ไปอิตาลีมาค่ะ

ถามว่าบ้ามั้ย ก็บ้าอยู่นะ ไปเที่ยวตอนโควิด-19 เพิ่งซา

แต่อเมริกาล็อกดาวน์มาปีครึ่ง อึดอัดใกล้บ้ากันเต็มทน ครอบครัวก็ไม่ได้เจอกัน พอได้ข่าวว่าเดือนกรกฎาฯ อิตาลีจะเปิดประเทศให้อเมริกันชนที่ฉีดวัคซีนแล้ว หรือบินเข้าประเทศด้วยเที่ยวบินที่ทุกคนต้องตรวจโควิด (Covid-Tested Flights) จากสนามบิน JFK ที่นิวยอร์กได้โดยไม่ต้องกักตัว 14 วัน อุ้มก็มือไม้สั่นรีบหาข้อมูล ซื้อตั๋ว จองไปตรวจโควิดที่นิวยอร์กให้ทั้งบ้าน แล้วก็เช็กกับเพื่อนที่อยู่มิลานแบบวันต่อวันว่าสถานการณ์โควิดมัน ‘เอาอยู่’ แล้วแน่นะ

นอนไม่หลับอยู่เป็นอาทิตย์ก่อนไปน่ะค่ะ พูดเลย

กลัวอิตาลียกเลิกให้เข้า กลัวตั๋วคืนไม่ได้ กลัวตรวจโควิดไม่ผ่าน กลัวไปติดเดลต้าที่นั่น บางวันก็คิดว่า… นี่ตูจะหาเรื่องให้ตัวเองทำไม (ฟะ)

แต่คิดถึงประสบการณ์ที่พวกเราจะได้รับ กับจะได้เจอพี่สาวและหลานๆ ที่ไม่ได้เจอกันมาตั้งหลายปี (ครอบครัวพี่สาวอุ้มอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ นั่งรถไฟมาเจอกันที่มิลานได้) และได้เจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน ก็กลืนก้อนความกลัว จับหัวมันกดกลับเข้าไปนอนหายใจลึกๆ ในจิตใต้สำนึก รอดมาได้เปลาะหนึ่ง

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย

แล้ววันเดินทางก็มาถึง บ้านอุ้มต้องนั่งเครื่องบินจากพอร์ตแลนด์ไปอยู่นิวยอร์กก่อนสองสามคืน เพราะถึงจะมี Covid Rapid Testing Sites อยู่ทั่วเมืองไปหมด (ตรวจฟรีด้วยนะคะ เป็นคนไร้บ้านหรือไม่ได้เป็นคนนิวยอร์กก็ตรวจได้ ประเสริฐมาก) แต่ตรวจเสร็จต้องรอหนึ่งวันกว่าจะได้ผล คือจะตรวจแบบ 15 นาทีได้ผลก็มี แต่ต้องเสียคนละ 200 เหรียญฯ 4 คนรวมกันก็ 20,000 กว่าบาท เก็บเงินไว้กินพิซซ่าได้ไม่รู้กี่มื้อ เลยเผื่อเวลาแล้วไปตรวจฟรีดีกว่า

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย

อุ้มกับสมคิดฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้วตั้งแต่เดือนมีนาฯ แค่โชว์ Vaccination Card ก็ได้ แต่ลูกๆ นี่สิคะ อายุยังไม่ถึง 12 เขาก็ยังไม่ฉีดให้ เลยต้องไปตรวจด้วยกันหมด ที่บ้าสุดก็คือ ค่าเครื่องบินไปกลับพอร์ตแลนด์นิวยอร์ก แพงกว่านิวยอร์กไปกลับมิลานอี๊กกก! แล้วก็ไม่ได้มีกะจิตกะใจจะเที่ยว เพราะกังวลเรื่องผลโควิด และมีทริปอิตาลี 2 อาทิตย์รออยู่ข้างหน้า ไม่อยากจะหาเรื่องเหนื่อยก่อนเวลาอันควร ก็เลยได้แต่เดินๆ อยู่แถวโรงแรม คนก็เยอะมากอยู่นะนิวยอร์กเนี่ย จะสบายถอนหายใจได้ก็ตอนไปนั่งเล่นกันที่ The High Line นี่ล่ะ ใครไปนิวยอร์กแล้วอยากนั่งพักสบายๆ ลมเย็นๆ แนะนำให้ไปเลยค่ะ นั่งได้เป็นครึ่งค่อนวัน ไม่เสียสตางค์ด้วย

รอด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ อยู่เกือบวัน ผลโควิดก็มา เป็นลบทั้งบ้าน ผ่าน! พิมพ์ผลออกมาแล้วถือไปขึ้นเครื่องได้! อุ้มบินสายการบินเอมิเรตส์ คือโอเคเลยนะคะทั้งขาไปขากลับ เครื่องใหญ่ ปิดไฟแล้วมีดาววิบๆ วับๆ อาหารมังสวิรัติไม่แย่ พนักงานใส่ชุดสวยและใจดีกับเด็ก เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี่ก็ทำให้รู้สึกอยากชมทั้งที่ไม่ได้ค่าโฆษณา แล้วการที่ทุกคนบนเครื่องต้องตรวจโควิดมาก่อน ก็ทำให้บินเที่ยวบินยาวๆ แบบนี้สบายใจขึ้นด้วย

8 ชั่วโมงผ่านไป ถึงมิลานจนได้ค่ะ!

