ธุรกิจ : บริษัท พี.เค.แอล.โอเวอร์ซีส์ จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ผลิตรูปหล่อและเฟอร์นิเจอร์ทองเหลืองทำมือ

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2529

อายุ : 35 ปี

ผู้ก่อตั้ง : คุณประเสริฐ ลิมป์จันทรา และ คุณกัลยา ลิมป์จันทรา บริษัท พี.เค.แอล.โอเวอร์ซีส์ จำกัด (พ.ศ. 2529)

ทายาทรุ่นสอง : คุณคัฌฑธ์มาส ลิมป์จันทรา Masaya Furniture (พ.ศ. 2558)

หากใครเดินผ่านแถว Warehouse 30 และ The River City Bangkok อยู่บ่อยๆ คงเคยเห็นรูปหล่อทองเหลืองตัวน้อยใหญ่ตั้งเรียงรายบริเวณโค้งหน้าสถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกสกันบ้าง 

แต่เดิม เราคิดเองเออเองว่ารูปหล่อหล่านี้เป็นผลงานทองเหลืองของชาวตะวันตกที่หลงใหลของเก่าซึ่งอาศัยอยู่แถบนั้น จึงขอสารภาพตามตรงว่า เมื่อรู้แจ้งเห็นจริงว่าผลงานเหล่านั้นทำขึ้นโดยช่างฝีมือชาวไทยจากโรงงาน Asia Collection ซึ่งดำเนินกิจการโดย คุณพ่อปุ๊ย-ประเสริฐ ลิมป์จันทรา และ คุณแม่แหวว-กัลยา ลิมป์จันทรา มากว่า 35 ปี และส่งออกสินค้าไปกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ก็รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย

แม้ปัจจุบัน Asia Collection จะยังคงดำเนินกิจการได้อย่างไม่ติดขัด แถมยังมีออเดอร์เข้ามาไม่ขาดสาย เพราะยืนหนึ่งเรื่องคุณภาพมาตั้งแต่ครั้งอดีต ทายาทรุ่นสองอย่าง จา-คัฌฑธ์มาส ลิมป์จันทรา ออกตัวว่าธุรกิจรุ่นพ่อแม่ไม่จำเป็นต้องใช้แผนการตลาดแบบใดก็อยู่ได้

Masaya เฟอร์นิเจอร์ทองเหลืองทันสมัย ต่อยอดจากโรงงานรูปหล่อทองเหลือง 35 ปีของครอบครัว

แต่อีกมุมหนึ่ง เธอและครอบครัวก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความนิยมทองเหลืองของคนรุ่นใหม่ทั้งในไทยและต่างประเทศไม่ได้มากเท่าเดิมอีกต่อไป และเชื่อว่าธุรกิจจะยืนยาวได้เป็นร้อยปีต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ทองเหลืองอายุ 6 ปีนาม Masaya Furniture ที่คุณแม่แหววเป็นผู้ริเริ่มและเธอเป็นผู้สานต่อ จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อทำให้บริษัทก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงในโลกสมัยใหม่ 

การ ‘ปรับ’ ธุรกิจครอบครัวของเธอให้ดูสนุกขึ้นอีกเป็นกองจะเป็นอย่างไร จาและคุณแม่ได้ให้คำตอบด้านล่างนี้แล้ว

Masaya เฟอร์นิเจอร์ทองเหลืองทันสมัย ต่อยอดจากโรงงานรูปหล่อทองเหลือง 35 ปีของครอบครัว

โรงงานหล่อทองเหลืองที่ยืนหนึ่งทุกเรื่องตั้งแต่อดีต

ย้อนกลับไป 35 ปีก่อน ในยุคที่การหล่อพระยังเฟื่องฟู กิจการทองเหลืองของครอบครัวนี้เริ่มต้นจากคุณพ่อปุ๊ยและพี่ชาย ผู้ก่อตั้งโรงงานรับหล่อพระด้วยช่างฝีมือที่ฝึกกันมา แต่ด้วยสายตาเหยี่ยวของคุณแม่และคุณพ่อ จึงจับทุกกระแสความนิยมมาพัฒนาโรงงานอยู่เรื่อยๆ จากการหล่อพระทั่วไปในช่วงแรกก็เริ่มหันมาทำรูปหล่อแนวอื่นๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดจนกลายเป็นโรงงานทองเหลืองชั้นนำที่ผลิตรูปหล่อที่แตกต่างและมีคุณภาพ

“เราหล่อพระได้สักพักก็หันมาทำรูปหล่ออย่างเทพพนม เทวดาดีดพิณ และพระอภัยมณี ฯลฯ เพราะช่วงนั้นคนนิยมมาก พอคนเริ่มเบื่อ ก็หันมาทำรูปหล่อสไตล์จีนและญี่ปุ่น แล้วจึงเปลี่ยนมาทำรูปหล่อแบบยุโรปเกือบทั้งหมด ซึ่งถือเป็นโรงงานแรกๆ ที่ทำรูปหล่อยุโรปออกมาขาย” คุณแม่เล่าอย่างออกรส 

ความยืนหนึ่งที่ว่าไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็นโรงงานแรกที่ทำรูปหล่อสไตล์ยุโรปเท่านั้น หลังจากเปิดโรงงานขายส่งให้ร้านต่างๆ ในกรุงเทพฯ และลูกค้าชาวต่างชาติเมื่อ พ.ศ. 2529 แต่กลับถูกร้านรวงในกรุงเทพฯ คัดลอกผลงานไปทำพิมพ์ของตนเอง และจ้างให้อีกโรงงานผลิตให้เพื่อลดต้นทุน ใน พ.ศ. 2533 คุณแม่จึงตัดสินใจผลิตสินค้าในนาม Asia Collection ขึ้นเอง และเปิดโชว์รูมริมแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้น ซึ่งก็ถือเป็นโชว์รูมแรกๆ ในสมัยนั้นอีกเช่นกัน

Masaya เฟอร์นิเจอร์ทองเหลืองทันสมัย ต่อยอดจากโรงงานรูปหล่อทองเหลือง 35 ปีของครอบครัว
Masaya เฟอร์นิเจอร์ทองเหลืองทันสมัย ต่อยอดจากโรงงานรูปหล่อทองเหลือง 35 ปีของครอบครัว

