13 Mar 2019
4 PAGES
1 K

ผมพากินย้อนรอยก็หลายเรื่อง พาเที่ยวก็มี ยังไม่ได้พาไปทะเล กินอาหารทะเล ครั้งนี้เลยขอเปลี่ยนบรรยากาศไปทะเลบ้างครับ แต่ผมขอข้ามฟากไปทะเลอีกที่หนึ่ง น้ำทะเลเขียวใส ทรายขาวละเอียด มีคลอง มีต้นโกงกาง มีมะพร้าว มีกล้วย มีต้นเฟื่องฟ้า ต้นโกสน ต้นไม้ตระกูลหมากสารพัด ร้อนเหงื่อหยด เหมือนเมืองไทยทุกอย่าง

แต่เป็นที่ฟอร์ตลอเดอร์เดล (Fort Lauderdale) ในรัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกาโน่นครับ เมื่อเป็นที่นั่นก็อาจจะมีคำถามว่าอยู่ตรงไหน ทำไมต้องเป็นที่นั่น มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง เฉพาะเรื่องที่น่าสนใจนั้นมีเยอะแยะ ทั้งสถาปัตยกรรม สังคม สิ่งแวดล้อม ผังเมือง อาหารการกิน กิจกรรมกลางแจ้ง และที่ช้อปปิ้ง

ก่อนอื่นคงต้องตั้งหลักเอาที่ไมอามีก่อนเพื่อเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ แล้วค่อยๆ เชื่อมโยงไปยังเมืองอื่นๆ และเรื่องอื่นๆ ต่อไป

ไมอามีนั้นมีประวัติศาสตร์ของเมืองมานาน อายุเฉียด 200 ปีแล้ว ไมอามีเคยโดยพายุเฮอร์ริเคนครั้งใหญ่ถล่มเสียเรียบวุธ จำเป็นต้องสร้างเมืองใหม่ขึ้นมา ก็เป็นจังหวะเดียวกันที่ยุคศิลปะ-สถาปัตยกรรม Art Deco กำลังบูมทั่วโลก การก่อสร้างเมืองใหม่ที่ไมอามีนั้นเริ่มเมื่อปี 1930 ซึ่งตึกทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ย่านการค้า สถานที่ทำงาน และบ้านเรือนบางส่วนก็เป็น Art Deco กันทั้งหมด

อเมริกากระโจนเข้าไปอยู่ในสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่หลายปี ในปี 1945 ควันสงครามเพิ่งหมดลงหมาดๆ คนอเมริกันเริ่มหายเศร้า หดหู่ จากสงคราม ก็อยากหาที่ผ่อนคลาย พักผ่อนตากอากาศ อะไรไม่ดีเท่าริมทะเล ในอากาศ สบายๆ ไมอามีก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แล้วก็กลายเป็นเมืองตากอากาศดังทะลุฟ้า ใครจะตากอากาศริมทะเลก็มุ่งมาที่นั่น  

ไมอามีไม่เคยเสื่อมความนิยม แต่กลับทวีคูณมากขึ้น ใครๆ ก็อยากมากินอยู่ดื่มด่ำกับบรรยากาศของ Art Deco ที่มีมากที่สุด เมื่อมีคนมากขึ้นก็มีการขยายเมืองตากอากาศขึ้นทางเหนือมาเรื่อยๆ ต่อจากหาดไมอามีก็มีชายหาดชื่อ ดาเนียบีช (Dania Beach) สถาปัตยกรรมแบบ Art Deco เหมือนกันแต่คลายตัวไม่เนี้ยบเหมือนที่ไมอามี มีความง่ายๆ และตึกรามบ้านช่องไม่สูงโดดเด่น หาดดาเนียนี้จะเข้าเขตของเมืองฟอร์ตลอเดอร์เดลที่ถือว่าเป็นเมืองรองของไมอามี