อุ้มไปอิตาลีมาสามสี่รอบ แต่ครั้งล่าสุดคือสิบกว่าปีที่แล้ว ได้มาอีกครั้งแบบลุ้นทุกรายละเอียดแบบนี้ และมีครอบครัวมาด้วย ก็เลยตื่นเต้นไปอีกแบบ การมี Airbnb ก็เปลี่ยนวิธีการเที่ยวเราไปเยอะเหมือนกันด้วยนะคะ หลักๆ เลยคือทำให้รู้สึกผ่อนคลายเร็วขึ้น เพราะความรู้สึกของการได้อยู่บ้าน (ถึงจะไม่ใช่บ้านเราก็เถอะ) ย่อมต่างจากการอยู่โรงแรมห้องเล็กๆ แน่ๆ อยู่แล้ว ไม่ต้องเดินผ่านล็อบบี้ ไม่ต้องใช้ลิฟต์ร่วมกับใคร ได้อยู่ด้วยกันกับครอบครัวที่ไม่เจอมานาน ได้เดินไปซูเปอร์มาร์เก็ตซื้อของมาทำอาหารกินกันบ้างบางมื้อ แค่ 3 วันแรกในมิลาน อุ้มก็หายสงสัยว่าทำไมต้องตะเกียกตะกายมาถึงนี่

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย

เล่าถึงมิลานกันบ้างดีกว่าค่ะ ทีแรกอุ้มนึกว่าคนจะไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ แต่ปะไรล่ะ หน้าดูโอโม่กับถนนช้อปปิ้ง Emmanuelle นี่เหมือนอยู่แถวหน้าสยามพารากอนเลยค่ะ คือมันเป็นใจกลางเมือง ใครมาก็ต้องมุ่งมาตรงนี้ แต่ถ้าขยันตื่นเช้าหน่อยหรือปะเหมาะเคราะห์ดี ก็ยังพอจะได้ถ่ายรูปครอบครัวแบบญาติน้อยๆ ได้อยู่นะคะ บ้านอุ้มเห็นถ่ายรูปลงไอจียิ้มแฉ่งเห็นฟันกันแบบนี้ จริงๆ เดินไปไหนมาไหนก็ใส่หน้ากากกันตลอดนะคะ คือรอดโควิดหนักๆ จากอเมริกามาได้ จะมาตายเพราะสายพันธุ์เดลต้าอยู่แถวนี้ก็มิบังควร

ทีนี้เวลาพูดถึงมิลาน คนจะนึกถึงช้อปปิ้ง แฟชั่นและดีไซน์ มีภาพจำคือดูโอโม่สีขาวตกแต่งวิจิตรอลังการ แต่สิ่งหนึ่งที่คนอาจจะไม่รู้หรือนึกภาพไม่ออก คือที่นี่เคยเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการขนส่งทางน้ำ คือมีคลองอยู่ทั่วไปไม่แพ้เวนิสหรืออัมสเตอร์ดัมเชียวนะ!

ลองนึกว่าเมืองใหญ่ๆ สำคัญๆ ของโลกอย่างลอนดอน ปารีส เบอร์ลิน ไคโร เวียนนา เกียวโต หรือแม้แต่กรุงเทพมหานครของเรา ล้วนตั้งขึ้นริมแม่น้ำเพื่อเหตุผลทางยุทธศาสตร์และการขนส่งเดินทาง เพราะสมัยก่อนรถราอะไรก็ยังไม่พัฒนามาก จึงต้องพึ่งพาการสัญจรทางน้ำ แต่เมืองที่แสนจะมั่งคั่งและเปี่ยมอำนาจในยุคกลางอย่างมิลาน กลับไม่อยู่ติดแม่น้ำอะไรกับใครเขาเลย ในระหว่างศตวรรษที่ 12 – 17 ระบบคลองที่เรียกว่านาวิกลี (Navigli) จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมมิลานกับแม่น้ำสองสายที่ใกล้ที่สุด คือแม่น้ำติชิโน ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันตก 25 กิโลเมตร กับแม่น้ำแอดดาที่อยู่ห่างไปทางตะวันออก 35 กิโลเมตร ถือเป็นระบบคลองแรกๆ ของโลกนี้เลยก็ว่าได้ และของสำคัญที่สุดที่ขนมาตามเส้นทางขุดใหม่ความยาวเป็นร้อยกิโลเมตรนี้ ก็คือหินอ่อนสีชมพูที่ขนมาสร้างดูโอโม่นั่นเอง!

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : www.pivada.com/en/leonardo-da-vinci-maps
อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : biblio.toscana.it/argomento

ทุกวันนี้ คลองส่วนใหญ่ในมิลานถูกถมทำเป็นถนน ไม่ต่างจากคลองในกรุงเทพฯ ของเรา แต่ยังมีส่วนที่เหลืออยู่ของ Naviglio Grande (แปลว่าคลองใหญ่) และถูกบูรณะให้กลับมาสะอาดสวยงามเมื่อตอนที่มี Milan Expo 2015

เดี๋ยวนี้ย่านนาวิกลิโอกรานเด กลายเป็นย่านที่เต็มไปด้วยบาร์และร้านอาหารนั่งสบาย แกลเลอรี่ ร้านขายของเก๋ๆ และมีตลาดนัดงานศิลปะและของฝากทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : it.wikipedia.org

และเป็นย่านที่อุ้มชอบที่สุดย่านหนึ่งในมิลานเลยค่ะ เดินเล่นทอดน่องเลียบคลองไปเรื่อยๆ มีเวิ้งเล็กเวิ้งน้อยให้มองเข้าไปดูอะไรสวยๆ งามๆ แถมขากลับมาแถวดูโอโม่ ถ้าเดินลัดเลาะมาตามถนนเงียบๆ ไม่มีนักท่องเที่ยว จะรู้สึกสบายใจบอกไม่ถูกเลยค่ะ ใครจะอยู่แถวคลองจนถึงกลางคืน ก็จะได้ดูแสงไฟจากตึกสีสดใสสะท้อนบนผิวน้ำ เป็นภาพที่สวยอย่าบอกใครเลย

