วันก่อน หลังเลิกคลาสตอน 3 ทุ่ม ดิฉันนั่งคุยกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถึง 3 ทุ่มกว่า

เธอเป็นคนจังหวัดแพร่ที่เต็มไปด้วยความฝัน

หนูไม่อยากให้แพร่เป็นแค่ทางผ่าน อยากให้คนมาเที่ยวจังหวัดมากขึ้น

ดิฉันฟังเรื่องราวความฝันที่จะสร้างศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับพืชเศรษฐกิจ จะเปิดร้านกาแฟ มีมุมขายเสื้อม่อฮ่อมทำมือของเธอ น้ำเสียงเธอดูภูมิใจและรักท้องถิ่นมาก ๆ

เป็นความคิดที่ดี

แต่จุดอ่อนมีประเด็นเดียว …แล้วลูกค้าล่ะ จะสนใจเรื่องเหล่านี้ไหม

คืนนั้น ดิฉันนึกถึงร้านอาหารเล็กๆ ร้านหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยให้สังคมเข้าใจผู้ป่วยอัลไซเมอร์และโรคนี้ได้ดีขึ้น

 

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง

โอกุนิ ชิโร่ เคยทำงานเป็นโปรดิวเซอร์รายการของ NHK วันหนึ่งเขาไปถ่ายทำสารคดีที่ศูนย์ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์

ศูนย์นี้มีความพิเศษคือ ให้ผู้ป่วยช่วยตัวเอง ตั้งแต่การซักผ้า ทำอาหาร อาบน้ำ

ในช่วงพัก คุณลุงคุณป้าที่ศูนย์เสนอจะทำ ‘แฮมเบอร์เกอร์’ ให้เขาทาน แต่สุดท้าย อาหารที่ถูกยกออกมาวางตรงหน้าเขา กลับกลายเป็น ‘เกี๊ยวซ่า’

ขณะที่โอกุนิกำลังจะหลุดปากถามคุณลุงว่า “อันนี้ทำผิดใช่ไหมครับ” เขาก็นึกอายว่า ตนเองพยายามถ่ายทอดเรื่องราวของผู้ป่วยอัลไซเมอร์อยู่แท้ๆ แต่กลับนำความคิดเดิมๆ ของคนในโลกปกติไปใส่พวกเขา แค่คุณลุงคุณป้าทำอาหารผิดเมนู ก็ไม่มีใครเดือดร้อนขนาดนั้นนี่นา

ในจังหวะนั้น เขาจึงได้ไอเดียว่าหากเปิดร้านอาหารที่สั่งอาหารอย่างหนึ่ง ได้อาหารอีกอย่างหนึ่ง คงจะดีไม่น้อย

เขาเก็บความฝันเล็กๆ นี้ไว้กับตัวถึง 5 ปี จนวันหนึ่งเขาป่วยเป็นโรคหัวใจและหมอสั่งให้หยุดงานถ่ายทำโทรทัศน์ การเปลี่ยนแปลงในชีวิตครั้งใหญ่ครั้งนั้นทำให้โอกุนิค่อยๆ เปิดกล่องความฝันของตนเองอีกครั้ง

ชายหนุ่มคนนี้ตั้งใจสร้างร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่จะทำให้คนเข้าใจโรคอัลไซเมอร์ดีขึ้น และสร้างสังคมที่ทำให้คนอยู่ร่วมกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้

เมื่อเปิดร้านอาหารในรูปแบบทดลองเพียง 3 วัน มีพนักงานเพียง 6 คน มีแขกที่มาใช้บริการเพียง 80 กว่าคน แต่สื่อต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ นิตยสาร จาก 20 ประเทศทั่วโลก เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อเมริกา สิงคโปร์ รวมถึงนิตยสารระดับโลกอย่าง Forbes ก็กล่าวถึงร้านอาหารเล็กๆ ร้านนี้

เมื่อโอกุนิทำ Crowdfunding รวบรวมเงินผู้บริจาค เขาสามารถหาเงินได้ถึง 4 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 24 วันได้

