เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งที่เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ เข็นความตื่นตาตื่นใจรสชาติใหม่สู่สายตาผู้บริโภค รายการนี้ทำเอาผู้ชมตื่นเต้นจนจิกเบาะ หัวเราะจนตัวโยก หรือกระทั่งสงสัยจนหัวใจแทบหยุดเต้นว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเกิดขึ้นได้อย่างไร

แน่นอน เรากำลังพูดถึงรายการใหม่แกะกล่องจากช่อง 23 อย่าง ศึกมายากล

MAGIC WARS หรือ ศึกมายากล คือรายการที่ดึงตัวนักร้อง นักแสดง ตลอดจนศิลปินทั่วฟ้าเมืองไทย มาฝึกฝนเพื่อประชันมายากลแข่งกัน ความน่าสนใจของรายการมีเราให้เห็นตั้งแต่กลทายไพ่ โชว์สะกดจิตอ่านใจ ไปจนถึงการแสดงที่มหัศจรรย์เกิดกว่าผู้ชมคนไหนจะคาดเดา

ทุกคืนวันพุธ เวลา 20.05 น. พิธีกรอารมณ์ดี ซูโม่กิ๊ก (เกียรติ กิจเจริญ) จะเชื้อเชิญพวกเราเข้าสู่สมรภูมิที่แบ่งผู้เข้าแข่งขันออกเป็น 2 ฝ่าย นำทัพโดยนักมายากลเบอร์ต้นของประเทศอย่าง แพทริค คุณ (บุณยกร คุณวัฒนาการ) และ หนึ่ง โซนิค (รณชัย จิรารัตน์วัฒนา) สองโค้ชที่ซุ่มฝึกซ้อมศิลปินจนพร้อมแสดงกลบนเวที ให้ผู้ชมได้ลุ้นว่า ทีมไหนจะเก็บแต้มในแต่ละสัปดาห์ และก้าวไปคว้าตำแหน่งแชมป์ตอนจบซีซั่น

มากไปกว่านั้น MAGIC WARS ยังเป็นเวทีที่มุ่งมั้นตั้งใจขับเคลื่อนวงการมายากลเมืองไทยให้ไปได้ไกลกว่าที่เคย ท่ามกลางเหล่าศิลปินแถวหน้า ‘ทีมโพดำ’ และ ‘ทีมโพแดง’ ยังมีนักมายากลมืออาชีพสอดแทรก พร้อมอวดฝีมือที่ฝึกปรือมาทั้งชีวิต เป็นการส่องไฟดวงใหญ่ให้คนไทยมองเห็นศาสตร์ที่เรียกว่ามายากลชัดขึ้น

จริงอยู่ที่เราเคยเห็นมหรสพประเภทนี้โลดเล่นอยู่ในรายการโทรทัศน์หลายต่อหลายครั้ง แต่หากบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่มายากลถูกเลื่อนขั้นให้เป็นวัตถุดิบหลักในการออกแบบรายการก็คงจะไม่เกินจริง ความคิดสร้างสรรค์คลุกเคล้าความกล้าบ้าบิ่นที่อยู่เบื้องหลัง ศึกมายากล คืออะไร เอ็กซ์-จิตศิลป์ ภาคย์ศรีธรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตรายการของเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จะมาไขทุกข้อสงสัยให้เราฟัง

10 วิธีคิดเบื้องหลัง MAGIC WARS รายการใหม่เวิร์คพอยท์ที่ศิลปินต้องแข่งกันโชว์มายากล

01
มายากล x ศิลปินดารา

อย่างที่คุ้นเคยกันดี ทุกรายการของเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนต์ จะมีธีม (Theme) หรือวัตถุดิบหลักเป็นตัวชูโรงเพื่อสอดรับกับกลุ่มผู้ชมที่หลากหลาย 

ธีมการร้องเพลงนำมาสู่รายการมากมาย อาทิ I Can See Your Voice Thailand, The Mask Singer, The Wall Song, ไมค์หมดหนี้ ฯลฯ

ถ้าเฉพาะเจาะจงกลุ่มเป้าหมายลงมาหน่อย เพลงแรปก็ถูกใช้เป็นธีมตั้งต้นของรายการน้ำดี The Rapper กระทั่งการต่อยมวยก็กลายเป็นประเด็นหลักในรายการ 10 Fight 10 อย่างที่เราเห็นมาแล้ว 2 ซีซั่น

การปล่อยความสนุกรูปแบบใหม่ปีละหลายรายการ ทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า ยังมีวัตถุดิบไหนบ้างที่เวิร์คพอยท์จะนำมาใช้ปรุงรสเป็นรายการใหม่ได้อีก ใครล่ะจะคิดว่าสิ่งนั้นคือมายากล

อันที่จริง มายากลไม่ใช่สิ่งใหม่ และที่สำคัญ ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในความสนใจกระแสหลักของคนไทยวงกว้าง ต่อให้เป็นราชาแห่งวงการเกมโชว์อย่างเวิร์คพอยท์ ก็คงปวดหัวไม่น้อยในการส่งรายการนี้ไปให้ถึงฝัน ถึงอย่างนั้น จิตศิลป์ก็บอกกับเราว่า มายากลเป็นโชว์เพียงไม่กี่ประเภทที่ผู้ชมไม่อาจละสายตา การแสดงประเภทนี้สร้างความรู้สึกร่วมได้หลายรูปแบบอย่างไม่น่าเชื่อ และคนดูจะรู้สึกดีทุกเมื่อหลังดูจบ

“ทุกครั้งที่ได้ดูมายากล นักมายากลทำให้เรารู้สึกตลก สงสัย หวาดเสียว ตกใจ มีหลากหลายอารมณ์ไปหมด สนุกตลอดเวลา เพราะงั้น ถ้าลองเอาโชว์มายากลมาทำเป็นรายการทีวีก็คงเป็นอะไรที่น่าสนใจเหมือนกัน คงดีมาก ๆ ถ้าทำให้ผู้ชมรู้สึกแบบที่เรารู้สึกได้”

แต่ถึงจะเล่นท่ายากแค่ไหน ลำพังเพียงมายากลคงยังไม่เพียงพอจะกระตุ้นให้ผู้ชมทางบ้านอยากดูรายการได้ ทีมงานจึงเลือกใช้ดารา นักร้อง และคนที่มีชื่อเสียงมาช่วยเรียกกระแส

