เบื้องหลังกำแพงหลากสีในโบโกตา

กำแพงสีเทาหม่นใกล้บ้านที่เราเห็นจนชินตา อยู่ ๆ วันนี้ก็มีภาพสีสเปรย์ของแมวสามหัวสีฟ้านอนหลับอย่างสบายอารมณ์โผล่มา หางยาวเหยียดของมันตวัดเป็นชื่อในภาษาสเปนขนาดใหญ่จนเต็มพื้นที่ กลิ่นสีที่ถูกใช้พ่นยังคงฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ เราหยุดมองดูภาพด้วยความสนใจ จนกระทั่งหันไปสบตากับเด็กผู้หญิงวัยรุ่นที่นั่งหลบมุมสูบบุหรี่อยู่ไม่ไกลจากตรงนั้น เธอพยักหน้าทักทายพร้อมส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร มือและกางเกงยีนส์ของเธอมีร่องรอยสีสเปรย์ติดอยู่เล็กน้อย

เรายิ้มและพยักหน้าตอบกลับให้เธอ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเห็นภาพแมวสามหัวสีฟ้าตัวนี้บนกำแพงในโบโกตา แต่เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นเจ้าของผลงานชิ้นนี้ ผมสีฟ้าของเธอดูโดดเด่นติดตาไม่แพ้เจ้าแมวเหมียวสามหัวบนกำแพงนั่นเลย

โคลอมเบีย, กราฟฟิตี้

©proyecto mARTadero via Flickr

 

“โบโกตาคือเมืองมักกะฮ์ของศิลปินกราฟฟิตี้”

เราได้ยินและเห็นประโยคนี้ผ่านตาซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งจากโปสเตอร์ในร้านกาแฟ จากนิตยสารกราฟฟิตี้จากบนกำแพง จากกลุ่มคนยืนถือกระป๋องสเปรย์ริมถนนที่ไปพบปะพูดคุยกันโดยบังเอิญในโบโกตา หรือแม้แต่จากเพื่อนชาวโคลอมเบียที่ทำงานประจำเป็นคุณหมอรักษาคนไข้ในโรงพยาบาล และมีงานอดิเรกเป็นการพ่นสีบนกำแพงในวันหยุด ก็มักจะพูดประโยคนี้ติดปากทุกครั้งที่มีโอกาสได้คุยกันเรื่องกราฟฟิตี้

ก่อนหน้าที่จะเดินทางมาถึงโบโกตา เราไม่ได้มีความสนใจในศิลปะแขนงนี้เป็นพิเศษ แต่การใช้ชีวิตอยู่ในโบโกตาดูจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมองข้ามกำแพงหลากสีที่อยู่รอบตัวแทบจะตลอดเวลา สุดท้ายเราก็อดไม่ได้ที่จะถามถึงที่มาที่ไปของมันเมื่อมีโอกาส

โบโกตาเป็นบ้านหลังใหญ่ของศิลปินกราฟฟิตี้ที่ยังมีผลงานอยู่เรื่อย ๆ กว่า 8,000 คน เด็กผู้หญิงผมสีฟ้าที่เพิ่งเจอกันก็คงเป็นหนึ่งในนั้น เมืองหลวงของประเทศโคลอมเบียแห่งนี้อาจจะเคยมี ‘ชื่อเสีย’ หลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องยาเสพติด แต่ในช่วง 6 – 7 ปีที่ผ่านมา หนึ่งในสิ่งที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกให้หลั่งไหลมายังโบโกตาไม่ใช่โคเคน หากเป็นศิลปะนอกกรอบอย่าง ‘กราฟฟิตี้’ หรือการพ่นสีขีดเขียนกำแพงที่กระจายอยู่ทั่วเมืองและทัศนคติที่น่าสนใจของโบโตกาที่มีต่อลายเส้นเหล่านี้

โคลอมเบีย, กราฟฟิตี้

       ©Juan Cristobal Zulueta via Flickr

 

กราฟฟิตี้…ศิลปะหรืออาชญกรรม

เดิมกราฟฟิตี้ในสายตาของโบโกตาเป็นเพียงสิ่งสกปรกที่ทำให้กำแพงแปดเปื้อน ซึ่งไม่ต่างอะไรกับนิยามของกราฟฟิตี้ในอีกหลายประเทศ การสร้างงานประเภทนี้จึงต้องลักลอบทำกันในตอนกลางคืน และหากโดนจับได้ก็ไม่พ้นโดนรุมทำร้าย โดนตั้งข้อหาทำลายทรัพย์สินและมีโทษจำคุก

จนกระทั่งในใน ค.ศ. 2011 ดิเอโก เฟลิเป เบเซร์รา (Diego Felipe Becerra) เด็กชายอายุ 16 ปีพร้อมเพื่อนอีก 2 คน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับได้ในขณะที่กำลังพ่นสีเป็นภาพลายเซ็นประจำตัวหรือแท็ก (Tag) บนกำแพงข้างถนนใต้ทางยกระดับในโบโกตา ดิเอโกพยายามวิ่งหนีเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ถูกยิงเสียชีวิตก่อนที่จะหนีรอดไปได้

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ให้การว่าดิเอโกมีปืนและขู่จะยิง ทางตำรวจจึงยิงก่อนเพื่อป้องกันตัว แต่เพื่อนของดิเอโกที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งสองคนบอกว่าเขามีเพียงกระป๋องสีสเปรย์อยู่ในมือเท่านั้น ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจให้การเพิ่มเติมว่าก่อนหน้านี้ได้รับรายงานเรื่องดิเอโกและเพื่อนๆ ไปปล้นคนขับรถประจำทางด้วยการใช้ปืนจ่อขมับคนขับเพื่อข่มขู่แล้วหลบหนีไป เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตามมาเจอเด็กกลุ่มนี้จึงเข้าใจว่าดิเอโกมีอาวุธปืน และเมื่อมีการขัดขืนจึงจำเป็นต้องยิงเพื่อป้องกันตัว

