนละประมาณพันกว่าเหรียญ หรือ 3 หมื่นกว่าบาท (สมัยอยู่ไทย มีคนเชิญไปสัมภาษณ์บนเวทีครึ่งชั่วโมงก็ได้เท่ากันนะ) คือไปเป็นบาริสต้าหรือเสิร์ฟอาหารยังรวยกว่านะ เพราะนั่นเขาได้ทิปด้วย หรือเอาจริง ๆ บางวันที่ต้องไปทำงานถึงเย็น เรียกคุณยายแนนนี่มาดูลูก ยังต้องจ่ายชั่วโมงละ 17 เหรียญ ขาดทุนมั้ยอะ!

ที่ทรมานไตอีกอย่าง ก็คือภาษีค่ะ ตอนอยู่ไทย รับเช็คมา อย่างมากก็ถูกหัก 3 หัก 5 เปอร์เซ็นต์ไรงี้ใช่มั้ยคะ อยู่นี่… โดนหักทั้งภาษีรัฐบาล ทั้งภาษีรัฐออรีกอน เงินเดือน 100 เหลือมาถึงมือเราแค่ 60 สรุปได้เงินเข้าบ้านชั่วโมงละ 10 เหรียญ ไปขายข้าวมันไก่ดีกว่ามั้ย!

อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต

แต่ที่ยังไปทำอยู่อย่างเบิกบาน ก็เพราะมันสนุกและมีอะไรให้ได้เรียนรู้เยอะเลยค่ะ ได้ลุกขึ้นมาแต่งตัวสวยทาปากแดง (เสร็จแล้วใส่แมสก์ ทาเพื่อ…) ได้พูดคุยเจอคนทั้งดี๊ดีและแปลกเหลือหลาย เจ้านายและเพื่อนร่วมงานก็น่ารัก ของที่ขายก็ดีเกิ้น ยิ่งรู้ข้อมูลรู้ที่มายิ่งรักเข้าไปใหญ่ อันตรายมากถึงมากที่สุด เพราะทุกวันนี้ยังแยกไม่ค่อยออกว่าไปทำงานหรือไปช้อปปิ้ง

เพราะสโลแกนการทำงานของอุ้มคือ แต่งตัวเยอะ รายได้น้อย ช้อปกระจาย จ่ายครึ่ง เก็บครึ่ง (ถึงเหรอ… สมคิดหันมาถาม)

เอาน่ะ ถึงเหลือเงินกลับบ้านนิด ๆ หน่อย ๆ แต่มันมีสิ่งที่ไม่ได้วัดด้วยเงินแถมมาด้วย

อย่างแรกเลยคือรู้สึกดีกับตัวเองค่ะ เพราะคนที่เป็น Stay-at-home Parent มานาน ๆ ระดับเกือบสิบปีนี่นะคะ รับรองจะมีความรู้สึกคล้าย ๆ กันอย่างหนึ่ง คือให้กลับไปทำงานก็จะมีความกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะออกจากแวดวงมานาน ถูกคนอื่นทิ้งห่างไปไกลโข คอนเนกชันอะไรก็ไม่ค่อยจะมี จะให้ไปเริ่มต้นพิสูจน์ตัวเองใหม่ก็ไม่ได้มีพลังงานหรือความกระตือรือร้นขนาดนั้น การค่อย ๆ กลับมาทำงานที่ไม่ได้ยากมากแบบนี้ ก็ช่วยสร้างความมั่นใจในตัวเองว่า เออ เรานี่ก็ยังพอใช้ได้อยู่แฮะ

