ไปอิตาลีมาค่ะ

ถามว่าบ้ามั้ย ก็บ้าอยู่นะ ไปเที่ยวตอนโควิด-19 เพิ่งซา

แต่อเมริกาล็อกดาวน์มาปีครึ่ง อึดอัดใกล้บ้ากันเต็มทน ครอบครัวก็ไม่ได้เจอกัน พอได้ข่าวว่าเดือนกรกฎาฯ อิตาลีจะเปิดประเทศให้อเมริกันชนที่ฉีดวัคซีนแล้ว หรือบินเข้าประเทศด้วยเที่ยวบินที่ทุกคนต้องตรวจโควิด (Covid-Tested Flights) จากสนามบิน JFK ที่นิวยอร์กได้โดยไม่ต้องกักตัว 14 วัน อุ้มก็มือไม้สั่นรีบหาข้อมูล ซื้อตั๋ว จองไปตรวจโควิดที่นิวยอร์กให้ทั้งบ้าน แล้วก็เช็กกับเพื่อนที่อยู่มิลานแบบวันต่อวันว่าสถานการณ์โควิดมัน ‘เอาอยู่’ แล้วแน่นะ

นอนไม่หลับอยู่เป็นอาทิตย์ก่อนไปน่ะค่ะ พูดเลย

กลัวอิตาลียกเลิกให้เข้า กลัวตั๋วคืนไม่ได้ กลัวตรวจโควิดไม่ผ่าน กลัวไปติดเดลต้าที่นั่น บางวันก็คิดว่า… นี่ตูจะหาเรื่องให้ตัวเองทำไม (ฟะ)

แต่คิดถึงประสบการณ์ที่พวกเราจะได้รับ กับจะได้เจอพี่สาวและหลานๆ ที่ไม่ได้เจอกันมาตั้งหลายปี (ครอบครัวพี่สาวอุ้มอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ นั่งรถไฟมาเจอกันที่มิลานได้) และได้เจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน ก็กลืนก้อนความกลัว จับหัวมันกดกลับเข้าไปนอนหายใจลึกๆ ในจิตใต้สำนึก รอดมาได้เปลาะหนึ่ง

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย

แล้ววันเดินทางก็มาถึง บ้านอุ้มต้องนั่งเครื่องบินจากพอร์ตแลนด์ไปอยู่นิวยอร์กก่อนสองสามคืน เพราะถึงจะมี Covid Rapid Testing Sites อยู่ทั่วเมืองไปหมด (ตรวจฟรีด้วยนะคะ เป็นคนไร้บ้านหรือไม่ได้เป็นคนนิวยอร์กก็ตรวจได้ ประเสริฐมาก) แต่ตรวจเสร็จต้องรอหนึ่งวันกว่าจะได้ผล คือจะตรวจแบบ 15 นาทีได้ผลก็มี แต่ต้องเสียคนละ 200 เหรียญฯ 4 คนรวมกันก็ 20,000 กว่าบาท เก็บเงินไว้กินพิซซ่าได้ไม่รู้กี่มื้อ เลยเผื่อเวลาแล้วไปตรวจฟรีดีกว่า

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย

อุ้มกับสมคิดฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้วตั้งแต่เดือนมีนาฯ แค่โชว์ Vaccination Card ก็ได้ แต่ลูกๆ นี่สิคะ อายุยังไม่ถึง 12 เขาก็ยังไม่ฉีดให้ เลยต้องไปตรวจด้วยกันหมด ที่บ้าสุดก็คือ ค่าเครื่องบินไปกลับพอร์ตแลนด์นิวยอร์ก แพงกว่านิวยอร์กไปกลับมิลานอี๊กกก! แล้วก็ไม่ได้มีกะจิตกะใจจะเที่ยว เพราะกังวลเรื่องผลโควิด และมีทริปอิตาลี 2 อาทิตย์รออยู่ข้างหน้า ไม่อยากจะหาเรื่องเหนื่อยก่อนเวลาอันควร ก็เลยได้แต่เดินๆ อยู่แถวโรงแรม คนก็เยอะมากอยู่นะนิวยอร์กเนี่ย จะสบายถอนหายใจได้ก็ตอนไปนั่งเล่นกันที่ The High Line นี่ล่ะ ใครไปนิวยอร์กแล้วอยากนั่งพักสบายๆ ลมเย็นๆ แนะนำให้ไปเลยค่ะ นั่งได้เป็นครึ่งค่อนวัน ไม่เสียสตางค์ด้วย

รอด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ อยู่เกือบวัน ผลโควิดก็มา เป็นลบทั้งบ้าน ผ่าน! พิมพ์ผลออกมาแล้วถือไปขึ้นเครื่องได้! อุ้มบินสายการบินเอมิเรตส์ คือโอเคเลยนะคะทั้งขาไปขากลับ เครื่องใหญ่ ปิดไฟแล้วมีดาววิบๆ วับๆ อาหารมังสวิรัติไม่แย่ พนักงานใส่ชุดสวยและใจดีกับเด็ก เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี่ก็ทำให้รู้สึกอยากชมทั้งที่ไม่ได้ค่าโฆษณา แล้วการที่ทุกคนบนเครื่องต้องตรวจโควิดมาก่อน ก็ทำให้บินเที่ยวบินยาวๆ แบบนี้สบายใจขึ้นด้วย

8 ชั่วโมงผ่านไป ถึงมิลานจนได้ค่ะ!