อะไรคือความสำเร็จของการสร้างธุรกิจเพื่อช่วยเหลือสังคมเช่นนี้

 

ไม่ให้ลูกค้ามาเพราะความสงสาร

ผมไม่ได้สร้างร้านนี้ขึ้นมาเพราะอยากช่วยเหลือสังคม

นั่นคือประโยคที่โอกุนิพูดเสมอๆ

เขาทำร้านนี้ขึ้นมาด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ความรู้สึกสนุก และเขาก็อยากให้ลูกค้าที่มาร้านนี้ รู้สึกสนุกด้วยเช่นเดียวกัน

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง ร้านที่เสิร์ฟโดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์

จานประทับตราโลโก้ร้าน เมื่อทานหมดแล้วเห็นลวดลาย ไม่ว่าใครก็เผลออมยิ้มออกมา
เครดิต : www.blog.akihiroyasui.com

หากเขาพร่ำร้องว่า “ทุกคนมาช่วยผู้ป่วยอัลไซเมอร์กันเถอะ” ลูกค้าอาจมาด้วยความรู้สึกสงสาร แต่เมื่อจ่ายเงินบริจาคให้แล้ว พวกเขาอาจไม่ได้เข้าใจผู้ป่วยดีขึ้น หรือประทับใจอะไรกับร้านอาหารร้านนี้เลย

โอกุนิจึงทำร้านของเขาให้อยู่ในระดับมาตรฐานทั่วไป อาหารต้องอร่อย โดยนำเสนอ 3 เมนู

เมนู ‘พิซซ่าตามใจฉัน’ มาจากความช่วยเหลือของร้าน Maison Eric Kayser ร้านขนมปังชื่อดังของฝรั่งเศส

เมนู ‘สตูว์แฮมเบอร์เกอร์’ มาจากร้าน Yoshinoya ร้านข้าวหน้าเนื้อชื่อดังของญี่ปุ่น

และเมนู ‘เกี๊ยวน้ำกุ้งทำมือ’ ก็ได้รับความช่วยเหลือจากร้าน Shinkyotei ร้านอาหารจีนสุดหรูในโตเกียว

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง ร้านที่เสิร์ฟโดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์

ขนมโดรายากิ จากร้านวุ้นถั่วแดงโทรายะที่โด่งดัง
เครดิต : hojosha.co.jp

แม้พนักงานจะเสิร์ฟอาหารผิด แต่ลูกค้าก็ยังคงพอใจ เนื่องจากเมนูอื่นที่ยกมา ก็อร่อยเช่นกัน

อาหารทุกจานบอกส่วนผสม เพื่อให้ลูกค้าที่แพ้อาหารบางอย่างสามารถเลือกทานได้อย่างสบายใจ

บรรยากาศร้านก็ตกแต่งให้ดูเก๋ ขณะเดียวกันก็ผ่อนคลาย นั่งสบาย เป็นกันเอง

ใครจะมากับเพื่อนก็ได้ มาเดตก็ได้ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากให้คนมาที่ร้านครับ

ไม่ใช่มาเพราะความสงสาร แต่มาเพราะอยากใช้บริการด้วยความรู้สึกตื่นเต้น รอคอยจริงๆ

 

ดึงเสน่ห์ออกมา

ผู้ป่วยอัลไซเมอร์มีปัญหาเรื่องความทรงจำ มีอาการขี้หลงขี้ลืม

สังคมอาจมองพวกเขาด้วยสายตาของความเป็นห่วง บางคนอาจรู้สึกว่าเป็นภาระ

นั่นเป็นเพราะในสังคมทั่วไปนั้นความผิดพลาดเป็นเรื่องไม่ดี การหลงลืมรายละเอียดอะไรบางอย่างเป็นความผิดมหันต์

แน่นอนว่าในร้านอาหารทั่วไป หากพนักงานจดออร์เดอร์ผิด หรือยกอาหารมาไม่ถูกต้องกับที่ลูกค้าสั่ง ลูกค้าย่อมไม่พึงพอใจแน่นอน

