เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งที่เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ เข็นความตื่นตาตื่นใจรสชาติใหม่สู่สายตาผู้บริโภค รายการนี้ทำเอาผู้ชมตื่นเต้นจนจิกเบาะ หัวเราะจนตัวโยก หรือกระทั่งสงสัยจนหัวใจแทบหยุดเต้นว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเกิดขึ้นได้อย่างไร

แน่นอน เรากำลังพูดถึงรายการใหม่แกะกล่องจากช่อง 23 อย่าง ศึกมายากล

MAGIC WARS หรือ ศึกมายากล คือรายการที่ดึงตัวนักร้อง นักแสดง ตลอดจนศิลปินทั่วฟ้าเมืองไทย มาฝึกฝนเพื่อประชันมายากลแข่งกัน ความน่าสนใจของรายการมีเราให้เห็นตั้งแต่กลทายไพ่ โชว์สะกดจิตอ่านใจ ไปจนถึงการแสดงที่มหัศจรรย์เกิดกว่าผู้ชมคนไหนจะคาดเดา

ทุกคืนวันพุธ เวลา 20.05 น. พิธีกรอารมณ์ดี ซูโม่กิ๊ก (เกียรติ กิจเจริญ) จะเชื้อเชิญพวกเราเข้าสู่สมรภูมิที่แบ่งผู้เข้าแข่งขันออกเป็น 2 ฝ่าย นำทัพโดยนักมายากลเบอร์ต้นของประเทศอย่าง แพทริค คุณ (บุณยกร คุณวัฒนาการ) และ หนึ่ง โซนิค (รณชัย จิรารัตน์วัฒนา) สองโค้ชที่ซุ่มฝึกซ้อมศิลปินจนพร้อมแสดงกลบนเวที ให้ผู้ชมได้ลุ้นว่า ทีมไหนจะเก็บแต้มในแต่ละสัปดาห์ และก้าวไปคว้าตำแหน่งแชมป์ตอนจบซีซั่น

มากไปกว่านั้น MAGIC WARS ยังเป็นเวทีที่มุ่งมั้นตั้งใจขับเคลื่อนวงการมายากลเมืองไทยให้ไปได้ไกลกว่าที่เคย ท่ามกลางเหล่าศิลปินแถวหน้า ‘ทีมโพดำ’ และ ‘ทีมโพแดง’ ยังมีนักมายากลมืออาชีพสอดแทรก พร้อมอวดฝีมือที่ฝึกปรือมาทั้งชีวิต เป็นการส่องไฟดวงใหญ่ให้คนไทยมองเห็นศาสตร์ที่เรียกว่ามายากลชัดขึ้น

จริงอยู่ที่เราเคยเห็นมหรสพประเภทนี้โลดเล่นอยู่ในรายการโทรทัศน์หลายต่อหลายครั้ง แต่หากบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่มายากลถูกเลื่อนขั้นให้เป็นวัตถุดิบหลักในการออกแบบรายการก็คงจะไม่เกินจริง ความคิดสร้างสรรค์คลุกเคล้าความกล้าบ้าบิ่นที่อยู่เบื้องหลัง ศึกมายากล คืออะไร เอ็กซ์-จิตศิลป์ ภาคย์ศรีธรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตรายการของเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จะมาไขทุกข้อสงสัยให้เราฟัง

10 วิธีคิดเบื้องหลัง MAGIC WARS รายการใหม่เวิร์คพอยท์ที่ศิลปินต้องแข่งกันโชว์มายากล

01
มายากล x ศิลปินดารา

อย่างที่คุ้นเคยกันดี ทุกรายการของเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนต์ จะมีธีม (Theme) หรือวัตถุดิบหลักเป็นตัวชูโรงเพื่อสอดรับกับกลุ่มผู้ชมที่หลากหลาย 

ธีมการร้องเพลงนำมาสู่รายการมากมาย อาทิ I Can See Your Voice Thailand, The Mask Singer, The Wall Song, ไมค์หมดหนี้ ฯลฯ

