ลงรถไฟฟ้าสถานี World Cup Station เดินทะลุผ่านสนามกีฬารูปร่างคล้ายว่าวโบราณของเกาหลี สู่ถนนระยะทางราว 10 นาที ไม่ไกลพอเรียกเหงื่อในวันที่อากาศหลักสิบองศา

ฉันตั้งใจมาประเทศเกาหลีเพื่อที่นี่ ‘มุนฮวาบีชุกกีจี’ (문화비축기지)

สาวเท้าให้เร็วขึ้น ก้าวเข้า Oil Tank Culture Park ขนาด 22 สนามฟุตบอล (140,022 ตารางเมตร) ทอดสายตาผ่านลานกว้างใหญ่เบื้องหน้า พื้นที่เปิดรอบๆ เป็นถนนทอดยาวเพื่อเชื่อมแท็งก์น้ำมันเปลือยเปล่าทั้งหกเข้าไว้ด้วยกัน ฉากหลังห้อมล้อมด้วยภูเขา Maebongsan ใบไม้กำลังผลิแล้ว  โอ้… นี่ถ้ามีโอปป้าหนุ่มสักคนเดินจับมือมาด้วยกัน ฉันคงคิดว่าตัวเองเป็นนางเอกซีรีส์สักเรื่อง

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

1 ใน 6 แท็งก์ถูกเก็บรักษาไว้ในรูปแบบเดิมอย่างสมบูรณ์ ส่วนที่เหลือก็ปรับเปลี่ยนเป็นเรือนกระจก เวทีกลางแจ้งที่ด้านล่างซ่อนเวทีในร่มไว้อีกหนึ่ง ห้องมืดที่ตั้งใจไม่ให้แสงลอดผ่านถูกเตรียมไว้สำหรับการแสดงและจัดนิทรรศการ ส่วนแท็งก์ด้านขวาเป็นพิพิธภัณฑ์ถาวรที่บรรจุเรื่องราวอดีตล้ำค่าเอาไว้แทนน้ำมันนับพันลิตร

และแท็งก์ซ้ายมือสุดถูกสร้างใหม่ขึ้นมาจากวัสดุเหลือใช้ที่ไม่ตั้งใจทิ้ง จากการรื้อแท็งก์หมายเลข 1 และ 2 เพื่อเป็นคาเฟ่และเวิร์กกิ้งสเปซ ที่ใครก็เข้ามาใช้งานได้

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ไม่ใช่แค่ถ่ายรูปสวยหรือทำให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งเช็กอินใหม่ ความเจ๋งของโครงการนี้คือการสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้พื้นที่เดิมอย่างเคารพอดีตและคุ้มค่า

Choi Hyun-sil, Director of the Parks Development Division

สารภาพว่าอิจฉาผู้คนที่นี่ หลังได้คุยกับคุณ Choi Hyun-sil, Director of the Parks Development Division ประจำ Seoul Metropolitan Government หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังโปรเจกต์ฟื้นคืนพื้นที่สร้างสรรค์ ซึ่งตั้งใจออกแบบโดยฟังเสียงประชาชนผู้ใช้งานจริงว่าพวกเขาต้องการอะไรที่สุด

สถาปัตยกรรมที่รื้อฟื้นอดีตของโซล

40 ปีที่แล้ว หลังจากเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันโลก (Oil Crisis) ในช่วง ค.ศ. 1973 หลายประเทศหาวิธีปรับตัวเข้ากับสถานการณ์วิกฤตนั้น Mapo Oil Depot จึงถูกสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1976 เพื่อเป็นคลังเก็บน้ำมันรองรับความต้องการของประชาชนเกาหลี

18 ปีที่แล้ว เกาหลีใต้และญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพร่วมจัดฟุตบอลโลก 2002 (2002 FIFA World Cup Korea/Japan) นั่นนับเป็นการแข่งขันครั้งแรกที่จัดขึ้นในทวีปเอเชีย และเพื่อรองรับการจัดการแข่งขัน โซลเวิลด์คัพสเตเดียมหรือที่ชาวเกาหลีใต้เรียกว่าสนาม Sangham ก็ถูกสร้างขึ้น 

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ไม่เพียงสนามกีฬาแห่งนี้ พื้นที่โดยรอบก็ถูกปรับปรุงพัฒนาให้พร้อมต้อนรับแฟนบอลที่หลั่งไหลเข้ามาด้วย เมื่อมีความจำเป็นต้องดำเนินการก่อสร้างสนามกีฬาเวิลด์คัพขึ้นที่เขตมาโพ เพื่อจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกใน ค.ศ. 2002 สิ่งก่อสร้างอันตรายอย่างแท็งก์นํ้ามันจึงต้องถูกปิดตัวลง ทั้งยังถูกจัดเป็นสิ่งก่อสร้างอันตรายระดับ 1 มีการควบคุมไม่ให้ประชาชนเข้าใกล้ และแล้วที่แห่งนี้ก็ถูกปิดร้างอย่างสมบูรณ์ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2000

3 ปีที่แล้ว Mapo Oil Depot แห่งนี้ได้รับการชุบชีวิตอีกครั้งเป็น Oil Tank Culture Park หลังถูกปิดไว้สิบกว่าปี ที่นี่เป็นอีกหนึ่งในผลงานที่น่าสนใจของ Seoul Metropolitan Government ในการปรับปรุงและพัฒนาสิ่งที่หลงเหลือจากร่องรอยของยุคอุตสาหกรรมให้กลายเป็น Culture Park ใจกลางเมืองที่กลมกลืนไปกับพื้นที่โดยรอบ แต่ก็บอกเล่าอดีตของตัวมันเองอย่างแจ่มชัด

พื้นที่ของประชาชนที่ฟังเสียงประชาชน

ไม่กี่ชั่วโมงก่อนไป Oil Tank Culture Park ฉันมีนัดหมายคุยกับ คุณ Choi Hyun-sil, Director of the Parks Development Division ถึงเรื่องราวที่มาที่ไปของโปรเจกต์นี้

ขึ้นลิฟต์ไปอย่างตื่นเต้น นี่เป็นครั้งแรกที่สื่อไทย ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมออฟฟิศ Seoul Metropolitan Government 

คุณ Choi Hyun-sil รอต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เธอแปลกใจเล็กน้อยว่าทำไมเราถึงสนใจที่นี่นัก ระหว่างเดินเข้าไปยังห้องทำงานของเธอ คุณ Hyun-sil ชวนเราคุยเรื่องต้นไม้น้อยใหญ่รายทาง ชวนให้นึกถึงบรรยากาศในออฟฟิศตัวเองเสียไม่ได้