โอกุนิไม่ปิดบังความเป็นผู้ป่วยอัลไซเมอร์ แต่กลับทำให้พวกเขาเฉิดฉายเสน่ห์ในแบบของตนเองได้ ความขี้หลงขี้ลืมกลายเป็นเรื่องน่ารักๆ ได้ ในร้านอาหารที่ประกาศบอกคนไว้แล้วล่วงหน้าว่า “คุณอาจไม่ได้รับอาหารตามที่สั่ง

คุณยายบางคนก็เดินมาหาลูกค้าที่โต๊ะแบบงงๆ และถามลูกค้ากลับว่า “นี่ฉันมาทำอะไรตรงนี้นะ” ลูกค้าก็ต้องบอกว่า คุณยายมาจดออร์เดอร์อาหาร พร้อมช่วยชี้ทางให้คุณยายเดินกลับไปที่ห้องครัว

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง ร้านที่เสิร์ฟโดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์

เครดิต : www.blog.akihiroyasui.com

บทสนทนาเหล่านี้และความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่กลายเป็นเสียงหัวเราะดังทั่วร้านนี้ กลับกลายเป็นเสน่ห์ที่ไม่มีร้านอาหารร้านอื่นทำได้ (หรือทำผิดเช่นนี้ได้)

โอกุนิไม่ได้พยายามแก้ไขหรือเอากฎเกณฑ์สังคมเข้าไปครอบคุณตาคุณยาย แต่กลับดึงจุดเด่นที่พวกเขามี มาเป็นคอนเซปต์สุดเก๋ของร้าน

เมื่อคุณตาคุณยายได้ใช้ชีวิตแบบที่พวกเขาเป็น เสน่ห์ตามธรรมชาติก็ค่อยๆ เผยออกมา และยิ่งทำให้ลูกค้าประทับใจ

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง ร้านที่เสิร์ฟโดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์

เสียงหัวเราะทั้งในหมู่พนักงานเอง และกับลูกค้า
เครดิต : hojosha.co.jp

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง ร้านที่เสิร์ฟโดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์

บรรยากาศอบอุ่นที่อาจหาไม่ได้ในร้านอาหารทั่วไปแบบนี้
เครดิต : hojosha.co.jp

 

สร้างความสุขให้ทุกคน

ในโลกธุรกิจทั่วไปบริษัทคำนึงถึงความสุข ความพึงพอใจ ของลูกค้าจากสินค้าและบริการก็เพียงพอ แต่เมื่อธุรกิจหนึ่งๆ ต้องการเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาสังคม นอกจากลูกค้าแล้ว ยังมีคนที่บริษัทต้องคำนึงถึง นั่นคือคนในสังคมหรือคนที่พวกเขาเข้าไปช่วยเหลือนั่นเอง

กรณีร้านอาหาร ‘ไม่ได้ตามสั่ง’ นั้น มีคน 3 กลุ่มที่โอกุนิต้องนึกถึง

หนึ่ง ลูกค้าที่มาใช้บริการ

สอง ร้านอาหาร

และสาม ผู้ป่วยอัลไซเมอร์

เขาสร้างความสุขให้กับทุกคน

สำหรับลูกค้า เขามอบอาหารที่อร่อยเลิศรส บรรยากาศร้านอบอุ่น และบริการที่เป็นธรรมชาติ ชวนอมยิ้ม

สำหรับร้านอาหาร ด้วยคอนเซปต์ที่แตกต่างจากร้านอื่น ร้านอาหารก็มีผู้ให้ความสนใจและลูกค้าที่คอยติดตาม ไม่มีปัญหาเรื่องการโปรโมตร้านอีกต่อไป

ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ป่วยอัลไซเมอร์

โอกุนิคำนึงถึงความรู้สึกของผู้ป่วยเหล่านี้ถึงที่สุด สำหรับพวกเขาแล้ว การหลงลืม คือความเจ็บปวด คนที่เคยชอบเล่นเปียโน ลืมวิธีอ่านโน้ต คนที่มีครอบครัวอบอุ่นกลับลืมความทรงจำที่เคยมีด้วยกันกับลูกๆ ไปเกือบหมดสิ้น