อย่างที่สองคือลูก ๆ ตื่นเต้น เพราะถึงแม้ชีวิตนี้จะพิชิตตุ๊กตามากี่ตัว หนังไปเทศกาลภาพยนตร์มากี่แห่ง ทำบริษัทมีลูกน้องมากี่สิบชีวิต แต่สำหรับลูก ๆ อุ้ม เกิดมาก็เห็นแม่อยู่บ้าน ถามว่าแม่ทำอาชีพอะไร ตอบไปเลยว่าทำกับข้าว ซักผ้า ล้างจาน แต่เดี๋ยวนี้พอแม่ไป ‘ทำงาน’ ลูก ๆ ดิฉันก็เกิดภาพจำใหม่ ว่าแม่ออกไปทำงานนอกบ้านด้วยล่ะเธอ เพราะงานนอกบ้านมันทำแล้วได้เงินด้วยล่ะเธอ

ว่าแล้วแม่สาวน้อยที่บ้านอุ้มทั้งสองก็เกิดความคิดปฏิวัติ ว่าพวกนางจะทำงานบ้าง! เพราะตอนนี้แม่เริ่มคิดได้ว่าทำงานเหนื่อยนะเฟ้ย จะมาขอของเล่นกันง่าย ๆ นี่แม่ต้องทำงานตั้งหลายชั่วโมง พวกยูควรจะทำงานแลก พวกนางก็เลยคำนวณกันเองว่า ชุดทดลองวิทยาศาสตร์อันละ 19 เหรียญที่อยากได้ ช่วยแม่เก็บจาน เอาผ้าเข้าเครื่องโน้นนี้ ได้ทีละ 25 เซ็นต์ ต้องรวมพลังกันทำวันละกี่อย่าง แล้วกี่วันถึงจะได้ มีเดดไลน์ด้วยนะ! เดี๋ยว ๆ ก็วิ่งมาจะขอทำงานอีกละ เอ็นดูพวกนาง! นับว่าเป็นผลพลอยได้จากการทำงานของแม่ที่เผื่อแผ่มาถึงลูก ๆ ด้วย

อีกอย่างคือได้ใช้สมองส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่แค่เพื่อสัญชาตญาณเอาตัวรอดบ้าง คือการเป็นแม่คนนี่ชีวิตส่วนใหญ่จะอยู่ในโหมดดับไฟเป็นกอง ๆ นึกออกไหมคะ นั่งลงทำอะไร เดี๋ยวลูกก็ตีกัน จะคิดฝันทำธุรกิจใหม่ อะ ลูกป่วยต้องหยุดโรงเรียน งอแงเป็นอาทิตย์ไม่เป็นอันคิดทำอย่างอื่นอีก การแยกส่วนชีวิตออกไป ‘ทำงาน’ แบบนี้ก็เลยทำให้ได้พูดคุยกับมนุษย์ที่มีอายุเป็นเลข 2 หลักขึ้นไปบ้าง ได้ปลุกสมองส่วนศิลปิน ส่วนผู้บริหาร และส่วนป้าแย้ม (คือกลีบสมองที่แอคทีฟตอนเม้า หลายเดือนที่ผ่านมาสมองป้าแย้มแข็งแรงมาก 55)

และที่สำคัญคือได้ลดอัตตาตัวเองค่ะ จะมาคิดว่า แหม… ฉันเคยแต่นั่งอยู่หัวเรือ มีฝีพายคอยฮ้าไฮ้ แล้วทำไมนาทีนี้ต้องมาโดนจิกหัวสั่ง ทำไมต้องมาทำงานเช็ดถู เพื่อเงินแค่นี้ เจ้าคุณพ่อคุณแม่ยังไม่เคยดุพิมพ์พิราขนาดนี้เลย (มาจากไหน) ชีวิตก็จะระกำลำบากโดยใช่เหตุ สิ่งที่ทำให้อุ้มมีความสุขกับการทำงานก็คือตัวงานเองนั่นแหละค่ะ ไม่ว่าจะงานเล็กงานใหญ่แค่ไหน ถ้าใจเราจดจ่อเบิกบานกับสิ่งที่ทำ มันก็มีค่าได้ เช่น ติดสติกเกอร์ราคาสินค้า จะสักแต่ว่าติด ๆ ให้มันเสร็จไป หรือเขียนตัวเลขให้สวย หาตำแหน่งติดที่คิดว่าคนพลิกของขึ้นมาแล้วจะเห็นง่ายไม่กลับหัว แค่นี่ก็ต่างกันแล้วนะคะ

