ลงรถไฟฟ้าสถานี World Cup Station เดินทะลุผ่านสนามกีฬารูปร่างคล้ายว่าวโบราณของเกาหลี สู่ถนนระยะทางราว 10 นาที ไม่ไกลพอเรียกเหงื่อในวันที่อากาศหลักสิบองศา

ฉันตั้งใจมาประเทศเกาหลีเพื่อที่นี่ ‘มุนฮวาบีชุกกีจี’ (문화비축기지)

สาวเท้าให้เร็วขึ้น ก้าวเข้า Oil Tank Culture Park ขนาด 22 สนามฟุตบอล (140,022 ตารางเมตร) ทอดสายตาผ่านลานกว้างใหญ่เบื้องหน้า พื้นที่เปิดรอบๆ เป็นถนนทอดยาวเพื่อเชื่อมแท็งก์น้ำมันเปลือยเปล่าทั้งหกเข้าไว้ด้วยกัน ฉากหลังห้อมล้อมด้วยภูเขา Maebongsan ใบไม้กำลังผลิแล้ว  โอ้… นี่ถ้ามีโอปป้าหนุ่มสักคนเดินจับมือมาด้วยกัน ฉันคงคิดว่าตัวเองเป็นนางเอกซีรีส์สักเรื่อง

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

1 ใน 6 แท็งก์ถูกเก็บรักษาไว้ในรูปแบบเดิมอย่างสมบูรณ์ ส่วนที่เหลือก็ปรับเปลี่ยนเป็นเรือนกระจก เวทีกลางแจ้งที่ด้านล่างซ่อนเวทีในร่มไว้อีกหนึ่ง ห้องมืดที่ตั้งใจไม่ให้แสงลอดผ่านถูกเตรียมไว้สำหรับการแสดงและจัดนิทรรศการ ส่วนแท็งก์ด้านขวาเป็นพิพิธภัณฑ์ถาวรที่บรรจุเรื่องราวอดีตล้ำค่าเอาไว้แทนน้ำมันนับพันลิตร

และแท็งก์ซ้ายมือสุดถูกสร้างใหม่ขึ้นมาจากวัสดุเหลือใช้ที่ไม่ตั้งใจทิ้ง จากการรื้อแท็งก์หมายเลข 1 และ 2 เพื่อเป็นคาเฟ่และเวิร์กกิ้งสเปซ ที่ใครก็เข้ามาใช้งานได้

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ไม่ใช่แค่ถ่ายรูปสวยหรือทำให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งเช็กอินใหม่ ความเจ๋งของโครงการนี้คือการสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้พื้นที่เดิมอย่างเคารพอดีตและคุ้มค่า

Choi Hyun-sil, Director of the Parks Development Division

สารภาพว่าอิจฉาผู้คนที่นี่ หลังได้คุยกับคุณ Choi Hyun-sil, Director of the Parks Development Division ประจำ Seoul Metropolitan Government หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังโปรเจกต์ฟื้นคืนพื้นที่สร้างสรรค์ ซึ่งตั้งใจออกแบบโดยฟังเสียงประชาชนผู้ใช้งานจริงว่าพวกเขาต้องการอะไรที่สุด

สถาปัตยกรรมที่รื้อฟื้นอดีตของโซล

40 ปีที่แล้ว หลังจากเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันโลก (Oil Crisis) ในช่วง ค.ศ. 1973 หลายประเทศหาวิธีปรับตัวเข้ากับสถานการณ์วิกฤตนั้น Mapo Oil Depot จึงถูกสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1976 เพื่อเป็นคลังเก็บน้ำมันรองรับความต้องการของประชาชนเกาหลี

18 ปีที่แล้ว เกาหลีใต้และญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพร่วมจัดฟุตบอลโลก 2002 (2002 FIFA World Cup Korea/Japan) นั่นนับเป็นการแข่งขันครั้งแรกที่จัดขึ้นในทวีปเอเชีย และเพื่อรองรับการจัดการแข่งขัน โซลเวิลด์คัพสเตเดียมหรือที่ชาวเกาหลีใต้เรียกว่าสนาม Sangham ก็ถูกสร้างขึ้น 

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ไม่เพียงสนามกีฬาแห่งนี้ พื้นที่โดยรอบก็ถูกปรับปรุงพัฒนาให้พร้อมต้อนรับแฟนบอลที่หลั่งไหลเข้ามาด้วย เมื่อมีความจำเป็นต้องดำเนินการก่อสร้างสนามกีฬาเวิลด์คัพขึ้นที่เขตมาโพ เพื่อจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกใน ค.ศ. 2002 สิ่งก่อสร้างอันตรายอย่างแท็งก์นํ้ามันจึงต้องถูกปิดตัวลง ทั้งยังถูกจัดเป็นสิ่งก่อสร้างอันตรายระดับ 1 มีการควบคุมไม่ให้ประชาชนเข้าใกล้ และแล้วที่แห่งนี้ก็ถูกปิดร้างอย่างสมบูรณ์ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2000

