ลงรถไฟฟ้าสถานี World Cup Station เดินทะลุผ่านสนามกีฬารูปร่างคล้ายว่าวโบราณของเกาหลี สู่ถนนระยะทางราว 10 นาที ไม่ไกลพอเรียกเหงื่อในวันที่อากาศหลักสิบองศา

ฉันตั้งใจมาประเทศเกาหลีเพื่อที่นี่ ‘มุนฮวาบีชุกกีจี’ (문화비축기지)

สาวเท้าให้เร็วขึ้น ก้าวเข้า Oil Tank Culture Park ขนาด 22 สนามฟุตบอล (140,022 ตารางเมตร) ทอดสายตาผ่านลานกว้างใหญ่เบื้องหน้า พื้นที่เปิดรอบๆ เป็นถนนทอดยาวเพื่อเชื่อมแท็งก์น้ำมันเปลือยเปล่าทั้งหกเข้าไว้ด้วยกัน ฉากหลังห้อมล้อมด้วยภูเขา Maebongsan ใบไม้กำลังผลิแล้ว  โอ้… นี่ถ้ามีโอปป้าหนุ่มสักคนเดินจับมือมาด้วยกัน ฉันคงคิดว่าตัวเองเป็นนางเอกซีรีส์สักเรื่อง

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

1 ใน 6 แท็งก์ถูกเก็บรักษาไว้ในรูปแบบเดิมอย่างสมบูรณ์ ส่วนที่เหลือก็ปรับเปลี่ยนเป็นเรือนกระจก เวทีกลางแจ้งที่ด้านล่างซ่อนเวทีในร่มไว้อีกหนึ่ง ห้องมืดที่ตั้งใจไม่ให้แสงลอดผ่านถูกเตรียมไว้สำหรับการแสดงและจัดนิทรรศการ ส่วนแท็งก์ด้านขวาเป็นพิพิธภัณฑ์ถาวรที่บรรจุเรื่องราวอดีตล้ำค่าเอาไว้แทนน้ำมันนับพันลิตร

และแท็งก์ซ้ายมือสุดถูกสร้างใหม่ขึ้นมาจากวัสดุเหลือใช้ที่ไม่ตั้งใจทิ้ง จากการรื้อแท็งก์หมายเลข 1 และ 2 เพื่อเป็นคาเฟ่และเวิร์กกิ้งสเปซ ที่ใครก็เข้ามาใช้งานได้

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ไม่ใช่แค่ถ่ายรูปสวยหรือทำให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งเช็กอินใหม่ ความเจ๋งของโครงการนี้คือการสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้พื้นที่เดิมอย่างเคารพอดีตและคุ้มค่า

Choi Hyun-sil, Director of the Parks Development Division

สารภาพว่าอิจฉาผู้คนที่นี่ หลังได้คุยกับคุณ Choi Hyun-sil, Director of the Parks Development Division ประจำ Seoul Metropolitan Government หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังโปรเจกต์ฟื้นคืนพื้นที่สร้างสรรค์ ซึ่งตั้งใจออกแบบโดยฟังเสียงประชาชนผู้ใช้งานจริงว่าพวกเขาต้องการอะไรที่สุด

สถาปัตยกรรมที่รื้อฟื้นอดีตของโซล

40 ปีที่แล้ว หลังจากเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันโลก (Oil Crisis) ในช่วง ค.ศ. 1973 หลายประเทศหาวิธีปรับตัวเข้ากับสถานการณ์วิกฤตนั้น Mapo Oil Depot จึงถูกสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1976 เพื่อเป็นคลังเก็บน้ำมันรองรับความต้องการของประชาชนเกาหลี

18 ปีที่แล้ว เกาหลีใต้และญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพร่วมจัดฟุตบอลโลก 2002 (2002 FIFA World Cup Korea/Japan) นั่นนับเป็นการแข่งขันครั้งแรกที่จัดขึ้นในทวีปเอเชีย และเพื่อรองรับการจัดการแข่งขัน โซลเวิลด์คัพสเตเดียมหรือที่ชาวเกาหลีใต้เรียกว่าสนาม Sangham ก็ถูกสร้างขึ้น 

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ไม่เพียงสนามกีฬาแห่งนี้ พื้นที่โดยรอบก็ถูกปรับปรุงพัฒนาให้พร้อมต้อนรับแฟนบอลที่หลั่งไหลเข้ามาด้วย เมื่อมีความจำเป็นต้องดำเนินการก่อสร้างสนามกีฬาเวิลด์คัพขึ้นที่เขตมาโพ เพื่อจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกใน ค.ศ. 2002 สิ่งก่อสร้างอันตรายอย่างแท็งก์นํ้ามันจึงต้องถูกปิดตัวลง ทั้งยังถูกจัดเป็นสิ่งก่อสร้างอันตรายระดับ 1 มีการควบคุมไม่ให้ประชาชนเข้าใกล้ และแล้วที่แห่งนี้ก็ถูกปิดร้างอย่างสมบูรณ์ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2000

