ไปอิตาลีมาค่ะ

ถามว่าบ้ามั้ย ก็บ้าอยู่นะ ไปเที่ยวตอนโควิด-19 เพิ่งซา

แต่อเมริกาล็อกดาวน์มาปีครึ่ง อึดอัดใกล้บ้ากันเต็มทน ครอบครัวก็ไม่ได้เจอกัน พอได้ข่าวว่าเดือนกรกฎาฯ อิตาลีจะเปิดประเทศให้อเมริกันชนที่ฉีดวัคซีนแล้ว หรือบินเข้าประเทศด้วยเที่ยวบินที่ทุกคนต้องตรวจโควิด (Covid-Tested Flights) จากสนามบิน JFK ที่นิวยอร์กได้โดยไม่ต้องกักตัว 14 วัน อุ้มก็มือไม้สั่นรีบหาข้อมูล ซื้อตั๋ว จองไปตรวจโควิดที่นิวยอร์กให้ทั้งบ้าน แล้วก็เช็กกับเพื่อนที่อยู่มิลานแบบวันต่อวันว่าสถานการณ์โควิดมัน ‘เอาอยู่’ แล้วแน่นะ

นอนไม่หลับอยู่เป็นอาทิตย์ก่อนไปน่ะค่ะ พูดเลย

กลัวอิตาลียกเลิกให้เข้า กลัวตั๋วคืนไม่ได้ กลัวตรวจโควิดไม่ผ่าน กลัวไปติดเดลต้าที่นั่น บางวันก็คิดว่า… นี่ตูจะหาเรื่องให้ตัวเองทำไม (ฟะ)

แต่คิดถึงประสบการณ์ที่พวกเราจะได้รับ กับจะได้เจอพี่สาวและหลานๆ ที่ไม่ได้เจอกันมาตั้งหลายปี (ครอบครัวพี่สาวอุ้มอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ นั่งรถไฟมาเจอกันที่มิลานได้) และได้เจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน ก็กลืนก้อนความกลัว จับหัวมันกดกลับเข้าไปนอนหายใจลึกๆ ในจิตใต้สำนึก รอดมาได้เปลาะหนึ่ง

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย

แล้ววันเดินทางก็มาถึง บ้านอุ้มต้องนั่งเครื่องบินจากพอร์ตแลนด์ไปอยู่นิวยอร์กก่อนสองสามคืน เพราะถึงจะมี Covid Rapid Testing Sites อยู่ทั่วเมืองไปหมด (ตรวจฟรีด้วยนะคะ เป็นคนไร้บ้านหรือไม่ได้เป็นคนนิวยอร์กก็ตรวจได้ ประเสริฐมาก) แต่ตรวจเสร็จต้องรอหนึ่งวันกว่าจะได้ผล คือจะตรวจแบบ 15 นาทีได้ผลก็มี แต่ต้องเสียคนละ 200 เหรียญฯ 4 คนรวมกันก็ 20,000 กว่าบาท เก็บเงินไว้กินพิซซ่าได้ไม่รู้กี่มื้อ เลยเผื่อเวลาแล้วไปตรวจฟรีดีกว่า

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย

อุ้มกับสมคิดฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้วตั้งแต่เดือนมีนาฯ แค่โชว์ Vaccination Card ก็ได้ แต่ลูกๆ นี่สิคะ อายุยังไม่ถึง 12 เขาก็ยังไม่ฉีดให้ เลยต้องไปตรวจด้วยกันหมด ที่บ้าสุดก็คือ ค่าเครื่องบินไปกลับพอร์ตแลนด์นิวยอร์ก แพงกว่านิวยอร์กไปกลับมิลานอี๊กกก! แล้วก็ไม่ได้มีกะจิตกะใจจะเที่ยว เพราะกังวลเรื่องผลโควิด และมีทริปอิตาลี 2 อาทิตย์รออยู่ข้างหน้า ไม่อยากจะหาเรื่องเหนื่อยก่อนเวลาอันควร ก็เลยได้แต่เดินๆ อยู่แถวโรงแรม คนก็เยอะมากอยู่นะนิวยอร์กเนี่ย จะสบายถอนหายใจได้ก็ตอนไปนั่งเล่นกันที่ The High Line นี่ล่ะ ใครไปนิวยอร์กแล้วอยากนั่งพักสบายๆ ลมเย็นๆ แนะนำให้ไปเลยค่ะ นั่งได้เป็นครึ่งค่อนวัน ไม่เสียสตางค์ด้วย

รอด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ อยู่เกือบวัน ผลโควิดก็มา เป็นลบทั้งบ้าน ผ่าน! พิมพ์ผลออกมาแล้วถือไปขึ้นเครื่องได้! อุ้มบินสายการบินเอมิเรตส์ คือโอเคเลยนะคะทั้งขาไปขากลับ เครื่องใหญ่ ปิดไฟแล้วมีดาววิบๆ วับๆ อาหารมังสวิรัติไม่แย่ พนักงานใส่ชุดสวยและใจดีกับเด็ก เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี่ก็ทำให้รู้สึกอยากชมทั้งที่ไม่ได้ค่าโฆษณา แล้วการที่ทุกคนบนเครื่องต้องตรวจโควิดมาก่อน ก็ทำให้บินเที่ยวบินยาวๆ แบบนี้สบายใจขึ้นด้วย

8 ชั่วโมงผ่านไป ถึงมิลานจนได้ค่ะ!

