ในบทความก่อน ๆ ผมเคยได้เกริ่นเล่าเรื่องมาแล้วว่า ชาวคริสเตียนรวมทั้งบาทหลวงมากมายเข้ามาในเมืองสยามตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง บรรดาบาทหลวงเหล่านี้เดินทางเข้ามาพร้อมกับเรือบรรทุกสินค้าที่เดินทางสัญจรไปรอบโลกในยุคแห่งการค้นพบ (Age of Discovery) 

โลกใหม่หรือทวีปอเมริกาสร้างความมั่งคั่งให้กับกษัตริย์ชาวสเปน และเมืองท่าต่าง ๆ ในเอเชียก็มีทรัพย์สินเต็มพระคลังราชสำนักโปรตุเกส เรือของกษัตริย์คาทอลิกเหล่านี้จึงแล่นไปพร้อมกับบาทหลวงประจำเรือ ทำหน้าที่ดูแลอภิบาลชุมชนตามชาติภาษาของตน ตามเมืองท่าอาณานิคมเล็ก ๆ ริมชายฝั่ง ยิ่งดินแดนใดที่มีบรรดา Creole หรือพวกลูกครึ่งชาวพื้นเมืองเกิดมากจนกลายเป็นชุมชนใหญ่ เช่น ในกรุงศรีอยุธยา พะสิม ศรีลังกา หรือมะนิลา งานดูแลชาวคริสต์พื้นเมืองหลายพันคนใน ‘ค่าย’ หรือชุมชนชาวคริสต์ต่าง ๆ ก็กินเวลาบาทหลวงเหล่านั้น จนไม่อาจปลีกตัวออกไปเผยแผ่ศาสนาให้กับชาวพื้นเมืองอื่น ๆ ได้ 

บาทหลวงเหล่านี้จึงทำงานอยู่ในค่ายชุมชนตะวันตกเสียเป็นส่วนใหญ่ นี่ยังไม่นับรวมบรรดาบาทหลวงที่ขาดจิตตารมณ์ของการแพร่ธรรม แต่กลับเดินทางออกจากยุโรปเพื่อแสวงหาความร่ำรวย จากการค้าขายกับดินแดนห่างไกลในเอเชีย สินค้าแปลก ๆ และเครื่องเทศบันดาลความมั่งคั่งอย่างไม่อาจจินตนาการได้ในทวีปยุโรป

เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
เรือสำเภาจำลองที่คณะมิชชันนารีใช้เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา

กำเนิดคณะ MEP บาทหลวงในดินแดนตะวันออกไกล

ด้วยบาทหลวงทำงานอยู่แต่ในค่ายของชนชาติตัวเอง ทำให้เกิดปัญหาการแพร่ธรรมที่ไม่เกิดผลในเอเชีย สันตะสำนักแห่งโรมไม่อาจนิ่งนอนใจ จึงก่อตั้งกระทรวงเผยแพร่ความเชื่อ (Propaganda Fide) ขึ้นในปี 1622 ในรัชสมัยพระสันตะปาปาเกรโกรีที่ 15 มีจุดประสงค์ในการประกาศข่าวดีของพระคริสต์ออกไปสู่ชาวต่างชาติ และผู้ที่รับเป็นแม่งานใหญ่คือราชสำนักแห่งฝรั่งเศส 

คณะนักบวชมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (Paris Foreign Missions Society หรือเรียกสั้น ๆ ว่า MEP) จึงเกิดขึ้น เพื่อส่งบรรดามิชชันนารีไปยังดินแดนที่อำนาจทางการค้าของชาวโปรตุเกสและสเปนไปไม่ถึง หรือยังไม่มั่นคงนัก ซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงประเทศจีนและญี่ปุ่น รวมทั้งบางส่วนของเวียดนาม 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการเมืองในจีนขณะนั้นยังไม่เอื้ออำนวยต่อการเผยแผ่ศาสนาใหม่นัก บรรดาบาทหลวงที่ถูกส่งออกไปจึงไปตกค้างอยู่ในดินแดนที่ให้เสรีภาพทางศาสนามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในยุคนั้น คือ ‘กรุงศรีอยุธยา’ และลงหลักปักฐานเผยแผ่ศาสนาในสยามตั้งแต่นั้นมา 

จวบจนในปีนี้ คณะ MEP จึงจัดให้มีการเฉลิมฉลอง 350 ปีการแพร่ธรรมของบาทหลวงเหล่านี้ขึ้น โดยจัดนิทรรศการความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับคณะ MEP ขึ้นในอารามประจำคณะในกรุงปารีส – ถือว่าเป็นครั้งแรกของคณะที่ฉลองความสัมพันธ์กับประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และค่อนข้างพิเศษไปกว่านั้นตรงที่ บรรดามิชชันนารีของคณะนี้เริ่มงานแพร่ธรรมแรก ๆ ในกรุงศรีอยุธยา คณะ MEP มีอายุ 360 ปี ส่วนการแพร่ธรรมในอยุธยานั้นเริ่มมาถึง 350 ปีแล้ว (ตั้งแต่ พ.ศ. 2205 ในสมัยพระนารายณ์) 