3 ปีที่แล้ว Mapo Oil Depot แห่งนี้ได้รับการชุบชีวิตอีกครั้งเป็น Oil Tank Culture Park หลังถูกปิดไว้สิบกว่าปี ที่นี่เป็นอีกหนึ่งในผลงานที่น่าสนใจของ Seoul Metropolitan Government ในการปรับปรุงและพัฒนาสิ่งที่หลงเหลือจากร่องรอยของยุคอุตสาหกรรมให้กลายเป็น Culture Park ใจกลางเมืองที่กลมกลืนไปกับพื้นที่โดยรอบ แต่ก็บอกเล่าอดีตของตัวมันเองอย่างแจ่มชัด

พื้นที่ของประชาชนที่ฟังเสียงประชาชน

ไม่กี่ชั่วโมงก่อนไป Oil Tank Culture Park ฉันมีนัดหมายคุยกับ คุณ Choi Hyun-sil, Director of the Parks Development Division ถึงเรื่องราวที่มาที่ไปของโปรเจกต์นี้

ขึ้นลิฟต์ไปอย่างตื่นเต้น นี่เป็นครั้งแรกที่สื่อไทย ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมออฟฟิศ Seoul Metropolitan Government 

คุณ Choi Hyun-sil รอต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เธอแปลกใจเล็กน้อยว่าทำไมเราถึงสนใจที่นี่นัก ระหว่างเดินเข้าไปยังห้องทำงานของเธอ คุณ Hyun-sil ชวนเราคุยเรื่องต้นไม้น้อยใหญ่รายทาง ชวนให้นึกถึงบรรยากาศในออฟฟิศตัวเองเสียไม่ได้

Choi Hyun-sil, Director of the Parks Development Division

อธิบายอย่างรวบรัด นครพิเศษโซลเป็นเขตปกครองตัวเอง หากจะพัฒนาพื้นที่สาธารณะใดๆ จะอยู่ภายใต้การจัดการของรัฐบาลกรุงโซลอย่าง Seoul Metropolitan Government หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลงานก่อสร้างของกรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลีโดยตรง ถ้าใครเคยถ่ายรูปคู่กับป้าย I Seoul U แลนด์มาร์กที่อยู่คู่สวนสาธาณะทั่วโซล นั่นแหละคือหนึ่งในโปรเจกต์ส่งเสริมการท่องเที่ยวของพวกเขา

“ย้อนกลับไปในปี 1995 กรุงโซลได้มีการเลือกตั้งครั้งแรก และเนื่องจากประชาชนมีความต้องการด้านสิ่งแวดล้อมและอยากให้มีพื้นที่สีเขียวมากขึ้น จึงได้มีการบังคับใช้แผนขยายพื้นที่สีเขียวห้าปี และอีกหลายนโยบายเกี่ยวกับพื้นที่สีเขียวเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างจริงจัง ทำให้หลายโครงการได้รับการผลักดัน เช่น สวนยออีโด กําแพงหินวังด็อกซู และการยับยั้งการสร้างสิ่งอํานวยความสะดวกที่บุกรุกพื้นที่ภูเขานัมซาน” เธอเริ่มเล่าภาพรวมการทำงานของ Seoul Metropolitan Government ในส่วนที่เธอรับผิดชอบให้ฟัง

ในฐานะเมกะซิตี้ที่มีประชาชนมากกว่าสิบล้านคนอาศัยอยู่นั้น ทําให้มีข้อจํากัดด้านพื้นที่ที่จะสร้างสวนสาธารณะขึ้นใหม่ให้แก่ประชาชน จากข้อจํากัดที่ว่าทาง Seoul Metropolitan Government จึงสรรหาพื้นที่อื่นๆ เช่น ที่ทิ้งขยะ สนามเด็กเล่นร้าง หรือสิ่งก่อสร้างที่หลงเหลือจากยุคอุตสาหกรรม จากนั้นตรวจสอบเพื่อดูความเป็นไปได้ในการใช้สอย แล้วสร้าง Creative Park ขึ้นจากพื้นที่เหล่านี้ ตัวอย่างที่โดดเด่นก็อย่างเช่น สวนเวิลด์คัพ (สวนฮานึล), North Seoul Dream Forest, Seoullo 7017 และ Oil Tank Culture Park หมุดหมายที่เราตั้งใจมาเยือนเป็นพิเศษ