ร้านอาหารแห่งนี้จึงไม่พยายามทำให้ออร์เดอร์ผิด หรือพึงพอใจเวลาพนักงานเสิร์ฟผิด

โอกุนิไม่อยากให้คนหัวเราะเยาะผู้ป่วยอัลไซเมอร์ หรือเห็นอาการหลงๆ ลืมๆ นั้นเป็นเรื่องน่าขำ ทุกคนมีสิทธิ์ในการอยู่ในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครดีหรือเหนือกว่าใคร

สิ่งที่ท้าทายที่สุดในโปรเจกต์นี้คือ การพยายามไม่ตั้งใจให้เกิดความผิดพลาด สิ่งที่ร้านนี้ต้องการสร้างอย่างแท้จริงคือ ‘การสื่อสารกับคนที่เป็นอัลไซเมอร์’

เพราะฉะนั้น ทางร้านจึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อลดความผิดพลาดในการสั่งอาหาร ในครั้งแรกนั้นพนักงานจดออร์เดอร์อาหารผิดถึงร้อยละ 60 แต่โอกุนิก็พยายามปรับระบบ เช่น ให้ลูกค้ากรอกเมนูเอง จนลดระดับความผิดพลาดเหลือเพียง 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

โอกุนิระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งในการสร้างบรรยากาศที่คนสนุกกับการพูดคุยกันและกัน สื่อสารกัน หากทำผิดก็ให้อภัยกัน

นั่นคือสิ่งที่แตกต่างจากการคิดแบบธุรกิจทั่วไป หากคิดแบบปกติแล้ว ถ้าคอนเซปต์ร้านคือ ร้านอาหารที่ไม่ได้ตามสั่ง ทางร้านควรทำออร์เดอร์ให้ผิดเยอะๆ จะดีกว่า สนุกกว่า เป็นประเด็นมากกว่า คนพูดถึงเยอะกว่า แต่เพราะโอกุนิไม่ได้ต้องการสร้างกำไรเป็นหลัก แต่มุ่งให้คนได้สื่อสารกับคนอัลไซเมอร์ และเข้าใจพวกเขาอย่างแท้จริง เขาจึงไม่ได้ทำแบบนักธุรกิจทั่วไปเช่นนั้น

แต่สิ่งที่โอกุนิยึดมั่นและพยายามปกป้องคนอัลไซเมอร์นั้นก็กลับยิ่งทำให้คนประทับใจ และอยากเข้าใจคนอัลไซเมอร์จริงๆ

 

สรุป

กลับไปที่สาวน้อยจังหวัดแพร่ผู้อยากเสริมสร้างการท่องเที่ยวของจังหวัดตัวเอง ดิฉันก็คงต้องถามเธอว่า

หนึ่ง เธออยากถ่ายทอดจังหวัดแพร่ในแง่มุมไหน หรือปัญหาใดที่เธอต้องการจะช่วยแก้

สอง อะไรคือเสน่ห์ที่มีเฉพาะเมืองแพร่ เอกลักษณ์ของเมืองหรือชุมชน ที่สำคัญ อะไรที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกสนุก รู้สึกสนใจ หรือรู้สึกตื่นเต้น

สาม ไอเดียต่างๆ สามารถทำให้ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งนักท่องเที่ยว พนักงาน ชาวบ้าน มีความสุขได้หรือไม่ ทำให้พวกเขามีความสุข ภูมิใจ ที่ได้ทำงานนั้นๆ หรือเปล่า

หากตอบสามข้อนี้ได้ หนึ่ง ไม่ขายความสงสาร แต่ทำให้ลูกค้ารู้สึกอยากมาจริงๆ สอง ชูเสน่ห์ที่ลูกค้าสนใจ สาม ผู้เกี่ยวข้องมีความสุข

ดิฉันก็เชื่อว่า ไอเดียธุรกิจนั้นๆ จะเป็นธุรกิจที่ทรงพลัง และสามารถช่วยเหลือสังคมได้อย่างแท้จริงค่ะ

 