อุ้มไปอิตาลีมาสามสี่รอบ แต่ครั้งล่าสุดคือสิบกว่าปีที่แล้ว ได้มาอีกครั้งแบบลุ้นทุกรายละเอียดแบบนี้ และมีครอบครัวมาด้วย ก็เลยตื่นเต้นไปอีกแบบ การมี Airbnb ก็เปลี่ยนวิธีการเที่ยวเราไปเยอะเหมือนกันด้วยนะคะ หลักๆ เลยคือทำให้รู้สึกผ่อนคลายเร็วขึ้น เพราะความรู้สึกของการได้อยู่บ้าน (ถึงจะไม่ใช่บ้านเราก็เถอะ) ย่อมต่างจากการอยู่โรงแรมห้องเล็กๆ แน่ๆ อยู่แล้ว ไม่ต้องเดินผ่านล็อบบี้ ไม่ต้องใช้ลิฟต์ร่วมกับใคร ได้อยู่ด้วยกันกับครอบครัวที่ไม่เจอมานาน ได้เดินไปซูเปอร์มาร์เก็ตซื้อของมาทำอาหารกินกันบ้างบางมื้อ แค่ 3 วันแรกในมิลาน อุ้มก็หายสงสัยว่าทำไมต้องตะเกียกตะกายมาถึงนี่

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย

เล่าถึงมิลานกันบ้างดีกว่าค่ะ ทีแรกอุ้มนึกว่าคนจะไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ แต่ปะไรล่ะ หน้าดูโอโม่กับถนนช้อปปิ้ง Emmanuelle นี่เหมือนอยู่แถวหน้าสยามพารากอนเลยค่ะ คือมันเป็นใจกลางเมือง ใครมาก็ต้องมุ่งมาตรงนี้ แต่ถ้าขยันตื่นเช้าหน่อยหรือปะเหมาะเคราะห์ดี ก็ยังพอจะได้ถ่ายรูปครอบครัวแบบญาติน้อยๆ ได้อยู่นะคะ บ้านอุ้มเห็นถ่ายรูปลงไอจียิ้มแฉ่งเห็นฟันกันแบบนี้ จริงๆ เดินไปไหนมาไหนก็ใส่หน้ากากกันตลอดนะคะ คือรอดโควิดหนักๆ จากอเมริกามาได้ จะมาตายเพราะสายพันธุ์เดลต้าอยู่แถวนี้ก็มิบังควร

ทีนี้เวลาพูดถึงมิลาน คนจะนึกถึงช้อปปิ้ง แฟชั่นและดีไซน์ มีภาพจำคือดูโอโม่สีขาวตกแต่งวิจิตรอลังการ แต่สิ่งหนึ่งที่คนอาจจะไม่รู้หรือนึกภาพไม่ออก คือที่นี่เคยเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการขนส่งทางน้ำ คือมีคลองอยู่ทั่วไปไม่แพ้เวนิสหรืออัมสเตอร์ดัมเชียวนะ!

ลองนึกว่าเมืองใหญ่ๆ สำคัญๆ ของโลกอย่างลอนดอน ปารีส เบอร์ลิน ไคโร เวียนนา เกียวโต หรือแม้แต่กรุงเทพมหานครของเรา ล้วนตั้งขึ้นริมแม่น้ำเพื่อเหตุผลทางยุทธศาสตร์และการขนส่งเดินทาง เพราะสมัยก่อนรถราอะไรก็ยังไม่พัฒนามาก จึงต้องพึ่งพาการสัญจรทางน้ำ แต่เมืองที่แสนจะมั่งคั่งและเปี่ยมอำนาจในยุคกลางอย่างมิลาน กลับไม่อยู่ติดแม่น้ำอะไรกับใครเขาเลย ในระหว่างศตวรรษที่ 12 – 17 ระบบคลองที่เรียกว่านาวิกลี (Navigli) จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมมิลานกับแม่น้ำสองสายที่ใกล้ที่สุด คือแม่น้ำติชิโน ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันตก 25 กิโลเมตร กับแม่น้ำแอดดาที่อยู่ห่างไปทางตะวันออก 35 กิโลเมตร ถือเป็นระบบคลองแรกๆ ของโลกนี้เลยก็ว่าได้ และของสำคัญที่สุดที่ขนมาตามเส้นทางขุดใหม่ความยาวเป็นร้อยกิโลเมตรนี้ ก็คือหินอ่อนสีชมพูที่ขนมาสร้างดูโอโม่นั่นเอง!

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : www.pivada.com/en/leonardo-da-vinci-maps
อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : biblio.toscana.it/argomento

ทุกวันนี้ คลองส่วนใหญ่ในมิลานถูกถมทำเป็นถนน ไม่ต่างจากคลองในกรุงเทพฯ ของเรา แต่ยังมีส่วนที่เหลืออยู่ของ Naviglio Grande (แปลว่าคลองใหญ่) และถูกบูรณะให้กลับมาสะอาดสวยงามเมื่อตอนที่มี Milan Expo 2015

เดี๋ยวนี้ย่านนาวิกลิโอกรานเด กลายเป็นย่านที่เต็มไปด้วยบาร์และร้านอาหารนั่งสบาย แกลเลอรี่ ร้านขายของเก๋ๆ และมีตลาดนัดงานศิลปะและของฝากทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : it.wikipedia.org

และเป็นย่านที่อุ้มชอบที่สุดย่านหนึ่งในมิลานเลยค่ะ เดินเล่นทอดน่องเลียบคลองไปเรื่อยๆ มีเวิ้งเล็กเวิ้งน้อยให้มองเข้าไปดูอะไรสวยๆ งามๆ แถมขากลับมาแถวดูโอโม่ ถ้าเดินลัดเลาะมาตามถนนเงียบๆ ไม่มีนักท่องเที่ยว จะรู้สึกสบายใจบอกไม่ถูกเลยค่ะ ใครจะอยู่แถวคลองจนถึงกลางคืน ก็จะได้ดูแสงไฟจากตึกสีสดใสสะท้อนบนผิวน้ำ เป็นภาพที่สวยอย่าบอกใครเลย