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

เธอเล่าว่า กระบวนการแตกต่างกันไปตามแต่ละโครงการ แต่การวางแผนให้สมบูรณ์ตั้งแต่ขั้นแรกเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยของ Oil Tank Culture Park เกิดขึ้นจากการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญในด้านที่เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไป ร่วมกันวางแผน กําหนดวิธีการบริหารจัดการให้เหมาะสมที่สุด ไปจนถึงการหารือเกี่ยวกับการใช้งานและให้ประชาชนเสนอไอเดียเพื่อวางแผนการใช้งานที่ทุกคนต้องการจริงๆ ร่วมกัน

“ก่อนลงตัวที่ Culture Park เราก็คิดทำหลายอย่าง ทั้ง Video Complex, Dream Science Museum และ Animation Center แต่เนื่องจาก Oil Tank Culture Park เป็นโครงการที่ต้องการรักษาอัตลักษณ์ของสิ่งก่อสร้างนั้นไว้ให้มากที่สุด เราจึงให้ความสำคัญตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน มีการจัดประชุมปรึกษาหารือ เกี่ยวกับการดีไซน์ยี่สิบสี่ครั้ง และการประชุมปฏิบัติการสี่สิบเอ็ดครั้ง โดยมีประชาชนเข้าร่วมหนึ่งพันหนึ่งร้อยยี่สิบหกคน เพื่อรวบรวมไอเดียและจัดเตรียมวิธีการดําเนินการ

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

“จากนั้นเราจึงจัดอีเวนต์ที่ประชาชนจากภาคส่วนต่างๆ ได้มีส่วนร่วม เช่น International Design Competition เวิร์กช็อปโดยผู้เชี่ยวชาญ และหารือ ถกเถียง ไปจนนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ณ สถานที่จริง จึงทําให้โครงการนี้สะท้อนความคิดเห็นจากภาคประชาชนได้อย่างชัดเจน และมีการจัดตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา ทีมวางแผนเมือง เพื่อให้คําปรึกษาด้านวางแผน รวมถึงคณะกรรมการธรรมาภิบาลเข้ามาดูแลโดยเฉพาะ”

คุณ Hyun-sil ยังบอกอีกว่า Oil Tank Culture Park  ถือเป็นโครงการแรกที่ใช้ความคิดเห็นของประชาชนนำและประยุกต์เข้ากับระบบการฟื้นฟูเมือง

“แม้ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ถึงสองเท่าและวิธีการยุ่งยากกว่า แต่การสร้างสวนนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟื้นชีวิตพื้นที่เมืองโดยการนําเอาสิ่งก่อสร้างที่หลงเหลืออยู่ในช่วงยุคอุตสาหกรรมมาฟื้นฟู ทําให้เราได้นําเสนอสิ่งใหม่ผ่านการสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรมด้วยการเคารพต่ออดีตของกรุงโซลเองและเพิ่มไอเดียใหม่ๆ เข้าไป รวมทั้งการใส่ใจประชาชนเป็นหลัก และไม่ลืมคิดอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย”

เมื่อทั้งผู้เชี่ยวชาญและประชาชนต่างก็ลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า ถังน้ำมันเก่าเก็บเหมาะจะกลายเป็นศูนย์วัฒนธรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่จัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ จึงจัดให้มีการประกวดออกแบบระดับนานาชาติ โดยเลือกผลงาน ‘Time read from the ground’ ของ Heo Seo-Goo จาก Wondoshi Architects Group และดำเนินการก่อสร้างตามแผนที่ได้วางไว้

รวมระยะเวลาดำเนินการเพียง 4 ปี ตั้งแต่กระบวนการแรกเมื่อ ค.ศ. 2013 Oil Tank Culture Park ก็เปิดตัวอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 2017

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

การกลับมาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

พื้นที่แห่งนี้ใส่ความตั้งใจอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนทั่วทุกตารางเมตร เห็นได้จากภายใน Oil Tank Culture Park แต่ละแท็งก์ ได้รับการออกแบบให้ใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Enegry) ที่ผลิตโดยใช้ปั๊มความร้อนพลังงานความร้อนใต้พื้นดิน (Geothermal Heat Pump) เพื่อทำความร้อนและความเย็นให้รองรับการปรับอุณหภูมิให้ใช้งานได้ทุกฤดู

อบอุ่นขึ้นในฤดูหนาว ส่วนในฤดูร้อนก็ทำให้อากาศอยู่ในภาวะน่าสบาย

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ส่วนน้ำที่ใช้ในห้องสุขาและใช้รดน้ำต้นไม้ก็นำน้ำเหลือใช้จากอุตสหกรรมการผลิตและน้ำฝนมารีไซเคิลใช้ใหม่ภายในสวนโดยไม่รบกวนน้ำผลิตใหม่

