ไปอิตาลีมาค่ะ

ถามว่าบ้ามั้ย ก็บ้าอยู่นะ ไปเที่ยวตอนโควิด-19 เพิ่งซา

แต่อเมริกาล็อกดาวน์มาปีครึ่ง อึดอัดใกล้บ้ากันเต็มทน ครอบครัวก็ไม่ได้เจอกัน พอได้ข่าวว่าเดือนกรกฎาฯ อิตาลีจะเปิดประเทศให้อเมริกันชนที่ฉีดวัคซีนแล้ว หรือบินเข้าประเทศด้วยเที่ยวบินที่ทุกคนต้องตรวจโควิด (Covid-Tested Flights) จากสนามบิน JFK ที่นิวยอร์กได้โดยไม่ต้องกักตัว 14 วัน อุ้มก็มือไม้สั่นรีบหาข้อมูล ซื้อตั๋ว จองไปตรวจโควิดที่นิวยอร์กให้ทั้งบ้าน แล้วก็เช็กกับเพื่อนที่อยู่มิลานแบบวันต่อวันว่าสถานการณ์โควิดมัน ‘เอาอยู่’ แล้วแน่นะ

นอนไม่หลับอยู่เป็นอาทิตย์ก่อนไปน่ะค่ะ พูดเลย

กลัวอิตาลียกเลิกให้เข้า กลัวตั๋วคืนไม่ได้ กลัวตรวจโควิดไม่ผ่าน กลัวไปติดเดลต้าที่นั่น บางวันก็คิดว่า… นี่ตูจะหาเรื่องให้ตัวเองทำไม (ฟะ)

แต่คิดถึงประสบการณ์ที่พวกเราจะได้รับ กับจะได้เจอพี่สาวและหลานๆ ที่ไม่ได้เจอกันมาตั้งหลายปี (ครอบครัวพี่สาวอุ้มอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ นั่งรถไฟมาเจอกันที่มิลานได้) และได้เจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน ก็กลืนก้อนความกลัว จับหัวมันกดกลับเข้าไปนอนหายใจลึกๆ ในจิตใต้สำนึก รอดมาได้เปลาะหนึ่ง

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย

แล้ววันเดินทางก็มาถึง บ้านอุ้มต้องนั่งเครื่องบินจากพอร์ตแลนด์ไปอยู่นิวยอร์กก่อนสองสามคืน เพราะถึงจะมี Covid Rapid Testing Sites อยู่ทั่วเมืองไปหมด (ตรวจฟรีด้วยนะคะ เป็นคนไร้บ้านหรือไม่ได้เป็นคนนิวยอร์กก็ตรวจได้ ประเสริฐมาก) แต่ตรวจเสร็จต้องรอหนึ่งวันกว่าจะได้ผล คือจะตรวจแบบ 15 นาทีได้ผลก็มี แต่ต้องเสียคนละ 200 เหรียญฯ 4 คนรวมกันก็ 20,000 กว่าบาท เก็บเงินไว้กินพิซซ่าได้ไม่รู้กี่มื้อ เลยเผื่อเวลาแล้วไปตรวจฟรีดีกว่า

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย

อุ้มกับสมคิดฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้วตั้งแต่เดือนมีนาฯ แค่โชว์ Vaccination Card ก็ได้ แต่ลูกๆ นี่สิคะ อายุยังไม่ถึง 12 เขาก็ยังไม่ฉีดให้ เลยต้องไปตรวจด้วยกันหมด ที่บ้าสุดก็คือ ค่าเครื่องบินไปกลับพอร์ตแลนด์นิวยอร์ก แพงกว่านิวยอร์กไปกลับมิลานอี๊กกก! แล้วก็ไม่ได้มีกะจิตกะใจจะเที่ยว เพราะกังวลเรื่องผลโควิด และมีทริปอิตาลี 2 อาทิตย์รออยู่ข้างหน้า ไม่อยากจะหาเรื่องเหนื่อยก่อนเวลาอันควร ก็เลยได้แต่เดินๆ อยู่แถวโรงแรม คนก็เยอะมากอยู่นะนิวยอร์กเนี่ย จะสบายถอนหายใจได้ก็ตอนไปนั่งเล่นกันที่ The High Line นี่ล่ะ ใครไปนิวยอร์กแล้วอยากนั่งพักสบายๆ ลมเย็นๆ แนะนำให้ไปเลยค่ะ นั่งได้เป็นครึ่งค่อนวัน ไม่เสียสตางค์ด้วย

รอด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ อยู่เกือบวัน ผลโควิดก็มา เป็นลบทั้งบ้าน ผ่าน! พิมพ์ผลออกมาแล้วถือไปขึ้นเครื่องได้! อุ้มบินสายการบินเอมิเรตส์ คือโอเคเลยนะคะทั้งขาไปขากลับ เครื่องใหญ่ ปิดไฟแล้วมีดาววิบๆ วับๆ อาหารมังสวิรัติไม่แย่ พนักงานใส่ชุดสวยและใจดีกับเด็ก เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี่ก็ทำให้รู้สึกอยากชมทั้งที่ไม่ได้ค่าโฆษณา แล้วการที่ทุกคนบนเครื่องต้องตรวจโควิดมาก่อน ก็ทำให้บินเที่ยวบินยาวๆ แบบนี้สบายใจขึ้นด้วย

8 ชั่วโมงผ่านไป ถึงมิลานจนได้ค่ะ!