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : www.dreamstime.com

ที่นี่เองที่อุ้มได้ลองกิน Risotto alla Milanese หรือริซอตโตแบบมิลานที่ใส่หญ้าฝรั่นจนเป็นสีเหลืองอร่าม เรื่องเล่ามีอยู่ว่า ที่มาของอาหารพิเศษจานนี้ มาจากช่างทำกระจกสีของดูโอโม่ ตั้งแต่ราว ค.ศ. 1574 โน่น ชื่อจริงของหมอนี่คืออะไรไม่รู้ล่ะ แต่ใครๆ ก็เรียกเขาว่า Zafferano เหตุเพราะชอบใช้ Saffron (แปลเป็นไทยว่าหญ้าฝรั่น) ย้อมสีกระจกให้เป็นสีเหลืองทอง 

วันหนึ่งหัวหน้าของเซฟเฟราโนแกล้งหยอกเขาว่า “เดี๋ยวอีกหน่อยก็ได้เอาใส่ในริซอตโตร้อก!” ต่อมาลูกสาวของหัวหน้าคนนั้นแต่งงาน พอพ่อครัวยกหม้อริซอตโตออกมาเท่านั้นล่ะ ทุกคนก็ช็อกไปเพราะมันเป็นสีเหลือง! ทีแรกไม่มีใครกล้ากิน แต่พอมีคนเริ่มลอง ก็กลับพบว่ามันอร่อยดีแฮะ เท่านั้นแหละ อาหารที่เกิดจากลูกน้องแกล้งเจ้านาย ก็กลายมาเป็นจานเอกลักษณ์ของมิลานตั้งแต่นั้น

ใครอยู่บ้านว่างๆ หรือไม่รู้ว่าจะไปหากินที่ไหน ลองทำเองเลยค่ะ อุ้มหาสูตรมาให้แล้ว

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : cookpad.com/mz/receitas

Risotto alla Milanese

ส่วนผสม

น้ำซุปผักหรือซุปไก่ 6 ถ้วย

หญ้าฝรั่น 1 ช้อนโต๊ะ

เนยจืด 3 ช้อนโต๊ะ

หอมใหญ่สับ 1 หัว

ข้าว Arborio* 2 ถ้วย

ไวน์ขาว 1 ถ้วย

ชีสพาร์เมซานขูด 1/2 ถ้วย

เกลือและพริกไทยดำ

วิธีทำ

  1. อุ่นน้ำซุปในหม้อ ไฟกลาง ใส่หญ้าฝรั่นลงไป เคี่ยวไปเรื่อยๆ เตรียมไว้เป็นน้ำซุป
  2. ละลายเนยในหม้ออีกใบ ไฟปานกลางถึงสูง ใส่หอมใหญ่ลงไปผัดจนนิ่ม ประมาณ 4 นาที
  3. ใส่ข้าวลงไป ผัดจนเกรียมนิดๆ ประมาณ 4 นาที
  4. ใส่ไวน์ขาว ผัดจนระเหย ประมาณ 2 นาที
  5. ใส่น้ำซุปทีละ 1/2 ถ้วย ตั้งไฟไปประมาณ 2 นาทีจนซึมเข้าไปในข้าว คนเล็กน้อย ค่อยๆ ใส่น้ำซุปทีละ 1/2 ถ้วยไปเรื่อยๆ จนกระทั่งข้าวนิ่มและเป็นครีม ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 16 นาที
  6. ใส่ชีสพาร์เมซานขูด ปรุงด้วยเกลือและพริกไทยตามชอบ ในสูตรต้นตำรับต้องใส่ไขกระดูก (Bone Marrow) ด้วย แต่อุ้มไม่ได้ใส่ เพราะเท่านี้ก็อร่อยแล้วค่ะ

*ข้าว Arborio เป็นข้าวเมล็ดสั้นที่ตั้งชื่อตามเมือง Arborio ในหุบเขาโพทางตอนเหนือของอิตาลี สุกแล้วมียางเยอะ ทำให้อาหารมีความนุ่มหนึบเหนียว ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ใช้ข้าวญี่ปุ่นที่ใช้ทำซูชิก็พอแทนกันได้ (แต่อย่าไปบอกใครนะคะ ฮ่าๆ)

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : www.nit.pt

มีของคาวแล้วก็ต้องมีของหวาน ไปมิลานก็ไม่ควรพลาดเจลาโต้รูปดอกกุหลาบที่ทั้งสวยและอร่อย (มาก) ตรงหน้าดูโอโม่นะคะ ร้านชื่อ Amorino มารู้ทีหลังว่าเป็นแบรนด์ของฝรั่งเศส ก่อตั้งโดยสองหนุ่มอิตาเลียนที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก คือ Cristiano Sereni กับ Paolo Benassi ทั้งคู่ไปอยู่ปารีสแล้วพบว่าไม่มีไอศกรีมอร่อยแบบที่อิตาลี ก็เลยทำกินแล้วทำขายมันเสียเลย 

ค.ศ. 2002 ร้านแรกของ Amorino ถือกำเนิดขึ้น ด้วยความอร่อย เน้นวัตถุดิบจากธรรมชาติ และสวยเป็นเอกลักษณ์ (คือจะสั่งกี่รสก็ได้ สลับสีของกลีบกุหลาบได้ตามชอบใจ) แถมถ้ายังหวานไม่พอ มีมาการองแปะข้างบนให้ดูฝรั่งเศสขึ้นมาได้อีกต่างหาก ทำให้ร้านของสองหนุ่มอิตาเลียนโด่งดังขยายสาขาไปทั่วโลก ผ่านไป 20 ปี ตอนนี้มีสาขาตั้ง 200 เข้าไปแล้ว! ใครอยากชิมด้วยตา อ่านดูเล่นๆ ว่ามีรสอะไรให้เลือกบ้าง เข้าไปดูที่นี่เลยค่ะ อุ้มลองรสสับปะรดยูสุกับมะลิ (คือเลือกเอาสีเป็นหลักแท้ๆ เลย) อร่อยสดชื่นหอมหวานม้ากก

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี

พูดถึง Amorino แล้วก็แปล๊กแปลกค่ะ เพราะว่าต้นกำเนิดไอศกรีมแบบอิตาเลียนที่เรียกว่า Gelato ที่คนทั้งโลกรู้จัก ก็มาจากคาเฟ่แห่งหนึ่งในปารีส ที่เจ้าของเป็นคนอิตาเลียนเหมือนกันเลย!