ถ้าเฉพาะเจาะจงกลุ่มเป้าหมายลงมาหน่อย เพลงแรปก็ถูกใช้เป็นธีมตั้งต้นของรายการน้ำดี The Rapper กระทั่งการต่อยมวยก็กลายเป็นประเด็นหลักในรายการ 10 Fight 10 อย่างที่เราเห็นมาแล้ว 2 ซีซั่น

การปล่อยความสนุกรูปแบบใหม่ปีละหลายรายการ ทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า ยังมีวัตถุดิบไหนบ้างที่เวิร์คพอยท์จะนำมาใช้ปรุงรสเป็นรายการใหม่ได้อีก ใครล่ะจะคิดว่าสิ่งนั้นคือมายากล

อันที่จริง มายากลไม่ใช่สิ่งใหม่ และที่สำคัญ ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในความสนใจกระแสหลักของคนไทยวงกว้าง ต่อให้เป็นราชาแห่งวงการเกมโชว์อย่างเวิร์คพอยท์ ก็คงปวดหัวไม่น้อยในการส่งรายการนี้ไปให้ถึงฝัน ถึงอย่างนั้น จิตศิลป์ก็บอกกับเราว่า มายากลเป็นโชว์เพียงไม่กี่ประเภทที่ผู้ชมไม่อาจละสายตา การแสดงประเภทนี้สร้างความรู้สึกร่วมได้หลายรูปแบบอย่างไม่น่าเชื่อ และคนดูจะรู้สึกดีทุกเมื่อหลังดูจบ

“ทุกครั้งที่ได้ดูมายากล นักมายากลทำให้เรารู้สึกตลก สงสัย หวาดเสียว ตกใจ มีหลากหลายอารมณ์ไปหมด สนุกตลอดเวลา เพราะงั้น ถ้าลองเอาโชว์มายากลมาทำเป็นรายการทีวีก็คงเป็นอะไรที่น่าสนใจเหมือนกัน คงดีมาก ๆ ถ้าทำให้ผู้ชมรู้สึกแบบที่เรารู้สึกได้”

แต่ถึงจะเล่นท่ายากแค่ไหน ลำพังเพียงมายากลคงยังไม่เพียงพอจะกระตุ้นให้ผู้ชมทางบ้านอยากดูรายการได้ ทีมงานจึงเลือกใช้ดารา นักร้อง และคนที่มีชื่อเสียงมาช่วยเรียกกระแส

“การนำศิลปินที่คนดูรู้จักอยู่แล้วมาเล่นมายากล ช่วยเปิดโอกาสให้คนทางบ้านได้เห็นบทบาทอื่นที่ไม่เคยเห็นมาก่อนจากดาราหรือนักร้องคนนี้ เป็นวิธีดึงความสนใจของคนดูทีวีบ้านเราที่ได้ผล เมื่อความน่าสนใจของมายากลรวมกับเสน่ห์ของดารานักแสดง ก็น่าจะเกิดเป็นส่วนผสมที่ลงตัวได้” จิตศิลป์เล่ายิ้ม ๆ

ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เช่นเดียวกับใน ร้องข้ามกำแพง เทคนิคการจับคู่ศิลปินมาประลองฝีมือในแต่ละสัปดาห์ยังคงเป็นกลยุทธ์เด็ดที่ทีมงานไม่พลาดจะเก็บรายละเอียด เพราะเคมีการต่อล้อต่อเถียงที่สนิทสนมย่อมนำมาซึ่งเนื้อหาที่สนุก ทั้งในขณะอัดรายการ และตอนถูกชมผ่านสายตาคนดูที่อยู่บ้าน จิตศิลป์เล่าเคล็ดลับให้ฟังว่า ทีมงานต้องหาจุดเชื่อมโยงของศิลปินทุกคนที่จะมาแข่งขันกัน บทสนทนาในรายการจึงจะมีอรรถรส

