วันก่อน หลังเลิกคลาสตอน 3 ทุ่ม ดิฉันนั่งคุยกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถึง 3 ทุ่มกว่า

เธอเป็นคนจังหวัดแพร่ที่เต็มไปด้วยความฝัน

หนูไม่อยากให้แพร่เป็นแค่ทางผ่าน อยากให้คนมาเที่ยวจังหวัดมากขึ้น

ดิฉันฟังเรื่องราวความฝันที่จะสร้างศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับพืชเศรษฐกิจ จะเปิดร้านกาแฟ มีมุมขายเสื้อม่อฮ่อมทำมือของเธอ น้ำเสียงเธอดูภูมิใจและรักท้องถิ่นมาก ๆ

เป็นความคิดที่ดี

แต่จุดอ่อนมีประเด็นเดียว …แล้วลูกค้าล่ะ จะสนใจเรื่องเหล่านี้ไหม

คืนนั้น ดิฉันนึกถึงร้านอาหารเล็กๆ ร้านหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยให้สังคมเข้าใจผู้ป่วยอัลไซเมอร์และโรคนี้ได้ดีขึ้น

 

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง

โอกุนิ ชิโร่ เคยทำงานเป็นโปรดิวเซอร์รายการของ NHK วันหนึ่งเขาไปถ่ายทำสารคดีที่ศูนย์ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์

ศูนย์นี้มีความพิเศษคือ ให้ผู้ป่วยช่วยตัวเอง ตั้งแต่การซักผ้า ทำอาหาร อาบน้ำ

ในช่วงพัก คุณลุงคุณป้าที่ศูนย์เสนอจะทำ ‘แฮมเบอร์เกอร์’ ให้เขาทาน แต่สุดท้าย อาหารที่ถูกยกออกมาวางตรงหน้าเขา กลับกลายเป็น ‘เกี๊ยวซ่า’

ขณะที่โอกุนิกำลังจะหลุดปากถามคุณลุงว่า “อันนี้ทำผิดใช่ไหมครับ” เขาก็นึกอายว่า ตนเองพยายามถ่ายทอดเรื่องราวของผู้ป่วยอัลไซเมอร์อยู่แท้ๆ แต่กลับนำความคิดเดิมๆ ของคนในโลกปกติไปใส่พวกเขา แค่คุณลุงคุณป้าทำอาหารผิดเมนู ก็ไม่มีใครเดือดร้อนขนาดนั้นนี่นา

ในจังหวะนั้น เขาจึงได้ไอเดียว่าหากเปิดร้านอาหารที่สั่งอาหารอย่างหนึ่ง ได้อาหารอีกอย่างหนึ่ง คงจะดีไม่น้อย

เขาเก็บความฝันเล็กๆ นี้ไว้กับตัวถึง 5 ปี จนวันหนึ่งเขาป่วยเป็นโรคหัวใจและหมอสั่งให้หยุดงานถ่ายทำโทรทัศน์ การเปลี่ยนแปลงในชีวิตครั้งใหญ่ครั้งนั้นทำให้โอกุนิค่อยๆ เปิดกล่องความฝันของตนเองอีกครั้ง

ชายหนุ่มคนนี้ตั้งใจสร้างร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่จะทำให้คนเข้าใจโรคอัลไซเมอร์ดีขึ้น และสร้างสังคมที่ทำให้คนอยู่ร่วมกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้

เมื่อเปิดร้านอาหารในรูปแบบทดลองเพียง 3 วัน มีพนักงานเพียง 6 คน มีแขกที่มาใช้บริการเพียง 80 กว่าคน แต่สื่อต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ นิตยสาร จาก 20 ประเทศทั่วโลก เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อเมริกา สิงคโปร์ รวมถึงนิตยสารระดับโลกอย่าง Forbes ก็กล่าวถึงร้านอาหารเล็กๆ ร้านนี้

เมื่อโอกุนิทำ Crowdfunding รวบรวมเงินผู้บริจาค เขาสามารถหาเงินได้ถึง 4 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 24 วันได้

อะไรคือความสำเร็จของการสร้างธุรกิจเพื่อช่วยเหลือสังคมเช่นนี้

 

ไม่ให้ลูกค้ามาเพราะความสงสาร

ผมไม่ได้สร้างร้านนี้ขึ้นมาเพราะอยากช่วยเหลือสังคม

นั่นคือประโยคที่โอกุนิพูดเสมอๆ

เขาทำร้านนี้ขึ้นมาด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ความรู้สึกสนุก และเขาก็อยากให้ลูกค้าที่มาร้านนี้ รู้สึกสนุกด้วยเช่นเดียวกัน

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง ร้านที่เสิร์ฟโดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์

จานประทับตราโลโก้ร้าน เมื่อทานหมดแล้วเห็นลวดลาย ไม่ว่าใครก็เผลออมยิ้มออกมา
เครดิต : www.blog.akihiroyasui.com

หากเขาพร่ำร้องว่า “ทุกคนมาช่วยผู้ป่วยอัลไซเมอร์กันเถอะ” ลูกค้าอาจมาด้วยความรู้สึกสงสาร แต่เมื่อจ่ายเงินบริจาคให้แล้ว พวกเขาอาจไม่ได้เข้าใจผู้ป่วยดีขึ้น หรือประทับใจอะไรกับร้านอาหารร้านนี้เลย

โอกุนิจึงทำร้านของเขาให้อยู่ในระดับมาตรฐานทั่วไป อาหารต้องอร่อย โดยนำเสนอ 3 เมนู

เมนู ‘พิซซ่าตามใจฉัน’ มาจากความช่วยเหลือของร้าน Maison Eric Kayser ร้านขนมปังชื่อดังของฝรั่งเศส

เมนู ‘สตูว์แฮมเบอร์เกอร์’ มาจากร้าน Yoshinoya ร้านข้าวหน้าเนื้อชื่อดังของญี่ปุ่น

และเมนู ‘เกี๊ยวน้ำกุ้งทำมือ’ ก็ได้รับความช่วยเหลือจากร้าน Shinkyotei ร้านอาหารจีนสุดหรูในโตเกียว

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง ร้านที่เสิร์ฟโดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์

ขนมโดรายากิ จากร้านวุ้นถั่วแดงโทรายะที่โด่งดัง
เครดิต : hojosha.co.jp

แม้พนักงานจะเสิร์ฟอาหารผิด แต่ลูกค้าก็ยังคงพอใจ เนื่องจากเมนูอื่นที่ยกมา ก็อร่อยเช่นกัน

อาหารทุกจานบอกส่วนผสม เพื่อให้ลูกค้าที่แพ้อาหารบางอย่างสามารถเลือกทานได้อย่างสบายใจ

บรรยากาศร้านก็ตกแต่งให้ดูเก๋ ขณะเดียวกันก็ผ่อนคลาย นั่งสบาย เป็นกันเอง

ใครจะมากับเพื่อนก็ได้ มาเดตก็ได้ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากให้คนมาที่ร้านครับ

ไม่ใช่มาเพราะความสงสาร แต่มาเพราะอยากใช้บริการด้วยความรู้สึกตื่นเต้น รอคอยจริงๆ

 