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/

เรื่องก็คือ ฟรานเชสโก โพรโคปิโอ คูโต (Francesco Procopio Cutò) เป็นหนุ่มน้อยหน้ามนจากเมืองซิซีลี แต่ย้ายถิ่นฐานไปเผชิญโชคชะตาที่ปารีส ด้วยพอจะมีวิชาทำครัวที่ติดตัวมาบ้าง เขาเลยไปขอเป็นลูกมือของชายอาร์เมเนียนชื่อปาสกาล ซึ่งมีเพิงขายน้ำมะนาวขายกาแฟอยู่ที่นั่น แต่กิจการไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เขาเลยถอดใจ ทิ้งกิจการไว้ให้คูโตรับช่วงต่อ

คูโตมีหัวทางนี้ แล้วยังไปรู้วิธีทำน้ำมะนาวให้กลายเป็นน้ำแข็งเกล็ด ด้วยการใช้เกลือเพื่อลดอุณหภูมิของน้ำแข็ง จนได้ลิขสิทธิ์จากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ให้เป็นคนเดียวที่ทำเครื่องดื่มน้ำแข็งและหวานเย็นปรุงรสต่างๆ แบบนี้ได้

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี
ภาพ : www.flickr.com

เขาเริ่มเสิร์ฟกาแฟและเจลาโต้ในถ้วยกระเบื้องเคลือบใบเล็กๆ ที่ร้าน Café Procope ของเขา คาเฟ่ของคูโตทำให้การดื่มกาแฟซึ่งแต่ก่อนนี้ถูกมองว่าเป็นเรื่องของชนชั้นแรงงาน กลายเป็นที่ยอมรับขึ้นมา และทำให้คนทั่วไปได้ลิ้มรสหวานเย็น ที่แต่ก่อนนี้สงวนไว้สำหรับเจ้านายชั้นสูงเท่านั้น

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี
ภาพ : commons.wikimedia.org

โชคยิ่งเข้าข้างคูโตมากขึ้นไปอีก เมื่อโรงละคร Comédie-Française มาเปิดที่ตรงข้ามร้านกาแฟของเขาพอดี นักแสดง นักคิด นักเขียน นักการเมือง และนักอะไรต่อมิอะไร ต่างพากันมานั่งดื่มกาแฟและกินหวานเย็นที่ร้านของคูโต ทำให้วัฒนธรรมการดื่มและนั่งร้านกาแฟกลายเป็นเรื่องแพร่หลายในฝรั่งเศส จนประวัติศาสตร์ต้องบันทึกไว้ว่า นี่คือคาเฟ่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และเป็นร้านกาแฟที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสและคูโต (ภายหลังได้สัญชาติฝรั่งเศสและเปลี่ยนชื่อเป็น François Procope) คือบิดาของเจลาโต้ยุคใหม่ของโลก

แหมๆๆๆ นี่แค่มิลานยังหาอะไรมาเล่าได้เป็นตุเป็นตะ จริงๆ ยังไปต่ออีกทั้งเวนิส ฟลอเรนซ์ ลุคค่า เซียน่า เดี๋ยวไปขออนุญาตคุณบอกอทรงกลดให้อุ้มเขียนต่อก่อนนะคะ

A Presto! เจอกันใหม่เร็วๆ นี้ สวัสดีค่ะ!

Writer & Photographer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

ลูกชายเจ้าของสวนปาล์มน้ำมันจากกระบี่ กับลูกสาวเจ้าของตลาดที่โคราช เป็นแฟนกันตอนเรียนธรรมศาสตร์ มาเรียนโท MBA ด้วยกันที่พอร์ตแลนด์ เรียนจบ ซื้อกิจการพริกแกงและน้ำจิ้มจากคุณลุงคุณป้าคนไทยที่นี่ ชื่อ Thai & True มาบริหารต่อ สินค้ามีขายที่ซูเปอร์มาร์เก็ตสุขภาพเจ้าใหญ่ ๆ แทบทุกแห่งในพอร์ตแลนด์ ตอนนี้กำลังขยายเพิ่มไปซีแอตเทิลและเมืองรอบ ๆ อีกด้วย

Thai & True พริกแกงแบรนด์ใหญ่ในพอร์ตแลนด์ของหนุ่มสาวไทยที่มาเรียน MBA แล้วปั้นจนดัง

ฟังดูราบรื่นรุ่งเรืองดีใช่ไหมคะ

คดข้าวใส่ชาม ตักแกงราด แล้วนั่งล้อมวงกันเลยค่ะ เรื่องที่น้องสองคนนี้เจอมามันจัดจ้านแสบสันกว่าพริกแกงที่เห็นหลายเท่า ฟังแล้วเราบอกว่าเอา Heat Level ระดับ 5 เม็ดไปเลยดีกว่าค่ะน้อง

Thai & True พริกแกงแบรนด์ใหญ่ในพอร์ตแลนด์ของหนุ่มสาวไทยที่มาเรียน MBA แล้วปั้นจนดัง
พริกแกง Thai & True รุ่นเก่า