Choi Hyun-sil, Director of the Parks Development Division

อธิบายอย่างรวบรัด นครพิเศษโซลเป็นเขตปกครองตัวเอง หากจะพัฒนาพื้นที่สาธารณะใดๆ จะอยู่ภายใต้การจัดการของรัฐบาลกรุงโซลอย่าง Seoul Metropolitan Government หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลงานก่อสร้างของกรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลีโดยตรง ถ้าใครเคยถ่ายรูปคู่กับป้าย I Seoul U แลนด์มาร์กที่อยู่คู่สวนสาธาณะทั่วโซล นั่นแหละคือหนึ่งในโปรเจกต์ส่งเสริมการท่องเที่ยวของพวกเขา

“ย้อนกลับไปในปี 1995 กรุงโซลได้มีการเลือกตั้งครั้งแรก และเนื่องจากประชาชนมีความต้องการด้านสิ่งแวดล้อมและอยากให้มีพื้นที่สีเขียวมากขึ้น จึงได้มีการบังคับใช้แผนขยายพื้นที่สีเขียวห้าปี และอีกหลายนโยบายเกี่ยวกับพื้นที่สีเขียวเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างจริงจัง ทำให้หลายโครงการได้รับการผลักดัน เช่น สวนยออีโด กําแพงหินวังด็อกซู และการยับยั้งการสร้างสิ่งอํานวยความสะดวกที่บุกรุกพื้นที่ภูเขานัมซาน” เธอเริ่มเล่าภาพรวมการทำงานของ Seoul Metropolitan Government ในส่วนที่เธอรับผิดชอบให้ฟัง

ในฐานะเมกะซิตี้ที่มีประชาชนมากกว่าสิบล้านคนอาศัยอยู่นั้น ทําให้มีข้อจํากัดด้านพื้นที่ที่จะสร้างสวนสาธารณะขึ้นใหม่ให้แก่ประชาชน จากข้อจํากัดที่ว่าทาง Seoul Metropolitan Government จึงสรรหาพื้นที่อื่นๆ เช่น ที่ทิ้งขยะ สนามเด็กเล่นร้าง หรือสิ่งก่อสร้างที่หลงเหลือจากยุคอุตสาหกรรม จากนั้นตรวจสอบเพื่อดูความเป็นไปได้ในการใช้สอย แล้วสร้าง Creative Park ขึ้นจากพื้นที่เหล่านี้ ตัวอย่างที่โดดเด่นก็อย่างเช่น สวนเวิลด์คัพ (สวนฮานึล), North Seoul Dream Forest, Seoullo 7017 และ Oil Tank Culture Park หมุดหมายที่เราตั้งใจมาเยือนเป็นพิเศษ

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

เธอเล่าว่า กระบวนการแตกต่างกันไปตามแต่ละโครงการ แต่การวางแผนให้สมบูรณ์ตั้งแต่ขั้นแรกเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยของ Oil Tank Culture Park เกิดขึ้นจากการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญในด้านที่เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไป ร่วมกันวางแผน กําหนดวิธีการบริหารจัดการให้เหมาะสมที่สุด ไปจนถึงการหารือเกี่ยวกับการใช้งานและให้ประชาชนเสนอไอเดียเพื่อวางแผนการใช้งานที่ทุกคนต้องการจริงๆ ร่วมกัน

“ก่อนลงตัวที่ Culture Park เราก็คิดทำหลายอย่าง ทั้ง Video Complex, Dream Science Museum และ Animation Center แต่เนื่องจาก Oil Tank Culture Park เป็นโครงการที่ต้องการรักษาอัตลักษณ์ของสิ่งก่อสร้างนั้นไว้ให้มากที่สุด เราจึงให้ความสำคัญตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน มีการจัดประชุมปรึกษาหารือ เกี่ยวกับการดีไซน์ยี่สิบสี่ครั้ง และการประชุมปฏิบัติการสี่สิบเอ็ดครั้ง โดยมีประชาชนเข้าร่วมหนึ่งพันหนึ่งร้อยยี่สิบหกคน เพื่อรวบรวมไอเดียและจัดเตรียมวิธีการดําเนินการ

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

“จากนั้นเราจึงจัดอีเวนต์ที่ประชาชนจากภาคส่วนต่างๆ ได้มีส่วนร่วม เช่น International Design Competition เวิร์กช็อปโดยผู้เชี่ยวชาญ และหารือ ถกเถียง ไปจนนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ณ สถานที่จริง จึงทําให้โครงการนี้สะท้อนความคิดเห็นจากภาคประชาชนได้อย่างชัดเจน และมีการจัดตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา ทีมวางแผนเมือง เพื่อให้คําปรึกษาด้านวางแผน รวมถึงคณะกรรมการธรรมาภิบาลเข้ามาดูแลโดยเฉพาะ”

คุณ Hyun-sil ยังบอกอีกว่า Oil Tank Culture Park  ถือเป็นโครงการแรกที่ใช้ความคิดเห็นของประชาชนนำและประยุกต์เข้ากับระบบการฟื้นฟูเมือง

“แม้ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ถึงสองเท่าและวิธีการยุ่งยากกว่า แต่การสร้างสวนนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟื้นชีวิตพื้นที่เมืองโดยการนําเอาสิ่งก่อสร้างที่หลงเหลืออยู่ในช่วงยุคอุตสาหกรรมมาฟื้นฟู ทําให้เราได้นําเสนอสิ่งใหม่ผ่านการสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรมด้วยการเคารพต่ออดีตของกรุงโซลเองและเพิ่มไอเดียใหม่ๆ เข้าไป รวมทั้งการใส่ใจประชาชนเป็นหลัก และไม่ลืมคิดอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย”

เมื่อทั้งผู้เชี่ยวชาญและประชาชนต่างก็ลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า ถังน้ำมันเก่าเก็บเหมาะจะกลายเป็นศูนย์วัฒนธรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่จัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ จึงจัดให้มีการประกวดออกแบบระดับนานาชาติ โดยเลือกผลงาน ‘Time read from the ground’ ของ Heo Seo-Goo จาก Wondoshi Architects Group และดำเนินการก่อสร้างตามแผนที่ได้วางไว้

รวมระยะเวลาดำเนินการเพียง 4 ปี ตั้งแต่กระบวนการแรกเมื่อ ค.ศ. 2013 Oil Tank Culture Park ก็เปิดตัวอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 2017