“สมัยก่อนไม่ค่อยมีใครเปิดโชว์รูม พอเราเปิดก็ยิ่งดึงดูดลูกค้าชาวต่างชาติที่เดินผ่านไปผ่านมา ด้วยคุณภาพที่ดีมากๆ และด้วยแบบรูปหล่อที่ไม่ค่อยเหมือนร้านอื่น เราจึงได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนช่วงต้มยำกุ้ง โรงงานเราก็ยิ่งขายดี เพราะฐานลูกค้าเราคือพ่อค้าคนกลางชาวต่างชาติ” คุณแม่เล่าถึงยุคทองของ Asia Collection ก่อนขยายความว่าคำว่า ‘ขายดี’ ที่ว่า หมายถึงช่วงนั้นโรงงานต้องทำรูปหล่อส่งออกกว่า 12 – 20 ตู้คอนเทนเนอร์ทีเดียว 

“แต่ช่วงที่ซบเซาก็มีนะ อย่างช่วงที่จีนเริ่มเปิดโรงงานของตัวเอง ออเดอร์เราก็ลดน้อยลงมากๆ เพราะค่าแรงเขาถูก ลูกค้าบางกลุ่มเลยไปสั่งผลิตที่จีน บางกลุ่มก็สั่งรูปหล่อของเราไป แต่ส่งกลับไปที่จีนเพื่อคัดลอกพิมพ์ ตอนแรกเราก็ตกใจว่าของเราไปอยู่ที่จีนได้ยังไง แต่สุดท้ายลูกค้าก็กลับมาหาเราอยู่ดีเพราะคุณภาพนั้นต่างกัน”

ขณะที่โรงงานจีนมักใส่เหล็กเข้าไปจำนวนมากเพื่อลดต้นทุน รูปหล่อที่ได้จึงเปราะ เป็นสนิมง่าย แถมเคาะแล้วไม่กังวานไพเราะ กลับกัน ผลผลิตจาก Asia Collection นั้นประณีต เพราะเทคนิควิธีเฉพาะทาง และการใช้ทองเหลืองเกรดดีที่มีทองแดงเป็นส่วนผสม ช่วยให้ผลผลิตที่ได้แข็งแรงทนทาน 

ด้วยเหตุผลทั้งมวลเหล่านี้ ไม่แปลกใจหาก Asia Collection จะมีคู่ค้ามากกว่า 30 ประเทศ 

Masaya เฟอร์นิเจอร์ทองเหลืองทันสมัย ต่อยอดจากโรงงานรูปหล่อทองเหลือง 35 ปีของครอบครัว

โรงงานทองเหลืองที่ใส่ใจลูกค้าทุกกระบวนการ

นอกจากคุณภาพที่ยืนหนึ่ง ผลงานที่แตกต่าง อีกสิ่งสำคัญที่คุณแม่เน้นย้ำว่า Asia Collection ไม่เหมือนใคร คือการบริการหลังขายที่ดีเลิศจนลูกค้ายอมรับ 

“เราอยู่ได้ยืนยาวขนาดนี้ เพราะเราดูแลเอาใจใส่ลูกค้าดีมาก เราแจ้งลูกค้าตลอดว่าตอนนี้ของผลิตถึงกระบวนการไหนแล้ว ไม่ใช่ว่าเงียบหายไปเลย เพราะการผลิตรูปหล่อแต่ละชิ้นใช้เวลานานหลายเดือน เวลาส่งของก็ต้องติดตามว่าของถึงหรือยัง ถ้าเขาเจอปัญหา เราก็ต้องคอยแนะนำหรือหาทางแก้ ถ้าสินค้าเสียหายเพราะเราแพ็กไม่ดีก็ต้องรับผิดชอบ ถ้าวัตถุดิบขึ้นราคา เราก็จำเป็นต้องประคองราคาเดิมไปก่อน ห้ามขึ้นราคาลูกค้ากะทันหัน แต่ต้องแจ้งล่วงหน้าหกเดือน ไม่อย่างนั้นลูกค้าจะเดือดร้อน

“นอกจากนั้น เราจะต้องไม่ขายให้ลูกค้ามั่วซั่ว เช่น เราขายให้ลูกค้าหลายๆ คนจากอเมริกาได้เพราะอเมริกาเป็นประเทศใหญ่ แต่เราจะขายให้ลูกค้าจากประเทศเบลเยียมซึ่งเป็นประเทศเล็กหลายคนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นลูกค้าจะไปตัดราคากันเอง” คุณแม่อธิบายถึงหัวใจสำคัญอีกข้อหนึ่งของ Asia Collection ซึ่งแม้จะทำให้เหนื่อยขึ้นแต่ก็คุ้มค่า จนทำให้โรงงานยืนยาวถึง 35 ปี ขณะที่โรงงานอื่นปิดตัวลงไปทุกปีๆ 

และแน่นอนว่า เมื่อลูกสาวคนรองอย่างจาเข้ามาดูแล หัวใจสำคัญข้อนี้ยังคงอยู่ในหลักการบริหารไม่จางหาย

โรงงานทองเหลืองกับความหลงใหลประวัติศาสตร์ศิลป์ของลูกสาว

ช่วงเวลาที่ Asia Collection เติบใหญ่จากการผลิตรูปหล่อแบบยุโรปออกมาขายไม่ขาดสาย คือความทรงจำที่ลูกสาวคนที่สองอย่างจาจำได้ และเพราะรูปหล่อแบบเรอเนซองส์ที่เรียงรายในโชว์รูม รวมทั้งแคตตาล็อกแบบหล่อที่คุณแม่เก็บสะสมนั่นเอง ล้วนเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้จาหลงใหลศิลปะ

“เวลาป๊าทำรูปหล่อใหม่ๆ ออกมา เราชอบไปหาอ่านประวัติของรูปหล่อเหล่านั้น ช่วงแรกที่ไปเรียนต่อเลยเลือกเรียนด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ แต่ภายหลังก็เปลี่ยนมาเรียนด้านโฆษณาและดิจิตอลอาร์ต” ลูกสาวคนกลางเล่า และอาจเพราะเหตุผลเดียวกันนี้เองที่ทำให้เธอกลับมารับช่วงต่อกิจการ

“ป๊าจะพูดอ้อมๆ ว่า ถ้าเขาไม่ทำก็คงไม่มีใครทำแล้ว เราเลยซึมซับตั้งแต่เด็กว่าต้องกลับมาทำแทนเขา อีกใจหนึ่งก็รู้ว่าการมีโรงงานเป็นของตัวเอง มันเปิดโอกาสให้เราทำอะไรได้หลายอย่าง เราควรรับโอกาสนั้นมา แล้วสานต่อให้มันเดินต่อไปได้” 