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ตึกและแท็งก์ทั้งหกได้รับการรับรองว่าเป็นอาคารสีเขียว G-SEED (Green Standard for Energy and Environmental Design) โดย KITC และได้รับการการันตีว่าเป็นตึกที่มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (First-grade Energy Efficient Building) โดย KBet ของเกาหลีเอง

แทนที่น้ำมันด้วยวัฒนธรรม เสียงดนตรี และศิลปะ

ถังที่เคยว่างเปล่าถูกเติมเต็มด้วยวัฒนธรรม เสียงดนตรี และศิลปะ ลานวงกลมกว้างใหญ่ จุดกลางที่เชื่อมถนนภายในสวนไปยังถังน้ำมัน 6 ถัง ยังคงใช้พื้นคอนกรีตเดิมตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นสถานที่เก็บน้ำมันอยู่ และช่วงสุดสัปดาห์ที่นี่จะแปลงร่างเป็นพื้นที่ตลาดนัด หมุนเวียนไปเป็นตลาดออร์แกนิกบ้าง ตลาดนัดสำหรับดีไซเนอร์หน้าใหม่บ้าง หรือบางครั้งก็ลานจัดคอนเสิร์ตตามโอกาส ซึ่งเขาแพลนกิจกรรมระยะยาวต่อปีไว้ให้หมดแล้ว คุณ Hyun-sil กระซิบบอกมาว่าการเปิดตลาดนัดนี้ยังอยู่ในแผนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของท้องถิ่นอีกด้วย

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ส่วนแท็งก์ทรงสูง 15 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 15 – 40 เมตร และอาคารดั้งเดิม ก็ปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม

T1 Glass Pavilion เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการที่ถอดโครงสร้างภายนอกออกไปจนหมด เหลือไว้แต่ผนังคอนกรีต ด้านชิดภูเขาและหลังคากรุกระจกโดยรอบ เผยให้เห็นผาหินที่เต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิด ช่องแสงจากด้านบนช่วยให้พื้นที่สว่าง เงาพาดเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาขับเน้นให้พื้นที่มีมิติอย่างประหลาด และถ้าเดินลงไปใต้ดินจะเห็นพื้นผิวถนนจริงก่อนก่อสร้าง

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

T2 Performance Hall เวทีกลางแจ้งที่ถอดผนังโดยรอบออก ยกให้หุบเขาหินทำหน้าที่แทน เหลือไว้เพียงด้านหน้าให้เป็นฉากหลังเวที ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นเครื่องขยายเสียงธรรมชาติ ดังสะท้อนแบบที่ลำโพงไฟฟ้าไม่มีความจำเป็น พื้นสโลปและก่ออิฐเพิ่มเป็นที่นั่งเสริมเข้ามาได้อย่างแนบเนียนและน่ารัก ส่วนด้านล่างของ T2 นั้นดัดแปลงให้เป็นเวทีในร่มที่จุได้ถึง 200 คน จุดเด่นของเวทีในร่มนี้คือพื้นไม้ที่กลายเป็นเวทีหรือที่นั่งก็ได้

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

T3 Original Tank แท็งก์เดียวที่เก็บรักษาสภาพเดิมคงไว้ เมื่อเดินขึ้นเนินเขาเล็กๆ จะเห็นภาพถังน้ำมันที่กำลังถูกสนิมกัดกร่อน ซึ่งสะท้อนอดีตและเก็บปัจจุบันไปบรรจุไว้เช่นเดียวกัน

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

T4 Culture Complex ความพิเศษของแท็งก์นี้คือการเก็บโครงสร้างภายในของถังน้ำมันเดิมเอาไว้  โถงขนาดใหญ่จึงเต็มไปด้วยเสาเหล็กนับสิบและล้อมรอบไปด้วยผนังเหล็ก ตัวโครงสร้างเดิมของ T4 ถูกออกแบบมาให้แสงจากดวงอาทิตย์เล็ดลอดเข้ามาอย่างไร ก็เก็บเอาไว้อย่างนั้น บวกกับเสียงกึกก้องสะท้อนกลับอย่างทรงพลัง ทำให้ถูกเลือกเป็นที่จัดการแสดงและนิทรรศการเกี่ยวกับแสงไฟอยู่บ่อยครั้ง

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

T5 Story Hall พิพิธภัณฑ์ถาวรบันทึกเรื่องราวและประวัติศาสตร์ของที่นี่ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ตั้งแต่การเริ่มก่อสร้างถังเก็บน้ำมัน รวมไปถึงขั้นตอนการรื้อถอนและโยกย้ายวัสดุต่างๆ ในการปรับปรุงถังน้ำมันเหล่านี้ ผ่านภาพและวิดีโอ 360 องศา พร้อมสัมผัสโครงสร้างทั้งภายใน ภายนอก ผนังหิน และผาหิน ที่ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี 

