ลงรถไฟฟ้าสถานี World Cup Station เดินทะลุผ่านสนามกีฬารูปร่างคล้ายว่าวโบราณของเกาหลี สู่ถนนระยะทางราว 10 นาที ไม่ไกลพอเรียกเหงื่อในวันที่อากาศหลักสิบองศา

ฉันตั้งใจมาประเทศเกาหลีเพื่อที่นี่ ‘มุนฮวาบีชุกกีจี’ (문화비축기지)

สาวเท้าให้เร็วขึ้น ก้าวเข้า Oil Tank Culture Park ขนาด 22 สนามฟุตบอล (140,022 ตารางเมตร) ทอดสายตาผ่านลานกว้างใหญ่เบื้องหน้า พื้นที่เปิดรอบๆ เป็นถนนทอดยาวเพื่อเชื่อมแท็งก์น้ำมันเปลือยเปล่าทั้งหกเข้าไว้ด้วยกัน ฉากหลังห้อมล้อมด้วยภูเขา Maebongsan ใบไม้กำลังผลิแล้ว  โอ้… นี่ถ้ามีโอปป้าหนุ่มสักคนเดินจับมือมาด้วยกัน ฉันคงคิดว่าตัวเองเป็นนางเอกซีรีส์สักเรื่อง

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

1 ใน 6 แท็งก์ถูกเก็บรักษาไว้ในรูปแบบเดิมอย่างสมบูรณ์ ส่วนที่เหลือก็ปรับเปลี่ยนเป็นเรือนกระจก เวทีกลางแจ้งที่ด้านล่างซ่อนเวทีในร่มไว้อีกหนึ่ง ห้องมืดที่ตั้งใจไม่ให้แสงลอดผ่านถูกเตรียมไว้สำหรับการแสดงและจัดนิทรรศการ ส่วนแท็งก์ด้านขวาเป็นพิพิธภัณฑ์ถาวรที่บรรจุเรื่องราวอดีตล้ำค่าเอาไว้แทนน้ำมันนับพันลิตร

และแท็งก์ซ้ายมือสุดถูกสร้างใหม่ขึ้นมาจากวัสดุเหลือใช้ที่ไม่ตั้งใจทิ้ง จากการรื้อแท็งก์หมายเลข 1 และ 2 เพื่อเป็นคาเฟ่และเวิร์กกิ้งสเปซ ที่ใครก็เข้ามาใช้งานได้

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ไม่ใช่แค่ถ่ายรูปสวยหรือทำให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งเช็กอินใหม่ ความเจ๋งของโครงการนี้คือการสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้พื้นที่เดิมอย่างเคารพอดีตและคุ้มค่า

Choi Hyun-sil, Director of the Parks Development Division

สารภาพว่าอิจฉาผู้คนที่นี่ หลังได้คุยกับคุณ Choi Hyun-sil, Director of the Parks Development Division ประจำ Seoul Metropolitan Government หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังโปรเจกต์ฟื้นคืนพื้นที่สร้างสรรค์ ซึ่งตั้งใจออกแบบโดยฟังเสียงประชาชนผู้ใช้งานจริงว่าพวกเขาต้องการอะไรที่สุด

สถาปัตยกรรมที่รื้อฟื้นอดีตของโซล

40 ปีที่แล้ว หลังจากเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันโลก (Oil Crisis) ในช่วง ค.ศ. 1973 หลายประเทศหาวิธีปรับตัวเข้ากับสถานการณ์วิกฤตนั้น Mapo Oil Depot จึงถูกสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1976 เพื่อเป็นคลังเก็บน้ำมันรองรับความต้องการของประชาชนเกาหลี

18 ปีที่แล้ว เกาหลีใต้และญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพร่วมจัดฟุตบอลโลก 2002 (2002 FIFA World Cup Korea/Japan) นั่นนับเป็นการแข่งขันครั้งแรกที่จัดขึ้นในทวีปเอเชีย และเพื่อรองรับการจัดการแข่งขัน โซลเวิลด์คัพสเตเดียมหรือที่ชาวเกาหลีใต้เรียกว่าสนาม Sangham ก็ถูกสร้างขึ้น 

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ไม่เพียงสนามกีฬาแห่งนี้ พื้นที่โดยรอบก็ถูกปรับปรุงพัฒนาให้พร้อมต้อนรับแฟนบอลที่หลั่งไหลเข้ามาด้วย เมื่อมีความจำเป็นต้องดำเนินการก่อสร้างสนามกีฬาเวิลด์คัพขึ้นที่เขตมาโพ เพื่อจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกใน ค.ศ. 2002 สิ่งก่อสร้างอันตรายอย่างแท็งก์นํ้ามันจึงต้องถูกปิดตัวลง ทั้งยังถูกจัดเป็นสิ่งก่อสร้างอันตรายระดับ 1 มีการควบคุมไม่ให้ประชาชนเข้าใกล้ และแล้วที่แห่งนี้ก็ถูกปิดร้างอย่างสมบูรณ์ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2000