“อย่างตอนที่ 1 ก็เป็นนักแสดงที่รับบทพระเอกมาเจอกัน ตอนที่ 2 จะเป็นนักแสดงตลก เท่ง เถิดเทิง (พงษ์ศักดิ์ พงษ์สุวรรณ) กับ แจ๊ส ชวนชื่น หลังจากนั้นก็มีที่เป็นคู่พี่น้อง มีคู่ระหว่างหน้ากากทุเรียน (อิศรา กิจนิตย์ชีว์) และหน้ากากอีกาดำ (จิรากร สมพิทักษ์) ก็เป็นจุดเชื่อมโยงที่ทำให้ผู้ชมนึกถึงรายการเก่า ๆ ของเวิร์คพอยท์อย่าง The Mask Singer ด้วย”

02
การโชว์ไม่สนุกเท่าการดวล

“ถ้าให้มาโชว์มายากลเฉย ๆ ก็คงไม่สนุกเท่ากับการมาดวลกัน สู้กัน มาวัดกันมั้ยว่าของใครน่าสนใจกว่า แต่ก็แข่งกันสนุก ๆ นะ ไม่ได้ซีเรียส เหมือนมาดวลกันภาษาเพื่อน”

ดูเหมือนว่าทีมงานช่อง 23 จะเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี การอาศัยเพียงโชว์ที่น่าตื่นใจคงไม่สามารถทำให้ผู้ชมติดตามรายการอย่างสม่ำเสมอ หากได้ดูแค่มายากล โชว์จบ คนดูก็จบด้วย แต่หากเพิ่มเงื่อนไขเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการแบ่งดาราศิลปินออกเป็น 2 ทีม ทำการประชันมายากลเพื่อเก็บคะแนนให้ฝั่งตัวเองไปเรื่อย ๆ ไม่มากก็น้อย คงมีผู้ชมติดตามว่าท้ายที่สุดทีมไหนจะเป็นผู้ชนะ

หากมองให้ลึกลงไป การดวลกันยังเอื้อให้เกิดความสนุกรูปแบบใหม่ที่โชว์ปกติทำไม่ได้ อาทิ การพูดจาท้าทายอีกฝั่ง เล่นมุกหยอกล้อ คุยโวเกทับ พูดง่าย ๆ ว่า การแบ่งนักมายากลออกเป็นทีมโพดำและทีมโพแดงแทบจะเป็นสูตรสำเร็จเดียวกัน กับที่เวิร์คพอยท์เคยแบ่งนักมวยออกเป็นทีมไวท์และทีมแบล็กใน 10 Fight 10 นั่นเอง

“อาจมีความคล้ายที่คนรู้สึกได้ เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่การแข่งขันจะต้องมี 2 ทีมมาเจอกัน ซึ่งทั้งมวยและมายากลต่างก็ควรมีหัวหน้าทีมเป็นคนช่วยฝึกซ้อม แต่จริง ๆ เนื้อหาของ ศึกมายากล กับ 10 Fight 10 ไม่เหมือนกันนะ” จิตศิลป์เล่าไปยิ้มไป

03
2 แนวหน้ามายากลเมืองไทย

แค่ได้ยินคอนเซ็ปต์ว่าจะมีรายการทีวีที่จับเอาศิลปินมาเล่นมายากลออกอากาศ ก็ดูเป็นงานที่ท้าทายความสามารถขั้นสุด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสรรหาปรมาจารย์ด้านมายากลมาคอยชี้แนะเทคนิคต่าง ๆ การควานหาตัวผู้คร่ำหวอดในวงการจึงเริ่มต้นขึ้น

“พอสนใจเนื้อหามายากล เป้าแรกก็คือนักมายากลคนไหนที่เก่งมาก ๆ และร่วมงานกับเราได้ เบอร์ต้น ๆ ของประเทศนี้คือใคร แพทริค คุณ เคยร่วมงานกับเวิร์คพอยท์เป็นระยะอยู่แล้ว เราเห็นเขาตามรายการอื่น ๆ รวมถึงรายการต่างประเทศด้วย ก็เลยลองชักชวนดู แล้วก็เป็นแพทริคนี่แหละที่แนะนำว่าอีกคนเป็น หนึ่ง โซนิค มั้ย หนึ่งก็อยู่ในวงการมานาน มีข้อมูลความรู้เยอะมาก สุดท้ายเลยได้เป็นโค้ชสองคนนี้”