ดึงเสน่ห์ออกมา

ผู้ป่วยอัลไซเมอร์มีปัญหาเรื่องความทรงจำ มีอาการขี้หลงขี้ลืม

สังคมอาจมองพวกเขาด้วยสายตาของความเป็นห่วง บางคนอาจรู้สึกว่าเป็นภาระ

นั่นเป็นเพราะในสังคมทั่วไปนั้นความผิดพลาดเป็นเรื่องไม่ดี การหลงลืมรายละเอียดอะไรบางอย่างเป็นความผิดมหันต์

แน่นอนว่าในร้านอาหารทั่วไป หากพนักงานจดออร์เดอร์ผิด หรือยกอาหารมาไม่ถูกต้องกับที่ลูกค้าสั่ง ลูกค้าย่อมไม่พึงพอใจแน่นอน

โอกุนิไม่ปิดบังความเป็นผู้ป่วยอัลไซเมอร์ แต่กลับทำให้พวกเขาเฉิดฉายเสน่ห์ในแบบของตนเองได้ ความขี้หลงขี้ลืมกลายเป็นเรื่องน่ารักๆ ได้ ในร้านอาหารที่ประกาศบอกคนไว้แล้วล่วงหน้าว่า “คุณอาจไม่ได้รับอาหารตามที่สั่ง

คุณยายบางคนก็เดินมาหาลูกค้าที่โต๊ะแบบงงๆ และถามลูกค้ากลับว่า “นี่ฉันมาทำอะไรตรงนี้นะ” ลูกค้าก็ต้องบอกว่า คุณยายมาจดออร์เดอร์อาหาร พร้อมช่วยชี้ทางให้คุณยายเดินกลับไปที่ห้องครัว

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง ร้านที่เสิร์ฟโดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์

เครดิต : www.blog.akihiroyasui.com

บทสนทนาเหล่านี้และความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่กลายเป็นเสียงหัวเราะดังทั่วร้านนี้ กลับกลายเป็นเสน่ห์ที่ไม่มีร้านอาหารร้านอื่นทำได้ (หรือทำผิดเช่นนี้ได้)

โอกุนิไม่ได้พยายามแก้ไขหรือเอากฎเกณฑ์สังคมเข้าไปครอบคุณตาคุณยาย แต่กลับดึงจุดเด่นที่พวกเขามี มาเป็นคอนเซปต์สุดเก๋ของร้าน

เมื่อคุณตาคุณยายได้ใช้ชีวิตแบบที่พวกเขาเป็น เสน่ห์ตามธรรมชาติก็ค่อยๆ เผยออกมา และยิ่งทำให้ลูกค้าประทับใจ

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง ร้านที่เสิร์ฟโดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์

เสียงหัวเราะทั้งในหมู่พนักงานเอง และกับลูกค้า
เครดิต : hojosha.co.jp

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง ร้านที่เสิร์ฟโดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์

บรรยากาศอบอุ่นที่อาจหาไม่ได้ในร้านอาหารทั่วไปแบบนี้
เครดิต : hojosha.co.jp

 

สร้างความสุขให้ทุกคน

ในโลกธุรกิจทั่วไปบริษัทคำนึงถึงความสุข ความพึงพอใจ ของลูกค้าจากสินค้าและบริการก็เพียงพอ แต่เมื่อธุรกิจหนึ่งๆ ต้องการเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาสังคม นอกจากลูกค้าแล้ว ยังมีคนที่บริษัทต้องคำนึงถึง นั่นคือคนในสังคมหรือคนที่พวกเขาเข้าไปช่วยเหลือนั่นเอง

กรณีร้านอาหาร ‘ไม่ได้ตามสั่ง’ นั้น มีคน 3 กลุ่มที่โอกุนิต้องนึกถึง

หนึ่ง ลูกค้าที่มาใช้บริการ

สอง ร้านอาหาร

และสาม ผู้ป่วยอัลไซเมอร์

เขาสร้างความสุขให้กับทุกคน

สำหรับลูกค้า เขามอบอาหารที่อร่อยเลิศรส บรรยากาศร้านอบอุ่น และบริการที่เป็นธรรมชาติ ชวนอมยิ้ม

สำหรับร้านอาหาร ด้วยคอนเซปต์ที่แตกต่างจากร้านอื่น ร้านอาหารก็มีผู้ให้ความสนใจและลูกค้าที่คอยติดตาม ไม่มีปัญหาเรื่องการโปรโมตร้านอีกต่อไป

ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ป่วยอัลไซเมอร์

โอกุนิคำนึงถึงความรู้สึกของผู้ป่วยเหล่านี้ถึงที่สุด สำหรับพวกเขาแล้ว การหลงลืม คือความเจ็บปวด คนที่เคยชอบเล่นเปียโน ลืมวิธีอ่านโน้ต คนที่มีครอบครัวอบอุ่นกลับลืมความทรงจำที่เคยมีด้วยกันกับลูกๆ ไปเกือบหมดสิ้น

ร้านอาหารแห่งนี้จึงไม่พยายามทำให้ออร์เดอร์ผิด หรือพึงพอใจเวลาพนักงานเสิร์ฟผิด

โอกุนิไม่อยากให้คนหัวเราะเยาะผู้ป่วยอัลไซเมอร์ หรือเห็นอาการหลงๆ ลืมๆ นั้นเป็นเรื่องน่าขำ ทุกคนมีสิทธิ์ในการอยู่ในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครดีหรือเหนือกว่าใคร

สิ่งที่ท้าทายที่สุดในโปรเจกต์นี้คือ การพยายามไม่ตั้งใจให้เกิดความผิดพลาด สิ่งที่ร้านนี้ต้องการสร้างอย่างแท้จริงคือ ‘การสื่อสารกับคนที่เป็นอัลไซเมอร์’

เพราะฉะนั้น ทางร้านจึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อลดความผิดพลาดในการสั่งอาหาร ในครั้งแรกนั้นพนักงานจดออร์เดอร์อาหารผิดถึงร้อยละ 60 แต่โอกุนิก็พยายามปรับระบบ เช่น ให้ลูกค้ากรอกเมนูเอง จนลดระดับความผิดพลาดเหลือเพียง 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

โอกุนิระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งในการสร้างบรรยากาศที่คนสนุกกับการพูดคุยกันและกัน สื่อสารกัน หากทำผิดก็ให้อภัยกัน

นั่นคือสิ่งที่แตกต่างจากการคิดแบบธุรกิจทั่วไป หากคิดแบบปกติแล้ว ถ้าคอนเซปต์ร้านคือ ร้านอาหารที่ไม่ได้ตามสั่ง ทางร้านควรทำออร์เดอร์ให้ผิดเยอะๆ จะดีกว่า สนุกกว่า เป็นประเด็นมากกว่า คนพูดถึงเยอะกว่า แต่เพราะโอกุนิไม่ได้ต้องการสร้างกำไรเป็นหลัก แต่มุ่งให้คนได้สื่อสารกับคนอัลไซเมอร์ และเข้าใจพวกเขาอย่างแท้จริง เขาจึงไม่ได้ทำแบบนักธุรกิจทั่วไปเช่นนั้น

แต่สิ่งที่โอกุนิยึดมั่นและพยายามปกป้องคนอัลไซเมอร์นั้นก็กลับยิ่งทำให้คนประทับใจ และอยากเข้าใจคนอัลไซเมอร์จริงๆ

 

