หลังจากสิงคโปร์ล้ำหน้าเรื่องนโยบายสีเขียวไปไกลแสนไกล ตั้งแต่เปิดตัวแลนด์มาร์กน่าสนใจอย่างป่าซูเปอร์ทรีและเรือนกระจกใจกลางเมือง Gardens by the Bay หรือโรงแรมเชิงนิเวศยกป่ามาไว้ใน Garden-in-a-Hotel ตามเป้าหมายใหญ่ที่เมืองเล็กๆ อยากทำได้ตั้งแต่ ค.ศ. 2014 คือการเป็น City in The Park ภายใน ค.ศ. 2030 และล่าสุด แผนนั้นใกล้ความจริงมาอีกก้าว เมื่อจะมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นอีกแห่ง ซึ่งคราวนี้มาถึงตาของสวนสัตว์กันบ้าง

โครงการ ‘Mandai Project : A Rejuvenated Mandai’ เกิดจากการต่อยอดพื้นที่มันได ซึ่งเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์สิงคโปร์ ไนท์ ซาฟารี และริเวอร์ ซาฟารี ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่เชื่อมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศถึง 6 แห่งเข้าด้วยกัน เพิ่มเติมสวนนก สวนสัตว์ป่าฝน และรีสอร์ตอีโค่เข้าไป ซึ่งออกแบบโดยคิดถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมองค์รวมได้อย่างน่าสนใจ และคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ทุกส่วนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อให้ชาวสิงคโปร์ดื่มด่ำกับธรรมชาติได้เต็มปอด และช่วยปกป้องความหลากหลายทางธรรมชาติร่วมกัน 

เอาล่ะ ถ้าไม่อยากตกขบวน คอลัมน์ Public Space รอบนี้ พาไปสำรวจสวนสัตว์แบบเฉพาะกิจกันก่อนใคร

พาทัวร์มันได

เล่าสักนิดว่า มันได (Mandai) คือพื้นที่ในแผนการพัฒนาทางภาคเหนือของสิงคโปร์ อุดมสมบูรณ์ขนาดยกให้เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าได้เลย เพราะมีทั้งป่าชายเลน พืชพรรณ และสัตว์ อาศัยอยู่มากมาย เลยกลายเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์สิงคโปร์เมื่อ 48 ปีก่อน ขยายเป็นธีมสวนสัตว์กลางคืนและจัดแสดงสัตว์น้ำอย่างไนท์ ซาฟารี และริเวอร์ ซาฟารี ต่อมา 

หากยังไม่เห็นภาพ เราขอพาทัวร์สั้นๆ 

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

มาเริ่มกันที่สวนสัตว์เปิดสิงคโปร์ (Singapore Zoo) มีพื้นที่ 69 เอเคอร์หรือประมาณ 174 ไร่ แสดงสัตว์ตามธีมถึง 315 สปีชีส์ มากกว่า 3,000 ตัว โดยอิงจากแหล่งที่อยู่และให้สัตว์อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติแทนที่จะให้อยู่ในกรง

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว
Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว
ภาพ : archdaily

ต่อด้วยริเวอร์ ซาฟารี (River Safari) อุทยานสัตว์ป่าธีมแม่น้ำแห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชีย จัดแสดงแพนด้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ออกแบบมาให้คนเดินสำรวจสัตว์เสมือนอยู่ในแม่น้ำต่างๆ และสิ่งที่เจ๋งมากคือโซนพลาซ่า ซึ่งใช้วัสดุท้องถิ่นสร้างเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ 2 ชั้นรูปร่างเหมือนต้นไม้ เป็นทั้งร้านขายของกระจุกกระจิก ร้านอาหาร ไปจนถึงสำนักงาน 

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

ส่วนไนท์ ซาฟารี (Night Safari) เป็นสวนสัตว์เวลากลางคืนแห่งแรกของโลกที่กวาดรางวัลการออกแบบนับไม่ถ้วน เปิดให้สำรวจสัตว์เกือบ 900 ตัวจากประมาณ 100 สายพันธุ์ รวมถึงสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ด้วยการนั่งรถราง โดยผู้เข้าชมจะถูกพาไปยังพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ 6 แห่ง ตั้งแต่เชิงเขาหิมาลัยถึงป่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แค่ 30 นาทีเท่านั้น