น่าเสียดายที่ ‘บ้านแรก’ ของคณะที่กรุงศรีอยุธยาถูกทำลายไปในกองเพลิงในสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แต่เรายังสังเกตเห็นซากอิฐบางส่วนได้ภายในวัดนักบุญยอแซฟ ที่ตำบลสำเภาล่ม (ส่วนตัววัดปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัยปลายรัชกาลที่ 5)

เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
บาทหลวงฟรองซัว ปัลลือ มิชชันนารีชาวฝรั่งผู้บุกเบิกงานแพร่ธรรมที่กรุงศรีอยุธยา
ภาพ : missionsetrangeres.com
เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
ภาพถ่ายขาวดำการทำงานของบรรดามิชชันนารีในอดีตภายในนิทรรศการ

นิทรรศการรำลึก 350 ปี การส่งมิชชันนารีชาวฝรั่งเศสมายังสยาม

สำหรับท่านผู้อ่านต่างศาสนิก อาจจะงงกับคำว่า ‘คณะ’ ในศาสนาคริสต์ บาทหลวงและนักบวชรวมทั้งแม่ชี ซิสเตอร์ จำเป็นต้องมีการสังกัด ‘คณะ’ ที่มีจุดประสงค์ในการทำงานแตกต่างกัน ที่คุ้นหูคนไทยมาก ๆ ก็เช่น คณะเซนต์คาเบรียล คณะเยสุอิต คณะโดมินิกัน คณะฟรังซิสกัน ฯลฯ 

คณะ MEP ถือเป็นคณะบาทหลวงที่ทำงานในประเทศไทยยาวนานที่สุด โดยไม่เคยทิ้งร้างห่างช่วงไปเลยตลอด 350 ปี แม้ว่าจะประสบความยากลำบากหลายต่อหลายครั้ง เช่น เหตุการณ์ปฏิวัติของพระเพทราชาที่มีการทำลายหมู่บ้านชาวคริสต์ หรือเหตุการณ์พิพาทอินโดจีนที่ศาสนาคริสต์ถูกเพ่งเล็งว่าเป็นจารชนให้ฝรั่งเศส และเป็นคณะบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่สืบทอดงานลงหลักปักฐานศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในสยามให้มั่นคงมาจนทุกวันนี้

ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณพ่อปัตทวี วงศ์ศรีแก้ว บาทหลวงจากมิสซังอุบลราชธานี ที่ตอนนี้ไปศึกษาต่อ ณ ประเทศฝรั่งเศส ท่านแนะนำให้ไปชมนิทรรศการนี้ ณ บ้านของคณะ MEP ที่กรุงปารีส ผมก็บอกไปว่าตอนนี้คงไม่มีโอกาสไปหรอก ทั้งโควิด ทั้งสถานการณ์โลกต่าง ๆ (แน่นอนเงินในกระเป๋าด้วย)

“พ่อช่วยเล่าเรื่องความเป็นมาและสถานการณ์ของคณะ MEP ในตอนนี้ให้ฟังได้ไหมครับ” 

“MEP ตอนนี้เขายังทำงานอยู่ แม้ว่าจะผ่านมาเกือบ 400 ปีแล้ว ทั่วโลกมีบาทหลวงราว ๆ 180 องค์ใน 13 ประเทศ ส่วนในปารีสมีบาทหลวงประจำที่ศูนย์ฯ อยู่ราว ๆ 15 – 20 องค์ มีผู้เตรียมตัวบวชอีกราว ๆ 17 องค์ เขาก็ประสบปัญหาขาดแคลนบาทหลวงเหมือนกัน เพราะสมัยนี้คนสนใจจะบวชมีน้อย เลยจัดเตรียมทุนไว้ให้ฆราวาสแพร่ธรรม ทุนนี้มีมาเป็นร้อยปีแล้ว สำหรับเยาวชนที่อยากสัมผัสบรรยากาศของการแพร่ธรรมในดินแดนห่างไกล เป็นทุนให้เปล่า 1 ปี กลับมาจะตัดสินใจบวชหรือไม่ก็ได้ ส่วนมากเขาก็จะไปทำงานในที่ที่กันดาร อย่างแอฟริกา เวียดนาม แต่ละปีก็จะมีอาสาสมัครออกไปทำงานปีละราว ๆ 150 คน”

“แล้วในไทยเป็นยังไงบ้างครับ”