3 ปีที่แล้ว Mapo Oil Depot แห่งนี้ได้รับการชุบชีวิตอีกครั้งเป็น Oil Tank Culture Park หลังถูกปิดไว้สิบกว่าปี ที่นี่เป็นอีกหนึ่งในผลงานที่น่าสนใจของ Seoul Metropolitan Government ในการปรับปรุงและพัฒนาสิ่งที่หลงเหลือจากร่องรอยของยุคอุตสาหกรรมให้กลายเป็น Culture Park ใจกลางเมืองที่กลมกลืนไปกับพื้นที่โดยรอบ แต่ก็บอกเล่าอดีตของตัวมันเองอย่างแจ่มชัด

พื้นที่ของประชาชนที่ฟังเสียงประชาชน

ไม่กี่ชั่วโมงก่อนไป Oil Tank Culture Park ฉันมีนัดหมายคุยกับ คุณ Choi Hyun-sil, Director of the Parks Development Division ถึงเรื่องราวที่มาที่ไปของโปรเจกต์นี้

ขึ้นลิฟต์ไปอย่างตื่นเต้น นี่เป็นครั้งแรกที่สื่อไทย ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมออฟฟิศ Seoul Metropolitan Government 

คุณ Choi Hyun-sil รอต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เธอแปลกใจเล็กน้อยว่าทำไมเราถึงสนใจที่นี่นัก ระหว่างเดินเข้าไปยังห้องทำงานของเธอ คุณ Hyun-sil ชวนเราคุยเรื่องต้นไม้น้อยใหญ่รายทาง ชวนให้นึกถึงบรรยากาศในออฟฟิศตัวเองเสียไม่ได้

Choi Hyun-sil, Director of the Parks Development Division

อธิบายอย่างรวบรัด นครพิเศษโซลเป็นเขตปกครองตัวเอง หากจะพัฒนาพื้นที่สาธารณะใดๆ จะอยู่ภายใต้การจัดการของรัฐบาลกรุงโซลอย่าง Seoul Metropolitan Government หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลงานก่อสร้างของกรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลีโดยตรง ถ้าใครเคยถ่ายรูปคู่กับป้าย I Seoul U แลนด์มาร์กที่อยู่คู่สวนสาธาณะทั่วโซล นั่นแหละคือหนึ่งในโปรเจกต์ส่งเสริมการท่องเที่ยวของพวกเขา

“ย้อนกลับไปในปี 1995 กรุงโซลได้มีการเลือกตั้งครั้งแรก และเนื่องจากประชาชนมีความต้องการด้านสิ่งแวดล้อมและอยากให้มีพื้นที่สีเขียวมากขึ้น จึงได้มีการบังคับใช้แผนขยายพื้นที่สีเขียวห้าปี และอีกหลายนโยบายเกี่ยวกับพื้นที่สีเขียวเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างจริงจัง ทำให้หลายโครงการได้รับการผลักดัน เช่น สวนยออีโด กําแพงหินวังด็อกซู และการยับยั้งการสร้างสิ่งอํานวยความสะดวกที่บุกรุกพื้นที่ภูเขานัมซาน” เธอเริ่มเล่าภาพรวมการทำงานของ Seoul Metropolitan Government ในส่วนที่เธอรับผิดชอบให้ฟัง

ในฐานะเมกะซิตี้ที่มีประชาชนมากกว่าสิบล้านคนอาศัยอยู่นั้น ทําให้มีข้อจํากัดด้านพื้นที่ที่จะสร้างสวนสาธารณะขึ้นใหม่ให้แก่ประชาชน จากข้อจํากัดที่ว่าทาง Seoul Metropolitan Government จึงสรรหาพื้นที่อื่นๆ เช่น ที่ทิ้งขยะ สนามเด็กเล่นร้าง หรือสิ่งก่อสร้างที่หลงเหลือจากยุคอุตสาหกรรม จากนั้นตรวจสอบเพื่อดูความเป็นไปได้ในการใช้สอย แล้วสร้าง Creative Park ขึ้นจากพื้นที่เหล่านี้ ตัวอย่างที่โดดเด่นก็อย่างเช่น สวนเวิลด์คัพ (สวนฮานึล), North Seoul Dream Forest, Seoullo 7017 และ Oil Tank Culture Park หมุดหมายที่เราตั้งใจมาเยือนเป็นพิเศษ

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

เธอเล่าว่า กระบวนการแตกต่างกันไปตามแต่ละโครงการ แต่การวางแผนให้สมบูรณ์ตั้งแต่ขั้นแรกเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยของ Oil Tank Culture Park เกิดขึ้นจากการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญในด้านที่เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไป ร่วมกันวางแผน กําหนดวิธีการบริหารจัดการให้เหมาะสมที่สุด ไปจนถึงการหารือเกี่ยวกับการใช้งานและให้ประชาชนเสนอไอเดียเพื่อวางแผนการใช้งานที่ทุกคนต้องการจริงๆ ร่วมกัน