“การนำศิลปินที่คนดูรู้จักอยู่แล้วมาเล่นมายากล ช่วยเปิดโอกาสให้คนทางบ้านได้เห็นบทบาทอื่นที่ไม่เคยเห็นมาก่อนจากดาราหรือนักร้องคนนี้ เป็นวิธีดึงความสนใจของคนดูทีวีบ้านเราที่ได้ผล เมื่อความน่าสนใจของมายากลรวมกับเสน่ห์ของดารานักแสดง ก็น่าจะเกิดเป็นส่วนผสมที่ลงตัวได้” จิตศิลป์เล่ายิ้ม ๆ

ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เช่นเดียวกับใน ร้องข้ามกำแพง เทคนิคการจับคู่ศิลปินมาประลองฝีมือในแต่ละสัปดาห์ยังคงเป็นกลยุทธ์เด็ดที่ทีมงานไม่พลาดจะเก็บรายละเอียด เพราะเคมีการต่อล้อต่อเถียงที่สนิทสนมย่อมนำมาซึ่งเนื้อหาที่สนุก ทั้งในขณะอัดรายการ และตอนถูกชมผ่านสายตาคนดูที่อยู่บ้าน จิตศิลป์เล่าเคล็ดลับให้ฟังว่า ทีมงานต้องหาจุดเชื่อมโยงของศิลปินทุกคนที่จะมาแข่งขันกัน บทสนทนาในรายการจึงจะมีอรรถรส

“อย่างตอนที่ 1 ก็เป็นนักแสดงที่รับบทพระเอกมาเจอกัน ตอนที่ 2 จะเป็นนักแสดงตลก เท่ง เถิดเทิง (พงษ์ศักดิ์ พงษ์สุวรรณ) กับ แจ๊ส ชวนชื่น หลังจากนั้นก็มีที่เป็นคู่พี่น้อง มีคู่ระหว่างหน้ากากทุเรียน (อิศรา กิจนิตย์ชีว์) และหน้ากากอีกาดำ (จิรากร สมพิทักษ์) ก็เป็นจุดเชื่อมโยงที่ทำให้ผู้ชมนึกถึงรายการเก่า ๆ ของเวิร์คพอยท์อย่าง The Mask Singer ด้วย”

02
การโชว์ไม่สนุกเท่าการดวล

“ถ้าให้มาโชว์มายากลเฉย ๆ ก็คงไม่สนุกเท่ากับการมาดวลกัน สู้กัน มาวัดกันมั้ยว่าของใครน่าสนใจกว่า แต่ก็แข่งกันสนุก ๆ นะ ไม่ได้ซีเรียส เหมือนมาดวลกันภาษาเพื่อน”

ดูเหมือนว่าทีมงานช่อง 23 จะเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี การอาศัยเพียงโชว์ที่น่าตื่นใจคงไม่สามารถทำให้ผู้ชมติดตามรายการอย่างสม่ำเสมอ หากได้ดูแค่มายากล โชว์จบ คนดูก็จบด้วย แต่หากเพิ่มเงื่อนไขเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการแบ่งดาราศิลปินออกเป็น 2 ทีม ทำการประชันมายากลเพื่อเก็บคะแนนให้ฝั่งตัวเองไปเรื่อย ๆ ไม่มากก็น้อย คงมีผู้ชมติดตามว่าท้ายที่สุดทีมไหนจะเป็นผู้ชนะ

หากมองให้ลึกลงไป การดวลกันยังเอื้อให้เกิดความสนุกรูปแบบใหม่ที่โชว์ปกติทำไม่ได้ อาทิ การพูดจาท้าทายอีกฝั่ง เล่นมุกหยอกล้อ คุยโวเกทับ พูดง่าย ๆ ว่า การแบ่งนักมายากลออกเป็นทีมโพดำและทีมโพแดงแทบจะเป็นสูตรสำเร็จเดียวกัน กับที่เวิร์คพอยท์เคยแบ่งนักมวยออกเป็นทีมไวท์และทีมแบล็กใน 10 Fight 10 นั่นเอง

“อาจมีความคล้ายที่คนรู้สึกได้ เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่การแข่งขันจะต้องมี 2 ทีมมาเจอกัน ซึ่งทั้งมวยและมายากลต่างก็ควรมีหัวหน้าทีมเป็นคนช่วยฝึกซ้อม แต่จริง ๆ เนื้อหาของ ศึกมายากล กับ 10 Fight 10 ไม่เหมือนกันนะ” จิตศิลป์เล่าไปยิ้มไป

03
2 แนวหน้ามายากลเมืองไทย

แค่ได้ยินคอนเซ็ปต์ว่าจะมีรายการทีวีที่จับเอาศิลปินมาเล่นมายากลออกอากาศ ก็ดูเป็นงานที่ท้าทายความสามารถขั้นสุด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสรรหาปรมาจารย์ด้านมายากลมาคอยชี้แนะเทคนิคต่าง ๆ การควานหาตัวผู้คร่ำหวอดในวงการจึงเริ่มต้นขึ้น

“พอสนใจเนื้อหามายากล เป้าแรกก็คือนักมายากลคนไหนที่เก่งมาก ๆ และร่วมงานกับเราได้ เบอร์ต้น ๆ ของประเทศนี้คือใคร แพทริค คุณ เคยร่วมงานกับเวิร์คพอยท์เป็นระยะอยู่แล้ว เราเห็นเขาตามรายการอื่น ๆ รวมถึงรายการต่างประเทศด้วย ก็เลยลองชักชวนดู แล้วก็เป็นแพทริคนี่แหละที่แนะนำว่าอีกคนเป็น หนึ่ง โซนิค มั้ย หนึ่งก็อยู่ในวงการมานาน มีข้อมูลความรู้เยอะมาก สุดท้ายเลยได้เป็นโค้ชสองคนนี้”

การได้ขาใหญ่แห่งวงการมายากลถึง 2 คนมาร่วมงาน อย่างน้อยที่สุดก็เรียกแขกที่เป็นฐานคนรักมายากลได้แน่ ๆ แพทริค คุณมีฝีมือระดับที่เคยร่วมออกแบบโชว์ให้กับนักมายากลระดับโลกอย่าง เดวิด คอปเปอร์ฟิลด์ (David Copperfield) ทั้งยังเคยเข้าประกวด America’s Got Talent 2021 จนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ขณะที่หนึ่ง โซนิคเป็นนักมายากลที่ได้รับการยอมรับในระดับสูง แรงบันดาลใจในการเล่นกลที่ส่งผ่านมาจากคุณพ่อ ทำให้วันนี้เขากลายเป็นหัวหน้าทีมนักมายากล Sonic Magic Show แหล่งรวบรวมนักมายากลแถวหน้าของเมืองไทยมาไว้ในที่เดียว