“MEP ในไทยเนี่ย เขาโอบอุ้มและตั้งหลักให้พระศาสนจักรคาทอลิกไทยมาตั้ง 300 ปีแล้ว ลงหลักปักฐานให้จนมั่นคง เขาก็จะมีนโยบายว่า ประเทศไหนที่ศาสนจักรคาทอลิกมั่นคงแล้ว ก็จะค่อย ๆ ถอนตัวออกไปทำงานในประเทศอื่น ๆ ต่อ แต่บ้านของคณะในไทยก็ยังมีนะ อยู่ฝั่งตรงข้ามวัดแขกสีลมไง” 

ผมนึกถึงบ้านของคณะ MEP มีรั้วอิฐแดงข้างป้ายรถเมล์ตรงข้ามวัดแขก ข้างในมีโบสถ์หลังเล็ก ๆ เงียบ ๆ เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ออกไปทำงานในพื้นที่ห่างไกล

พ่อปัตทวีเสริมว่า

“ถ้าใครมาชมนิทรรศการเองไม่ได้ ก็มีนิทรรศการแบบออนไลน์ด้วยนะ เข้าไปชมได้ เป็นแบบ Virtual Online Tours” พ่อวีบอก สำหรับผู้สนใจจะชม เข้าลิงก์นี้ได้เลย มีข้อมูลแปลเป็น 3 ภาษา ฝรั่งเศส อังกฤษ และไทย

ผมลองเข้าไปชมแล้ว เป็นนิทรรศการเล็ก ๆ แต่รวบรวมวัตถุสิ่งของหลายชิ้นที่นำมาจากสยาม ทั้งสมุดข่อย สมุดไทย ตำรายาแพทย์แผนพื้นบ้านต่าง ๆ รวมทั้งบันทึกประจำวันของของออกพระวิสุทธสุนทร (โกษาปาน) ราชทูตไทยที่เดินทางมายังฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ให้รายละเอียดการเดินทางไปฝรั่งเศสลึกซึ้งอย่างเหลือเชื่อ (ใครที่คิดว่าชาวสยามไม่ชอบการจดบันทึก ต้องลองอ่านไดอารี่เล่มนี้ของท่าน)

“สมัยพระนารายณ์ บาทหลวง MEP บางท่านเดินทางมาเป็นล่ามให้ที่นี่ พวกเขาจึงแวะกลับมายังบ้านเดิมของคณะ และพาราชทูตไทยมารับประทานอาหารค่ำที่นี่ด้วย ยังมีรูปอยู่เลยนะ เป็นรูปสีน้ำมันที่ตอนนี้ตกเป็นสมบัติเอกชน แสดงภาพขุนนางสวมครุยใส่ลอมพอก หรือเครื่องประดับศีรษะสีขาวทรงแหลมที่เราเห็นบ่อย ๆ ในงานพระราชพิธี กำลังนั่งโต๊ะล้อมวงกับบาทหลวง เขากินข้าวกันที่ตึกนี้แหละ แต่ไม่ทราบว่าห้องไหน เพราะมันก็ผ่านเวลามาตั้ง 300 กว่าปีแล้ว” คุณพ่อเอาภาพวาดมาให้ดูพร้อมบอกว่า ภาพนี้ยังไม่เคยเอามาจัดแสดงที่ไหนมาก่อนเลย

เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
ตึกของคณะ MEP ซึ่งเคยรับรองคณะทูตจากสยาม
เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
ภาพคณะทูตสยามสมัยสมเด็จพระนารายณ์รับประทานอาหารในตึกของคณะ MEP 
ภาพ : missionsetrangeres.com
บันทึกประจำวันของออกพระวิสุทธสุนทรหรือโกษาปาน
บันทึกของสังฆราชหลุยส์ ลาโน สมัยสมเด็จพระนารายณ์ กล่าวถึงการแพร่ธรรมในลาว ซึ่งยังไม่ได้รับการตีพิมพ์อย่างเป็นทางการ

นิทรรศการยังบอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักสยามกับคณะ MEP ที่ดำเนินไปกว่า 350 ปี เพราะนอกจากสมัยสมเด็จพระนารายณ์แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เคยได้ส่งคณะทูตมายังราชสำนักของพระเจ้านโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส และแน่นอนว่า ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นล่าม ก็ต้องเป็นบาทหลวงของคณะผู้ชำนาญภาษาสยาม บ้านของคณะ MEP จึงมีโอกาสต้อนรับทูตชาวสยามถึง 2 ครั้ง และยังมีเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเยือนวาติกันเพื่อเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาอีกด้วย

ในนิทรรศการยังโชว์ศิลปวัตถุอื่น ๆ เช่น กล่องลงรักปิดทองจากสยาม เหยือกเงินที่เป็นหนึ่งในเครื่องราชบรรณาการกว่า 1,500 ชิ้นจากพระนารายณ์ (ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟว์) แต่นำภาพถ่ายมาจัดแสดง 

เป็นที่น่าเสียดายว่า สงครามและความวุ่นวายต่าง ๆ ในฝรั่งเศสทำให้เครื่องราชบรรณาการจากสยามสูญหายไปจนหมด ยิ่งชิ้นที่ทำจากเงินหรือวัสดุมีค่า ก็มักจะถูกหลอมกลายเป็นเหรียญเอาไว้ใช้จ่ายแทน