ก่อนอื่นต้องเล่าว่า อุ้มเป็นลูกค้า Thai & True ตั้งแต่ย้ายมาอยู่พอร์ตแลนด์เมื่อ 11 ปีที่แล้ว เพราะเป็นมังสวิรัติ แล้วจะหาพริกแกงสำเร็จรูปที่ไม่มีกะปิน้ำปลานี่มันช่างยากเย็นแสนเข็ญ จะให้นั่งลงโขลกพริกแกงคั้นกะทิเหมือนสมัยทำกับคุณย่าตอนเด็ก ๆ อันนี้ก็จะได้กินพรุ่งนี้บ่าย ๆ หรือไม่ก็ต้นปีหน้านั่นล่ะจ้า ใครมันจะมีเวลา ทุกวันนี้แค่ลูกไม่อดตายก็บุญโข พอไปเจอพริกแกงยี่ห้อนี้เข้าที่ร้านสหกรณ์ขายของอินทรีย์และอาหารเพื่อสุขภาพใกล้ ๆ บ้าน ก็เลยติดใจใช้มาตั้งแต่นั้น เพราะนอกจากสีสวย สดใหม่ ทำแกงแล้วอร่อย ไม่เผ็ดเกินไป ลูก ๆ กับเพื่อนฝรั่งกินได้สบาย ๆ แล้ว ยังเป็นของคนไทยที่นี่ด้วย ยิ่งอยากสนับสนุนใหญ่เลย

Thai & True พริกแกงแบรนด์ใหญ่ในพอร์ตแลนด์ของหนุ่มสาวไทยที่มาเรียน MBA แล้วปั้นจนดัง
พริกแกง Thai & True รุ่นใหม่

จนวันหนึ่งเมื่อ 3 – 4 ปีก่อน เขาก็เปลี่ยนฉลากเปลี่ยนโลโก้ใหม่ ดูสะอาดสะอ้านทันสมัยน่าซื้อขึ้นไปอีก แล้วก็เริ่มมียี่ห้อคล้าย ๆ กันทำออกมา แต่อุ้มไม่เคยคิดจะซื้อ เพราะรู้สึกว่าสีไม่สวยเท่า ใช้ยี่ห้อนี้ดีอยู่แล้วจะเปลี่ยนทำไมจริงไหมช้อย ทีนี้วันหนึ่งกำลังขับรถใกล้จะถึงบ้านอยู่แล้วค่ะ อยู่ดี ๆ ก็เห็นบ้านหลังหนึ่งที่เคยเป็นร้านอาหารไทยมาก่อน มีป้ายติดว่า Thai & True อ้าว อยู่แถวนี้เอง นัดไปคุยดีกว่า

ก็เลยได้มาเล่าเรื่องเผ็ดระดับพริก 5 เม็ดให้ฟังกันนี่ล่ะค่ะ

เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อ 40 ปีก่อน คุณลุงพล กับ คุณป้าซูซี่ เกษม เปิดร้านอาหารไทยชื่อ Thai Villa ที่เมือง Lake Oswego ห่างจากพอร์ตแลนด์ไปราวครึ่งชั่วโมง สมัยนั้นร้านอาหารไทยยังไม่ค่อยมี ร้าน Thai Villa ก็เลยดังมากถึงมากที่สุด ลงหนังสือพิมพ์โน่นนี่นั่นมากมาย

แต่ที่ไหนมีความดัง ที่นั่นย่อมมีคู่แข่งตามมา ในที่นี้เรียกว่าร้านอาหารไทยร้านอื่น ๆ ยอดขายร้าน Thai Villa อยู่ ๆ มาก็ชักจะไม่เปรี้ยงปร้างเท่าแต่ก่อน คุณป้าเลยมีความคิดว่าจะทำพริกแกงขาย โดยใช้ประสบการณ์จากลูกค้าที่มาในร้านนั่นแหละเป็นตัวตั้ง แล้วเอาไปขายที่ Farmer’s Market ตั้งชื่อสินค้าใหม่นี้ว่า Thai & True

Thai & True พริกแกงแบรนด์ใหญ่ในพอร์ตแลนด์ของหนุ่มสาวไทยที่มาเรียน MBA แล้วปั้นจนดัง
คุณลุงคุณป้าออกร้านที่ Farmer’s Market

อุ้มต้องบอกก่อนนะคะว่า ฝรั่งเขากินอาหารไทย ไม่เหมือนคนไทยกินอาหารไทย อย่างแกงกะทิเนี่ย คนไทยเราก็ตักเนื้อ ตักผัก ราดข้าว แล้วราดน้ำแกงนิดหน่อยใช่ไหมคะ แต่มาร้านอาหารไทยที่นี่ อุ้มนี่แว่นแทบหลุดตอนเห็นฝรั่งนั่งซดน้ำแกงเขียวหวานแกงแดงกันหมดชาม! กินเหมือนกินซุปนั่นแหละว่าง่าย ๆ เพราะฉะนั้น จะมาข้น มาเผ็ด แตกมันอะไรเหมือนเมืองไทยก็ไม่ใช่พฤติกรรมของคนที่นี่ พริกแกงของคุณป้าเลยพัฒนามาตามนั้น คือให้รสอ่อนลง กินง่ายขึ้น

ทีนี้พอคุณป้าไปเปิดบูทขาย ก็มีนายหน้าเจ้าหนึ่งเป็นคนผิวสี มาขอติดต่อเป็นตัวแทนจำหน่าย เพราะกระทาชายนายนั้นกำลังเริ่มธุรกิจรวบรวมสินค้าสุขภาพที่เป็น Vegan/Vegetarian แล้วส่งขายตามร้านต่าง ๆ ในพอร์ตแลนด์ คุณป้าถนัดทางผลิต แต่ไม่อยากไปวุ่นวายติดต่อร้านค้า ก็เลยตกลงกันว่าให้นายคนนี้ (ต่อไปขอเรียกว่า ค.) เป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว นั่นคือเมื่อราว ๆ 20 ปีก่อน

นัยว่า ค. จะเป็นนักธุรกิจที่ไม่เลว (ในตอนแรก) กิจการของ ค. ก็เลยเจริญก้าวหน้าจนกลายเป็นตัวแทนสินค้าวีแกนเจ้าใหญ่เจ้าหนึ่งในพอร์ตแลนด์ คุณป้าไว้เนื้อเชื่อใจ ถึงขนาดให้มาดูการผลิตที่ในครัว เพราะเห็นว่าเติบโตมาด้วยกัน จนวันหนึ่งที่คุณลุงคุณป้าอายุ 70 กว่า คิดว่าอยากจะเกษียณ ค. ก็เลยอยากจะขอซื้อกิจการ