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

การกลับมาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

พื้นที่แห่งนี้ใส่ความตั้งใจอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนทั่วทุกตารางเมตร เห็นได้จากภายใน Oil Tank Culture Park แต่ละแท็งก์ ได้รับการออกแบบให้ใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Enegry) ที่ผลิตโดยใช้ปั๊มความร้อนพลังงานความร้อนใต้พื้นดิน (Geothermal Heat Pump) เพื่อทำความร้อนและความเย็นให้รองรับการปรับอุณหภูมิให้ใช้งานได้ทุกฤดู

อบอุ่นขึ้นในฤดูหนาว ส่วนในฤดูร้อนก็ทำให้อากาศอยู่ในภาวะน่าสบาย

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ส่วนน้ำที่ใช้ในห้องสุขาและใช้รดน้ำต้นไม้ก็นำน้ำเหลือใช้จากอุตสหกรรมการผลิตและน้ำฝนมารีไซเคิลใช้ใหม่ภายในสวนโดยไม่รบกวนน้ำผลิตใหม่

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ตึกและแท็งก์ทั้งหกได้รับการรับรองว่าเป็นอาคารสีเขียว G-SEED (Green Standard for Energy and Environmental Design) โดย KITC และได้รับการการันตีว่าเป็นตึกที่มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (First-grade Energy Efficient Building) โดย KBet ของเกาหลีเอง

แทนที่น้ำมันด้วยวัฒนธรรม เสียงดนตรี และศิลปะ

ถังที่เคยว่างเปล่าถูกเติมเต็มด้วยวัฒนธรรม เสียงดนตรี และศิลปะ ลานวงกลมกว้างใหญ่ จุดกลางที่เชื่อมถนนภายในสวนไปยังถังน้ำมัน 6 ถัง ยังคงใช้พื้นคอนกรีตเดิมตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นสถานที่เก็บน้ำมันอยู่ และช่วงสุดสัปดาห์ที่นี่จะแปลงร่างเป็นพื้นที่ตลาดนัด หมุนเวียนไปเป็นตลาดออร์แกนิกบ้าง ตลาดนัดสำหรับดีไซเนอร์หน้าใหม่บ้าง หรือบางครั้งก็ลานจัดคอนเสิร์ตตามโอกาส ซึ่งเขาแพลนกิจกรรมระยะยาวต่อปีไว้ให้หมดแล้ว คุณ Hyun-sil กระซิบบอกมาว่าการเปิดตลาดนัดนี้ยังอยู่ในแผนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของท้องถิ่นอีกด้วย

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ส่วนแท็งก์ทรงสูง 15 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 15 – 40 เมตร และอาคารดั้งเดิม ก็ปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม

T1 Glass Pavilion เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการที่ถอดโครงสร้างภายนอกออกไปจนหมด เหลือไว้แต่ผนังคอนกรีต ด้านชิดภูเขาและหลังคากรุกระจกโดยรอบ เผยให้เห็นผาหินที่เต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิด ช่องแสงจากด้านบนช่วยให้พื้นที่สว่าง เงาพาดเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาขับเน้นให้พื้นที่มีมิติอย่างประหลาด และถ้าเดินลงไปใต้ดินจะเห็นพื้นผิวถนนจริงก่อนก่อสร้าง

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

T2 Performance Hall เวทีกลางแจ้งที่ถอดผนังโดยรอบออก ยกให้หุบเขาหินทำหน้าที่แทน เหลือไว้เพียงด้านหน้าให้เป็นฉากหลังเวที ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นเครื่องขยายเสียงธรรมชาติ ดังสะท้อนแบบที่ลำโพงไฟฟ้าไม่มีความจำเป็น พื้นสโลปและก่ออิฐเพิ่มเป็นที่นั่งเสริมเข้ามาได้อย่างแนบเนียนและน่ารัก ส่วนด้านล่างของ T2 นั้นดัดแปลงให้เป็นเวทีในร่มที่จุได้ถึง 200 คน จุดเด่นของเวทีในร่มนี้คือพื้นไม้ที่กลายเป็นเวทีหรือที่นั่งก็ได้

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

T3 Original Tank แท็งก์เดียวที่เก็บรักษาสภาพเดิมคงไว้ เมื่อเดินขึ้นเนินเขาเล็กๆ จะเห็นภาพถังน้ำมันที่กำลังถูกสนิมกัดกร่อน ซึ่งสะท้อนอดีตและเก็บปัจจุบันไปบรรจุไว้เช่นเดียวกัน

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

T4 Culture Complex ความพิเศษของแท็งก์นี้คือการเก็บโครงสร้างภายในของถังน้ำมันเดิมเอาไว้  โถงขนาดใหญ่จึงเต็มไปด้วยเสาเหล็กนับสิบและล้อมรอบไปด้วยผนังเหล็ก ตัวโครงสร้างเดิมของ T4 ถูกออกแบบมาให้แสงจากดวงอาทิตย์เล็ดลอดเข้ามาอย่างไร ก็เก็บเอาไว้อย่างนั้น บวกกับเสียงกึกก้องสะท้อนกลับอย่างทรงพลัง ทำให้ถูกเลือกเป็นที่จัดการแสดงและนิทรรศการเกี่ยวกับแสงไฟอยู่บ่อยครั้ง

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

T5 Story Hall พิพิธภัณฑ์ถาวรบันทึกเรื่องราวและประวัติศาสตร์ของที่นี่ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ตั้งแต่การเริ่มก่อสร้างถังเก็บน้ำมัน รวมไปถึงขั้นตอนการรื้อถอนและโยกย้ายวัสดุต่างๆ ในการปรับปรุงถังน้ำมันเหล่านี้ ผ่านภาพและวิดีโอ 360 องศา พร้อมสัมผัสโครงสร้างทั้งภายใน ภายนอก ผนังหิน และผาหิน ที่ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี 

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

T6 Information Exchange Center แท็งก์นี้ถูกออกแบบและสร้างขึ้นมาใหม่จากวัสดุที่รื้อถอนจาก T1 และ T2 ทุกชิ้น มีแค่ส่วนฐานเท่านั้นที่เป็นของ T6 ตั้งแต่แรก ผนังภายนอกมาจากแผ่นเหล็กที่เคยห่อหุ้ม T2 เอาไว้ ส่วนภายในมาจาก T1 แล้วประกอบเข้าด้วยกัน พื้นที่ใช้สอยแบ่งเป็นเป็นคาเฟ่ เวิร์กกิ้งสเปซ และห้องประชุม ทำหน้าที่เป็น Community Center ให้ผู้คนมารวมตัวกันและพบปะเพื่อนใหม่ๆ