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

T6 Information Exchange Center แท็งก์นี้ถูกออกแบบและสร้างขึ้นมาใหม่จากวัสดุที่รื้อถอนจาก T1 และ T2 ทุกชิ้น มีแค่ส่วนฐานเท่านั้นที่เป็นของ T6 ตั้งแต่แรก ผนังภายนอกมาจากแผ่นเหล็กที่เคยห่อหุ้ม T2 เอาไว้ ส่วนภายในมาจาก T1 แล้วประกอบเข้าด้วยกัน พื้นที่ใช้สอยแบ่งเป็นเป็นคาเฟ่ เวิร์กกิ้งสเปซ และห้องประชุม ทำหน้าที่เป็น Community Center ให้ผู้คนมารวมตัวกันและพบปะเพื่อนใหม่ๆ

Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan
Oil Tank Culture Park, มุนฮวาบีชุกกีจี, Maebongsan

ว่าจะมาเดินสำรวจคร่าวๆ แต่ก็เผลอใช้เวลาเดินออกแท็งก์นู้น เข้าแท็งก์นี้ จนตะวันลับขอบฟ้า จากพื้นที่นับหมื่นตารางเมตรที่ปิดกั้นการเข้าถึงมากว่า 40 ปี วันนี้กลายเป็นสถานที่ที่ดึงดูดผู้คนนับหลายแสน เป็นแบบอย่างของการจัดการพื้นที่เมืองอย่างชาญฉลาด รวมถึงการฟื้นฟูเมืองอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบตั้งแต่คนต้นทางยันปลายน้ำ

และถ้ายังเดินไม่เหนื่อย ฝั่งตรงข้ามคือความสำเร็จในการเปลี่ยน Nanji Landfill (ลานทิ้งขยะนันจิ) ให้กลายเป็น Pyeonghwa Park (สวนสาธารณะพยองฮวา), Noeul Park (สวนสาธารณะโนอึล), Haneul Park (สวนสาธารณะฮานึล), Nanjicheon Park (สวนสาธารณะนันจิชอน) และ Sangam Digital Media City (DMC) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศนี้เขาให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของประชาชนขนาดไหน

Writer

Avatar

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

1 กุมภาพันธ์ 2566
2 K

สวนลุมพินีคือสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย เป็นสวนอเนกประสงค์ ผู้คนนิยมเข้ามาทำกิจกรรมอย่างออกกำลังกาย หรือบางครั้งก็เป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลอง แต่มี 1 อาคารที่หลายคนเกือบหลงลืมไปจากความทรงจำ นั่นคือ ‘ลุมพินีสถาน’ 

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

อาคารหลังนี้ตั้งตระหง่านอยู่ในสวนลุมพินี สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโรงลีลาศโดยเฉพาะ และถือเป็นโรงเต้นรำที่ทันสมัยที่สุดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 

ทั้ง ๆ ที่เป็นอาคารที่มีความสำคัญมากในยุคหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพสังคมเปลี่ยน ลีลาศกลายเป็นความสนใจของคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น มีอาคารจัดงานที่ทันสมัยและใหญ่กว่าผุดขึ้นมาหลายที่ ลุมพินีสถานก็เงียบเหงาลงและปิดไม่ให้ใช้งานในที่สุด จนสภาพทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา

คอลัมน์ Public Space ครั้งนี้ พา ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ หัวหน้าโครงการลุมพินีสถานฯ มาพูดคุยเรื่องราวของตัวอาคารก่อนถูกทิ้งร้างนานกว่า 10 ปี และแนวคิด Learning from The Past to Create the Future ที่ทำให้เกิดงาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ ที่จะปลุกให้ผู้คนได้ร่วมคิดต่อยอดการใช้งานอาคารให้เหมาะสมกับปัจจุบัน ในวันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ 

โรงเต้นรำ

ในอดีต ลุมพินีสถานเคยเป็นโรงลีลาศกลางพระนคร แต่แปลกที่ประวัติไม่มีการบันทึกไว้แน่ชัดว่าก่อสร้างเมื่อไหร่ “ส่วนตัวผมประเมินว่าอาคารหลังนี้เริ่มสร้างประมาณ พ.ศ. 2495 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2498” อาจารย์ชาตรีเริ่มต้นเล่าประวัติให้เราฟัง อาคารหลังนี้ปูพื้นด้วยไม้ปาร์เกต์ ซึ่งว่ากันว่าเป็นไม้ที่เหมาะกับการเต้นลีลาศมากที่สุด 