พูดแล้วก็เลยคิดได้ว่าอยากเลือกของในร้านที่อุ้มชอบ เอามาเล่าให้ฟังแล้วกันค่ะ จะได้เห็นภาพว่าตกลงเธอไปขายถั่วขายทองอะไรกันจ๊ะ อะ… ล้อมวงกันเข้ามา ลูกจ้างเอเชียนอเมริกันจะพาทัวร์

Gingiber

อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต
อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต

เลือกมาเป็นแบรนด์แรกเลย เพราะรู้สึกว่าเหมาะกับการสร้างแรงบันดาลใจรับปีใหม่ จินจิเบอร์ขายเครื่องเขียนและข้าวของที่มีข้อความดี ๆ อย่างเช่นสติกเกอร์นี้ที่อุ้มเพ่งทุกวัน (จนบัดนี้ยังไม่เห็นเลข) กับพวงกุญแจที่ความหมายดี๊ดีจนน้ำตาจะไหล อ๋อไม่ใช่อะไร คือเหวี่ยงไปกระแทกข้อนิ้วแล้วมันเจ็บมาก ของขายดีที่สุดของจินจิเบอร์คือผ้าเช็ดจานล่ะค่ะ แปลว่าเรามาอยู่บนโลกนี้เพื่อสนับสนุนซึ่งกันและกัน (แล้วทำไมตรูเช็ดจานอยู่คนเดียว สมคิดไปไหน!)

Adam J. Kurtz

อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต
อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต
อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต

คนนี้เป็นศิลปินที่อุ้มชอบมาก ฮีเก๊เกย์ จิกกัด ตลกร้ายกาจ แต่น่ารัก อ่านแล้วหัวเราะปรื้ดแต่ได้แรงบันดาลใจด้วย ไม่รู้ทำได้ไง เหมาะสำหรับคนทำงานที่กำลังคิดว่าโลกนี้มันโคตรห่วย เห็นงานของ Adam JK แล้วจะรู้สึกมีพวก จนต้องร้องออกมาว่า มรึงเข้าใจกรู อุ๊ยไม่ใช่ คุณเข้าใจดิฉัน คือไม่ต้องมาบอกกันว่าโลกสวย ห่วยก็บอกว่าห่วย แต่ยังไงมันก็ต้องมีดีอยู่บ้างแหละ ใช่หรือไม่ใช่!

Harlow

อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต
อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต
อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต

นี่เป็นแบรนด์เพื่อนหญิงพลังหญิงแห่งพอร์ตแลนด์ที่อุ้มภูมิใจนำเสนอลูกค้ามาก เพราะนอกจากของเขาจะสวย เบา ใส่สบาย ราคาไม่แพงแล้ว เจ้าของยังมี Success Story ที่จะทำให้หลายคนเงยหน้าขึ้นมาจากกองน้ำตา แล้วบอกว่า “โห… เรื่องเรานี่ขี้ผง” ไม่เชื่อลองเข้าไปอ่านเรื่องของ Ruthie ดูก็ได้ค่ะ

Citizen Ruth

อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต
อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต
เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย

แบรนด์หัวรุนแรงและก๋ากั่นที่สุดในพอร์ตแลนด์ ขายแก้วกาแฟ สติกเกอร์ และแม็กเน็ตติดตู้เย็นพิมพ์ข้อความเสียดสีการเมืองและสังคมแบบแสบ ๆ ขำ ๆ สินค้าขายดีคือแก้วกาแฟ I Did My Fucking Best คือแบบกรูทำดีที่สุดแล้วววววววววจ้า กับสติกเกอร์คุณป้า Ruth Bader Ginsburg และเหล่าสาวๆ ผู้ทรงพลังทางการเมืองทั้งหลาย อ้อ… แก้วกาแฟเดวิดจาก Schitt’s Creek นี่ก็ฮิตสมกับช่วงแพนเดมิก ประชดไม่อยากเจอผู้คนมันเสียเลย