นักมายากลระดับนี้น่าจะมีงานล้นมือ ถามจริง เวิร์คพอยท์ติดต่อยังไง – เราถาม

“ตอนแรกก็ไม่มั่นใจหรอกว่าเขาจะเอาด้วยรึเปล่า แต่พอเราเล่าไอเดีย แพทริคก็อยากฟังรายละเอียดเพิ่มเติม พอได้พูดคุย ปรากฏว่าทั้งเรา แพทริค และหนึ่ง มีเป้าหมายเดียวกัน ทัศนคติที่มีต่อมายากลของเราตรงกัน ก็ร่วมงานกันได้ไม่ยากเลย ทั้งสองคนให้ความช่วยเหลือดีมากจริง ๆ” โปรดิวเซอร์สรุปสั้น ๆ

10 วิธีคิดเบื้องหลัง MAGIC WARS รายการใหม่เวิร์คพอยท์ที่ศิลปินต้องแข่งกันโชว์มายากล
10 วิธีคิดเบื้องหลัง MAGIC WARS รายการใหม่เวิร์คพอยท์ที่ศิลปินต้องแข่งกันโชว์มายากล

04
ศิลปินซ้อมจริง เล่นจริง

เมื่อโค้ชพร้อม โจทย์ถัดมาคือศิลปินจะทุ่มเทและมีเวลาซ้อมมายากลมากน้อยไหนแค่ไหน จริงอยู่ที่ศาสตร์ของการแสดงอาจนำมาปรับใช้ในการเล่นกลได้บ้าง แต่ไม่ใช่ทุกอย่างแน่นอนที่จะตรงกัน

จิตศิลป์เล่าให้ฟังว่าการฝึกซ้อมมายากลเป็นขั้นตอนที่ยากพอสมควร ดาราและนักร้องบางคนกดดันมาก เพราะไม่เคยดูหรือเล่นมายากลมาก่อน แต่ทุกคนที่ตบปากรับคำก็ทำเต็มที่ พวกเขาทั้งทุ่มเทและให้เกียรติกับการแสดงในครั้งนี้ จนหลายครั้งทีมงานต้องเดินเข้าไปบอกว่า ‘ใจเย็น ๆ พักบ้าง’

“มายากลแบบที่เล่นกันในกลุ่มเพื่อนอาจจะฝึกไม่นาน แต่โชว์ที่เราจะขึ้นในรายการฝึกแป๊บเดียวไม่ได้ มันต้องไปไกลกว่านั้น สนใจปุ๊บ คุณต้องมีเวลาซ้อมด้วย โชคดีที่ศิลปินทุกคนจริงจังกับสิ่งนี้ เขาซ้อมทั้งการออกคำสั่ง ใช้อุปกรณ์ ลองทำซ้ำ ๆ จนชินว่าต้องทำแบบไหนถึงจะคุมโชว์อยู่ ทุกคนเป็นมืออาชีพจริง ๆ” จิตศิลป์เล่า

นอกจากนี้ อีกหนึ่งเรื่องที่ทีมงาน ศึกมายากล ใส่ใจ คือความพิถีพิถันในการคัดสรรมายากลให้เหมาะกับศิลปินแต่ละคน นักร้องคนนี้อาจเหมาะกับโชว์ที่ใช้บุคลิกนิ่งขรึม ลุ้นระทึก นักแสดงตลกคนนั้นอาจเหมาะกับมายากลที่ใช้วาทศิลป์ ความสนุกสนาน

“ทีมงานประชุมกันตลอดว่า ศิลปินคนไหนควรจะให้ทำโชว์ยังไง เช่น พี่เท่งที่มักมาในแนวตลก เราก็ลองคิดกันว่า รอบนี้เขาควรมาแบบไหนที่จะทำให้คนดูรู้สึกสนใจที่สุด เออ งั้นให้พี่เท่งลองไม่ตลกดูมั้ย ครั้งนี้ขอจริงจังบ้างนะพี่” 

10 วิธีคิดเบื้องหลัง MAGIC WARS รายการใหม่เวิร์คพอยท์ที่ศิลปินต้องแข่งกันโชว์มายากล

อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญที่เราสงสัยและมั่นใจเหลือเกินว่าผู้ชมทางบ้านก็คงอยากรู้ไม่ต่างกัน
คือศิลปินที่เราชื่นชอบเล่นมายากลเหล่านั้นได้ด้วยตนเองจริง ๆ หรือรายการนัดแนะไว้ล่วงหน้าระหว่างผู้แสดงและกรรมการในสตูดิโอ

จิตศิลป์เปิดใจให้เราฟังว่า หลายคนตั้งคำถามต่อเรื่องนี้ ก่อนที่ทีมงานมักจะตั้งคำถามกลับว่า ผู้ชมสังเกตเห็นอะไรจากคณะกรรมการบ้างหรือเปล่า ถ้ามองดี ๆ จะเห็นว่าลักษณะอากัปกิริยาของกรรมการและพิธีกรคือของจริง ความรู้สึกประหลาดใจไม่ใช่สิ่งที่จะเตรียมการล่วงหน้าได้

“เราถ่ายกันจริง ๆ กรรมการที่นั่งอยู่ตรงนั้นไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตัวโชว์แทบจะไม่ได้ถูกดัดแปลงอะไรเลย รายการจึงได้รีแอคชันที่จริงมาก ๆ จากคนในสตูดิโอ” จิตศิลป์ยืนกราน

05
สนับสนุนวงการ ผ่านการให้พื้นที่แก่นักมายากลตัวจริง

หลังใช้ศิลปินจากหลากหลายวงการช่วยดึงความสนใจของผู้ชมที่อยู่หน้าจอ ต่อมาก็ถึงคราวที่รายการจะยกระดับไปอีกขั้นผ่านการให้พื้นที่กับ ‘ตัวจริง’ ที่อยู่ในวงการมายากล จิตศิลป์และทีมงานคิดว่า แนวทางนี้จะช่วยเพิ่มความหลากหลายให้การแสดงของ MAGIG WARS โดดเด่นยิ่งขึ้น

“ขนาดเราดูดารานักแสดงที่มีเวลาซ้อมอย่างมาก 2 เดือนมาเล่นกล เขายังทำได้ขนาดนั้นเลย แล้วนักมายากลที่เล่นกลตั้งแต่เด็ก โตมากับสิ่งเหล่านี้ จะทำได้ดีขนาดไหน เราตั้งใจตั้งแต่แรกว่ายังไงรายการนี้ก็ต้องมีนักมายากลมืออาชีพ พวกเขาเป็นส่วนผสมที่จะช่วยให้รายการยิ่งน่าติดตาม ที่สำคัญ ถ้าทำเนื้อหามายากล แต่ไม่มีคนที่เป็นนักมายากลแท้ ๆ เราก็คงไม่อยากเรียกว่านี่คือรายการมายากลที่แท้จริง ถูกมั้ย”