แม้ผลชันสูตรที่ออกมาจะชัดเจนว่าดิเอโกถูกยิงจากด้านหลังในระยะใกล้ และมือของเขามีเพียงรอยเปื้อนของสีสเปรย์ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของเพื่อนๆ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจนายนั้นก็ได้รับการปล่อยตัว

โคลอมเบีย, กราฟฟิตี้ โคลอมเบีย, กราฟฟิตี้

©Matt Lemmon via Flickr

ผลการตัดสินคดีนี้เป็นเหตุให้เกิดการประท้วงอย่างรุนแรงในโบโกตา ถึงการกระทำอันเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่รัฐและพฤติกรรมที่ช่วยกันปกปิดความผิด แม้กระทั่งองค์กรสิทธิมนุษยชนของโคลอมเบียก็ออกมาร่วมเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ดิเอโกโดยการส่งจดหมายเปิดผนึกลงหนังสือพิมพ์ในประเทศ

ที่สุดแล้วจึงมีการรื้อคดีขึ้นมาสอบสวนใหม่ ด้วยแรงกดดันของสังคมและด้วยพยานหลักฐานทั้งหมด จึงมีการตัดสินลงโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำผิดให้จำคุกเป็นเวลาประมาณ 30 ปี แต่เมื่อตำรวจนำกำลังไปจับผู้กระทำผิดที่บ้าน ก็พบว่าได้หลบหนีไปแล้วและไม่มีใครรู้เบาะแสอีกเลย

โคลอมเบีย, กราฟฟิตี้

©McKay Savage via Flickr

โคลอมเบีย, กราฟฟิตี้

©poirpom via Flickr

โศกนาฏกรรมของดิเอโกและการประท้วงทำให้กราฟฟิตี้ได้รับความสนใจจากคนทั่วไปและผู้มีอำนาจทางการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะ กัสตาโว เปโตร (Gustavo Petro) ผู้ว่าราชการโบโกตาในขณะนั้น ที่ดำเนินการแก้ไขข้อกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกราฟฟิตี้ในโบโกตา โดยจัดกราฟฟิตี้ให้เป็นศิลปะสมัยใหม่รูปแบบหนึ่งและจัดให้เป็นกลุ่มวัฒนธรรมย่อย ทั้งยังอนุญาตให้ศิลปินกราฟฟิตี้สามารถสร้างผลงานได้ตามความเหมาะสม ยกเว้นสถานที่ราชการและอนุสาวรีย์ต่างๆ สำหรับอาคารและสิ่งก่อสร้างส่วนบุคคลหากศิลปินได้รับการยินยอมจากเจ้าของหรือได้รับการว่าจ้างอย่างถูกต้องก็สามารถทำได้ พูดง่ายๆ ว่ากราฟฟิตี้กลายเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำโดยพลการแต่ไม่ผิดกฎหมายอีกต่อไป

โคลอมเบีย, กราฟฟิตี้

นอกเหนือไปจากนั้น รัฐบาลยังทุ่มงบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อว่าจ้างศิลปินกราฟฟิตี้ที่มีชื่อเสียงในโบโกตา ให้สร้างผลงานบนกำแพงตึกหลายแห่งที่ตั้งอยู่ในย่านใจกลางเมืองเก่า เพื่อเป็นการประกาศการสนับสนุนกราฟฟิตี้ของทางภาครัฐอีกด้วย

และเมื่อกราฟฟิตี้ไม่ถูกจัดว่าเป็น ‘อาชญากรรม’ อย่างในอดีต หากมีการละเมิดจึงมีเพียงโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาทและให้ทำความสะอาดพื้นที่จนกลับไปเหมือนสภาพเดิมเท่านั้น แน่นอนว่ากฎหมายนี้ยังคงมีช่องโหว่เพราะ ‘ความเหมาะสม’ ที่ว่ายังคงกำกวม แต่บทลงโทษที่เบาลงก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของวงการกราฟฟิตี้ในโบโกตา

โคลอมเบีย, กราฟฟิตี้

©young shanahan via Flickr

 

ใส่กรอบให้ศิลปะนอกกรอบ

ท่าทีโอนอ่อนของรัฐบาลทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลาย ไม่เพียงแต่ในหมู่คนทั่วไปเท่านั้้น แม้แต่ในกลุ่มศิลปินกราฟฟิตี้ด้วยกันเองก็ยังไม่เห็นตรงกันซะทั้งหมด ดีเจลู (DJ Lu) ศิลปินกราฟฟิตี้ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางคนหนึ่งของโบโกตา มองว่าหมากตานี้ของรัฐบาลคือการให้อิสรภาพและในขณะเดียวกันก็ทำการควบคุมไปด้วย โดยอย่างน้อยรัฐบาลจะสามารถกำหนดได้ว่ากราฟฟิตี้ควรและไม่ควรอยู่ตรงไหน ซึ่งวิธีนี้น่าจะเป็นวิธีรับมือที่ดีที่สุดแล้วเพราะเห็นได้ชัดว่าการห้ามไม่ให้มีเลยเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ (The Culturetrip, April 2017)