“ก่อนลงตัวที่ Culture Park เราก็คิดทำหลายอย่าง ทั้ง Video Complex, Dream Science Museum และ Animation Center แต่เนื่องจาก Oil Tank Culture Park เป็นโครงการที่ต้องการรักษาอัตลักษณ์ของสิ่งก่อสร้างนั้นไว้ให้มากที่สุด เราจึงให้ความสำคัญตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน มีการจัดประชุมปรึกษาหารือ เกี่ยวกับการดีไซน์ยี่สิบสี่ครั้ง และการประชุมปฏิบัติการสี่สิบเอ็ดครั้ง โดยมีประชาชนเข้าร่วมหนึ่งพันหนึ่งร้อยยี่สิบหกคน เพื่อรวบรวมไอเดียและจัดเตรียมวิธีการดําเนินการ

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

“จากนั้นเราจึงจัดอีเวนต์ที่ประชาชนจากภาคส่วนต่างๆ ได้มีส่วนร่วม เช่น International Design Competition เวิร์กช็อปโดยผู้เชี่ยวชาญ และหารือ ถกเถียง ไปจนนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ณ สถานที่จริง จึงทําให้โครงการนี้สะท้อนความคิดเห็นจากภาคประชาชนได้อย่างชัดเจน และมีการจัดตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา ทีมวางแผนเมือง เพื่อให้คําปรึกษาด้านวางแผน รวมถึงคณะกรรมการธรรมาภิบาลเข้ามาดูแลโดยเฉพาะ”

คุณ Hyun-sil ยังบอกอีกว่า Oil Tank Culture Park  ถือเป็นโครงการแรกที่ใช้ความคิดเห็นของประชาชนนำและประยุกต์เข้ากับระบบการฟื้นฟูเมือง

“แม้ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ถึงสองเท่าและวิธีการยุ่งยากกว่า แต่การสร้างสวนนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟื้นชีวิตพื้นที่เมืองโดยการนําเอาสิ่งก่อสร้างที่หลงเหลืออยู่ในช่วงยุคอุตสาหกรรมมาฟื้นฟู ทําให้เราได้นําเสนอสิ่งใหม่ผ่านการสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรมด้วยการเคารพต่ออดีตของกรุงโซลเองและเพิ่มไอเดียใหม่ๆ เข้าไป รวมทั้งการใส่ใจประชาชนเป็นหลัก และไม่ลืมคิดอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย”

เมื่อทั้งผู้เชี่ยวชาญและประชาชนต่างก็ลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า ถังน้ำมันเก่าเก็บเหมาะจะกลายเป็นศูนย์วัฒนธรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่จัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ จึงจัดให้มีการประกวดออกแบบระดับนานาชาติ โดยเลือกผลงาน ‘Time read from the ground’ ของ Heo Seo-Goo จาก Wondoshi Architects Group และดำเนินการก่อสร้างตามแผนที่ได้วางไว้

รวมระยะเวลาดำเนินการเพียง 4 ปี ตั้งแต่กระบวนการแรกเมื่อ ค.ศ. 2013 Oil Tank Culture Park ก็เปิดตัวอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 2017

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

การกลับมาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

พื้นที่แห่งนี้ใส่ความตั้งใจอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนทั่วทุกตารางเมตร เห็นได้จากภายใน Oil Tank Culture Park แต่ละแท็งก์ ได้รับการออกแบบให้ใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Enegry) ที่ผลิตโดยใช้ปั๊มความร้อนพลังงานความร้อนใต้พื้นดิน (Geothermal Heat Pump) เพื่อทำความร้อนและความเย็นให้รองรับการปรับอุณหภูมิให้ใช้งานได้ทุกฤดู

อบอุ่นขึ้นในฤดูหนาว ส่วนในฤดูร้อนก็ทำให้อากาศอยู่ในภาวะน่าสบาย

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ส่วนน้ำที่ใช้ในห้องสุขาและใช้รดน้ำต้นไม้ก็นำน้ำเหลือใช้จากอุตสหกรรมการผลิตและน้ำฝนมารีไซเคิลใช้ใหม่ภายในสวนโดยไม่รบกวนน้ำผลิตใหม่

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ตึกและแท็งก์ทั้งหกได้รับการรับรองว่าเป็นอาคารสีเขียว G-SEED (Green Standard for Energy and Environmental Design) โดย KITC และได้รับการการันตีว่าเป็นตึกที่มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (First-grade Energy Efficient Building) โดย KBet ของเกาหลีเอง

แทนที่น้ำมันด้วยวัฒนธรรม เสียงดนตรี และศิลปะ

ถังที่เคยว่างเปล่าถูกเติมเต็มด้วยวัฒนธรรม เสียงดนตรี และศิลปะ ลานวงกลมกว้างใหญ่ จุดกลางที่เชื่อมถนนภายในสวนไปยังถังน้ำมัน 6 ถัง ยังคงใช้พื้นคอนกรีตเดิมตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นสถานที่เก็บน้ำมันอยู่ และช่วงสุดสัปดาห์ที่นี่จะแปลงร่างเป็นพื้นที่ตลาดนัด หมุนเวียนไปเป็นตลาดออร์แกนิกบ้าง ตลาดนัดสำหรับดีไซเนอร์หน้าใหม่บ้าง หรือบางครั้งก็ลานจัดคอนเสิร์ตตามโอกาส ซึ่งเขาแพลนกิจกรรมระยะยาวต่อปีไว้ให้หมดแล้ว คุณ Hyun-sil กระซิบบอกมาว่าการเปิดตลาดนัดนี้ยังอยู่ในแผนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของท้องถิ่นอีกด้วย