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ว่าจะมาเดินสำรวจคร่าวๆ แต่ก็เผลอใช้เวลาเดินออกแท็งก์นู้น เข้าแท็งก์นี้ จนตะวันลับขอบฟ้า จากพื้นที่นับหมื่นตารางเมตรที่ปิดกั้นการเข้าถึงมากว่า 40 ปี วันนี้กลายเป็นสถานที่ที่ดึงดูดผู้คนนับหลายแสน เป็นแบบอย่างของการจัดการพื้นที่เมืองอย่างชาญฉลาด รวมถึงการฟื้นฟูเมืองอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบตั้งแต่คนต้นทางยันปลายน้ำ

และถ้ายังเดินไม่เหนื่อย ฝั่งตรงข้ามคือความสำเร็จในการเปลี่ยน Nanji Landfill (ลานทิ้งขยะนันจิ) ให้กลายเป็น Pyeonghwa Park (สวนสาธารณะพยองฮวา), Noeul Park (สวนสาธารณะโนอึล), Haneul Park (สวนสาธารณะฮานึล), Nanjicheon Park (สวนสาธารณะนันจิชอน) และ Sangam Digital Media City (DMC) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศนี้เขาให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของประชาชนขนาดไหน

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน สยามสแควร์ก็ยังคงเป็นศูนย์กลางความเคลื่อนไหวของวัยรุ่น

บนที่ดินทั้งหมดของจุฬาฯ ตั้งแต่สามย่าน-สวนหลวง มาจนถึงสี่แยกปทุมวัน และจากถนนบรรทัดทองมาถึงถนนอังรีดูนังต์ แบ่งการใช้งานออกเป็น 3 ประเภทคือ หนึ่ง พื้นที่สำหรับการศึกษา สอง พื้นที่ให้หน่วยงานราชการมาใช้ และ สาม พื้นที่สำหรับจัดหาผลประโยชน์บำรุงมหาวิทยาลัย พื้นที่ประเภทหลังมีทั้งหมด 3 แปลง คือ บริเวณสามย่าน-สวนหลวง บริเวณจามจุรีสแควร์ และพื้นที่ 63 ไร่ครึ่งของสยามสแควร์ ที่เริ่มต้นจากอาคารพาณิชย์สูง 3 ชั้นครึ่ง จำนวน 596 คูหา เมื่อ พ.ศ. 2507

เวลาเปลี่ยน วัยรุ่นเปลี่ยน สยามสแควร์ก็เปลี่ยน

เมื่อคนนิยมเดินห้างติดแอร์มากขึ้น เปลี่ยนไปซื้อของออนไลน์ และเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนต้องเรียนและทำงานออนไลน์ สยามสแควร์ซบเซาลงถนัดตา จนหลายคนสงสัยว่า สยามฯ จะกลับมาทวงสถานะพื้นที่อันดับหนึ่งของวัยรุ่นคืนได้จริงหรือ

แต่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สยามฯ มีการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพครั้งใหญ่ มีการนำสายไฟลงดิน ปรับพื้นที่ใหม่ เปิดตึก SiamScape ตามด้วย Walking Street และตึกที่ดูโฉบเฉี่ยวมากมาย รวมถึงทุกสุดสัปดาห์จะมีคนจำนวนมหาศาลมายืนรอดูวงดนตรีของน้อง ๆ ที่กระจายตัวเล่นอยู่ทั่ว

คนกลับคืนสู่สยามฯ และชื่อของสยามฯ ถูกพูดถึงอีกครั้ง

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

น่าสนใจว่า ตอนนี้สยามฯ มองตัวเองว่าเป็นพื้นที่ประเภทไหน พื้นที่พาณิชย์หรือพื้นที่สาธารณะ สยามฯ โกงความตายกลับมาได้อย่างไร แล้วเราจะได้เห็นอะไรต่อไปอีก

รวมถึงคำถามที่หลายคนยังคาใจ ทำไมต้องทุบสกาล่า

The Cloud นัดคุยกับ รศ.ดร.จิตติศักดิ์ ธรรมาภรณ์พิลาศ รองอธิการบดี ด้านการจัดการทรัพย์สินและกายภาพ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) ผู้รับผิดชอบดูแลสยามสแควร์โดยตรง

แต่ก่อนจะเริ่มบทสนทนา ดร.จิตติศักดิ์ ออกตัวว่า ภาพสยามฯ โฉมใหม่ที่เราเห็นในวันนี้ต้องให้เครดิตกับ รศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล อดีตรองอธิการบดี ที่ปลุกปั้นมาก่อนจะลาออกไปรับตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม.

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

01
บ้านเพื่อนผมอยู่ในสยามสแควร์

“ตึกแถวในพื้นที่จุฬาฯ เติบโตมาแบบผสมผสาน คือเป็นที่อยู่อาศัยข้างบน เป็นร้านค้าข้างล่าง สยามสแควร์ก็เป็นแบบนั้น สมัยเรียนเพื่อนผมพ่อเขาเปิดร้านขายแอร์ในสยามฯ ชั้นล่างเป็นร้าน ชั้นสามชั้นสี่เขาอยู่เป็นบ้านเลย จุดเริ่มต้นของสยามสแควร์คือพื้นที่พาณิชยกรรม มีลักษณะที่ชัดเจนตรงเป็นร้านตึกแถวแบบ Shophouse เทียบกับพื้นที่ยุคเดียวกันก็เพลินจิตอาเขต ยุคก่อนก็นางเลิ้ง เวิ้งนาครเกษม หรือในเยาวราช หลังสยามฯ ก็ไม่มีพื้นที่แบบนี้แล้ว เพราะต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่ และเข้าสู่ยุคห้างติดแอร์”

02
สยามสแควร์ไม่ใช่พื้นที่ที่แพงที่สุด

“ยุคปัจจุบัน สี่แยกปทุมวันถือเป็นย่านสำนักงาน CBD (Central Business District) ที่เริ่มบางลง แล้วมีความเป็น Commercial มากขึ้นทั้งสี่ด้าน ทำเลของสยามสแควร์ไม่ใช่พื้นที่ที่มีราคาแพงที่สุด ที่แพงคือฝั่งที่ไหล ๆ ไปทางราชประสงค์ สยามฯ แพงเพราะไดนามิกของกิจกรรมที่เปลี่ยนแปลงเติบโตตลอดเวลา พื้นที่ CBD ทั่วไปพอเต็มแล้ว แสดงคาแรกเตอร์ของมันแล้ว จะนิ่งแบบนั้น แต่สยามฯ ไม่ใช่ เริ่มจากตึกแถว มีอาคารขนาดกลาง จนขึ้นเป็นตึกสูง มีการปรับคาแรกเตอร์ตลอด อาจจะเป็นเสน่ห์หนึ่งที่ทำให้ตัวสยามยังอยู่ได้”