ทั้งนี้ งานกราฟฟิตี้นั้นมีหลากหลายสไตล์ ซึ่งงานที่คนทั่วไปชอบมักจะเป็นภาพสีบนกำแพงที่เน้นความสวยงาม ในขณะที่งานกราฟฟิตี้ประเภทแท็ก (Tag) หรือลายเซ็นประจำตัว นามแฝง ชื่อกลุ่มแก๊ง หรือข้อความต่างๆ ที่มีเพียงตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ ยังคงถูกมองว่ามีความก้ำกึ่งระหว่างการสร้างศิลปะกับการทำลายทรัพย์สิน ด้วยเหตุนี้เจ้าของกิจการร้านค้าส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะว่าจ้างศิลปินให้ทำกราฟฟิตี้ประเภทสวยงามบนกำแพงของตัวเอง มากกว่าจะปล่อยให้เป็นกำแพงว่างเปล่าและโดนใช้สีสเปรย์พ่นเป็นลายเซ็นหรือนามแฝงจนดูเลอะเทอะ

โคลอมเบีย, กราฟฟิตี้

©Ashley Bayles via Flickr

โคลอมเบีย, กราฟฟิตี้

© Pedro Szekely via Flickr

ขณะเดียวกันก็มีศิลปินกราฟฟิตี้บางส่วนที่มองว่าหัวใจของกราฟฟิตี้คือการปลดปล่อยความรู้สึกโดยไม่อยู่ภายใต้กรอบใดๆ เหนือสิ่งอื่นใดมันคือการท้าทายอำนาจและกฎเกณฑ์ข้อบังคับเพื่อแสดงความเป็นตัวตนของผู้สร้างผลงาน ศิลปินกราฟฟิตี้ที่ได้รับการยกย่องและยอมรับคือคนที่สร้างผลงานที่ดีที่สุดในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยากที่สุด หากศิลปินทุกคนยืนพ่นสีบนกำแพงได้โดยไม่มีเงื่อนไขเหล่านี้มาเป็นตัวควบคุม ถึงผลงานจะสมบูรณ์แบบสักเท่าไหร่ แต่สำหรับหลายคนแล้วงานประเภทนี้ถือว่าขาดจิตวิญญาณที่แท้จริงของกราฟฟิตี้

ถึงแม้จะมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ในความเป็นจริงก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงส่งผลให้วัฒนธรรมกราฟฟิตี้ในโบโกตามีการเติบโตและหลากหลายมากขึ้น เพราะเมื่อศิลปินไม่ต้องทำงานภายใต้ความกดดันและความกลัว ผลลัพธ์ที่ได้นอกจากจะทำให้กราฟฟิตี้ในโบโกตามีรายละเอียดและมีขนาดใหญ่กว่ากราฟฟิตี้ของที่อื่นๆ แล้ว มันยังบอกเล่าเรื่องราวและสื่อความหมายได้ลึกซึ้งมากขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่องานกราฟฟิตี้ส่วนใหญ่ในโบโกตามักเกี่ยวข้องกับสภาพสังคม การเมือง เศรษฐกิจ การเรียกร้องสิทธิมนุษยชน การเรียกร้องสิทธิสตรีหรือสิทธิของชาวเผ่าพื้นเมืองและสันติภาพ

โคลอมเบีย, กราฟฟิตี้

©Peter Chovanec via Flickr

โคลอมเบีย, กราฟฟิตี้

 

จัสติน บีเบอร์ กับการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเท่าเทียม

ใช่แล้วค่ะ อ่านไม่ผิดแน่ๆ ในช่วงปี ค.ศ. 2013 กราฟฟิตี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ในโบโกตาขึ้นมาอีกครั้ง และคราวนี้แทบจะเรียกได้ว่ากลายเป็นข่าวไปทั่วโลก เมื่อ จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) นักร้องชาวแคนาดา มาทัวร์คอนเสิร์ตในทวีปอเมริกาใต้ หลังเล่นคอนเสิร์ตที่โบโกตาเสร็จก็มีภาพวิดีโอของนักร้องชื่อดังออกไปยืนถือกระป๋องสเปรย์พ่นสีบนกำแพงข้างถนนระหว่างทางไปสนามบิน ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดต้องห้ามไม่ให้มีกราฟฟิตี้ แล้วยังบังเอิญใกล้กับจุดที่ดิเอโกโดนตำรวจยิงเสียชีวิต ในคืนนั้นนอกจากจะไม่มีใครห้ามปรามแล้ว ทางการยังได้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจไปปิดถนนเพื่ออำนวยความสะดวกและคอยคุ้มกันนักร้องชื่อดัง ทั้งยังมีการจัดเตรียมสีสเปรย์มาให้เป็นอย่างดี และก่อนที่จัสติน บีเบอร์ จะออกเดินทางออกนอกประเทศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของโคลอมเบียได้กล่าวทางสื่อวิทยุว่า “เมื่อมีคนมีคนสร้างกราฟฟิตี้บนกำแพง แสดงว่าเขาต้องการสื่อสารอะไรบางอย่างกับเรา และเราจะต้องฟัง” (The Washington Post, Nov 2013)

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวจากกลุ่มศิลปินกราฟฟิตี้ไม่เพียงแต่ในโบโกตาเท่านั้น แต่รวมถึงในเมืองคาลี (Cali) และเมืองเมเดยิน (Medeliin)  ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่อันดับสองและสามรองจากโบโกตาของโคลอมเบีย โดยหลังจากที่จัสติน บีเบอร์ เดินทางกลับไป สุดสัปดาห์นั้นในโบโกตามีศิลปินกว่า 300 ชีวิตออกมารวมตัวกันสร้างผลงานกราฟฟิตี้บนถนนที่เกิดเหตุสายเดียวกันเป็นเวลา 24 ชั่วโมง เมื่อถูกตำรวจเข้าห้ามปราม กลุ่มนักกราฟฟิตี้ก็อ้างถึงสิ่งที่ผู้บัญชาการตำรวจพูด และตั้งคำถามกับตำรวจว่า “เพราะอะไรตำรวจถึงปกป้องจัสติน บีเบอร์ แต่ไม่ปกป้องพวกเขา” (The Washington Post, Nov 2013)