สรุป

กลับไปที่สาวน้อยจังหวัดแพร่ผู้อยากเสริมสร้างการท่องเที่ยวของจังหวัดตัวเอง ดิฉันก็คงต้องถามเธอว่า

หนึ่ง เธออยากถ่ายทอดจังหวัดแพร่ในแง่มุมไหน หรือปัญหาใดที่เธอต้องการจะช่วยแก้

สอง อะไรคือเสน่ห์ที่มีเฉพาะเมืองแพร่ เอกลักษณ์ของเมืองหรือชุมชน ที่สำคัญ อะไรที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกสนุก รู้สึกสนใจ หรือรู้สึกตื่นเต้น

สาม ไอเดียต่างๆ สามารถทำให้ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งนักท่องเที่ยว พนักงาน ชาวบ้าน มีความสุขได้หรือไม่ ทำให้พวกเขามีความสุข ภูมิใจ ที่ได้ทำงานนั้นๆ หรือเปล่า

หากตอบสามข้อนี้ได้ หนึ่ง ไม่ขายความสงสาร แต่ทำให้ลูกค้ารู้สึกอยากมาจริงๆ สอง ชูเสน่ห์ที่ลูกค้าสนใจ สาม ผู้เกี่ยวข้องมีความสุข

ดิฉันก็เชื่อว่า ไอเดียธุรกิจนั้นๆ จะเป็นธุรกิจที่ทรงพลัง และสามารถช่วยเหลือสังคมได้อย่างแท้จริงค่ะ

 

ป.ล. ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่งนี้ ไม่ได้เปิดประจำ แต่จัดเป็นอีเวนต์โดยส่วนใหญ่ ท่านสามารถติดตามข่าวสารได้ทางเพจ Facebook : ORDER.MISTAKES เลยค่ะ

วันก่อน หลังเลิกคลาสตอน 3 ทุ่ม ดิฉันนั่งคุยกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถึง 3 ทุ่มกว่า

เธอเป็นคนจังหวัดแพร่ที่เต็มไปด้วยความฝัน

หนูไม่อยากให้แพร่เป็นแค่ทางผ่าน อยากให้คนมาเที่ยวจังหวัดมากขึ้น

ดิฉันฟังเรื่องราวความฝันที่จะสร้างศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับพืชเศรษฐกิจ จะเปิดร้านกาแฟ มีมุมขายเสื้อม่อฮ่อมทำมือของเธอ น้ำเสียงเธอดูภูมิใจและรักท้องถิ่นมาก ๆ

เป็นความคิดที่ดี

แต่จุดอ่อนมีประเด็นเดียว …แล้วลูกค้าล่ะ จะสนใจเรื่องเหล่านี้ไหม

คืนนั้น ดิฉันนึกถึงร้านอาหารเล็กๆ ร้านหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยให้สังคมเข้าใจผู้ป่วยอัลไซเมอร์และโรคนี้ได้ดีขึ้น

 

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง

โอกุนิ ชิโร่ เคยทำงานเป็นโปรดิวเซอร์รายการของ NHK วันหนึ่งเขาไปถ่ายทำสารคดีที่ศูนย์ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์

ศูนย์นี้มีความพิเศษคือ ให้ผู้ป่วยช่วยตัวเอง ตั้งแต่การซักผ้า ทำอาหาร อาบน้ำ

ในช่วงพัก คุณลุงคุณป้าที่ศูนย์เสนอจะทำ ‘แฮมเบอร์เกอร์’ ให้เขาทาน แต่สุดท้าย อาหารที่ถูกยกออกมาวางตรงหน้าเขา กลับกลายเป็น ‘เกี๊ยวซ่า’

ขณะที่โอกุนิกำลังจะหลุดปากถามคุณลุงว่า “อันนี้ทำผิดใช่ไหมครับ” เขาก็นึกอายว่า ตนเองพยายามถ่ายทอดเรื่องราวของผู้ป่วยอัลไซเมอร์อยู่แท้ๆ แต่กลับนำความคิดเดิมๆ ของคนในโลกปกติไปใส่พวกเขา แค่คุณลุงคุณป้าทำอาหารผิดเมนู ก็ไม่มีใครเดือดร้อนขนาดนั้นนี่นา

ในจังหวะนั้น เขาจึงได้ไอเดียว่าหากเปิดร้านอาหารที่สั่งอาหารอย่างหนึ่ง ได้อาหารอีกอย่างหนึ่ง คงจะดีไม่น้อย

เขาเก็บความฝันเล็กๆ นี้ไว้กับตัวถึง 5 ปี จนวันหนึ่งเขาป่วยเป็นโรคหัวใจและหมอสั่งให้หยุดงานถ่ายทำโทรทัศน์ การเปลี่ยนแปลงในชีวิตครั้งใหญ่ครั้งนั้นทำให้โอกุนิค่อยๆ เปิดกล่องความฝันของตนเองอีกครั้ง

ชายหนุ่มคนนี้ตั้งใจสร้างร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่จะทำให้คนเข้าใจโรคอัลไซเมอร์ดีขึ้น และสร้างสังคมที่ทำให้คนอยู่ร่วมกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้

เมื่อเปิดร้านอาหารในรูปแบบทดลองเพียง 3 วัน มีพนักงานเพียง 6 คน มีแขกที่มาใช้บริการเพียง 80 กว่าคน แต่สื่อต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ นิตยสาร จาก 20 ประเทศทั่วโลก เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อเมริกา สิงคโปร์ รวมถึงนิตยสารระดับโลกอย่าง Forbes ก็กล่าวถึงร้านอาหารเล็กๆ ร้านนี้

เมื่อโอกุนิทำ Crowdfunding รวบรวมเงินผู้บริจาค เขาสามารถหาเงินได้ถึง 4 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 24 วันได้

อะไรคือความสำเร็จของการสร้างธุรกิจเพื่อช่วยเหลือสังคมเช่นนี้

 

ไม่ให้ลูกค้ามาเพราะความสงสาร

ผมไม่ได้สร้างร้านนี้ขึ้นมาเพราะอยากช่วยเหลือสังคม

นั่นคือประโยคที่โอกุนิพูดเสมอๆ

เขาทำร้านนี้ขึ้นมาด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ความรู้สึกสนุก และเขาก็อยากให้ลูกค้าที่มาร้านนี้ รู้สึกสนุกด้วยเช่นเดียวกัน

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง ร้านที่เสิร์ฟโดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์

จานประทับตราโลโก้ร้าน เมื่อทานหมดแล้วเห็นลวดลาย ไม่ว่าใครก็เผลออมยิ้มออกมา
เครดิต : www.blog.akihiroyasui.com

หากเขาพร่ำร้องว่า “ทุกคนมาช่วยผู้ป่วยอัลไซเมอร์กันเถอะ” ลูกค้าอาจมาด้วยความรู้สึกสงสาร แต่เมื่อจ่ายเงินบริจาคให้แล้ว พวกเขาอาจไม่ได้เข้าใจผู้ป่วยดีขึ้น หรือประทับใจอะไรกับร้านอาหารร้านนี้เลย

โอกุนิจึงทำร้านของเขาให้อยู่ในระดับมาตรฐานทั่วไป อาหารต้องอร่อย โดยนำเสนอ 3 เมนู

เมนู ‘พิซซ่าตามใจฉัน’ มาจากความช่วยเหลือของร้าน Maison Eric Kayser ร้านขนมปังชื่อดังของฝรั่งเศส