ชามเบญจรงค์ทรงมะนาวตัดจากสยาม ของที่ระลึกที่คณะ MEP เก็บรักษาไว้
พระราชสาส์นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงสมเด็จพระสันตะปาปา

ถึงแม้ทุกวันนี้ MEP จะลดบทบาทลงมากในการทำงานแพร่ธรรมในไทย แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าพระศาสนจักรคาทอลิกไทยที่ดำเนินงานก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้ เกิดจากน้ำพักน้ำแรง หยาดเหงื่อและโลหิตของบรรดามิชชันนารีชาวฝรั่งเศส ที่เข้าทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ แม้ในรอบ 300 ปี หลายครั้งนักบวชเหล่านี้จะถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับความวุ่นวายทางการเมืองทุกครั้งที่สยามมีเรื่องปะทะกับฝรั่งเศสก็ตาม แต่ความตั้งใจจริงของพวกท่านที่จะนำพระธรรมของพระคริสตเจ้าเข้ามาปลูกไว้ในดินแดนเอเชีย เกิดผลสวยงาม สะท้อนออกมาเป็นกลุ่มคริสตชนมากมายทั่วทั้งสยามและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

ภาพ : คุณพ่อปัตทวี วงศ์ศรีแก้ว

นิทรรศการ L’Évangile au Pays du Sourire 

จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ถึง 30 มิถุนายน 2565

ผู้สนใจเข้าชมได้ฟรี วันอังคาร-เสาร์ เวลา 10.00 – 18.00 น. 

ณ ที่ทำการสำนักงาน Missions Etrangères de Paris เลขที่ 128 rue du bac กรุงปารีส

Writer

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

ครุ่นคริสต์

เรื่องสนุกเกี่ยวกับคริสตศาสนาในประเทศไทย

สุขสันต์เทศกาลอีสเตอร์แด่ผู้อ่านทุก ๆ ท่านครับ เดือนนี้ในโบสถ์ต่าง ๆ ยังเป็นบรรยากาศของการเฉลิมฉลองการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นรหัสธรรมลึกซึ้งในคริสต์ศาสนา นั่นคือ พระเยซูคริสต์ทรงผ่านการทรมาน สิ้นพระชนม์ และกลับคืนชีพในวันที่ 3 ในโอกาสนี้ก็เลยอยากชวนทุกท่านไปทำความรู้จักกับคติความเชื่อในศาสนาคริสต์รูปแบบหนึ่งที่ไม่ค่อยมีการพูดถึงนักในปัจจุบัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระทรมานของพระเยซู นั่นคือคติความเชื่อเกี่ยวกับ ‘เครื่องทรมานของพระคริสต์’ หรือ ‘Arma Christi’ 

Arma Christi เป็นภาษาละติน มีที่มาจากชื่อกลอนภาษาอังกฤษบทหนึ่งในช่วงศตวรรษที่ 14 หมายถึง ‘ยุทธภัณฑ์ของพระคริสต์’ ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อหาในพระคัมภีร์ที่กล่าวว่า ให้คริสตชนทุกคนให้สวมใส่ ‘ยุทธภัณฑ์ของพระคริสต์’ เพื่อไม่ให้แพ้การล่อลวงของซาตาน (ดูรายละเอียดในพระธรรมเอเฟซัส 6: 11 ซึ่งในพระคัมภีร์ภาษาละตินตอนนี้ใช้คำว่า Induite vos armaturam Dei แปลว่า “ให้เราสวมใส่ยุทธภัณฑ์ของพระคริสต์ เพื่อจะได้ต่อต้านการล่อลวงของปีศาจได้”)

การพัฒนาคำสอนทางเทววิทยาและหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับการทรมาน การสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนชีพของพระเยซูคริสต์ขึ้นมาอย่างจริงจัง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังหมายถึงอุปกรณ์ที่ใช้ทรมานและประหารชีวิตพระคริสต์ด้วย ซึ่งเราคงคุ้นเคยกันในช่วงวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ (Good Friday) วันที่ระลึกถึงการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซู ก่อนเทศกาลอีสเตอร์เล็กน้อย

บรรดาคริสต์ชนที่ได้รับอิทธิพลจากชาติสเปนและโปรตุเกส อย่างเช่นในประเทศฟิลิปปินส์และศรีลังกา จะจัดแสดงละคร ‘พระมหาทรมาน’ (Passion of the Christ) โดยใช้คนจริง ๆ แสดงแทนบุคคลต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ และเมื่อถึงฉากตรึงกางเขน ก็จะแขวนประติมากรรม ‘รูปพระตาย’ บนไม้กางเขนจำลอง ละครศักดิ์สิทธิ์แบบนี้ก็มีการแสดงในไทยด้วย โดยเหลือเพียง 2 ชุมชนที่สืบทอดมา คือโบสถ์คอนเซ็ปชัญและโบสถ์ซางตาครู้ส ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นชุมชนเชื้อสายโปรตุเกสที่สืบเนื่องไปถึงสมัยอยุธยา