การได้ขาใหญ่แห่งวงการมายากลถึง 2 คนมาร่วมงาน อย่างน้อยที่สุดก็เรียกแขกที่เป็นฐานคนรักมายากลได้แน่ ๆ แพทริค คุณมีฝีมือระดับที่เคยร่วมออกแบบโชว์ให้กับนักมายากลระดับโลกอย่าง เดวิด คอปเปอร์ฟิลด์ (David Copperfield) ทั้งยังเคยเข้าประกวด America’s Got Talent 2021 จนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ขณะที่หนึ่ง โซนิคเป็นนักมายากลที่ได้รับการยอมรับในระดับสูง แรงบันดาลใจในการเล่นกลที่ส่งผ่านมาจากคุณพ่อ ทำให้วันนี้เขากลายเป็นหัวหน้าทีมนักมายากล Sonic Magic Show แหล่งรวบรวมนักมายากลแถวหน้าของเมืองไทยมาไว้ในที่เดียว

นักมายากลระดับนี้น่าจะมีงานล้นมือ ถามจริง เวิร์คพอยท์ติดต่อยังไง – เราถาม

“ตอนแรกก็ไม่มั่นใจหรอกว่าเขาจะเอาด้วยรึเปล่า แต่พอเราเล่าไอเดีย แพทริคก็อยากฟังรายละเอียดเพิ่มเติม พอได้พูดคุย ปรากฏว่าทั้งเรา แพทริค และหนึ่ง มีเป้าหมายเดียวกัน ทัศนคติที่มีต่อมายากลของเราตรงกัน ก็ร่วมงานกันได้ไม่ยากเลย ทั้งสองคนให้ความช่วยเหลือดีมากจริง ๆ” โปรดิวเซอร์สรุปสั้น ๆ

10 วิธีคิดเบื้องหลัง MAGIC WARS รายการใหม่เวิร์คพอยท์ที่ศิลปินต้องแข่งกันโชว์มายากล
10 วิธีคิดเบื้องหลัง MAGIC WARS รายการใหม่เวิร์คพอยท์ที่ศิลปินต้องแข่งกันโชว์มายากล

04
ศิลปินซ้อมจริง เล่นจริง

เมื่อโค้ชพร้อม โจทย์ถัดมาคือศิลปินจะทุ่มเทและมีเวลาซ้อมมายากลมากน้อยไหนแค่ไหน จริงอยู่ที่ศาสตร์ของการแสดงอาจนำมาปรับใช้ในการเล่นกลได้บ้าง แต่ไม่ใช่ทุกอย่างแน่นอนที่จะตรงกัน

จิตศิลป์เล่าให้ฟังว่าการฝึกซ้อมมายากลเป็นขั้นตอนที่ยากพอสมควร ดาราและนักร้องบางคนกดดันมาก เพราะไม่เคยดูหรือเล่นมายากลมาก่อน แต่ทุกคนที่ตบปากรับคำก็ทำเต็มที่ พวกเขาทั้งทุ่มเทและให้เกียรติกับการแสดงในครั้งนี้ จนหลายครั้งทีมงานต้องเดินเข้าไปบอกว่า ‘ใจเย็น ๆ พักบ้าง’

“มายากลแบบที่เล่นกันในกลุ่มเพื่อนอาจจะฝึกไม่นาน แต่โชว์ที่เราจะขึ้นในรายการฝึกแป๊บเดียวไม่ได้ มันต้องไปไกลกว่านั้น สนใจปุ๊บ คุณต้องมีเวลาซ้อมด้วย โชคดีที่ศิลปินทุกคนจริงจังกับสิ่งนี้ เขาซ้อมทั้งการออกคำสั่ง ใช้อุปกรณ์ ลองทำซ้ำ ๆ จนชินว่าต้องทำแบบไหนถึงจะคุมโชว์อยู่ ทุกคนเป็นมืออาชีพจริง ๆ” จิตศิลป์เล่า