การเป็นเมืองรองนี้สภาเมืองเขาคิดล่วงหน้าไกลครับ การวางผังเมืองแบ่งเขตเป็นสัดส่วน ย่านดาวน์ทาวน์ ถนนเลียบริมทะเล อาคารย่านการค้า ย่านบริการการท่องเที่ยวในทะเล และร้านอาหาร ส่วนพื้นที่อื่นๆ ที่จะแผ่ออกไปกว้างนั้น มีทั้งอาคารที่ทำงาน สำนักงานของรัฐ โรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่อยู่อาศัย ตัดถนนเชื่อมโยงเหมือนใยแมงมุม

เพราะเขารู้ว่าไม่ใช่เพื่อการตากอากาศอย่างเดียว แต่รองรับการเป็นเมืองหนีหนาวด้วย รัฐต่างๆ พอหน้าหนาวก็หนาวสุดขั้ว คนอเมริกันเมื่อแก่ขึ้นก็ชักทนอากาศหนาวไม่ไหว แล้วยิ่งเกษียณการทำงานด้วยแล้ว ก็ขออยู่ที่สบายๆ ก่อนไปสวรรค์ ก็อพยพหนีหนาวลงมาทางใต้สุด ฟลอริด้านั้นเหมาะที่สุด ครั้นจะไปที่ไมอามีที่นั่นก็แพงระเบิด เพราะคนรวยๆ อยู่กันเต็มไปหมดแล้ว ฉะนั้น ฟอร์ตลอเดอร์เดลจึงเป็นเป้าหมายดีที่สุด เมื่อก่อนถ้ามองรถอเมริกันคันยาวๆ ใหญ่ๆ เสียงซดน้ำมันกระหึ่ม มองไปที่คนขับ เป็นคนแก่ทั้งสิ้น นั่นเป็นเมื่อก่อนครับ

มาจนถึงปัจจุบันไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว ฟอร์ตลอเดอร์เดลเป็นเมืองน่าอยู่สำหรับคนรุ่นใหม่แล้ว เพราะเศรษฐกิจดี อาชีพการงานเยอะ โรงเรียนและมหาวิทยาลัยพร้อม การขยายตัวของเมืองออกไปทุกทิศทุกทาง หมู่บ้านใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะ ราคาอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ สวัสดิการของรัฐและสิ่งแวดล้อมดี อากาศดี มีชีวิตกลางแจ้งที่ให้เลือกได้มากมาย แถมเล่นได้ทั้งปี ภาษีไม่สูงเกินไป

คนทำงานอาจจะทำที่ไมอามี แต่การอยู่อาศัยจะออกมาอยู่ที่ฟอร์ตลอเดอร์เดล สะดวกสะบายขับรถแค่ 30 – 45 นาทีเท่านั้น

นั่นเป็นเป็นเมืองหลัก เมืองรอง ที่เชื่อมโยงกันครับ ทีนี้ก็มาถึงภูมิภาพ-ภูมิอากาศบ้าง ฟลอริด้าที่อยู่ปลายสุดของอเมริกานั้น ถ้าดูวงรอบของโลกจะอยู่ตรงแนวเส้นศูนย์สูตรระดับเดียวกับเมืองไทยพอดี จึงเป็นเมืองร้อนเหมือนกัน แต่ฟลอริด้ามีความชื้นน้อยมากหรือเกือบไม่มี จึงไม่มีขี้ฝุ่น ฝนตกจึงไม่มีโคลนเฉอะแฉะ จะร้อนแบบแห้งๆ ไม่เหงื่อไหลไคลย้อยแบบเมืองไทย นอกนั้นเหมือนกันทุกอย่าง มีต้นมะพร้าว กล้วย ต้นเฟื่องฟ้า ต้นโกสน ต้นหมากสารพัด ตรงไหนเป็นป่าชายเลนมีต้นโกงกางหนาแน่นมียุงอีกต่างหาก

พื้นที่ดินห่างจากทะเลไกลหน่อย ยังเป็นพื้นที่ทำเกษตรกรรมกว้างใหญ่ สมัยก่อนสวนส้มฟลอริด้าจะโด่งดังมาก เดี๋ยวนี้ก็ยังมี แถมเดี๋ยวนี้มีคนเวียดนาม คนลาว คนคิวบา ไปทำฟาร์มปลูกพืชผัก แบบคนเอเชียกิน ส่งขายไปตามร้านขายของชำคนเอเชีย และส่งข้ามไปยังรัฐต่างๆ

