25 มิถุนายน 2561
9.90 K

วันก่อน หลังเลิกคลาสตอน 3 ทุ่ม ดิฉันนั่งคุยกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถึง 3 ทุ่มกว่า

เธอเป็นคนจังหวัดแพร่ที่เต็มไปด้วยความฝัน

หนูไม่อยากให้แพร่เป็นแค่ทางผ่าน อยากให้คนมาเที่ยวจังหวัดมากขึ้น

ดิฉันฟังเรื่องราวความฝันที่จะสร้างศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับพืชเศรษฐกิจ จะเปิดร้านกาแฟ มีมุมขายเสื้อม่อฮ่อมทำมือของเธอ น้ำเสียงเธอดูภูมิใจและรักท้องถิ่นมาก ๆ

เป็นความคิดที่ดี

แต่จุดอ่อนมีประเด็นเดียว …แล้วลูกค้าล่ะ จะสนใจเรื่องเหล่านี้ไหม

คืนนั้น ดิฉันนึกถึงร้านอาหารเล็กๆ ร้านหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยให้สังคมเข้าใจผู้ป่วยอัลไซเมอร์และโรคนี้ได้ดีขึ้น

 

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง

โอกุนิ ชิโร่ เคยทำงานเป็นโปรดิวเซอร์รายการของ NHK วันหนึ่งเขาไปถ่ายทำสารคดีที่ศูนย์ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์

ศูนย์นี้มีความพิเศษคือ ให้ผู้ป่วยช่วยตัวเอง ตั้งแต่การซักผ้า ทำอาหาร อาบน้ำ

ในช่วงพัก คุณลุงคุณป้าที่ศูนย์เสนอจะทำ ‘แฮมเบอร์เกอร์’ ให้เขาทาน แต่สุดท้าย อาหารที่ถูกยกออกมาวางตรงหน้าเขา กลับกลายเป็น ‘เกี๊ยวซ่า’

ขณะที่โอกุนิกำลังจะหลุดปากถามคุณลุงว่า “อันนี้ทำผิดใช่ไหมครับ” เขาก็นึกอายว่า ตนเองพยายามถ่ายทอดเรื่องราวของผู้ป่วยอัลไซเมอร์อยู่แท้ๆ แต่กลับนำความคิดเดิมๆ ของคนในโลกปกติไปใส่พวกเขา แค่คุณลุงคุณป้าทำอาหารผิดเมนู ก็ไม่มีใครเดือดร้อนขนาดนั้นนี่นา

ในจังหวะนั้น เขาจึงได้ไอเดียว่าหากเปิดร้านอาหารที่สั่งอาหารอย่างหนึ่ง ได้อาหารอีกอย่างหนึ่ง คงจะดีไม่น้อย

เขาเก็บความฝันเล็กๆ นี้ไว้กับตัวถึง 5 ปี จนวันหนึ่งเขาป่วยเป็นโรคหัวใจและหมอสั่งให้หยุดงานถ่ายทำโทรทัศน์ การเปลี่ยนแปลงในชีวิตครั้งใหญ่ครั้งนั้นทำให้โอกุนิค่อยๆ เปิดกล่องความฝันของตนเองอีกครั้ง

ชายหนุ่มคนนี้ตั้งใจสร้างร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่จะทำให้คนเข้าใจโรคอัลไซเมอร์ดีขึ้น และสร้างสังคมที่ทำให้คนอยู่ร่วมกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้

เมื่อเปิดร้านอาหารในรูปแบบทดลองเพียง 3 วัน มีพนักงานเพียง 6 คน มีแขกที่มาใช้บริการเพียง 80 กว่าคน แต่สื่อต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ นิตยสาร จาก 20 ประเทศทั่วโลก เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อเมริกา สิงคโปร์ รวมถึงนิตยสารระดับโลกอย่าง Forbes ก็กล่าวถึงร้านอาหารเล็กๆ ร้านนี้

เมื่อโอกุนิทำ Crowdfunding รวบรวมเงินผู้บริจาค เขาสามารถหาเงินได้ถึง 4 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 24 วันได้

อะไรคือความสำเร็จของการสร้างธุรกิจเพื่อช่วยเหลือสังคมเช่นนี้

 