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : www.dreamstime.com

ที่นี่เองที่อุ้มได้ลองกิน Risotto alla Milanese หรือริซอตโตแบบมิลานที่ใส่หญ้าฝรั่นจนเป็นสีเหลืองอร่าม เรื่องเล่ามีอยู่ว่า ที่มาของอาหารพิเศษจานนี้ มาจากช่างทำกระจกสีของดูโอโม่ ตั้งแต่ราว ค.ศ. 1574 โน่น ชื่อจริงของหมอนี่คืออะไรไม่รู้ล่ะ แต่ใครๆ ก็เรียกเขาว่า Zafferano เหตุเพราะชอบใช้ Saffron (แปลเป็นไทยว่าหญ้าฝรั่น) ย้อมสีกระจกให้เป็นสีเหลืองทอง 

วันหนึ่งหัวหน้าของเซฟเฟราโนแกล้งหยอกเขาว่า “เดี๋ยวอีกหน่อยก็ได้เอาใส่ในริซอตโตร้อก!” ต่อมาลูกสาวของหัวหน้าคนนั้นแต่งงาน พอพ่อครัวยกหม้อริซอตโตออกมาเท่านั้นล่ะ ทุกคนก็ช็อกไปเพราะมันเป็นสีเหลือง! ทีแรกไม่มีใครกล้ากิน แต่พอมีคนเริ่มลอง ก็กลับพบว่ามันอร่อยดีแฮะ เท่านั้นแหละ อาหารที่เกิดจากลูกน้องแกล้งเจ้านาย ก็กลายมาเป็นจานเอกลักษณ์ของมิลานตั้งแต่นั้น

ใครอยู่บ้านว่างๆ หรือไม่รู้ว่าจะไปหากินที่ไหน ลองทำเองเลยค่ะ อุ้มหาสูตรมาให้แล้ว

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : cookpad.com/mz/receitas

Risotto alla Milanese

ส่วนผสม

น้ำซุปผักหรือซุปไก่ 6 ถ้วย

หญ้าฝรั่น 1 ช้อนโต๊ะ

เนยจืด 3 ช้อนโต๊ะ

หอมใหญ่สับ 1 หัว

ข้าว Arborio* 2 ถ้วย

ไวน์ขาว 1 ถ้วย

ชีสพาร์เมซานขูด 1/2 ถ้วย

เกลือและพริกไทยดำ

วิธีทำ

  1. อุ่นน้ำซุปในหม้อ ไฟกลาง ใส่หญ้าฝรั่นลงไป เคี่ยวไปเรื่อยๆ เตรียมไว้เป็นน้ำซุป
  2. ละลายเนยในหม้ออีกใบ ไฟปานกลางถึงสูง ใส่หอมใหญ่ลงไปผัดจนนิ่ม ประมาณ 4 นาที
  3. ใส่ข้าวลงไป ผัดจนเกรียมนิดๆ ประมาณ 4 นาที
  4. ใส่ไวน์ขาว ผัดจนระเหย ประมาณ 2 นาที
  5. ใส่น้ำซุปทีละ 1/2 ถ้วย ตั้งไฟไปประมาณ 2 นาทีจนซึมเข้าไปในข้าว คนเล็กน้อย ค่อยๆ ใส่น้ำซุปทีละ 1/2 ถ้วยไปเรื่อยๆ จนกระทั่งข้าวนิ่มและเป็นครีม ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 16 นาที
  6. ใส่ชีสพาร์เมซานขูด ปรุงด้วยเกลือและพริกไทยตามชอบ ในสูตรต้นตำรับต้องใส่ไขกระดูก (Bone Marrow) ด้วย แต่อุ้มไม่ได้ใส่ เพราะเท่านี้ก็อร่อยแล้วค่ะ

*ข้าว Arborio เป็นข้าวเมล็ดสั้นที่ตั้งชื่อตามเมือง Arborio ในหุบเขาโพทางตอนเหนือของอิตาลี สุกแล้วมียางเยอะ ทำให้อาหารมีความนุ่มหนึบเหนียว ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ใช้ข้าวญี่ปุ่นที่ใช้ทำซูชิก็พอแทนกันได้ (แต่อย่าไปบอกใครนะคะ ฮ่าๆ)

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : www.nit.pt

มีของคาวแล้วก็ต้องมีของหวาน ไปมิลานก็ไม่ควรพลาดเจลาโต้รูปดอกกุหลาบที่ทั้งสวยและอร่อย (มาก) ตรงหน้าดูโอโม่นะคะ ร้านชื่อ Amorino มารู้ทีหลังว่าเป็นแบรนด์ของฝรั่งเศส ก่อตั้งโดยสองหนุ่มอิตาเลียนที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก คือ Cristiano Sereni กับ Paolo Benassi ทั้งคู่ไปอยู่ปารีสแล้วพบว่าไม่มีไอศกรีมอร่อยแบบที่อิตาลี ก็เลยทำกินแล้วทำขายมันเสียเลย 

ค.ศ. 2002 ร้านแรกของ Amorino ถือกำเนิดขึ้น ด้วยความอร่อย เน้นวัตถุดิบจากธรรมชาติ และสวยเป็นเอกลักษณ์ (คือจะสั่งกี่รสก็ได้ สลับสีของกลีบกุหลาบได้ตามชอบใจ) แถมถ้ายังหวานไม่พอ มีมาการองแปะข้างบนให้ดูฝรั่งเศสขึ้นมาได้อีกต่างหาก ทำให้ร้านของสองหนุ่มอิตาเลียนโด่งดังขยายสาขาไปทั่วโลก ผ่านไป 20 ปี ตอนนี้มีสาขาตั้ง 200 เข้าไปแล้ว! ใครอยากชิมด้วยตา อ่านดูเล่นๆ ว่ามีรสอะไรให้เลือกบ้าง เข้าไปดูที่นี่เลยค่ะ อุ้มลองรสสับปะรดยูสุกับมะลิ (คือเลือกเอาสีเป็นหลักแท้ๆ เลย) อร่อยสดชื่นหอมหวานม้ากก

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี

พูดถึง Amorino แล้วก็แปล๊กแปลกค่ะ เพราะว่าต้นกำเนิดไอศกรีมแบบอิตาเลียนที่เรียกว่า Gelato ที่คนทั้งโลกรู้จัก ก็มาจากคาเฟ่แห่งหนึ่งในปารีส ที่เจ้าของเป็นคนอิตาเลียนเหมือนกันเลย!