เช้าวันต่อมาภาพธงชาติแคนาดาที่มีใบกัญชาอยู่ตรงกลางแทนใบเมเปิลของจัสติน บีเบอร์ ก็ถูกปกคลุมด้วยงานกราฟฟิตี้หลายร้อยชุด ซึ่งหากใครมีโอกาสเดินทางไปหรือกลับระหว่างตัวเมืองโบโกตาและสนามบิน จะสามารถเห็นงานกราฟฟิตี้เหล่านี้เรียงรายต่อกันบนกำแพงริมถนนไปตลอดเส้นทาง

โคลอมเบีย, กราฟฟิตี้ โคลอมเบีย, กราฟฟิตี้

©Brocco via Flickr

 

กราฟฟิตี้กับโบโกตาในปัจจุบัน

ชื่อเสียงของการเปิดรับวัฒนธรรมกราฟฟิตี้ในโบโกตาเป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มศิลปินกราฟฟิตี้จากทั่วโลก นักกราฟฟิตี้หลายคนเดินทางมาโบโกตาและใช้เวลาอยู่ที่นี่เป็นสัปดาห์ไปจนถึงหลายปี ทั้งเพื่อเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ ในการสร้างงานกราฟฟิตี้ของตัวเองและเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสังคมกราฟฟิตี้ของเมืองหลวงแห่งนี้

และเมื่อกราฟฟิตี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นโบโกตาอย่างแยกไม่ออก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีธุรกิจหลากหลายประเภทที่เกี่ยวข้องกับกราฟฟิตี้เกิดขึ้นในโบโกตา ทั้งบริษัทโฆษณาที่รับออกแบบงานสไตล์กราฟฟิตี้ บริษัทผลิตสินค้า เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า รวมถึงโรงเรียนสอนเทคนิคการทำกราฟฟิตี้พื้นฐานที่ได้รับความสนใจทั้งจากคนในท้องถิ่นและชาวต่างชาติ ฯลฯ และกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือการทัวร์กราฟฟิตี้ไม่ว่าจะด้วยการเดินหรือปั่นจักรยานก็ตาม ซึ่งกลุ่มคนที่นำทัวร์ก็เป็นเหล่าศิลปินกราฟฟิตี้ในท้องถิ่นที่หมุนเวียนแลกเปลี่ยนกันไป

นอกจากนี้ การกระจายตัวของงานกราฟฟิตี้ที่มีชื่อเสียงในจุดต่างๆ ของเมือง ทำให้พื้นที่หลายแห่งกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น จากพื้นที่เปลี่ยวและเป็นแหล่งซ่องสุมของมิจฉาชีพ ก็กลายเป็นจุดคึกคักเพราะมีนักท่องเที่ยวเข้าออกเพื่อชมผลงานเหล่านี้ จึงนำไปสู่การกระจายรายได้ของเจ้าของกิจการใหญ่น้อยในพื้นที่นั้นๆ อีกด้วย

โคลอมเบีย, กราฟฟิตี้

©proyecto mARTadero via Flickr

2 วันหลังจากนั้นเจ้าแมวสามหัวสีฟ้าบนกำแพงถูกทาทับด้วยสีขาวจนแทบไม่เห็นร่องรอยเดิม กลิ่นของสีใหม่ยังคละคลุ้งอยู่ในอากาศไม่ต่างกับวันก่อน เราอดไม่ได้ที่จะมองหาเด็กผู้หญิงผมสีฟ้าคนนั้น แต่ก็ไม่มีวี่แววของเธออีก… จนถึงวันนี้เราก็ได้หวังว่าเมื่อมีโอกาสกลับไปโบโกตาอีกในอนาคต แมวสีฟ้าสามหัวตัวนั้นจะได้กลับมาอยู่บนกำแพงอีกครั้งอย่างสง่างาม

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

อันที่จริงแผนดั้งเดิมของเราในวันนั้นคือการขี่รถมอเตอร์ไซค์จากกิโต (Quito) เมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ ไปยังเกวงกา (Cuenca) เมืองเล็กๆ บนเทือกเขาแอนดีสทางฝั่งใต้ของประเทศค่ะ

ด้วยระยะทางกว่า 450 กิโลเมตร เรากับคริสเตียนจึงตั้งใจออกจากโรงแรมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีเพื่อเลี่ยงรถติดในเมืองหลวง และเผื่อเวลาเอาไว้สำหรับการขี่รถบนเส้นทางคดเคี้ยวตามแนวเขาที่มักจะทำความเร็วได้ไม่มาก ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถ้าโชคดี เราอาจจะไปถึงที่หมายก่อนพระอาทิตย์ตก และอาจจะพอเหลือแรงให้เดินหาอะไรกินในเมืองก่อนเข้านอนได้บ้าง

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

แต่แล้วแผนของเราก็ล่มตั้งแต่ 50 กิโลเมตรแรกค่ะ เพราะมีก้อนดินขนาดใหญ่ถล่มลงมาปิดถนนเส้นหลัก เราเห็นว่ามีร่องรอยของล้อรถยนต์ที่ขับผ่านไปบ้างแล้ว เลยคิดว่าอาจจะขี่รถตามไปได้ด้วยเหมือนกัน แต่พอลองลงเดินเข้าไปดู ก็พบว่ากองดินด้านหลังสูงกว่าฝั่งนี้พอสมควร แถมทั้งฝนและหมอกก็ทำให้ดินกลายเป็นโคลนเหนียว แค่จะยกขาเดินแต่ละก้าวก็ยังยากลำบาก จะลากรถมอเตอร์ไซค์ที่เต็มไปด้วยสัมภาระผ่านกองดินเหนียวตรงนี้ไป ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