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ส่วนแท็งก์ทรงสูง 15 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 15 – 40 เมตร และอาคารดั้งเดิม ก็ปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม

T1 Glass Pavilion เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการที่ถอดโครงสร้างภายนอกออกไปจนหมด เหลือไว้แต่ผนังคอนกรีต ด้านชิดภูเขาและหลังคากรุกระจกโดยรอบ เผยให้เห็นผาหินที่เต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิด ช่องแสงจากด้านบนช่วยให้พื้นที่สว่าง เงาพาดเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาขับเน้นให้พื้นที่มีมิติอย่างประหลาด และถ้าเดินลงไปใต้ดินจะเห็นพื้นผิวถนนจริงก่อนก่อสร้าง

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

T2 Performance Hall เวทีกลางแจ้งที่ถอดผนังโดยรอบออก ยกให้หุบเขาหินทำหน้าที่แทน เหลือไว้เพียงด้านหน้าให้เป็นฉากหลังเวที ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นเครื่องขยายเสียงธรรมชาติ ดังสะท้อนแบบที่ลำโพงไฟฟ้าไม่มีความจำเป็น พื้นสโลปและก่ออิฐเพิ่มเป็นที่นั่งเสริมเข้ามาได้อย่างแนบเนียนและน่ารัก ส่วนด้านล่างของ T2 นั้นดัดแปลงให้เป็นเวทีในร่มที่จุได้ถึง 200 คน จุดเด่นของเวทีในร่มนี้คือพื้นไม้ที่กลายเป็นเวทีหรือที่นั่งก็ได้

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

T3 Original Tank แท็งก์เดียวที่เก็บรักษาสภาพเดิมคงไว้ เมื่อเดินขึ้นเนินเขาเล็กๆ จะเห็นภาพถังน้ำมันที่กำลังถูกสนิมกัดกร่อน ซึ่งสะท้อนอดีตและเก็บปัจจุบันไปบรรจุไว้เช่นเดียวกัน

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

T4 Culture Complex ความพิเศษของแท็งก์นี้คือการเก็บโครงสร้างภายในของถังน้ำมันเดิมเอาไว้  โถงขนาดใหญ่จึงเต็มไปด้วยเสาเหล็กนับสิบและล้อมรอบไปด้วยผนังเหล็ก ตัวโครงสร้างเดิมของ T4 ถูกออกแบบมาให้แสงจากดวงอาทิตย์เล็ดลอดเข้ามาอย่างไร ก็เก็บเอาไว้อย่างนั้น บวกกับเสียงกึกก้องสะท้อนกลับอย่างทรงพลัง ทำให้ถูกเลือกเป็นที่จัดการแสดงและนิทรรศการเกี่ยวกับแสงไฟอยู่บ่อยครั้ง

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

T5 Story Hall พิพิธภัณฑ์ถาวรบันทึกเรื่องราวและประวัติศาสตร์ของที่นี่ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ตั้งแต่การเริ่มก่อสร้างถังเก็บน้ำมัน รวมไปถึงขั้นตอนการรื้อถอนและโยกย้ายวัสดุต่างๆ ในการปรับปรุงถังน้ำมันเหล่านี้ ผ่านภาพและวิดีโอ 360 องศา พร้อมสัมผัสโครงสร้างทั้งภายใน ภายนอก ผนังหิน และผาหิน ที่ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี 

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

T6 Information Exchange Center แท็งก์นี้ถูกออกแบบและสร้างขึ้นมาใหม่จากวัสดุที่รื้อถอนจาก T1 และ T2 ทุกชิ้น มีแค่ส่วนฐานเท่านั้นที่เป็นของ T6 ตั้งแต่แรก ผนังภายนอกมาจากแผ่นเหล็กที่เคยห่อหุ้ม T2 เอาไว้ ส่วนภายในมาจาก T1 แล้วประกอบเข้าด้วยกัน พื้นที่ใช้สอยแบ่งเป็นเป็นคาเฟ่ เวิร์กกิ้งสเปซ และห้องประชุม ทำหน้าที่เป็น Community Center ให้ผู้คนมารวมตัวกันและพบปะเพื่อนใหม่ๆ

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ว่าจะมาเดินสำรวจคร่าวๆ แต่ก็เผลอใช้เวลาเดินออกแท็งก์นู้น เข้าแท็งก์นี้ จนตะวันลับขอบฟ้า จากพื้นที่นับหมื่นตารางเมตรที่ปิดกั้นการเข้าถึงมากว่า 40 ปี วันนี้กลายเป็นสถานที่ที่ดึงดูดผู้คนนับหลายแสน เป็นแบบอย่างของการจัดการพื้นที่เมืองอย่างชาญฉลาด รวมถึงการฟื้นฟูเมืองอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบตั้งแต่คนต้นทางยันปลายน้ำ