Masaya เฟอร์นิเจอร์ทองเหลืองทันสมัย ต่อยอดจากโรงงานรูปหล่อทองเหลือง 35 ปีของครอบครัว

แม้จะยังไม่เห็นลู่ทางที่เธอจะเข้ามาพัฒนาธุรกิจครอบครัวในช่วงแรก เพราะ Asia Collection ยังไปได้ดีไม่มีขัด แต่เมื่อคุณแม่เปิดแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ทองเหลืองนาม Masaya Furniture เมื่อ พ.ศ. 2558 เพราะเห็นโอกาสจากการที่ลูกค้าสั่งทำเฟอร์นิเจอร์ทองเหลือง และเห็นว่าเฟอร์นิเจอร์น่าจะไปได้ดีกว่างานหล่อรูปหล่อในอนาคต จาจึงมั่นใจว่านี่แหละคือแบรนด์ที่เธอจะกลับมาต่อยอด

“ม้าได้พี่ อภิวัฒน์ ชิตะปัญญา มาเป็นดีไซเนอร์ให้แบรนด์จากการแนะนำของเพื่อนๆ แล้วเขาก็เอางานมาให้เราดูว่าม้ากำลังทำแบบนี้อยู่นะ ด้วยเราชอบเรื่องการตกแต่งภายในอยู่แล้ว เลยคิดว่าถ้าได้เข้ามาทำก็น่าจะสนุกดี” ลูกสาวคนกลางออกปากรับคำและเข้ามาเรียนรู้ในฐานะพนักงานคนหนึ่ง ด้วยการตอบอีเมลและศึกษากระบวนการทำรูปหล่อทองเหลืองทันที

“ภาษาอังกฤษเราแข็งแรงที่สุดในออฟฟิศ สิ่งแรกที่ทำจึงเป็นการตอบอีเมลลูกค้า แต่เราก็เจอคำถามเกี่ยวกับกระบวนการทำที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่อยากคอยถามคนอื่นแล้ว เราจึงไปเรียนรู้กระบวนการทำทั้งหมดที่โรงงานเองเลย” การลงลึกถึงขั้นตอนในครั้งนั้นเองที่ทำให้เธอตระหนักว่า กว่าจะได้รูปหล่อ 1 ชิ้นนั้นละเอียดอ่อนมากจริงๆ

ทายาทรุ่นสองโรงงานรูปหล่อทองเหลืองที่พาธุรกิจครอบครัวเดินไปพร้อมยุคใหม่ ผ่านช่องทางออนไลน์และดีไซน์ทันสมัย
ทายาทรุ่นสองโรงงานรูปหล่อทองเหลืองที่พาธุรกิจครอบครัวเดินไปพร้อมยุคใหม่ ผ่านช่องทางออนไลน์และดีไซน์ทันสมัย

ขั้นแรกคือช่างหล่อจะต้องหล่อแบบขี้ผึ้งขึ้นเพื่อสร้างพิมพ์ซิลิโคน จากนั้นต้องเทขี้ผึ้งอีกรอบก่อนโบกปูนเพื่อให้ขี้ผึ้งเซ็ตตัว แล้วจึงเททองเหลืองลงพิมพ์ได้ ทองเหลืองที่ร้อนระอุก็จะแทนที่ขี้ผึ้งที่หลอมละลาย เมื่อชิ้นส่วนทองเหลืองแต่ละชิ้นเรียบร้อย จึงถอดออกมาเพื่อประกอบเข้าด้วยกัน แล้วขัดเงา ทำสี และขัดเงาอีกครั้ง 

“การเข้าใจกระบวนการเหล่านี้สำคัญมากสำหรับการเจรจาซื้อขาย เพราะลูกค้าชาวต่างชาติจะมีคำถามเกี่ยวกับสินค้าตลอด ในแต่ละครั้งที่อธิบาย เราก็บอกไม่เหมือนกันสักครั้ง เพราะกระบวนการเหล่านี้ละเอียดและซับซ้อนมาก นอกจากนั้น หากเราเข้าใจมุมมองช่าง เราจะพอมองภาพออกว่าดีไซน์ที่ลูกค้าต้องการนั้นเป็นไปได้มากขนาดไหน” เธออธิบายถึงการฝึกงานเมื่อ 4 ปีก่อนให้ฟัง

ทายาทรุ่นสองโรงงานรูปหล่อทองเหลืองที่พาธุรกิจครอบครัวเดินไปพร้อมยุคใหม่ ผ่านช่องทางออนไลน์และดีไซน์ทันสมัย

โรงงานทองเหลืองยุค 5G

กับหลายธุรกิจครอบครัว การเข้ามาของทายาทรุ่นใหม่มักเป็นการเปลี่ยนระบบภายในและจัดการสิ่งต่างๆ ให้ดูทันสมัยขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะประเภทธุรกิจที่เอื้อให้ทำ แต่กับ Masaya และ Asia Collection ที่เป็นธุรกิจที่ดำเนินด้วยงานฝีมืออันประณีต การเข้ามาดูแลกิจการของจาจึงไม่ใช่การพลิกโฉมโรงงานครั้งใหญ่อย่างการเปลี่ยนแปลงระบบการทำงาน แต่เป็นการ ‘ปรับ’ รูปแบบการขายให้ทันสมัยกับโลกยุค 5G 

“ช่วงที่เราเข้ามาดูแล คุณแม่เริ่มก่อตั้ง Masaya Furniture ได้สองปี ตอนนั้นคุณแม่อาศัยการไปงานแฟร์ที่ฝรั่งเศส เพื่อให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์มากขึ้น ซึ่งก็ช่วยได้จริงๆ และทุกวันนี้เรายังคงไปออกงานแฟร์อยู่ เพราะนี่คืองานใหญ่ที่จะทำให้คนรู้จักแบรนด์เราได้มากขึ้น

“แต่เราก็มองว่าเฟอร์นิเจอร์บนโลกใบนี้มีหลายร้อยแบรนด์ การขายในโชว์รูมที่ไม่ได้อยู่ในห้างจะทำให้คนรู้จักแบรนด์เรายากมาก และที่สำคัญ คนรุ่นนี้ซื้อของผ่านออนไลน์เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งที่เราต้องทำจึงคือ การทำให้ช่องทางการขายออนไลน์ของเราดีขึ้นกว่านี้” 