เราเดินวนเวียนสำรวจกันอยู่สักพัก แล้วก็เลยลองไปถามกลุ่มชาวบ้านที่นั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้น ได้ความว่าดินถล่มตั้งแต่เมื่อวานเย็น แต่ถนนเส้นนี้ดินโคลนถล่มเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าไม่มีคนสูญหายหรือบาดเจ็บ ก็อาจจะต้องรอ 2 – 3 กว่าจะมีการขนย้ายดินออกไป 

“ขี่รถอ้อมไปทางอเลาซี (Aluasi) ก็ได้นะ กลับไปทางนี้เจอแยกแล้วเลี้ยวขวา” 

คุณลุงอีกคนที่ตอนแรกง่วนอยู่กับการเช็ดโคลนให้ลูกเจี๊ยบเดินออกมาชี้ทางให้ เราหยิบแผนที่ออกมาดูตามที่ลุงว่า เมืองอเลาซีอยู่ห่างจากจุดดินถล่มไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่การเดินทางย้อนกลับไปจะทำให้เราเสียเวลามากขึ้นพอสมควร คุณลุงคงจะเห็นท่าทางลังเลของเราแล้วนึกขำ ทำนองว่าไม่ไปทางนี้แล้วเธอจะไปทางไหน

“ลุงตัดสินใจให้เอง มาเที่ยวกันไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ แวะไปนั่งรถไฟที่อเลาซีก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

อเลาซี เมืองสายรุ้งในอ้อมกอดแอนดีส
Aluasi, Ecuador

เรากับคริสเตียนย้อนกลับไปอเลาซีโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนอกจากจะหาที่ตั้งหลักเพื่อวางแผนก่อน และแม้แต่ตอนไปถึงก็ยังคิดว่าจะหากาแฟกันคนละแก้วแล้วค่อยเร่งออกเดินทางต่อ

อเลาซีเป็นเมืองเล็กๆ สีสันสดใสและล้อมรอบไปด้วยภูเขา ตึกรามบ้านช่องในเมืองดูน่าจะเก่าแก่ไม่น้อย เมื่อขี่รถเข้าไปแล้ว จึงได้เห็นว่าผังเมืองมีลักษณะเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม ทำให้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมือง ก็มองเห็นยักษ์ใหญ่สีเขียวที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังถนนเล็กๆ ทุกสายในเมืองได้อย่างชัดเจน 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์
'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

“เมื่อกี้คุณลุงบอกว่ายังไงนะ ให้ไปนั่งรถไฟก่อนใช่ไหม” 

เสียงคริสเตียนแว่วๆ ลอดหมวกกันน็อกมา เรามองตามไปข้างหน้า จึงได้เห็นว่าสถานีรถไฟของที่นี่อยู่ติดกับจตุรัสกลางเมือง ตรงข้ามสถานีมีร้านกาแฟและร้านอาหารให้เลือก 3 – 4 ร้าน เราสองคนจึงจอดรถและแวะเข้าไปในร้านกาแฟที่ใกล้สถานีที่สุด ระหว่างนั้นเจ้าของร้านก็ออกมาชวนคุยด้วย

“มารอขึ้นรถไฟหรือว่าเพิ่งกลับมาจากรอบเช้าคะ วันนี้หมอกเยอะแต่วิวก็น่าจะสวยมาก” 

เราตอบกับพี่เจ้าของร้านว่าแค่บังเอิญผ่านมาเฉยๆ แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรเพิ่มเติม เขาก็ต้องปลีกตัวไปรับลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามา ด้วยความอยากรู้ เราเลยหยิบมือถือมาเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟในอเลาซี วันนี้มีแต่คนพูดถึงรถไฟของเมืองนี้

“The Devil’s Nose Train”

“ผลงานชิ้นโบว์แดงทางวิศวกรรมรถไฟในศตวรรษที่ 19”

“รถไฟจมูกปีศาจแห่งเอกวาดอร์”

“ทางรถไฟที่อันตรายที่สุดของโลก”

“สุสานแรงงานจาเมกันในแอนดีส”

ฯลฯ

โอ้โห พอไล่อ่านคร่าวๆ แล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เรามาถึงเมืองนี้และอยู่ห่างสถานีรถไฟของเขาไม่กี่สิบก้าว แต่กลับไม่รู้เลยว่าอเลาซีเป็นเมืองที่มีรถไฟท่องเที่ยวชื่อเสียงโด่งดังในเอกวาดอร์ พอเจ้าของร้านกาแฟกลับมาจะคุยต่อและรู้ว่าเราสนใจเรื่องรถไฟ เจ้าตัวก็เลยรีบไปหยิบรายละเอียดมาให้ดูเยอะแยะ 

“รถไฟท่องเที่ยวสายนี้ปกติมีวันละสามเที่ยวค่ะ ตอนแปดโมงเช้า สิบเอ็ดโมง แล้วก็บ่ายสามโมง แต่ถ้าวันไหนสภาพอากาศไม่ดีก็อาจจะยกเลิกทุกเที่ยว รถออกจากสถานีอเลาซีไปสถานีซิบัมเบที่อยู่ด้านล่างแล้ววนกลับมาส่งที่เดิม ใช้เวลาทั้งทริปประมาณสองชั่วโมงครึ่ง