อีกอย่างหนึ่งที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว จากชายทะเลตั้งแต่ไมอามีขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ ที่ยาวนับ 100 กิโลเมตร จะมีคลองน้ำเค็มอยู่ห่างจากชายทะเล ซึ่งขนานไปเรื่อยๆ มีทั้งห่างออกไปแล้วมีทั้งกว้างและแคบ นั่นก็หมายความว่าแผ่นดินอยู่ที่ตรงกลางนั้นก็มีทั้งกว้างและแคบด้วย

ตรงริมทะเลนั้นถ้าเป็นชุมชนใหญ่ก็จะมีตึกสูงริมทะเล แต่แนวชายริมคลองจะเป็นบ้านเรือนปลูกอยู่ ส่วนใหญ่จะหรูหรา ราคาแพง เป็นวิลล่าริมน้ำ เป็นของเศรษฐีทั้งนั้น แต่ละบ้านต้องมีเรือยอชต์ มีทั้งแบบเรือใบและแบบใช้เครื่องยนต์ ฟลอริด้านั้นถือว่าเป็นรัฐที่มีเรือมากที่สุดของอเมริกา เพราะเล่นเรือได้ทั้งปี รัฐริมทะเลอื่นๆ ตอนหน้าหนาวตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนมีนาคมเล่นเรือไม่ได้ ต้องจอดนิ่งๆ เอาผ้าใบคลุมเรือ

เหตุผลอีกอย่างที่มีเรือมากที่สุดนั้นเพราะการขยายตัวของเมือง ผังเมือง เขาจะกำหนดตรงที่จะเป็นพื้นที่เพื่อการก่อสร้างต่างๆ ต้องมีถนนใหญ่ๆ เชื่อมกัน แล้วต้องมีคลองขุดที่เชื่อมทะลุถึงกันด้วย ปลายคลองออกทะเลหมด เป็นคลองรับน้ำฝนครับ ไม่ใช่คลองรับน้ำเสียจากบ้านหรือย่านการค้าเหมือนบ้านเรา ที่รับน้ำเสียของเขาใช้ระบบท่อ รับน้ำแล้วไปสู่การบำบัด ชาวบ้านจ่ายค่าน้ำดีเข้าบ้านแล้วยังต้องจ่ายค่าน้ำเสียตอนออกจากบ้านด้วย

ฉะนั้น บ้านส่วนใหญ่ตรงหน้าบ้านมีถนน หลังบ้านมีคลอง เมื่อมีคลองก็ต้องมีเรือ แล้วแต่ว่าใครจะชอบเรือแบบไหน มีเงินมากเรือก็ใหญ่หรูหราหน่อย วันหยุดมีญาติ มีเพื่อนฝูงมา ก็ออกเรือไปทะเลจัดปาร์ตี้ในทะเล หรือไปตกปลา หรือเอาเรือใบออกไปซ้อม ออกกำลังเรือ ออกกำลังคน

ในเรือนี่มีพร้อมหมด มีเตา BBQ แบบติดตั้งถาวร มีห้องน้ำ มีถังน้ำจืด เครื่องมือสื่อสารพร้อม คุณภาพชีวิตเขาจึงติดกับการสุขสบายในสไตล์กลางแจ้ง บางทีก็น่าอิจฉา น่าหมั่นไส้

ยังมีเรื่องถ้อยทีถ้อยอาศัยคือ เมื่อถนนก็มีเยอะ คลองก็มีมาก ย่อมมีถนนตัดกับคลอง ก็มีสะพานยกระดับปิด-เปิดให้เรือวิ่งผ่านได้ครับ ตอนสะพานยกขึ้นจะมีเสียงเต๊งๆ เหมือนบ้านเราที่ถนนจะข้ามทางรถไฟ พอไม้กั้นรถลงมาก็มีเสียงเต๊งๆ อย่างนั้นแหละ