และถ้ายังเดินไม่เหนื่อย ฝั่งตรงข้ามคือความสำเร็จในการเปลี่ยน Nanji Landfill (ลานทิ้งขยะนันจิ) ให้กลายเป็น Pyeonghwa Park (สวนสาธารณะพยองฮวา), Noeul Park (สวนสาธารณะโนอึล), Haneul Park (สวนสาธารณะฮานึล), Nanjicheon Park (สวนสาธารณะนันจิชอน) และ Sangam Digital Media City (DMC) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศนี้เขาให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของประชาชนขนาดไหน

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

เราใช้เวลาแห่งความสุขมากมายในวัยเยาว์ไปกับสยามสแควร์ หลายคนก็คงเช่นกัน

ทุกครั้งที่เดินผ่านไปทางถนนพญาไท ตึกหลายชั้นอย่างโบนันซ่าก็ยังตั้งอยู่ตรงนั้น บางครั้งก็เลี้ยวไปดูกางเกง บางครั้งไปเฝ้าเพื่อนเจาะหู บางครั้งใช้เป็นทางผ่านเดินไป MBK จนกระทั่งวันหนึ่งภาพที่คุ้นตาก็หายไป สยามสแควร์เริ่มเงียบเหงาด้วยสถานการณ์โรคระบาด โบนันซ่าก็กลายเป็นตึกเรียนพิเศษตึกใหม่หน้าตาไม่คุ้น มากด้วยเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ นามว่า ‘SIAMSCAPE’

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

SIAMSCAPE เป็นความร่วมมือกันของทีม ‘ICES’ นำโดย East Architects ผู้รวมทีมสถาปนิกรุ่นใหม่อันประกอบไปด้วย Integrated Field, Creative Crews, และ Shma ในการทำโปรเจกต์ครั้งนี้

คอลัมน์ Public Space คราวนี้เราจะมาคุยกับหนึ่งในทีมออกแบบ อย่าง ประพันธ์ นภาวงศ์ดี และ วรวีร์ แจ่มสมบูรณ์ จากออฟฟิศภูมิสถาปนิก Shma เกี่ยวกับสวนดาดฟ้า Sky Scape พื้นที่ 1,160 ตารางเมตร ซึ่งเป็นส่วนที่พวกเขารับผิดชอบ

เราจะมาฟัง 2 ภูมิสถาปนิกผู้มีประสบการณ์เล่าไปพร้อมกันว่า สวนดาดฟ้าแห่งนี้มีแนวคิดในการออกแบบอย่างไร จะมีบทบาทอะไรในฐานะ Public Space ‘อีกเลเยอร์’ ของสยามสแควร์นอกเหนือไปจาก Walking Street ด้านล่าง ในช่วงเวลานี้ที่ทั้งย่านกำลังคืนชีพกลับมามีชีวิตชีวา และในอนาคตที่จะมาถึง

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

โบนันซ่าเลเวลอัป

“ตอนแรกเลย เขาต้องการจะอัปเดตโบนันซ่าเก่าให้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้แห่งใหม่” ประพันธ์เริ่มเล่า หลังจากที่พวกเราตัดสินใจนั่งลงบนสเต็ปใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ท่ามกลางกลุ่มวัยรุ่นรายรอบ

สยามสแควร์แบ่งพื้นที่เป็นบล็อก บล็อกที่เราอยู่กันตอนนี้คือบล็อก H ซึ่งสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ PMCU ตั้งใจให้เป็นพื้นที่ของโรงเรียนพิเศษ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการศึกษา ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สถาปนิกที่ร่วมทำโปรเจกต์นี้จึงใช้เวลากันไม่น้อยในการตีโจทย์ ‘การเรียนพิเศษในยุคถัดไป’ ขึ้นมาใหม่ ที่การออกแบบสเปซคงจะเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

การเรียนพิเศษเป็นฟังก์ชันหลักของอาคาร ทว่าด้วยความใหญ่โตของ SIAMSCAPE ที่จะสร้าง จึงต้องมีฟังก์ชันอื่นมาเติมความสมเหตุสมผล อย่างการเป็นอาคารจอดรถ เป็นร้านรวงต่าง ๆ และเป็นพื้นที่ของสำนักงานด้วย

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ทีม ICES คิดว่าอยากเปิด Public Space ที่อยู่ข้างบนสักอย่างหนึ่ง” ประพันธ์อธิบายที่มาก่อนจะมาเป็น Sky Scape “เราก็ลองมาหลายทางเลือกเลย มีตั้งแต่ทางเดินล้อมตึก หรือว่ามีหลาย ๆ ชั้น เหวี่ยงขึ้นมาจากข้างล่าง แต่ไป ๆ มา ๆ เมื่อปรับให้เข้ากับความเป็นจริงก็เหลือพื้นที่ประมาณนี้ ซึ่งเรามองว่าจะทำทั้งที ก็อยากให้พื้นที่เป็น Public Space ที่ดีให้กับเมืองมาใช้สอยได้”