อุ้มไปอิตาลีมาสามสี่รอบ แต่ครั้งล่าสุดคือสิบกว่าปีที่แล้ว ได้มาอีกครั้งแบบลุ้นทุกรายละเอียดแบบนี้ และมีครอบครัวมาด้วย ก็เลยตื่นเต้นไปอีกแบบ การมี Airbnb ก็เปลี่ยนวิธีการเที่ยวเราไปเยอะเหมือนกันด้วยนะคะ หลักๆ เลยคือทำให้รู้สึกผ่อนคลายเร็วขึ้น เพราะความรู้สึกของการได้อยู่บ้าน (ถึงจะไม่ใช่บ้านเราก็เถอะ) ย่อมต่างจากการอยู่โรงแรมห้องเล็กๆ แน่ๆ อยู่แล้ว ไม่ต้องเดินผ่านล็อบบี้ ไม่ต้องใช้ลิฟต์ร่วมกับใคร ได้อยู่ด้วยกันกับครอบครัวที่ไม่เจอมานาน ได้เดินไปซูเปอร์มาร์เก็ตซื้อของมาทำอาหารกินกันบ้างบางมื้อ แค่ 3 วันแรกในมิลาน อุ้มก็หายสงสัยว่าทำไมต้องตะเกียกตะกายมาถึงนี่

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย

เล่าถึงมิลานกันบ้างดีกว่าค่ะ ทีแรกอุ้มนึกว่าคนจะไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ แต่ปะไรล่ะ หน้าดูโอโม่กับถนนช้อปปิ้ง Emmanuelle นี่เหมือนอยู่แถวหน้าสยามพารากอนเลยค่ะ คือมันเป็นใจกลางเมือง ใครมาก็ต้องมุ่งมาตรงนี้ แต่ถ้าขยันตื่นเช้าหน่อยหรือปะเหมาะเคราะห์ดี ก็ยังพอจะได้ถ่ายรูปครอบครัวแบบญาติน้อยๆ ได้อยู่นะคะ บ้านอุ้มเห็นถ่ายรูปลงไอจียิ้มแฉ่งเห็นฟันกันแบบนี้ จริงๆ เดินไปไหนมาไหนก็ใส่หน้ากากกันตลอดนะคะ คือรอดโควิดหนักๆ จากอเมริกามาได้ จะมาตายเพราะสายพันธุ์เดลต้าอยู่แถวนี้ก็มิบังควร

ทีนี้เวลาพูดถึงมิลาน คนจะนึกถึงช้อปปิ้ง แฟชั่นและดีไซน์ มีภาพจำคือดูโอโม่สีขาวตกแต่งวิจิตรอลังการ แต่สิ่งหนึ่งที่คนอาจจะไม่รู้หรือนึกภาพไม่ออก คือที่นี่เคยเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการขนส่งทางน้ำ คือมีคลองอยู่ทั่วไปไม่แพ้เวนิสหรืออัมสเตอร์ดัมเชียวนะ!

ลองนึกว่าเมืองใหญ่ๆ สำคัญๆ ของโลกอย่างลอนดอน ปารีส เบอร์ลิน ไคโร เวียนนา เกียวโต หรือแม้แต่กรุงเทพมหานครของเรา ล้วนตั้งขึ้นริมแม่น้ำเพื่อเหตุผลทางยุทธศาสตร์และการขนส่งเดินทาง เพราะสมัยก่อนรถราอะไรก็ยังไม่พัฒนามาก จึงต้องพึ่งพาการสัญจรทางน้ำ แต่เมืองที่แสนจะมั่งคั่งและเปี่ยมอำนาจในยุคกลางอย่างมิลาน กลับไม่อยู่ติดแม่น้ำอะไรกับใครเขาเลย ในระหว่างศตวรรษที่ 12 – 17 ระบบคลองที่เรียกว่านาวิกลี (Navigli) จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมมิลานกับแม่น้ำสองสายที่ใกล้ที่สุด คือแม่น้ำติชิโน ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันตก 25 กิโลเมตร กับแม่น้ำแอดดาที่อยู่ห่างไปทางตะวันออก 35 กิโลเมตร ถือเป็นระบบคลองแรกๆ ของโลกนี้เลยก็ว่าได้ และของสำคัญที่สุดที่ขนมาตามเส้นทางขุดใหม่ความยาวเป็นร้อยกิโลเมตรนี้ ก็คือหินอ่อนสีชมพูที่ขนมาสร้างดูโอโม่นั่นเอง!