“ถ้าอยากไปเที่ยววันนี้ ลองไปถามหาตั๋วช่วงบ่ายอาจจะยังพอมีนะคะ” 

เรารีบทำตามคำแนะนำ วิ่งข้ามถนนไปสถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าที่นั่งเต็มแล้ว แต่ก็ให้ลงชื่อรอตั๋วไว้สองใบ และบอกว่าช่วงบ่ายมักมีนักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจยกเลิกตั๋วบ่อยๆ แต่ก็ไม่รับปากว่าจะได้ หลังลงชื่อเสร็จก็กลับมานั่งวางแผนเรื่องที่พักกันใหม่ ซึ่งเจ้าของร้านกาแฟก็ช่วยแนะนำโรงแรมใกล้ๆ จตุรัสให้ 2 – 3 แห่ง ตอนแรกปรึกษากันว่าเราควรรอจนกว่าจะได้ตั๋วรถไฟก่อนแล้วค่อยจองโรงแรมดีไหม

“มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ” 

คริสเตียนพยายามเลียนเสียงและท่าทางของคุณลุงที่เจอกันเมื่อเช้าอย่างเต็มที่ แล้วเราสองคนก็อดหัวเราะให้กันไม่ได้ จริงอย่างที่คุณลุงว่า จะรีบไปไหนกันนักหนา มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ สุดท้ายเราก็ตกลงจองโรงแรมไปก่อนเพื่อเอาสัมภาระไปเก็บ และออกมาเดินเล่นในจตุรัสระหว่างรอลุ้นตั๋วรถไฟ 

ตอนนั้นเราเผื่อใจไว้แล้วว่าถ้าไม่ได้ตั๋วก็ไม่เป็นไร (เที่ยว 8 โมงของเช้าวันถัดไปเต็มแล้วเหมือนกันค่ะ และมักจะไม่มีคนยกเลิกตั๋วด้วย) 

ก่อนรถไฟออกประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวยกเลิกตั๋วทั้งหมด 5 ใบ ซึ่งตรงกับจำนวนคนที่มาลงชื่อสำรองของรถไฟเที่ยวบ่ายพอดี อีก 3 คนมาเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกจากนอร์เวย์ค่ะ เราพูดคุยทักทายกันนิดหน่อย แต่เพราะหาภาษากลางที่สื่อสารกันไม่ได้ สุดท้ายก็เลยได้แต่ยิ้มและโบกมือให้กัน

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เส้นทางรถไฟจมูกปีศาจ อเลาซี – ซิบัมเบ 

La Nariz del Diablo, Alausí – Sibambe

หัวรถจักรดีเซลสีดำด้านจอดอยู่ตรงชานชาลา ตามด้วยตู้รถไฟที่ตกแต่งด้วยไม้แบบคลาสสิกอีก 4 ตู้ และมีตู้ขนสัมภาระด้านหลังสุด 1 ตู้ ด้านในจัดเป็นเก้าอี้หันหน้าเข้าหากัน ฝั่งหนึ่งเป็นเก้าอี้เดี่ยว ส่วนอีกฝั่งเป็นเก้าอี้คู่ เจ้าหน้าที่แจ้งตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าทุกคนในรถมีพื้นที่มากพอที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อถ่ายรูปได้ทั้งสองด้าน และกระจกหน้าต่างของรถไฟก็เลื่อนเปิดปิดได้ด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปวิวได้โดยไม่มีเงาสะท้อน 

เราสองคนรีบนั่งประจำที่ด้วยความตื่นเต้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เมื่อขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานี เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่บรรยายก็พาทุกคนบนรถย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของรถไฟในเอกวาดอร์พร้อมๆ กัน

การสร้างรางรถไฟในเอกวาดอร์อย่างจริงจังเกิดขึ้นหลังสงครามประกาศอิสรภาพและสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง ผู้นำประเทศในสมัยนั้นมองว่า ความยากลำบากในการคมนาคมระหว่างเมืองเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศล้าหลัง จึงมีความคิดที่จะเชื่อมต่อเมืองเหล่านั้นด้วยรถไฟ โดยเฉพาะระหว่างกิโต (Quito) ที่เป็นเมืองหลวง กับเมืองกัวยากิล (Guayaquil) ที่เป็นทั้งเมืองท่าและเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เราหยิบแผนที่ในมือถือมากดดู ขนาดเดินทางด้วยถนนในสมัยนี้ กิโตกับกัวยากิลก็ยังอยู่ห่างกันตั้ง 400 กว่ากิโลเมตร เจ้าหน้าที่บอกว่าสมัยก่อนถ้าเดินทางด้วยล่อ ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 วัน หรือถ้าหากมีเกวียนสัมภาระไปด้วยก็อาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ 

ปัญหาหลักคือ กัวยากิลตั้งอยู่ที่ระดับน้ำทะเล ส่วนกิโตอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,800 เมตร และเส้นทางระหว่างสองเมืองนี้ต้องผ่านทั้งแม่น้ำ ป่าทึบ ทางลาดชัน และยอดเขาแอนดีสที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดปี การเชื่อมกิโตกับกัวยากิลเข้าด้วยกันจึงเป็นงานที่เหนือจินตนาการ เมื่อคำนึงถึงขีดความสามารถของเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เสียงบรรยายเป็นภาษาสเปนสลับกับอังกฤษดำเนินไป ในขณะที่วิวภูเขาสูงสลับซับซ้อนเคลื่อนผ่านหน้าต่างรถไฟไปอย่างช้าๆ ผู้โดยสารหลายคนเริ่มลุกขึ้นถ่ายรูปวิวที่สวยสมบูรณ์แบบจนแทบจะเหมือนภาพวาด เราเองก็เผลอมองออกไปด้านนอกจนไม่ได้ตั้งใจฟังไปพักใหญ่ เพิ่งจะกลับมามีสมาธิจดจ่ออีกครั้งก็ตอนที่เจ้าหน้าที่อีกท่านเดินเอาขนมกับน้ำส้มมาแจกให้ 