นอกจากนี้ อีกหนึ่งเรื่องที่ทีมงาน ศึกมายากล ใส่ใจ คือความพิถีพิถันในการคัดสรรมายากลให้เหมาะกับศิลปินแต่ละคน นักร้องคนนี้อาจเหมาะกับโชว์ที่ใช้บุคลิกนิ่งขรึม ลุ้นระทึก นักแสดงตลกคนนั้นอาจเหมาะกับมายากลที่ใช้วาทศิลป์ ความสนุกสนาน

“ทีมงานประชุมกันตลอดว่า ศิลปินคนไหนควรจะให้ทำโชว์ยังไง เช่น พี่เท่งที่มักมาในแนวตลก เราก็ลองคิดกันว่า รอบนี้เขาควรมาแบบไหนที่จะทำให้คนดูรู้สึกสนใจที่สุด เออ งั้นให้พี่เท่งลองไม่ตลกดูมั้ย ครั้งนี้ขอจริงจังบ้างนะพี่” 

10 วิธีคิดเบื้องหลัง MAGIC WARS รายการใหม่เวิร์คพอยท์ที่ศิลปินต้องแข่งกันโชว์มายากล

อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญที่เราสงสัยและมั่นใจเหลือเกินว่าผู้ชมทางบ้านก็คงอยากรู้ไม่ต่างกัน
คือศิลปินที่เราชื่นชอบเล่นมายากลเหล่านั้นได้ด้วยตนเองจริง ๆ หรือรายการนัดแนะไว้ล่วงหน้าระหว่างผู้แสดงและกรรมการในสตูดิโอ

จิตศิลป์เปิดใจให้เราฟังว่า หลายคนตั้งคำถามต่อเรื่องนี้ ก่อนที่ทีมงานมักจะตั้งคำถามกลับว่า ผู้ชมสังเกตเห็นอะไรจากคณะกรรมการบ้างหรือเปล่า ถ้ามองดี ๆ จะเห็นว่าลักษณะอากัปกิริยาของกรรมการและพิธีกรคือของจริง ความรู้สึกประหลาดใจไม่ใช่สิ่งที่จะเตรียมการล่วงหน้าได้

“เราถ่ายกันจริง ๆ กรรมการที่นั่งอยู่ตรงนั้นไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตัวโชว์แทบจะไม่ได้ถูกดัดแปลงอะไรเลย รายการจึงได้รีแอคชันที่จริงมาก ๆ จากคนในสตูดิโอ” จิตศิลป์ยืนกราน

05
สนับสนุนวงการ ผ่านการให้พื้นที่แก่นักมายากลตัวจริง

หลังใช้ศิลปินจากหลากหลายวงการช่วยดึงความสนใจของผู้ชมที่อยู่หน้าจอ ต่อมาก็ถึงคราวที่รายการจะยกระดับไปอีกขั้นผ่านการให้พื้นที่กับ ‘ตัวจริง’ ที่อยู่ในวงการมายากล จิตศิลป์และทีมงานคิดว่า แนวทางนี้จะช่วยเพิ่มความหลากหลายให้การแสดงของ MAGIG WARS โดดเด่นยิ่งขึ้น

“ขนาดเราดูดารานักแสดงที่มีเวลาซ้อมอย่างมาก 2 เดือนมาเล่นกล เขายังทำได้ขนาดนั้นเลย แล้วนักมายากลที่เล่นกลตั้งแต่เด็ก โตมากับสิ่งเหล่านี้ จะทำได้ดีขนาดไหน เราตั้งใจตั้งแต่แรกว่ายังไงรายการนี้ก็ต้องมีนักมายากลมืออาชีพ พวกเขาเป็นส่วนผสมที่จะช่วยให้รายการยิ่งน่าติดตาม ที่สำคัญ ถ้าทำเนื้อหามายากล แต่ไม่มีคนที่เป็นนักมายากลแท้ ๆ เราก็คงไม่อยากเรียกว่านี่คือรายการมายากลที่แท้จริง ถูกมั้ย”