ในช่วงรุ่งเรืองของอาคารหลังนี้ ที่นี่มีลีลาศทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละครั้ง เป็นการพบปะสังสรรค์ของหนุ่มสาว ในยุคนั้นลีลาศเป็นการเต้นที่นิยมมากที่สุด ซึ่งวงดนตรีที่คู่เคียงมากับลีลาศอย่าง ‘สุนทราภรณ์’ ก็แจ้งเกิดทั้งนักลีลาศและนักร้องหลายคน

“ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดคือเวทีกลม มันหมุนได้” อาจารย์ชาตรีนำเสนอ

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

สิ่งนี้สร้างเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักดนตรี และเพื่อไม่ให้ดนตรีขาดช่วงตอนเปลี่ยนวงดนตรี เมื่อวงแรกกำลังจะเล่นจบ วงที่ 2 ก็เตรียมตัวอยู่บนเวทีอีกด้านและบรรเลงเพลงไปพร้อมกับวงแรก จากนั้นเวทีก็หมุนพาวงที่ 2 มาอยู่ด้านหน้าแทน สิ่งนี้ทำให้เสียงดนตรีไม่ขาดช่วง และนักเต้นลีลาศก็จะเต้นต่อได้โดยไม่ต้องหยุด ไม่มีประวัติแน่ชัดว่าสถาปนิกหรือวิศวกรคนไหนเป็นผู้ออกแบบเวทีกลมนี้ 

แล้วเวทีนี้ยังหมุนได้ไหม – เราถาม

“หมุนไม่ได้แล้ว แต่ผมเชื่อว่าถ้าบูรณะ เครื่องจักรข้างล่างนี้อาจกลับมาหมุนได้อีกครั้ง” หลังจากเล่าเรื่องเวทีจบ อาจารย์พาเราเดินลงไปที่ห้องใต้ดินที่มีเครื่องจักรอยู่ด้านล่าง เมื่อได้เห็นเครื่องจักร เรารู้สึกประหลาดใจมากว่าในสมัยนั้นทำได้ขนาดนี้ ถือว่าทันสมัยจริงอย่างที่อาจารย์เล่า

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

“พ.ศ. 2499 Benny Goodman ราชาเพลงสวิงเดินทางมาเล่นคอนเสิร์ตที่ประเทศไทย แต่เขาไม่ได้มาทัวร์คอนเสิร์ตเหมือน BLACKPINK สมัยนี้นะ มันมีนัยทางการเมือง”

เขาเข้ามาโดยการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น เพราะต้องการใช้ดนตรีเป็นสื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสื่อถึงความเป็น ‘โลกเสรี’ ด้วยดนตรีแจ๊สที่มีความลื่นไหล ไม่ต้องเล่นตามโน้ต และอิมโพรไวส์ได้ตามใจชอบ

ราวหลังทศวรรษ 2520 แม้จะยังเป็นที่เต้นลีลาศเรื่อยมา แต่ความนิยมก็ค่อย ๆ ลดน้อยลง จากนั้นบริเวณชั้นลอยของลุมพินีสถานก็ถูกเปลี่ยนเป็นนิทรรศการสัตว์สตัฟฟ์ และในช่วงหลังกลายเป็นห้องจัดงานเลี้ยง ฟังก์ชันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย จนมาถึงยุคที่มีกลุ่มชุมนุมทางการเมืองที่ใช้สวนลุมพินีเป็นพื้นที่หลัก รวมถึงเข้ามาใช้ลุมพินีสถานในการทำกิจกรรม จึงเกิดความเสียหายในหลาย ๆ จุด

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ท้ายที่สุดใน พ.ศ. 2556 เมื่อมีการตรวจสอบโครงสร้างข้างใต้ พบว่าบางส่วนได้เสื่อมสภาพ สุดท้าย กทม. จึงตัดสินใจระงับการใช้ตึกนี้ใน พ.ศ. 2557 และถูกทิ้งร้างจนถึงปัจจุบัน เป็นการปิดตำนานลุมพินีสถาน สถานที่เข้าสังคมของหนุ่มสาวยุคก่อนไปอย่างน่าเสียดาย

อาคารสงครามเย็น 

ก่อนมาที่นี่ เราได้รู้มาว่าอาคารนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบทันสมัยยุคสงครามเย็น จึงถามอาจารย์ชาตรีว่าในยุคนั้นอาคารเป็นประมาณนี้หมดเลยไหม 

“เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ Modern Architecture” เขาตอบ ในยุคสงครามเย็น วัฒนธรรมอเมริกันเข้ามามีอิทธิพลมากต่อวัฒนธรรมไทย ทั้งในแง่ดนตรี ภาพยนตร์ วัฒนธรรม การแต่งกาย และสถาปัตยกรรม ซึ่งการสร้างพื้นที่วัฒนธรรมบันเทิงก็เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่วัฒนธรรมอเมริกันเช่นกัน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ลุมพินีสถานเป็นอาคาร 2 ชั้น รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นที่ใช้สอยประมาณ 5,500 ตารางเมตร พื้นที่บริเวณชั้น 1 สร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นฟลอร์เต้นลีลาศและจัดกิจกรรมต่าง ๆ ส่วนบริเวณชั้น 2 มีลักษณะเป็นชั้นลอยรอบอาคาร กั้นห้องขนาดใหญ่ 6 ห้อง