หลายครั้งที่มีรถติดตรงตีนสะพานหลายสิบคันเพื่อรอให้เรือผ่าน ดูในคลองมีเรือวิ่งแค่ 1 ลำ แล้ววิ่งสะบายใจเฉิบ ก็ดูเอาครับใครจะแน่กว่าใคร ที่จริงไม่ใช่อะไรหรอก ก็ตอนข้าเอาเรือวิ่ง พวกเอ็งก็ต้องคอย แล้วตอนเอ็งเอาเรือวิ่ง ข้าก็ต้องคอยเหมือนกัน ที่เล่ามานั้นเพื่อให้เห็นว่าทำไมรัฐนี้ถึงมีเรือมากที่สุดในอเมริกา

เอาแหละครับที่เป็นเรื่องของสภาพภูมิภาพ ภูมิอากาศ มีอีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากยกความดีในเรื่องการออกแบบสร้างคุณภาพชีวิต ความเท่าเทียม และเพื่อเป็นตัวอย่างของสังคมที่ดี การออกแบบเมืองนั้นเขาคำนึงถึงผู้พิการ คนแก่ ผู้ด้อยโอกาส ออกเป็นกฎหมายเลย ทุกถนน ทั้งในชุมชน ย่านการค้า ฟุตบาทริมถนนในทุก 15 เมตรต้องมีเจาะเป็นทางลาด ปูผิวพื้นทางลาดไม่ให้ลื่นไถล สำหรับคนพิการ คนแก่ จะได้ขึ้นฟุตปาทได้ง่ายขึ้น ทางเดินบนฟุตปาทที่จะเข้าอาคาร เข้าห้าง เข้าร้านอาหารนั้น ต้องไม่มีขั้นบันได

ที่จอดรถคนพิการต้องอยู่ใกล้อาคาร ใครขืนไปจอดโดนแน่ 200 เหรียญฯ เป็นค่าปรับอย่างต่ำ เมื่อก่อนนั้นทุกซูเปอร์มาร์เก็ตต้องมีรถเข็นนั่งให้ใช้อยู่แล้ว เดี๋ยวนี้มีรถเข็นไฟฟ้าเลย คนแก่ขับไปช้อปปิ้งได้เองเหมือนขับรถสปอร์ตในห้าง จะเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เลือกซื้อสิ่งของได้ตามสะบาย นานเท่าไหร่ก็ได้

นี่ถ้าเป็นเมืองหนึ่ง ไม่อยากพูดว่าประเทศไหน รถเข็นทั้งแบบธรรมดาหรือแบบไฟฟ้าคงหายจ้อยไปเรียบร้อยแล้ว

อีกอย่างหนึ่งห้องน้ำคนพิการ คนแก่ มีเยอะมาก ในร้านขายเสื้อผ้าต้องมีห้องลองเสื้อผ้าสำหรับคนพิการ คนแก่ด้วย สามีเข้าไปช่วยภรรยา ภรรยาเข้าไปช่วยสามีได้ อันนี้ผมต้องนับถือในความคิดที่คิดเผื่อไว้ไกลและคิดได้ละเอียดถี่ถ้วนครับ ผมขอแว้งกัดอีกครั้ง ก็มีประเทศหนึ่งอีกเช่นกันที่มีที่จอดรถคนพิการ ห้องน้ำ และลิฟต์ สำหรับคนพิการ คนปกติธรรมดาชอบแย่งใช้แบบหน้าด้านๆ เพราะสะดวกสบายกว่า   

ทีนี้มาถึงเรื่องเที่ยว กิน ช้อปปิ้งบ้าง ซึ่งอย่างไรก็ตามต้องเอาที่ไมอามีก่อน เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยว ตากอากาศ แล้วมีมานานแล้ว ที่เที่ยวอย่างแรกต้องเป็นย่านที่อยู่อาศัยเก่าแก่ครับ เรียกว่าย่าน Coral Gables ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นชุมชนเก่า มีโบราณสถาน และมีย่านใหม่ๆ เกิดขึ้น