Karacotta Ceramics

เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย
เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย
เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย

อะ เดี๋ยวจะหาว่ามีแต่ของแรง ๆ หันมาฟูมฟักจิตวิญญาณ ปัดเป่าพลังงานร้ายให้พ้นไปจากห้องหับกันดีกว่า ด้วย Smudging Bundle และชามเซรามิกสวยเข้ากันของแคราค็อตต้า คืออุ้มก็เพิ่งจะมารู้จักการ Smudging ที่นี่แหละค่ะ มันคือการเอาใบไม้แท่งไม้หอม อย่าง Sage และ Palo Santo มาเผาไฟให้เกิดควัน แล้วเดินพาควันนั้นให้อวลไปทั่วทุกซอกทุกมุมของบ้าน (บางตำราบอกว่าให้เดินวนตามเข็มนาฬิกา) ว่ากันว่าการทำแบบนี้จะไล่พลังงานร้ายออกไป ทำให้ที่ทางของเรามีความสะอาดบริสุทธิ์ คนที่อยู่อาศัยก็จะมีอารมณ์ดี มีความสุขขึ้น เหมาะสุด ๆ กับปีใหม่ และช่วงไหนที่มีโรคร้ายคุกคามมนุษยชาติ ทำให้ต้องกักตัวอยู่แต่กับบ้านหันไปไม่เจอใครก็เลยตีกันเอง (ช่วงนี้ไง)

 Three Little Figs

เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย
เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย
เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย

แค่ชื่อก็ฮา (เขาล้อนิทานเรื่อง Three Little Pigs ไง) แต่อย่าคิดว่าของที่ขายจะขำ ๆ นะคะ เพราะนี่คือแยมระดับตำนานที่กวนในหม้อทองแดงทีละจำนวนน้อย ๆ จากส่วนผสมที่สดและสุกงอมตามฤดูกาล คือไม่ใช่แยมรสบ้าน ๆ สตรอว์เบอร์รีสับปะรดสำหรับทาขนมปังทั่วไป แต่เป็นแยมรสซับซ้อนที่เหมาะจะเสิร์ฟกับชีสดี ๆ หรือช่วยยกระดับอาหารอย่างแฮมเบอร์เกอร์หรือฮอตด็อกให้หรูแพร่นขึ้นมา รสที่ขายดีตลอดกาลคือ French Onion Confit กับ Plum Fig and Cherry Mostada หรือตอนนี้มีรสใหม่ Watermelon Sriracha ที่เอาน้ำแตงโมมาเคี่ยวจนงวดกับซอสศรีราชา ฟังดูจะดีมั้ยนะ แต่แอบขายได้เรื่อย ๆ เชียว

Junebug and Darlin

เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย
เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย
เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย

งานฝีมือแบบมี Agenda คือคำจำกัดความของชุดปักครอสติชยี่ห้อ Junebug and Darlin เหมาะกับสายคราฟต์ที่ชอบความเสียดสีแบบขำ ๆ อุ้มลองทำไปหลายอันแล้ว คิดว่าเป็นไอเดียที่เข้าท่ามากทีเดียวค่ะ เปิดซองออกมามีอุปกรณ์ทุกอย่าง ลายส่วนใหญ่จะไม่ยากมาก คือคงรู้ว่าคนไม่มีเวลา และไม่ได้อยากพัฒนาฝีมือปักลายกระท่อมในชนบทอังกฤษจนเต็มหมอนอะไรแบบนั้น ชิ้นหนึ่งทำจริง ๆ ไม่ถึงชั่วโมงก็เสร็จ อันเล็ก ๆ น่ารักดี อุ้มชอบอันที่เป็นลายราศีต่าง ๆ นี่กำลังทำให้ครบวันเกิดทุกคนในครอบครัว จะได้เอาไปติดคอนโดที่เมืองไทย