คุณป้าไม่ยอมขาย เพราะอยากให้น้ำพริกไทยอยู่ในมือคนไทย แต่ก็ยังไม่รู้จะหาคนไทยที่ไหนมาทำต่อ เพราะลูก ๆ ทั้งสองคนของคุณลุงคุณป้ามีงานการมั่นคงอยู่กับบริษัท Amazon ที่ซีแอตเทิล บอกมาชัดเจนว่าไม่ทำต่อแน่ ๆ

แล้วปี 2018 คุณป้าก็มาเจอเด็กไทยสองคนตอนไปงานบุญที่วัด เห็นว่าเพิ่งเรียนจบ MBA กำลังจะกลับไทย เพราะวีซ่านักเรียนใกล้หมดแล้ว แต่ยังไม่รู้จะกลับไปทำอะไรที่เมืองไทย คุณป้าเลยถามว่าอยากมาทำ Thai & True นี่มั้ยล่ะ ลุงกับป้ากำลังจะรามือแล้ว เดี๋ยวสอนทุกอย่างให้

เด็กไทยสองคนนั้นก็เลยทิ้งตั๋วเครื่องบินที่ซื้อไว้เตรียมจะบินกลับเมืองไทย ขอวีซ่านักลงทุน แล้วก็ซื้อกิจการจากคุณป้าเอามาทำต่อเสียเลย เด็กไทยที่ว่าก็คือ แชมป์-รังสรรค์ ไฝขาว กับ ภัค-ภคพร ปุณณะนิธิ เจ้าของใหม่ของ Thai & True ที่เราไปคุยด้วยนี่ไง

ถึงจะเคยมีประสบการณ์ทำงานที่เมืองไทยมาบ้าง แต่แชมป์กับภัคถือว่าเป็นหน้าใหม่ในวงการอาหารที่นี่ ค. คงได้ทีเห็นจังหวะเปลี่ยนมือเจ้าของ แผนการชั่วร้ายที่เตรียมไว้ก็ได้ฤกษ์ลงมือ

จากที่ ค. เคยสั่งสินค้าทั้ง 11 ตัวไปขาย อยู่ดี ๆ ก็หยุดสั่งสินค้าขายดีอันดับ 1 – 5 ซะงั้น โดยอ้างว่าลูกค้าไม่ค่อยชอบแล้ว ไม่มียอดสั่งมา แต่ว่ายังคงสั่งรายการที่ 6 – 11 มานิดหน่อย รายได้แชมป์กับภัคหวังไว้อยู่ดี ๆ ก็หายวูบไปเลย 70 เปอร์เซ็นต์ กิจการที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ๆ ที่ลุงกับป้าบอกว่าเป็นน้ำซึมบ่อทราย ขายได้เรื่อย ๆ ไม่นานก็คืนทุน กลับกลายเป็นบ่อลาวา ขาดทุนติดตัวแดงยาวอยู่เกือบ 2 ปี

ความจริงมาปรากฏก็ตอนที่แชมป์เอะใจ แอบไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตที่เคยมีของ Thai & True วางขาย แล้วทำตัวเป็นลูกค้าถามว่าไม่มียี่ห้อนี้เหรอ พนักงานบอกมี้ พาเดินไปดูที่ชั้น แล้วหยิบของอีกยี่ห้อหนึ่งมาให้ดู บอกว่านี่ไง เขาเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนฉลาก แต่ยังเจ้าของเดียวกันนะ

เข่าแทบทรุด… แชมป์บอกแค่นี้

คือ ค. ไปฮั้วกับคนไทยอีกเจ้าหนึ่งในพอร์ตแลนด์ ซึ่งมีร้านอาหารมังสวิรัติ แล้วทำสินค้าออกมาเลียนแบบ ใช้ขวดขนาดเดียวกัน ฝาสีทองเหมือนกันเป๊ะ ตั้งชื่อให้คล้าย ๆ กัน ทำฉลากซะคล้ายมาก แล้วข้างหลังยังมีชื่อผู้จัดจำหน่ายคนเดิม ก็เลยยังไปอ้างได้ว่าเจ้าของเดียวกัน คือไอ้ที่มาหลอกว่าสินค้าขายดี 5 อย่างที่คนไม่สั่งน่ะ เพราะมัน (เขียนไปนี่ก็ของขึ้น) ไปแอบทำมาขายเองเพื่อจะได้ส่วนแบ่งมากกว่า

โคตตตตตตตรเลว

ทีนี้แชมป์กับภัคทำไงล่ะ ก็ต้องติดต่อไปหาร้านค้าแต่ละเจ้าเพื่อเล่าข้อเท็จจริงให้ฟัง บางร้านก็บอกว่าเห็นใจนะ แต่ไม่รู้จะช่วยยังไง เพราะเขายังต้องสั่งสินค้าตัวอื่น ๆ จาก ค. จะไปตัดสัมพันธ์ก็ไม่ได้ เพราะนี่เขาเจ้าใหญ่ แต่บางร้าน อย่าง New Seasons ซึ่งเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขายอาหารออร์แกนิกและเน้นสินค้าโลคอล มีสาขาเกือบ 20 แห่งทั่วพอร์ตแลนด์ (บ้านอุ้มเป็นลูกค้าประจำ) ก็รับเรื่องแบบนี้ไม่ได้เหมือนกัน เลยยอมให้เอาของก็อปลง แต่ทางแชมป์กับภัคก็ต้องเอาของ Thai & True ไปเติมชั้นให้เต็มด้วยทุกสาขา ภัคบอกเจ็บมาขนาดนี้แล้ว ยอมเอาของไปเติมให้ฟรี ๆ เพื่อได้ลูกค้าใหญ่กลับมาก็จำเป็นต้องทำ