PMCU อยากให้พื้นที่นี้รองรับกิจกรรมอันหลากหลายของคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มาเรียนพิเศษและนิสิตนักศึกษาที่มาเดินเล่น ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ ตลาด หรือกิจกรรมฮิตตอนนี้อย่างมินิคอนเสิร์ต ทาง Shma จึงออกแบบให้ที่นี่เป็น Hardscape ประกอบไปด้วยพื้นที่ราบสำหรับกิจกรรม และพื้นที่ที่ยกเป็นสเต็ป มีต้นไม้ร่มรื่นสำหรับให้คนมานั่งกิน นั่งเล่น นั่งดูดนตรีได้สบายอารมณ์ โดยพวกเขาเลือกให้ที่พื้นมีแพตเทิร์นลายทางยาวต่อมาจากเส้นตั้งบนอาคาร เพื่อให้รู้สึกถึงอาคารได้ชัดขึ้น

“ที่ทางเลือกอื่น ๆ หายไปก็เพราะเรื่องทุนในการก่อสร้างด้วย ยิ่ง Public Space มันเป็นที่ที่ขายไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องบาลานซ์ให้พอดี” นักออกแบบชี้แจงอย่างจริงใจ

ว่ากันตามตรง เราก็แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้เห็นทางเลือกอื่น ๆ ที่ประพันธ์เล่ามาถูกสร้างขึ้นจริง คงจะเป็นอีกมิติหนึ่งของลานสยามสแควร์ แต่เมื่อนึกถึงปัจจัยเรื่องทุนที่ต้องพิจารณาด้วยแล้ว Sky Scape เวอร์ชันปัจจุบันนี้ก็เป็นพื้นที่ของการพักผ่อนที่น่าสนใจไม่น้อย

พื้นที่สีเขียวที่มุมกระดาษ

สเต็ปที่ Shma ออกแบบมา ไม่ได้เป็นเพียงให้อัฒจันทร์อลังการไปเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้ใส่ Soil Bed เพื่อปลูกต้นไม้ใหญ่สร้างความร่มรื่นลงไปได้ด้วย

“เรารู้แหละว่ามันจะร้อน เราก็ต้องสร้างร่มไม้ให้จุดที่คนมานั่งเยอะที่สุด” วรวีร์พูดบ้าง มือก็ชี้ดงสีเขียวให้เราดู “มองไปด้านหลังจะเห็นเลยว่าเป็นป่าล้อมอยู่ เหมือนยกมุมกระดาษให้สูงขึ้นมาแล้วปลูกต้นไม้”

เพราะอยากให้สยามสแควร์อุดมไปด้วยพื้นที่สีเขียว มีต้นไม้ที่ดูแลรักษาง่าย Shma จึงทำให้ดาดฟ้านี้กลายเป็น Eco Forest ที่มีการผสมผสานระหว่างพืชหลายสปีชีส์ ทั้งไม้ยืนต้นและไม้พุ่ม

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ตอนนี้เขากำลังพูดกันนะครับว่า เราจะคืนธรรมชาติสู่เมืองได้ยังไงบ้าง” ประพันธ์เล่าให้เราฟัง “บางช่วงเทรนด์ก็จะเป็นต้นไม้ฟอร์มสวยชนิดเดียวทั้งหมด แต่เราคิดว่าถ้าทำจริงจะไม่เหมาะสม เพราะว่าในธรรมชาติไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันคือการรวมตัวกันของสปีชีส์ที่หลากหลาย”

ที่นี่มีทั้งไม้ยืนต้น 8 ชนิด และไม้พุ่มขนาดต่าง ๆ อีกรวม 12 ชนิด ภายในพื้นที่สีเขียว 555 ตารางเมตร

“ถ้าเกิดมีต้นหนึ่งติดโรค แล้วปลูกเหมือนกันหมดก็จะติดกันไปหมด แต่ว่าถ้ามีหลายสปีชีส์ อีกต้นหนึ่งอาจจะไม่อ่อนแอกับโรคนั้น ๆ ทำให้ไม่ติดตามไป” กล่าวโดยสรุปก็คือ หากมองระบบนิเวศในภาพใหญ่ ยิ่งหลากหลาย ยิ่งยั่งยืนนั่นแหละ

“Roof Garden นี้ช่วยลดอุณหภูมิด้วยนะ” วรวีร์เสริมขึ้นมาถึงข้อดี “หลังคาทั่วไปที่ไม่มีพื้นที่สีเขียวเลยจะสะท้อนความร้อนออกมา แต่ถ้าเรามีต้นไม้ ก็จะซับความร้อนได้เยอะพอสมควร”

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์
Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

แต่เรื่องราวก็ไม่ได้ง่ายอย่างการปลูกต้นไม้ใส่กระถาง อย่าลืมว่านี่คือสวนบนชั้น 10 ของอาคาร และโครงสร้างอาคารก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โดยเฉพาะเมื่อชั้นล่างของ Sky Scape เป็นโถงกิจกรรมขนาดใหญ่ที่ไม่มีเสาคั่นกลาง (Long Span) ซึ่งเป็นส่วนรับผิดชอบของออฟฟิศอื่น