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : www.pivada.com/en/leonardo-da-vinci-maps
อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : biblio.toscana.it/argomento

ทุกวันนี้ คลองส่วนใหญ่ในมิลานถูกถมทำเป็นถนน ไม่ต่างจากคลองในกรุงเทพฯ ของเรา แต่ยังมีส่วนที่เหลืออยู่ของ Naviglio Grande (แปลว่าคลองใหญ่) และถูกบูรณะให้กลับมาสะอาดสวยงามเมื่อตอนที่มี Milan Expo 2015

เดี๋ยวนี้ย่านนาวิกลิโอกรานเด กลายเป็นย่านที่เต็มไปด้วยบาร์และร้านอาหารนั่งสบาย แกลเลอรี่ ร้านขายของเก๋ๆ และมีตลาดนัดงานศิลปะและของฝากทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : it.wikipedia.org

และเป็นย่านที่อุ้มชอบที่สุดย่านหนึ่งในมิลานเลยค่ะ เดินเล่นทอดน่องเลียบคลองไปเรื่อยๆ มีเวิ้งเล็กเวิ้งน้อยให้มองเข้าไปดูอะไรสวยๆ งามๆ แถมขากลับมาแถวดูโอโม่ ถ้าเดินลัดเลาะมาตามถนนเงียบๆ ไม่มีนักท่องเที่ยว จะรู้สึกสบายใจบอกไม่ถูกเลยค่ะ ใครจะอยู่แถวคลองจนถึงกลางคืน ก็จะได้ดูแสงไฟจากตึกสีสดใสสะท้อนบนผิวน้ำ เป็นภาพที่สวยอย่าบอกใครเลย

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : www.dreamstime.com

ที่นี่เองที่อุ้มได้ลองกิน Risotto alla Milanese หรือริซอตโตแบบมิลานที่ใส่หญ้าฝรั่นจนเป็นสีเหลืองอร่าม เรื่องเล่ามีอยู่ว่า ที่มาของอาหารพิเศษจานนี้ มาจากช่างทำกระจกสีของดูโอโม่ ตั้งแต่ราว ค.ศ. 1574 โน่น ชื่อจริงของหมอนี่คืออะไรไม่รู้ล่ะ แต่ใครๆ ก็เรียกเขาว่า Zafferano เหตุเพราะชอบใช้ Saffron (แปลเป็นไทยว่าหญ้าฝรั่น) ย้อมสีกระจกให้เป็นสีเหลืองทอง 

วันหนึ่งหัวหน้าของเซฟเฟราโนแกล้งหยอกเขาว่า “เดี๋ยวอีกหน่อยก็ได้เอาใส่ในริซอตโตร้อก!” ต่อมาลูกสาวของหัวหน้าคนนั้นแต่งงาน พอพ่อครัวยกหม้อริซอตโตออกมาเท่านั้นล่ะ ทุกคนก็ช็อกไปเพราะมันเป็นสีเหลือง! ทีแรกไม่มีใครกล้ากิน แต่พอมีคนเริ่มลอง ก็กลับพบว่ามันอร่อยดีแฮะ เท่านั้นแหละ อาหารที่เกิดจากลูกน้องแกล้งเจ้านาย ก็กลายมาเป็นจานเอกลักษณ์ของมิลานตั้งแต่นั้น

ใครอยู่บ้านว่างๆ หรือไม่รู้ว่าจะไปหากินที่ไหน ลองทำเองเลยค่ะ อุ้มหาสูตรมาให้แล้ว

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : cookpad.com/mz/receitas

Risotto alla Milanese

ส่วนผสม

น้ำซุปผักหรือซุปไก่ 6 ถ้วย

หญ้าฝรั่น 1 ช้อนโต๊ะ

เนยจืด 3 ช้อนโต๊ะ

หอมใหญ่สับ 1 หัว

ข้าว Arborio* 2 ถ้วย

ไวน์ขาว 1 ถ้วย

ชีสพาร์เมซานขูด 1/2 ถ้วย

เกลือและพริกไทยดำ

วิธีทำ

  1. อุ่นน้ำซุปในหม้อ ไฟกลาง ใส่หญ้าฝรั่นลงไป เคี่ยวไปเรื่อยๆ เตรียมไว้เป็นน้ำซุป
  2. ละลายเนยในหม้ออีกใบ ไฟปานกลางถึงสูง ใส่หอมใหญ่ลงไปผัดจนนิ่ม ประมาณ 4 นาที
  3. ใส่ข้าวลงไป ผัดจนเกรียมนิดๆ ประมาณ 4 นาที
  4. ใส่ไวน์ขาว ผัดจนระเหย ประมาณ 2 นาที
  5. ใส่น้ำซุปทีละ 1/2 ถ้วย ตั้งไฟไปประมาณ 2 นาทีจนซึมเข้าไปในข้าว คนเล็กน้อย ค่อยๆ ใส่น้ำซุปทีละ 1/2 ถ้วยไปเรื่อยๆ จนกระทั่งข้าวนิ่มและเป็นครีม ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 16 นาที
  6. ใส่ชีสพาร์เมซานขูด ปรุงด้วยเกลือและพริกไทยตามชอบ ในสูตรต้นตำรับต้องใส่ไขกระดูก (Bone Marrow) ด้วย แต่อุ้มไม่ได้ใส่ เพราะเท่านี้ก็อร่อยแล้วค่ะ