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/

เรื่องก็คือ ฟรานเชสโก โพรโคปิโอ คูโต (Francesco Procopio Cutò) เป็นหนุ่มน้อยหน้ามนจากเมืองซิซีลี แต่ย้ายถิ่นฐานไปเผชิญโชคชะตาที่ปารีส ด้วยพอจะมีวิชาทำครัวที่ติดตัวมาบ้าง เขาเลยไปขอเป็นลูกมือของชายอาร์เมเนียนชื่อปาสกาล ซึ่งมีเพิงขายน้ำมะนาวขายกาแฟอยู่ที่นั่น แต่กิจการไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เขาเลยถอดใจ ทิ้งกิจการไว้ให้คูโตรับช่วงต่อ

คูโตมีหัวทางนี้ แล้วยังไปรู้วิธีทำน้ำมะนาวให้กลายเป็นน้ำแข็งเกล็ด ด้วยการใช้เกลือเพื่อลดอุณหภูมิของน้ำแข็ง จนได้ลิขสิทธิ์จากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ให้เป็นคนเดียวที่ทำเครื่องดื่มน้ำแข็งและหวานเย็นปรุงรสต่างๆ แบบนี้ได้

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี
ภาพ : www.flickr.com

เขาเริ่มเสิร์ฟกาแฟและเจลาโต้ในถ้วยกระเบื้องเคลือบใบเล็กๆ ที่ร้าน Café Procope ของเขา คาเฟ่ของคูโตทำให้การดื่มกาแฟซึ่งแต่ก่อนนี้ถูกมองว่าเป็นเรื่องของชนชั้นแรงงาน กลายเป็นที่ยอมรับขึ้นมา และทำให้คนทั่วไปได้ลิ้มรสหวานเย็น ที่แต่ก่อนนี้สงวนไว้สำหรับเจ้านายชั้นสูงเท่านั้น

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี
ภาพ : commons.wikimedia.org

โชคยิ่งเข้าข้างคูโตมากขึ้นไปอีก เมื่อโรงละคร Comédie-Française มาเปิดที่ตรงข้ามร้านกาแฟของเขาพอดี นักแสดง นักคิด นักเขียน นักการเมือง และนักอะไรต่อมิอะไร ต่างพากันมานั่งดื่มกาแฟและกินหวานเย็นที่ร้านของคูโต ทำให้วัฒนธรรมการดื่มและนั่งร้านกาแฟกลายเป็นเรื่องแพร่หลายในฝรั่งเศส จนประวัติศาสตร์ต้องบันทึกไว้ว่า นี่คือคาเฟ่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และเป็นร้านกาแฟที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสและคูโต (ภายหลังได้สัญชาติฝรั่งเศสและเปลี่ยนชื่อเป็น François Procope) คือบิดาของเจลาโต้ยุคใหม่ของโลก

แหมๆๆๆ นี่แค่มิลานยังหาอะไรมาเล่าได้เป็นตุเป็นตะ จริงๆ ยังไปต่ออีกทั้งเวนิส ฟลอเรนซ์ ลุคค่า เซียน่า เดี๋ยวไปขออนุญาตคุณบอกอทรงกลดให้อุ้มเขียนต่อก่อนนะคะ

A Presto! เจอกันใหม่เร็วๆ นี้ สวัสดีค่ะ!

Writer & Photographer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

โรงเรียนของเราน่าอยู่ คุณครูใจดีทุกคน เพื่อน ๆ ก็ไม่ซุกซน ทุกคนชอบไปโรงเรียน

 …ชอบไป ชอบไปโรงเรียน

เคยร้องเพลงนี้กันไหมคะตอนเด็ก ๆ

ตอนอยู่ประถม อุ้มร้องแล้วร้องอีก มานึกดูตอนนี้ยังแอบคิดว่า เอ๊ะ หรือมันจะเป็นเพลง Propaganda ให้รักการไปโรงเรียน แต่เอาเข้าจริงก็ได้ผลอยู่นะ เพราะตอนนั้นเชื่อว่าเราชอบไปโรงเรียนจริง ๆ

พอถึงยุคลูก ๆ ของตัวเองต้องไปโรงเรียนบ้าง ก็ต้องมาตั้งคำถามว่าจะให้ลูกไปโรงเรียน (แบบ) ไหน เพราะที่อเมริกา เขาเลือกกันตั้งแต่จะซื้อบ้านเลยค่ะ เนื่องจากมันเป็นระบบ Neighborhood School หรือว่าบ้านอยู่แถวไหน ก็ไปโรงเรียนแถวนั้น ไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนไปจนจบไฮสกูล เพราะเงินบริหารจัดการมาจากภาษี Property Tax หรือภาษีโรงเรือนที่เรียกเก็บจากคนที่เป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งไม่ใช่น้อย ๆ 

อย่างบ้านอุ้ม ใน 1 ปี เสียภาษีโรงเรือนไปประมาณเกือบ 3 แสนบาท (แต่ก็ยังถือว่าน้อยเนอะ เมื่อเทียบกับพ่อแม่คนไทยที่ต้องจ่ายค่าเทอมโรงเรียนอินเตอร์ฯ ปีละหลายแสนบาท บางคนมีลูก 2 คน จ่ายปีละเป็นล้าน นี่ถ้าเมตตากับอนีคาอยู่เมืองไทย ไปโรงเรียนประชาบาลแน่นอน (หัวเราะ) ซึ่งอุ้มว่าก็สมเหตุสมผล เพราะคุณอาศัยอยู่แถวไหน ก็ให้ลูกไปเรียนแถวนั้น อีกอย่างที่ใช้เงิน Property Tax สนับสนุน ก็คือห้องสมุด ซึ่งก็อยู่ในชุมชนอีกนั่นแหละ มันถูกต้องมากเลย