3 ปีที่แล้ว Mapo Oil Depot แห่งนี้ได้รับการชุบชีวิตอีกครั้งเป็น Oil Tank Culture Park หลังถูกปิดไว้สิบกว่าปี ที่นี่เป็นอีกหนึ่งในผลงานที่น่าสนใจของ Seoul Metropolitan Government ในการปรับปรุงและพัฒนาสิ่งที่หลงเหลือจากร่องรอยของยุคอุตสาหกรรมให้กลายเป็น Culture Park ใจกลางเมืองที่กลมกลืนไปกับพื้นที่โดยรอบ แต่ก็บอกเล่าอดีตของตัวมันเองอย่างแจ่มชัด

พื้นที่ของประชาชนที่ฟังเสียงประชาชน

ไม่กี่ชั่วโมงก่อนไป Oil Tank Culture Park ฉันมีนัดหมายคุยกับ คุณ Choi Hyun-sil, Director of the Parks Development Division ถึงเรื่องราวที่มาที่ไปของโปรเจกต์นี้

ขึ้นลิฟต์ไปอย่างตื่นเต้น นี่เป็นครั้งแรกที่สื่อไทย ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมออฟฟิศ Seoul Metropolitan Government 

คุณ Choi Hyun-sil รอต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เธอแปลกใจเล็กน้อยว่าทำไมเราถึงสนใจที่นี่นัก ระหว่างเดินเข้าไปยังห้องทำงานของเธอ คุณ Hyun-sil ชวนเราคุยเรื่องต้นไม้น้อยใหญ่รายทาง ชวนให้นึกถึงบรรยากาศในออฟฟิศตัวเองเสียไม่ได้

Choi Hyun-sil, Director of the Parks Development Division

อธิบายอย่างรวบรัด นครพิเศษโซลเป็นเขตปกครองตัวเอง หากจะพัฒนาพื้นที่สาธารณะใดๆ จะอยู่ภายใต้การจัดการของรัฐบาลกรุงโซลอย่าง Seoul Metropolitan Government หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลงานก่อสร้างของกรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลีโดยตรง ถ้าใครเคยถ่ายรูปคู่กับป้าย I Seoul U แลนด์มาร์กที่อยู่คู่สวนสาธาณะทั่วโซล นั่นแหละคือหนึ่งในโปรเจกต์ส่งเสริมการท่องเที่ยวของพวกเขา

“ย้อนกลับไปในปี 1995 กรุงโซลได้มีการเลือกตั้งครั้งแรก และเนื่องจากประชาชนมีความต้องการด้านสิ่งแวดล้อมและอยากให้มีพื้นที่สีเขียวมากขึ้น จึงได้มีการบังคับใช้แผนขยายพื้นที่สีเขียวห้าปี และอีกหลายนโยบายเกี่ยวกับพื้นที่สีเขียวเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างจริงจัง ทำให้หลายโครงการได้รับการผลักดัน เช่น สวนยออีโด กําแพงหินวังด็อกซู และการยับยั้งการสร้างสิ่งอํานวยความสะดวกที่บุกรุกพื้นที่ภูเขานัมซาน” เธอเริ่มเล่าภาพรวมการทำงานของ Seoul Metropolitan Government ในส่วนที่เธอรับผิดชอบให้ฟัง

ในฐานะเมกะซิตี้ที่มีประชาชนมากกว่าสิบล้านคนอาศัยอยู่นั้น ทําให้มีข้อจํากัดด้านพื้นที่ที่จะสร้างสวนสาธารณะขึ้นใหม่ให้แก่ประชาชน จากข้อจํากัดที่ว่าทาง Seoul Metropolitan Government จึงสรรหาพื้นที่อื่นๆ เช่น ที่ทิ้งขยะ สนามเด็กเล่นร้าง หรือสิ่งก่อสร้างที่หลงเหลือจากยุคอุตสาหกรรม จากนั้นตรวจสอบเพื่อดูความเป็นไปได้ในการใช้สอย แล้วสร้าง Creative Park ขึ้นจากพื้นที่เหล่านี้ ตัวอย่างที่โดดเด่นก็อย่างเช่น สวนเวิลด์คัพ (สวนฮานึล), North Seoul Dream Forest, Seoullo 7017 และ Oil Tank Culture Park หมุดหมายที่เราตั้งใจมาเยือนเป็นพิเศษ

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

เธอเล่าว่า กระบวนการแตกต่างกันไปตามแต่ละโครงการ แต่การวางแผนให้สมบูรณ์ตั้งแต่ขั้นแรกเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยของ Oil Tank Culture Park เกิดขึ้นจากการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญในด้านที่เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไป ร่วมกันวางแผน กําหนดวิธีการบริหารจัดการให้เหมาะสมที่สุด ไปจนถึงการหารือเกี่ยวกับการใช้งานและให้ประชาชนเสนอไอเดียเพื่อวางแผนการใช้งานที่ทุกคนต้องการจริงๆ ร่วมกัน