ป.ล. ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่งนี้ ไม่ได้เปิดประจำ แต่จัดเป็นอีเวนต์โดยส่วนใหญ่ ท่านสามารถติดตามข่าวสารได้ทางเพจ Facebook : ORDER.MISTAKES เลยค่ะ

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

ในญี่ปุ่น มีบริษัทที่อายุยืนเกิน 100 ปีกว่า 20,000 บริษัท ที่น่าตกใจคือ กว่าร้อยละ 98 เป็นธุรกิจครอบครัว อาจจะเป็นร้านมิโสะเก่าแก่ ร้านชาขึ้นชื่อ หรือร้านขนมญี่ปุ่นที่คนนิยมซื้อไปฝากเป็นของฝากติดไม้ติดมือกัน 

ครั้งนี้ ดิฉันมีธุรกิจครอบครัวญี่ปุ่นรายหนึ่งที่อายุยืน 100 ปีพอดี และมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในตลาดซอสโอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น) รวมถึงมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายในไทยด้วย นั่นคือ บริษัท โอตาฟุกุโฮลดิ้งส์ 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200
โอโคโนมิยากิ

กลุ่มผู้บริหารบริษัทนี้มองการณ์ไกลไปอีก 100 ปีข้างหน้า จะทำอย่างไรให้บริษัทอยู่ไปได้ถึง 200 ปี จากนั้นก็ตัดสินใจเริ่มทำธรรมนูญครอบครัว  

เชิญติดตามอ่านการบริหารครอบครัวและการบริหารธุรกิจฉบับบริษัทซอส 100 ปีได้ ณ บัดนี้

บริษัทที่ไม่โฆษณาเลย

โอตาฟุกุก่อตั้งขึ้นในปี 1922 โดยเริ่มจากการจำหน่ายซีอิ๊วและเหล้าสาเกในเมืองฮิโรชิม่า ทางร้านมีซีอิ๊วสูตรต่าง ๆ ที่นำเสนอแตกต่างตามความชอบของลูกค้า จากนั้นก็เริ่มผันตัวมาเป็นผู้ผลิตน้ำส้มสายชู

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มมีกระแสการรับประทานอาหารตะวันตก กอปรกับเมืองฮิโรชิม่าขึ้นชื่อด้านอาหารโอโคโนมิยากิ ตอนนั้นซอสที่ทายังเป็นซอสเหลวใส ทางบริษัทจึงพยายามคิดสูตรซอสที่เข้ากับแป้ง กะหล่ำ หมูในโอโคโนมิยากิยิ่งขึ้นไปอีก และกลายเป็นเจ้าแรกที่ผลิตซอสข้น รสกลมกล่อม เป็นเจ้าแรกในญี่ปุ่น

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

โอตาฟุกุ ไม่ใช้สื่อโฆษณาหลักเลย แต่เน้นไปที่การสร้างแฟนคลับและการบอกปากต่อปาก โดยการออกบูทตามซูเปอร์มาร์เก็ต หรือนำเสนอร้านโอโคโนมิยากิต่าง ๆ ให้ลองใช้ ทางบริษัทให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงมากกว่า เมื่อสินค้าดี รสชาติโดนใจ ลูกค้าก็จะชี้ชวนกันให้ซื้อซอสโอตาฟุกุเอง 

แม้ธุรกิจจะดำเนินมา 100 ปี ปัจจุบัน โอตาฟุกุก็ยังพัฒนาสินค้าใหม่เสมอ โดยมีสินค้ากว่า 2,336 อย่างแล้ว (สินค้าใหม่ออกเฉลี่ยปีละประมาณ 100 กว่าชนิด) เช่น แป้งสำหรับทำชิจิมิ (พิซซ่าเกาหลี) ซอสโอโคโนมิยากิสำหรับเด็กหย่านม (ส่วนผสมปลอดภัยและรสชาติไม่จัดเกินไป) 

การบริหารแบบญี่ปุ่น

ผู้บริหารบริษัทโอตาฟุกุกล่าวอย่างชัดเจนว่า บริษัทตนดำเนินการบริหารแบบญี่ปุ่น 

“บริษัทเราเป็นผู้ผลิต สิ่งสำคัญของบริษัทผู้ผลิตอย่างเรา คือคนครับ สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้พนักงานทำงานกับเรานาน ๆ และทำให้พวกเขายิ่งเก่งขึ้น” ชิเกขิ ซาซากิ ท่านประธานรุ่นที่ 6 กล่าว 