“ในช่วงสิบห้าปีแรกมีการสำรวจและทดลองสร้างรางรถไฟสายนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จค่ะ จนกระทั่งรัฐบาลเซ็นสัญญาให้บริษัทวิศวกรรมสัญชาติอเมริกันเข้ามาดูแล และการก่อสร้างอย่างเป็นทางการก็เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1899” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : David Brossard Flickr

ทางรถไฟที่ท้าทายและอันตรายต่อการสร้างที่สุดในโลก

หลังจากนั่งชมวิวกันมาสักพัก รถไฟก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงจนจอดนิ่งสนิท เจ้าหน้าที่ชี้ให้ทุกคนมองออกไปที่อาคารด้านล่าง และบอกว่านั่นคือสถานีซิบัมเบ (Sibambe) ซึ่งเป็นสถานีปลายทางที่เราจะลงไปถึงภายใน 15 นาทีนี้ 

“สถานีซิบัมเบอยู่ต่ำลงไปกว่าเราประมาณแปดร้อยเมตรค่ะ ตอนนี้รถไฟของเราจอดอยู่บนรางที่สร้างเลียบหน้าผาหินที่ทำมุมแทบจะตั้งฉากกับพื้น จุดนี้เป็นจุดที่ยากที่สุดในการสร้างรางรถไฟประวัติศาสตร์สายนี้ เพราะต้องเจาะหินเป็นทางลาดชันแบบสลับฟันปลา เพื่อติดตั้งรางรถไฟและให้รถไฟวิ่งแบบซิกแซ็ก คือทั้งเดินหน้าและถอยหลังจนลดและเพิ่มระดับความสูงแปดร้อยเมตรภายในระยะทางสิบสองกิโลเมตรได้” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สิ้นเสียงผู้บรรยาย รถไฟที่เรานั่งอยู่ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวถอยหลังค่ะ เรารู้ดีว่ารถไฟสายนี้วิ่งเส้นทางนี้มาเป็นหมื่นเป็นแสนรอบแล้ว แต่ก็ยังอดกลั้นหายใจลุ้นไปกับเขาด้วยไม่ได้ และเพราะมุมที่เกือบตั้งฉากของหน้าผาทำให้หลังคาของสถานีปลายทางที่เห็นตอนแรกหายลับไปจากสายตา ยิ่งรถไฟถอยหลังลงไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมองไม่เห็นอะไรด้านล่างเลยแม้แต่พื้นดินข้างๆ รางจนแทบรู้สึกเหมือนรถไฟทั้งขบวนลอยอยู่บนอากาศ

ตอนนั้นเรารู้สึกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่กลั้นหายใจแน่ๆ เพราะนักท่องเที่ยวทั้งขบวนพร้อมใจกับเงียบและมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจจดใจจ่อ สักพักรถที่กำลังเคลื่อนตัวถอยหลังก็ค่อยๆ ชะลอจนหยุด และเริ่มออกเดินหน้าในทิศตรงกันข้ามอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการลงสู่พื้นระดับเดียวกับสถานีปลายทาง

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“รูปแบบและการทำงานของระบบรางรถไฟส่วนนี้เป็นผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมระบบรางในศตวรรษที่ 19 แม้แต่แรงงานต่างชาติที่ถูกเกณฑ์มากว่าสี่พันคน ส่วนใหญ่ก็มาจากจาเมก้า เพราะเป็นกลุ่มแรงงานที่มีประสบการณ์การสร้างรางรถไฟร่วมกับวิศวกรชาวอังกฤษในจาเมก้ามาก่อน และบางส่วนก็เคยร่วมสร้างทางรถไฟของประเทศปานามามาก่อนแล้วด้วย” 

  เมื่อลงมาถึงพื้นด้านล่าง รถไฟก็แล่นผ่านสถานีซิบัมเบไปประมาณสองร้อยเมตรและจอดตรงบริเวณที่โล่งกว้าง เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกคนลงจากรถและไปรวมตัวกันอยู่ด้านข้างรถไฟ 

“กว่ารางรถไฟสายนี้จะสำเร็จ มันก็คร่าชีวิตของแรงงานเหล่านี้เกือบสองพันคน ทั้งจากอุบัติเหตุ แรงระเบิด ไข้เหลือง มาลาเรีย งูพิษ เสือจากัวร์ และสภาพอากาศที่หนาวจัด โดยเฉพาะตรงจุดนี้ซึ่งต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่าส่วนอื่น ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นหลักพัน”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“ตอนนี้คุณมองเห็นจมูกของปีศาจหรือยังคะ” 

ทุกคนไปมองหน้าผาสูงชันที่มีรางรถไฟเลียบผาเรียงสลับกันไปมาอยู่ตรงหน้า เมื่อพยายามจินตนาการอีกนิดหน่อย ก็พอจะมองเห็นว่ามันมีลักษณะคล้ายใบหน้าของคนที่กำลังเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ และรางรถไฟบนหน้าผาก็อยู่ตรงบริเวณจมูกของใบหน้านั้นพอดี 