“ก่อนลงตัวที่ Culture Park เราก็คิดทำหลายอย่าง ทั้ง Video Complex, Dream Science Museum และ Animation Center แต่เนื่องจาก Oil Tank Culture Park เป็นโครงการที่ต้องการรักษาอัตลักษณ์ของสิ่งก่อสร้างนั้นไว้ให้มากที่สุด เราจึงให้ความสำคัญตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน มีการจัดประชุมปรึกษาหารือ เกี่ยวกับการดีไซน์ยี่สิบสี่ครั้ง และการประชุมปฏิบัติการสี่สิบเอ็ดครั้ง โดยมีประชาชนเข้าร่วมหนึ่งพันหนึ่งร้อยยี่สิบหกคน เพื่อรวบรวมไอเดียและจัดเตรียมวิธีการดําเนินการ

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

“จากนั้นเราจึงจัดอีเวนต์ที่ประชาชนจากภาคส่วนต่างๆ ได้มีส่วนร่วม เช่น International Design Competition เวิร์กช็อปโดยผู้เชี่ยวชาญ และหารือ ถกเถียง ไปจนนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ณ สถานที่จริง จึงทําให้โครงการนี้สะท้อนความคิดเห็นจากภาคประชาชนได้อย่างชัดเจน และมีการจัดตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา ทีมวางแผนเมือง เพื่อให้คําปรึกษาด้านวางแผน รวมถึงคณะกรรมการธรรมาภิบาลเข้ามาดูแลโดยเฉพาะ”

คุณ Hyun-sil ยังบอกอีกว่า Oil Tank Culture Park  ถือเป็นโครงการแรกที่ใช้ความคิดเห็นของประชาชนนำและประยุกต์เข้ากับระบบการฟื้นฟูเมือง

“แม้ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ถึงสองเท่าและวิธีการยุ่งยากกว่า แต่การสร้างสวนนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟื้นชีวิตพื้นที่เมืองโดยการนําเอาสิ่งก่อสร้างที่หลงเหลืออยู่ในช่วงยุคอุตสาหกรรมมาฟื้นฟู ทําให้เราได้นําเสนอสิ่งใหม่ผ่านการสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรมด้วยการเคารพต่ออดีตของกรุงโซลเองและเพิ่มไอเดียใหม่ๆ เข้าไป รวมทั้งการใส่ใจประชาชนเป็นหลัก และไม่ลืมคิดอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย”

เมื่อทั้งผู้เชี่ยวชาญและประชาชนต่างก็ลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า ถังน้ำมันเก่าเก็บเหมาะจะกลายเป็นศูนย์วัฒนธรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่จัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ จึงจัดให้มีการประกวดออกแบบระดับนานาชาติ โดยเลือกผลงาน ‘Time read from the ground’ ของ Heo Seo-Goo จาก Wondoshi Architects Group และดำเนินการก่อสร้างตามแผนที่ได้วางไว้

รวมระยะเวลาดำเนินการเพียง 4 ปี ตั้งแต่กระบวนการแรกเมื่อ ค.ศ. 2013 Oil Tank Culture Park ก็เปิดตัวอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 2017

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

การกลับมาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

พื้นที่แห่งนี้ใส่ความตั้งใจอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนทั่วทุกตารางเมตร เห็นได้จากภายใน Oil Tank Culture Park แต่ละแท็งก์ ได้รับการออกแบบให้ใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Enegry) ที่ผลิตโดยใช้ปั๊มความร้อนพลังงานความร้อนใต้พื้นดิน (Geothermal Heat Pump) เพื่อทำความร้อนและความเย็นให้รองรับการปรับอุณหภูมิให้ใช้งานได้ทุกฤดู

อบอุ่นขึ้นในฤดูหนาว ส่วนในฤดูร้อนก็ทำให้อากาศอยู่ในภาวะน่าสบาย

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ส่วนน้ำที่ใช้ในห้องสุขาและใช้รดน้ำต้นไม้ก็นำน้ำเหลือใช้จากอุตสหกรรมการผลิตและน้ำฝนมารีไซเคิลใช้ใหม่ภายในสวนโดยไม่รบกวนน้ำผลิตใหม่

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ตึกและแท็งก์ทั้งหกได้รับการรับรองว่าเป็นอาคารสีเขียว G-SEED (Green Standard for Energy and Environmental Design) โดย KITC และได้รับการการันตีว่าเป็นตึกที่มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (First-grade Energy Efficient Building) โดย KBet ของเกาหลีเอง

แทนที่น้ำมันด้วยวัฒนธรรม เสียงดนตรี และศิลปะ

ถังที่เคยว่างเปล่าถูกเติมเต็มด้วยวัฒนธรรม เสียงดนตรี และศิลปะ ลานวงกลมกว้างใหญ่ จุดกลางที่เชื่อมถนนภายในสวนไปยังถังน้ำมัน 6 ถัง ยังคงใช้พื้นคอนกรีตเดิมตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นสถานที่เก็บน้ำมันอยู่ และช่วงสุดสัปดาห์ที่นี่จะแปลงร่างเป็นพื้นที่ตลาดนัด หมุนเวียนไปเป็นตลาดออร์แกนิกบ้าง ตลาดนัดสำหรับดีไซเนอร์หน้าใหม่บ้าง หรือบางครั้งก็ลานจัดคอนเสิร์ตตามโอกาส ซึ่งเขาแพลนกิจกรรมระยะยาวต่อปีไว้ให้หมดแล้ว คุณ Hyun-sil กระซิบบอกมาว่าการเปิดตลาดนัดนี้ยังอยู่ในแผนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของท้องถิ่นอีกด้วย