*ข้าว Arborio เป็นข้าวเมล็ดสั้นที่ตั้งชื่อตามเมือง Arborio ในหุบเขาโพทางตอนเหนือของอิตาลี สุกแล้วมียางเยอะ ทำให้อาหารมีความนุ่มหนึบเหนียว ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ใช้ข้าวญี่ปุ่นที่ใช้ทำซูชิก็พอแทนกันได้ (แต่อย่าไปบอกใครนะคะ ฮ่าๆ)

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : www.nit.pt

มีของคาวแล้วก็ต้องมีของหวาน ไปมิลานก็ไม่ควรพลาดเจลาโต้รูปดอกกุหลาบที่ทั้งสวยและอร่อย (มาก) ตรงหน้าดูโอโม่นะคะ ร้านชื่อ Amorino มารู้ทีหลังว่าเป็นแบรนด์ของฝรั่งเศส ก่อตั้งโดยสองหนุ่มอิตาเลียนที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก คือ Cristiano Sereni กับ Paolo Benassi ทั้งคู่ไปอยู่ปารีสแล้วพบว่าไม่มีไอศกรีมอร่อยแบบที่อิตาลี ก็เลยทำกินแล้วทำขายมันเสียเลย 

ค.ศ. 2002 ร้านแรกของ Amorino ถือกำเนิดขึ้น ด้วยความอร่อย เน้นวัตถุดิบจากธรรมชาติ และสวยเป็นเอกลักษณ์ (คือจะสั่งกี่รสก็ได้ สลับสีของกลีบกุหลาบได้ตามชอบใจ) แถมถ้ายังหวานไม่พอ มีมาการองแปะข้างบนให้ดูฝรั่งเศสขึ้นมาได้อีกต่างหาก ทำให้ร้านของสองหนุ่มอิตาเลียนโด่งดังขยายสาขาไปทั่วโลก ผ่านไป 20 ปี ตอนนี้มีสาขาตั้ง 200 เข้าไปแล้ว! ใครอยากชิมด้วยตา อ่านดูเล่นๆ ว่ามีรสอะไรให้เลือกบ้าง เข้าไปดูที่นี่เลยค่ะ อุ้มลองรสสับปะรดยูสุกับมะลิ (คือเลือกเอาสีเป็นหลักแท้ๆ เลย) อร่อยสดชื่นหอมหวานม้ากก

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี

พูดถึง Amorino แล้วก็แปล๊กแปลกค่ะ เพราะว่าต้นกำเนิดไอศกรีมแบบอิตาเลียนที่เรียกว่า Gelato ที่คนทั้งโลกรู้จัก ก็มาจากคาเฟ่แห่งหนึ่งในปารีส ที่เจ้าของเป็นคนอิตาเลียนเหมือนกันเลย!

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/

เรื่องก็คือ ฟรานเชสโก โพรโคปิโอ คูโต (Francesco Procopio Cutò) เป็นหนุ่มน้อยหน้ามนจากเมืองซิซีลี แต่ย้ายถิ่นฐานไปเผชิญโชคชะตาที่ปารีส ด้วยพอจะมีวิชาทำครัวที่ติดตัวมาบ้าง เขาเลยไปขอเป็นลูกมือของชายอาร์เมเนียนชื่อปาสกาล ซึ่งมีเพิงขายน้ำมะนาวขายกาแฟอยู่ที่นั่น แต่กิจการไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เขาเลยถอดใจ ทิ้งกิจการไว้ให้คูโตรับช่วงต่อ

คูโตมีหัวทางนี้ แล้วยังไปรู้วิธีทำน้ำมะนาวให้กลายเป็นน้ำแข็งเกล็ด ด้วยการใช้เกลือเพื่อลดอุณหภูมิของน้ำแข็ง จนได้ลิขสิทธิ์จากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ให้เป็นคนเดียวที่ทำเครื่องดื่มน้ำแข็งและหวานเย็นปรุงรสต่างๆ แบบนี้ได้

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี
ภาพ : www.flickr.com

เขาเริ่มเสิร์ฟกาแฟและเจลาโต้ในถ้วยกระเบื้องเคลือบใบเล็กๆ ที่ร้าน Café Procope ของเขา คาเฟ่ของคูโตทำให้การดื่มกาแฟซึ่งแต่ก่อนนี้ถูกมองว่าเป็นเรื่องของชนชั้นแรงงาน กลายเป็นที่ยอมรับขึ้นมา และทำให้คนทั่วไปได้ลิ้มรสหวานเย็น ที่แต่ก่อนนี้สงวนไว้สำหรับเจ้านายชั้นสูงเท่านั้น

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี
ภาพ : commons.wikimedia.org

โชคยิ่งเข้าข้างคูโตมากขึ้นไปอีก เมื่อโรงละคร Comédie-Française มาเปิดที่ตรงข้ามร้านกาแฟของเขาพอดี นักแสดง นักคิด นักเขียน นักการเมือง และนักอะไรต่อมิอะไร ต่างพากันมานั่งดื่มกาแฟและกินหวานเย็นที่ร้านของคูโต ทำให้วัฒนธรรมการดื่มและนั่งร้านกาแฟกลายเป็นเรื่องแพร่หลายในฝรั่งเศส จนประวัติศาสตร์ต้องบันทึกไว้ว่า นี่คือคาเฟ่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และเป็นร้านกาแฟที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสและคูโต (ภายหลังได้สัญชาติฝรั่งเศสและเปลี่ยนชื่อเป็น François Procope) คือบิดาของเจลาโต้ยุคใหม่ของโลก