ยังไม่หมดแค่นี้ เพราะใน ค.ศ. 2016 บริษัทแม่ขององค์กรสัตว์ป่าและการอนุรักษ์ในชื่อ Mandai Park Holdings (MPH) จัดตั้งโครงการฟื้นฟู Mandai ขึ้นมาเพื่อสร้างหมุดหมายใหม่ทางธรรมชาติและสัตว์ป่าที่ไม่เหมือนใครให้เกิดขึ้นในสิงคโปร์ ตอบรับโจทย์เมืองในสวนให้ทันท่วงที

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

มันได-มันได้ใจ

แน่นอนว่าในช่วงแรกของการพัฒนามีหลายข้อกังวลใจ ทั้งเรื่องที่ตั้งของพื้นที่ซึ่งค่อนข้างห่างไกล รวมถึงกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติต่างกังวลว่าจะส่งผลเสียต่อสัตว์พื้นเมืองดั้งเดิม ซึ่งอาศัยอยู่ช่วงรอยต่อของมันได ไปจนถึงบริเวณอ่างเก็บน้ำ Central Catchment Nature Reserve

ทางทีมพัฒนาจึงพยายามลดความกังวลดังกล่าว ด้วยการสร้างบริการรับ-ส่งระหว่างสถานีรถไฟ Springleaf MRT ที่กำลังจะเกิดขึ้นจาก Thomson-East Coast ไปยังมันได เพื่อให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมถึงประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ภายใต้การแนะนำของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เพื่อให้แน่ใจว่าพื้นที่จะได้รับการพัฒนาอย่างไม่ทำร้ายทุกชีวิตในเขตอนุรักษ์

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

รวมทั้งดูแลติดแท็กต้นไม้ในบริเวณตามสายพันธุ์ สุขภาพ ขนาด และสถานะการอนุรักษ์ ซึ่งการออกแบบทุกอย่างจะต้องคงต้นไม้เอาไว้ หรือใช้การปลูกถ่ายกล้าไม้ หากสร้างที่อยู่อาศัย ก็ต้องเป็นมิตรพอต่อการอยู่อาศัยของสัตว์ มีจุดควบคุมความเร็วตามถนนโครงการจนถึงที่จอดรถ แถมยังมีทีมงานคอยดูเหตุการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และที่น่ารักมากๆ คือ เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องเข้าอบรมพิเศษ เพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงต้องทำความคุ้นเคยกับสัตว์ป่าในพื้นที่ด้วย 

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

หลังจากผ่านกระบวนการออกแบบให้กลมกลืนกับธรรมชาติ เพื่อลดผลกระทบต่อพืชและสัตว์ในพื้นที่แล้ว ก็ถึงเวลาออกทัวร์สถานที่ใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นกันต่อ

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

ในอนาคต ที่นี่จะมีทั้งสวนสัตว์ป่าฝน (Rainforest Park) ขนาด 12.5 เฮกตาร์ โดยมีกิมมิกอยู่ที่ทางเดินลอยฟ้า ทำให้ผู้เข้าชมเห็นผืนป่าทอดยาวไปจนถึงยอดไม้ทรง Tree-top Canopies พร้อมยกให้เป็นแหล่งความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตบนบกที่สำคัญที่สุดของโลกอีกแห่งหนึ่ง

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากคือ สวนนก (Bird Park) ซึ่งใช้องค์ความรู้จากสวนนกจูร่งมาสร้างที่นี่ เพื่อจัดแสดงกรงนกขนาดใหญ่ 9 แห่ง จำลองที่อยู่ตามธรรมชาติของนกทั่วทุกมุมโลก อาทิ พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าไผ่ และป่าฝน กลายเป็นแหล่งรวบรวมนกมากกว่า 600 ตัว จาก 50 สายพันธุ์ ซึ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอีกเช่นกัน รวมถึงจัดตั้งเป็นศูนย์เพาะพันธุ์และวิจัยสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ด้วย

A Rejuvenated Mandai โครงข่ายแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศรวม 5 สวนสัตว์ และ 1 ที่พัก เพื่อเป้าหมายเมืองในสวนของสิงคโปร์