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ส่วนแท็งก์ทรงสูง 15 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 15 – 40 เมตร และอาคารดั้งเดิม ก็ปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม

T1 Glass Pavilion เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการที่ถอดโครงสร้างภายนอกออกไปจนหมด เหลือไว้แต่ผนังคอนกรีต ด้านชิดภูเขาและหลังคากรุกระจกโดยรอบ เผยให้เห็นผาหินที่เต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิด ช่องแสงจากด้านบนช่วยให้พื้นที่สว่าง เงาพาดเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาขับเน้นให้พื้นที่มีมิติอย่างประหลาด และถ้าเดินลงไปใต้ดินจะเห็นพื้นผิวถนนจริงก่อนก่อสร้าง

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

T2 Performance Hall เวทีกลางแจ้งที่ถอดผนังโดยรอบออก ยกให้หุบเขาหินทำหน้าที่แทน เหลือไว้เพียงด้านหน้าให้เป็นฉากหลังเวที ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นเครื่องขยายเสียงธรรมชาติ ดังสะท้อนแบบที่ลำโพงไฟฟ้าไม่มีความจำเป็น พื้นสโลปและก่ออิฐเพิ่มเป็นที่นั่งเสริมเข้ามาได้อย่างแนบเนียนและน่ารัก ส่วนด้านล่างของ T2 นั้นดัดแปลงให้เป็นเวทีในร่มที่จุได้ถึง 200 คน จุดเด่นของเวทีในร่มนี้คือพื้นไม้ที่กลายเป็นเวทีหรือที่นั่งก็ได้

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

T3 Original Tank แท็งก์เดียวที่เก็บรักษาสภาพเดิมคงไว้ เมื่อเดินขึ้นเนินเขาเล็กๆ จะเห็นภาพถังน้ำมันที่กำลังถูกสนิมกัดกร่อน ซึ่งสะท้อนอดีตและเก็บปัจจุบันไปบรรจุไว้เช่นเดียวกัน

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

T4 Culture Complex ความพิเศษของแท็งก์นี้คือการเก็บโครงสร้างภายในของถังน้ำมันเดิมเอาไว้  โถงขนาดใหญ่จึงเต็มไปด้วยเสาเหล็กนับสิบและล้อมรอบไปด้วยผนังเหล็ก ตัวโครงสร้างเดิมของ T4 ถูกออกแบบมาให้แสงจากดวงอาทิตย์เล็ดลอดเข้ามาอย่างไร ก็เก็บเอาไว้อย่างนั้น บวกกับเสียงกึกก้องสะท้อนกลับอย่างทรงพลัง ทำให้ถูกเลือกเป็นที่จัดการแสดงและนิทรรศการเกี่ยวกับแสงไฟอยู่บ่อยครั้ง

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

T5 Story Hall พิพิธภัณฑ์ถาวรบันทึกเรื่องราวและประวัติศาสตร์ของที่นี่ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ตั้งแต่การเริ่มก่อสร้างถังเก็บน้ำมัน รวมไปถึงขั้นตอนการรื้อถอนและโยกย้ายวัสดุต่างๆ ในการปรับปรุงถังน้ำมันเหล่านี้ ผ่านภาพและวิดีโอ 360 องศา พร้อมสัมผัสโครงสร้างทั้งภายใน ภายนอก ผนังหิน และผาหิน ที่ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี 

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

T6 Information Exchange Center แท็งก์นี้ถูกออกแบบและสร้างขึ้นมาใหม่จากวัสดุที่รื้อถอนจาก T1 และ T2 ทุกชิ้น มีแค่ส่วนฐานเท่านั้นที่เป็นของ T6 ตั้งแต่แรก ผนังภายนอกมาจากแผ่นเหล็กที่เคยห่อหุ้ม T2 เอาไว้ ส่วนภายในมาจาก T1 แล้วประกอบเข้าด้วยกัน พื้นที่ใช้สอยแบ่งเป็นเป็นคาเฟ่ เวิร์กกิ้งสเปซ และห้องประชุม ทำหน้าที่เป็น Community Center ให้ผู้คนมารวมตัวกันและพบปะเพื่อนใหม่ๆ

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ว่าจะมาเดินสำรวจคร่าวๆ แต่ก็เผลอใช้เวลาเดินออกแท็งก์นู้น เข้าแท็งก์นี้ จนตะวันลับขอบฟ้า จากพื้นที่นับหมื่นตารางเมตรที่ปิดกั้นการเข้าถึงมากว่า 40 ปี วันนี้กลายเป็นสถานที่ที่ดึงดูดผู้คนนับหลายแสน เป็นแบบอย่างของการจัดการพื้นที่เมืองอย่างชาญฉลาด รวมถึงการฟื้นฟูเมืองอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบตั้งแต่คนต้นทางยันปลายน้ำ