และการให้พื้นที่นี้เองที่ทำให้ ศึกมายากล เป็นเหมือนแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนวงการมายากลของประเทศไทยแบบที่ไม่มีรายการหรือเวทีไหนเคยทำมาก่อน เช่นเดียวกับที่ครั้งหนึ่ง เวิร์คพอยท์ก็เคยปลุกปลั้นรายการ The Rapper ซึ่งช่วยสนับสนุนวงการแรปไทยจนกระแสเพลงฮิปฮอปได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย ถึงขั้นที่ศิลปินจากรายการกลายเป็นไอดอลที่เด็กไทยหลายคนอยากเดินรอยตาม ไม่ว่าจะเป็น MILLI (ดนุภา คณาธีรกุล), LazyLoxy (ปฐมภพ พูลกลั่น) หรือ AUTTA (อัษฎกร เดชมาก)

ในอนาคต เจ้าแห่งเกมโชว์เมืองไทยอาจมีรายการประกวดมายากลของบุคคลทั่วไปบ้างก็เป็นได้ ใครจะรู้

ชวนโปรดิวเซอร์เวิร์คพอยท์เล่าเบื้องหลัง ศึกมายากล ครั้งแรกของเกมโชว์ไทยที่ให้ศิลปินมาแข่งกันเล่นมายากลออกอากาศ

06
พิธีกรพร้อมรับทุกสถานการณ์

ถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่า ศึกมายากล มีไอเดียและความตั้งใจที่ดี นักมายากลและศิลปินก็พร้อมตบเท้าเข้าร่วมโปรเจ็กต์ ขั้นต่อมาคือการตามหาผู้ดำเนินรายการ

จิตศิลป์ค่อย ๆ อธิบายที่มาในการเลือกพิธีกรประสบการณ์สูงอย่างซูโม่กิ๊ก มาช่วยสร้างจังหวะให้กับ MAGIC WARS เพราะมายากลเป็นมหรสพที่คาดเดาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ ผู้ดำเนินรายการจึงต้องมีความสามารถมากพอที่จะรับมือกับหลากสถานการณ์เฉพาะหน้า และแน่นอนว่าประสบการณ์พิธีกรที่สั่งสมมากว่า 2 ทศวรรษของซูโม่กิ๊กช่วยจัดการเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

ชวนโปรดิวเซอร์เวิร์คพอยท์เล่าเบื้องหลัง ศึกมายากล ครั้งแรกของเกมโชว์ไทยที่ให้ศิลปินมาแข่งกันเล่นมายากลออกอากาศ

“ประสบการณ์ของพิธีกรคือจุดสำคัญ เขารู้แค่ว่าใครจะมาโชว์ แต่ไม่มีทางรู้เลยว่า ตั้งแต่วินาทีที่หนึ่งจนถึงวินาทีสุดท้ายจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ต้องรับมือกับเรื่องไม่คาดฝันแน่ ๆ แล้วบางทีการดูมายากลก็อาศัยสมาธิเยอะมาก การผ่อนคลายอารมณ์คนดูบ้างในบางจังหวะ น่าจะช่วยให้รายการเข้าถึงคนได้มากขึ้น ความตลกและขี้เล่นของป๋ากิ๊กช่วยในจุดนี้ได้ดีเลย” จิตศิลป์สรุป

07
กรรมการล้านรีแอคชัน

และในเมื่อ MAGIC WARS ถูกออกแบบให้อยู่ในรูปของการแข่งขัน แม้จะไม่ได้มีท่าทีจริงจังแบบต้องชนะกันเอาเป็นเอาตาย แต่ตัวละครที่ยังไงก็ขาดไปไม่ได้คือคณะกรรมการ โปรดิวเซอร์เล่าว่า ทีมงานโยนไอเดียกันอยู่พักใหญ่ กว่าจะได้สูตรใหม่ของการออกกฎให้มีกรรมการประจำ 2 คน อย่าง ลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม ชาร์พเพิร์ล จับคู่กับผู้กำกับมากฝีมืออย่าง ยอร์ช-ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ พ่วงด้วยกรรมการอีกหนึ่งคนที่ต้องหมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายทุกสัปดาห์