“จะสังเกตว่าผมไม่ได้พูดถึงความสวยงามเลย เพราะอาคารนี้เน้นฟังก์ชันมากกว่า” ถึงไม่ได้เน้นความสวย แต่มี Ornament ที่สำคัญ คือเวทีหมุนและป้ายลุมพินีสถานที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษขนาบอยู่ทั้งสองข้าง เป็นฟอนต์ตามเอกลักษณ์ของยุคนั้น ซึ่งป้ายก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ควรเก็บรักษา

ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s

“จริง ๆ เป้าหมายไม่ได้กำหนดอยู่ที่นี่” อาจารย์ชาตรีเล่าให้ฟังว่า เขาเริ่มทำวิจัย ‘ศิลปะกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในทศวรรษ 2470 – 2520’ ตัวงานวิจัยจะเลือกผลงานศิลปะ โดยศิลปะในที่นี้อาจเป็น Art Objects สถาปัตยกรรม หรือดนตรีในยุคนี้ขึ้นมา 50 ชิ้น ไปจัดเป็นนิทรรศการว่าด้วยประวัติศาสตร์ สังคม วัตถุ และสิ่งของ แต่ความมุ่งมั่นของอาจารย์ที่ทำวิจัยเสนอว่า ในวัตถุที่เลือกมา 50 ชิ้น จะดึงมาสักอันที่เป็นงานสถาปัตยกรรมซึ่งอาจถูกทิ้งร้างหรือหลงลืมไปในสังคมไทย เพื่อนำมาจัดกิจกรรมสาธารณะที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและผู้คนในสังคม

สุดท้ายแล้ว เขาตัดสินใจเลือกลุมพินีสถาน เพราะคิดว่าที่นี่มีศักยภาพและมีความสำคัญต่อสังคม ซึ่งงานนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความสนใจแรกเริ่มที่มีต่อลีลาศ แต่เป็นเพราะตัวตึกที่นำพามาสู่ลีลาศ งานที่เกิดขึ้นจึงมีความพิเศษ เหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคที่วัฒนธรรมรุ่งเรืองผ่านตัวอาคารลุมพินีสถาน

“Jim Thompson Art Center ยินดีให้ผมนำชุดผ้าไหมของ Jim Thompson มาให้เราใช้งาน” จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) เป็นคนที่ทำให้ผ้าไหมไทยโด่งดังไปทั่วโลก และอาจารย์ก็ได้ประสานไปยังพี่เจี๊ยบ กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการ Jim Thompson Art Center ซึ่งได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างดี จนสุดท้ายจึงได้เสื้อผ้าในคอลเลกชันยุคแรกที่เป็นชุดผ้าไหมในดีไซน์ยุค 50 – 60 มา และตัดสินใจให้วงสุนทราภรณ์ได้สวมใส่ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 พร้อมกับทีมงานบางคนที่คัดเลือกมา

นอกจากนี้ ภายในงานจะมีการสร้างบรรยากาศด้วยการนำรถคลาสสิกในยุคนั้นมาจอดโชว์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย

งานวันแรก วันที่ 4 กุมภาพันธ์ จะพูดถึงคุณค่า ความทรงจำ สิ่งที่ไม่ควรลืมของพื้นที่ส่วนนี้ กับกิจกรรม ‘Walking Tour’ มีการเล่าถึงอดีตและอนาคตของลุมพินีสถานผ่านแสงและมัลติมีเดีย ในกิจกรรม ‘A Walk Through Time’ รวมถึงรื้อฟื้นความทรงจำไปกับราชาลีลาศเมืองไทย ‘บุญเลิศลีลาศ’ และ สุนทราภรณ์ บนเวทีที่สร้างขึ้นใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ หน้าอาคารลุมพินีสถาน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ส่วนวันที่ 5 กุมภาพันธ์ จะเป็นการส่งต่ออนาคตของพื้นที่ เปิดเวทีระดมความเห็นว่าประชาชนอยากให้อาคารหลังนี้เป็นอย่างไร มีการแสดงดนตรีโดย ป๊อด โมเดิร์นด็อก ร่วมกับวงดนตรีบิ๊กแบนด์จากคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และปิดท้ายด้วยการเต้น Stumbling Swingout ที่มาพร้อมครูสอนเต้น (สำหรับใครที่ไม่เคยเต้นมาก่อน) จาก Jelly Roll Dance Club