แหมๆๆๆ นี่แค่มิลานยังหาอะไรมาเล่าได้เป็นตุเป็นตะ จริงๆ ยังไปต่ออีกทั้งเวนิส ฟลอเรนซ์ ลุคค่า เซียน่า เดี๋ยวไปขออนุญาตคุณบอกอทรงกลดให้อุ้มเขียนต่อก่อนนะคะ

A Presto! เจอกันใหม่เร็วๆ นี้ สวัสดีค่ะ!

Writer & Photographer

Avatar

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

ช็อก! อุ้ม สิริยากรร่ำไห้ ต้นไม้ใหญ่โค่นใส่บ้านพังยับ ซับน้ำตาเล่าถึงวินาทีระทึกขวัญ!

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ
ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

ตกใจเลย! ใครเห็นข่าวนี้ก็ต้องรีบคลิกไปดูใช่มั้ยคะ อุ้ม สิริยากร ยังคลิกเลย ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่นาทีเพิ่งนั่งกินกาแฟคุยกับพี่สาวสมคิดเรื่องล้างผักยังไงไม่ให้เหี่ยว (จะเขียนละเอียดทำไม)

แล้วอยู่ดี ๆ ไลน์ก็เด้งรัว ๆ พ่อ เพื่อน แม้แต่แม่ที่ร้อยวันพันปีไม่เคยโทรหา ยังโทรไลน์มาเล้ย คิดดู ทุกคนถามหมดว่าเป็นอะไรหรือเปล่า ทางเราก็ตกใจ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทางโน้นตอบกันมาว่าเห็นข่าว พ่อบอกเพื่อนที่อยู่ออสเตรเลียไลน์มาถาม แม่บอกว่าช่างทำผมส่งไลน์มาบอก หืมม… ข่าวอะไร ก็เลยใช้วิชานิเทศศาสตร์ที่ร่ำเรียนมา ค้นคว้าด้วยศัพท์เทคนิคขั้นสูงว่า ‘อุ้ม สิริยากร บ้านพัง’

เฮ้ยยยยยยย​… ขึ้นมาล้นหน้ามือถือ!

อย่างแรกที่คิดคือ เธ้ออออ นั่นไม่ใช่บ้านชั้น ชั้นไม่ได้อาศัยในโรงรถ! และอย่างที่สองคือ ชั้นเล่าวินาทีระทึกขวัญไม่ได้ เพราะชั้นไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์! เอ้า ๆ เป่าเทียนก่อน เดี๋ยวจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ๆ ให้ฟังนะ

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

เรื่องมันเริ่มมาตั้งแต่ปลาย ๆ เดือนธันวาปีที่แล้วค่ะ เด็ก ๆ ปิดเทอม 2 อาทิตย์ บ้านอุ้มก็เลยตัดสินใจขับรถลงไปหาพี่สาวสมคิดที่แคลิฟอร์เนียกัน ระหว่างทางก็แวะเมืองโน้นเมืองนี้ กับไปสกีด้วย แล้วก็ได้ยินข่าวจากเพื่อน ๆ ที่พอร์ตแลนด์ว่า หลังจากเราออกมา หิมะตก หนาวมาก ลมแรงสุด ๆ น่ากลัวมาก จากนั้นฝนก็ตกไม่หยุดมาเป็นอาทิตย์ เรียกว่าอากาศวิปริตแปรปรวนผิดธรรมดาอีกละ (แต่ธรรมดาคืออะไรไม่รู้เหมือนกันแล้วนะเดี๋ยวนี้)

พวกเราฟังแล้วก็แอบคิดว่า เออดีเหมือนกัน ได้หนีหนาวลงมาเยี่ยมครอบครัว เพราะพี่ชายสมคิดบินตามมาสมทบจากแคนาดาด้วย หลังจากไม่เจอกันเลยช่วงโควิด นี่ระหกระเหินแวะนอนเมืองโน้นเมืองนี้มาอาทิตย์กว่า สุดท้ายก็มาถึงบ้านพี่สาวสมคิดที่โอ๊กแลนด์เสียที จะได้พักหลายวันหน่อย

แล้วอยู่ ๆ เช้าวันรุ่งขึ้น แอปฯ Ring กริ่งประตูบ้านก็ดังที่โทรศัพท์สมคิด พวกเราแปลกใจว่าใครฟระกดอยู่นั่น ปกติถ้าไม่มีใครมาเปิดเขาก็ไปใช่ปะคะ แต่นี่ไม่ยอมหยุด สมคิดเลยเปิดแอปฯ มาคุยด้วย

ปรากฏว่าเป็นเพื่อนบ้านที่หลังบ้านเยื้อง ๆ กันค่ะ อยู่มา 10 ปี ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากัน แต่สายวันนั้นฮี (ทราบชื่อภายหลังว่าจอห์น) บอกว่ามีเรื่องด่วนต้องติดต่อให้ได้ สมคิดคุยไปหน้าก็เริ่มซีดลงเรื่อย ๆ พวกเราที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็เริ่มมองหน้ากัน ใครเป็นอะไรตาย หรือบ้านไฟไหม้!