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

03
สยามฯ เป็นตึกแถว 3 ชั้นยุคแรก

สยามฯ ยุคแรกจุฬาฯ ใช้วิธีสร้างตึกแถวแล้วปล่อยเช่า เป็นตึกแถวยุคแรกที่สร้าง 3 ชั้น ถือว่าเก๋ไก๋มาก เพราะมีอาจารย์คณะวิศวะ สถาปัตย์ ช่วยออกแบบ ตึกหน้าตาแบบดั้งเดิมอยู่ตรงซอยมารีน่า ด้านหน้ามีแผ่นปูนรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดเป็นแถบ ๆ กั้นอยู่ ช่วงแรกจุฬาฯ ไม่ได้จริงจังกับการหารายได้ จนกระทั่งรัฐลดงบประมาณสนับสนุนลง ตอนนี้ช่วยไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ เราก็ต้องให้ความสำคัญกับการหาเงินมาช่วยในการบริหารจัดการมหาวิทยาลัย

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป
อาคารยุคแรก

04
เลิกเก็บค่าเช่าแบบคาดกระเป๋าหน้าท้อง

“พอต้องเน้นการหารายได้ บทบาทของการเป็นคนเก็บค่าเช่าแบบคาดกระเป๋าหน้าท้องต้องเปลี่ยนไป จุฬาฯ เริ่มก้าวมาเป็น Developer โครงการแรกคือ จัตุรัสจามจุรี เมื่อลักษณะของย่านเปลี่ยนไป มีห้างเกิดขึ้นโดยรอบ พื้นที่สยามฯ ดูค่อนข้างโทรมเมื่อเทียบกับรอบข้าง จึงเกิดการสร้างอาคารสยามกิตติ์ ข้างล่างเป็นร้านค้า ข้างบนเป็นโรงแรม ทำให้เกิด Business Unit ใหม่ที่ไม่ใช่การบริหารพื้นที่ทางราบ แต่เป็นการบริหารอาคารทางตั้ง ก็ต้องการความรู้ความสามารถในการบริหารอีกรูปแบบหนึ่ง

“จากการที่เคยเคาะประตูบ้านเก็บค่าเช่า ต้องเปลี่ยนมาวิ่งหาคนที่จะมาอยู่กับเรา คัดเลือกประเภทกิจการที่จะทำให้โครงการมีชีวิตชีวา รวมถึงคิดภาพที่จะสะท้อนถึงตัวย่าน และสะท้อนไปถึงตัวมหาวิทยาลัย เริ่มมีรายละเอียดมากกว่าเดิม แต่สยามกิตติ์ไม่ซับซ้อนมาก เพราะจบลงตรงเปิดให้เช่าเป็นโรงเรียนติว คลินิกความงาม ข้างล่างก็เป็นร้านอาหาร ที่ยากคือ SQ1”

05
ถ้าย้อนกลับไปทำใหม่ได้ SQ1 อาจไม่เป็นแบบนี้

จุดเปลี่ยนแรง ๆ ครั้งหนึ่งของสยามฯ คือช่วงที่ไฟไหม้โรงหนังสยาม จุฬาฯ สร้างเป็น SQ1 ขึ้นมา หลายคนถามว่า พื้นที่ติด BTS ริมถนนพระรามหนึ่ง ทำตึก 4 – 5 ชั้นเองเหรอ คือเราไม่มีทางเลือก เราต้องรีบสร้าง รีบเปิดให้เร็วที่สุด เพื่อรับผิดชอบต่อผู้เช่าเดิมที่ได้รับผลกระทบ เราไม่สามารถให้เขารอ 3 – 4 ปีเพื่อขึ้นตึกสูงได้ ถ้ามีเวลา เราคงทำเป็นอาคาร Mixed-use ความสูงเต็มที่เท่าที่กฎหมายอนุญาต

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

06
โรงเรียนกวดวิชาที่หายไป

“โบนันซ่าเป็นตึกของเรา สร้างคล้ายตึกแถวซ้อนไปซ้อนมา ปรับปรุงซ่อมแซมมาหลายครั้ง ถึงจุดหนึ่งเราก็ไม่เอาแล้ว จะทุบเขาลง ช่วงนั้นมีความต้องการพื้นที่สำนักงานและร้านค้าอยู่ เราคิดว่าระหว่างที่สยามกิตติ์สร้างทาวเวอร์ที่เป็นโรงแรม ผู้เช่าที่เป็นโรงเรียนติวในอาคารเดิมจะทำอย่างไร ก็จะย้ายเขามาที่ SiamScape

“เมื่อก่อนในสยามฯ มีโรงเรียนกวดวิชากระจายอยู่ตามตึกแถว แต่พอมีระเบียบเรื่องจำนวนขนาดพื้นที่ต่อคน บางโรงเรียนก็อยู่ไม่ได้ บางโรงเรียนก็ต้องไปอยู่บนตึก และอีกหลาย ๆ ปัจจัย เราก็เลยตัดสินใจสร้าง SiamScape ขึ้นมาเพื่อรองรับโรงเรียนกวดวิชาด้วย”

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป
58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

07
ไม่อยากให้รถเข้า ก็ต้องสร้างตึกจอดรถตั้งแต่ทางเข้า

“ตึกสยามกิตติ์มีฟังก์ชันหลักอีกอย่างคือเป็นที่จอดรถ ถ้าคุณเข้ามาทางถนนอังรีดูนังต์ ไม่คิดอะไรมากก็เลี้ยวขึ้นตึกไปจอด ถ้าอยากใกล้เข้ามาหน่อยก็ขับมาจอดที่วิทยกิตติ์ ซึ่งเป็นตึกสำนักงานของฝั่งมหาวิทยาลัย ส่วนฝั่งพญาไทไม่มีตึกจอดรถ ถ้าจะทำให้สยามสแควร์เป็น Walking Street ฝั่งนี้ก็ควรมีที่จอดรถด้วย SiamScape จึงเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นออฟฟิศ รองรับผู้เช่าที่เป็นโรงเรียนกวดวิชา คลินิกเสริมความงาม ชั้น 8 ชั้น 9 ก็ยืดหยุ่นให้อาจารย์นิสิตมาใช้จัดเลกเชอร์ ทำกิจกรรมเรียนรู้ได้ แล้วก็เป็นที่จอดรถในอีกมุมของสยามฯ ด้วย”