เมนู ‘สตูว์แฮมเบอร์เกอร์’ มาจากร้าน Yoshinoya ร้านข้าวหน้าเนื้อชื่อดังของญี่ปุ่น

และเมนู ‘เกี๊ยวน้ำกุ้งทำมือ’ ก็ได้รับความช่วยเหลือจากร้าน Shinkyotei ร้านอาหารจีนสุดหรูในโตเกียว

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง ร้านที่เสิร์ฟโดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์

ขนมโดรายากิ จากร้านวุ้นถั่วแดงโทรายะที่โด่งดัง
เครดิต : hojosha.co.jp

แม้พนักงานจะเสิร์ฟอาหารผิด แต่ลูกค้าก็ยังคงพอใจ เนื่องจากเมนูอื่นที่ยกมา ก็อร่อยเช่นกัน

อาหารทุกจานบอกส่วนผสม เพื่อให้ลูกค้าที่แพ้อาหารบางอย่างสามารถเลือกทานได้อย่างสบายใจ

บรรยากาศร้านก็ตกแต่งให้ดูเก๋ ขณะเดียวกันก็ผ่อนคลาย นั่งสบาย เป็นกันเอง

ใครจะมากับเพื่อนก็ได้ มาเดตก็ได้ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากให้คนมาที่ร้านครับ

ไม่ใช่มาเพราะความสงสาร แต่มาเพราะอยากใช้บริการด้วยความรู้สึกตื่นเต้น รอคอยจริงๆ

 

ดึงเสน่ห์ออกมา

ผู้ป่วยอัลไซเมอร์มีปัญหาเรื่องความทรงจำ มีอาการขี้หลงขี้ลืม

สังคมอาจมองพวกเขาด้วยสายตาของความเป็นห่วง บางคนอาจรู้สึกว่าเป็นภาระ

นั่นเป็นเพราะในสังคมทั่วไปนั้นความผิดพลาดเป็นเรื่องไม่ดี การหลงลืมรายละเอียดอะไรบางอย่างเป็นความผิดมหันต์

แน่นอนว่าในร้านอาหารทั่วไป หากพนักงานจดออร์เดอร์ผิด หรือยกอาหารมาไม่ถูกต้องกับที่ลูกค้าสั่ง ลูกค้าย่อมไม่พึงพอใจแน่นอน

โอกุนิไม่ปิดบังความเป็นผู้ป่วยอัลไซเมอร์ แต่กลับทำให้พวกเขาเฉิดฉายเสน่ห์ในแบบของตนเองได้ ความขี้หลงขี้ลืมกลายเป็นเรื่องน่ารักๆ ได้ ในร้านอาหารที่ประกาศบอกคนไว้แล้วล่วงหน้าว่า “คุณอาจไม่ได้รับอาหารตามที่สั่ง

คุณยายบางคนก็เดินมาหาลูกค้าที่โต๊ะแบบงงๆ และถามลูกค้ากลับว่า “นี่ฉันมาทำอะไรตรงนี้นะ” ลูกค้าก็ต้องบอกว่า คุณยายมาจดออร์เดอร์อาหาร พร้อมช่วยชี้ทางให้คุณยายเดินกลับไปที่ห้องครัว

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง ร้านที่เสิร์ฟโดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์

เครดิต : www.blog.akihiroyasui.com

บทสนทนาเหล่านี้และความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่กลายเป็นเสียงหัวเราะดังทั่วร้านนี้ กลับกลายเป็นเสน่ห์ที่ไม่มีร้านอาหารร้านอื่นทำได้ (หรือทำผิดเช่นนี้ได้)

โอกุนิไม่ได้พยายามแก้ไขหรือเอากฎเกณฑ์สังคมเข้าไปครอบคุณตาคุณยาย แต่กลับดึงจุดเด่นที่พวกเขามี มาเป็นคอนเซปต์สุดเก๋ของร้าน

เมื่อคุณตาคุณยายได้ใช้ชีวิตแบบที่พวกเขาเป็น เสน่ห์ตามธรรมชาติก็ค่อยๆ เผยออกมา และยิ่งทำให้ลูกค้าประทับใจ

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง ร้านที่เสิร์ฟโดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์

เสียงหัวเราะทั้งในหมู่พนักงานเอง และกับลูกค้า
เครดิต : hojosha.co.jp

ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่ง ร้านที่เสิร์ฟโดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์

บรรยากาศอบอุ่นที่อาจหาไม่ได้ในร้านอาหารทั่วไปแบบนี้
เครดิต : hojosha.co.jp

 

สร้างความสุขให้ทุกคน

ในโลกธุรกิจทั่วไปบริษัทคำนึงถึงความสุข ความพึงพอใจ ของลูกค้าจากสินค้าและบริการก็เพียงพอ แต่เมื่อธุรกิจหนึ่งๆ ต้องการเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาสังคม นอกจากลูกค้าแล้ว ยังมีคนที่บริษัทต้องคำนึงถึง นั่นคือคนในสังคมหรือคนที่พวกเขาเข้าไปช่วยเหลือนั่นเอง

กรณีร้านอาหาร ‘ไม่ได้ตามสั่ง’ นั้น มีคน 3 กลุ่มที่โอกุนิต้องนึกถึง

หนึ่ง ลูกค้าที่มาใช้บริการ

สอง ร้านอาหาร

และสาม ผู้ป่วยอัลไซเมอร์

เขาสร้างความสุขให้กับทุกคน

สำหรับลูกค้า เขามอบอาหารที่อร่อยเลิศรส บรรยากาศร้านอบอุ่น และบริการที่เป็นธรรมชาติ ชวนอมยิ้ม

สำหรับร้านอาหาร ด้วยคอนเซปต์ที่แตกต่างจากร้านอื่น ร้านอาหารก็มีผู้ให้ความสนใจและลูกค้าที่คอยติดตาม ไม่มีปัญหาเรื่องการโปรโมตร้านอีกต่อไป

ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ป่วยอัลไซเมอร์

โอกุนิคำนึงถึงความรู้สึกของผู้ป่วยเหล่านี้ถึงที่สุด สำหรับพวกเขาแล้ว การหลงลืม คือความเจ็บปวด คนที่เคยชอบเล่นเปียโน ลืมวิธีอ่านโน้ต คนที่มีครอบครัวอบอุ่นกลับลืมความทรงจำที่เคยมีด้วยกันกับลูกๆ ไปเกือบหมดสิ้น

ร้านอาหารแห่งนี้จึงไม่พยายามทำให้ออร์เดอร์ผิด หรือพึงพอใจเวลาพนักงานเสิร์ฟผิด

โอกุนิไม่อยากให้คนหัวเราะเยาะผู้ป่วยอัลไซเมอร์ หรือเห็นอาการหลงๆ ลืมๆ นั้นเป็นเรื่องน่าขำ ทุกคนมีสิทธิ์ในการอยู่ในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครดีหรือเหนือกว่าใคร

สิ่งที่ท้าทายที่สุดในโปรเจกต์นี้คือ การพยายามไม่ตั้งใจให้เกิดความผิดพลาด สิ่งที่ร้านนี้ต้องการสร้างอย่างแท้จริงคือ ‘การสื่อสารกับคนที่เป็นอัลไซเมอร์’