เดินเชื่อมต่อมาอีกสักนิด จะเห็น Mandai Eco-Link จุดหมายปลายทางของสัตว์ป่าขนาดกว้าง 44 เมตรคร่อมถนนเอาไว้เหมือนเป็นสะพานลอย เชื่อมที่อยู่ของสัตว์ป่าทางด้านเหนือและใต้ของเขตอนุรักษ์ แยกเป็นชั้นๆ ตั้งแต่พื้นดินให้สัตว์ท้องถิ่น อย่างอีเห็น กระจง กระรอก กิ้งก่าตัวน้อย ไปจนถึงยอดไม้ให้นก ผีเสื้อ และแมลงปอ ได้มีทางเดินและเส้นทางสัญจรที่ปลอดภัย นอกจากหลีกเลี่ยงอันตรายจากการจราจรด้านล่าง อีกฟังก์ชันของสะพานแห่งนี้จะช่วยรักษาพืชพรรณท้องถิ่นสิงคโปร์เอาไว้

A Rejuvenated Mandai โครงข่ายแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศรวม 5 สวนสัตว์ และ 1 ที่พัก เพื่อเป้าหมายเมืองในสวนของสิงคโปร์

ไม่ใช่แค่สวนสัตว์นานาพันธุ์ ที่นี่ยังขอพิสูจน์การอยู่ร่วมกันของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ด้วยที่พักเชิงนิเวศกลางป่า ในชื่อ บันยันทรี อีโค่ รีสอร์ต (Banyantree Eco-Restort) ออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกท้องถิ่นอย่าง WOW Architects และ Banyan Tree Hotels & Resorts 

A Rejuvenated Mandai โครงข่ายแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศรวม 5 สวนสัตว์ และ 1 ที่พัก เพื่อเป้าหมายเมืองในสวนของสิงคโปร์

รีสอร์ตบนพื้นที่ขนาด 4.6 เฮกตาร์ มีห้องพักทั้งหมด 338 ห้อง มาพร้อมแนวคิด ‘การอยู่อย่างมีสติ’ คือใช้พลังงานต่ำที่สุด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด และออกแบบบ้านทรงต้นไม้ให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมโดยรอบที่สุดด้วย ที่สำคัญคือ รักษาแนวต้นไม้เอาไว้ได้เกินครึ่ง และปลูกพันธุ์พื้นเมืองเพิ่มอีก 2 เท่า

เอาเป็นว่าถ้านกหรือกระรอกกระโดดมาเกาะบ้านเราก็อย่าตกใจไป

ทริปจบ สวนสัตว์ยังไม่จบ

A Rejuvenated Mandai โครงข่ายแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศรวม 5 สวนสัตว์ และ 1 ที่พัก เพื่อเป้าหมายเมืองในสวนของสิงคโปร์

นอกจากความอลังการของ 6 สถานที่ที่เราพาไปทัวร์ทิพย์ ยังมีสถานที่ยิบย่อยอีกมากมายที่โครงการนี้กำลังจะเนรมิตให้เป็นจริง ทั้งเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ทางเดินริมทะเล ที่นั่งกลางแจ้ง ไปจนถึงสนามเด็กเล่น เพื่อให้มาทั้งกิน เที่ยว พัก ดูวิวหลากหลายได้ครบจบในที่เดียว 

คาดว่าเมื่อสร้างเสร็จ โครงการ Mandai Project : A Rejuvenated Mandai จะฟื้นฟูพื้นที่ให้กลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ขนาดใหญ่ที่รองรับคนได้มากกว่าปีละ 10 ล้านคน สร้างงานจำนวนมากให้กับคนพื้นที่ ทั้งการท่องเที่ยวและบริการ ขยายไปถึงด้านการวิจัยเชิงอนุรักษ์

นี่เป็นตัวอย่างของการออกแบบเพื่อไปสู่เป้าหมายการเป็นเมืองในสวนอย่างรอบด้านและยั่งยืน ตลอดจนเห็นความเป็นไปได้ในการสร้างพื้นที่สีเขียวและระบบนิเวศเช่นเดียวป่าให้เกิดขึ้นจริงในเมือง

ถ้า ค.ศ. 2023 ทุกคนยังไม่มีนัดที่ไหน เราชวนจองตั๋วล่วงหน้าไปเยือนอาณาจักรสีเขียวในมันไดกันสักหน และหวังว่าจะมีใครสักคนได้ไอเดียมาพัฒนาพื้นที่สาธารณะและสถานที่ท่องที่ยวเชิงนิเวศในบ้านเราบ้าง