“ตอนแรกเราต้องการให้มีพื้นที่สีเขียวเยอะที่สุด มีต้นไม้ใหญ่เยอะที่สุด แต่ถ้าเราทำเป็นพื้นที่สีเขียวกระจาย น้ำหนักที่กดลงไปแต่ละจุดก็เยอะไปหน่อย เลยกระจุกตัวน้ำหนักดินให้มันอยู่เป็นที่ ๆ ไป”

น้ำหนักของ Roof Garden มากกว่าหลังคาหรือดาดฟ้าทั่วไปนัก เพราะต้นไม้หนึ่งต้นต้องเผื่อน้ำหนักไว้ประมาณ 1.5 ตันเลยทีเดียว

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

ชีวิตชีวาที่เชื่อมถึงกัน

ทีมออกแบบตั้งใจให้ที่นี่เป็น ‘ลานคนเมือง’ แห่งใหม่ของสยามสแควร์

“ตอนแรกนึกว่าเด็ก ๆ จะมามากกว่า แต่พอเปิดคนที่สยามก็มาด้วย ถ้ามาเสาร์-อาทิตย์นี่จะเห็นว่าคนยืนเต็มเลย” ประพันธ์พูดอย่างดีใจ ขณะที่เรานั่งคุยกันอยู่นี้ แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่คนก็มามากเหมือนกัน

พวกเขามองว่าสยามสแควร์แทบจะไม่มีพื้นที่โล่ง ๆ แบบนี้เลย หรือถึงมี บรรยากาศก็ไม่ได้ผ่อนคลาย นั่งใต้ร่มไม้ได้แบบนี้

“ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทาง คุณต้องตั้งใจมานั่ง” วรวีร์ให้ความเห็น ที่นี่ไม่ได้เข้าถึงง่ายเท่าไหร่ ผู้คนต้องรอลิฟต์หรือขึ้นบันไดเลื่อนมาถึง 10 ชั้น จุดหมายปลายทางจึงต้องคุ้มค่าพอที่จะเสียเวลาเดินทาง

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราถามภูมิสถาปนิกทั้งสองว่า พวกเขาตั้งใจวางส่วนต้นไม้ไว้ด้านนี้เพื่อให้คนมาชมวิวถนนพญาไทรึเปล่า ทั้งคู่ก็ตอบว่า จริง ๆ แล้วลองมาแล้วทุกมุม แต่สุดท้ายที่มาจบที่แบบนี้ เป็นเพราะหากวางไว้ที่ทิศตะวันตก ต้นไม้จะช่วยสร้างร่มเงาให้ดาดฟ้า รวมถึงพวกเขาอยากจะให้เดินออกมาจากอาคารแล้วถึงลานอีเวนต์ก่อน แล้วจึงเห็นต้นไม้เป็นพื้นหลัง ซึ่งบริเวณสเต็ปสูงที่สุดของสวนต้นไม้ก็เป็นจุดชมวิวกรุงเทพมหานครได้

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“อย่างญี่ปุ่น เมืองเขาเป็น Verticle มาก ๆ เขามี Public Space เหล่านี้อยู่ตามที่ติดรถไฟฟ้า เขามีตึกที่ขึ้นมาแล้วมีคาเฟ่ให้คนไปนั่งอยู่ข้างบน เป็น Public Space ที่ดีนะ เราก็ได้ไอเดียมาจากตรงนั้นด้วย” ประพันธ์พูดถึงการพัฒนาเมืองของต่างประเทศ 

“ตอนนี้สยามกำลังพัฒนาใหม่ ลองนึกภาพว่าทุกตึกทำประมาณนี้หมด แล้วมี Skybridge เชื่อมระหว่างอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่ง มันก็จะมีพื้นที่สาธารณะลอยอยู่หลาย ๆ ที่”

ทีมออกแบบไม่ได้รู้ละเอียดนักว่าแผนพัฒนาพื้นที่สยามสแควร์เป็นอย่างไร พวกเขาเพียงแต่คิดตามรูปแบบการพัฒนาในยุคปัจจุบันว่า จะต้องมีพื้นที่ว่างและพื้นที่สีเขียวบนอาคารให้ได้มาตรฐาน และคิดต่อยอดไปว่า หากมองให้เป็นระบบมากขึ้น จะเชื่อมพื้นที่สาธารณะเข้าด้วยกันได้

“วันนั้นพี่เพิ่งมาดูดนตรีที่สยามฯ เด็ก ๆ สมัยนี้เล่นกันดีมากเลย สร้างชีวิตชีวาให้กับเมืองได้มาก” เขาเอ่ยถึงปรากฏการณ์ของ พ.ศ. 2565 นี้ ที่ Walking Street เปิดใช้งานแล้วมีวงดนตรีมัธยมมาทำการแสดงกัน จนหลายวงถึงกับแจ้งเกิดจากที่นี่ “แต่อย่างที่อย่างที่บอก Public Space ไม่จำเป็นต้องเป็น Main Street อันเดียวแล้วจบ เราแยกย่อยออกมาตามการใช้งานได้หลากหลายมาก”