การที่พนักงานทำงานกับบริษัทนาน ๆ ข้อดีคือไม่ต้องสื่อสารกันมาก ทำงานรู้ใจกัน ไม่ต้องเสียเวลาอบรมพนักงานใหม่ แต่ข้อเสียที่มักเกิดขึ้นกับองค์กรทั่วไป คือพนักงานอาจขาดความกระตือรือร้น ทำงานไปเรื่อย ๆ 

ทางผู้บริหารไม่เห็นด้วยกับแนวทางการพยายามสร้างผลงานหรือสร้างการแข่งขันให้เกิดขึ้นในองค์กร สิ่งที่โอตาฟุกุพยายามสร้าง คือทำให้พนักงานเห็นคุณค่าของตนเอง เห็นคุณค่าของงาน และมีใจเอื้อเฟื้อแก่ผู้อื่น 

โอตาฟุกุ จึงมักพาพนักงานไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่แตกต่างไปจากชีวิตการทำงานเดิม ๆ เช่น ไปอบรมนอกสถานที่ ไปเที่ยวสถานที่ทางประวัติศาสตร์ แล้วร่วมแลกเปลี่ยนความคิดและความประทับใจกัน 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

นอกจากนี้ โอตาฟุกุ ยังมีกิจกรรมสำคัญกิจกรรมหนึ่ง คือกิจกรรมแบ่งปัน Mission เป็นการให้พนักงานต่างแผนก ต่างโปรเจกต์ มานั่งพูดคุยกันถึงปรัชญาและพันธกิจของบริษัท เพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงความสำคัญของบริษัท รวมถึงคุณค่าของงานที่ตนทำ

กิจกรรมนี้จะจัดขึ้นที่อาคารพิเศษชื่อ ‘เซรินคัง’​ ซึ่งห่างจากออฟฟิศ บริเวณห้องโถงตรงกลางมีโต๊ะเรียงยาว ตรงกลางเป็นพื้นที่เตาเล็ก ๆ เสียบปลาหรือเนื้อย่างได้ ให้บรรยากาศล้อมวงทานข้าวกัน 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200
Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

บรรยากาศเช่นนี้ทำให้พนักงานเปิดใจกันคุยเรื่อง Mission องค์กร และจดจำได้ง่ายขึ้น 

นอกจากนี้ บริษัทยังสนับสนุนให้พนักงานสอบ ‘วุฒิโอโคโนมิยากิ’ โดยพนักงานจะได้เรียนเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานในการทำโอโคโนมิยากิ ประเภทของโอโคโนมิยากิ ตลอดจนวิธีการบริหารร้าน ที่สำคัญ มีการตั้งแผนกที่รับผิดชอบเรื่องการกระตุ้นให้พนักงานสอบวุฒิโดยเฉพาะ ชื่อแผนก ‘โอโคโนมิยากิ’ 

วุฒินี้มี 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับ Instructor, Coordinator จนถึง Meister (อย่างเช่น ระดับกลาง ระดับ Coordinator จะต้องทำโอโคโนมิยากิ 3 จานพร้อมกันได้) 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

ปัจจุบัน พนักงานบริษัทโอตาฟุกุกว่าร้อยละ 70 มีวุฒิการทำโอโคโนมิยากินี้ 

ธรรมนูญครอบครัว

กิจการโอตาฟุกุ ดำเนินมาอย่างราบรื่นตลอด จน ชิเกขิ ซาซากิ ท่านประธานรุ่นที่ 6 ได้เข้าฟังสัมมนาการบริหารธุรกิจครอบครัว 