ขอบคุณภาพและข้อมูลอ้างอิง

www.mandai.com 

www.archdaily.com

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

1 กุมภาพันธ์ 2566
2 K

สวนลุมพินีคือสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย เป็นสวนอเนกประสงค์ ผู้คนนิยมเข้ามาทำกิจกรรมอย่างออกกำลังกาย หรือบางครั้งก็เป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลอง แต่มี 1 อาคารที่หลายคนเกือบหลงลืมไปจากความทรงจำ นั่นคือ ‘ลุมพินีสถาน’ 

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

อาคารหลังนี้ตั้งตระหง่านอยู่ในสวนลุมพินี สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโรงลีลาศโดยเฉพาะ และถือเป็นโรงเต้นรำที่ทันสมัยที่สุดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 

ทั้ง ๆ ที่เป็นอาคารที่มีความสำคัญมากในยุคหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพสังคมเปลี่ยน ลีลาศกลายเป็นความสนใจของคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น มีอาคารจัดงานที่ทันสมัยและใหญ่กว่าผุดขึ้นมาหลายที่ ลุมพินีสถานก็เงียบเหงาลงและปิดไม่ให้ใช้งานในที่สุด จนสภาพทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา

คอลัมน์ Public Space ครั้งนี้ พา ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ หัวหน้าโครงการลุมพินีสถานฯ มาพูดคุยเรื่องราวของตัวอาคารก่อนถูกทิ้งร้างนานกว่า 10 ปี และแนวคิด Learning from The Past to Create the Future ที่ทำให้เกิดงาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ ที่จะปลุกให้ผู้คนได้ร่วมคิดต่อยอดการใช้งานอาคารให้เหมาะสมกับปัจจุบัน ในวันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ 

โรงเต้นรำ

ในอดีต ลุมพินีสถานเคยเป็นโรงลีลาศกลางพระนคร แต่แปลกที่ประวัติไม่มีการบันทึกไว้แน่ชัดว่าก่อสร้างเมื่อไหร่ “ส่วนตัวผมประเมินว่าอาคารหลังนี้เริ่มสร้างประมาณ พ.ศ. 2495 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2498” อาจารย์ชาตรีเริ่มต้นเล่าประวัติให้เราฟัง อาคารหลังนี้ปูพื้นด้วยไม้ปาร์เกต์ ซึ่งว่ากันว่าเป็นไม้ที่เหมาะกับการเต้นลีลาศมากที่สุด 

ในช่วงรุ่งเรืองของอาคารหลังนี้ ที่นี่มีลีลาศทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละครั้ง เป็นการพบปะสังสรรค์ของหนุ่มสาว ในยุคนั้นลีลาศเป็นการเต้นที่นิยมมากที่สุด ซึ่งวงดนตรีที่คู่เคียงมากับลีลาศอย่าง ‘สุนทราภรณ์’ ก็แจ้งเกิดทั้งนักลีลาศและนักร้องหลายคน

“ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดคือเวทีกลม มันหมุนได้” อาจารย์ชาตรีนำเสนอ

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

สิ่งนี้สร้างเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักดนตรี และเพื่อไม่ให้ดนตรีขาดช่วงตอนเปลี่ยนวงดนตรี เมื่อวงแรกกำลังจะเล่นจบ วงที่ 2 ก็เตรียมตัวอยู่บนเวทีอีกด้านและบรรเลงเพลงไปพร้อมกับวงแรก จากนั้นเวทีก็หมุนพาวงที่ 2 มาอยู่ด้านหน้าแทน สิ่งนี้ทำให้เสียงดนตรีไม่ขาดช่วง และนักเต้นลีลาศก็จะเต้นต่อได้โดยไม่ต้องหยุด ไม่มีประวัติแน่ชัดว่าสถาปนิกหรือวิศวกรคนไหนเป็นผู้ออกแบบเวทีกลมนี้ 