แต่ที่น่าดูที่สุดเป็นที่อยู่อาศัย ถนนในย่านนี้เป็นอุโมงค์ต้นไม้ตลอดแนวถนน ต้นไม้นี่มีกฎหมายคุ้มครอง ห้ามตัดเด็ดขาด บ้านเรือนที่ปลูกสองข้างทางนี่ก็เก่าแก่ ส่วนใหญ่ไม่ใหญ่โตมโหฬาร แต่บำรุงรักษาชั้นเยี่ยมยอด ทำหน้าบ้านน่ามองทั้งนั้น ส่วนใหญ่มีรั้วต้นไม้เตี้ยๆ ต้นไม้ดอกก็มีเยอะ มองเข้าไปยังตัวบ้าน เหมือนเป็นบ้านคนสมถะอยู่เงียบๆ ง่ายๆ แต่นั่นเป็นบ้านเศรษฐีตัวจริงทั้งนั้นครับ ราคาบ้านยิ่งเปลี่ยนมือยิ่งแพง เป็นรสนิยมของการอยู่อาศัยของคนที่นั่น

เห็นแล้วก็นึกถึงรสนิยมของเศรษฐีในประเทศหนึ่ง ที่บ้านต้องมีประตูเหล็กอัลลอยด์ดัดลวดลายหวือหวาหรือเป็นลูกกรงสแตนเลส มองเข้าไปต้องเห็นมอเตอร์โชว์ ไม่นิยมปลูกต้นไม้ จะปลูกก็ได้แต่ต้องเป็นต้นแพงๆ ไม่อย่างนั้นไม่สมกับความเป็นเศรษฐี นี่ไม่ว่ากัน เพียงเปรียบเทียบกันเท่านั้น

ในตัวเมืองไมอามีต้องไปเดินที่ถนน Lincoln Road เป็นถนนคนเดิน ร้านสองข้างทางนั้นเป็น Art Deco หมด ถึงแม้ร้านต่างๆ นั้นไม่ว่าจะเป็นแกลเลอรี่ ร้านขายเสื้อผ้าแบรนด์เนม ร้านอาหาร บาร์ เครื่องใช้ในครัว สิ่งของตกแต่งบ้าน เป็นของทันสมัย แต่ตึกนั้นยังรักษารูปแบบของ Art Deco อย่างเต็มเปี่ยม บางตึกเก่านั้นมีรูปรถ Cadillac ติดอยู่ด้านบนหน้าตึก แต่ขายเสื้อผ้า เพราะว่าที่นั่นเคยเป็นโชว์รูมขายรถมาก่อน แค่รูปรถ Cadillac นั่นก็เก่าขลังดูมีค่า

บางตึกเคยเป็นธนาคารมาก่อน แต่ขายเสื้อผ้า Banana Republic ภายในนั้นเขาตกแต่งสมบรูณแบบมาก เคาน์เตอร์สำหรับลูกค้าธนาคารที่เคยไว้เขียนเช็ค เขียนเอกสาร ก็ยังอยู่ แต่ตั้งเสื้อผ้า ห้องลองเสื้อผ้าเป็นตู้เซฟเก่า ซึ่งไม่น่าจะเรียกว่าตู้ เรียกว่าห้องจะเหมาะกว่า บานประตูห้องเซฟนั้นเป็นบานเหล็กกลมใหญ่ มีวงล้อมือหมุนรหัสเซฟ ขนาดคนเดินเข้าออกได้ แต่เป็นบานที่เปิดตายครับ ห้องลองเสื้อผ้าจะซอยเป็นห้องเล็กๆ อยู่ข้างใน

ร้านอาหารที่นั่นเยอะมาก มีอาหารเกือบทุกชาติ ผมเห็นร้านหนึ่งมีรายการอาหารไทยด้วย มีบาร์หนึ่งผมชอบมาก เปิดโล่งๆ ข้างในขายเบียร์ทุกยี่ห้อในโลก เบียรสิงห์ เบียรช้าง เบียร์ลีโอ ก็มี ซื้อแล้วออกมานั่งเอ้อระเหยหน้าร้าน นั่งดูคนเดินไปเดินมา