แต่บางคนมีกำลังจ่ายก็ส่งลูกไปเรียนโรงเรียนเอกชน ซึ่งค่าเล่าเรียนปีละเป็นล้านบาท หรืออยากให้ลูกเรียนโรงเรียนพิเศษ อย่าง Waldorf หรือ Montessori ที่พอร์ตแลนด์ก็มีเยอะมาก เพราะรู้กันอยู่ว่านี่เป็นเมืองนอกกระแส แต่ค่าเล่าเรียนก็ไม่ได้จะมาบุปผาชนนะจ๊ะ ปีละเกือบครึ่งล้านเหมือนกัน

หรือแม้แต่โรงเรียนของ Portland Public School (เรียกสั้น ๆ ว่า PPS) เอง ก็ยังมีแยกย่อยให้เลือกได้ว่าอยากเน้นวิทยาศาสตร์ เน้นศิลปะ หรือเน้นภาษาพิเศษ เช่น สเปน จีน เวียดนาม หรือรัสเซีย พวกนี้ไม่จำเป็นว่าบ้านต้องอยู่ใกล้โรงเรียน เพราะใช้วิธีสมัครแล้วจับฉลากเอา (ที่นี่ไม่มีการสอบเข้าโรงเรียน) แต่ก็เรียนฟรีเหมือนโรงเรียนของรัฐทั่วไป

อุ้ม สิริยากร ออกบูทขายตุ้มหูในงานโรงเรียนลูกสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์
ภาพ : www.facebook.com/pps.homepage

ที่นี่มีโรงเรียนอยู่แห่งหนึ่งค่ะ ชื่อ Richmond Elementary School เป็นโรงเรียน 2 ภาษา คืออังกฤษกับญี่ปุ่น ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1989 คือเมื่อ 33 ปีที่แล้ว อุ้มได้ยินเรื่องโรงเรียนนี้มาตั้งแต่เมตตาอายุได้แค่ขวบกว่า ๆ เพราะว่าเป็นโรงเรียนของรัฐโรงเรียนเดียวในพอร์ตแลนด์ที่สอนภาษาญี่ปุ่น อุ้มเองเคยไปเรียนกับเซ็นเซที่ราชดำริประมาณ 30 ชั่วโมง พออ่านออกเขียนได้ พูดได้อยู่บ้าง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักค่ะ เพราะถามว่าอยู่อเมริกา ภาษาไหนที่จะมีประโยชน์มากที่สุดนอกจากภาษาอังกฤษ แน่นอนว่าคือภาษาสเปน หรือถ้าในโลกนี้ ภาษาจีนย่อมได้ใช้มากกว่าภาษาญี่ปุ่นแน่นอน

แต่ที่อุ้มสนใจโรงเรียนนี้มากเป็นพิเศษ ก็เพราะได้ยินมาว่าเป็นโรงเรียนที่น่ารักมาก ทุกคนมีส่วนร่วม เด็ก ๆ มีความสุข ผลการเรียนก็ดี (ที่นี่เขาวัดมาตรฐานโรงเรียนด้วยคะแนนสอบวิชาคณิตศาสตร์กับภาษาอังกฤษ แล้วเอามาเทียบกันทั้งรัฐ โรงเรียนริชมอนด์อยู่ในเกณฑ์สูงกว่ามาตรฐานมาตลอด) ครอบครัวที่มาเรียนมีหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ได้มีแต่คนขาว แล้วก็อยู่ใกล้บ้านด้วย

อุ้ม สิริยากร ออกบูทขายตุ้มหูในงานโรงเรียนลูกสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์
ภาพ : www.facebook.com/pps.homepage

วันหนึ่งที่โรงเรียนมี Open House เปิดให้ผู้ปกครองได้เข้าไปดูโรงเรียน อุ้มก็จับเมตตาใส่รถเข็นเดินไปเลยค่ะ คนที่มาประมาณ 99.99 เปอร์เซ็นต์คือลูกเขา 5 ขวบ กำลังจะเข้าอนุบาล ส่วนลูกอิฉันเพิ่งจะ 2 ขวบ ถามว่าจะรีบไปทำไม ตอบง่าย ๆ คือแม่มันบ้า! (หัวเราะ) คือกมลสันดานเป็นคนชอบเตรียมตัวน่ะค่ะ ตอนอยากเข้านิเทศฯ จุฬาฯ ก็พาเพื่อนไปเดินตั้งแต่อยู่สายน้ำผึ้ง แล้วไปนั่งตรงบันไดหน้าตึก ประกาศว่าฉันจะมาเรียนที่นี่! ถึงคราวลูกจะเข้าโรงเรียน ก็เลยรีบตั้งเป้าหมายไว้ในใจ แล้วอีก 3 ปีต่อมา ลูกก็ได้มาเรียนที่นี่จริง ๆ

ตอนนี้เมตตากำลังจะจบเกรด 3 ส่วนอนีคากำลังจะจบอนุบาล เท่ากับว่าเรามาโรงเรียนนี้ได้ 4 ปีแล้ว อุ้มบอกได้เลยว่าเป็นโรงเรียนที่ดีและน่ารักสมคำร่ำลือจริง ๆ เพราะเป็นโรงเรียนที่ต้องจับฉลากเข้า แปลว่าคนที่มาสมัคร ก็ต้องมีความพยายามอยากให้ลูกมาเรียนที่นี่ ดังนั้นส่วนใหญ่จะเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองที่ Proactive แบบลูกทำอะไร โรงเรียนมีกิจกรรมอะไร ก็ขอให้บอก เราพร้อมเสมอ ทั้งเรื่องเงินและเรื่องแรง  ถ้าขาดงบประมาณจ้างครูไปคนหนึ่ง ได้! อยากมีเต็นท์ใหญ่ 10 เต็นท์ให้เด็ก ๆ กินข้าวข้างนอกตึกช่วงโควิด ได้! อยากมีวันสำหรับทานข้าวแกงกะหรี่กับยากิโซบะ ได้! มีครูมาฝึกสอน 18 คน อยากได้ Host Family รับครูไปอยู่ด้วย 6 เดือน ได้! เรียกว่าไม้จิ้มฟันยันเรือรบมาก