และการให้พื้นที่นี้เองที่ทำให้ ศึกมายากล เป็นเหมือนแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนวงการมายากลของประเทศไทยแบบที่ไม่มีรายการหรือเวทีไหนเคยทำมาก่อน เช่นเดียวกับที่ครั้งหนึ่ง เวิร์คพอยท์ก็เคยปลุกปลั้นรายการ The Rapper ซึ่งช่วยสนับสนุนวงการแรปไทยจนกระแสเพลงฮิปฮอปได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย ถึงขั้นที่ศิลปินจากรายการกลายเป็นไอดอลที่เด็กไทยหลายคนอยากเดินรอยตาม ไม่ว่าจะเป็น MILLI (ดนุภา คณาธีรกุล), LazyLoxy (ปฐมภพ พูลกลั่น) หรือ AUTTA (อัษฎกร เดชมาก)

ในอนาคต เจ้าแห่งเกมโชว์เมืองไทยอาจมีรายการประกวดมายากลของบุคคลทั่วไปบ้างก็เป็นได้ ใครจะรู้

ชวนโปรดิวเซอร์เวิร์คพอยท์เล่าเบื้องหลัง ศึกมายากล ครั้งแรกของเกมโชว์ไทยที่ให้ศิลปินมาแข่งกันเล่นมายากลออกอากาศ

06
พิธีกรพร้อมรับทุกสถานการณ์

ถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่า ศึกมายากล มีไอเดียและความตั้งใจที่ดี นักมายากลและศิลปินก็พร้อมตบเท้าเข้าร่วมโปรเจ็กต์ ขั้นต่อมาคือการตามหาผู้ดำเนินรายการ

จิตศิลป์ค่อย ๆ อธิบายที่มาในการเลือกพิธีกรประสบการณ์สูงอย่างซูโม่กิ๊ก มาช่วยสร้างจังหวะให้กับ MAGIC WARS เพราะมายากลเป็นมหรสพที่คาดเดาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ ผู้ดำเนินรายการจึงต้องมีความสามารถมากพอที่จะรับมือกับหลากสถานการณ์เฉพาะหน้า และแน่นอนว่าประสบการณ์พิธีกรที่สั่งสมมากว่า 2 ทศวรรษของซูโม่กิ๊กช่วยจัดการเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

ชวนโปรดิวเซอร์เวิร์คพอยท์เล่าเบื้องหลัง ศึกมายากล ครั้งแรกของเกมโชว์ไทยที่ให้ศิลปินมาแข่งกันเล่นมายากลออกอากาศ

“ประสบการณ์ของพิธีกรคือจุดสำคัญ เขารู้แค่ว่าใครจะมาโชว์ แต่ไม่มีทางรู้เลยว่า ตั้งแต่วินาทีที่หนึ่งจนถึงวินาทีสุดท้ายจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ต้องรับมือกับเรื่องไม่คาดฝันแน่ ๆ แล้วบางทีการดูมายากลก็อาศัยสมาธิเยอะมาก การผ่อนคลายอารมณ์คนดูบ้างในบางจังหวะ น่าจะช่วยให้รายการเข้าถึงคนได้มากขึ้น ความตลกและขี้เล่นของป๋ากิ๊กช่วยในจุดนี้ได้ดีเลย” จิตศิลป์สรุป

07
กรรมการล้านรีแอคชัน

และในเมื่อ MAGIC WARS ถูกออกแบบให้อยู่ในรูปของการแข่งขัน แม้จะไม่ได้มีท่าทีจริงจังแบบต้องชนะกันเอาเป็นเอาตาย แต่ตัวละครที่ยังไงก็ขาดไปไม่ได้คือคณะกรรมการ โปรดิวเซอร์เล่าว่า ทีมงานโยนไอเดียกันอยู่พักใหญ่ กว่าจะได้สูตรใหม่ของการออกกฎให้มีกรรมการประจำ 2 คน อย่าง ลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม ชาร์พเพิร์ล จับคู่กับผู้กำกับมากฝีมืออย่าง ยอร์ช-ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ พ่วงด้วยกรรมการอีกหนึ่งคนที่ต้องหมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายทุกสัปดาห์

ชวนโปรดิวเซอร์เวิร์คพอยท์เล่าเบื้องหลัง ศึกมายากล ครั้งแรกของเกมโชว์ไทยที่ให้ศิลปินมาแข่งกันเล่นมายากลออกอากาศ

พี่จิก (ประภาส ชลศรานนท์) ให้คำแนะนำว่า น่าจะมีผู้กำกับสักคนเพื่อดูเรื่องการแสดงออก ท่าทางและการนำเสนอ ส่วนอีกคนก็อยากได้พี่เกด เขาก็มีประสบการณ์เยอะอยู่แล้ว และข้อดีคือเขาชอบจับผิด อยากจับให้ได้ว่านักมายากลทำยังไง ทั้งสองคนดูสนุกมาก ๆ กับการวิเคราะห์”

สิ่งหนึ่งที่ ศึกมายากล มีต่างจากรายการอื่น คือกรรมการรับเชิญจำเป็นต้องเปลี่ยนคนทุกอาทิตย์ จิตศิลป์อธิบายว่า ประสบการณ์การดูมายากลที่เพิ่มมากขึ้น จะทำให้ความรู้สึก วิธีคิด ตลอดจนการรับรู้เปลี่ยนไป พูดง่าย ๆ ว่ายิ่งดูเยอะก็ยิ่งจับทางเก่ง ดังนั้น รายการจึงต้องมีกรรมการอีกคนที่เป็นตัวแทนของความว่างเปล่าและสดใหม่ในทุกตอน 

“เราคาดว่า พอผ่านไปสักพัก ป๋ากิ๊ก พี่เกด พี่ยอร์ช และคนดูคงดูมายากลเก่งขึ้น เราจึงต้องการตัวละครใหม่ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ อยู่ ๆ เดินเข้ามาแล้วสงสัยว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคืออะไร ทุกตอนควรจะมีคนที่ว่างเปล่าจริง ๆ เพื่อเป็นตัวแทนของความไม่รู้อะไรเลย”

ชวนโปรดิวเซอร์เวิร์คพอยท์เล่าเบื้องหลัง ศึกมายากล ครั้งแรกของเกมโชว์ไทยที่ให้ศิลปินมาแข่งกันเล่นมายากลออกอากาศ