ไม่ให้ลูกค้ามาเพราะความสงสาร

ผมไม่ได้สร้างร้านนี้ขึ้นมาเพราะอยากช่วยเหลือสังคม

นั่นคือประโยคที่โอกุนิพูดเสมอๆ

เขาทำร้านนี้ขึ้นมาด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ความรู้สึกสนุก และเขาก็อยากให้ลูกค้าที่มาร้านนี้ รู้สึกสนุกด้วยเช่นเดียวกัน

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง ร้านที่เสิร์ฟโดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์

จานประทับตราโลโก้ร้าน เมื่อทานหมดแล้วเห็นลวดลาย ไม่ว่าใครก็เผลออมยิ้มออกมา
เครดิต : www.blog.akihiroyasui.com

หากเขาพร่ำร้องว่า “ทุกคนมาช่วยผู้ป่วยอัลไซเมอร์กันเถอะ” ลูกค้าอาจมาด้วยความรู้สึกสงสาร แต่เมื่อจ่ายเงินบริจาคให้แล้ว พวกเขาอาจไม่ได้เข้าใจผู้ป่วยดีขึ้น หรือประทับใจอะไรกับร้านอาหารร้านนี้เลย

โอกุนิจึงทำร้านของเขาให้อยู่ในระดับมาตรฐานทั่วไป อาหารต้องอร่อย โดยนำเสนอ 3 เมนู

เมนู ‘พิซซ่าตามใจฉัน’ มาจากความช่วยเหลือของร้าน Maison Eric Kayser ร้านขนมปังชื่อดังของฝรั่งเศส

เมนู ‘สตูว์แฮมเบอร์เกอร์’ มาจากร้าน Yoshinoya ร้านข้าวหน้าเนื้อชื่อดังของญี่ปุ่น

และเมนู ‘เกี๊ยวน้ำกุ้งทำมือ’ ก็ได้รับความช่วยเหลือจากร้าน Shinkyotei ร้านอาหารจีนสุดหรูในโตเกียว

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง ร้านที่เสิร์ฟโดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์

ขนมโดรายากิ จากร้านวุ้นถั่วแดงโทรายะที่โด่งดัง
เครดิต : hojosha.co.jp

แม้พนักงานจะเสิร์ฟอาหารผิด แต่ลูกค้าก็ยังคงพอใจ เนื่องจากเมนูอื่นที่ยกมา ก็อร่อยเช่นกัน

อาหารทุกจานบอกส่วนผสม เพื่อให้ลูกค้าที่แพ้อาหารบางอย่างสามารถเลือกทานได้อย่างสบายใจ

บรรยากาศร้านก็ตกแต่งให้ดูเก๋ ขณะเดียวกันก็ผ่อนคลาย นั่งสบาย เป็นกันเอง

ใครจะมากับเพื่อนก็ได้ มาเดตก็ได้ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากให้คนมาที่ร้านครับ

ไม่ใช่มาเพราะความสงสาร แต่มาเพราะอยากใช้บริการด้วยความรู้สึกตื่นเต้น รอคอยจริงๆ

 

ดึงเสน่ห์ออกมา

ผู้ป่วยอัลไซเมอร์มีปัญหาเรื่องความทรงจำ มีอาการขี้หลงขี้ลืม

สังคมอาจมองพวกเขาด้วยสายตาของความเป็นห่วง บางคนอาจรู้สึกว่าเป็นภาระ

นั่นเป็นเพราะในสังคมทั่วไปนั้นความผิดพลาดเป็นเรื่องไม่ดี การหลงลืมรายละเอียดอะไรบางอย่างเป็นความผิดมหันต์

แน่นอนว่าในร้านอาหารทั่วไป หากพนักงานจดออร์เดอร์ผิด หรือยกอาหารมาไม่ถูกต้องกับที่ลูกค้าสั่ง ลูกค้าย่อมไม่พึงพอใจแน่นอน