อุ้มไปอิตาลีมาสามสี่รอบ แต่ครั้งล่าสุดคือสิบกว่าปีที่แล้ว ได้มาอีกครั้งแบบลุ้นทุกรายละเอียดแบบนี้ และมีครอบครัวมาด้วย ก็เลยตื่นเต้นไปอีกแบบ การมี Airbnb ก็เปลี่ยนวิธีการเที่ยวเราไปเยอะเหมือนกันด้วยนะคะ หลักๆ เลยคือทำให้รู้สึกผ่อนคลายเร็วขึ้น เพราะความรู้สึกของการได้อยู่บ้าน (ถึงจะไม่ใช่บ้านเราก็เถอะ) ย่อมต่างจากการอยู่โรงแรมห้องเล็กๆ แน่ๆ อยู่แล้ว ไม่ต้องเดินผ่านล็อบบี้ ไม่ต้องใช้ลิฟต์ร่วมกับใคร ได้อยู่ด้วยกันกับครอบครัวที่ไม่เจอมานาน ได้เดินไปซูเปอร์มาร์เก็ตซื้อของมาทำอาหารกินกันบ้างบางมื้อ แค่ 3 วันแรกในมิลาน อุ้มก็หายสงสัยว่าทำไมต้องตะเกียกตะกายมาถึงนี่

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย

เล่าถึงมิลานกันบ้างดีกว่าค่ะ ทีแรกอุ้มนึกว่าคนจะไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ แต่ปะไรล่ะ หน้าดูโอโม่กับถนนช้อปปิ้ง Emmanuelle นี่เหมือนอยู่แถวหน้าสยามพารากอนเลยค่ะ คือมันเป็นใจกลางเมือง ใครมาก็ต้องมุ่งมาตรงนี้ แต่ถ้าขยันตื่นเช้าหน่อยหรือปะเหมาะเคราะห์ดี ก็ยังพอจะได้ถ่ายรูปครอบครัวแบบญาติน้อยๆ ได้อยู่นะคะ บ้านอุ้มเห็นถ่ายรูปลงไอจียิ้มแฉ่งเห็นฟันกันแบบนี้ จริงๆ เดินไปไหนมาไหนก็ใส่หน้ากากกันตลอดนะคะ คือรอดโควิดหนักๆ จากอเมริกามาได้ จะมาตายเพราะสายพันธุ์เดลต้าอยู่แถวนี้ก็มิบังควร

ทีนี้เวลาพูดถึงมิลาน คนจะนึกถึงช้อปปิ้ง แฟชั่นและดีไซน์ มีภาพจำคือดูโอโม่สีขาวตกแต่งวิจิตรอลังการ แต่สิ่งหนึ่งที่คนอาจจะไม่รู้หรือนึกภาพไม่ออก คือที่นี่เคยเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการขนส่งทางน้ำ คือมีคลองอยู่ทั่วไปไม่แพ้เวนิสหรืออัมสเตอร์ดัมเชียวนะ!

ลองนึกว่าเมืองใหญ่ๆ สำคัญๆ ของโลกอย่างลอนดอน ปารีส เบอร์ลิน ไคโร เวียนนา เกียวโต หรือแม้แต่กรุงเทพมหานครของเรา ล้วนตั้งขึ้นริมแม่น้ำเพื่อเหตุผลทางยุทธศาสตร์และการขนส่งเดินทาง เพราะสมัยก่อนรถราอะไรก็ยังไม่พัฒนามาก จึงต้องพึ่งพาการสัญจรทางน้ำ แต่เมืองที่แสนจะมั่งคั่งและเปี่ยมอำนาจในยุคกลางอย่างมิลาน กลับไม่อยู่ติดแม่น้ำอะไรกับใครเขาเลย ในระหว่างศตวรรษที่ 12 – 17 ระบบคลองที่เรียกว่านาวิกลี (Navigli) จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมมิลานกับแม่น้ำสองสายที่ใกล้ที่สุด คือแม่น้ำติชิโน ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันตก 25 กิโลเมตร กับแม่น้ำแอดดาที่อยู่ห่างไปทางตะวันออก 35 กิโลเมตร ถือเป็นระบบคลองแรกๆ ของโลกนี้เลยก็ว่าได้ และของสำคัญที่สุดที่ขนมาตามเส้นทางขุดใหม่ความยาวเป็นร้อยกิโลเมตรนี้ ก็คือหินอ่อนสีชมพูที่ขนมาสร้างดูโอโม่นั่นเอง!