08
ส่งความตื่นตาตื่นใจไปให้ถึงผู้ชมทางบ้าน

เสน่ห์อย่างหนึ่งของการแสดงมายากล คือผลลัพธ์และความมหัศจรรย์มักเกิดขึ้นตรงนั้นแบบต่อหน้าต่อตา แต่เมื่อผู้ชมต้องรับรู้สิ่งนี้ผ่านหน้าจอโทรทัศน์หรือโทรศัพท์มือถือ คำถามคือทีมงาน MAGIC WARS มีเคล็ดลับอย่างไรในการส่งความตื่นตาตื่นใจจากสตูดิโอให้ไปถึงคนดู

โปรดิวเซอร์เล่าว่า เขาและทีมงานกังวลเรื่องนี้มาก แต่ถึงอย่างนั้น รายการก็ไม่ได้มีเทคนิคพิเศษอะไร มากไปกว่าการพยายามทำให้ผู้ชมได้รับความสมจริงให้มากที่สุด โดยมีตัวช่วยคือพิธีกรและคณะกรรมการที่ทำหน้าที่สื่อสารและเป็นตัวแทนความรู้สึกของคนดู

“วิธีการคืออย่าดัดแปลง คนในสตูดิโอเห็นยังไง คนดูทางบ้านควรได้เห็นแบบนั้น นั่นคือเป้าหมายแรก เราบอกกรรมการและพิธีกรว่ารู้สึกยังไงก็ปล่อยออกมา ไม่ต้องกั๊ก เพราะพวกคุณคือตัวแทนความรู้สึกของผู้ชมทางบ้าน คุณจะอธิบายซ้ำแล้วซ้ำอีกกับความตื่นตาตื่นใจตรงหน้า พูดถึงความประทับใจ หรืออธิบายความสงสัยก็ทำได้เลย คนดูทางบ้านจะได้เข้าใจมากขึ้น รู้สึกร่วมมากขึ้น” จิตศิลป์เล่าอย่างเห็นภาพ

09
ไม่กลัวเสียงวิจารณ์

ถึงวันนี้ MAGIC WARS ซีซั่น 1 ออกอากาศไปแล้ว 6 จาก 13 ตอน เสียงวิจารณ์จากผู้ชมหลากหลายกลุ่มเริ่มถูกส่งต่อถึงผู้ผลิตรายการ จิตศิลป์กล่าวอย่างหนักแน่นว่า ทัศนะหลายแง่มุมไม่ได้เป็นปัญหาต่อการทำงาน การถูกพูดถึงย่อมดีกว่าการไม่ถูกพูดถึง คำวิจารณ์คือเรื่องปกติที่ไม่จำเป็นต้องกลัว และทีมงานก็ควรรับฟังและปรับตัวเพื่อสร้างงานที่ดีกว่าเดิม

“ที่ได้ยินมาคือนักแสดงหลายคนอยากมาร่วมรายการด้วยในซีซั่น 2 เราดีใจนะ หมายความว่ารายการน่าจะสร้างความรู้สึกร่วมได้ไม่มากก็น้อย ที่แน่ ๆ มีคนสนุกไปกับเราแล้ว แต่คนที่ไม่ชอบมายากลก็อาจจะไม่ชอบรายการไปเลย จุดนี้เราเข้าใจมาก ๆ ก็ต้องพยายามทำให้ MAGIC WARS มีครบทุกรสชาติมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เผื่อว่าจะมีจุดที่เขาสนุกได้ต่อให้ไม่ชอบมายากลก็ตาม”

หากมีส่วนผสมที่ลงตัว รายการก็อาจได้แฟนคลับกลุ่มใหม่ได้โดยไม่รู้ตัว ทำนองว่า ‘คนที่เดิมทีไม่สนใจมายากล เริ่มดูรายการเพราะติดตามศิลปิน ดูจบก็อาจจะเริ่มชอบมายากลก็เป็นได้’

10
ความสนุกที่ยังเป็นความลับ

ยังเหลืออีกกว่าครึ่งทางให้ผู้ชมได้ร่วมลุ้นไปกับความสนุกของ ศึกมายากล ซีซั่นแรก เราอดไม่ได้ที่จะถามจิตศิลป์ว่า ยังมีอะไรให้เซอร์ไพร์สอีกบ้างหลังจากนี้

“แน่นอนว่าถ้าติดตามศิลปิน คุณก็คงรอดูว่าใครจะมาเล่นกลเป็นคนต่อไป แต่ในส่วนของมายากลก็จะค่อย ๆ เข้มข้นขึ้นอยู่แล้ว ทั้งสองทีมต้องพยายามนำหน้ากรรมการไปเรื่อยๆ เพราะกรรมการก็เห็นโชว์มาเยอะ แต่ละทีมต้องสร้างสิ่งใหม่ ๆ ต้องคิดตลอดว่าหนียังไงให้คนดูที่ดูมาตั้งแต่ตอนที่หนึ่งตามไม่ทัน”

แล้วถ้าดูมาทุกตอนจะไม่เบื่อเหรอ – เราถาม

“เราว่ามายากลคือการแสดงที่เปิดทุกประสาทสัมผัสของความรู้สึก ดูแล้วได้คิด ได้จินตนาการ เราจะได้รับความสนุกกลับมาเสมอ เพราะบางอย่างเราก็เดาได้ บางอย่างเราก็เดาไม่ถูก ต่อให้ดูมาทุกตอน ถ้าผู้ชมยังเปิดใจ มันก็จะยังเป็นรสชาติใหม่ของรายการทีวีที่สนุกอยู่เสมอ” โปรดิวเซอร์ปิดจบ

เราคงสรุปทิ้งท้ายได้ว่า ความสนุกในตอนที่เหลือที่ยังถูกปิดเป็นความลับ ก็ไม่ต่างจากความรู้สึกเมื่อผู้ชมดูการแสดงมายากล ศาสตร์ที่เรามีความสุขทุกครั้งแม้ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ตรงหน้าเกิดขึ้นได้อย่างไร และความสนุกของมายากลจะยังคงเป็นความลับเรื่อยไป อย่างน้อยที่สุดก็จนกว่าที่การแสดงสุดท้ายจะปิดม่าน

มายากลสร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้ชมฉันใด การได้ล่วงรู้เบื้องหลัง MAGIC WARS ก็น่าสนใจไม่ต่างกัน ความสนุก แรงบันดาลใจ ตลอดจนความท้าทายของทีมงาน ทำให้เรากล้าพูดอย่างเต็มปากว่า กระบวนการสร้างรายการ ศึกมายากล มหัศจรรย์ราวกับมีเวทมนตร์เลยจริง ๆ