จุดเริ่มต้นที่ชาวคริสต์ให้ความสำคัญกับการรับทรมานของพระเยซูคริสต์นี้ มีกำเนิดมาตั้งแต่ยุคกลาง โดยเฉพาะในสมัยของพระสันตะปาปาเกรโกรี มหาสมณะ (Gregory the great ค.ศ. 540 – 604)  มีใจความหลักก็คือ พระคริสต์ทรงรับทรมานเพราะบาปของมนุษย์ ดังนั้น คริสตชนที่ดีจึงควรมีส่วนร่วมในความทุกข์ทรมานของพระองค์ โดยการพิจารณาใคร่ครวญและร่วมเป็นทุกข์พร้อมกับพระองค์ มีการประพันธ์บทสวดมากมายเพื่อการไตร่ตรองเหตุการณ์นี้ จากพื้นฐานทางเทววิทยา ทำให้เกิดความนิยมในการแสวงหา ‘พระธาตุ’ (Relic) ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องทรมานของพระคริสต์ โดยรวบรวมมาจากอิสราเอล แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ 

สิ่งของที่ค้นพบมาได้ก็มีทั้งตะปูที่ตรึงพระหัตถ์และพระบาท ค้อน คีมที่ใช้ตอกและถอนตะปู ไม้กางเขนของแท้ ซึ่งได้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 มงกุฎหนาม แผ่นป้ายบอกข้อหาเหนือกางเขน นำมาประดิษฐานไว้ในมหาวิหารต่าง ๆ ในยุโรปให้ผู้คนเคารพบูชา อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว แทบไม่มีทางที่ของเหล่านี้จะคงเหลือครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งยังชวนให้ตั้งคำถามว่า เวลาผ่านมาหลายร้อยปี จะหลงเหลือของแท้อยู่ได้อย่างไร

เมื่อ Arma Christi ปรากฏในงานศิลปกรรมประเภทต่าง ๆ 

จากเทววิทยาเรื่องพระมหาทรมานของพระคริสต์ที่นำไปสู่การแสวงหาพระธาตุแล้ว ก็ยังเกิดประเพณีการสร้างสรรค์งานศิลปะในหัวข้อที่เรียกว่า Arma Christi ขึ้นด้วย ในยุคกลาง หัวข้อนี้สร้างสรรค์ขึ้นกันอย่างแพร่หลาย โดยนำเอาสัญลักษณ์ต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ มาจัดวางประชุมรวมกันในภาพเดียว โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นภาพวาด ภาพแกะสลักนูนสูง หรือประติมากรรมลอยตัว เพื่อให้ผู้ศรัทธาได้อ่านสัญลักษณ์ที่ปรากฏในภาพ พิจารณาไตร่ตรองและมีส่วนร่วมไปกับพระทรมานของพระคริสต์ได้ทั้งหมด เป็นเสมือนไอค่อน (Icon) ที่เสริมศรัทธา 

ขณะเดียวกันยังมีทฤษฎีที่เสนอแนะว่า Arma Christi นั้น พัฒนามาจากคติความเชื่อเรื่อง ‘กางเขนทรงชัยชนะ’ หรือ Crux Invicta ซึ่งเป็นปฏิทรรศน์ที่ดูขัดแย้งกันที่ชาวคริสต์เชิดชูไม้กางเขน สัญลักษณ์แห่งความตายอันน่าอัปยศของชาวโรมัน ให้กลับกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ เพราะพระคริสต์ทรงชนะบาปและความตายโดยทางไม้กางเขน คริสเตียนในยุคกลางจึงค่อย ๆ พัฒนาแนวคิดในการเชิดชูเครื่องทรมานอื่น ๆ ของพระคริสต์ในฐานะสัญลักษณ์แห่งชัยชนะขึ้นมาบ้าง โดยอาจได้รับอิทธิพลจากความคิดของชาวโรมันที่มักจะเอาชุดเกราะและอาวุธยุทธภัณฑ์ต่าง ๆ สวมเข้ากับหุ่นไม้แล้วปักไว้ในสมรภูมิที่เพิ่งพิชิตได้ เป็นเสมือนอนุสาวรีย์การมีชัยชนะเหนือศัตรู คตินี้เรียกว่า Tropaion แปลว่า ชัยชนะ

ลักษณะภาพ Arma Christi โดยทั่วไปมักแสดงออกเป็นภาพพระคริสต์ที่กำลังระทมทุกข์อยู่ตรงกลาง ห้อมล้อมด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ทรมานและประหารชีวิตพระองค์ราว ๆ 20 ชนิด ซึ่งไม่มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวว่ามีอะไรบ้าง เพิ่มหรือลดจำนวนเครื่องทรมานได้โดยอิสระ ขึ้นอยู่กับศิลปินและผู้ว่าจ้าง แต่โดยส่วนมากแล้ว ได้แก่