จาเริ่มจากนำสินค้าทั้งหมดที่มีไปถ่ายภาพ เพื่อให้การเจรจาซื้อขายผ่านอีเมลระหว่างแบรนด์กับลูกค้าง่ายขึ้น อีกทั้งขยายช่องทางการขายไปยังเว็บไซต์รวมงานดีไซน์ที่ชาวต่างชาตินิยม ซึ่งก็ได้ผลตอบรับดีเกินคาด ล่าสุดจากำลังพัฒนาเว็บไซต์ของแบรนด์ เพื่อให้ลูกค้าต่างชาติเข้าถึงได้ง่ายกว่าเก่า และกำลังจะพัฒนาช่องทางเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมให้แข็งแรง เพื่อรองรับแนวทางในอนาคตที่อยากทำให้คนไทยรู้จักธุรกิจครอบครัวทั้งสองขามากขึ้น

โรงงานทองเหลืองฉบับคนรุ่นใหม่

นอกจากจาจะ ‘ปรับ’ รูปแบบการขายให้ซื้อขายได้คล่องมือแล้ว อีกสิ่งสำคัญที่มีผลต่อทิศทางของ Masaya Furniture ไม่น้อย คือการปรับดีไซน์ของเฟอร์นิเจอร์ให้ดูสนุก ลุกนั่งสบาย สไตล์คนเจนเนอเรชันนี้มากขึ้น

จาวิเคราะห์ว่า “คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยนิยมทองเหลืองเท่าไหร่ ไม่ว่าจะคนไทยหรือต่างชาติ เราจึงต้องปรับให้เฟอร์นิเจอร์ทองเหลืองของเราร่วมสมัย เพื่อให้เข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น” 

ทายาทรุ่นสองโรงงานรูปหล่อทองเหลืองที่พาธุรกิจครอบครัวเดินไปพร้อมยุคใหม่ ผ่านช่องทางออนไลน์และดีไซน์ทันสมัย

การเข้ามาปรับดีไซน์ของเธอ หมายรวมถึงการปรับวัสดุบางส่วนเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย อย่างแทนที่จะใช้หินอ่อนท็อปขาโต๊ะทองเหลืองแบบที่แม่แหววชอบ ก็ใช้กระจกใสที่ดูร่วมสมัย ทั้งยังทำให้เห็นขาทองเหลืองได้ด้วย

นอกจากนั้น การปรับที่ว่ายังหมายรวมถึงการทำให้เฟอร์นิเจอร์ของแบรนด์ไม่เพียงสวยงามเท่านั้น แต่ต้องใช้ได้จริง แทนที่จะทำม้านั่งหุ้มเบาะที่อาจไม่เหมาะกับการวางนอกบ้านเท่าไหร่ เธอก็เพิ่มม้านั่งทองเหลืองทั้งชิ้นเพื่อให้ใช้งานได้จริง หรืออย่างเก้าอี้คอลเลกชัน Ink อันโด่งดังฝีมืออภิวัฒน์ เธอก็เสนอให้ทำพนักโค้งรับสรีระเพื่อให้นั่งได้สบายกว่าเก่า

นอกจากนั้น จายังอธิบายการปรับและพัฒนาครั้งนี้ว่า “เราจะเป็นคนมองเทรนด์ว่าช่วงนี้สินค้าอะไรที่ขายดีบ้าง เพื่อเสนอให้ดีไซเนอร์ผลิตสินค้าประเภทนั้นให้หลากหลายขึ้น จะได้ตอบสนองความต้องการของลูกค้า เช่น ช่วงโควิด-19 ของใช้เล็กๆ น้อยๆ ในบ้านมักขายดี เราก็อาจพัฒนาของประเภทเดียวกันออกมามากขึ้น 

ทายาทรุ่นสองโรงงานรูปหล่อทองเหลืองที่พาธุรกิจครอบครัวเดินไปพร้อมยุคใหม่ ผ่านช่องทางออนไลน์และดีไซน์ทันสมัย

“หลายครั้ง เราจะคาดการณ์จากประสบการณ์การใช้งานและฐานลูกค้าว่า คนประเทศนี้ รูปร่างแบบนี้ จะอยากได้อะไร เช่น โต๊ะคอนโซลของเรานั้นเตี้ย ซึ่งอาจไม่เหมาะกับลูกค้าตะวันตกที่รูปร่างสูงใหญ่ เราก็ทำให้ขาโต๊ะสูงขึ้นหน่อยไหม จะได้ตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้น” 

แม้ในวันแรกๆ ที่ Masaya Furniture ถือกำเนิด ลูกค้าไทยและต่างชาติจะยังไม่ค่อยรู้จักแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ทองเหลืองแบรนด์นี้มากนัก แต่ด้วยสไตล์การออกแบบเฉพาะของอภิวัฒน์ การเข้ามาดูแลช่องทางการขายและแนวทางดีไซน์โดยจา รวมถึงเทคนิควิธีการหล่อทองเหลืองเฉพาะทางที่ทำให้ได้เส้นสายพลิ้วไหวดูธรรมชาติ แตกต่างจากแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ทองเหลืองแบรนด์อื่นๆ ที่เป็นรูปทรงเรขาคณิตด้วยรังสรรค์ขึ้นจากเครื่องจักรสมัยใหม่ 

ไม่นาน Masaya Furniture ก็เป็นที่รู้จักว่าเป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ทองเหลืองร่วมสมัยที่ส่งออกกว่า 12 ประเทศ เช่น เบลเยียม สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร กรีซ และอิตาลี 

ทายาทรุ่นสองโรงงานรูปหล่อทองเหลืองที่พาธุรกิจครอบครัวเดินไปพร้อมยุคใหม่ ผ่านช่องทางออนไลน์และดีไซน์ทันสมัย
ทายาทรุ่นสองโรงงานรูปหล่อทองเหลืองที่พาธุรกิจครอบครัวเดินไปพร้อมยุคใหม่ ผ่านช่องทางออนไลน์และดีไซน์ทันสมัย

โรงงานทองเหลืองของคน 2 รุ่น

ในมุมของเรา ความยากของการทำแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ทองเหลืองคงไม่พ้น ‘ทำยังไงให้คนรุ่นใหม่กลับมาสนใจ’ แต่ทายาทผู้สานต่อกลับยืนยันว่าประเด็นนี้ไม่ยากเท่าไหร่ เนื่องจาก Masaya Furniture มีฐานลูกค้าชาวต่างชาติอยู่พอสมควร สิ่งที่ยากจริงๆ คือ ‘ทำยังไงให้ดำเนินธุรกิจครอบครัวบนความคิดที่แตกต่างระหว่างคนสองรุ่นได้’ 