และถ้ายังเดินไม่เหนื่อย ฝั่งตรงข้ามคือความสำเร็จในการเปลี่ยน Nanji Landfill (ลานทิ้งขยะนันจิ) ให้กลายเป็น Pyeonghwa Park (สวนสาธารณะพยองฮวา), Noeul Park (สวนสาธารณะโนอึล), Haneul Park (สวนสาธารณะฮานึล), Nanjicheon Park (สวนสาธารณะนันจิชอน) และ Sangam Digital Media City (DMC) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศนี้เขาให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของประชาชนขนาดไหน

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

‘หัวหิน’ เป็นทะเลโปรดของคนไทยมานาน เริ่มตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟสายใต้มาถึงหัวหินเมื่อ พ.ศ. 2454 จากนั้นก็มีการสร้างบ้านพักของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ สร้าง ‘โรงแรมรถไฟ’ โรงแรมชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งพาให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทยไปด้วย

วันเวลาผ่านไป บ้านเราก็ผุดแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาอีกนับไม่ถ้วน แต่ถึงอย่างนั้น หากอยากไปพักผ่อนกายใจกับญาติมิตรในช่วงวันหยุดสั้น ๆ หัวหินก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนนึกถึง ด้วยความน่ารักเรียบง่ายของเมือง ความสวยที่จับต้องได้ของชายหาด และที่สำคัญคือเดินทางง่าย ถ้าเทียบกับการนั่งรถจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศลงไปเที่ยวทะเลใต้

แต่ในความคลาสสิกนั้น ก็ยังมีสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่

“หัวหินเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวมาก แต่ไม่ค่อยมีพื้นที่สาธารณะติดทะเลที่ให้คนเข้าไปได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ถ้าลองนึกดู เวลาไปหัวหิน เราก็ต้องไปพักโรงแรม เดินเข้าร้านอาหาร เราถึงจะไปทะเลได้” ปุ๊ก สถาปนิกชุมชนว่า

และมากไปกว่าพื้นที่ติดทะเลที่นักท่องเที่ยวต้องการ ‘พื้นที่สาธารณะดี ๆ’ สำหรับให้เจ้าบ้านใช้พบปะพูดคุยกัน ออกกำลังกาย เข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็เรียกว่ายังขาดแคลนการพัฒนายิ่งกว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวเสียอีก

ด้วยเหตุนี้ พื้นที่สุดท้ายจาก 8 พื้นที่ ใน ‘โครงการลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน’ โครงการที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือร่วมกับท้องถิ่น 4 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง จึงมาอยู่ที่หัวหิน

ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สถาปนิกชุมชน และ เป้-รัฐพงศ์ ปิ่นแก้ว ภูมิสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ จะมาแชร์เรื่องราวของโปรเจกต์เนรมิตสวนหลวงราชินีที่ทรุดโทรม 19 ไร่ และพื้นที่ข้างเคียงอีก 6 ไร่ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่เดียวในหัวหิน ตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน ทั้งการออกกำลังกาย เล่นกีฬา การจัดงานแฟร์ การทำกิจกรรมทางวัฒนธรรม การค้าขาย การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และการพักผ่อนริมทะเลโดยไม่ต้องเสียเงินเข้า

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

ตามหาพื้นที่ที่ใช่

อาศรมศิลป์ได้เข้าหาเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เพื่อคุยในขั้นแรก

“พอเราอธิบายโครงการและเป้าหมายที่อยากจะพัฒนาพื้นที่สาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ทางเทศบาลเขาก็เห็นด้วยและชอบมาก เพราะว่ามันไปตรงกับโครงการที่เขาทำอยู่แล้ว คือ หัวหินสร้างสุข” ปุ๊กเริ่มเล่าที่การพูดคุยกับท้องถิ่น

จากนั้นเทศบาลก็เตรียมหลากหลายพื้นที่ในความดูแลมาเสนอทีมออกแบบ แล้วทีมออกแบบก็ทำ Site Analysis วิเคราะห์ไซต์กลับไปให้เทศบาล

เทศบาลเสนอมาทั้งหมด 4 พื้นที่ด้วยกัน ได้แก่ พื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำเขาเต่า พื้นที่ริมคลองใกล้โรงเรียนเขาตะเกียบ พื้นที่เลียบคลองบริเวณชุมชนบ่อฝ้าย และสวนหลวงราชินี 19 ไร่

“จากการวิเคราะห์ทุกพื้นที่ เราคิดว่าสวนหลวงราชินีนี่แหละที่ทำแล้วเกิดประโยชน์มากที่สุด ตอบโจทย์คนในชุมชน แล้วก็เป็นพื้นที่ของเทศบาล การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่น่าจะทำได้ง่าย” ปุ๊กสรุปการตัดสินใจให้เราฟัง ซึ่งหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เลือกพื้นที่นี้มาดำเนินโครงการ คือการที่มีส่วนหนึ่งติดทะเล

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

“จริง ๆ ตรงนี้เป็นพื้นที่สาธารณะอยู่แล้วนะคะ แต่เริ่มเก่า และยังต้องพัฒนาให้ใช้งานได้ดีขึ้น”