เพราะฉะนั้น ทางร้านจึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อลดความผิดพลาดในการสั่งอาหาร ในครั้งแรกนั้นพนักงานจดออร์เดอร์อาหารผิดถึงร้อยละ 60 แต่โอกุนิก็พยายามปรับระบบ เช่น ให้ลูกค้ากรอกเมนูเอง จนลดระดับความผิดพลาดเหลือเพียง 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

โอกุนิระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งในการสร้างบรรยากาศที่คนสนุกกับการพูดคุยกันและกัน สื่อสารกัน หากทำผิดก็ให้อภัยกัน

นั่นคือสิ่งที่แตกต่างจากการคิดแบบธุรกิจทั่วไป หากคิดแบบปกติแล้ว ถ้าคอนเซปต์ร้านคือ ร้านอาหารที่ไม่ได้ตามสั่ง ทางร้านควรทำออร์เดอร์ให้ผิดเยอะๆ จะดีกว่า สนุกกว่า เป็นประเด็นมากกว่า คนพูดถึงเยอะกว่า แต่เพราะโอกุนิไม่ได้ต้องการสร้างกำไรเป็นหลัก แต่มุ่งให้คนได้สื่อสารกับคนอัลไซเมอร์ และเข้าใจพวกเขาอย่างแท้จริง เขาจึงไม่ได้ทำแบบนักธุรกิจทั่วไปเช่นนั้น

แต่สิ่งที่โอกุนิยึดมั่นและพยายามปกป้องคนอัลไซเมอร์นั้นก็กลับยิ่งทำให้คนประทับใจ และอยากเข้าใจคนอัลไซเมอร์จริงๆ

 

สรุป

กลับไปที่สาวน้อยจังหวัดแพร่ผู้อยากเสริมสร้างการท่องเที่ยวของจังหวัดตัวเอง ดิฉันก็คงต้องถามเธอว่า

หนึ่ง เธออยากถ่ายทอดจังหวัดแพร่ในแง่มุมไหน หรือปัญหาใดที่เธอต้องการจะช่วยแก้

สอง อะไรคือเสน่ห์ที่มีเฉพาะเมืองแพร่ เอกลักษณ์ของเมืองหรือชุมชน ที่สำคัญ อะไรที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกสนุก รู้สึกสนใจ หรือรู้สึกตื่นเต้น

สาม ไอเดียต่างๆ สามารถทำให้ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งนักท่องเที่ยว พนักงาน ชาวบ้าน มีความสุขได้หรือไม่ ทำให้พวกเขามีความสุข ภูมิใจ ที่ได้ทำงานนั้นๆ หรือเปล่า

หากตอบสามข้อนี้ได้ หนึ่ง ไม่ขายความสงสาร แต่ทำให้ลูกค้ารู้สึกอยากมาจริงๆ สอง ชูเสน่ห์ที่ลูกค้าสนใจ สาม ผู้เกี่ยวข้องมีความสุข

ดิฉันก็เชื่อว่า ไอเดียธุรกิจนั้นๆ จะเป็นธุรกิจที่ทรงพลัง และสามารถช่วยเหลือสังคมได้อย่างแท้จริงค่ะ

 

ป.ล. ร้านอาหารไม่ได้ตามสั่งนี้ ไม่ได้เปิดประจำ แต่จัดเป็นอีเวนต์โดยส่วนใหญ่ ท่านสามารถติดตามข่าวสารได้ทางเพจ Facebook : ORDER.MISTAKES เลยค่ะ

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

เวลาเราซื้อของขวัญให้ใคร เรามักจะซื้อสิ่งที่ตัวเอง (แอบ) อยากได้ให้คนคนนั้น…

เพื่อนคนหนึ่งเคยได้รับกาน้ำชาแก้วใสๆ ยี่ห้อ HARIO จากดิฉัน โดยมีคำอธิบายอันยืดยาวว่ามันใช้ง่าย สวยงาม มินิมอล เทแล้วน้ำชาไม่ค่อยหกเลอะเทอะ ถอดฝาล้างง่าย บลาๆๆ จากผู้ให้อยู่ข้างๆ 

‘HARIO’ เป็นแบรนด์ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่อายุ 100 ปีหมาดๆ เมื่อ ค.ศ. 2020 ที่ผ่านมา ทุกท่านคิดว่าบริษัทที่เคยผลิตอุปกรณ์ทดลองวิทยาศาสตร์ จะเติบโตมาหน้าตาเป็นอย่างไรคะ 

ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของ HARIO แบรนด์ญี่ปุ่นอีกแบรนด์ที่ดิฉันรักค่ะ 

จากอุปกรณ์ห้องแล็บสู่ห้องครัว 

HARIO ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1921 ในช่วงแรกนั้น บริษัทผลิตอุปกรณ์ทดลองทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นบีกเกอร์ หรือหลอดแก้วตวงปริมาตร 

อุปกรณ์ของแบรนด์ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน ทั้งทนความร้อน ทนกรด และสารเคมี รวมถึงใช้งานง่าย

หลังจากทำธุรกิจมาได้ 27 ปี ใน ค.ศ. 1948 แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นก็เริ่มนำความเชี่ยวชาญด้านการหลอมแก้ว มาผลิตอุปกรณ์ในห้องครัว เช่น จานแก้ว ชามแก้ว ที่เข้าเตาอบได้ ขวดใส่เครื่องปรุง แก้วตวงวัด 

สำหรับอุปกรณ์ทำกาแฟ HARIO เริ่มเข้ามาผลิตในช่วง ค.ศ. 1957 โดยเริ่มจากเครื่องทำกาแฟ Syphon ทางบริษัทพยายามปรับความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ มาใช้กับอุปกรณ์ทำกาแฟ และค่อยๆ สร้างชื่อเสียงในญี่ปุ่นทีละนิด

สร้างกระแสในอเมริกา จนถึงระดับโลก

ในช่วง ค.ศ. 2004 ธุรกิจได้พัฒนาตัวดริปเปอร์ใหม่ อุปกรณ์ดริปเปอร์เดิมนั้นตัวกระดาษแผ่นกรองจะแนบไปกับดริปเปอร์ ทำให้อากาศไหลเวียนยาก อุปกรณ์รุ่นใหม่ออกแบบให้มีช่องว่างระหว่างกระดาษเล็กน้อย ทำให้มีอากาศผ่านได้ รสกาแฟจะลุ่มลึกขึ้น และเริ่มวางจำหน่ายใน ค.ศ. 2005 

HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory, hario v60
ภาพ : www.hario.com

ในช่วงแรก สินค้าตัวนี้ยังไม่เป็นที่ฮิตในตลาดสักเท่าไร จนเมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี ใน ค.ศ. 2010 ไมเคิล ฟิลลิปส์ (Michael Phillips) บาริสต้าชื่อดัง ได้รับรางวัลแชมเปี้ยนระดับโลก หนึ่งในอุปกรณ์ที่เขาใช้ ก็คือ HARIO V60 ทำให้ชื่อของ HARIO และ V60 เริ่มโด่งดังในอเมริกา และไปถึงในระดับโลกในที่สุด

สินค้าดีอยู่แล้ว แค่รอวันที่ใครสักคนจะเห็นคุณค่าและหยิบยกขึ้นมาเล่าเท่านั้นเอง 

วิกฤตที่นำไปสู่การเห็นโอกาสใหม่

ตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา ตลาดกาแฟดริปเติบโตเรื่อยมา ทำให้ธุรกิจเองก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่แบรนด์ไม่ได้หยุดอยู่แค่อุปกรณ์ชงกาแฟ ทางแบรนด์ยังคงพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ อยู่เสมอ 