“ด้วยความที่ป๊าทำ Asia Collection แล้วมันเวิร์กมาตลอดสามสิบห้าปี เขาไม่ค่อยอยากลองสิ่งใหม่ๆ ส่วนม้าก็ชอบสไตล์เก่าๆ ที่อาจไม่เข้ากับยุคสมัย เราจึงเห็นไม่ตรงกันแทบทุกครั้งที่จะทำโปรเจกต์ใหม่ๆ” ทายาทเล่าพลางหัวเราะ

 “บางอย่างป๊ามองว่าถ้าทำแบบที่เราต้องการ ทองเหลืองอาจจะรับน้ำหนักไม่ได้ ซึ่งบางครั้งมันก็ใช่ แต่อีกทางหนึ่ง ถ้าเราไม่ลอง เราก็ไม่รู้ว่าผลสุดท้ายจะเป็นยังไง ทางแก้คือต้องรับฟังซึ่งกันและกัน เขาก็ต้องเปิดใจให้เรา เราก็ต้องเปิดใจให้เขา และเราต้องลองทำเพื่อจะได้รู้ไปเลยว่ามันเวิร์กหรือไม่ ไม่อย่างนั้นก็จะเถียงกันอย่างเดียว แต่ไม่ได้เดินหน้าต่อ” ลูกสาวบอกถึงปัญหาใหญ่ ก่อนตอบคำถามที่เราสงสัยว่า การเข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัวครั้งนี้ทำให้เธอกดดันบ้างไหม

“เรายังกังวลอยู่ตลอดว่าถ้าต้องเข้ามาดูแลเต็มตัว แต่ไม่ได้มีความรู้ช่างเท่าป๊าแล้วจะทำได้ไหม แต่ลึกๆ ก็มั่นใจพอสมควรว่าความรู้ที่เรามีอยู่ก็น่าจะสานต่อได้ และเราต้องทำให้ทั้งสองแบรนด์มันไปได้ไกลกว่านี้ ทั้งในแง่การส่งออกที่ส่งออกได้หลายประเทศยิ่งขึ้น และการสร้างความรับรู้ในประเทศไทย 

“เป้าหมายตอนนี้ คือเราไม่ได้อยากให้คนไทยมาซื้อเฟอร์นิเจอร์หรือรูปหล่อนะ อยากให้คนไทยเปิดใจมากขึ้นว่าทองเหลืองทำได้มากกว่าการหล่อพระหรือรูปหล่อต่างๆ แต่มันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเขาได้” ทายาทรุ่นสองทิ้งท้ายความตั้งใจ

ทายาทรุ่นสองโรงงานรูปหล่อทองเหลืองที่พาธุรกิจครอบครัวเดินไปพร้อมยุคใหม่ ผ่านช่องทางออนไลน์และดีไซน์ทันสมัย

Masaya

ที่ตั้ง : 59, 61, ,63 ,65 ซอยเจริญกรุง 30 เขตบางรัก กรุงเทพฯ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ​ : เปิดบริการ เวลา 09.00 – 17.00 น.

Facebook : Masaya Furniture

Website : Masaya Furniture

Writer

Avatar

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : ห้างสิริบรรณช้อปปิ้ง เซนเตอร์

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2533

ประเภท : ห้างสรรพสินค้า 

ผู้ก่อตั้ง : นิรันดร์ และ จีระ พิตรปรีชา

ทายาทรุ่นสอง : พ่อหนุ่ย-จิรายุสถ์ พิตรปรีชา

ทายาทรุ่นสาม : โปร-จีระเกษม พิตรปรีชา

อาคารเก่ากำแพงสีไข่ไก่ แต่งแต้มด้วยกราฟฟิตี้สวยงาม ประตูเหล็กยืดสีฟ้า มีตัวอักษรบนป้ายหน้าร้านว่า ‘สิริบรรณ’ บ่งบอกว่านี่คือร้านเครื่องเขียนเก่าแก่ที่ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตย์ดีเด่น ประเภทอาคารพาณิชย์ ประจำปี 2560 ไม่ผิดแน่

ส่วนปากกา ดินสอ ยางลบ ไม้บรรทัด เครื่องคิดเลข สมุด ม้วนด้าย ลูกบอล ถ้วยรางวัล แม้กระทั่งฮูลาฮูป… เป็นสิ่งที่พอจะยืนยันคำพูดของทายาทผู้รับช่วงต่อ พ่อหนุ่ย-จิรายุสถ์ พิตรปรีชา ที่กล่าวไว้ว่า “ขายตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ”

เราเดินสำรวจร้านทุกซอกมุมที่มีสินค้าวางเรียงรายแน่นขนัด 360 องศา แบบที่ถ้าเดินเข้ามาด้วยความคิดว่างเปล่า ก็คงต้องเผลอซื้ออะไรกลับไปสักชิ้น จนถึงห้องเก็บของข้างในที่ยังคงอัดแน่นไปด้วยเครื่องเขียนจนต้องปีนบันไดขึ้นไปชั้นลอย เพื่อพบว่าพนักงานเกือบทุกคนในร้านเป็นวัยรุ่นยุคสงครามโลกผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสิริบรรณมาตั้งแต่ โปร-จีระเกษม พิตรปรีชา ทายาทรุ่นสามยังไม่เกิด

แต่เราไม่ได้เดินทางมาถึง จ.ตรัง เพื่อพูดคุยกับพวกเขาแค่การทำธุรกิจร้านเครื่องเขียน 

เพราะสินค้าที่แน่นเอี้ยดจนล้นร้านได้ขยับขยายกลายเป็น สิริบรรณช้อปปิ้งเซนเตอร์ ห้างท้องถิ่นหนึ่งเดียวของจังหวัดที่อยู่คู่กับคนตรังมา 30 ปีจนถึงปัจจุบัน

จากร้านเครื่องเขียนสู่ 'ห้างสิริบรรณ' ห้างท้องถิ่นเดียวในจังหวัดที่อยู่คู่คนตรังมา 30 ปี
จากร้านเครื่องเขียนสู่ 'ห้างสิริบรรณ' ห้างท้องถิ่นเดียวในจังหวัดที่อยู่คู่คนตรังมา 30 ปี