อุ้ม สิริยากร ออกบูทขายตุ้มหูในงานโรงเรียนลูกสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์

แต่งานที่ใหญ่และสนุกที่สุดของริชมอนด์ เห็นทีจะไม่พ้นงานออกร้านประจำปีช่วงฤดูใบไม้ผลิ ที่เรียกว่า Spring Festival ค่ะ เพราะจะมีทั้งของกิน ของขาย และซุ้มกิจกรรมต่าง ๆ ให้เด็ก ๆ และผู้ปกครองได้มาเล่นกัน บ้านอุ้มมางานนี้ตั้งแต่เมตตายังไม่เข้าเรียนที่นี่ด้วยซ้ำ เพราะชอบไปกินราเม็งกับขนมปลาปิ้งไส้ถั่วแดง (ไทยากิ) ที่ส่วนใหญ่จะมีขายทุกปี

ปีนี้พิเศษมากขึ้นไปอีก เพราะอุ้มมีบูทกับเขาเป็นครั้งแรก! ขายอะไร ขายตุ้มหูไงเธอ! เพราะเขาให้ผู้ปกครองที่มีธุรกิจของตัวเองมาออกบูทช่วยกันหาเงินเข้าโรงเรียน นอกจากเสียค่าบูท 40 เหรียญแล้ว ยังได้ช่วยกันบริจาค 20 เปอร์เซ็นต์ ของยอดขายให้สมาคมผู้ปกครองและครูด้วย

อุ้มตื่นเต้นนอนไม่หลับอยู่หลายคืน เพราะไม่เคยออกร้านขายของกับเขามาก่อน ไม่รู้คนจะซื้อไหม จะจัดร้านยังไง จะไปยืนเด๋อหรือเปล่า นอยด์ไปหมด แต่ก็ซ้อมจัดอยู่ที่บ้าน จำลองสถานการณ์ว่าจะขายของหรือจะเติมของยังไง จ่ายเงินรูดการ์ดทอนเงินโน่นนี่ เต็นท์ก็ไปยืมน้องที่รู้จักมา เพราะว่ายังไม่อยากลงทุนซื้อเอง ก็ต้องเอามาซ้อมกางที่บ้านก่อนอีก สมคิดมากอดอกยืนดูไม่ยอมช่วย เพราะนางบอกว่าวันงานยูต้องไปเซ็ตอัปคนเดียว ก็ต้องซ้อมกางคนเดียวให้ได้ด้วย สามีแห่งชาติมาก

อุ้ม สิริยากร ออกบูทขายตุ้มหูในงานโรงเรียนลูกสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์

วันงานมาถึง อุ้มเอาเต็นท์ไปกางตั้งแต่ยังไม่มีใครมาเลยค่ะ โชคดีที่ซี้กับลุงภารโรง แกเลยเปิดประตูรั้วให้ขับรถเข้าไปข้างใน ไม่ต้องลากถุงเต็นท์ที่หนักมหาประลัยเข้าไปเอง (เห็นไหมการไปแต่เช้ามันดีอย่างนี้) จัดเสร็จเรียบร้อยก็สลัดคราบคนงาน ขับรถกลับบ้านไปแต่งหน้าแต่งตัวสวยออกมาอีกรอบ จัดบูทเสร็จคนก็เริ่มมากันพอดี

อุ้ม สิริยากร ออกบูทขายตุ้มหูในงานโรงเรียนลูกสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์

พบว่าอะไรรู้ไหมคะ ลืมถุงใส่ตุ้มหูรองกระดาษทิชชูสวยที่จัดเอาไว้ 50 ถุง กับเงินทอนที่แลกไว้เมื่อวันก่อน! อุ้มเลยให้พี่เลี้ยงเด็กที่วานมาช่วยดูเมตตากับอนีคา เดินกลับไปเอาที่บ้าน สักพักใหญ่ พี่เลี้ยงเมสเซจมาบอกว่าไม่มีกุญแจเข้าบ้าน! เวรกรรม! ลูกค้าก็เริ่มมากันแล้ว เลยบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยว Improvise เอาแล้วกัน พอดีมี Tissue Paper ลายสวย ๆ ที่ตัดเอามาไว้ห่อกิ๊บอยู่ ก็เลยใช้ไปก่อน ส่วนเงินทอน ปรากฏว่าคนที่มาซื้อแรก ๆ จ่ายเงินสดพอดีไม่ต้องทอนหลายคนมาก (ข้อดีของการตั้งราคาง่าย ๆ อย่าง 35 เหรียญ) ก็เลยมีเงินไว้ทอนคนอื่น แล้วส่วนใหญ่ก็จ่ายด้วยเครดิตการ์ดหรือ Venmo (อุ้มพรินต์ QR Code ตั้งไว้ที่บูทเลย) ก็เลยไม่มีปัญหาเรื่องไม่มีเงินทอน

แล้วที่กังวลว่าจะขายไม่ได้ ปรากฏว่ายอดขายถล่มทลายเลยค่ะ หนึ่งคือเป็นช่วงก่อนวันแม่ของที่นี่ ก็เลยมีคนมาซื้อเป็นของขวัญ สองคือคนรู้จักกันทั้งนั้น แม่ ๆ ด้วยกันนี่แหละค่ะที่มาช่วยกันอุดหนุนใหญ่เลย ซึ้งใจมาก ได้เห็นชัดเจนขึ้นมากเลยว่าใครคือลูกค้าของเรา และแบบไหนที่คนชอบและขายดีกว่าแบบอื่น ๆ