“เดิมภูเขาลูกนี้มีชื่อว่ารังพญาแร้ง (The Condor’s Aerie) แต่เมื่อมีการสร้างรางรถไฟมาถึงที่นี่ ชาวพื้นเมืองก็เชื่อกันว่าเป็นการลบหลู่เทพเจ้าและปีศาจที่คุ้มครองเทือกเขาแอนดีส การที่คนงานและวิศวกรก่อสร้างพากันล้มตายก็เพราะโดนปีศาจลงโทษ โดยเฉพาะบริเวณนี้ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุด ภูเขาลูกนี้จึงมีอีกชื่อที่เรียกกันว่า Nariz del Diablo หรือจมูกของปีศาจ และเป็นที่มาของชื่อรถไฟสายจมูกปีศาจนั่นเองค่ะ” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สถานีปลายทางซิบัมเบ

หลังทุกคนได้ถ่ายรูปกับ ‘จมูกปีศาจ’ จนหนำใจแล้ว ก็พากันกลับขึ้นรถไฟและมาลงที่หน้าสถานีซิบัมเบ พื้นที่ของสถานีนี้มีขนาดเล็กกว่าสถานีอเลาซี แต่ด้านในก็มีพร้อมทั้งร้านขายของที่ระลึก พิพิธภัณฑ์ และร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาวพื้นเมืองที่มาคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยการร้องเพลงและแสดงการเต้นรำแบบพื้นเมือง โดยนักท่องเที่ยวทุกคนจะมีเวลาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งชั่วโมงและเลือกทำกิจกรรมอะไรก็ได้ เรากับคริสเตียนแวะไปดูโชว์เต้นรำแบบพอหอมปากหอมคอ แล้วก็แยกย้ายกันไปหามุมสงบนั่งเรียบเรียงบันทึกการเดินทางจนถึงเวลาที่ต้องขึ้นรถไฟกลับ

ระหว่างทางเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า รถไฟจากกัวยากิลวิ่งไปถึงกิโตครั้งแรกใน ค.ศ. 1908 ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดเพียง 12 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็เป็นยุคที่การคมนาคมด้วยรถไฟในเอกวาดอร์รุ่งเรืองสุดขีด ทั้งการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างพื้นที่บนภูเขากับเมืองท่าชายทะเลก็ก้าวหน้าไปอย่างมาก แต่เมื่อมีถนนเข้ามาแทนที่ช่วงปลาย ค.ศ. 1990 รถไฟก็ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป หลายเส้นทางโดนดินถล่มจนต้องปิดถาวร บางเส้นทางถูกปล่อยทิ้งร้าง

“เกือบยี่สิบปีหลังจากนั้น เส้นทางรถไฟกัวยากิล-กิโต ปิดบริการเกือบทั้งเส้น ยกเว้นเส้นทางจมูกปีศาจระหว่างอเลาซี-ซิบัมเบ เส้นทางเดียวที่ยังเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

ต้องขอบคุณเส้นทางสายนี้ค่ะ เพราะทำให้รัฐบาลมองเห็นว่านักท่องเที่ยวยังคงชื่นชอบที่จะเดินทางด้วยรถไฟและยินดีที่จะจ่ายเงินในราคาสูง เพื่อให้ได้ดื่มด่ำกับความสวยงามของเทือกเขาแอนดีสด้วยสายตาตัวเอง ใน ค.ศ. 2008 รัฐบาลทุ่มงบประมาณหลายล้านเหรียญเพื่อปรับปรุงเส้นทางรถไฟใหม่ทั้งหมด และเปิดตัวรถไฟท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่เน้นความหรูหราและความสะดวกสบายจนได้การตอบรับเป็นอย่างดี 

เมื่อรถไฟเทียบเข้าชานชาลาอเลาซี ทั้งพนักงานขับรถไฟ พนักงานดูแลความเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่บรรยาย พากันมายืนเรียงแถวจับมือและขอบคุณผู้โดยสารทุกคนที่เดินลงมาจากรถอย่างกระตือรือร้น ส่วนเราเมื่อเสร็จจากที่สถานีแล้วก็แวะไปที่ร้านกาแฟอีกครั้ง เพื่อขอบคุณเจ้าของร้านให้คำแนะนำทั้งเรื่องตั๋วรถไฟและที่พัก 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เช้าวันถัดมาก่อนออกเดินทาง เราถือโอกาสออกไปเดินเล่นดูบรรยากาศในเมือง และบังเอิญเจอกับคุณลุงคนเมื่อวานในตลาด คุณลุงโบกไม้โบกมือทักทายเราสองคนมาแต่ไกล และเดินข้ามถนนเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง 

“เป็นยังไง ไปขึ้นรถไฟมารึเปล่า เช้านี้ถนนใช้ได้แล้วนะ จะวิ่งกลับไปทางเดิมก็ได้ หรือว่าติดใจจะอยู่ต่ออีกก็ได้เหมือนกัน” 

ขอบคุณดินถล่มในวันนั้นที่ทำให้เราได้พบกับคุณลุง พี่ร้านกาแฟ รถไฟจมูกปีศาจ และเมืองเล็กๆ ในเทือกเขาแอนดีสแห่งนี้ 🙂 


เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : Beatrice Murch Flickr

สมัยก่อนการนั่งรถไฟท่องเที่ยวสายจมูกปีศาจจะเป็นการนั่งไปบนหลังคาของรถสินค้าค่ะ รอบๆ รถมีราวเหล็กสูงประมาณหน้าอกให้นั่งเกาะได้ แต่เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางลักษณะนี้ จึงทำให้ต้องยกเลิกและเปลี่ยนมาใช้รถไฟท่องเที่ยวอย่างที่เห็นในปัจจุบันค่ะ

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load