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : www.pivada.com/en/leonardo-da-vinci-maps
อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : biblio.toscana.it/argomento

ทุกวันนี้ คลองส่วนใหญ่ในมิลานถูกถมทำเป็นถนน ไม่ต่างจากคลองในกรุงเทพฯ ของเรา แต่ยังมีส่วนที่เหลืออยู่ของ Naviglio Grande (แปลว่าคลองใหญ่) และถูกบูรณะให้กลับมาสะอาดสวยงามเมื่อตอนที่มี Milan Expo 2015

เดี๋ยวนี้ย่านนาวิกลิโอกรานเด กลายเป็นย่านที่เต็มไปด้วยบาร์และร้านอาหารนั่งสบาย แกลเลอรี่ ร้านขายของเก๋ๆ และมีตลาดนัดงานศิลปะและของฝากทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : it.wikipedia.org

และเป็นย่านที่อุ้มชอบที่สุดย่านหนึ่งในมิลานเลยค่ะ เดินเล่นทอดน่องเลียบคลองไปเรื่อยๆ มีเวิ้งเล็กเวิ้งน้อยให้มองเข้าไปดูอะไรสวยๆ งามๆ แถมขากลับมาแถวดูโอโม่ ถ้าเดินลัดเลาะมาตามถนนเงียบๆ ไม่มีนักท่องเที่ยว จะรู้สึกสบายใจบอกไม่ถูกเลยค่ะ ใครจะอยู่แถวคลองจนถึงกลางคืน ก็จะได้ดูแสงไฟจากตึกสีสดใสสะท้อนบนผิวน้ำ เป็นภาพที่สวยอย่าบอกใครเลย

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : www.dreamstime.com

ที่นี่เองที่อุ้มได้ลองกิน Risotto alla Milanese หรือริซอตโตแบบมิลานที่ใส่หญ้าฝรั่นจนเป็นสีเหลืองอร่าม เรื่องเล่ามีอยู่ว่า ที่มาของอาหารพิเศษจานนี้ มาจากช่างทำกระจกสีของดูโอโม่ ตั้งแต่ราว ค.ศ. 1574 โน่น ชื่อจริงของหมอนี่คืออะไรไม่รู้ล่ะ แต่ใครๆ ก็เรียกเขาว่า Zafferano เหตุเพราะชอบใช้ Saffron (แปลเป็นไทยว่าหญ้าฝรั่น) ย้อมสีกระจกให้เป็นสีเหลืองทอง 

วันหนึ่งหัวหน้าของเซฟเฟราโนแกล้งหยอกเขาว่า “เดี๋ยวอีกหน่อยก็ได้เอาใส่ในริซอตโตร้อก!” ต่อมาลูกสาวของหัวหน้าคนนั้นแต่งงาน พอพ่อครัวยกหม้อริซอตโตออกมาเท่านั้นล่ะ ทุกคนก็ช็อกไปเพราะมันเป็นสีเหลือง! ทีแรกไม่มีใครกล้ากิน แต่พอมีคนเริ่มลอง ก็กลับพบว่ามันอร่อยดีแฮะ เท่านั้นแหละ อาหารที่เกิดจากลูกน้องแกล้งเจ้านาย ก็กลายมาเป็นจานเอกลักษณ์ของมิลานตั้งแต่นั้น

ใครอยู่บ้านว่างๆ หรือไม่รู้ว่าจะไปหากินที่ไหน ลองทำเองเลยค่ะ อุ้มหาสูตรมาให้แล้ว

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : cookpad.com/mz/receitas

Risotto alla Milanese

ส่วนผสม

น้ำซุปผักหรือซุปไก่ 6 ถ้วย

หญ้าฝรั่น 1 ช้อนโต๊ะ

เนยจืด 3 ช้อนโต๊ะ

หอมใหญ่สับ 1 หัว

ข้าว Arborio* 2 ถ้วย

ไวน์ขาว 1 ถ้วย

ชีสพาร์เมซานขูด 1/2 ถ้วย

เกลือและพริกไทยดำ

วิธีทำ

  1. อุ่นน้ำซุปในหม้อ ไฟกลาง ใส่หญ้าฝรั่นลงไป เคี่ยวไปเรื่อยๆ เตรียมไว้เป็นน้ำซุป
  2. ละลายเนยในหม้ออีกใบ ไฟปานกลางถึงสูง ใส่หอมใหญ่ลงไปผัดจนนิ่ม ประมาณ 4 นาที
  3. ใส่ข้าวลงไป ผัดจนเกรียมนิดๆ ประมาณ 4 นาที
  4. ใส่ไวน์ขาว ผัดจนระเหย ประมาณ 2 นาที
  5. ใส่น้ำซุปทีละ 1/2 ถ้วย ตั้งไฟไปประมาณ 2 นาทีจนซึมเข้าไปในข้าว คนเล็กน้อย ค่อยๆ ใส่น้ำซุปทีละ 1/2 ถ้วยไปเรื่อยๆ จนกระทั่งข้าวนิ่มและเป็นครีม ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 16 นาที
  6. ใส่ชีสพาร์เมซานขูด ปรุงด้วยเกลือและพริกไทยตามชอบ ในสูตรต้นตำรับต้องใส่ไขกระดูก (Bone Marrow) ด้วย แต่อุ้มไม่ได้ใส่ เพราะเท่านี้ก็อร่อยแล้วค่ะ