โอกุนิไม่ปิดบังความเป็นผู้ป่วยอัลไซเมอร์ แต่กลับทำให้พวกเขาเฉิดฉายเสน่ห์ในแบบของตนเองได้ ความขี้หลงขี้ลืมกลายเป็นเรื่องน่ารักๆ ได้ ในร้านอาหารที่ประกาศบอกคนไว้แล้วล่วงหน้าว่า “คุณอาจไม่ได้รับอาหารตามที่สั่ง

คุณยายบางคนก็เดินมาหาลูกค้าที่โต๊ะแบบงงๆ และถามลูกค้ากลับว่า “นี่ฉันมาทำอะไรตรงนี้นะ” ลูกค้าก็ต้องบอกว่า คุณยายมาจดออร์เดอร์อาหาร พร้อมช่วยชี้ทางให้คุณยายเดินกลับไปที่ห้องครัว

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง ร้านที่เสิร์ฟโดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์

เครดิต : www.blog.akihiroyasui.com

บทสนทนาเหล่านี้และความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่กลายเป็นเสียงหัวเราะดังทั่วร้านนี้ กลับกลายเป็นเสน่ห์ที่ไม่มีร้านอาหารร้านอื่นทำได้ (หรือทำผิดเช่นนี้ได้)

โอกุนิไม่ได้พยายามแก้ไขหรือเอากฎเกณฑ์สังคมเข้าไปครอบคุณตาคุณยาย แต่กลับดึงจุดเด่นที่พวกเขามี มาเป็นคอนเซปต์สุดเก๋ของร้าน

เมื่อคุณตาคุณยายได้ใช้ชีวิตแบบที่พวกเขาเป็น เสน่ห์ตามธรรมชาติก็ค่อยๆ เผยออกมา และยิ่งทำให้ลูกค้าประทับใจ

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง ร้านที่เสิร์ฟโดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์

เสียงหัวเราะทั้งในหมู่พนักงานเอง และกับลูกค้า
เครดิต : hojosha.co.jp

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง ร้านที่เสิร์ฟโดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์

บรรยากาศอบอุ่นที่อาจหาไม่ได้ในร้านอาหารทั่วไปแบบนี้
เครดิต : hojosha.co.jp

 

สร้างความสุขให้ทุกคน

ในโลกธุรกิจทั่วไปบริษัทคำนึงถึงความสุข ความพึงพอใจ ของลูกค้าจากสินค้าและบริการก็เพียงพอ แต่เมื่อธุรกิจหนึ่งๆ ต้องการเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาสังคม นอกจากลูกค้าแล้ว ยังมีคนที่บริษัทต้องคำนึงถึง นั่นคือคนในสังคมหรือคนที่พวกเขาเข้าไปช่วยเหลือนั่นเอง

กรณีร้านอาหาร ‘ไม่ได้ตามสั่ง’ นั้น มีคน 3 กลุ่มที่โอกุนิต้องนึกถึง

หนึ่ง ลูกค้าที่มาใช้บริการ

สอง ร้านอาหาร

และสาม ผู้ป่วยอัลไซเมอร์

เขาสร้างความสุขให้กับทุกคน

สำหรับลูกค้า เขามอบอาหารที่อร่อยเลิศรส บรรยากาศร้านอบอุ่น และบริการที่เป็นธรรมชาติ ชวนอมยิ้ม

สำหรับร้านอาหาร ด้วยคอนเซปต์ที่แตกต่างจากร้านอื่น ร้านอาหารก็มีผู้ให้ความสนใจและลูกค้าที่คอยติดตาม ไม่มีปัญหาเรื่องการโปรโมตร้านอีกต่อไป

ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ป่วยอัลไซเมอร์

โอกุนิคำนึงถึงความรู้สึกของผู้ป่วยเหล่านี้ถึงที่สุด สำหรับพวกเขาแล้ว การหลงลืม คือความเจ็บปวด คนที่เคยชอบเล่นเปียโน ลืมวิธีอ่านโน้ต คนที่มีครอบครัวอบอุ่นกลับลืมความทรงจำที่เคยมีด้วยกันกับลูกๆ ไปเกือบหมดสิ้น