แล้วเวทีนี้ยังหมุนได้ไหม – เราถาม

“หมุนไม่ได้แล้ว แต่ผมเชื่อว่าถ้าบูรณะ เครื่องจักรข้างล่างนี้อาจกลับมาหมุนได้อีกครั้ง” หลังจากเล่าเรื่องเวทีจบ อาจารย์พาเราเดินลงไปที่ห้องใต้ดินที่มีเครื่องจักรอยู่ด้านล่าง เมื่อได้เห็นเครื่องจักร เรารู้สึกประหลาดใจมากว่าในสมัยนั้นทำได้ขนาดนี้ ถือว่าทันสมัยจริงอย่างที่อาจารย์เล่า

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

“พ.ศ. 2499 Benny Goodman ราชาเพลงสวิงเดินทางมาเล่นคอนเสิร์ตที่ประเทศไทย แต่เขาไม่ได้มาทัวร์คอนเสิร์ตเหมือน BLACKPINK สมัยนี้นะ มันมีนัยทางการเมือง”

เขาเข้ามาโดยการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น เพราะต้องการใช้ดนตรีเป็นสื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสื่อถึงความเป็น ‘โลกเสรี’ ด้วยดนตรีแจ๊สที่มีความลื่นไหล ไม่ต้องเล่นตามโน้ต และอิมโพรไวส์ได้ตามใจชอบ

ราวหลังทศวรรษ 2520 แม้จะยังเป็นที่เต้นลีลาศเรื่อยมา แต่ความนิยมก็ค่อย ๆ ลดน้อยลง จากนั้นบริเวณชั้นลอยของลุมพินีสถานก็ถูกเปลี่ยนเป็นนิทรรศการสัตว์สตัฟฟ์ และในช่วงหลังกลายเป็นห้องจัดงานเลี้ยง ฟังก์ชันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย จนมาถึงยุคที่มีกลุ่มชุมนุมทางการเมืองที่ใช้สวนลุมพินีเป็นพื้นที่หลัก รวมถึงเข้ามาใช้ลุมพินีสถานในการทำกิจกรรม จึงเกิดความเสียหายในหลาย ๆ จุด

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ท้ายที่สุดใน พ.ศ. 2556 เมื่อมีการตรวจสอบโครงสร้างข้างใต้ พบว่าบางส่วนได้เสื่อมสภาพ สุดท้าย กทม. จึงตัดสินใจระงับการใช้ตึกนี้ใน พ.ศ. 2557 และถูกทิ้งร้างจนถึงปัจจุบัน เป็นการปิดตำนานลุมพินีสถาน สถานที่เข้าสังคมของหนุ่มสาวยุคก่อนไปอย่างน่าเสียดาย

อาคารสงครามเย็น 

ก่อนมาที่นี่ เราได้รู้มาว่าอาคารนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบทันสมัยยุคสงครามเย็น จึงถามอาจารย์ชาตรีว่าในยุคนั้นอาคารเป็นประมาณนี้หมดเลยไหม 

“เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ Modern Architecture” เขาตอบ ในยุคสงครามเย็น วัฒนธรรมอเมริกันเข้ามามีอิทธิพลมากต่อวัฒนธรรมไทย ทั้งในแง่ดนตรี ภาพยนตร์ วัฒนธรรม การแต่งกาย และสถาปัตยกรรม ซึ่งการสร้างพื้นที่วัฒนธรรมบันเทิงก็เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่วัฒนธรรมอเมริกันเช่นกัน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ลุมพินีสถานเป็นอาคาร 2 ชั้น รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นที่ใช้สอยประมาณ 5,500 ตารางเมตร พื้นที่บริเวณชั้น 1 สร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นฟลอร์เต้นลีลาศและจัดกิจกรรมต่าง ๆ ส่วนบริเวณชั้น 2 มีลักษณะเป็นชั้นลอยรอบอาคาร กั้นห้องขนาดใหญ่ 6 ห้อง

“จะสังเกตว่าผมไม่ได้พูดถึงความสวยงามเลย เพราะอาคารนี้เน้นฟังก์ชันมากกว่า” ถึงไม่ได้เน้นความสวย แต่มี Ornament ที่สำคัญ คือเวทีหมุนและป้ายลุมพินีสถานที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษขนาบอยู่ทั้งสองข้าง เป็นฟอนต์ตามเอกลักษณ์ของยุคนั้น ซึ่งป้ายก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ควรเก็บรักษา

ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s

“จริง ๆ เป้าหมายไม่ได้กำหนดอยู่ที่นี่” อาจารย์ชาตรีเล่าให้ฟังว่า เขาเริ่มทำวิจัย ‘ศิลปะกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในทศวรรษ 2470 – 2520’ ตัวงานวิจัยจะเลือกผลงานศิลปะ โดยศิลปะในที่นี้อาจเป็น Art Objects สถาปัตยกรรม หรือดนตรีในยุคนี้ขึ้นมา 50 ชิ้น ไปจัดเป็นนิทรรศการว่าด้วยประวัติศาสตร์ สังคม วัตถุ และสิ่งของ แต่ความมุ่งมั่นของอาจารย์ที่ทำวิจัยเสนอว่า ในวัตถุที่เลือกมา 50 ชิ้น จะดึงมาสักอันที่เป็นงานสถาปัตยกรรมซึ่งอาจถูกทิ้งร้างหรือหลงลืมไปในสังคมไทย เพื่อนำมาจัดกิจกรรมสาธารณะที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและผู้คนในสังคม

สุดท้ายแล้ว เขาตัดสินใจเลือกลุมพินีสถาน เพราะคิดว่าที่นี่มีศักยภาพและมีความสำคัญต่อสังคม ซึ่งงานนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความสนใจแรกเริ่มที่มีต่อลีลาศ แต่เป็นเพราะตัวตึกที่นำพามาสู่ลีลาศ งานที่เกิดขึ้นจึงมีความพิเศษ เหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคที่วัฒนธรรมรุ่งเรืองผ่านตัวอาคารลุมพินีสถาน

“Jim Thompson Art Center ยินดีให้ผมนำชุดผ้าไหมของ Jim Thompson มาให้เราใช้งาน” จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) เป็นคนที่ทำให้ผ้าไหมไทยโด่งดังไปทั่วโลก และอาจารย์ก็ได้ประสานไปยังพี่เจี๊ยบ กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการ Jim Thompson Art Center ซึ่งได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างดี จนสุดท้ายจึงได้เสื้อผ้าในคอลเลกชันยุคแรกที่เป็นชุดผ้าไหมในดีไซน์ยุค 50 – 60 มา และตัดสินใจให้วงสุนทราภรณ์ได้สวมใส่ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 พร้อมกับทีมงานบางคนที่คัดเลือกมา

นอกจากนี้ ภายในงานจะมีการสร้างบรรยากาศด้วยการนำรถคลาสสิกในยุคนั้นมาจอดโชว์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย

งานวันแรก วันที่ 4 กุมภาพันธ์ จะพูดถึงคุณค่า ความทรงจำ สิ่งที่ไม่ควรลืมของพื้นที่ส่วนนี้ กับกิจกรรม ‘Walking Tour’ มีการเล่าถึงอดีตและอนาคตของลุมพินีสถานผ่านแสงและมัลติมีเดีย ในกิจกรรม ‘A Walk Through Time’ รวมถึงรื้อฟื้นความทรงจำไปกับราชาลีลาศเมืองไทย ‘บุญเลิศลีลาศ’ และ สุนทราภรณ์ บนเวทีที่สร้างขึ้นใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ หน้าอาคารลุมพินีสถาน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ส่วนวันที่ 5 กุมภาพันธ์ จะเป็นการส่งต่ออนาคตของพื้นที่ เปิดเวทีระดมความเห็นว่าประชาชนอยากให้อาคารหลังนี้เป็นอย่างไร มีการแสดงดนตรีโดย ป๊อด โมเดิร์นด็อก ร่วมกับวงดนตรีบิ๊กแบนด์จากคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และปิดท้ายด้วยการเต้น Stumbling Swingout ที่มาพร้อมครูสอนเต้น (สำหรับใครที่ไม่เคยเต้นมาก่อน) จาก Jelly Roll Dance Club