*ข้าว Arborio เป็นข้าวเมล็ดสั้นที่ตั้งชื่อตามเมือง Arborio ในหุบเขาโพทางตอนเหนือของอิตาลี สุกแล้วมียางเยอะ ทำให้อาหารมีความนุ่มหนึบเหนียว ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ใช้ข้าวญี่ปุ่นที่ใช้ทำซูชิก็พอแทนกันได้ (แต่อย่าไปบอกใครนะคะ ฮ่าๆ)

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : www.nit.pt

มีของคาวแล้วก็ต้องมีของหวาน ไปมิลานก็ไม่ควรพลาดเจลาโต้รูปดอกกุหลาบที่ทั้งสวยและอร่อย (มาก) ตรงหน้าดูโอโม่นะคะ ร้านชื่อ Amorino มารู้ทีหลังว่าเป็นแบรนด์ของฝรั่งเศส ก่อตั้งโดยสองหนุ่มอิตาเลียนที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก คือ Cristiano Sereni กับ Paolo Benassi ทั้งคู่ไปอยู่ปารีสแล้วพบว่าไม่มีไอศกรีมอร่อยแบบที่อิตาลี ก็เลยทำกินแล้วทำขายมันเสียเลย 

ค.ศ. 2002 ร้านแรกของ Amorino ถือกำเนิดขึ้น ด้วยความอร่อย เน้นวัตถุดิบจากธรรมชาติ และสวยเป็นเอกลักษณ์ (คือจะสั่งกี่รสก็ได้ สลับสีของกลีบกุหลาบได้ตามชอบใจ) แถมถ้ายังหวานไม่พอ มีมาการองแปะข้างบนให้ดูฝรั่งเศสขึ้นมาได้อีกต่างหาก ทำให้ร้านของสองหนุ่มอิตาเลียนโด่งดังขยายสาขาไปทั่วโลก ผ่านไป 20 ปี ตอนนี้มีสาขาตั้ง 200 เข้าไปแล้ว! ใครอยากชิมด้วยตา อ่านดูเล่นๆ ว่ามีรสอะไรให้เลือกบ้าง เข้าไปดูที่นี่เลยค่ะ อุ้มลองรสสับปะรดยูสุกับมะลิ (คือเลือกเอาสีเป็นหลักแท้ๆ เลย) อร่อยสดชื่นหอมหวานม้ากก

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี

พูดถึง Amorino แล้วก็แปล๊กแปลกค่ะ เพราะว่าต้นกำเนิดไอศกรีมแบบอิตาเลียนที่เรียกว่า Gelato ที่คนทั้งโลกรู้จัก ก็มาจากคาเฟ่แห่งหนึ่งในปารีส ที่เจ้าของเป็นคนอิตาเลียนเหมือนกันเลย!

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/

เรื่องก็คือ ฟรานเชสโก โพรโคปิโอ คูโต (Francesco Procopio Cutò) เป็นหนุ่มน้อยหน้ามนจากเมืองซิซีลี แต่ย้ายถิ่นฐานไปเผชิญโชคชะตาที่ปารีส ด้วยพอจะมีวิชาทำครัวที่ติดตัวมาบ้าง เขาเลยไปขอเป็นลูกมือของชายอาร์เมเนียนชื่อปาสกาล ซึ่งมีเพิงขายน้ำมะนาวขายกาแฟอยู่ที่นั่น แต่กิจการไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เขาเลยถอดใจ ทิ้งกิจการไว้ให้คูโตรับช่วงต่อ

คูโตมีหัวทางนี้ แล้วยังไปรู้วิธีทำน้ำมะนาวให้กลายเป็นน้ำแข็งเกล็ด ด้วยการใช้เกลือเพื่อลดอุณหภูมิของน้ำแข็ง จนได้ลิขสิทธิ์จากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ให้เป็นคนเดียวที่ทำเครื่องดื่มน้ำแข็งและหวานเย็นปรุงรสต่างๆ แบบนี้ได้

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี
ภาพ : www.flickr.com

เขาเริ่มเสิร์ฟกาแฟและเจลาโต้ในถ้วยกระเบื้องเคลือบใบเล็กๆ ที่ร้าน Café Procope ของเขา คาเฟ่ของคูโตทำให้การดื่มกาแฟซึ่งแต่ก่อนนี้ถูกมองว่าเป็นเรื่องของชนชั้นแรงงาน กลายเป็นที่ยอมรับขึ้นมา และทำให้คนทั่วไปได้ลิ้มรสหวานเย็น ที่แต่ก่อนนี้สงวนไว้สำหรับเจ้านายชั้นสูงเท่านั้น

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี
ภาพ : commons.wikimedia.org