ค.ศ. 2014 HARIO เปิดร้าน HARIO Lampwork Factory จำหน่ายเครื่องประดับแฮนด์เมดจากแก้ว เช่น สร้อยคอ ต่างหู เป็นร้านเล็กๆ ที่เราสามารถมองเห็นช่างกำลังเจียแก้วทีละนิดๆ ตรงหน้าร้าน และเข้าไปเลือกซื้อต่างหูน่ารักๆ ได้ 

สิ่งที่ทำให้ HARIO ตัดสินใจกระโดดเข้ามาในวงการนี้คือ เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โทโฮขุเมื่อ ค.ศ. 2011 ในตอนนั้น ทุกโรงงานต้องประหยัดไฟฟ้า ทำให้ HARIO ไม่สามารถหลอมแก้วในโรงงาน ทางผู้บริหารจึงพยายามคิดว่า มีสินค้าอะไรที่บริษัทผลิตได้ โดยไม่ต้องใช้พลังไฟฟ้าปริมาณมาก

คำตอบจึงนำมาสู่การทำเครื่องประดับ ซึ่งใช้ที่เผาแก้วขนาดเล็ก ไม่ต้องใช้ไฟฟ้ามาก 

เหตุผลหลักอีกประการคือ HARIO Lampwork Factory จะเป็นสถานที่บ่มเพาะฝีมือช่างทำแก้วไปในตัวด้วย ซึ่งช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนช่างฝีมือในวงการได้เป็นอย่างดี 

ปัจจุบัน มีร้าน HARIO Lampwork Factory ทั้งหมด 4 สาขา ในโตเกียว 3 แห่ง และนาโกย่าอีก 1 แห่ง 

หากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้นอีก HARIO ก็จะได้อุ่นใจว่ามีธุรกิจบางธุรกิจที่ยังดำเนินต่อไปได้ แม้จะขาดกระแสไฟก็ตาม 

 จากกลิ่นหอมกาแฟ สู่กลิ่นหอมอโรม่า

ใน ค.ศ. 2018 HARIO ออก Product Line ใหม่ ชื่อ HARIO Relaxing เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยด้านการผ่อนคลาย

แล้ว HARIO โยงเข้ากับเครื่องแก้วอย่างไรล่ะ 

อย่างต่างหูแก้วเล็กๆ คู่นี้ ด้านในจะมีช่องเล็กให้หยอดน้ำมันอโรม่าหรือน้ำหอมได้ แค่หันหน้าไปมา ก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ผ่อนคลาย 

ความแข็งแกร่งของ Hario(ฮาริโอะ) แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ภาพ : hariosci.thebase.in

หรือแจกันดอกไม้อันนี้ ดูเผินๆ ก็เป็นแค่แจกันแก้วใสธรรมดาๆ แต่บริเวณหลอดแก้วตรงกลาง สามารถถอดมาใส่น้ำมันอโรม่า และแปลงร่างแจกันเป็น Diffuser  

ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ภาพ : hariosci.thebase.in

สร้อยคอของซีรีส์ Relaxing นี้ ก็มีช่องให้ใส่น้ำมันอโรม่าได้เช่นเดียวกัน

HARIO เริ่มจับเทรนด์ Relaxing นี้ จากการสังเกตเห็นว่า ผู้หญิงทำงานยุคใหม่มีความเครียดสูง และต้องการสินค้าที่เยียวยาหัวใจพวกเธอ เมื่อลองนำ ‘ความผ่อนคลาย’ มาเชื่อมโยงกับ ‘เครื่องแก้ว’ จึงได้ไอเดียผลิตภัณฑ์เก๋ๆ ที่ทั้งสวยงามและมีกลิ่นหอมสดชื่นนั่นเอง  

เปิด HARIO Café 

ใน ค.ศ. 2018 HARIO ตัดสินใจเปิดร้าน HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory อยู่ตรง Nihonbashi แล้ว ทีมงานจึงเสนอว่าควรสร้างคาเฟ่ควบคู่ไปด้วย เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของการชงกาแฟให้ผู้คนได้เข้าใจยิ่งขึ้น 

hario v60
HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory, hario v60
ภาพ : hariocafe-lwf.com/en/ 

ในร้านคาเฟ่นี้ ลูกค้าเข้ามาสั่งชากาแฟขนมทานได้ หรือเข้าเรียนในเวิร์กช็อป เช่น วิธีดริปกาแฟแบบต่างๆ เรียนรู้กลิ่นหอมของใบชา หรือเข้าร่วมอีเวนต์ทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ของ HARIO 

นอกจากนี้ สตาฟของ HARIO ยังคิดอีเวนต์ตามฤดูกาลอีกด้วย เช่น หน้าร้อนก็จะสอนวิธีชงชาแบบเย็น หรือหน้าหนาวก็สอนวิธีทำคาเฟ่ลาเต้อุ่นๆ ละมุนๆ 

ข้อดีสำหรับลูกค้าคือ สามารถทดลองอุปกรณ์ เช่น ดริปเปอร์ กระดาษกรองแบบต่างๆ ได้ แค่มาเข้าเวิร์กช็อป พนักงาน HARIO ก็จะอธิบายและลองชงกาแฟด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน ทำให้ลูกค้าค้นพบอุปกรณ์ที่เหมาะกับรสนิยมของตนเอง โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อสินค้าจริงมาลอง 

สำหรับ HARIO เองนั้น ตัวบริษัทเป็นผู้ผลิตเครื่องแก้วมาตลอด แต่การเปิดร้านกาแฟนี้ จะทำให้แบรนด์ได้มีโอกาสพูดคุยกับลูกค้าโดยตรง เก็บข้อมูลหรือสัมภาษณ์ลูกค้าง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ถ่ายทอดจุดเด่นของสินค้าแต่ละชิ้นอย่างถูกต้องได้สะดวกขึ้นนั่นเอง

กล้าลองอะไรใหม่ๆ 

แม้ HARIO จะเป็นบริษัทที่เก่าแก่ แต่ไม่เคยยึดติดกับความสำเร็จในอดีต ผู้บริหารเปิดรับไอเดียพนักงานเสมอ จริงๆ แล้ว ไอเดียร้านกาแฟเกิดจากการที่พนักงานเห็นว่า บริษัทย้ายมาอยู่อาคารอิฐโบราณสวยๆ ในนิฮงบาชิ น่าจะมีร้านกาแฟเก๋ๆ บ้าง ท่านประธานเห็นว่าน่าสนใจก็เลยลองดู 

ส่วนไอเดียธุรกิจใหม่นั้น บริษัทมีระบบรับฟังความเห็นพนักงานเสมอ ทุกปี HARIO จะจัดประกวดไอเดียธุรกิจใหม่ พนักงานคนใด ระดับใด ก็เสนอไอเดียได้ โดยไอเดียที่ชนะเลิศ​ จะได้รับการนำไปพัฒนาเป็นสินค้าออกมาจำหน่ายจริง 