สวนหลวงราชินี 19 ไร่ แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่มีบริเวณใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์รวมราชการ มีอาคารตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ดับเพลิง มีการสร้างเป็นศูนย์โอท็อปไว้ แต่ไม่มีการจัดการที่ดีจึงเริ่มรกร้าง มีส่วนออกกำลังกายอย่างคอร์ทแบดมินตัน สนามฟุตซอล และมีพื้นที่ลานคอนกรีตขนาดใหญ่ที่คนหัวหินใช้จัดมหกรรมงานแฟร์ต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ติดทะเลที่รอการพัฒนา

นอกจากนี้ ยังมีบริเวณที่เชื่อมต่อกับสวนหลวงราชินีอีก 6 ไร่ ซึ่งเทศบาลให้เพิ่มเติมมา เดิมทีเป็นพื้นที่รกร้าง และมีคลองสำหรับระบายน้ำจากตัวเมืองลงทะเล เมื่อรวมสวนหลวงราชินีและพื้นที่ที่เพิ่มมาแล้ว ก็จะมีพื้นที่โครงการทั้งหมด 25 ไร่

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

รู้จักคนหัวหิน

“หลังจากคุยกับเทศบาล เราก็ลงชุมชนเพื่อสำรวจ ทำความรู้จัก ถามความเห็นชาวบ้านเบื้องต้น” โฟกัสกรุ๊ป เป็นงานพาร์ตสำคัญที่ทีมสถาปนิกชุมชนจะได้ไปเห็นบริบทเดิม มองภาพกิจกรรม หรือภาพคนในพื้นที่ออก งานนี้กินเวลา 2 วันในการคุยกับกลุ่มชาวบ้านต่าง ๆ

“เราลงไปที่ชุมชนของเขา ก็เลยได้รู้ว่าป้า ๆ เขาอยู่กันแบบนี้นะ ที่เขาเป็นกลุ่มลีลาศ เขาเต้นกันอยู่ตรงนี้นะ สมาชิกเขามีเท่าไหร่” ปุ๊กบอกว่าหัวหินมีกลุ่มกิจกรรมที่แน่นแฟ้น สถาปนิกจึงต้องทำการบ้านเรื่องนี้ให้มาก

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

เมื่อรู้จักชุมชนเบื้องต้นแล้ว อาศรมศิลป์ก็จัดเวทีใหญ่ที่เทศบาล เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่

“เวทีที่นี่คนมาเยอะมาก อยากได้กี่คนก็บอกได้เลย ถ้าขอ 80 ก็ได้ 100 ขอ 100 ก็ได้ 150” ปุ๊กเล่าอย่างอารมณ์ดี หัวหินเป็นอีกที่ที่เธอประทับใจเรื่องการมีส่วนร่วมมาก “ทุกคนอยากมาแสดงความคิดเห็น เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สำคัญ พอเขารู้ว่าเทศบาลจะพัฒนา ทุกคนก็ตื่นเต้น อยากมาร่วมรับฟัง”

“พื้นที่สาธารณะที่หัวหินมีอยู่มันไม่ตอบโจทย์ ไม่เอื้อให้คนมาใช้งาน ทุกคนมองแต่เรื่องท่องเที่ยว เรื่องทะเล แต่เรื่องพื้นที่สุขภาวะที่มาจากความต้องการของคนในพื้นที่ยังไม่ค่อยได้รับการพัฒนาเท่าไหร่”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

คนนับร้อยในวันนั้นคือกลุ่มคนที่เทศบาลเชิญมา มีทั้งกลุ่มผู้ใช้งานเดิม หน่วยงานราชการที่อยู่ในพื้นที่ กลุ่มชุมชนที่อยู่ในละแวกนั้น กลุ่มกิจกรรมที่คิดว่าจะมาใช้งาน อย่างกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มลีลาศ กลุ่มกีฬา แบดมินตัน ฟุตซอล และโรงเรียนต่าง ๆ

“นอกจากจะมีคนในชุมชนโดยทั่วไปแล้ว พ่อค้าแม่ค้าก็เข้ามา ส่วนใหญ่เขาจะกลัวการถูกไล่ที่ เวลาเราไปเดินลงไซต์ แล้วดูเหมือนเป็นคนมาพัฒนาพื้นที่ เขาถามเราว่าจะไล่ที่เขาไหม” เป้พูด ปกติแล้วในสวนหลวงราชินีจะมีร้านค้า บ้างเป็นรถเข็นหาบเร่แผงลอย บ้างก็เป็นซุ้มที่ได้สัมปทานขาย

สถาปนิกชุมชนได้นำความต้องการที่สำรวจจากชาวบ้านในวันนั้น มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากการลงชุมชนตอนแรก แล้วนำมาสรุปผลร่วมกัน จากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้ทีมออกแบบแลนด์สเคปไปเก็บข้อมูลด้านกายภาพของสวนหลวงราชินี