โชคยิ่งเข้าข้างคูโตมากขึ้นไปอีก เมื่อโรงละคร Comédie-Française มาเปิดที่ตรงข้ามร้านกาแฟของเขาพอดี นักแสดง นักคิด นักเขียน นักการเมือง และนักอะไรต่อมิอะไร ต่างพากันมานั่งดื่มกาแฟและกินหวานเย็นที่ร้านของคูโต ทำให้วัฒนธรรมการดื่มและนั่งร้านกาแฟกลายเป็นเรื่องแพร่หลายในฝรั่งเศส จนประวัติศาสตร์ต้องบันทึกไว้ว่า นี่คือคาเฟ่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และเป็นร้านกาแฟที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสและคูโต (ภายหลังได้สัญชาติฝรั่งเศสและเปลี่ยนชื่อเป็น François Procope) คือบิดาของเจลาโต้ยุคใหม่ของโลก

แหมๆๆๆ นี่แค่มิลานยังหาอะไรมาเล่าได้เป็นตุเป็นตะ จริงๆ ยังไปต่ออีกทั้งเวนิส ฟลอเรนซ์ ลุคค่า เซียน่า เดี๋ยวไปขออนุญาตคุณบอกอทรงกลดให้อุ้มเขียนต่อก่อนนะคะ

A Presto! เจอกันใหม่เร็วๆ นี้ สวัสดีค่ะ!

Writer & Photographer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

เมื่อ 2 เดือนก่อนค่ะ ส่งลูกเสร็จ กำลังจะเดินกลับไปที่รถ อยู่ดี ๆ ก็มีพ่อคนหนึ่ง ลูกอยู่อนุบาลห้องเดียวกับอนีคา เดินเข้ามาถามว่า

“อยากเป็นนายกฯ คู่กับไอไหม”

อุ้มผงะไปนิดหนึ่ง… คือ?!?

“สมาคมผู้ปกครองและครูของโรงเรียนเรากำลังหานายกฯ คนใหม่ ที่ผ่านมามีทั้งแบบคนเดียวกับเป็นคู่กัน 2 คน ไอกำลังจะสมัคร ยูมาเป็นคู่กันไหม” เพื่อนขยายความ

อุ้มใช้สมองคิดอย่างหนักอยู่ 5 วินาที แล้วก็ตอบไปว่า

“เอาดิ้!”

ไม่ได้รู้ตัวเล้ยยยยว่างานจะเข้า

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส
 อุ้มกับเพื่อนนายกฯ 

คือรับส่งลูกที่โรงเรียนนี้มาเข้าปีที่ 5 โรงเรียนให้ทำอะไรอิฉันก็ทำกับเขาหมด จะให้ไปร่วมกิจกรรม บริจาคเงิน อาสาสมัครเป็นตัวแทนชั้นเรียน รับครูฝึกสอนญี่ปุ่นมาอยู่บ้าน ซื้อก้อนอิฐปูสนามเด็กเล่นใหม่อะไรก็บอกมาเถอะจ้า ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ศรีทำได้

แต่นี่มันงานช้างเลยนะยู! รู้อะไรกับเขาบ้างมั้ย… ไม่ ตอบรับเสร็จแล้วก็กลับไปเที่ยวหัวหกก้นขวิดอยู่เมืองไทย ลืม ๆ ไปแล้วด้วยซ้ำว่ากลับมาพอร์ตแลนด์ แล้วหูจะตูบไปอีก 2 ปี

พอกลับมาถึงค่ะ นายกฯ คนเก่าเมสเสจเรียกไปประชุมทันที เฮ้ย ยังไม่หายเจ็ตแล็กเลย เอ้า ไปก็ไป เลยได้รู้ว่ามีงานรอให้ทำเยอะม้ากกกกก เจ้าประคุณทูนหัวของนม โรงเรียนนี้ทำไมมันขยันอย่างงี้ ดีที่เราก็เคยเป็นมนุษย์บ้าพลัง ทำบริษัท จับแพะมาชนแกะเป็นอาชีพ ก็เลยไม่ตกใจมาก ภาษาอังกฤษเราก็พอใช้ได้ แล้วคนเห็นชื่อ Oom เขาคงรู้แหละว่านางไม่ได้โตที่ประเทศนี้ อีกอย่างที่ดีคือนายกฯ ที่เป็นคู่กันเคยเป็นนักข่าวมาก่อน เรื่องการเขียนอะไรยาว ๆ อย่างจดหมายจากนายกฯ ถึงทั้งโรงเรียนไรงี้ก็ส่งไปให้ฮี

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส

ความสนุกบังเกิดตอนได้รู้ว่า เบื้องหลังงานต่าง ๆ ที่เราเห็นมาตลอด มีคณะทำงานแยกย่อยเยอะมาก แต่ละงานใช้เงินหรือหาเงินได้เท่าไหร่ เหมือนแต่ก่อนเคยไปงาน Fat โดด ๆ อยู่หน้าเวที อยู่ดี ๆ ได้ Backstage Pass ให้เข้าไปดูข้างหลังแบบนั้นน่ะค่ะ แต่ความอิ๊บอ๋ายก็คือ เขาไม่ได้ให้เข้าไปดูเฉย ๆ เขาบอกมรึง เอ๊ย ยูต้องเป็นพี่เต็ดไปด้วยเลย เอ๊า! ไม่ต้องมาเหวอ ไปรับปากเขาเอง