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

08
เราไม่ได้เล็งตาเป็นมันว่า อยากได้สกาล่าคืน

“เราไม่ได้เล็งตาเป็นมันว่าอยากได้สกาล่าคืน เราไม่ได้ขึ้นค่าเช่า แต่กิจกรรมที่เขาทำมันไม่สร้างรายได้มาตั้งนานแล้ว สุดท้ายเขาก็ชำระค่าเช่าที่ค้างอยู่ไม่ได้ ช่วงที่ใกล้จะหมดสัญญาเช่า เราก็ช่วยเจรจาหาหลายคนมาช่วยเขา ทั้งนายกสมาคมภาพยนตร์ไทย ชมรมคนรักสกาล่า สมาคมสถาปนิกสยามฯ นายทุนต่าง ๆ เราคุยหมด แนะนำให้รู้จักเจ้าของ ให้ลองไปหารือกันว่าจะทำอย่างไร แต่สุดท้ายมันก็ไปไม่ไหวด้วยสเกล จำนวนพนักงาน ค่าใช้จ่าย รวมถึงค่าเช่าของเราด้วย ก็เลยไปต่อไม่ได้”

09
ถ้าจะเก็บสกาล่าไว้ ก็ต้องมีการใช้งานที่ชัดเจน

“เราไม่ได้ต้องการเก็บสกาล่าไว้แบบโบราณสถาน ถ้าจะเก็บก็ต้องมีการใช้งานที่ชัดเจน ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นพื้นที่รกร้าง ไม่ได้ใช้งาน ถ้าจะใช้เป็นหอประชุม คณะศิลปกรรม คณะนิเทศ ก็หากิจกรรมมาลงต่อเนื่องไม่ได้ เพราะเรามีหอประชุมสเกลนี้อยู่ในหลายคณะ สกาล่าจึงเป็นอาคารที่เกินจากการความต้องการใช้งาน แล้วมันก็ไปไม่ไหวจริง ๆ ในแง่การดูแล มันติดที่ค่าดำเนินการ เมื่อก่อนเรามีบ้านหลังคาสูง ๆ ไม่ติดแอร์เพราะอยากได้ลม ก็ใช้เสาสูง เพดานสูง อะไรก็ใหญ่โตไปหมด แต่ยุคนี้คุณต้องเสียค่าแอร์เยอะมาก มันไม่ไหวในเชิงค่าดูแลบำรุงรักษาในระยะยาว เราอยากหาเจ้าภาพมาดูแลต่อ แต่ทุกคนปฏิเสธ เราก็ไม่อาจหาญจะรับมาดูแล เพราะเราไม่เก่งขนาดนั้น ก็เลยถึงจุดที่เรายอมแล้ว จึงเปิดประมูลพื้นที่ ซึ่งทาง CPN ได้ไป เขาจะทำเป็น Mixed-use มีทั้งรีเทล ออฟฟิศ แล้วก็น่าจะมีโรงแรมด้วย”

10
โควิด-19 มา จนสยามฯ เกือบไป

“ประตูหลักที่เราใช้นับจำนวนคนมาสยามฯ คือ SQ1 ช่วงก่อนโควิด เคยมีคนมาวันละ 2 แสน

“พอมีโควิด พร้อมกับกระแสซื้อสินค้าออนไลน์ เหลือคนมาไม่ถึง 2 หมื่น เราไม่ลังเลเลยที่จะลดค่าเช่า เพราะเห็นว่าเขาเดือดร้อนจริง ๆ กิจการที่โดนประกาศห้ามจากรัฐตรง ๆ อย่างร้านตัดผม ร้านนวด เราไม่เก็บค่าเช่าพักหนึ่ง เรากลัวกันมากว่าสยามฯ จะไม่กลับมาแล้ว แต่ในที่สุดมันก็กลับมา ไม่ใช่เพราะการซื้อของ แต่เป็นการมาใช้พื้นที่ มาเจอคน มาเดินเล่น”

รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า

11
ขับรถเข้ามาไม่สะดวกเลย ใช่ครับ ผมไม่ต้องการให้คุณขับรถเข้ามา

“ช่วงโควิดสยามฯ นิ่งอยู่พักหนึ่ง เราเองก็มีปัญหาน้ำท่วมในสยามฯ มาโดยตลอด แล้วก็มีความฝันในเชิงมาสเตอร์แปลนว่า อยากปรับอะไรหลาย ๆ อย่าง ก็เลยใช้จังหวะนี้สังคายนาใหญ่ วางระบบท่อใหม่ ต้องทำผิวถนนใหม่ เลยคุยกับคนออกแบบให้ปรับถนนเส้นกลางตั้งแต่ซอยสองถึง SQ1 ให้การจราจรที่วุ่นวายดีขึ้น รถที่อยู่ในสยามคือรถที่จะมาสยามฯ ไม่ใช่มาผ่านสยามฯ แล้วก็ไม่ให้มีรถสาธารณะจอดแช่

“เลยเกิดเป็นถนนคนเดินที่รถทำความเร็วไม่ได้ เป็นถนนที่คนไม่ได้มาเพื่อเรียกรถสาธารณะ รถเหล่านี้ก็ไม่เข้ามาโดยปริยาย ทำเสร็จคนก็บ่นว่า ตัวชะลอรถแหลมมาก ขับแล้วรถจะพัง ใช่ครับ ถ้าคุณขับไม่ถึง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถคุณจะไม่สะเทือนเลย รถติดมากเลยครับอาจารย์ ใช่ครับ ผมไม่ต้องการให้รถเข้ามา”

รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า

12
ลานหน้าฮาร์ดร็อก

“ช่วงใกล้ ๆ SiamScape จะเปิดตัว ที่เรากำลังทำ Walking Street Hard Rock Cafe ก็หมดสัญญาเช่าพอดี ด้วยพิษโควิดเขาเลยไม่ต่อสัญญา เราก็เลยรื้อตัวตึกแถวเซ็ตนี้ออก ทำเป็นลานโล่งเชื่อมกับ SiamScape แล้วทำโปรเจกต์ Block I ที่ล้อคาแรกเตอร์ของตึกแถว ตามมาสเตอร์แปลนตึกสูงจะเกาะอยู่ที่ขอบถนนใหญ่เพื่อไม่ให้เกิดความหนาแน่นของจราจร ข้างในพยายามทำให้เป็นพื้นที่ของคนเดิน จึงเป็นสเกลไล่เลี่ยกับตึกแถว แต่การเช่าจะมีลีลามากขึ้น เราพยายามเลือก Flagship Store แบรนด์ไทย หรือเติบโตมาในพื้นที่ของเรา ถ้าเป็นแบรนด์นอกก็ต้องมีอะไรพิเศษไม่ซ้ำกับสาขาอื่น Block I จึงเป็นเหมือนแลนด์มาร์กหัวถนนเริ่มต้นถนนคนเดิน”

รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า
รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า