ร้านอาหารแห่งนี้จึงไม่พยายามทำให้ออร์เดอร์ผิด หรือพึงพอใจเวลาพนักงานเสิร์ฟผิด

โอกุนิไม่อยากให้คนหัวเราะเยาะผู้ป่วยอัลไซเมอร์ หรือเห็นอาการหลงๆ ลืมๆ นั้นเป็นเรื่องน่าขำ ทุกคนมีสิทธิ์ในการอยู่ในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครดีหรือเหนือกว่าใคร

สิ่งที่ท้าทายที่สุดในโปรเจกต์นี้คือ การพยายามไม่ตั้งใจให้เกิดความผิดพลาด สิ่งที่ร้านนี้ต้องการสร้างอย่างแท้จริงคือ ‘การสื่อสารกับคนที่เป็นอัลไซเมอร์’

เพราะฉะนั้น ทางร้านจึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อลดความผิดพลาดในการสั่งอาหาร ในครั้งแรกนั้นพนักงานจดออร์เดอร์อาหารผิดถึงร้อยละ 60 แต่โอกุนิก็พยายามปรับระบบ เช่น ให้ลูกค้ากรอกเมนูเอง จนลดระดับความผิดพลาดเหลือเพียง 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

โอกุนิระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งในการสร้างบรรยากาศที่คนสนุกกับการพูดคุยกันและกัน สื่อสารกัน หากทำผิดก็ให้อภัยกัน

นั่นคือสิ่งที่แตกต่างจากการคิดแบบธุรกิจทั่วไป หากคิดแบบปกติแล้ว ถ้าคอนเซปต์ร้านคือ ร้านอาหารที่ไม่ได้ตามสั่ง ทางร้านควรทำออร์เดอร์ให้ผิดเยอะๆ จะดีกว่า สนุกกว่า เป็นประเด็นมากกว่า คนพูดถึงเยอะกว่า แต่เพราะโอกุนิไม่ได้ต้องการสร้างกำไรเป็นหลัก แต่มุ่งให้คนได้สื่อสารกับคนอัลไซเมอร์ และเข้าใจพวกเขาอย่างแท้จริง เขาจึงไม่ได้ทำแบบนักธุรกิจทั่วไปเช่นนั้น

แต่สิ่งที่โอกุนิยึดมั่นและพยายามปกป้องคนอัลไซเมอร์นั้นก็กลับยิ่งทำให้คนประทับใจ และอยากเข้าใจคนอัลไซเมอร์จริงๆ

 

สรุป

กลับไปที่สาวน้อยจังหวัดแพร่ผู้อยากเสริมสร้างการท่องเที่ยวของจังหวัดตัวเอง ดิฉันก็คงต้องถามเธอว่า

หนึ่ง เธออยากถ่ายทอดจังหวัดแพร่ในแง่มุมไหน หรือปัญหาใดที่เธอต้องการจะช่วยแก้

สอง อะไรคือเสน่ห์ที่มีเฉพาะเมืองแพร่ เอกลักษณ์ของเมืองหรือชุมชน ที่สำคัญ อะไรที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกสนุก รู้สึกสนใจ หรือรู้สึกตื่นเต้น

สาม ไอเดียต่างๆ สามารถทำให้ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งนักท่องเที่ยว พนักงาน ชาวบ้าน มีความสุขได้หรือไม่ ทำให้พวกเขามีความสุข ภูมิใจ ที่ได้ทำงานนั้นๆ หรือเปล่า

หากตอบสามข้อนี้ได้ หนึ่ง ไม่ขายความสงสาร แต่ทำให้ลูกค้ารู้สึกอยากมาจริงๆ สอง ชูเสน่ห์ที่ลูกค้าสนใจ สาม ผู้เกี่ยวข้องมีความสุข

ดิฉันก็เชื่อว่า ไอเดียธุรกิจนั้นๆ จะเป็นธุรกิจที่ทรงพลัง และสามารถช่วยเหลือสังคมได้อย่างแท้จริงค่ะ

 

ป.ล. ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่งนี้ ไม่ได้เปิดประจำ แต่จัดเป็นอีเวนต์โดยส่วนใหญ่ ท่านสามารถติดตามข่าวสารได้ทางเพจ Facebook : ORDER.MISTAKES เลยค่ะ

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 มิถุนายน 2565
3.29 K

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load