สมคิดวางหู แล้วบอกอุ้มว่า ต้นไม้หลังบ้านล้ม อุ้มฟังแล้วสมองไม่ประมวลผล ต้นไม้ไหน ต้น Douglas Fir ใหญ่ยักษ์ที่ดูแข็งแรงบึกบึนคู่บ้านเราเนี่ยเหรอ

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

เสียงเมสเซจดังรัว ๆ สมคิดกดดูแล้วยื่นให้อุ้มดูรูปที่เพื่อนบ้านส่งมาให้

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

ทรงอย่างแบดค่ะ บอกเลย

งานนี้ไม่ใช่ญาติเสียก็เหมือนเสียญาติ อุ้มเป็นคนรักต้นไม้มาก โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่อายุเยอะ ๆ เห็นแล้วชอบไปกอดเพราะเหมือนเจอปู่ย่าตายาย แล้วนี่ต้นไม้บ้านเราแท้ ๆ ที่เล่นใต้ต้นมาเกือบ 10 ปี ลูก 2 คนโตมากับร่มเงาและกิ่งก้านของเค้า ถอนรากถอนโคนหมดไม่เหลือดี

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ
ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

จริงๆ เราตั้งใจจะอยู่โอ๊กแลนด์กันอีก 3-4 วัน แต่สมคิดเห็นรูปแล้วบอกว่าไอต้องขับกลับเดี๋ยวนี้ พี่ชายสมคิดเหวอไป เพราะเพิ่งเจอหน้ากันได้แค่ไม่ถึง 3 ชั่วโมง อุ้มที่นั่งรถปวดก้นมาหลายวัน คิดว่าจะได้พักซักหน่อยก็เหวอเหมือนกัน เพราะขับกลับรวดเดียวนี่มันสิบกว่าชั่วโมงเชียวนะ แล้วลูก ๆ อีกล่ะ

รีบเช็กตั๋วเครื่องบิน แล้วตัดสินใจส่งสมคิดขับกลับไปคนเดียว ส่วนอุ้มอยู่ต่อกับลูก ๆ จนถึงวันเสาร์ ตอนฮีขับออกไป บอกเลยว่าไม่ห่วงโรงรถห่วงต้นไม้อะไรทั้งนั้น กลัวจับขั้วหัวใจขึ้นมาอย่างเดียวว่าสมคิดจะปลอดภัยหรือเปล่า เพราะพายุฝนและหิมะกำลังจะมา ระหว่างทางต้องผ่าน Mt.Shasta ถนนเริ่มเป็นน้ำแข็งอันตรายด้วย อย่าเป็นอะไรนะ ชั้นยังไม่อยากเป็นม่ายเลี้ยงลูกคนเดียว!

แต่สุดท้ายฮีก็ถึงบ้านได้ตอนเกือบเที่ยงคืน อุ้มนี่ไม่เคยหัวใจเต้นแรงติดต่อกัน 10 ชั่วโมงรวดแบบนั้นมาก่อนเลยค่ะ ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเมสเซจหาสมคิด เพราะกลัวฮีต้องละสายตาจากถนน ได้แต่โทรส่งเสียงแหลมสูงเป็นระยะป้องกันฮีง่วง (อาจจะแย่กว่าส่งเมสเซจ) แล้วถึงบ้านแทนที่จะโทรมาบอก ฮีทำไมรู้มั้ย กดกริ่งประตูบ้านให้มันมาดังบนแอปฯ ในมือถือดิฉันเหมือนเพื่อนบ้านเมื่อเช้านี้ค่าาาา ยังมีหน้ามาทำเป็นเล่น ถามว่าหลังบ้านเป็นไง ฮีบอกมืดมองอะไรไม่เห็น เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากัน

รุ่งขึ้นค่ะ สมคิดบอกว่าของจริงดูวินาศสันตะโรกว่าที่เห็นในรูปอีก ดีแล้วที่รีบกลับไปแสดงความรับผิดชอบกับเพื่อนบ้าน ทุกคนก็ดีใจหาย ไม่มีใครโวยวาย ทั้งที่บ้านติดกันรั้วหลังบ้านพังไปทั้งแถบ ส่วนบ้านชายชื่อจอห์น โรงจอดจักรยานกับ Trampoline ใหญ่ที่ลูก ๆ เอาไว้โดดก็โดนหางเลขเบี้ยวไปข้าง แต่ประโยคแรกที่ทั้งสองบ้านพูดตรงกันก็คือ เสียใจด้วยนะที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้และโรงรถบ้านยูเสียหายหนัก ไม่ต้องรู้สึกผิดนะที่บ้านพวกไอเสียหาย เพราะมันเป็นภัยธรรมชาติ ไม่ใช่ความผิดของพวกยู ต้นไม้ล้มใครจะไปป้องกันได้