สิริบรรณ

แบบเรียน – เครื่องเขียน

พ่อหนุ่ยรับหน้าที่รำลึกความหลัง เมื่อครั้งที่ร้านเครื่องเขียนสิริบรรณถือกำเนิดขึ้นราว ๆ 70 ปีก่อน โดย คุณแม่จีระ พิตรปรีชา ผู้ประกอบอาชีพเป็นครู พ่วงด้วยการศึกษาระดับปริญญาซึ่งนับว่าหายากในสมัยนั้น 

“แกคิดว่าอยากจะทำธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัว ยายเลยบอกว่า ในเมื่อเป็นครูอยู่แล้ว มีความรู้เรื่องหนังสือหนังหา ก็ทำร้านเกี่ยวกับหนังสือหนังหาสิ

“ตอนเด็ก ๆ ถ้าไม่ได้ไปโรงเรียนก็กินนอนเล่นอยู่ร้านตลอด ช่วยขายของ แล้วก็อ่านหนังสือในร้าน ไม่ว่าจะเป็นหนังสืออ่านเล่น กำลังภายใน ไม่อยากอ่านหนังสือหนัก ๆ เท่าไหร่ แต่ก็ได้เห็นอะไรจากหนังสือเยอะแยะ”

พ่อหนุ่ยเล่าว่า สมัยก่อนบ้านเกิดของเขาถือว่ารุ่งเรืองมาก เพราะตรังคล้ายจะเป็นศูนย์กลางธุรกิจขนาดใหญ่ของภาคใต้ การเปิดกิจการร้านเครื่องเขียนขึ้นมาจึงเติบโตได้ไว บวกกับความสามารถที่แม่จีระมี ยิ่งทำให้ที่นี่กลายเป็นร้านในดวงใจใครหลายคนไม่ยาก 

หนึ่ง แกเป็นคนขยัน สอง แกเป็นคนเอาใจใส่ สาม แกรู้จักการสั่งสินค้าเข้ามาเพื่อสนองความต้องการของลูกค้า และสี่ แกบริหารธุรกิจเป็น

“ลูกค้าต้องการอะไรเราก็พยายามมีให้หมด ตั้งแต่เข็ม ด้าย กิ๊บ เสื้อผ้ากีฬา อุปกรณ์กีฬา มีหมดครับ กระบี่กระบองมีหมดครับ พูดง่าย ๆ ว่า ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ อยู่ที่ว่าใครจะมาหาอะไรที่สิริบรรณ”

นอกจากแม่จีระจะเปิดร้านเครื่องเขียน พ่อนิรันดร์ก็สวมบทเป็นพ่อค้าตลาดนัด ขายทั้งเสื้อผ้า เครื่องสำอาง รองเท้า มีรายได้มากพอจะส่งลูกชายคนโตอย่างหนุ่ยไปศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ กรุงเทพฯ จบปริญญาตรีในคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จนได้ดิบได้ดีไปต่อ MBA ไกลถึงสหรัฐอเมริกา

เมื่อเท้าเหยียบพื้นดินบ้านเกิดนั่นเอง ความคิดเรื่องการขยายกิจการจึงเกิดขึ้น

จากร้านเครื่องเขียนสู่ 'ห้างสิริบรรณ' ห้างท้องถิ่นเดียวในจังหวัดที่อยู่คู่คนตรังมา 30 ปี
จากร้านเครื่องเขียนสู่ 'ห้างสิริบรรณ' ห้างท้องถิ่นเดียวในจังหวัดที่อยู่คู่คนตรังมา 30 ปี

สิริบรรณ

สรรพสินค้า

“ไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าเราจะเป็นอะไร” พ่อหนุ่ยเกริ่น “แต่น้อง ๆ เรามีเส้นทางของเขา คนหนึ่งก็ไปเป็นอาจารย์ที่จุฬา (ศาสตราจารย์จิระพัฒน์ พิตรปรีชา) อีกคนก็ไปเป็นนักเขียนรางวัลซีไรต์ (จิระนันท์ พิตรปรีชา)

“เราเป็นพี่คนโต คิดไปคิดมาก็อยากกลับมาช่วยดูแลที่บ้าน แล้วถ้าเรียนมาจบขนาดนี้ไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาด้วยตัวเองเลยมันก็อายเพื่อน จึงได้เอาเงินในกระเป๋าตังค์มาจ่าย แล้วก็กู้เงินเพิ่ม”

เริ่มจากการเปิด​​ร้านสิริบรรณสรรพสินค้าใน พ.ศ. 2526 จำหน่ายสินค้าที่พอมีพื้นฐานและความน่าเชื่อถือจากรุ่นพ่อ นั่นคือเครื่องสำอางและแบรนด์เสื้้อผ้าชั้นนำต่าง ๆ ที่คนตรังหาซื้อได้ยาก พ่อหนุ่ยเล่าว่าช่วงเริ่มต้น เขาเองก็ต้องล้มลุกคลุกคลานไม่ต่างจากใคร

“มีทั้งขึ้นทั้งลงเป็นช่วง ๆ บางช่วงก็ดี บางช่วงก็แย่ เราก็คิดว่าทำการค้ามันก็คือซื้อมาขายไป แต่การทำซูเปอร์มาร์เก็ตกำไรมันน้อยมาก แต่เราก็แก้สถานการณ์มาเรื่อย ๆ จนได้รับความนิยม” 

ถึงหัวปี พ.ศ. 2533 ลูกชายคนเล็กของบ้านอย่างโปรก็ได้ถือกำเนิด ส่วนท้ายปี ห้างสิริบรรณช้อปปิ้งเซนเตอร์ก็คลอดตามมาในเดือนพฤศจิกายน 

จากร้านเครื่องเขียนสู่ 'ห้างสิริบรรณ' ห้างท้องถิ่นเดียวในจังหวัดที่อยู่คู่คนตรังมา 30 ปี
จากร้านเครื่องเขียนสู่ 'ห้างสิริบรรณ' ห้างท้องถิ่นเดียวในจังหวัดที่อยู่คู่คนตรังมา 30 ปี