ข้อดีของธุรกิจครอบครัว คือการตัดสินใจที่ฉับไวและปรับตนเองให้เข้ากับยุคสมัยได้อย่างรวดเร็ว แต่ข้อเสียคือหากวางโครงสร้างองค์กรไม่ดี พนักงานในบริษัทอาจขาดแรงจูงใจในการทำงานได้ เพราะคิดว่าไม่ว่าตนจะมีความสามารถอย่างไร ก็คงสู้ทายาทในตระกูลในการดำรงตำแหน่งประธานบริษัทหรือผู้บริหารระดับสูงไม่ได้

ชิเกขิเริ่มสนใจแนวคิดการสร้างธรรมนูญครอบครัว และเชิญผู้เชี่ยวชาญมาที่บริษัทเดือนละครั้ง ครั้งละครึ่งวัน แต่ละครั้ง สมาชิกครอบครัวซาซากิที่บริหารจะร่วมกันหารือและตกลงประเด็นต่าง ๆ แน่นอนว่าเกิดการถกเถียงในรายละเอียดปลีกย่อยตลอดทุกครั้ง 

“ตอนแรกทุกคนในบ้านถามผมว่า ทำไมต้องทำล่ะ ทำไมต้องสร้างกฎในตระกูล พวกเรารักกันดี กิจการก็ไปได้ดี แต่ผมก็พยายามอธิบายและชี้ให้เห็นว่า ควรกันก่อนแก้ ควรวางรากฐานก่อนจะเกิดปัญหา เช่น ตอนเปลี่ยนผู้บริหารหรือการสืบทอดกิจการ” 

ตระกูลซาซากิเริ่มคุยเรื่องธรรมนูญครอบครัวเมื่อปี 2013 และทำเสร็จในปี 2015 ใช้เวลา 2 ปีเต็มในการหารือรายละเอียดต่าง ๆ 

ตัวอย่างธรรมนูญครอบครัว มีตั้งแต่เรื่องกิจกรรมในตระกูลที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ของสมาชิก เช่น จัดงานเลี้ยงทานข้าวหรือสัมมนาเพื่อการเรียนรู้ปีละ 4 ครั้ง ช่วงเทศกาลโอบ้ง การไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตา 3 วัน 2 คืน จัดการแข่งขันตีกอล์ฟ 

นอกจากนี้ ยังระบุวิธีแบ่งหุ้น ค่าตอบแทน ตลอดจนวิธีเลือกผู้สืบทอดกิจการด้วย 

ตระกูลซาซากิมีทั้งหมด 8 ครอบครัว มีการกำหนดกฎขึ้นมาว่า ทุกครอบครัวส่งตัวแทนมาบริหารบริษัทได้เพียงครอบครัวละ 1 คนเท่านั้น และยังมีกฎโหดว่า หากใครถือหุ้น ต้องเป็นพนักงานบริษัทด้วย ไม่มีการให้ถือหุ้นและรับเงินปันผลเฉย ๆ ผู้ถือหุ้นจากตระกูลต้องเข้ามาทำงานในบริษัท เป็นการป้องกันบางครอบครัวที่อยากขายหุ้นส่วนของตนเองออกไป 

ในธรรมนูญครอบครัวยังกำหนดจำนวนกรรมการบริหารว่า ห้ามมีคนจากตระกูลซาซากิเกินครึ่ง เพื่อให้เกิดความหลากหลายและมีการบริหารอย่างเหมาะสม กฎอีกข้อคือ คนในครอบครัวทำงานได้ถึงอายุ 65 ปี จากนั้นถึงค่อยเป็นที่ปรึกษา 

ส่วนเงินเดือนแยกเป็น 2 ส่วน คือ เงินเดือนพื้นฐานที่ทุกคนไม่ว่าตำแหน่งใดก็ได้เท่ากัน กับเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งสัดส่วนเป็นไปตามตำแหน่งและเนื้องาน 

หากมีสิ่งใดที่ต้องตกลงกันในตระกูล ห้ามใช้เสียงข้างมากตัดสิน ต้องหารือกันจนทุกคนเห็นด้วยทั้งหมด 

ท่านประธานชิเกขิยังมองการณ์ไกล จัดตั้งนิติบุคคลเพื่อเข้ามาดูแลตระกูล หน้าที่คืออบรมและเผยแพร่ปรัชญาบริษัท ตลอดจนประวัติศาสตร์ให้แก่คนในตระกูล อบรมทายาทผู้สืบทอด รวมถึงการบริหารทรัพย์สินของตระกูล 