หนึ่งในสินค้าที่ชนะเลิศการประกวดคือ หม้อดินฝาแก้ว มีพนักงานคนหนึ่งเห็นว่า ปกติตัวหม้อนาเบะจะทำจากดินเผา เวลาปิดฝา มักมองไม่เห็นว่ากำลังต้มอะไรอยู่ แต่หากเปลี่ยนมาใช้เป็นฝาแก้ว ลูกค้าก็น่าจะเห็นตอนที่ข้าวกำลังสุก หรือเห็นว่าอะไรในหม้อกำลังเดือดปุดๆ แล้วหรือยัง เป็นไอเดียที่น่ารักมาก 

HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory
ภาพ : www.bridgine.com

สำหรับบริษัทที่ 100 ปีก่อน เอาแต่ผลิตบีเกอร์วิทยาศาสตร์ ถือว่า HARIO ก็มาไกลทีเดียว 

Lesson Learned

  1. ทำสิ่งที่ถนัด สำหรับ HARIO คือการผลิตเครื่องแก้วเป็นหลักตลอด 100 ปี 
  2. แต่ไม่ทำสินค้าเดิมๆ HARIO มีการออกสินค้าใหม่หลายประเภทเสมอ เช่น เครื่องประดับ แก้วกาแฟ 
  3. เวลาหาไอเดียธุรกิจใหม่ เริ่มจากการสังเกตเทรนด์ แล้วเอาความถนัดตนเองเข้าไปจับ ดังเช่น ธุรกิจ HARIO Relaxing 
  4. หรือเปิดโอกาสให้พนักงานกล้าเสนอไอเดียใหม่ๆ ให้เวทีเขาประกวด ให้เขาได้ฉายแสง 
  5. สร้างวัฒนธรรมของการกล้าออกไอเดีย กล้าพูด กล้าทำ

เวลาเราซื้อของขวัญให้ใคร เรามักจะซื้อสิ่งที่ตัวเอง (แอบ) อยากได้ให้คนคนนั้น…

เพื่อนคนหนึ่งเคยได้รับกาน้ำชาแก้วใสๆ ยี่ห้อ HARIO จากดิฉัน โดยมีคำอธิบายอันยืดยาวว่ามันใช้ง่าย สวยงาม มินิมอล เทแล้วน้ำชาไม่ค่อยหกเลอะเทอะ ถอดฝาล้างง่าย บลาๆๆ จากผู้ให้อยู่ข้างๆ 

‘HARIO’ เป็นแบรนด์ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่อายุ 100 ปีหมาดๆ เมื่อ ค.ศ. 2020 ที่ผ่านมา ทุกท่านคิดว่าบริษัทที่เคยผลิตอุปกรณ์ทดลองวิทยาศาสตร์ จะเติบโตมาหน้าตาเป็นอย่างไรคะ 

ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของ HARIO แบรนด์ญี่ปุ่นอีกแบรนด์ที่ดิฉันรักค่ะ 

จากอุปกรณ์ห้องแล็บสู่ห้องครัว 

HARIO ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1921 ในช่วงแรกนั้น บริษัทผลิตอุปกรณ์ทดลองทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นบีกเกอร์ หรือหลอดแก้วตวงปริมาตร 

อุปกรณ์ของแบรนด์ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน ทั้งทนความร้อน ทนกรด และสารเคมี รวมถึงใช้งานง่าย

หลังจากทำธุรกิจมาได้ 27 ปี ใน ค.ศ. 1948 แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นก็เริ่มนำความเชี่ยวชาญด้านการหลอมแก้ว มาผลิตอุปกรณ์ในห้องครัว เช่น จานแก้ว ชามแก้ว ที่เข้าเตาอบได้ ขวดใส่เครื่องปรุง แก้วตวงวัด 

สำหรับอุปกรณ์ทำกาแฟ HARIO เริ่มเข้ามาผลิตในช่วง ค.ศ. 1957 โดยเริ่มจากเครื่องทำกาแฟ Syphon ทางบริษัทพยายามปรับความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ มาใช้กับอุปกรณ์ทำกาแฟ และค่อยๆ สร้างชื่อเสียงในญี่ปุ่นทีละนิด

สร้างกระแสในอเมริกา จนถึงระดับโลก

ในช่วง ค.ศ. 2004 ธุรกิจได้พัฒนาตัวดริปเปอร์ใหม่ อุปกรณ์ดริปเปอร์เดิมนั้นตัวกระดาษแผ่นกรองจะแนบไปกับดริปเปอร์ ทำให้อากาศไหลเวียนยาก อุปกรณ์รุ่นใหม่ออกแบบให้มีช่องว่างระหว่างกระดาษเล็กน้อย ทำให้มีอากาศผ่านได้ รสกาแฟจะลุ่มลึกขึ้น และเริ่มวางจำหน่ายใน ค.ศ. 2005 

HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory, hario v60
ภาพ : www.hario.com

ในช่วงแรก สินค้าตัวนี้ยังไม่เป็นที่ฮิตในตลาดสักเท่าไร จนเมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี ใน ค.ศ. 2010 ไมเคิล ฟิลลิปส์ (Michael Phillips) บาริสต้าชื่อดัง ได้รับรางวัลแชมเปี้ยนระดับโลก หนึ่งในอุปกรณ์ที่เขาใช้ ก็คือ HARIO V60 ทำให้ชื่อของ HARIO และ V60 เริ่มโด่งดังในอเมริกา และไปถึงในระดับโลกในที่สุด

สินค้าดีอยู่แล้ว แค่รอวันที่ใครสักคนจะเห็นคุณค่าและหยิบยกขึ้นมาเล่าเท่านั้นเอง 

วิกฤตที่นำไปสู่การเห็นโอกาสใหม่

ตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา ตลาดกาแฟดริปเติบโตเรื่อยมา ทำให้ธุรกิจเองก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่แบรนด์ไม่ได้หยุดอยู่แค่อุปกรณ์ชงกาแฟ ทางแบรนด์ยังคงพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ อยู่เสมอ 

ค.ศ. 2014 HARIO เปิดร้าน HARIO Lampwork Factory จำหน่ายเครื่องประดับแฮนด์เมดจากแก้ว เช่น สร้อยคอ ต่างหู เป็นร้านเล็กๆ ที่เราสามารถมองเห็นช่างกำลังเจียแก้วทีละนิดๆ ตรงหน้าร้าน และเข้าไปเลือกซื้อต่างหูน่ารักๆ ได้ 

สิ่งที่ทำให้ HARIO ตัดสินใจกระโดดเข้ามาในวงการนี้คือ เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โทโฮขุเมื่อ ค.ศ. 2011 ในตอนนั้น ทุกโรงงานต้องประหยัดไฟฟ้า ทำให้ HARIO ไม่สามารถหลอมแก้วในโรงงาน ทางผู้บริหารจึงพยายามคิดว่า มีสินค้าอะไรที่บริษัทผลิตได้ โดยไม่ต้องใช้พลังไฟฟ้าปริมาณมาก

คำตอบจึงนำมาสู่การทำเครื่องประดับ ซึ่งใช้ที่เผาแก้วขนาดเล็ก ไม่ต้องใช้ไฟฟ้ามาก 

เหตุผลหลักอีกประการคือ HARIO Lampwork Factory จะเป็นสถานที่บ่มเพาะฝีมือช่างทำแก้วไปในตัวด้วย ซึ่งช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนช่างฝีมือในวงการได้เป็นอย่างดี 