สภาเมืองเขาเข้มแข็งมากเรื่องการอนุรักษ์ ใครจะทำอย่างไรต้องผ่านกรรมการ ตึกเก่าที่จะเอามาใช้งานใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย งานระบบภายในต้องเปลี่ยนใหม่หมด ต้องสะดวกและปลอดภัย กรรมการเขามีความรู้และเข้มงวดจริงจัง

ที่ไมอามียังมีอีกที่หนึ่งที่น่าดูครับ เรียกว่าย่าน Wynwood ดั้งเดิมนั้นเป็นย่านโกดังสินค้าเก่าไม่ได้ใช้งาน เรียกว่าร้างจากการใช้งานมานานแล้ว ปล่อยทรุดโทรมไปเรื่อยๆ มีศิลปินคนหนึ่งไปจากนิวยอร์ก เกิดไปปิ๊งความคิด ทาสี เขียนรูปทับโกดังเป็น Graffiti Art เขียนอยู่หลายโกดัง แล้วให้เช่าเป็นร้านอาหาร เป็นร้านเบเกอรี่พร้อมกาแฟ เกิดมีคนชอบ เลยทำย่านนั้นทั้งหมดเป็น Wynwood Art Center เชิญศิลปินที่ทำงานด้านนี้จาก 16 ประเทศ จากเอเชียก็มีญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไม่ยักมีไทย ที่จริงคนไทยเก่งๆ เยอะ เขียนตามเสา สะพานลอย ตามตู้ชุมสายโทรศัพท์ ข้างกำแพง แสดงฝีมือทั่วไปหมด

พื้นที่เป็น Wynwood นี่ใหญ่มาก มีแกลเลอรี่สำหรับแสดงงานเล็กๆ มีร้านอาหารกลางแจ้งที่นั่งแล้วเห็นศิลปะรอบทิศ อาหารก็อร่อย กลางคืนจัดไฟสวยแจ่มอีกต่างหาก เดี๋ยวนี้นักท่องเที่ยวไปไมอามีต้องไปที่นั่นครับจึงจะครบทุกอย่าง  

ที่กินในไมอามีนั้นมีหลายที่ที่น่าลอง แต่ย้ายไปฟอร์ตลอเดอร์เดลบ้าง ที่น่าไปอย่างยิ่งเป็นหาดดาเนีย เป็นถนนคนเดินชายหาดที่ยาวมาก ทำได้สวย มีระเบียบ มีที่นั่งดูวิวทะเล โรงแรมและบ้านพักให้เช่า และร้านอาหาร เป็น Art Deco แบบซื่อๆ ง่ายๆ ไม่ใหญ่โต ผมชอบ Art Deco ที่นั่นครับ ซ่อมแซมก็ดี ทาสีก็สวย เวลาหน้าท่องเที่ยวมีดนตรีชายหาด เขายังมีบริเวณที่จัดงาน Flea Market ขายอุปกรณ์และครื่องใช้ สำหรับเรือทุกประเภท เป็นของใช้แล้ว น่าซื้อ บางอย่างหายาก แถมถูกสตางค์ด้วย แต่นานๆ เขาจะจัดทีครับ

ที่ฟอร์ตลอเดอร์เดลมีศูนย์การค้าที่น่าเดินดู น่าหาของกินที่ดีที่สุด ชื่อ Las Olas Boulevard อาคารศูนย์การค้าเป็นแนวยาวไปกับถนน ยาวประมาณ 2 กิโลเมตรกว่า ปลายถนนด้านหนึ่งเกือบถึงชายทะเล ตลอดแนวศูนย์การค้าจะมีร้านมากมายหรูหราตระการตา