“ธุรกิจครอบครัวมักมีความสัมพันธ์ที่ดีกับท้องถิ่น บางทีพนักงานอาจจะไม่เข้าใจว่า ทำไมเราต้องบริจาคเงินเพื่อช่วยวัดหรือศาลเจ้ามากขนาดนั้น ซึ่งตรงนี้ นิติบุคคลของตระกูลจะเข้ามาช่วยรับบทบาทในการสานความสัมพันธ์กับท้องถิ่นแทน” 

เห็นได้ว่าธรรมนูญครอบครัวฉบับนี้ช่วยรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว ขณะเดียวกันก็พยายามลดข้อขัดแย้งหรือข้อกังขาจากฝั่งพนักงานบริษัท อีกทั้งป้องกันมิให้คนในตระกูลบริหารตามอำเภอใจเพียงอย่างเดียว 

การสืบทอดประธาน

สำหรับบริษัทโอตาฟุกุ สิ่งสำคัญอีกประการ คือการกำหนดผู้สืบทอดกิจการ 

ทางตระกูลมีเกณฑ์พิจารณาดังต่อไปนี้ 

หนึ่ง บุคคลนั้น ๆ ได้ริเริ่มทำอะไรบ้าง 

สอง บุคคลนั้น ๆ ได้เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

สาม บุคคลนั้น ๆ ได้ทำให้ใครเติบโตหรือสอนงานใครอย่างไรบ้าง 

แม้ว่าประธานคนปัจจุบัน (รุ่นที่ 8) ยังเป็นคนในตระกูลอยู่ แต่ในอนาคต ทางกรรมการก็จะพิจารณาคนนอกตระกูลให้ขึ้นเป็นประธานบริหารด้วย โดยยึดถือตามเกณฑ์ 3 ข้อข้างต้น

หากมองเผิน ๆ สิ่งที่ประธานบริษัทโอตาฟุกุทำ อาจเป็นการลดผลตอบแทนหรืออำนาจของคนในตระกูล ไม่ว่าจะเป็นการจำกัด 1 ครอบครัว 1 ตัวแทนบริหาร หรือการบังคับให้ผู้ถือหุ้นต้องเป็นพนักงานบริษัทด้วย 

“ผมขึ้นมาเป็นประธานตอนอายุ 46 ปี และผมคิดไว้ตั้งแต่ตอนนั้นว่า จะดำรงตำแหน่งนี้เพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น เหตุผลประการแรก คือ พ่อผมเสียตอนอายุ 55 ปี ผมคิดว่าผมอาจจะมีโอกาสจากโลกนี้ไปในวัยเดียวกันก็ได้ นั่นคืออีก 10 ปีข้างหน้า เหตุผลข้อสอง คือ ประธานบริษัทเป็นตำแหน่งที่ไม่มีการย้ายไปทำงานแผนกอื่นหรือเมืองอื่น อยู่สภาพเดิมตลอด ผมเกรงว่าผมจะไม่มีแรงบันดาลใจในการริเริ่มทำอะไรใหม่ ๆ ครับ” 

หากเหลือเวลาแค่ 10 ปี ในฐานะผู้นำองค์กร ตนเองจะทำอะไรบ้าง…

คำถามนี้ทำให้ ชิเกขิ ซาซากิ ตัดสินใจเริ่มทำธรรมนูญครอบครัว มุ่งมั่นปลูกฝังแนวคิดและปรัชญาดี ๆ ให้กับคนในครอบครัวและพนักงานบริษัท ตลอดจนทุ่มเทวางรากฐานโครงสร้างองค์กรให้เป็นระบบ ซึ่งนั่นทำให้เขาพาธุรกิจครอบครัวไปสู่ความมั่นคงยิ่งขึ้น เป็นมืออาชีพมากขึ้น และพร้อมจะก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัท 200 ปี

ภาพ : www.otafuku.co.jp

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load