โอเค เป็นก็เป็น จะเข้าสู่โหมดจะทำงานละ ไหน ต้องทำอะไร ยังไงบ้าง นายกฯ คนเก่าเอางานที่เคยทำมาให้ดู มีเอกสารแฟ้มใหญ่เท่าขา กับลิสต์งานที่ต้องทำแต่ละเดือน แถมด้วยอีเมลรัว ๆๆๆ แล้วก็พาสเวิร์ดสำหรับแอคเคานต์ร้อยแปดพันประการที่จากนี้เราต้องบริหาร เสร็จแล้วก็บอกว่า งานแรกอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้า โชคดีน้า พวกยูทำได้อยู่แล้วล่ะ สมัยไอก็อาศัยถาม ๆ เอา ว่าแล้วนางก็ทิ้งเรา 2 คนไว้ที่ปลายสระฝั่งที่น้ำลึกที่สุด

โดดมั้ย… ก็ต้องโดดสิเธอ

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส

งานแรกที่เราต้องไปเสนอหน้า เรียกว่า Ice Cream Social จัดก่อนโรงเรียนเปิด 3 วัน เป็นงานที่ให้ทุกคนได้มาเจอกันหลังจากปิดเทอมใหญ่ ก็จะจ้อกแจ้กจอแจมาก เพราะเด็ก ๆ เพิ่งรู้ว่าชั้นเรียนใหม่ได้อยู่กับเพื่อนคนไหนบ้าง แล้วก็มีไอศกรีมฟรีแจก หน้าที่นายกฯ​ คือ ยก (สมชื่อ) โต๊ะไปตั้งให้คนเห็นว่ามีสมาคมผู้ปกครอง แล้วก็คอยตอบคำถามต่าง ๆ

โต๊ะอยู่ไหน จัดยังไง จะเอาอะไรมาตอบคำถาม… ไม่มีใครบอกเลยค่า

วันนั้นอุ้มนี่ก็แต่งตัวแต่งหน้าสวยไปสู้ คนมาก็ไม่รู้หรอก แต่ข้างในนี่คือตาลีตาเหลือก ว่ายเอาตัวรอดกันกับเพื่อนนายกฯ อีกคน กลับถึงบ้านแทบสลบเลยเพราะใช้พลังไปเยอะมาก แล้วมารู้ทีหลังอีกว่า มีป้ายอะไรต่าง ๆ ให้ใช้ได้ เก็บอยู่ที่ใต้ถุนของโรงเรียน ทำไมเพิ่งมาบ๊อกกกกก!

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส
อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส

จบงานยังไม่หายเหนื่อยดี ต้องเตรียมงานที่มาจ่ออีก 3 งาน เลี้ยงน้ำชากาแฟต้อนรับครอบครัวเด็กอนุบาลที่เพิ่งมาเข้าปีนี้ กับประชุมบอร์ดและประชุมใหญ่ของโรงเรียน แถมด้วยการคุยแยกย่อยกับคณะทำงานแต่ละกลุ่ม เพราะพวกเขาไม่รู้จักพวกดิฉัน บารมียังไม่มา อีเมลถามอะไรไปก็ไม่ตอบ ต้องไปคอยดักเจอเอาตามสนามเด็กเล่น แล้วนัดคุยเป็นคน ๆ ไป 

ผู้อำนวยการโรงเรียนก็จะขอพบ เว็บไซต์ก็ต้องอัปเดตใหม่หมด ต้องไปธนาคารเปลี่ยนชื่อคนเซ็นเช็คแล้วอ่านงบประมาณของปีนี้ ครูสอนเต้นรำก็จะมาขอเปลี่ยนพื้น Dance Studio ใหม่ แถมสมาคมผู้ปกครองของอีกโรงเรียนติดต่อมาจะขอร่วมงานกันอีก

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลา 4 วัน!!!

นี่มันน้อง ๆ คุณชัชชาติละมั้ยเนี่ย

พูดไปอย่างงั้นแหละค่ะ จริง ๆ คือสนุกมาก เหมือนเลือดลมสูบฉีดอยู่ตลอดเวลา สมคิดก็ดีใจ เพราะอิเมียมีอะไรทำ จะได้ไม่ไปช้อปปิ้ง (หัวเราะ) ขณะที่เขียนอยู่นี่ อีกมือหนึ่งก็เช็กอีเมลในมือถือไปด้วย เพราะต้องส่งวาระการประชุมเข้าบอร์ด แล้วก็ต้องกดสั่งซื้อกางเกง Zara (ฮ่า ๆ สมคิดไม่รู้จักอิทธิฤทธิ์ภรรเมียซะแล้ว) แล้วก็เพิ่งให้เพื่อนออกแบบโปสเตอร์อีก 2 อัน เพราะไอ้เจ้าโรงเรียนลูก ๆ ของฉันนั้นมันมีหลายสมาคมกันจริง ๆ เลยจ้า มีทั้งสมาคมญี่ปุ่น สมาคมหาเงินรักษาตำแหน่งครูโดยเฉพาะ แล้วก็สมาคมผู้ปกครองที่อุ้มกับเพื่อนไปนั่ง (จริง ๆ คือวิ่งไปวิ่งมา) เป็นนายกฯ อยู่นี่