ประพันธ์นึกถึงภาพ Highline ที่ผู้คนเดินไปได้ตลอด และแต่ละจุดมีฟังก์ชันที่ต่างกัน ตรงนี้เห็นวิวเมืองก็จะทำที่นั่งแบบหนึ่ง ตรงนั้นเห็นวิวถนนก็จะทำเป็นสเตเดี้ยมให้คนมองรถวิ่งไปวิ่งมา หากมีแม่น้ำก็จะทำพื้นที่ดูแลวิวแม่น้ำได้ด้วย

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“ในสยามฯ เป็นไปได้มากที่สุดเลย ด้วยความที่เป็นเจ้าของเดียวกันทั้งหมด เราก็น่าจะคิด Master Plan ในการเชื่อมโยง Public Space ด้านบนได้ด้วย เหมือนที่เราพยายามจะทำกับตึกนี้ในตอนแรก เราพยายามคิดให้มันไล่ขึ้นมาจากข้างล่างไปสู่ข้างบน

“ถ้าเป็นอาคารนอกสยามฯ จะเป็น Property แยกกัน ทำยากหน่อย” ในขณะที่ต่างประเทศเป็นเรื่องปกติที่จะทำ Master Plan มาก่อน แล้วแบ่งให้แต่ละฝ่ายทำ ประเทศเรากลับยังทำแบบนั้นไม่ได้เท่าไรนัก

“เซ็นเตอร์พอยท์ที่ฮิตมาก ๆ ในรุ่นพี่ นั่นคือมินิมากนะ เป็นแค่หนึ่งเวิ้งเอง แต่คนยุคนั้นก็ดีใจมากแล้ว” ประพันธ์เริ่มอธิบาย เมื่อเราถามว่าการออกแบบพื้นที่สาธารณะของสยามสแควร์ต่อจากนี้เป็นต้นไป ต้องต่างจากยุคก่อน ๆ ยังไงบ้าง

วรวีร์คิดว่าพฤติกรรมผู้คนในย่านเปลี่ยนไปจากเดิม เจนเนอเรชันก่อนอาจมาเพื่อจุดประสงค์ที่เจาะจง เช่น หากพี่เบิร์ดมาเล่นที่ลานน้ำพุ ผู้คนก็จะพุ่งตัวไปที่ลานน้ำพุเพื่อดูพี่เบิร์ด แต่ปัจจุบันที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางก้อนใหญ่ ๆ เหล่าวัยรุ่นมาเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศที่คนมารวมตัวกัน ดังนั้นจึงต้องคิดเรื่อง Flow อย่างละเอียดลออกว่าเดิม

“ปัจจุบันมันคือเรื่องการเชื่อมโยงของ Dot ของ Open Space เหล่านั้นให้เป็น Network มากขึ้น” ประพันธ์ยกตัวอย่างถึงประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ว่าที่นั่นเชื่อมกันเป็น Network ที่เป็นมิตรต่อผู้คน (Citizen Friendly) หากไปเที่ยวย่านหนึ่งก็เดินสนุกได้ทั้งวัน “แล้วเราก็อยากให้ทางเดินเท้าเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง เป็นย่านที่ไม่มีรถเข้าไปเลย”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

อีกเรื่องที่ทั้งคู่ฝากไว้ คือความร่มรื่นของพื้นที่ ว่าเราจะต้องดึงธรรมชาติกลับมาให้ได้ และสร้าง Micro Climate ที่ดี เหมาะกับสภาพอากาศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“อย่างสิงคโปร์ เขาจะเชื่อมต่อหลังคากัน มีไกด์ไลน์ว่าอาคารนี้ควรยื่นออกมาอย่างนี้ เพื่อให้คนเดินต่อไปได้ นอกจากนี้ก็เรื่อง Verticle Green ต่าง ๆ ที่ทำให้พื้นที่สาธารณะมีระบบนิเวศที่ดี”

คิดว่าในประเทศไทยควรมีลานแบบนี้เยอะ ๆ ไหม – เราถามนักออกแบบทั้งคู่

“ลานคือที่ที่มีกิจกรรม ลานส่งเสริมการแสดงออกได้เยอะ คนรุ่นใหม่ชอบมากเลย เราก็อิจฉาเหมือนกันเพราะรุ่นเราไม่มีพื้นที่ทำกิจกรรมแบบนี้” ประพันธ์ตอบ เขาบอกว่าถ้าเป็นก่อนหน้านี้คงนึกถึงหน้าลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ที่คนมาจัดกิจกรรมกันเยอะ “เราต่างพ่อต่างแม่ มีความต้องการพื้นที่ที่ต่างกัน บางคนอาจจะอยากได้มุมสงบเงียบ ๆ บางคนอาจจะอยากได้ผู้คนเดินผ่านมาผ่านไป ต้องพัฒนาให้มีความหลากหลาย ลานสำคัญสำหรับ Public Space นะ”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราเอนกาย เลื่อนข้อศอกไปวางไว้บนสเต็ปที่นั่ง มองไปยังกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังถ่ายรูปวิวเมืองกันอย่างสนุกสนาน พลางคิดว่าถ้าอนาคตแต่ละลานเชื่อมถึงกันอย่างไหลลื่น คงจะเกิดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย แล้วสยามสแควร์ก็คงเกิดสีสันใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนแน่นอน

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load