อุ้ม สิริยากร ออกบูทขายตุ้มหูในงานโรงเรียนลูกสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์

อุ้มเองก็ได้เรียนรู้หลายอย่างจากการไปออกบูท แน่ ๆ เลยคือเริ่มจากที่ที่เรารู้จักนี่แหละค่ะดีที่สุด ขนของเข้าออกไม่ลำบาก คนซื้อก็เป็นคนที่พฤติกรรมใกล้ ๆ กัน ส่วนวันงานแม้จะเตรียมตัวมาดีแค่ไหน ก็อาจจะมีอะไรหลงลืม เพราะฉะนั้นควรมีลิสต์ไว้ แล้วก่อนออกจากบ้านเช็กให้ดี แต่ถ้าพลาดจริง ๆ ก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คนซื้อเขาไม่รู้หรอกว่าเราลืมถุง (แต่คราวหน้าอย่าลืมล่ะ)

อ้อ ขายตุ้มหูอย่าใช้เต็นท์สีส้ม (หัวเราะ) ลูกค้าอุ้มต้องเอาตุ้มหูออกไปลองกับแสงธรรมชาตินอกเต็นท์ อิฉันก็ต้องถือกระจกตามออกไปให้เขาส่อง วุ่นวายได้หัวเราะกันอีก จะซื้อหรือจะยืมเต็นท์ใครคราวหน้าควรเช็กว่าสีขาวหรือเปล่าด้วยนะจ๊ะ

ในวันนั้นอุ้มถือว่าตัวเองประสบความสำเร็จอย่างงดงาม สาเหตุหลักอีกอย่างก็คือมีคนมางานเยอะมากด้วยค่ะ งานนี้จัดทุกปี แต่ 2 ปีที่ผ่านมาติดโควิด ก็เลยงดไป ปีนี้กลับมาจัดใหม่ ทุกคนก็เลยตื่นเต้น ขนาดคนที่ไม่ได้อยู่ริชมอนด์หรือศิษย์เก่าก็ยังมากัน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เด็ก ๆ มาเต้นตรงกลาง คนมาออกันที่หน้าร้าน นึกว่าอยู่จตุจักรกันเลยทีเดียว

อุ้ม สิริยากร ออกบูทขายตุ้มหูในงานโรงเรียนลูกสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์

เนื่องจากริชมอนด์เป็นโรงเรียนใหญ่ มีลานกว้างหลายลาน เลยแบ่งโซนงานเป็นทั้งของกิน ของขาย และของเล่นได้ชัดเจน อุ้มมัวแต่ขายของ ปีนี้เลยไม่ได้เดินดูงานเท่าไหร่ แต่ช่วงท้าย ๆ สมคิดเลิกงานแวะมาช่วยดูบูท อุ้มเลยวิ่งไปดูตรงโซนกิจกรรมได้ เพราะปีนี้มีบ้านเป่าลมใหญ่ยักษ์ (Bouncy Houses) มาตั้ง 5 จุด! เด็ก ๆ วิ่งเข้าวิ่งออกไปกระโดดดึ๋งดั๋งกันสนุกใหญ่ แต่ละชั้นปีก็มีซุ้มเกมของตัวเองซึ่งน่ารักสร้างสรรค์มาก มีผู้ปกครองอาสาสมัครผลัดเวรกันมาเฝ้าซุ้ม น่ารักจนอยากเอามาเล่าให้ฟังเลยค่ะ

อนุบาล เกมตกหมึก (Tako Tsuri)

อันนี้เป็นชั้นเด็กน้อยของอนีคา เกมก็เลยกุ๊กกิ๊ก ๆ เป็นเบ็ดมีตะขอให้เกี่ยวปลาหมึกในบ่อ ตกได้อันไหนก็พลิกขึ้นมาดู จะมีตัวอักษรอยู่ข้างล่างบอกว่าได้ของขวัญเป็นอะไร อารมณ์เหมือนเกมตามงานวัดในประเทศญี่ปุ่น

ป.1 เกมวิ่งไข่ (Egg Relay Race)

คลาสสิกมาก ไม่ต้องอธิบายก็รู้ว่านี่คือเกมที่ให้ถือไข่ในช้อน แล้ววิ่งแข่งกัน งานไหน ๆ ก็สนุกได้เสียงเชียร์ ยิ่งเป็นเด็กเล็ก ๆ อย่างเด็กอนุบาลนี่ยิ่งน่ารัก คือเดินธรรมดาไม่หกล้มนี่ก็บุญอยู่แล้ว มือตาขาแขนอะไรก็ยังไม่ประสานกัน มาตั้งอกตั้งใจวิ่งไข่นี่ โอ๊ย น่าเอ็นดู

ป.2 แต่งหน้า (Face Painting)

อันนี้ไม่ได้เรียกว่าเป็นเกม เพราะคุณแม่คนหนึ่งซึ่งแต่งหน้าเด็กเก่งมากราวกับมืออาชีพ อาสามาวาดหน้าให้เป็นรูปต่าง ๆ เป็นกิจกรรมที่ฮิตมากตามงานวันเกิดหรืองานอีเวนต์ คุณแม่คงแทบไม่ได้หยุดมือเลย เพราะอุ้มเห็นเด็กกี่คน ๆ วิ่งผ่านหน้าบูทก็ไปเพนต์หน้ากันมาทั้งนั้น แม่ 2 สาวเมตตากับอนีคานี่จะเหลือเหรอคะ ไปเพนต์มาแต่หัววัน แต่งเสร็จแล้ววิ่งกันคึกจนเหงื่อละลาย ตอนจะกลับบ้านก็แทบไม่เหลือแล้ว