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส

สิ่งแรกที่อุ้มพบหลังจากเข้าไปทำงานไม่นาน ก็คือพ่อ ๆ แม่ ๆ ที่อาสาสมัครมาทำงานให้โรงเรียนแบบนี้ล้วนมาด้วยใจจริง ๆ เพราะเงินทองอะไรก็ไม่มีให้ มีแต่จะเหนื่อยหัวปั่น ทำดีก็เสมอตัว แล้วไม่ใช่ว่ามาทำแล้วลูกฉันจะได้อภิสิทธิ์อะไรกว่าเพื่อนเขา ดีไม่ดีต้องมาเป็นแรงงานช่วยแม่จัดโต๊ะผูกลูกโป่งอีก

สิ่งที่สองก็คือ อุ้มว่าสมาคมผู้ปกครองและครูที่โรงเรียนนี้น่ารักดี เพราะไม่ใช่เอะอะจะมาเรี่ยไรขอเงินเข้าโรงเรียนกันเฉย ๆ แต่เขาหากิจกรรมสนุก ๆ ที่ทุกคนได้มีส่วนร่วมและได้ประโยชน์ แล้วรายได้ก็ตามมาเอง (โรงเรียนหาเงินได้เยอะมาก จนปลายปีต้องหาทางเอาไปบริจาคให้โรงเรียนอื่นเลยล่ะค่ะ) นี่คือตัวอย่างกิจกรรมที่อยากเอามาเล่าให้ฟังค่ะ เผื่อคุณผู้ปกครองท่านไหนอยากเอาไปใช้กับที่โรงเรียนลูก ๆ บ้าง

Rich Coffee 

อันนี้เป็นคณะทำงานโดยเฉพาะ มีหน้าที่ตั้งโต๊ะขายชากาแฟยามเช้าตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนไปจนหลังส่งลูกเสร็จ ถือเป็นสภากาแฟแห่งโรงเรียนริชมอนด์ก็ว่าได้ (เลยชื่อ Rich Coffee ไง ไม่ใช่กาแฟของคนมีกะตังค์ หรือกาแฟเข้มข้นแต่ประการใดเด้อ) ใครจะนัดคุยกันก็บอก เจอที่ริชคอฟฟี่นะ นอกจากขายตอนเช้า เวลามีงานออกร้านอะไรที่โรงเรียนก็มีบูทกับเขาอีก อุ้มนี่ชอบไปสั่งมัทฉะลาเต้อยู่เนือง ๆ ขายแก้วละ 2 – 3 เหรียญฯ เอง แต่ทำรายได้ให้โรงเรียนอย่างเยอะเลยล่ะจะขอบอก

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส
อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส
อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส
งาน Apple & Pear Sale

ทุกเดือนตุลาคมคือหน้าแอปเปิลกับลูกแพร์ ที่โรงเรียนก็เลยไปผูกปิ่นโตกับสวนผลไม้ของคนญี่ปุ่นที่นี่ ชื่อ Kiyokawa Family Orchards แล้วให้สั่งซื้อกันได้เป็นลัง ๆ เอามากินสด ทำซอส ทำแยมกันเป็นที่ครึกครื้น ข้อดีของสวนเก่าแก่อายุร้อยกว่าปีแห่งนี้ คือมีแอปเปิลเป็นร้อยสายพันธุ์ แถมมีพันธุ์แปลก ๆ ที่ไม่มีขายในท้องตลาดด้วย บ้านอุ้มอุดหนุนอยู่บ่อย ๆ เพราะลังหนึ่งแค่ 30 กว่าเหรียญฯ ถ้าไปซื้อที่ซูเปอร์มาร์เก็ตนี่คงปาเข้าไปสัก 60 เหรียญฯ ได้ แบบนี้เรียกว่าวิน-วินกันทุกฝ่าย

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
Bull Dog Gear

ส่วนอันนี้คือเสื้อยืดกับเสื้อแจ็กเก็ตมีฮู้ด ที่มีตราหมาบูลด็อกสัญลักษณ์โรงเรียน อุ้มซื้อให้ลูก ๆ กับตัวเองใส่มาตลอด ก็มันน่ารักเนอะ ใส่ไปไหนได้ไม่อายใคร นี่เพื่อนนายกฯ ร่ำ ๆ จะเพิ่มเสื้อคลุมแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่าฮัปปิ (Happi) เขียนชื่อโรงเรียนเข้าไปด้วย อุ้มว่าต้องขายดีแน่นอนเลย โรงเรียนไหนมีผู้ปกครองเป็นศิลปิน ออกแบบเสื้อยืดให้โรงเรียน รับรองขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
คาโดมัทสึ
ภาพ : www.artsjapan.us