ถ้าไม่เชื่อ คืนวันพุธ เวลา 20.05 น. ลองเปิดช่อง 23 ดูสิ

ภาพ : Workpoint TV

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ใต้แสงแดดแผดจ้าที่สาดส่องลงมายังเมืองโพนโฮง เสียงกึงกังของเครื่องจักรสลับกับเสียงสอนสั่งของผู้มีอายุที่อึงอลมาจากโรงฝึกทั้งสี่หลัง ฟังดูคล้ายคำทักทาย “สะบายดี” ซึ่งคณาจารย์และนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์กำนัลแด่ผู้มาเยือน

วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์ เมื่อน้ำใจไทยช่วยสร้างสถาบันอาชีวะชั้นนำให้ สปป.ลาว

ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ประเทศเพื่อนบ้านคนสนิทของพวกเราชาวไทยที่ปลูกเรือนอาศัยอยู่อีกฟากของแม่น้ำโขง

จะด้วยสำเนียงการพูดที่แปร่งหู หรือใด ๆ ก็ตามที่ฟ้องว่าคณะของเรายกขบวนข้ามโขงมาจากเมืองไทย ทั้งผู้เรียนและผู้สอนที่สถาบันการศึกษาวิชาชีพแห่งนี้ดูจะมีรอยยิ้มแจ่มใส เกินจะเชื่อได้ว่านั่นเป็นเพียงยิ้มมารยาทที่ปุถุชนพึงมีต่อกัน

ต้นเหตุของรอยยิ้มเหล่านั้นมีที่มาจากข้อความ 2 ภาษาบนผืนป้ายกลางวิทยาลัยนี้เอง

วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์ เมื่อน้ำใจไทยช่วยสร้างสถาบันอาชีวะชั้นนำให้ สปป.ลาว

อาชีวะสึกสา

เมื่อสัก 50 ปีก่อนหน้านี้ การเรียนการสอนด้านอาชีวศึกษาของประเทศลาวจัดอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าขัดสน ด้วยความที่เป็นประเทศขนาดเล็ก ประชากรเบาบาง ซ้ำยังไม่มีทางออกสู่ทะเล การจะนำเข้าเทคโนโลยี วัตถุอุปกรณ์ ตลอดจนวิทยาการความรู้ต่าง ๆ จากต่างประเทศจึงมีข้อจำกัดสูง

ท่านหนูพัน อุดสา อธิบดีกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการและกีฬาแห่ง สปป.ลาว กล่าวว่า โรงเรียนที่เปิดสอนด้านนี้ทั่วประเทศเคยมีน้อยจนนับได้ด้วยนิ้วมือข้างเดียว ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นได้จากความช่วยเหลือของต่างชาติ

วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์ เมื่อน้ำใจไทยช่วยสร้างสถาบันอาชีวะชั้นนำให้ สปป.ลาว

“ก่อนการตั้ง สปป.ลาว มีโรงเรียนอาชีวศึกษาแค่ 2 – 3 แห่ง เช่น โรงเรียนเทคนิคปากป่าสัก โรงเรียนลาว-เยอรมัน สะหวันนะเขต ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ แต่ภายหลังประเทศชาติได้รับการปลดปล่อย ก่อตั้งเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตย ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางดี”

ค.ศ. 1975 ลาวเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบราชาธิปไตยเป็นสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ความสัมพันธ์กับบางประเทศมีอันต้องชะงักงันลง ขณะที่บางประเทศก็งอกเงยขึ้น ส่วนบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างไทยนั้น ย่อมไม่มีวันตัดกันขาด

“สำหรับความร่วมมือก็มีหลายประเทศ เช่นราชอาณาจักรไทย มีการร่วมมือกับประเทศไทยตั้งแต่ ค.ศ. 1998 เป็นต้นมา ความร่วมมือขั้นแรกสุดเลยก็คือเป็นพันธมิตรในการพัฒนาโรงเรียนวิชาชีพโพนโฮงเพื่อพัฒนาให้เป็นโรงเรียนเทคนิควิชาชีพแขวงเวียงจันทน์”

โฮงเฮียนอาชีวะสึกสาโพนโฮง

ประเทศลาวแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 17 แขวง กับ 1 เขตนครหลวง คือนครหลวงเวียงจันทน์อันเป็นเมืองศูนย์กลางการปกครองของประเทศ บริเวณที่ห้อมล้อมนครหลวงอยู่นั้นถูกจัดตั้งเป็นแขวงชื่อ ‘เวียงจันทน์’ เหมือนกัน แต่มีเมืองหลักคือเมืองโพนโฮง ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงไป 55 กิโลเมตร

วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์ เมื่อน้ำใจไทยช่วยสร้างสถาบันอาชีวะชั้นนำให้ สปป.ลาว

ค.ศ. 1988 แขวงเวียงจันทน์ก่อตั้ง ศูนย์อาชีวศึกษาโพนโฮง ขึ้นเพื่อใช้ฝึกอบรมการช่างแก่ทหารช่างตลอดจนนายช่างทั่วไป ก่อนจะโอนมาสังกัดกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ในอีก 4 ปีให้หลัง พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น โรงเรียนการอาชีวศึกษาโพนโฮง

ท่านทองหล่อ วิไลทอง ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์คนปัจจุบัน พาเราย้อนรำลึกความหลังเมื่อครั้งยังเป็นโรงเรียน และตัวเขายังดำรงตำแหน่งเป็นเพียงรองผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งนั้นด้วยความภูมิใจในทุก ๆ ย่างก้าวที่ผ่านมา

วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์ เมื่อน้ำใจไทยช่วยสร้างสถาบันอาชีวะชั้นนำให้ สปป.ลาว

“เราได้โยกย้ายจากศูนย์อาชีวะมาเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาโพนโฮง เลยย้ายมาตั้งอยู่ที่นี่ แล้วเผอิญว่า วัตถุอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ โครงสร้างต่าง ๆ ก็ไม่มี ทางรัฐบาลลาวจึงได้สมทบกับรัฐบาลไทยให้มายกระดับ มาปรับปรุงคุณภาพโรงเรียนนี้นับแต่ ค.ศ. 1998 เป็นต้นมา”

มิตรคนแรกที่คณะครูและนักเรียนโรงเรียนอาชีวศึกษาโพนโฮงได้รู้จัก คือตัวแทนจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ในสังกัดกระทรวงการต่างประเทศของไทย

วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์ เมื่อน้ำใจไทยช่วยสร้างสถาบันอาชีวะชั้นนำให้ สปป.ลาว