ไม้กางเขน เป็นสัญลักษณ์แรก ๆ ที่คริสตชนพยายามค้นหา ‘พระธาตุ’ ของแท้ให้พบ และนำมาเชิดชูเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ

ค้อนและคีม ที่ใช้ตอกและถอนตะปูตอกตรึงพระหัตถ์และพระบาท

หอก หมายถึงหอกของลองกินุส ทหารโรมันผู้แทงสีข้างของพระองค์ เพื่อทดสอบว่าพระคริสต์สิ้นพระชนม์หรือไม่

แส้ ที่ใช้เฆี่ยน ที่เรียกกันว่า แมวเก้าหาง เพราะเป็นแส้เก้าแฉกที่มีตะขอโลหะติดที่ปลาย คอยฉีกเนื้อของผู้ที่โดนเฆี่ยน แส้มักปรากฏคู่กับเสาโรมัน ซึ่งเป็นเสาที่ใช้สำหรับผูกนักโทษเวลาเฆี่ยน

ฟองน้ำเสียบไม้ มาจากเหตุการณ์ที่พระเยซูตรัสว่ากระหายน้ำ บรรดาผู้คนแถวนั้นจึงเอาฟองน้ำชุบน้ำส้ม (ไวน์ชนิดหนึ่ง มีผลทางการแพทย์ในการลดความเจ็บปวดของนักโทษประหาร นัยว่าเป็นความเมตตาอย่างหนึ่ง) เสียบกิ่งไม้ต้นหุสบให้พระองค์ทรงดื่ม บางครั้งจึงวาดภาพต้นหุสบนี้ไว้บริเวณกางเขนด้วย (ต้นหุสบ (Hyssopus officinalis) เป็นไม้พุ่มในวงศ์กะเพราชนิดหนึ่งในเขตยุโรปใต้และตะวันออกกลาง เป็นสมุนไพรโบราณใช้ระงับเชื้อ) 

บันได ใช้ตอนเชิญพระศพลงจากกางเขน ในศิลปะบางชิ้นสร้างให้พระคริสต์ไต่บันไดขึ้นไปบนกางเขนเอง แสดงว่าพระองค์ทรงเต็มพระทัยรับทรมานเพื่อบาปของมนุษย์

มือตบ เป็นมือเปล่า ๆ ที่ไม่มีเจ้าของ มาจากเหตุการณ์ตอนที่บรรดาทหารเอาผ้าคลุมพระคริสต์ไว้ แล้วตบพระพักตร์เยาะเย้ยให้พระองค์ทายว่าใครเป็นผู้ตบ บางครั้งมีการวาดภาพเท้าที่ใช้เตะพระคริสต์ด้วย

ลูกเต๋า มาจากเหตุการณ์ตอนบรรดาทหารโรมันถอดเสื้อของพระองค์ออกตกลงจะแบ่งกัน แต่ผ้าผืนนั้นไร้รอยตะเข็บ จึงฉีกแบ่งกันไม่ได้ เมื่อไม่ลงตัวจึงทอยลูกเต๋ากันเพื่อจะได้ยกให้ผู้ชนะ ผ้าผืนนี้มีนิทานเล่าว่า เมื่อพระองค์ประสูติ พระนางมารีย์เอาผ้าพันพระองค์วางไว้ในรางหญ้า ผ้าผืนนั้นก็เติบโตขึ้นไปพร้อมกับพระองค์ด้วย จึงเป็นผ้าผืนใหญ่ที่ไม่มีรอยตะเข็บการเย็บเข้าด้วยกันเลย

ไก่ ปรากฏในงานศิลปะเสมอ ๆ หมายถึงไก่ของนักบุญเปโตร เมื่อพระเยซูทำนายว่า เปโตรจะทรยศพระองค์ก่อนไก่ขัน 3 ครั้ง 

เหรียญเงิน 30 เหรียญ มาจากเหตุการณ์ที่ยูดาสทรยศพระเยซู โดยขายพระองค์ให้กับศัตรูในราคา 30 เหรียญ

ผ้าเช็ดหน้าของนางเวโรนิกา มีที่มาจากเหตุการณ์ในพระคัมภีร์ ที่มีสตรีผู้หนึ่งเอาผ้ามาเช็ดพระพักตร์ที่เปื้อนโลหิตและเหงื่อให้พระเยซู ไม่ปรากฏชื่อของสตรีนางนั้น แต่มักเรียกนางว่า ‘เวโรนิกา’ (Veronica) อันแปลว่า ผ้าเช็ดหน้า