เพื่อนบ้านประเสริฐช้างมูลกันขนาดนี้ เรายิ่งเกรงใจ สมคิดรีบติดต่อบริษัทตัดต้นไม้ให้มาตีราคา เพราะเป็นสิ่งแรกที่ต้องเอาออกไปจากพื้นที่ก่อนจะซ่อมแซมอย่างอื่นได้

ส่วนอุ้มรีบติดต่อประกัน ขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะคะ ใครมีบ้าน จงทำประกัน!!!! แล้วเลือกกรมธรรม์ที่ครอบคลุมวินาศภัยหลาย ๆ อย่าง จากบริษัทที่ดี เชื่อถือได้ ติดต่อง่าย จ่ายเร็ว อ่านจากรีวิวของคนอื่นและถามจากคนที่รู้จักเป็นดีค่ะ อุ้มนี่ไม่รู้จะขอบคุณยังไง เพราะประกันของเรา (ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่) ติดต่อไปปุ๊บ อนุมัติปั๊บ โอนเงินเข้าบัญชีแทบจะทันที ไม่ถึงอาทิตย์ต่อมา Arborists (หรือที่คนไทยเรียกรุกขกร) ก็มาจัดการเอาท่อนซุงและกิ่งก้านที่หักอยู่ออกไปหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึง 5 ชั่วโมง ถ้าประกันไม่จ่ายนี่ต้องควักกระเป๋าเอง 7,000 กว่าเหรียญฯ (คิดเป็นเงินไทยประมาณสะ… สะ… สองแสนห้า! นี่แค่ค่าตัดต้นไม้นะ ยังไม่รวมรื้อถอนสร้างโรงรถใหม่)

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ
‘อุ้ม สิริยากร' กับเหตุพายุถล่มจน Douglas Fir คุณปู่ต้นไม้ที่อยู่คู่บ้านโค่นใส่โรงรถและรั้วพังทั้งแถบ

อีกเรื่องที่เอ็นดู๊เอ็นดู แต่ตอนนั้นฟังแล้วอยากเอาหัวเดินต่างเท้า คือตอนคนรอบตัวรู้ว่าคนตัดต้นไม้จะมา ก็ไอเดียบรรเจิดแนะนำกันใหญ่เลยว่า “เก็บต้นไม้เอาไว้เลื่อยเป็นแผ่นยาว ๆ ทำหน้าโต๊ะ หัวเตียง หรือเอาไว้ทำโน่นทำนี่เป็นที่ระลึกสิ” พี่คนหนึ่งส่งลิงก์มาให้รัว ๆ อันนึงไป Pin มาให้ เอาต้นไม้ไปแปรรูปทำชุดม้านั่งในสวน หูยยยยย…

อุ้มดูไปทึ้งหัวตัวเองไป พี่คะ บ้านหนูประสบวินาศภัย! ไอเดียเหล่านี้มันดีมากเลย แต่ว่าหนูไม่มีเวลาและที่ทางจะเก็บอะไรเอาไว้ทำของสวยงามแล้วค่ะพี่คะ วัน ๆ โทรหาประกันจนจะได้กันอยู่แล้วเนี่ย อิวันที่คนตัดต้นไม้มาก็โกลาหลเสียงเครื่องโน้นนี้ดังสนั่น เดินไปดูก็บอกอย่ามาใกล้ อันตราย นี่จะไปบอกว่าเอ่อ ขอเก็บท่อนนั้นท่อนนี้ไว้หน่อยได้มั้ยคะ อารมณ์ก็จะเหมือนถูกรถชนขาขาดแล้วบอก หมอคะ ช่วยหั่นกระดูกขาไว้ให้ท่อนหนึ่งได้มั้ยคะ จะเอาไปตะไบทำจี้ห้อยคอ มันถูกต้องเหรอคะคุณว่า! 

สิ่งเดียวที่เหลือเก็บไว้คือกองท่อนไม้สำหรับผ่าทำฟืน ขนาดนี้ยังมองหน้ากันกับสมคิดว่าจะผ่ายังไงฟะ ลำบากต้องไปหาเครื่องผ่าฟืนมาอีก ตอนนี้ก็เลยยังกลิ้งตากฝนรอ ๆ กันไป อุ๊ย ๆๆๆ ส่งรูปกลับไปให้พี่คนนั้นดูดีกว่าว่าเราเอามาทำงานศิลปะจัดวาง พี่เขาจะได้เชื่อว่าเราเป็นคนมี #ความคิดสร้างสรรค์

‘อุ้ม สิริยากร' กับเหตุพายุถล่มจน Douglas Fir คุณปู่ต้นไม้ที่อยู่คู่บ้านโค่นใส่โรงรถและรั้วพังทั้งแถบ