13
ถ้าคุณไม่ปรับ หมดสัญญาผมไม่ต่อนะ

“เราให้โจทย์ตึกที่จะสร้างในฝั่งสยามฯ และฝั่งมหาวิทยาลัยต่อไปว่า ต้องอยู่ในธีม Smart City ต้องได้ Green Certificate ในตึกต้องมีเรื่องประหยัดพลังงาน มี EV Charger มีเรื่องแอร์ เรื่องการรีไซเคิล อย่าง KLOUD by KBank เขาก็เปลี่ยนพื้นที่ธนาคารให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่เด็กเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ มีคอนเซ็ปต์ที่เป็น Smart และยั่งยืน

“ส่วนร้านริมถนน Walking Street เราเน้นความเป็นอนาคต เพราะพื้นที่บางส่วนของ SiamScape เราให้เด็กมานั่งทำงานได้จนรถไฟฟ้าหยุดวิ่ง ก็เลยเป็นคอนเซ็ปต์สยามไม่หลับ พอเป็นชีวิตภาคกลางคืน อาคารทั้งหลายเลยตกแต่งด้วยแสงสีจัดเต็มไม่ให้น้อยหน้ากัน ก็ยิ่งสวยขึ้นเรื่อย ๆ เราบอกทุกร้านว่า ถ้าคุณไม่ปรับปรุง หมดสัญญาผมไม่ต่อนะ ผมจะเอาเจ้าใหม่มาลง เราไม่ได้ไล่คุณออกจากสยาม แต่คุณต้องไปอยู่ตึกนู้นตึกนี้แทน เราคุยกันแบบนั้น วันนี้คนบอกว่าสยามฯ สวยเหมือนอยู่เมืองนอก เราก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ต้องตบตีกันเยอะมากกว่าจะเห็นภาพเดียวกัน”

รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า

14
สยามฯ เปลี่ยนไปแล้ว

“วันที่ 27 พ.ค. 65 เราอยากทำอีเวนต์เปิดตัวสยามฯ โฉมใหม่ซะหน่อย อยากปิดถนนให้คนได้เดินเล่นกันวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ มีการแสดงเปิดหมวกเล็ก ๆ น้อย ๆ วันนั้นคนไม่เยอะนะ แต่แรงกระเพื่อมจริง ๆ คือมีเด็กเข้ามาถ่ายรูปโพสต์ลงไอจีว่าสยามฯ เป็นแบบนี้แล้ว เป็นจังหวะที่ SiamScape เสร็จแล้ว เปิดสวนดาดฟ้าด้วย คนเห็นก็เริ่มมากันเยอะขึ้น เป็นอิทธิพลของโซเชียลจริง ๆ ที่ช่วยเรา

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

15
Yes Indeed

“Yes Indeed เป็นวงที่มาเล่นกับเราตั้งแต่งานสวนหลวงสแควร์ เราอยากปลุกพื้นที่สวนหลวงสแควร์ที่ค่อนข้างเงียบให้มีชีวิตชีวิต ก็จัดตลาดนัด Flea Market ให้น้องๆ นิสิตจุฬาฯ มาขายของโดยไม่คิดค่าเช่า เราอยากหาวงดนตรีมาเล่น แต่ไม่มีเงินจ้าง Yes Indeed เป็นหนึ่งในวงที่ยินดีมาเล่น วันนั้นมีคนดูเขาไม่ถึง 10 คน พอมีงานวันเปิดสยามฯ เราก็ติดต่อเขาไป คราวนี้คนตามมาดูเขาเป็นร้อยเลย เพราะเขาไปเล่นมาหลายเวที สะสมฐานแฟนคลับมาเรื่อย ๆ

“ตอนนี้เขาไม่ได้เล่นแล้ว เพราะเราไม่อยากให้ใครเป็นเจ้าของเวที อยากให้หลาย ๆ คนมีโอกาสได้เล่น มีคนรอเล่นอยู่ 300 กว่าวง ถ้าเราเลือกแต่วงดัง ๆ อีก 200 กว่าวงที่เหลือ เมื่อไหร่จะได้เล่นล่ะ”

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

16
เราเป็นพื้นที่ให้วงดนตรีทุกประเภท

“ที่สยามฯ เรามีเวที 4 จุด แต่ละเวทีเล่นวันละ 3 วง เล่นสัปดาห์ละ 3 วัน เท่ากับเล่นได้สัปดาห์ละ 36 วง เรามีลิสต์วงที่สมัครมา 300 กว่าวง ได้เล่นไปแล้ว 50 กว่าวง ตั้งแต่เด็กน้อยมาเล่นขำ ๆ พ่อแม่มานั่งตบมือ ร้องผิด ๆ ถูก ๆ จนถึงมืออาชีพมาก ๆ ทุกวงเล่นฟรีหมด เราเตรียมไฟให้ แต่เขาต้องเอาอุปกรณ์มาเอง เราพยายามจัดโปรแกรมช่วยน้อง ๆ วงที่ยังไม่มั่นใจก็ให้เล่นก่อนช่วง 5 – 6 โมง คนยังไม่เยอะ จะได้ไม่ตื่นเวที ช่วงที่คนเยอะก็เอาวงที่มีประสบการณ์หน่อย พอศิลปินอาชีพเห็นว่าสยามฯ มีอะไรแบบนี้ เขาก็ขอมาแจม วงที่จะเล่นกันศิลปินก็ต้องเตี๊ยมกันก่อนซะหน่อย ป้องกันไม่ให้หน้าแหก”

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป
58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

17
ถ้าชมรมเพาะกายอยากมาโชว์ ก็ยินดีต้อนรับ

ผมไม่ได้มองว่าประสบความสำเร็จแล้ว คนติดแล้วก็จัดต่อไปเรื่อย ๆ ผมเฉย ๆ กับการจัดกิจกรรมที่ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ คาดเดาได้ โอเคมันอาจจะการันตีว่า ถ้าคุณมา คุณจะเอนจอยกับสิ่งนี้ แต่มันต้องหลากหลายกว่านั้น เพราะมีอีกหลายคนที่อยากแสดงออก แต่เขาไม่ถนัดเล่นดนตรี เขาอยากเต้น เล่นมายากล มีชมรมเพาะกายในจุฬาฯ ติดต่อมาขอโชว์ ถ้าคุณรู้สึกว่าวงการเพาะกายของคุณยังแคบอยู่ แล้วพื้นที่ของผมช่วยคุณได้ คุณกล้ามาถอดเสื้อโชว์ที่นี่ก็มา ผมยินดีต้อนรับ สิ่งที่ผมคาดหวังคือความหลากหลายและการเปิดโอกาสให้หลาย ๆ กิจกรรม”

รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า

18
ถ้าจัดการดี ๆ มันจะนำมาซึ่งกิจกรรมที่ให้คุณค่ามากกว่าเงิน

“พอเราปิดถนนแล้วคนมาเยอะ ก็มีออแกไนเซอร์ติดต่อมาว่า คิดค่าเช่ายังไง มีพื้นที่ไหนบ้าง ตอนนี้ผมพยายามทำให้คนเห็นว่า ถ้าคุณมีพื้นที่กลางแจ้งในเมือง โดยเฉพาะพื้นที่พาณิชย์ คุณไม่จำเป็นต้องทำให้มันเป็น Commercial แบบฮาร์ดคอร์ก็ได้ แบบปล่อยเช่าเก็บเงินอย่างเดียว แต่ถ้าจัดการดี ๆ มันจะนำมาซึ่งกิจกรรมที่ให้คุณค่ามากกว่าเงิน นั่นคือสิ่งที่ทีมผมพยายามคิดทุกสัปดาห์ 

“ถ้าคุณอยากเช่าก็มาได้ แต่ต้องคุยกันก่อนว่าจะมาทำอะไร ไม่ใช่มาเปิดตัวน้ำ แล้วมีขวดม็อกอัปอันเบ้อเริ่มมาตั้งกลางถนน หรือมีโลโก้ใหญ่ ๆ มาแปะ ผมไม่เอา คุณทำธีมให้ทั้งสยามฯ กลายเป็นน้ำได้ไหม ทำให้คนพูดถึงอีเวนต์ที่คุณจัดไม่ใช่แบรนด์ของคุณ แต่เมื่อคนเข้ามาในพื้นที่แล้วเขาจะนึกถึงอย่างอื่นไม่ได้นอกจากแบรนด์คุณ คุณมีกึ๋นพอไหม มันเป็นงานที่เหนื่อยหลายต่อมากนะ แต่ผมว่าคุ้ม”

รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า

19
เราหวังว่าจะได้ปิดถนนในสยามฯ ทุกวันเร็ว ๆ นี้

“พอมี Walking Street ทุกทิศก็เป็นหน้าบ้านหมด ตอนนี้คนมองว่าฝั่งอังรีดูนังต์เป็นหลังบ้าน ซึ่งจะไม่ใช่แล้ว ทุกส่วนสำคัญ และมีบทบาทที่ไม่เหมือนกัน SiamScape เป็นตัวเริ่มต้นฝั่งพญาไท สยามกิตติ์เป็นตัวปิดที่สง่างามก่อนที่จะจากพื้นที่ไป สยามกิตติ์กำลังจะมีการปรับเปลี่ยนหน้าตาตึกด้านนอก เสริมพื้นที่การค้าด้านใน แล้วก็มีการสร้างโรงแรมแบบฮิป ๆ ด้านบนที่ตอบโจทย์คนที่อยู่ในพื้นที่ย่านเรา

“เราหวังว่าจะได้ปิดถนนในสยามทุกวันเร็ว ๆ นี้ โจทย์ใหญ่คงกลับมาที่ทีมผม คงไม่ใช่การปิดเพื่อเดินเล่น เพราะเราเลยจุดนั้นมาแล้ว คำถามใหญ่คือ ถ้าเราปิดถนนอีก 4 วัน คุณจะทำอะไรกับมัน เราพยายามจะเปลี่ยนพฤติกรรมของคน และความเข้าใจในการใช้พื้นที่ ไม่งั้นเราก็จะอวยแต่ต่างประเทศตลอดเวลา สิงคโปร์ดีจัง ญี่ปุ่นดีจัง เมืองไทยแย่ เราหวังว่าสยามฯ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี”

20
ผู้เช่าในอนาคตต้องพัฒนาไปด้วยกันกับเรา

“ผู้เช่าสยามฯ ในอนาคตต้องพัฒนาไปด้วยกันกับเรา ต่อไปคงมีกติกาการใช้พื้นที่ในแต่ละซอย สำนักงานจัดการทรัพย์สินฯ ไม่อยากบอกให้คุณออกไป แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงวัฏจักรของการค้า ของสังคม บางครั้งสิ่งที่คุณเป็นมันก็ไปต่อไม่ได้ เมื่อเกิดเหตุการณ์นั้นเราก็จะเข้าไปคุย ไปหารือกัน เราจะหาทางช่วย 

“จุฬาฯ ไม่ได้ใจร้าย จุฬาฯ ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดชี้ว่าคุณต้องออกไป ในการจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราต้องผ่านบอร์ด ผ่านกรรมการ ผ่านขั้นตอนมากมาย เราไม่ได้ชี้เป็นชี้ตายคนง่ายขนาดนั้น เราใจร้ายกับใครไม่ได้เลย เพราะเรามีตราพระเกี้ยวค้ำอยู่ข้างหลังเสมอ”

รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า

21
คำพูดหล่อ ๆ มันจับต้องไม่ได้

“ถ้าพูดแบบหล่อ ๆ สยามฯ คือพื้นที่แห่งโอกาส แต่คำพูดหล่อ ๆ มันจับต้องไม่ได้ สยามฯ คือพื้นที่ Commercial Public ที่เราอยากให้เป็นตัวแทนการใช้พื้นที่สาธารณะเชิงพาณิชย์ที่ชี้นำสังคมในบ้านเรา ไม่ต้องยัดเยียด Commercial แบบฮาร์ดเซลล์ก็ได้ มันควรมีอิสรภาพให้คนที่เข้ามา ไม่เสียเงินซื้อของ คุณก็มาเจอคนที่ใช่ก็ได้

“จุฬาฯ ถูกมองว่ารวย หน้าเลือด เราอยากจะตอบกลับด้วยการทำพื้นที่แบบนี้ นี่ไงพื้นที่ Commercial ที่ฉันไม่ Commercial อะไรทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าต้องตอบแทนสังคมด้วยการทำสวนเสมอไป ที่ที่ฉันให้ทำมาหากินนี่แหละ ที่จะให้โอกาสเด็กๆ มาใช้ ให้คนมาใช้ แล้วไม่คิดเงิน แล้วก็ไม่ใช่ CSR เราไม่ต้องการประชาสัมพันธ์ ไม่มีวาระแอบแฝง แล้วจุฬาฯ ได้อะไรจากสิ่งนี้ เราฉลาดขึ้น เราเรียนรู้จากน้องที่เข้ามาใช้พื้นที่ คนที่มาใช้พื้นที่ เราเปิดพื้นที่ คนมาแสดงออก เราจะเห็นเทรนด์ตลอดเวลา แล้วจะค่อย ๆ พัฒนาตัวเองขึ้น”

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load