Arma Christi : ทำไมเครื่องทรมานของพระเยซูคริสต์ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะที่คนบูชา
Arma Christi มีรายละเอียดแตกต่างออกไป เช่น มีคบไฟ จอกใส่น้ำส้ม และดาบของนักบุญเปโตร
ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/Arma_Christi
Arma Christi : ทำไมเครื่องทรมานของพระเยซูคริสต์ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะที่คนบูชา
Man of Sorrows with the Arma Christi ค.ศ. 1470 – 1485 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ Germanisches นูเรมเบิร์ก 
ภาพ : link.springer.com/chapter/10.1007/978-3-030-76970-3_12
Arma Christi : ทำไมเครื่องทรมานของพระเยซูคริสต์ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะที่คนบูชา
The Man of Sorrows in the arms of the Virgin โดย Hans Memling ในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 แสดงภาพ Arma Christi ที่แตกต่างออกไป เช่น มีภาพใบหน้าบุคคลที่ตัดสินลงโทษหรือเยาะเย้ยพระเยซู รวมทั้งมือและเท้าที่ทำร้ายพระองค์ด้วย
ภาพ  : artsandculture.google.com/asset/the-man-of-sorrows-in-the-arms-of-the-virgin-hans-memling/2QEiLMlkgiKpLA

ตัวอย่างที่หลงเหลือในเมืองไทย : อาร์มา คริสตีของโบสถ์กาลหว่าร์

ดังที่ได้เกริ่นไปแต่ตอนต้นว่า โบสถ์ในเมืองไทยที่ยังคงจัดแสดงละครพระมหาทรมานอยู่จนปัจจุบัน ยังเหลืออยู่ 2 แห่งที่โบสถ์คอนเซ็ปชัญกับโบสถ์ซางตาครู้ส ซึ่งเป็นชุมชนเชื้อสายโปรตุเกส (ซึ่งทั้งสองแห่งไม่พบคติเกี่ยวกับ Arma Christi ที่เก่าแก่) ส่วนโบสถ์กาลหว่าร์หรือวัดแม่พระลูกประคำในชุมชนตลาดน้อยนั้น ในปัจจุบันคงเหลือแต่พิธีแห่รูปพระตายเท่านั้น มิได้มีการแสดงละคร

 ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์ อาจารย์พุฒิพงศ์ พุฒตาลศรี ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์คาทอลิกไทย ประจำหอจดหมายเหตุอัสสัมชัญ ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า แต่เดิมชุมชนโบสถ์กาลหว่าร์ก็น่าจะมีการจัดแสดงละครศักดิ์สิทธิ์ตามขนบธรรมเนียมโปรตุเกสเช่นกัน เพราะมีการค้นพบเครื่องทรมานของพระคริสต์ หรือ Arma Christi จากหีบไม้ขนาดใหญ่ที่เก็บรักษาไว้ภายในโบสถ์ ซึ่งแต่เดิมจะมีตระกูลที่รักษากุญแจหีบไว้ พร้อมกับหีบบรรจุรูปพระตายที่อัญเชิญมาจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อคราวเสียกรุงให้พม่า สิ่งที่อยู่ในหีบนั้นประกอบด้วย ตะปู 3 ดอกขนาดใหญ่ แส้ (ที่เหลือแต่ด้าม) ค้อนและคีม มงกุฎหนามจำลอง และลูกเต๋า 3 ลูก ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผลการพิสูจน์อายุของรูปพระตายด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว ก็ชวนให้สงสัยว่า Arma Christi ของโบสถ์กาลหว่าร์อาจจะจัดสร้างขึ้นในระยะเวลาเดียวกันด้วย

“แต่ก่อนชุมชนกาลหว่าร์คงจะมีการเล่นละครศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน” อาจารย์พุฒิพงศ์เปิดประเด็น “เพราะชุมชนแห่งนี้เคยเป็นชุมชนชาวโปรตุเกสที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยามาก่อน พวกเขาเคยอาศัยอยู่ที่กุฎีจีน ที่เดียวกับชุมชนซางตาครู้ส แต่ต่อมามีเรื่องขัดแย้งกัน และกลุ่มหนึ่งซึ่งเข้าใจว่าเป็นพวกขุนนางเก่า ได้อพยพข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาอยู่แถวตลาดน้อยแห่งนี้ แล้วเชิญเอารูปพระตายพร้อมกับเครื่องทรมานมาด้วย 

“แต่พอนาน ๆ ไป ชาวโปรตุเกสลดจำนวนลง ชาวจีนคริสตังเข้ามาแทนที่ ชาวจีนที่มาอยู่ใหม่คงรักษาประเพณีการเล่นละครศักดิ์สิทธิ์ไว้ไม่ได้ครบถ้วน จึงเหลือแต่การแห่พระตายเท่านั้น เครื่องทรมานอื่น ๆ จึงถูกเก็บใส่หีบปิดตาย แล้วไม่ได้เอามาใช้อีกเลย จากบันทึกของโบสถ์ใน ค.ศ. 1942 ยังพบว่า มีการเชิญรูปแม่พระกับนักบุญยอห์น อัครสาวก ออกมาแห่ในพิธีวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ (หรือศุกร์พระตาย) ด้วย น่าสนใจว่ารูปปั้นทั้งสองนั้น มีแต่ศีรษะและมือที่คงเหลืออยู่ เชื่อว่าคงเป็นธรรมเนียมโปรตุเกสโบราณ ที่จะตกแต่งหุ่นรูปพระด้วยเสื้อผ้า มีโผล่ออกมาแต่หัวและมือเท่านั้น เรายังเห็นวิธีการแต่งตัวให้พระรูปแบบนี้ในศิลปะฟิลิปปินส์” 