ป.3 เกมโยนถุงถั่วใส่ดารุมะ (Daruma Bean Bag Toss)

เกมนี้เป็นชั้นของเมตตา เกมเลยยากขึ้นมาหน่อย เป็นรูปตุ๊กตาดารุมะอ้าปาก แล้วให้เด็ก ๆ โยนถุงผ้าที่มีถั่วอยู่ข้างในใส่ให้เข้าปากดารุมะ คล้าย ๆ กับเกม Cornhole แต่เป็นเวอร์ชันเด็กญี่ปุ่น

ประสบการณ์การออกร้านขายตุ้มหู OomPDX ครั้งแรกในงานโรงเรียนสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์ อเมริกา

ป.4 เกมแคะขี้มูก (Nose Picker)

อุ้มชอบเกมนี้มาก ฮาที่สุด ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นเกมแคะขี้มูก คนเล่นก็เลยต้องล้วงมือเข้าไปในรูจมูกอันใหญ่เบ้อเริ่มที่เขาทำไว้ ด้านหนึ่งเป็น Slime ซึ่งเหนอะหนะเหมือนขี้มูกจริง ๆ กับอีกด้านหนึ่งเป็นของเล่นอันเล็ก ๆ ล้วงได้อะไรก็เอาอันนั้นกลับบ้าน ลูก ๆ อุ้มวิ่งถือกระปุก Slime เอามาโยนไว้ที่โต๊ะแม่ เพราะไปแคะขี้มูก เอ๊ย เล่นเกมได้มา ทีแรกอุ้มไม่รู้ นึกว่าขนมกำลังจะเปิดชิม ดีนะ เมตตามาบอกทันว่านี่มันขี้มูกนะมัมมี่ ไม่งั้นโดนเพื่อนล้อแน่ว่าแคะขี้มูกแล้วเอาเข้าปาก (อิ้ว ตอนเด็ก ๆ เคยมีเพื่อนแบบนี้ใช่ปะล่ะ)

    ป.5 เกมห้องน้ำ (Toilet Toss)

    อันนี้ก็แอบฮา คิดมาได้ไงเนี่ย คือเป็นโถส้วมปลอมอันใหญ่ ๆ แล้วให้คนเอาม้วนทิชชูโยนให้ลงโถ ถ้าลงก็ได้รางวัล

ประสบการณ์การออกร้านขายตุ้มหู OomPDX ครั้งแรกในงานโรงเรียนสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์ อเมริกา

จะเห็นได้ว่าความฮาและความบ้าบอของเกมเพิ่มไปตามระดับชั้น แต่ไม่ว่าเด็กเล็กหรือเด็กโต ต่างก็เล่นกันได้หมด อ้อ ลืมเล่าอีกเรื่องเกี่ยวกับของกินค่ะ นอกจากจะมีอาหารญี่ปุ่น สายไหม ป็อปคอร์นให้กินกันเป็นที่สนุกสนานแล้ว ยังมีบูทนึง อยู่ใกล้ ๆ บูทอุ้ม ชื่อ Umi Organics เป็นเส้นบะหมี่ราเม็งออร์แกนิกที่ตอนนี้ดังมากในพอร์ตแลนด์ บ้านอุ้มชอบมากซื้อมากินบ่อย ๆ 

เจ้าของเคยเป็นเด็กริชมอนด์เมื่อหลาย 10 ปีที่แล้วค่ะ เขาไม่ได้เป็นคนญี่ปุ่นด้วยนะคะ แต่เรียนโรงเรียน Japanese Immersion จนจบไฮสกูล (เมตตากับอนีคาก็คงเป็นแบบเดียวกัน) แล้วพอจบมหาวิทยาลัย เขาก็เริ่มคิดจะทำธุรกิจทำเส้นราเม็งแบบที่อร่อยเหมือนต้นตำรับ และใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ เริ่มขายที่ Farmer’s Market ก่อน จนตอนนี้มีขายที่ซูเปอร์มาร์เก็ตดี ๆ ทั่วพอร์ตแลนด์ เรียกว่าประสบความสำเร็จมากเลย เห็นว่ากำลังจะขยายกำลังการผลิต ถือเป็นความภูมิใจของริชมอนด์เลยก็ว่าได้ งานนี้เจ้าตัวมาออกบูทเองเลยด้วย น่ารักจริง ๆ

ประสบการณ์การออกร้านขายตุ้มหู OomPDX ครั้งแรกในงานโรงเรียนสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์ อเมริกา
ประสบการณ์การออกร้านขายตุ้มหู OomPDX ครั้งแรกในงานโรงเรียนสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์ อเมริกา

    ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำการมีลูกอยู่โรงเรียนญี่ปุ่นในอเมริกา การออกร้าน และงานโรงเรียนที่คึกคักสนุกสนานมาก จบงานสมาคมผู้ปกครองก็ได้เงินบริจาคเอาไปทำโครงการอื่น ๆ ต่อ แบรนด์ตุ้มหูของอุ้มก็ได้เงินทุนมาหมุนเวียนก้อนใหญ่ เรียกว่าวิน-วินกันทุกฝ่าย ถามใครที่เรียนจบจากริชมอนด์ ก็มีความทรงจำดี ๆ เกี่ยวกับงาน Spring Festival กันแทบทั้งนั้น โรงเรียนไทยเราคงมีงานแบบนี้เหมือนกัน หรือโรงเรียนไหนยังไม่มี คุณผู้ปกครองรวมตัวกันเลยค่ะ รับรองว่าจะเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจ จะได้มาร้องเพลงโรงเรียนของเราน่าอยู่ด้วยกันนะคะ

ประสบการณ์การออกร้านขายตุ้มหู OomPDX ครั้งแรกในงานโรงเรียนสไตล์อังกฤษ-ญี่ปุ่น ที่พอร์ตแลนด์ อเมริกา

Writer & Photographer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load