Thai & True พริกแกงแบรนด์ใหญ่ในพอร์ตแลนด์ของหนุ่มสาวไทยที่มาเรียน MBA แล้วปั้นจนดัง
Thai & True บนชั้นที่ New Seasons

ผ่านไป 3 ปี ตอนนี้ได้ลูกค้าเดิมกลับมาราว ๆ 70 – 80 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออย่าง WholeFoods ก็ยังขายของก็อป (นี่แอบ Hint นะ จะได้ไปดูกันเองว่ายี่ห้ออะไร) แล้วมีลูกค้ารายหนึ่งค่ะ กว่าจะได้กลับคืนมานี่โอ๊ยยยยย ใครจะไปรู้…. อย่างมาก ร้านนั้นชื่อ PCC Community Markets มีหลายสาขาอยู่ที่ซีแอตเทิลค่ะ อารมณ์เหมือน New Seasons ที่พอร์ตแลนด์ แต่กำลังซื้อคนที่โน่นสูงกว่า เลยถือว่าเป็นลูกค้าและตลาดที่สำคัญ

Thai & True พริกแกงแบรนด์ใหญ่ในพอร์ตแลนด์ของหนุ่มสาวไทยที่มาเรียน MBA แล้วปั้นจนดัง

ก่อนหน้านี้ PCC เคยขายของ Thai & True แล้วอยู่ ๆ ก็เลิกสั่งไป ติดต่อฝ่ายจัดซื้อก็ไม่ได้ อีเมลอะไรก็ไม่มี พยายามจะเข้าไปให้ชิม พยายามเข้าทางตัวแทนย่อยอะไรก็เงียบหายอยู่เป็นปี ๆ จนเข้าปีที่ 3 เขาถึงได้ติดต่อกลับมา บอกว่าที่ไม่กล้าสั่ง Thai & True กลับไปขาย เพราะในส่วนผสมของยู มีคำคำหนึ่งที่เป็นคำด่าคนผิวสีที่รุนแรงขั้นสุดในประเทศแอฟริกาใต้ แรงพอ ๆ กับ N-Word เลยแหละ

คำนั้นคือ Kaffir ที่อยู่ในคำว่า Kaffir Lime ที่แปลว่ามะกรูดค่ะ

ใครมันจะไปรู้!!! (แต่พอรู้แล้ว ไปเสิร์ชในอินเทอร์เน็ต ก็เลยได้เห็นว่าตอนนี้กำลังเป็นกระแสแรงมาก ๆ ในอเมริกาเลยค่ะ ถึงขั้นจะให้เลิกเรียกมะกรูดว่า Kaffir Lime กันทีเดียว)

ทีนี้เขาเลยบอกว่า ถ้ายูเปลี่ยนคำนี้คำเดียวในฉลาก เราจะสั่งกลับไปขาย ภัคกับแชมป์เพิ่งสั่งฉลากมาใหม่ จ่ายเงินไปหมื่นกว่าเหรียญ ก็ต้องกัดฟันโละทิ้ง แล้วเปลี่ยนไปใช้ Makrut Lime แทนคำว่า Kaffir Lime ในฉลากทั้งหมด เวรกรรม!

Thai & True พริกแกงแบรนด์ใหญ่ในพอร์ตแลนด์ของหนุ่มสาวไทยที่มาเรียน MBA แล้วปั้นจนดัง

พูดถึงเรื่องฉลาก ก็เลยนึกขึ้นได้ว่า การที่มีเหตุการณ์ ค. ทำของก็อปมาขายนี่เอง ที่ทำให้ภัคกับแชมป์ตัดสินใจ Rebranding สินค้าใหม่หมด ตั้งแต่โลโก้ ฉลากสินค้า และเว็บไซต์ คือไม่มีอะไรเหมือนเดิมเลยยกเว้นสูตรและรสชาติ ภัคบอกว่าทีแรกคิดอยากจะให้คนไทยออกแบบอยู่เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ต้องให้ฝรั่งทำ เพราะเข้าใจลูกค้าที่นี่มากกว่า แต่ปัญหาก็คือ “จะเปลี่ยนยังไงให้ไม่เหมือนเดิม แต่ลูกค้ายังจำได้ว่าเป็นเจ้าเดิม” สรุปว่ายังคงสีเดิมทั้งหมดเอาไว้ เปลี่ยนแค่ฟอนต์และ Graphic Elements ต่าง ๆ ซึ่งอุ้มว่าเปลี่ยนใหม่แล้วดูดีกว่าเดิมเยอะเลย

Thai & True พริกแกงแบรนด์ใหญ่ในพอร์ตแลนด์ของหนุ่มสาวไทยที่มาเรียน MBA แล้วปั้นจนดัง

ภัคบอกว่าโชคดีที่ตัวเองชอบทำงานหน้าบ้าน อย่างไปออกงาน พบเจอลูกค้า ทำเว็บไซต์ สื่อสารการตลาดทั้งหมด ในขณะที่แชมป์ถนัดงานหลังบ้าน อย่างการผลิต ติดฉลาก ทำบัญชี และทำเรื่องขอใบอนุญาตต่าง ๆ