สิริบรรณ

ช้อปปิ้ง เซนเตอร์

เราเดินทางต่อมาถึงห้างท้องถิ่นเดียวของจังหวัด แวะสูดกลิ่นอายความดั้งเดิมที่หาได้ยากในเมืองหลวง ทั้งการตกแต่งภายใน การจัดวางสินค้า รวมทั้งแบรนด์ไทยหลากหลายประเภทที่คนเมืองอย่างเราทำได้แค่สั่งทางไกลเท่านั้น ก่อนถึงเวลาสนทนากับคนทำธุรกิจต่างวัยในบทบาทพ่อลูก ที่หากวางเทียบกันเฟรมต่อเฟรม สิริบรรณทั้งเก่าและใหม่ก็แทบไม่ต่างกันนัก

ที่นี่เป็นห้างสามชั้น ขนาดกะทัดรัดให้ได้ทำเวลาซื้อของ แต่กว่าจะเป็นห้างที่บุกเบิกร้านรวงยอดฮิตอย่าง KFC, Swensen’s หรือ Dunkin Donut แห่งแรกในจังหวัด มันผ่านการปรับปรุงมาแล้วถึง 3 ครั้ง

“เพราะพื้นที่มันเล็กเกินไป” เจ้าของห้างเผย “เดิมย่านนี้ก็เหมือนนอกเมืองแล้วนะ รอบ ๆ นี้เป็นที่ว่าง ไม่ก็ห้องแถว เป็นบ้านอยู่อาศัย แต่ไม่ได้เป็นย่านการค้าเหมือนตอนนี้ 

“ตอนเปิดใหม่ต้องคำนวณพื้นที่จอดรถ ต้องหาที่ให้ร้านต่าง ๆ มาเช่า หาสถาปนิกดี ๆ มาช่วยออกแบบเส้นทางการเดินภายในห้างให้ลงตัว จับจ่ายใช้สอยได้อย่างต่อเนื่อง เดินไม่หลง ติดตั้งบันไดเลื่อน สิ่งอำนวยความสะดวก เพราะบางช่วงลูกค้ามีน้อย เราก็ต้องพยายามปรับให้มีลูกค้ามากขึ้น”

พ่อหนุ่ยบอกว่าเศรษฐกิจเมืองตรังค่อนข้างเปลี่ยนแปลงเร็ว เพราะผกผันตามราคายางพาราและปาล์ม ยิ่งคู่แข่งอย่างโรบินสันเกิดขึ้นไม่กี่ปีก่อน ไหนจะการประกาศว่าจะมีการสร้างคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองเร็ว ๆ นี้ สะท้อนให้เห็นว่าจังหวัดตรังมีศักยภาพมากพอที่คนจะลงทุน

จากร้านเครื่องเขียนสู่ 'ห้างสิริบรรณ' ห้างท้องถิ่นเดียวในจังหวัดที่อยู่คู่คนตรังมา 30 ปี
จากร้านเครื่องเขียนสู่ 'ห้างสิริบรรณ' ห้างท้องถิ่นเดียวในจังหวัดที่อยู่คู่คนตรังมา 30 ปี

เราถามพ่อลูกตามตรงว่า นั่นส่งผลกระทบกับห้างของพวกเขารึเปล่า

“แน่นอน โรบินสันเป็นบริษัทที่มีกลยุทธ์สินค้าในแนวเดียวกัน” พ่อหนุ่ยยอมรับทันที พร้อมอธิบายให้ฟังต่อทำไมสิริบรรณจึงสู้ได้ “ในปีแรกที่เขาเข้ามาเนี่ยไม่กระทบ เพราะว่าตอนนั้นยางพาราราคากิโลละ 150 บาท แต่ตอนนี้เขาเพิ่งขยายไปหลายพันตารางเมตร แต่เราโชคดี ข้อแรก เราอยู่ในทำเลที่ดี ข้อสอง ขนาดเราไม่ได้ใหญ่ พูดง่าย ๆ คือเราโฟกัสเฉพาะจุดที่เป็น Niche Market ของเราได้” 

งั้นด้วยวิธีการแบบไหน เราอยากจะรู้นัก

“ต้องมีเคล็ดลับส่วนตัว” เพียงแต่คนเป็นพ่อไม่ยอมเผยไต๋

“คนเราชอบไม่เหมือนกัน ต้องหาว่าเราจะโฟกัสจุดไหน ต้องสร้างอะไรขึ้นมาเองที่ทำให้มันแตกต่าง ซึ่งเราก็มีแนวทางของเราอยู่แล้ว” เขายืนยันหนักแน่น ต่อให้ไม่ยอมแง้มบอก

อย่างต่อมาที่เราสนใจจากคนเป็นลูก คือค่ายางพาราที่เคยกระโดดขึ้นไปถึงกิโลละ 150 บาท ซึ่งเป็นตัวกำหนดคุณภาพชีวิตของคนทั้งจังหวัด 

“เมื่อก่อนยางกิโลละ 100 คนออกรถป้ายแดงกันเต็มเลย แต่ตอนนี้ค่อนข้างคงที่ บวกลบน้อยแล้ว เมื่อเทียบกับตอนนั้น”

แล้วตอนนี้ราคาเท่าไร เราถามอีก

“50 บาท แย่สุดก็จะมีช่วงที่ 3 โล 100”

น่าสนใจว่าพวกเขาจะเอาตัวรอดจากวิกฤตในอนาคตได้ยังไงในเมื่อราคาขายขึ้นและลงสุด

ยิ่งผลัดเปลี่ยนมาอยู่ในมือทายาทรุ่นสาม

จากร้านเครื่องเขียนสู่ 'ห้างสิริบรรณ' ห้างท้องถิ่นเดียวในจังหวัดที่อยู่คู่คนตรังมา 30 ปี
ห้างท้องถิ่นเดียวของ จ.ตรัง ต่อยอดจากร้านเครื่องเขียนเก่าของแม่ หยัดยืนต่อสู้กับโมเดิร์นเทรด และกำลังส่งต่อให้รุ่นสาม

ทายาทรุ่นสาม

ถ้านับญาติกับห้างสิริบรรณ โปรก็เป็นพี่คนกลางที่โตกว่าไม่มาก ส่วน วิน-วศิน พิตรปรีชา พี่คนโตตัวจริง รับช่วงต่อดูแลโรงแรมเรือรัษฎา อีกหนึ่งกิจการของครอบครัว

ซึ่งเด็กที่เติบโตมาพร้อม ๆ กับห้าง ก็น่าจะคุ้นเคยกับการทำธุรกิจพอสมควร แต่ผิดคาด

“ความจริงผมไปเรียนกรุงเทพฯ กว่าจะกลับ แล้วเรียนจบช้าด้วย ผมเรียนบัญชีแต่ตกเลข” นั่นไง ว่าแล้ว