“TICA มาซ่วยพวกเฮาหลาย” รอง ผอ. ในวันนั้น บอกด้วยภาษาลาวปนไทย พลางนำแขกจากดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงชมอุปกรณ์การเรียนที่ได้รับการตีตรากรมความร่วมมือระหว่างประเทศไว้ มีตั้งแต่โลโก้รุ่นเก่ายันรุ่นปัจจุบัน “เขาสนับสนุนอุปกรณ์การเรียนให้เรามาตั้ง 20 กว่าปีแล้ว อย่างจักรเย็บผ้าพวกนี้ก็ 22 ปี เป็นบ่าวน้อย (หนุ่มน้อย) แล้วนะนี่”

วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์ เมื่อน้ำใจไทยช่วยสร้างสถาบันอาชีวะชั้นนำให้ สปป.ลาว

ในยุคที่วิทยาลัยยังมีสถานะเป็นโรงเรียนอยู่นั้น ท่านทองหล่อนับว่าเป็นความช่วยเหลือในระยะที่ 1 ธารน้ำใจที่ไหลข้ามโขงมาในคราวนั้นมีประจักษ์พยานเป็นโรงฝึก 4 หลัง ซึ่งใช้เป็นที่เล่าเรียนต่างสาขาวิชากัน

“โรงฝึกที่ 1 เป็นโรงฝึกปฏิบัติสร้างรถยนต์และกลจักรการเกษตร โรงที่ 2 ไว้ฝึกไฟฟ้า โรงที่ 3 ใช้ฝึกตัดเย็บเสื้อผ้า โรงที่ 4 เป็นโรงฝึกก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์”

วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์ เมื่อน้ำใจไทยช่วยสร้างสถาบันอาชีวะชั้นนำให้ สปป.ลาว

ใช่เพียงความช่วยเหลือทางอาคารและอุปกรณ์การเรียน กรมความร่วมมือระหว่างประเทศของไทยยังส่งครูบาอาจารย์และนักวิชาการด้านการศึกษาไปปรับปรุงหลักสูตรให้โรงเรียนในทั้ง 5 สาขาที่เปิดสอน ไม่ว่าจะเป็นก่อสร้างเคหสถาน ตัดเย็บเสื้อผ้า ไฟฟ้า กสิกรรม หรือแม้แต่ปรุงแต่งอาหาร (คหกรรม)

“ปรับปรุงหลักสูตรสำเร็จไปแล้ว เราก็ได้รับการสนับสนุนวัตถุอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องจักร ประกอบเข้าอยู่ในโครงสร้าง ให้มันถูกต้องตามสาขาดังกล่าวนี้ จากนั้นก็ยังได้ส่งครูไปยกระดับวิชาเฉพาะทาง เพื่อให้ครูมีระดับความรู้เพื่อจะเอามาสอนต่อ อันนี้เป็นความช่วยเหลือระยะที่ 1” ท่านผู้อำนวยการสรุปปิดท้าย ก่อนพาเราไปรู้จักกับความช่วยเหลือระยะที่ 2

วิทะยาไลเตกนิกแขวงเวียงจัน

“นับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา โรงเรียนของเราได้ยกระดับเป็นวิทยาลัย”

ท่านทองหล่อซึ่งควบบทบาทผู้ประสานงานโครงการความร่วมมือลาว-ไทย มาตั้งแต่ต้น เล่าถึงหลักไมล์สำคัญที่ทำให้สถาบันในความดูแลของท่านต้องรับมือความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่

วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์ เมื่อน้ำใจไทยช่วยสร้างสถาบันอาชีวะชั้นนำให้ สปป.ลาว

“ตอนนั้นก็เผอิญว่าเราจะได้ปรับปรุงวิทยาลัยนี้ให้เป็นตัวแบบของอาชีวศึกษา โครงการร่วมมือทางด้านวิชาการลาว-ไทย เลยได้สืบต่อเป็นระยะที่ 2”

ระยะนี้โรงเรียนอาชีวศึกษาโพนโฮงซึ่งมีชื่อใหม่ว่า ‘วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์’ ยังได้เฝ้าฯ รับเสด็จเจ้าฟ้าหญิงผู้ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยอย่าง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ความร่วมมือลาว-ไทย ผลักดันศูนย์อาชีวศึกษาที่เคยขาดแคลนจนกลายเป็นวิทยาลัยต้นแบบของประเทศลาว

“สมเด็จพระเทพฯ เสด็จมาเยี่ยมวิทยาลัยเรา และพระราชทานคอมพิวเตอร์ให้ 20 เครื่องในเบื้องต้น ท่านสนับสนุนเราเรื่องคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยี ตัวโครงการของสมเด็จพระเทพฯ ก็มีวิทยาลัยเทคนิคหนองคายเป็นผู้รับผิดชอบ ตอนหลังคอมพิวเตอร์ 20 เครื่องนั้นล้าสมัย ตกรุ่นไปแล้ว ท่านยังได้พระราชทานเพิ่มให้อีก 20 เครื่อง รวมแล้วเป็น 40 เครื่องที่พระราชทานมา”

เนื่องจากที่ตั้งวิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์เป็นเนินสูง อีกหนึ่งความขาดแคลนนอกเหนือจากอุปกรณ์การเรียนก็คือน้ำใช้ พระองค์ท่านจึงทรงแนะนำให้ TICA ช่วยให้ในวิทยาลัยมีน้ำใช้เพียงพอต่อความต้องการของนักเรียนนักศึกษา เป็นที่มาของหอถังเก็บน้ำบาดาลที่ยืนเด่นอยู่ในวิทยาลัยทุกวันนี้

ความร่วมมือลาว-ไทย ผลักดันศูนย์อาชีวศึกษาที่เคยขาดแคลนจนกลายเป็นวิทยาลัยต้นแบบของประเทศลาว

“มีน้ำใช้เพียงพอแล้ว ท่านยังให้สืบต่อ ทำโครงการน้ำสะอาดให้เด็กได้ดื่มอีกด้วย” ท่านทองหล่อว่า

ปัจจุบัน วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์มีครูผู้สอนมากกว่า 160 คน ทำหน้าที่ถ่ายทอดวิชาความรู้แก่นักศึกษามากกว่า 2,000 คน เยาวชนลาวที่มีอายุราว 15 – 18 ปีเหล่านี้ เมื่อร่ำเรียนจบจากโพนโฮงไปแล้ว พวกเขาจะได้รับวุฒิชั้นกลาง (เทียบเท่า ปวช.) หรือชั้นสูง (เทียบเท่า ปวส.) เป็นฝีมือชนที่พร้อมสร้างอนาคตที่ดีให้กับตนเองและบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขาต่อไป