เราถามว่าทำของกินที่อเมริกา ขออนุญาตยากไหม

“โอยยยยยยยยยยยยยย” แชมป์กับภัคร้องเสียงดังพร้อมกันแทนคำตอบ

“มีเวลาคุยกันสัก 2 วันมั้ยล่ะครับ” แชมป์ตอบเพิ่มพลางหัวเราะ

เมืองไทยเรามี อย. ใช่ไหมคะ ที่นี่ก็มี FDA (U.S Food and Drug Administration) อย่างที่เราเคยได้ยิน และมีหน่วยย่อยลงมาในระดับรัฐ คือ ODA (Oregon Department of Agriculture) ที่คนทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารในออรีกอนจะต้องไปสอบและขอใบอนุญาต แล้วเวลาจะออกผลิตภัณฑ์หรือเปลี่ยนฉลากใหม่ ก็ต้องกรอกข้อมูลส่วนผสมทุกตัว แล้วระบุด้วยว่าอุณหภูมิเท่าไหร่ ค่า pH เท่าไหร่ กระบวนการผลิตคืออะไร ใช้บรรจุภัณฑ์แบบไหน คือละเอียดมากถึงมากที่สุด แต่ถ้าผ่าน 3 อาทิตย์ก็ได้ใบอนุญาต ไม่มีวิ่งเต้นจ่ายเงินใต้โต๊ะเหมือนบางประเทศ

Thai & True เป็นผู้ผลิตอาหารบรรจุขวดหรือกระป๋อง ต้องมีใบอนุญาตในฐานะ Food Processing Establishment แชมป์กับภัคต้องไปอบรมเป็นเวลา 2 วัน แล้วก็ต้องอบรมแยกย่อยในหมวด Acidified Food คือการยืดอายุอาหารบนชั้นวางด้วยกรด (อย่างเช่นน้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชู) และใช้ความร้อนในการบรรจุ (Hot Sealing) แปลว่าพริกแกงและน้ำจิ้มทั้งหมดของ Thai & True ต้องสุก และมีค่า pH ต่ำกว่า 4 ทุกขวด

ถามว่าทำไมใช้กรดในการถนอมอาหาร ตอบสั้น ๆ ก็คือ จะได้ไม่ต้องใช้เกลือไงคะ นึกถึงพริกแกงไทยที่ใช้ส่วนผสมสด ๆ บดรวมกันใส่กระป๋องก็ได้ค่ะ แบบนั้นต้องใส่เกลือเยอะมาก (แชมป์บอกเรียกว่า ‘ถม’ เลยดีกว่า) เพื่อให้เกลือไปดูดน้ำในอาหาร แล้วส่งผลให้อยู่บนชั้นในได้นานขึ้น บางยี่ห้ออยู่ได้นานถึง 2 – 3 ปีก็มี ทาง FDA มีกฎอีกแบบหนึ่งของการถนอมอาหารแบบนี้ เรียกว่า Water Activity ฟังแล้วเราก็เลยเข้าใจว่า ทำไมพริกแกงจากไทยหลาย ๆ ยี่ห้อตามร้าน Asian Supermarket ที่นี่ถึงได้เค็มม้ากกก แล้วพออายุบนชั้นนาน ก็เลยมีความไม่สดใหม่ ทำแกงแล้วสีออกคล้ำ ๆ

กลับมาที่ Thai & True พอเลือกจะใช้กระบวนการผลิตและขออนุญาตมาแบบนี้ วิธีการปรุงก็เลยพลิกตำรา ต่างจากการทำแกงแบบคนไทยไปโดยสิ้นเชิง คือเราถูกสอนกันมาว่าจะทำแกงกะทิ ต้องเอาหัวกะทิลงผัดให้แตกมัน เสร็จแล้วเอาเครื่องแกงลงไปผัดให้สุกหอม จากนั้นค่อยใส่เนื้อและผักกับหางกะทิ แล้วเคี่ยวไปยาว ๆ ใช่ไหมคะ

Thai & True พริกแกงมังสวิรัติแบรนด์ดังแห่งพอร์ตแลนด์ฝีมือหนุ่มสาวไทย กว่าจะสำเร็จต้องเจอปัญหาที่แซ่บระดับพริกหมดสวน

แต่พอพริกแกงสุกมาแล้วแบบนี้ แค่ตั้งกะทิให้เดือด เอาพริกแกงลงไปละลาย ใส่โปรตีนกับผัก ต้มจนสุก ปรุงนิดหน่อยก็กินได้เลย เหมาะกับชีวิตลูกค้าหลักที่เป็นคนทำงาน เวลาไม่เยอะ แต่อยากทำอาหารไทยให้ได้รสชาติใกล้เคียงที่สุด ภัคบอกว่าเวลาบอกลูกค้าฝรั่งว่าทำง่ายแค่นี้เอง ทุกคนแปลกใจหมดเลย เพราะคนที่นี่ชอบอาหารไทยมาก ๆ เลยนะคะ แต่คิดว่ารสชาติซับซ้อนขนาดนี้ ต้องทำยากแน่ ๆ

Thai & True พริกแกงมังสวิรัติแบรนด์ดังแห่งพอร์ตแลนด์ฝีมือหนุ่มสาวไทย กว่าจะสำเร็จต้องเจอปัญหาที่แซ่บระดับพริกหมดสวน

แต่ดูแกงหม้อนี้สิคะ อุ้มใช้พริกแกงของ Thai & True ทำอยู่ประมาณ 15 นาทีก็กินได้ ผัดผักกับเจียวไข่อีกสักนิด ทุกคนในบ้านแฮปปี้ นี่ขนาดทำงานมาทั้งวัน ถึงขนาดต้องประกาศที่โต๊ะอาหารว่า “My grandma would be proud of me! คุณย่าต้องภูมิใจในตัวหนู!”

ก็ต้องขอบคุณที่มีคนไทยทำพริกแกงไทยสดใหม่คุณภาพดีให้เราได้ใช้ ทำออกมารสชาติและหน้าตาดีเลี้ยงแขกได้

Thai & True พริกแกงมังสวิรัติแบรนด์ดังแห่งพอร์ตแลนด์ฝีมือหนุ่มสาวไทย กว่าจะสำเร็จต้องเจอปัญหาที่แซ่บระดับพริกหมดสวน
อุ้มกับคุณย่า

แต่อย่าไปบอกคุณย่าล่ะว่าพริกแกงไม่ได้โขลกเอง (อิ ๆ)

Thai & True

Website : www.thaiandtrue.com

Facebook : www.facebook.com/thaiandtrue

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load