Orange Pippin Society 

เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย

เมล็ดพันธุ์ผักและดอกไม้ใส่กล่องน่ารัก สำหรับปลูกฝังความรักการทำสวนให้กับเด็ก ๆ แบ่งเป็นธีมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้กินได้ สวนจิ๋ว สวนยักษ์ สวนของนักสำรวจ แถมมีกิจกรรมให้เด็ก ๆ ได้มาทำสวนร่วมกัน แน่นอนว่าเจ้าของเป็นคุณแม่ของลูกตัวน้อย ๆ และเคยทำงานกับเจ้าแห่งวงการ Letterpress แห่งพอร์ตแลนด์อย่าง Egg Press กล่องและซองถึงได้น่ารักอย่างกับการ์ดทำมือ

Woolly Made

เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย
เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย
เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย

เครื่องหนังสุดเนี้ยบที่ฟอกด้วยสีย้อมจากพืช แปลว่ากระบวนการฟอกหนังดีต่อสิ่งแวดล้อม (อุ้มโตมาแถวปากน้ำ ใกล้ ๆ โรงงานฟอกหนัง ทุกวันนี้ยังจำกลิ่นที่ลอยมาจากโรงงานได้อยู่เลยค่ะว่ามันเหม็นขนาดไหน) และกระเป๋าสตางค์ใช้ไปแล้วจะเกิด Patina หรือความนิ่มและสีเข้มขึ้นอย่างเป็นเอกลักษณ์ แบบที่หนังฟอกโรงงานโดยทั่วไปให้ไม่ได้

เนื่องจากเจ้าของทั้งสองคนจบออกแบบผลิตภัณฑ์และเคยทำงานกับไนกี้มานาน ก็เลยพัฒนาวิธีการผลิตให้ใช้เลเซอร์ตัดหนัง และเจาะรูสำหรับเย็บมาเสร็จเรียบร้อย กระเป๋าสตางค์ทุกใบเลยมีความเนี้ยบ (มาก)

อีกเรื่องที่น่าตื่นเต้นก็คือ เขาพบวัสดุใหม่ที่ใช้แทนหนังแต่ไม่ใช่พลาสติก (กระเป๋าวีแกนส่วนใหญ่ใช้วัสดุที่มีส่วนผสมของพลาสติก ซึ่งอันตรายต่อช่างเวลาตัด และแน่นอนว่าเป็นพิษกับสิ่งแวดล้อม) คือใช้ส่วนผสมของใยมะพร้าวกับยาง ทนพอ ๆ กับหนัง และสวยดีด้วยค่ะ ที่ร้านอุ้มเริ่มเอามาขายแล้ว อาจจะยังขายไม่ดีเท่ากระเป๋าหนัง แต่อุ้มว่าน่าสนใจมากเลยค่ะ

จริง ๆ ยังมีของน่าสนใจอีกเยอะมาก เพราะทั้งร้านมีของร้อยกว่าแบรนด์ แต่เอาไปแค่ 9 ก่อนแล้วกันนะคะ จะได้ก้าวหน้ากันทั้งคนอ่านคนเขียน ใครกำลังคิดจะเริ่มงานใหม่ ลุยไปให้เต็มที่เลยค่ะ ส่วนใครที่มีงานดี ๆ ที่รักอยู่แล้ว ก็ขอให้ยิ่งดี ๆ ขึ้นไปอีก

ความสำเร็จเริ่มต้นจากความรักและการทำอะไรเล็ก ๆ ให้เต็มกำลัง

นี่ล่ะค่ะสิ่งที่ร้านทั้งร้านสอนอุ้มมา

สวัสดีปีใหม่อีกครั้งค่ะทุกคน!

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load