“เราพาน้อง ๆ ในทีม 7 – 8 คน ไปเดินสำรวจ พูดคุยกับคนในสวนว่าเขามาทำอะไร ต้องการอะไรบ้าง พอตกเย็นเราก็มาเริ่ม Sketch Design กันว่าผังจะเป็นยังไง” ภูมิสถาปนิกอธิบายวิธีการทำงาน

ในที่สุดก็แบ่งพื้นที่ 25 ไร่ ออกมาเป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ สวนเพื่อการออกกำลังกาย สวนศิลปะและวัฒนธรรม สวนแห่งการพักผ่อน และสวนแห่งการเรียนรู้

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สร้างสวน-สร้างสุข

“คอนเซ็ปต์เราคือสวนสร้างสุข” เป้เล่าถึงแบบ Final ที่ได้

สร้างสุข หมายถึงทั้งสุขกายและสุขใจ ที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมออกแบบตามความต้องการ มีการแบ่งโซนที่เหมาะสม แต่ก็เชื่อมต่อพื้นที่เพื่อการปฏิสัมพันธ์ ปลอดภัยสำหรับคนและรถ ทั้งยังมีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ปรับปรุงระบบนิเวศด้วยแนวคิดของ ร.9 เป็นที่ระลึกที่สวนอยู่ใกล้วังไกลกังวล

“เราคงหลายฟังก์ชันไว้ที่ตำแหน่งเดิม เช่น สนามฟุตซอล สนามแบดมินตัน หรือเวที แล้วเราก็ปรับปรุงพื้นที่และแทรกกิจกรรมต่าง ๆ เข้าไป” เป้เริ่มอธิบายที่ส่วนแรก ‘สวนเพื่อการออกกำลังกาย’ “อย่างสนามฟุตซอลเดิม เราปรับปรุงพื้นผิวใหม่ให้มีความเป็นทะเล แล้วก็เพิ่มลู่วิ่งลูปเล็กที่จะเชื่อมต่อกับลูปใหญ่ข้างนอก”

“ตรงนี้เมื่อก่อนจะเป็นเวทีเดิม มีลานโล่งไว้จัดงานเทศกาลต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง จริง ๆ เราอยากทำลานให้เป็นสวนเลยนะครับ แต่ชุมชนกังวลว่าจะจัดกิจกรรมไม่ได้ ก็เลยดีไซน์เป็นต้นไม้แทรกเข้าไป ลดความร้อนของพื้นที่ดาดแข็ง เพื่อให้คนมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ในทุก ๆ วัน และเมื่อถึงเวลาที่เขาจะใช้งานใหญ่ก็จัดได้ รถยนต์ก็ยังเข้าไปจอดได้เหมือนเดิม ส่วนเวทีเราก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

พื้นที่สตรีทอาร์ตที่เคยมี นักออกแบบก็คงไว้ที่มุมเดิม เพิ่มเติมคือขยายพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ชาวหัวหินมาใช้ได้อย่างเต็มที่ และจัดความเรียบร้อยให้ดี

สำหรับการแยกขยะเพื่อนำไปรียูส-รีไซเคิล ซึ่งเมืองนี้มีกลุ่มคนและนักเรียนที่จัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว อาศรมศิลป์ก็ได้จัดทำ Station สำหรับแยกขยะให้เป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น รวมถึงศึกษาความต้องการของกลุ่มแยกขยะในการดีไซน์ Station ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

“ส่วนต่อมาเป็นพื้นที่ศิลปะและวัฒนธรรมครับ” เขาเล่าต่อเนื่องมาถึงส่วนที่ 2 “ตรงนี้มีอาคารเดิมเป็นศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์ขายของโอท็อป แล้วก็มีตำรวจท่องเที่ยว เราเลยยึดโยงกับเรื่องราวเดิม โดยเพิ่มพื้นที่ชาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกอาคารให้คนเข้ามาใช้งานได้ มีคอร์ทสำหรับการแสดงศิลปวัฒนธรรม มีพื้นที่ให้ผู้สนใจในกิจกรรมนั่งดู”
แล้วกลุ่มกิจกรรมของหัวหิน อย่างป้า ๆ กลุ่มลีลาศที่เหล่าสถาปนิกชุมชนได้ไปเยี่ยมเยียนมาในตอนแรก ก็จะได้ใช้พื้นที่ศิลปวัฒนธรรมนี้ในการฝึกซ้อม

มาถึงส่วนพื้นที่ติดทะเล ซึ่งเรียกว่าเป็น ‘สวนแห่งการพักผ่อน’ สำหรับทำกิจกรรมสบาย ๆ

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สถาปนิกพยายามรักษาลักษณะเดิมไว้ สนามเด็กเล่นที่มีก็ยังคงอยู่ แต่ปรับปรุงให้กลายเป็นธีมทะเล เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับทะเลเมื่อได้มาเล่น มีการปรับปรุงศาลาให้ผู้สูงอายุมาพบปะพูดคุย นั่งเล่นหมากฮอร์สกัน

“แสดงดนตรีในสวนได้ด้วยนะครับ” เป้เปิดภาพ Amphitheatre ที่ทีมออกแบบให้เราดู “วันไปดูไซต์ เราเห็นกลุ่มดนตรีของหัวหินมาเล่นกัน ก็เลยเตรียมพื้นที่รองรับให้เขา”