แต่ที่เด็ดดวงคือทางด้านหลังของศูนย์การค้า ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา เป็นคลองหลายสายวิ่งมาชนกับศูนย์การค้า ทุกสายมีท่าเทียบเรือและมีที่จอดเรือ ร้านอาหารบางร้านที่มีทั้งโต๊ะเก้าอี้ตั้งหน้าร้านติดถนน และหลังร้านที่ติดคลองก็ตั้งโต๊ะเก้าอี้นั่งด้วย ฉะนั้น ถ้านั่งเรือมากิน ต้องทำตัวเท่ๆ เดินตัวตรงๆ ห้ามเดินก้มหน้า

ร้านอาหารทุกร้านดูน่ากินหมด แต่ที่ไม่น่าพลาดเป็นร้าน The Cheesecake Factory เป็นร้านเก่าแก่ ตกแต่งภายในหรูครับ กินอะไรต่ออะไรแล้วต้องกิน Key Lime Pie เป็นชีสต์เค้กแบบฟลอริด้าโดยเฉพาะ หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นชีสเค้กของ Key West ที่เป็นดินแดนสุดท้ายใต้สุดของอเมริกา เพราะมีคำว่า Key อยู่ด้วย แต่ไม่ใช่ครับ เป็นมะนาวพันธ์ Key ซึ่งเหมือนมะนาวบ้านเรา ลูกกลมๆ ผิวบาง เปรี้ยวจี๊ด ต้นตอนั้นเชื่อว่าคนสเปนสมัยบุกเบิกทางใต้ของอเมริกา เอาไปจาก South East Asia แล้วเอาไปปลูกแถวฟลอริด้า ก็ที่นั่นภูมิอากาศเหมือนเอเชียนั่นเอง

สำหรับร้าน The Cheesecake Factory ที่ตอนนี้มาเปิดในห้างหรูในเมืองไทยแล้ว ไม่รู้ว่ามี Key Lime Pie ด้วยหรือเปล่า

ที่กินยังมีอีกร้านครับ ชื่อร้าน South Beach อยู่ใกล้กลางเมือง ด้านหน้าดูซอมซ่อ เก่า ไม่น่าสนใจ แต่ข้างในกว้างขวาง คนแน่น อาหารอร่อยหลายอย่าง พวกหอยนางรมสดกินกับ Horseradish สดบดละเอียด และเสต็กปลา หอยบดชุบแป้งทอดเหมือนทอดมันบ้านเรา ที่คนกินร้านนี้เยอะเพราะอาหารสด ราคาไม่แพง อาหารออกจากครัวเร็ว ที่น่านั่งเป็นหลังร้านที่มีคลองมาชนครับ (คลองอีกแล้ว) เห็นเรือเยอะแยะ

เที่ยวก็แล้ว กินก็แล้ว ถึงคราวช้อปปิ้งครับ ต้องไปที่ Sawgrass Mills ออกจากตัวเมืองไปทางตะวันตก โดยไปเส้นทางหลวงที่ 595 วิ่งไปเกือบ 30 กิโลเมตร เป็นถนน 5 เลน วิ่งสบายมาก วิ่งแค่ยี่สิบกว่านาทีก็ถึง ลงที่ถนน Flamingo Road แล้วเข้า Sawgrass Mills เป็น Outlet Store แนวราบชั้นเดียว ที่กว้างมากครับ เนื้อที่เกือบ 3 แสนตารางเมตร เมื่อก่อนเป็น Outlet Store ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา เดี๋ยวนี้ถูกแย่งตำแหน่งนี้ไปแล้ว แต่เป็นที่รัฐไหนจำไม่ได้

ร้านข้างในนั้นนับไม่ถ้วน แต่เอาเป็นว่าแต่ละร้านนั้นใหญ่เกือบเท่า Lotus หรือ Big C วิธีช้อปปิ้งที่นี่คือมอลล์จะเปิดตอน 10 โมงเช้า ต้องเข้าทางด้านปลายด้านหนึ่ง แล้วรีบหาของกินในฟู้ดคอร์ตด้านนั้นเลย มีอาหารจีน 2 – 3 ร้านชื่อแบบจีนๆ เช่น Oriental หรือ Panda กับข้าวราดข้าวใช้ได้ครับ แล้วก็เริ่มเดินช้อปปิ้ง แต่ละร้านชวนให้เดินนานๆ ทั้งนั้นครับ อย่างแค่ Banana Republic หรือ Gap น่าจะใช้เวลาสักชั่วโมง เพราะราคาขายล่อให้ซื้อครับ เขาตั้งราคาขายในเอาต์เล็ตจะถูกกว่าที่วางขายในมอลล์ทั่วไป จะดูเครื่องเสียง Bose ก็มีเอาต์เล็ตด้วย ถูกกว่าเมืองไทยเยอะ ร้านรองเท้าก็มีเพียบ