คนไทยมีสงกรานต์ คนจีนมีตรุษจีน ส่วนคนญี่ปุ่นก็มีปีใหม่เหมือนกัน เรียกว่า โอโชกัทสึ (お正月) ตรงกับวันที่ 1 มกราคมเหมือนชาติตะวันตก แต่วิธีการฉลองช่างญี่ปุ๊นญี่ปุ่น ทำให้ที่โรงเรียนริชมอนด์มีงานปีใหม่แบบเฉพาะไม่เหมือนโรงเรียนไหน เริ่มตั้งแต่มีอาหารญี่ปุ่นขาย มีประดิษฐ์ของมงคลที่เรียกว่าคาโดมัทสึ (門松) สำหรับเอาไว้ตั้งคู่กันหน้าบ้านตอนปีใหม่ มีศิลปินมาแสดงการเขียนพู่กันจีน มีการแสดงตีกลองญี่ปุ่นที่เรียกว่าไทโกะ

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
ภาพ : www.bainbridgeisland.com

ไฮไลต์คือการตำข้าวเหนียวให้กลายเป็นโมจิ ที่เรียกว่า โมจิดสุกิ (เคยเห็นมั้ยคะ ที่มีครกอันใหญ่ ๆ แล้วเอาก้อนข้าวเหนียวร้อน ๆ ก้อนใหญ่ ๆ ใส่ลงไป คนหนึ่งตำด้วยค้อนไม้อันเบ้อเริ่ม ส่วนอีกคนคอยยื่นมือไปกลับข้าวเหนียวอย่างเร็ว (ก็มันร้อน แล้วไม่งั้นมือจะโดนตำลงไปคลุกข้าวเหนียว เจ็บตายเลย) จนมันกลายเป็นโมจิหนืด ๆ ดึงออกมากินได้ เด็ก ๆ ได้ลองช่วยกันตำคนละปุกคนละปัก น่ารักน่าเอ็นดู

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
ภาพ : www.artsjapan.us

เสร็จแล้วได้กินโมจิจิ้มซอสมิตาราชิเค็ม ๆ หวาน ๆ หรือคลุกแป้งถั่วเหลืองอบที่เรียกว่าคินาโกะ อากาศหนาว ๆ กินขนมอุ่น ๆ สบายท้องดีจริง ๆ

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
งาน Walk & Bike Day
ภาพ : www.walkbiketoschool.org

กิจกรรมนี้เป็นของคณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อม ชื่อว่า Super Green Team ปีหนึ่งจะมี 2 หน เดือนตุลาคมกับเดือนพฤษภาคม เขาจะส่งเสริมให้ผู้ปกครองกับเด็ก ๆ เดินหรือขี่จักรยานมาโรงเรียนกันตลอดทั้งเดือน ใครร่วมกิจกรรม มาถึงโรงเรียนก็จะได้ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างดินสอ สติกเกอร์ หรือ ริสแบนด์ ลูก ๆ อุ้มชอบมาก เอาสติกเกอร์ไปติดจักรยานด้วยความภูมิใจกันใหญ่ ปีนี้อุ้มว่าจะออกแบบสติกเกอร์ให้เท่เลย แต่เดี๋ยวขอไปเสนอที่ประชุมก่อนนะ

นอกเหนือจากกิจกรรมเหล่านี้ ก็ยังมีงาน Spring Festival ที่เคยเล่าให้ฟังไปแล้ว หรืองานเล็กงานน้อยที่หยุดจัดไป 2 ปีเพราะโควิด-19 แต่กำลังจะกลับมา อย่าง Science Fair ที่ให้เด็ก ๆ มานำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร์ หรือ Movie Night ที่ครอบครัวมาดูหนังด้วยกัน กับงานอื่น ๆ อีกเยอะแยะ

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน

ตอนนี้อุ้มเริ่มเข้าใจแล้วว่า พอบอกใครว่าปีนี้อุ้มเป็น Co-President ของ PTA (Parent Teacher Association หรือสมาคมผู้ปกครองและครูนั่นแหละค่ะ) ทุกคนก็จะร้อง “โว่ววววว ขอบคุณมากนะ” ทีแรกอุ้มไม่ค่อยแน่ใจว่าเขามาขอบคุณกันทำไม อาทิตย์หนึ่งผ่านไปก็พอจะรู้แล้วว่า เขาขอบคุณที่มารับงานไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ซึ่งคนอื่นเขาอาจจะไม่มีเวลา หรือไม่อยากมาปวดหัวกับการประสานงานคนเยอะ ๆ แบบนี้ไง

แต่เรามันพวกชอบหาเหา เราก็เลยงานเข้าด้วยประการฉะนี้แล

Writer & Photographer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load