รื้อทิ้งหรือรื้อฟื้น 

“ส่วนตัวผมอยากให้รีโนเวตแบบ Adaptive Reuse” เขาอยากให้มีฟังก์ชันเหมาะกับคนรุ่นใหม่ และมีพื้นที่ให้ผู้สูงวัยได้แสดงออก ด้วยความที่ลุมพินีสถานมีประวัติน้อย ทำให้หลายคนเชื่อว่าฐานรากของอาคารเป็นไม้ทั้งหมด ดังนั้นจินตนาการถึงอนาคตของตึกนี้จึงมีข้อจำกัดมากเพราะความเชื่อดังกล่าว แต่อาจารย์ชาตรีบอกว่า ถ้าดูจากรูปแบบของอาคารและหลักฐานแวดล้อมทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ ประกอบ เขาเชื่อว่ามันไม่ได้เก่าขนาดนั้น และฐานรากไม่น่าจะเป็นไม้ แต่ถ้าไม่ได้ขุดสำรวจก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัด

“ถ้าเป็นอย่างที่ผมคิดจริง ทางเลือกในการปรับปรุงอาคารจะเปิดกว้างมากขึ้น” อาจารย์บอกว่าสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและควรเก็บ คือเวทีกลมและเครื่องจักรด้านล่าง เพราะเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และความทรงจำ สะท้อนถึงความทันสมัยในอดีต หลายคนอาจมีความเห็นว่าอายุแค่ 60 ปีเอง ไม่เห็นเก่าเลย แต่สำหรับอาจารย์ชาตรีผู้รักตึกเก่า อีกไม่นานลุมพินีสถานจะครบ 100 ปี พอถึงเวลานั้น สิ่งนี้จะมีคุณค่ามากขนาดไหน

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ช่วง 10 ปีที่อาคารถูกทิ้งร้าง ทำให้เกิดหลายความเห็นต่ออาคารหลังนี้ บางความเห็นอ้างรายงานการสำรวจความเสียหายที่ทำขึ้นใน พ.ศ. 2556 ว่าโครงสร้างเสื่อมโทรมแล้ว ควรรื้อทิ้งไปดีกว่า แล้วสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาแทน หลายคนที่เชื่อว่ารากฐานเป็นไม้ ก็มีความเห็นว่ารื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ให้คล้ายเดิม แต่หากคิดว่าสถานที่นี้คือประวัติศาสตร์ “ผมว่ามันแข็งแรงกว่าที่คิด ควรเก็บอะไรได้มากกว่านั้น”

อาจารย์คิดอย่างไรกับเหล่าอาคารยุคโมเดิร์นที่ผู้คนถกเถียงกันว่าทุบหรือไม่ – เราถาม

“ผมเป็นหนึ่งในคนที่รณรงค์เรื่องตึกโมเดิร์นมานาน เพราะมันเป็นตึกกลางเก่ากลางใหม่ที่ถึงเวลาแล้วสำหรับการต้องเริ่มคิดเก็บรักษาเอาไว้” อาจารย์ตอบเราด้วยความมั่นใจและให้เหตุผลอีกว่า ตึกโมเดิร์นยุคนี้เป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของโลกจากยุคโบราณสู่ยุคโมเดิร์น ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะตึกยุคโมเดิร์นเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความเปลี่ยนแปลง

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ที่ผ่านมา หลายคนที่วิ่งออกกำลังกายในสวนลุมอาจผ่านลุมพินีสถานไปโดยไม่ทันสังเกต ทั้งที่อาคารทิ้งร้างแห่งนี้มีประวัติ เหตุการณ์ รวมถึงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมมากมายให้ได้เรียนรู้ เช่นเดียวกับเราที่จินตนาการถึงความรุ่งเรืองของอาคารนี้ในอดีตตลอดเวลาที่เข้าไปเดินชมอาคาร 

วันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ งาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ จึงเป็นโอกาสดีที่ทุกคนจะได้ปลุกความทรงจำในอดีตขึ้นมาอีกครั้ง รวมทั้งคิดถึงอนาคตของอาคารแห่งนี้ร่วมกันด้วย

ภาพ : foto_momo

Writers

ธนพร ท้าวลา

ธนพร ท้าวลา

นิสิตปรัชญาปี 4 กำลังค้นหาตัวตนด้วยการเขียน หลงรักฤดูฝนในวันที่ไม่ต้องไปไหน ไม่ถูกกับอากาศหนาว งานอดิเรกเต้นยับ เป็นอาร์มี่หัวใจสีม่วง

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

วีระพล สิงห์น้อย

ช่างภาพสถาปัตยกรรม และเจ้าของเพจภาพถ่ายอาคารเปี่ยมเสน่ห์ชื่อ FOTO_MOMO

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load