มีร้านอื่นๆ พยายามที่จะไปเปิด แต่มันเต็มก็เลยสร้างต่อเติมด้านข้างออกไป อย่างร้านเสื้อผ้า Polo นี่ก็ต่อออกไป แล้วใหญ่มาก ราคาน้ำลายไหล เห็นคนซื้อเล่นเอารถเข็นเข้าไปซื้อ แถมคุ้ยกระจุยกระจาย เหมือนซื้อเสื้อผ้าตามตลาดนัด สนุกดีครับ

ผมเล่าเรื่องช้อปปิ้งไม่หมดแน่ๆ เอาเป็นว่าชอบอะไรซื้อเลย นานๆ จะเจอแหล่งที่ถูกใจ เรื่องเงินไม่ต้องเป็นห่วง แถมจะยังได้ของติดกระเป๋ากลับมาด้วย เป็นสลิปบัตรเครดิตครับ การช้อปปิ้งนั้นผมเชื่อว่าเดินไปถึงปลาย Sawgrass Mills อีกด้านหนึ่งก็เย็นค่ำพอดี ก็กินมื้อเย็นก่อนกลับ มีฟู้ดคอร์ตอีกเหมือนกัน แถมมีร้านอาหารจีนเหมือนกัน อาหารแบบเดียวกัน ราคาเท่ากัน

ก็คงหมดเรื่องพาเที่ยวทะเลแห่งหนึ่งที่ทะเลสีเขียวใส ทรายขาวละเอียด มีคลอง มีต้นมะพร้าว กล้วย ต้นเฟื่องฟ้า ต้นโกสน ต้นหมากสารพัด เหมือนเมืองไทยทุกอย่าง แต่เหมือนที่มีความต่าง ทั้งเรื่องสถาปัตยกรรม สิ่งแวดล้อม สังคม ผังเมือง อาหารการกิน กิจกรรมกลางแจ้ง ที่เที่ยว ที่กิน และช้อปปิ้ง ลองไปเที่ยวดูความต่างเหล่านั้นเถอะครับ รับรองว่าจะเห็นอะไรที่ไม่เหมือนเมืองไทยครับ

CONTRIBUTOR

สุธน สุขพิศิษฐ์

​อดีตเป็นนักข่าว นักเขียน ในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post จับสายศิลปะ-วัฒนธรรมอันเป็นสายที่กว้างไม่มีขอบเขต พอนานๆ เข้าชักรู้สึกว่าขืนสนใจไปหมดทุกเรื่อง ทุกเม็ด ก็เหมือนเป็ดที่ทำได้หลายอย่างแต่ไม่ได้ดีสักอย่าง เลยเลือกแค่ศิลปะ ดนตรี อาหาร เท่านี้ก็พอ เพราะว่า 3 อย่างนี้มีอิทธิพลไกล้ตัวกับคนมากที่สุด เอาง่ายๆ จะแต่งตัวออกจากบ้านก็ต้องมีศิลปะ แล้วใครบ้างที่ไม่ฟังเพลง โดยเฉพาะอาหารก็ไม่ใช่แค่ของที่ส่งไปให้ฟันได้เคี้ยว กระเพาะ ลำไส้ ได้ย่อยเท่านั้น 3 อย่างในโลกนี้มีทั้งความล้ำลึก มีอิสระ เปิดเผย ยกย่องนับถือกัน ถ่ายเทกันได้โดยไม่ต้องมีภาษา ที่สำคัญ เมื่อประสบความสุนทรียภาพแล้ว จะอิ่มเอมและจดจำไปตลอด