แต่ที่ว่าช้า ก็ช้าเพียงครึ่งปี กว่าจะได้จับธุรกิจครอบครัวก็เกือบจะเข้าเลข 3 และแม้ในช่วงต้นเราจะเดาผิด แต่การเลือกเรียนศาสตร์ที่เกี่ยวกับตัวเลข โปรก็น่าจะสนใจห้างสิริบรรณอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ตอนนี้เขากำลังอยู่ในช่วงเรียนรู้งานจากคุณพ่อ

“ความจริงที่นี่พัฒนาได้เยอะ เพราะคนตรังมีกำลังซื้อสูง ยิ่งโดยเฉพาะถ้ายางพารามีราคาสูง อีกอย่างคือคนตรังจะทานอาหารนอกบ้านตลอด ประมาณ 5 มื้อต่อวัน”

ฟังดูน่าตกใจ แต่พอนึกย้อนไปถึงมื้ออาหารที่ได้กินมาทั้งวันกับท้องป่อง ๆ เราก็เข้าใจได้ พลางฟังโปรเล่าต่อถึงโอกาสของเขา

“ติ่มซำยังมีทั้งเช้ายันเย็นเลย เพราะเที่ยงคืนคนก็ต้องมาปาดยาง ซึ่งเราจะเน้นเรื่องร้านอาหารมากขึ้น มองว่ามันเป็นแม่เหล็กที่จะดึงคนเข้ามาได้ พวก Department Store คนเขาก็ไปซื้อออนไลน์ ส่วนซูเปอร์มาร์เก็ตก็แข่งขันค่อนข้างสูง บางเจ้าเขาก็ลดราคาลงได้เยอะ เพราะเขามีหลายสาขา เราก็เลยจะเน้นขายปลีกมากกว่า แล้วก็เริ่มลองทำขายส่งแบบยกแพ็คไปด้วยครับ”

ส่วนปัญหาที่นักธุรกิจหน้าใหม่มองเห็นก็ยังเป็นเรื่องอาคารอยู่เช่นเคย ดูท่าว่าคงจะปรับปรุงเป็นครั้งที่ 4 ในไม่ช้า

ห้างท้องถิ่นเดียวของ จ.ตรัง ต่อยอดจากร้านเครื่องเขียนเก่าของแม่ หยัดยืนต่อสู้กับโมเดิร์นเทรด และกำลังส่งต่อให้รุ่นสาม
ห้างท้องถิ่นเดียวของ จ.ตรัง ต่อยอดจากร้านเครื่องเขียนเก่าของแม่ หยัดยืนต่อสู้กับโมเดิร์นเทรด และกำลังส่งต่อให้รุ่นสาม

“แปลนห้างมันเก่า ในมุมลูกค้าก็คงรู้สึกอึดอัดอยู่นิดหน่อย ถ้าเป็นโรบินสันจะเดินสบายๆ ผ่อนคลาย แล้วก็มีอะไรทำได้หลายอย่าง ลูกค้าของเราส่วนมากจะเป็นคนที่ตั้งใจมาซื้อ และผมว่าตัวเลือกเรายังน้อยไป คิดว่าจะหาอะไรที่โมเดิร์นเทรดไม่มี แต่ถ้าไปทำห้างไลฟ์สไตล์เราก็ตายกันพอดี เพราะว่าเราสู้โรบินสันไม่ไหว”

การเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นโมเดิร์นเทรดจึงไม่ใช่ทางออก แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าท้อ แต่โปรก็เลือกสู้ด้วยการบริการทุกระดับประทับใจ 

ด้วยฐานลูกค้าของสิริบรรณเป็นคนวัยทำงาน ข้าราชการ แตกต่างจากห้างใหญ่ที่เจาะกลุ่มวัยรุ่น โปรจึงอยากทำให้ลูกค้าพึงพอใจแล้วกลับมาใช้ซ้ำ ซึ่งความหวังที่พอจะทำให้พวกเขาหยัดยืนอยู่ต่อได้ คือจำนวนห้างสรรพสินค้าในภาคใต้ที่มีอยู่ไม่กี่แห่ง และสิริบรรณในวันธรรมดาก็มีลูกค้าจากจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาจับจ่ายมากกว่าคู่แข่งเสียอีก 

นอกจากการบริการที่ใกล้ชิดเป็นกันเองฉบับคนท้องถิ่น โปรยังมองหาแบรนด์ใหม่ ๆ เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ชั้น 2 ของห้างให้ประกอบกิจกรรมได้หลากหลายขึ้น ครอบคลุมความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอื่น ๆ จากปัจจุบันที่หนักไปทางร้านขายเสื้อผ้า เช่น ร้านกาแฟเจ้าดัง ร้านหนังสือ 

ส่วนร้านเครื่องเขียนสำหรับวัยเรียน ไม่ต้องห่วง เขามีของดีประจำตระกูลอยู่แล้ว

ความลับอย่างหนึ่งที่โปรบอกกับเราเมื่อพักคุยจิปาถะกับเขาชั่วครู่ คือครอบครัวของเขาแต่งตั้ง โกเหลียง ให้เป็นผู้บริหารร้านเครื่องเขียนสิริบรรณ ชายชราไม่มีความเกี่ยวโยงกันทางสายเลือด แต่ไว้เนื้อเชื่อใจกันจากการเป็นพนักงานดีเด่นมาแล้วหลายทศวรรษซ้อน ซึ่งเขามีแผนจะเปิดร้านเครื่องเขียนสาขา 2 ที่ห้างนี้ด้วย

เมื่อรุ่นพ่อต้องถึงคราววางมือ ส่วนลูกชายทั้งสองก็เพิ่งเริ่มเข้ามารับช่วงต่อ ทีนี้ก็เหลือแค่รอดูผลลัพธ์แล้วว่า ลูกชายคนเล็กของบ้านนามว่า ห้างสิริบรรณช้อปปิ้งเซนเตอร์ ในมือของทายาทรุ่นสามจะเป็นยังไงต่อไป

ห้างท้องถิ่นเดียวของ จ.ตรัง ต่อยอดจากร้านเครื่องเขียนเก่าของแม่ หยัดยืนต่อสู้กับโมเดิร์นเทรด และกำลังส่งต่อให้รุ่นสาม

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load