กลับมาที่ต้นไม้ สงสัยใช่มั้ยคะว่าทำไมมันถึงล้ม อุ้มถามรุกขกรที่มาตัดต้นไม้บ้านเรา เขาพาเดินไปดูตรงรากที่ถอนหลุดขึ้นมาจากดิน แล้วเอามือบี้ให้ดูว่า น่าจะเป็นจาก Root Failure (แปลเป็นไทยว่าอะไรดี รากล้มหรือรากพังไหมนะ) เพราะรากฝั่งนั้นร่วนเป็นผงเลยตอนเอามือบี้ดู ในขณะที่อีกฝั่งไม่เป็นไร (แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่ารากฝั่งนี้ป่วยเพราะอะไร) บวกกับฝนตกหนักมากจนดินอ่อนตัว และลมกรรโชกแรงเข้าไปอีก ต้นไม้ที่ดูเหมือนแข็งแรงมั่นคงมาก ๆ วันดีคืนดีก็เลยเป็นลมล้มใส่โรงรถหักครึ่งมันเสียเลย

อุ้มลองคำนวณด้วยสายตา ถ้าล้มมาทางบ้านก็คงทับหลังคาหายไปครึ่งหลัง บวกกับห้องนอนของเมตตา-อนีคา และห้องน้ำที่ชั้น 2 ด้วย บ้านอยู่ต่อไม่ได้แน่นอน ต้องลี้ภัยไปเช่าบ้านอยู่อีกเป็นปีแน่ นี่มาล้มตอนไม่มีคนอยู่บ้าน ของในโรงรถก็แทบไม่มีอะไรพัง นอกจากจักรยาน 2-3 คัน โต๊ะปิงปองทั้งโต๊ะยังรอดเลยค่ะ เพราะพับเก็บไว้ด้านหน้า บุญรักษาพระคุ้มครองมาก

‘อุ้ม สิริยากร' กับเหตุพายุถล่มจน Douglas Fir คุณปู่ต้นไม้ที่อยู่คู่บ้านโค่นใส่โรงรถและรั้วพังทั้งแถบ
‘อุ้ม สิริยากร' กับเหตุพายุถล่มจน Douglas Fir คุณปู่ต้นไม้ที่อยู่คู่บ้านโค่นใส่โรงรถและรั้วพังทั้งแถบ

เอาต้นไม้ออกไปแล้วก็ต้องมีคิดเรื่องซ่อมโรงรถ ไม่ใช่สิ ซ่อมไม่ไหวแล้วแบบนี้ ต้องรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่เลย ซึ่งอันที่จริงต้องขอบคุณต้นไม้มากที่ล้มใส่ เพราะถ้าล้มไปที่โล่ง ๆ ไม่โดนสิ่งก่อสร้าง ประกันจ่ายค่ามาเอาต้นไม้ออกไปแค่ 500 เหรียญฯ ถ้วนค่ะ ต้นเดียวกันนี่แหละ ที่เหลือต้องจ่ายเอง

ทั้งหมดนี่ทำให้อุ้มรู้สึกอะไรรู้มั้ยคะ รู้สึกขอบคุณต้นไม้ต้นนี้มาก คือปกปักรักษาพวกเราจนนาทีสุดท้ายของชีวิตเลย เลือกทางที่จะล้มให้ไม่เดือดร้อนใคร ล้มใส่โรงรถประกันจะได้จ่าย ทั้งค่าตัดต้นไม้และค่าสร้างโรงรถใหม่ด้วย แล้วที่ล้มไปใส่หลังบ้านข้าง ๆ เชื่อมั้ยคะ ต้นพลัมเด็ก ๆ 2-3 ต้นที่เพิ่งลงไว้ได้ไม่กี่ปี ไม่มีต้นไหนหักเลย ทั้งที่ต้น Douglas Fir ของเราใหญ่เท่าตึก 5-6 ชั้นได้ นี่นึกถึงแล้วน้ำตาจะไหลจนต้องยกมือขึ้นมาพนม ขอบคุณนะต้นไม้ ที่ผ่านมาอุ้มมัวแต่วุ่นวายติดต่อคนเต็มไปหมด อยู่ในโหมดทำงานจนลืมไปว่าจริง ๆ แล้วเสียใจมาก เหมือนเสียญาติผู้ใหญ่ 

จริง ๆ นะคะ ใครที่ผูกพันกับต้นไม้ใหญ่ ๆ คงเข้าใจ คนในบ้านนี่รู้ดีเลยว่าแต่ก่อนนี้ เวลาอุ้มไม่สบายใจ มักจะออกไปหลังบ้านเพราะเป็นที่ที่รู้สึกสุขสงบ อุ้มยังเคยบอกลูก ๆ เลยว่า หลังบ้านเรามีเทวดานะลูก อยู่ในต้นไม้ คนไทยเรียกรุกขเทวดา

ตอนนี้เทวดาหลังบ้านเรากลับไปอยู่บนฟ้าแล้ว เหลือแต่อากาศว่าง ๆ ที่มองไปกี่ครั้งก็ยังใจหาย

ไม้ล้ม คนเดินต่อ หายใจลึก ๆ เข้าไว้แล้วสร้างโรงรถใหม่

เอ๊ะ หรือเราจะเลื่อยไม้มาทำหน้าโต๊ะอย่างที่ญาติโยมแนะนำดี

Writer & Photographer

Avatar

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load