รื้อทิ้งหรือรื้อฟื้น 

“ส่วนตัวผมอยากให้รีโนเวตแบบ Adaptive Reuse” เขาอยากให้มีฟังก์ชันเหมาะกับคนรุ่นใหม่ และมีพื้นที่ให้ผู้สูงวัยได้แสดงออก ด้วยความที่ลุมพินีสถานมีประวัติน้อย ทำให้หลายคนเชื่อว่าฐานรากของอาคารเป็นไม้ทั้งหมด ดังนั้นจินตนาการถึงอนาคตของตึกนี้จึงมีข้อจำกัดมากเพราะความเชื่อดังกล่าว แต่อาจารย์ชาตรีบอกว่า ถ้าดูจากรูปแบบของอาคารและหลักฐานแวดล้อมทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ ประกอบ เขาเชื่อว่ามันไม่ได้เก่าขนาดนั้น และฐานรากไม่น่าจะเป็นไม้ แต่ถ้าไม่ได้ขุดสำรวจก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัด

“ถ้าเป็นอย่างที่ผมคิดจริง ทางเลือกในการปรับปรุงอาคารจะเปิดกว้างมากขึ้น” อาจารย์บอกว่าสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและควรเก็บ คือเวทีกลมและเครื่องจักรด้านล่าง เพราะเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และความทรงจำ สะท้อนถึงความทันสมัยในอดีต หลายคนอาจมีความเห็นว่าอายุแค่ 60 ปีเอง ไม่เห็นเก่าเลย แต่สำหรับอาจารย์ชาตรีผู้รักตึกเก่า อีกไม่นานลุมพินีสถานจะครบ 100 ปี พอถึงเวลานั้น สิ่งนี้จะมีคุณค่ามากขนาดไหน

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ช่วง 10 ปีที่อาคารถูกทิ้งร้าง ทำให้เกิดหลายความเห็นต่ออาคารหลังนี้ บางความเห็นอ้างรายงานการสำรวจความเสียหายที่ทำขึ้นใน พ.ศ. 2556 ว่าโครงสร้างเสื่อมโทรมแล้ว ควรรื้อทิ้งไปดีกว่า แล้วสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาแทน หลายคนที่เชื่อว่ารากฐานเป็นไม้ ก็มีความเห็นว่ารื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ให้คล้ายเดิม แต่หากคิดว่าสถานที่นี้คือประวัติศาสตร์ “ผมว่ามันแข็งแรงกว่าที่คิด ควรเก็บอะไรได้มากกว่านั้น”

อาจารย์คิดอย่างไรกับเหล่าอาคารยุคโมเดิร์นที่ผู้คนถกเถียงกันว่าทุบหรือไม่ – เราถาม

“ผมเป็นหนึ่งในคนที่รณรงค์เรื่องตึกโมเดิร์นมานาน เพราะมันเป็นตึกกลางเก่ากลางใหม่ที่ถึงเวลาแล้วสำหรับการต้องเริ่มคิดเก็บรักษาเอาไว้” อาจารย์ตอบเราด้วยความมั่นใจและให้เหตุผลอีกว่า ตึกโมเดิร์นยุคนี้เป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของโลกจากยุคโบราณสู่ยุคโมเดิร์น ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะตึกยุคโมเดิร์นเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความเปลี่ยนแปลง

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ที่ผ่านมา หลายคนที่วิ่งออกกำลังกายในสวนลุมอาจผ่านลุมพินีสถานไปโดยไม่ทันสังเกต ทั้งที่อาคารทิ้งร้างแห่งนี้มีประวัติ เหตุการณ์ รวมถึงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมมากมายให้ได้เรียนรู้ เช่นเดียวกับเราที่จินตนาการถึงความรุ่งเรืองของอาคารนี้ในอดีตตลอดเวลาที่เข้าไปเดินชมอาคาร 

วันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ งาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ จึงเป็นโอกาสดีที่ทุกคนจะได้ปลุกความทรงจำในอดีตขึ้นมาอีกครั้ง รวมทั้งคิดถึงอนาคตของอาคารแห่งนี้ร่วมกันด้วย

ภาพ : foto_momo

Writers

ธนพร ท้าวลา

ธนพร ท้าวลา

นิสิตปรัชญาปี 4 กำลังค้นหาตัวตนด้วยการเขียน หลงรักฤดูฝนในวันที่ไม่ต้องไปไหน ไม่ถูกกับอากาศหนาว งานอดิเรกเต้นยับ เป็นอาร์มี่หัวใจสีม่วง

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

วีระพล สิงห์น้อย

ช่างภาพสถาปัตยกรรม และเจ้าของเพจภาพถ่ายอาคารเปี่ยมเสน่ห์ชื่อ FOTO_MOMO

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load