อาจารย์พุฒิพงศ์เอาภาพประติมากรรมศีรษะของแม่พระและนักบุญยอห์นที่แสดงสีหน้าโศกเศร้ามาให้ชม แม่พระนั้นสังเกตได้ว่าเป็นสตรีมีเนินอก ส่วนนักบุญยอห์นนั้นหันหน้าไปทางขวา เพราะในธรรมเนียมโบราณถือว่าท่านยืนอยู่ทางซ้ายมือของพระเยซู และมองขึ้นยังกางเขนที่อยู่ขวามือ เป็นที่น่าเสียดายที่ปัจจุบันไม่มีธรรมเนียมการนำรูปทั้งสองและเครื่องทรมานต่าง ๆ ออกแห่แล้ว 

ผมยังจินตนาการถึงวันที่ชุมชนแห่งนี้ยังจัดละครศักดิ์สิทธิ์ระลึกถึงพระมหาทรมาน อาจจะเป็นเวลาเมื่อ 300 ปีก่อนตามธรรมเนียมของชาวโปรตุเกสในกรุงศรีอยุธยา แล้วอาจจะจัดอีกครั้งริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในบางกอก ณ ราชธานีใหม่ แล้วอดคาดหวังต่อไปในอนาคตไม่ได้ว่า มีความเป็นไปได้เพียงไรที่ชุมชนคริสตังแห่งตลาดน้อยนี้ จะฟื้นฟูประเพณีการแสดงละครศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาใหม่ โดยผ่านการวิจัยศึกษาความเป็นไปได้ของรูปแบบพิธีเดิม จัดสร้างยุทธภัณฑ์ของพระคริสต์ที่ขาดหายไปขึ้นมาใหม่ให้ครบถ้วน เพื่อรักษาศรัทธาที่สืบทอดกันมากว่า 300 ปีให้กลับคืนมามีชีวิตชีวาใหม่อีกครั้ง

Arma Christi : ทำไมเครื่องทรมานของพระเยซูคริสต์ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะที่คนบูชา
รูปพระตายของโบสถ์กาลหว่าร์ ซึ่งเป็นรูปที่นำมาจากกรุงศรีอยุธยา
ภาพ : พุฒิพงศ์ พุฒตาลศรี
รู้จักยุทธภัณฑ์ของพระคริสต์ อุปกรณ์ทรมานพระเยซูที่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ ละครพระมหาทรมาน และรูปพระตายในไทย
รูปศีรษะของนักบุญยอห์นอัครสาวก ซึ่งใช้ในพิธีแห่พระตาย ในอดีตจะต้องมีการสวมผมปลอมและเครื่องแต่งกายต่าง ๆ อย่างพร้อมสรรพ โผล่ออกมาเพียงศีรษะและมือที่ทำจากไม้เท่านั้น
ภาพ : พุฒิพงศ์ พุฒตาลศรี
รู้จักยุทธภัณฑ์ของพระคริสต์ อุปกรณ์ทรมานพระเยซูที่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ ละครพระมหาทรมาน และรูปพระตายในไทย
รูปแม่พระในกริยาเศร้าโศก ในอดีตจะมีการตกแต่งด้วยผมปลอมและเสื้อผ้าก่อนนำเข้าพิธี วิธีตกแต่งรูปพระเช่นนี้ยังเห็นได้ในสเปนและฟิลิปปินส์
ภาพ : พุฒิพงศ์ พุฒตาลศรี
รู้จักยุทธภัณฑ์ของพระคริสต์ อุปกรณ์ทรมานพระเยซูที่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ ละครพระมหาทรมาน และรูปพระตายในไทย
ภายในโบสถ์แม่พระลูกประคำ (กาลหว่าร์)
ภาพ : เจิดจ้า รุจิรัตน์

ท่านที่สนใจพิธีแห่พระตายที่วัดแม่พระลูกประคำ ตลาดน้อย กรุงเทพฯ เข้าร่วมพิธีได้ในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ของทุกปี (แต่ไม่ตรงกันเพราะใช้ปฏิทินจันทรคติ ติดตามได้ในเฟซบุ๊กของทางวัด)

ขอบคุณอาจารย์พุฒิพงศ์ พุฒตาลศรี แห่งหอจดหมายเหตุอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

Writer

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load