ปัจจุบัน มีร้าน HARIO Lampwork Factory ทั้งหมด 4 สาขา ในโตเกียว 3 แห่ง และนาโกย่าอีก 1 แห่ง 

หากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้นอีก HARIO ก็จะได้อุ่นใจว่ามีธุรกิจบางธุรกิจที่ยังดำเนินต่อไปได้ แม้จะขาดกระแสไฟก็ตาม 

 จากกลิ่นหอมกาแฟ สู่กลิ่นหอมอโรม่า

ใน ค.ศ. 2018 HARIO ออก Product Line ใหม่ ชื่อ HARIO Relaxing เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยด้านการผ่อนคลาย

แล้ว HARIO โยงเข้ากับเครื่องแก้วอย่างไรล่ะ 

อย่างต่างหูแก้วเล็กๆ คู่นี้ ด้านในจะมีช่องเล็กให้หยอดน้ำมันอโรม่าหรือน้ำหอมได้ แค่หันหน้าไปมา ก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ผ่อนคลาย 

ความแข็งแกร่งของ Hario(ฮาริโอะ) แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ภาพ : hariosci.thebase.in

หรือแจกันดอกไม้อันนี้ ดูเผินๆ ก็เป็นแค่แจกันแก้วใสธรรมดาๆ แต่บริเวณหลอดแก้วตรงกลาง สามารถถอดมาใส่น้ำมันอโรม่า และแปลงร่างแจกันเป็น Diffuser  

ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ภาพ : hariosci.thebase.in

สร้อยคอของซีรีส์ Relaxing นี้ ก็มีช่องให้ใส่น้ำมันอโรม่าได้เช่นเดียวกัน

HARIO เริ่มจับเทรนด์ Relaxing นี้ จากการสังเกตเห็นว่า ผู้หญิงทำงานยุคใหม่มีความเครียดสูง และต้องการสินค้าที่เยียวยาหัวใจพวกเธอ เมื่อลองนำ ‘ความผ่อนคลาย’ มาเชื่อมโยงกับ ‘เครื่องแก้ว’ จึงได้ไอเดียผลิตภัณฑ์เก๋ๆ ที่ทั้งสวยงามและมีกลิ่นหอมสดชื่นนั่นเอง  

เปิด HARIO Café 

ใน ค.ศ. 2018 HARIO ตัดสินใจเปิดร้าน HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory อยู่ตรง Nihonbashi แล้ว ทีมงานจึงเสนอว่าควรสร้างคาเฟ่ควบคู่ไปด้วย เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของการชงกาแฟให้ผู้คนได้เข้าใจยิ่งขึ้น 

hario v60
HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory, hario v60
ภาพ : hariocafe-lwf.com/en/ 

ในร้านคาเฟ่นี้ ลูกค้าเข้ามาสั่งชากาแฟขนมทานได้ หรือเข้าเรียนในเวิร์กช็อป เช่น วิธีดริปกาแฟแบบต่างๆ เรียนรู้กลิ่นหอมของใบชา หรือเข้าร่วมอีเวนต์ทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ของ HARIO 

นอกจากนี้ สตาฟของ HARIO ยังคิดอีเวนต์ตามฤดูกาลอีกด้วย เช่น หน้าร้อนก็จะสอนวิธีชงชาแบบเย็น หรือหน้าหนาวก็สอนวิธีทำคาเฟ่ลาเต้อุ่นๆ ละมุนๆ 

ข้อดีสำหรับลูกค้าคือ สามารถทดลองอุปกรณ์ เช่น ดริปเปอร์ กระดาษกรองแบบต่างๆ ได้ แค่มาเข้าเวิร์กช็อป พนักงาน HARIO ก็จะอธิบายและลองชงกาแฟด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน ทำให้ลูกค้าค้นพบอุปกรณ์ที่เหมาะกับรสนิยมของตนเอง โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อสินค้าจริงมาลอง 

สำหรับ HARIO เองนั้น ตัวบริษัทเป็นผู้ผลิตเครื่องแก้วมาตลอด แต่การเปิดร้านกาแฟนี้ จะทำให้แบรนด์ได้มีโอกาสพูดคุยกับลูกค้าโดยตรง เก็บข้อมูลหรือสัมภาษณ์ลูกค้าง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ถ่ายทอดจุดเด่นของสินค้าแต่ละชิ้นอย่างถูกต้องได้สะดวกขึ้นนั่นเอง

กล้าลองอะไรใหม่ๆ 

แม้ HARIO จะเป็นบริษัทที่เก่าแก่ แต่ไม่เคยยึดติดกับความสำเร็จในอดีต ผู้บริหารเปิดรับไอเดียพนักงานเสมอ จริงๆ แล้ว ไอเดียร้านกาแฟเกิดจากการที่พนักงานเห็นว่า บริษัทย้ายมาอยู่อาคารอิฐโบราณสวยๆ ในนิฮงบาชิ น่าจะมีร้านกาแฟเก๋ๆ บ้าง ท่านประธานเห็นว่าน่าสนใจก็เลยลองดู 

ส่วนไอเดียธุรกิจใหม่นั้น บริษัทมีระบบรับฟังความเห็นพนักงานเสมอ ทุกปี HARIO จะจัดประกวดไอเดียธุรกิจใหม่ พนักงานคนใด ระดับใด ก็เสนอไอเดียได้ โดยไอเดียที่ชนะเลิศ​ จะได้รับการนำไปพัฒนาเป็นสินค้าออกมาจำหน่ายจริง 

หนึ่งในสินค้าที่ชนะเลิศการประกวดคือ หม้อดินฝาแก้ว มีพนักงานคนหนึ่งเห็นว่า ปกติตัวหม้อนาเบะจะทำจากดินเผา เวลาปิดฝา มักมองไม่เห็นว่ากำลังต้มอะไรอยู่ แต่หากเปลี่ยนมาใช้เป็นฝาแก้ว ลูกค้าก็น่าจะเห็นตอนที่ข้าวกำลังสุก หรือเห็นว่าอะไรในหม้อกำลังเดือดปุดๆ แล้วหรือยัง เป็นไอเดียที่น่ารักมาก 

HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory
ภาพ : www.bridgine.com

สำหรับบริษัทที่ 100 ปีก่อน เอาแต่ผลิตบีเกอร์วิทยาศาสตร์ ถือว่า HARIO ก็มาไกลทีเดียว 

Lesson Learned

  1. ทำสิ่งที่ถนัด สำหรับ HARIO คือการผลิตเครื่องแก้วเป็นหลักตลอด 100 ปี 
  2. แต่ไม่ทำสินค้าเดิมๆ HARIO มีการออกสินค้าใหม่หลายประเภทเสมอ เช่น เครื่องประดับ แก้วกาแฟ 
  3. เวลาหาไอเดียธุรกิจใหม่ เริ่มจากการสังเกตเทรนด์ แล้วเอาความถนัดตนเองเข้าไปจับ ดังเช่น ธุรกิจ HARIO Relaxing 
  4. หรือเปิดโอกาสให้พนักงานกล้าเสนอไอเดียใหม่ๆ ให้เวทีเขาประกวด ให้เขาได้ฉายแสง 
  5. สร้างวัฒนธรรมของการกล้าออกไอเดีย กล้าพูด กล้าทำ

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load