ส่วนพื้นที่หน้าหาด ก็ปรับปรุงลดความดาดแข็งของโครงสร้างให้สวยงามน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น ต่อไปคนหัวหินและนักท่องเที่ยว ก็จะเข้ามาทำกิจกรรมพร้อมดื่มด่ำวิวทะเลกับครอบครัวได้ที่นี่

ถนนด้านหน้าของสวนแห่งการพักผ่อนที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างแต่ละโซน ได้เปลี่ยนวัสดุปูพื้นให้มีความรู้สึกว่าเป็นถนนที่คนเดินถึงกันได้มากขึ้น ทำกิจกรรมได้มากขึ้น และรองรับร้านค้าต่าง ๆ ที่มาตั้งได้ พร้อมทั้งมีการทำที่จอดรถรองรับใกล้ ๆ เพื่อให้ผู้คนใช้วิธีจอดด้านนอกแล้วเดินเข้าไป แทนการขับต่อมาจอดถึงด้านใน และผ่านบริเวณที่เป็นจุดเชื่อมของแต่ละโซนนี้

“เราอยากเชื่อมแต่ละพื้นที่ให้คนแต่ละกลุ่มมีการปฏิสัมพันธ์กัน” เป้พูดถึงหนึ่งในแนวคิดของสวนสร้างสุข “อย่างคนที่มาเพื่อออกกำลังกาย เขาก็เชื่อมไปที่การเรียนรู้วัฒนธรรมได้ คนที่มาพักผ่อน ดูทะเล เขาก็จะศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมจากสวนแห่งการเรียนรู้ได้”

‘สวนแห่งการเรียนรู้’ ส่วนสุดท้ายที่เป้อธิบาย เป็น Station เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและการบำบัดน้ำ 

จากเดิมที่เป็นจุดรับน้ำเสียจากตัวเมืองหัวหินอยู่แล้ว ทางภูมิสถาปนิกก็ได้ศึกษาจากกรณีโครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย แล้วปรับปรุงระบบที่นี่ให้เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น จากตอนแรกที่เป็นคอนกรีต ก็ปรับปรุงใหม่ มีการปลูกต้นไม้น้ำเพื่อลดความเป็นดาดแข็งลงไป โดยเลือกพืชพรรณที่ทนความเค็มและเน้นต้นไม้ท้องถิ่น ซึ่งผู้ที่ได้มาเยือนสวนแห่งการเรียนรู้นี้ จะได้เรียนรู้กระบวนการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเลในบรรยากาศที่น่าเดินเล่น

“เราเพิ่มแลนด์มาร์กตรงส่วนนี้เป็นหอชมวิว ขึ้นไปชมเมืองหัวหินและวิวทะเลได้” เป้บอกกับเราว่านี่เป็นการเพิ่มจุดสนใจให้คนเดินมาเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ ซึ่งนอกจากคนที่มาใช้สวนจะเข้ามาชมได้แล้ว เมื่อปรับปรุงใหม่จะเปิดทางเข้าบริเวณหลังวัดไกลกังวล เพื่อให้คนจากวัดเข้ามาใช้ได้ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

หัวหินหลากมิติ

“บางทีคนจะมองแค่เรื่องเศรษฐกิจ พัฒนาพื้นที่แค่แหล่งท่องเที่ยว แต่ลืมเรื่องคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วคนที่ขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้ ก็คือคนหัวหินที่ทำอาชีพบริการ ทำอาชีพค้าขาย เราต้องให้ทำเขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี” ปุ๊กพูดในฐานะคนนอกที่เข้าไปคลุกคลีกับคนท้องถิ่นจนผูกพัน

“ถ้ากายดี ใจดี สังคมดี มันจะส่งผลไปเรื่องเศรษฐกิจเอง”

จากที่มองเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป ตอนนี้หากนึกถึงหัวหิน ปุ๊กเห็น ‘คน’ มากขึ้น เวลาไปเธอก็จะชอบเข้าไปคุยกับคน ดูว่าเขากำลังทำกิจกรรมอะไรกัน เธอได้รู้แล้วว่าที่นี่มีผู้คน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนเมืองไปในทุกวัน จนเป็นที่ที่คนไทยยังนึกถึง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่

“พื้นที่ 25 ไร่ ตรงนี้ ถ้ามัน Success คนก็จะรู้จักหัวหินในหลายมิติ” 

ทีมออกแบบวาดหวังว่า เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ พื้นที่เรียนรู้สวนหลวงราชินีนี้จะเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวแวะมาใช้เวลา มาดูสวนบำบัดน้ำ เดินช้อปของกินจากรถเข็น พาลูกชมคนหัวหินเล่นดนตรี มานั่งเล่นดูคลื่นอย่างสบายอารมณ์ร่วมกับคนในพื้นที่

แล้วทะเลหัวหินก็จะไม่เป็นเพียงของคนที่มาทานอาหารในร้านริมหาด หรือคนที่จ่ายเงินนอนโรงแรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นทะเลของทุกคนอย่างแท้จริง

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load