ความร่วมมือลาว-ไทย ผลักดันศูนย์อาชีวศึกษาที่เคยขาดแคลนจนกลายเป็นวิทยาลัยต้นแบบของประเทศลาว

“นักศึกษาพวกนี้จบไปแล้วก็ไปทำงานต่อในโรงงาน” ผอ.ทองหล่อ เล่าด้วยแววตาภาคภูมิ หลังจากแวะสนทนานักศึกษาสาวในชุดยูนิฟอร์มนุ่งซิ่นที่กำลังง่วนอยู่หน้าจักรเย็บผ้า “มีบางคนไปทำงานถึงเกาหลี ถึงญี่ปุ่น เขามาให้วิทยาลัยออกใบรับรองภาษาอังกฤษให้ก็มี”

นอกจากสาขาวิชาเรียนที่เราได้เห็นในโพนโฮงแล้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยยังกระซิบให้เราฟังอีกว่า ทุกวันนี้ทางวิทยาลัยได้ขยายวิทยาเขตเพิ่มอีกแห่งหนึ่งที่เมืองวังเวียง ที่นั่นมีไว้สอนสาขาวิชาการท่องเที่ยวอาหาร และการโรงแรม เพราะวังเวียงเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ชาวไทยนิยมไปพักผ่อนหย่อนใจ

จากข้อมูลของท่านอธิบดีหนูพัน สถาบันอาชีวศึกษาใน สปป.ลาว ขณะนี้มีมากถึง 78 แห่ง ถ้านับเฉพาะของภาครัฐก็จะมีทั้งสิ้น 25 แห่ง กระจายอยู่แทบทุกแขวงในประเทศ มีอาจารย์มากกว่า 2,000 คน ส่วนนักศึกษาก็มีไม่ต่ำกว่า 20,000 คน

ความร่วมมือลาว-ไทย ผลักดันศูนย์อาชีวศึกษาที่เคยขาดแคลนจนกลายเป็นวิทยาลัยต้นแบบของประเทศลาว

เป็นเรื่องน่ายินดียิ่งที่ความร่วมมือจากไทยช่วยให้ศูนย์อาชีวศึกษาเล็ก ๆ ที่เคยขาดแคลนทุกด้าน พัฒนามาเป็นหนึ่งในวิทยาลัยอาชีวศึกษาต้นแบบให้สถาบันอื่นมาศึกษาดูงาน

“มาถึงปัจจุบันก็ถือว่าวิทยาลัยเราเป็นวิทยาลัยที่เป็นต้นแบบทางด้านทักษะฝีมือของอาชีวศึกษา เพราะว่าวิสัยทัศน์ของวิทยาลัยเราก็เขียนแบบนั้น ในโครงการร่วมมือลาว-ไทย โดยเฉพาะวิทยาลัยเทคนิคแห่งเวียงจันทน์ของพวกเรา เป็นวิทยาลัยที่ได้รับการสนับสนุนครั้งแรกจากทุก ๆ วิทยาลัยทั่วประเทศ ฉะนั้นเมื่อผ่านการช่วยเหลือมา ก็ถือว่าการพัฒนาการเรียนการสอนนี่ก็ถือว่าดีขึ้น แล้วก็มีคุณภาพกว่าเก่า จากเดิมที่ไม่มี ก็ถือว่าดีขึ้น มีคุณภาพขึ้นกว่าเก่า ครบชุดทั้งอาคารสถานที่ นักเรียนนักศึกษามีความสนใจเข้ามาเรียนในวิทยาลัยของเราเยอะขึ้น พอเรียนจบไปแล้ว เขาก็จะมีความรู้ มีทักษะทางฝีมือ ไปประกอบสัมมาชีพในสถานประกอบการได้” ท่านทองหล่อบอกก่อนนำคนของท่านไปถ่ายรูปหมู่

คณะผู้บริหารวิทยาลัยพากันส่งยิ้มกว้างให้หน้ากล้อง เมื่อทั้งหมดประจำที่หน้าป้าย ‘โครงการความร่วมมือลาว-ไทย’ ซึ่งเขียนด้วยชุดอักษรของทั้งสองชาติเคียงคู่กัน

ความร่วมมือลาว-ไทย ผลักดันศูนย์อาชีวศึกษาที่เคยขาดแคลนจนกลายเป็นวิทยาลัยต้นแบบของประเทศลาว

“ราชอาณาจักรไทยและ TICA ให้การสนับสนุนพวกเราตลอดมา ทำให้มีสิ่งดี ๆ เยอะขึ้น วิทยาลัยเราก็ทำทุกอย่างให้เป็นต้นแบบวิทยาลัยที่มีคุณภาพ ก็ต้องอาศัยพี่น้องไทยมาช่วย เดี๋ยวนี้นักศึกษาก็เข้ามาเพิ่มเยอะมาก ที่มาเรียนไม่ได้มีอยู่แค่ในแขวงเวียงจันทน์ แต่มาจากทั่วประเทศ ห้องฝึกปฏิบัติต่าง ๆ ของเราก็ยังไม่มีเท่าที่ควร

“ตรงนี้คงมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อหาทางพัฒนากันต่อไป เพราะเราก็เหมือนพี่เหมือนน้อง พูดกันด้วยความเข้าใจ โดยเฉพาะวิทยาลัยอาชีวศึกษาต่าง ๆ ที่อยู่เลียบแม่น้ำโขง เป็นต้นว่าหนองคาย อุดรธานี พวกเราก็ได้ร่วมมือกันมาหมด” ผู้ประสานงานโครงการฝ่ายลาวทิ้งท้าย

แม้ สปป.ลาว จะสามารถยืดหยัดพัฒนาตนเองได้อย่างมั่นคงในปัจจุบัน แต่ความเป็นบ้านพี่เมืองน้องและสายสัมพันธ์ที่ผูกพันเชื่อมโยงมาแต่ก่อนเก่ากลับไปอาจตัดขาด เป็นความสบายใจและความเข้าใจที่สองฝั่งแม่น้ำโขงมีให้กันตลอดมาและตลอดไป ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จของการพัฒนาอย่างยั่งยืนระหว่างสองประเทศ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

พลอยดาว ธีระเวช

ชอบถ่ายภาพอาหาร ชอบดูคนทำอาหาร ชอบซื้ออาหารแล้วบังคับให้คนอื่นทาน ชอบทำอาหารทั้งขนาดปกติและขนาดจิ๋ว ชอบชาเขียวและชอบเที่ยวตลาดอาหาร

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load