ชวนโปรดิวเซอร์เวิร์คพอยท์เล่าเบื้องหลัง ศึกมายากล ครั้งแรกของเกมโชว์ไทยที่ให้ศิลปินมาแข่งกันเล่นมายากลออกอากาศ

พี่จิก (ประภาส ชลศรานนท์) ให้คำแนะนำว่า น่าจะมีผู้กำกับสักคนเพื่อดูเรื่องการแสดงออก ท่าทางและการนำเสนอ ส่วนอีกคนก็อยากได้พี่เกด เขาก็มีประสบการณ์เยอะอยู่แล้ว และข้อดีคือเขาชอบจับผิด อยากจับให้ได้ว่านักมายากลทำยังไง ทั้งสองคนดูสนุกมาก ๆ กับการวิเคราะห์”

สิ่งหนึ่งที่ ศึกมายากล มีต่างจากรายการอื่น คือกรรมการรับเชิญจำเป็นต้องเปลี่ยนคนทุกอาทิตย์ จิตศิลป์อธิบายว่า ประสบการณ์การดูมายากลที่เพิ่มมากขึ้น จะทำให้ความรู้สึก วิธีคิด ตลอดจนการรับรู้เปลี่ยนไป พูดง่าย ๆ ว่ายิ่งดูเยอะก็ยิ่งจับทางเก่ง ดังนั้น รายการจึงต้องมีกรรมการอีกคนที่เป็นตัวแทนของความว่างเปล่าและสดใหม่ในทุกตอน 

“เราคาดว่า พอผ่านไปสักพัก ป๋ากิ๊ก พี่เกด พี่ยอร์ช และคนดูคงดูมายากลเก่งขึ้น เราจึงต้องการตัวละครใหม่ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ อยู่ ๆ เดินเข้ามาแล้วสงสัยว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคืออะไร ทุกตอนควรจะมีคนที่ว่างเปล่าจริง ๆ เพื่อเป็นตัวแทนของความไม่รู้อะไรเลย”

ชวนโปรดิวเซอร์เวิร์คพอยท์เล่าเบื้องหลัง ศึกมายากล ครั้งแรกของเกมโชว์ไทยที่ให้ศิลปินมาแข่งกันเล่นมายากลออกอากาศ

08
ส่งความตื่นตาตื่นใจไปให้ถึงผู้ชมทางบ้าน

เสน่ห์อย่างหนึ่งของการแสดงมายากล คือผลลัพธ์และความมหัศจรรย์มักเกิดขึ้นตรงนั้นแบบต่อหน้าต่อตา แต่เมื่อผู้ชมต้องรับรู้สิ่งนี้ผ่านหน้าจอโทรทัศน์หรือโทรศัพท์มือถือ คำถามคือทีมงาน MAGIC WARS มีเคล็ดลับอย่างไรในการส่งความตื่นตาตื่นใจจากสตูดิโอให้ไปถึงคนดู

โปรดิวเซอร์เล่าว่า เขาและทีมงานกังวลเรื่องนี้มาก แต่ถึงอย่างนั้น รายการก็ไม่ได้มีเทคนิคพิเศษอะไร มากไปกว่าการพยายามทำให้ผู้ชมได้รับความสมจริงให้มากที่สุด โดยมีตัวช่วยคือพิธีกรและคณะกรรมการที่ทำหน้าที่สื่อสารและเป็นตัวแทนความรู้สึกของคนดู

“วิธีการคืออย่าดัดแปลง คนในสตูดิโอเห็นยังไง คนดูทางบ้านควรได้เห็นแบบนั้น นั่นคือเป้าหมายแรก เราบอกกรรมการและพิธีกรว่ารู้สึกยังไงก็ปล่อยออกมา ไม่ต้องกั๊ก เพราะพวกคุณคือตัวแทนความรู้สึกของผู้ชมทางบ้าน คุณจะอธิบายซ้ำแล้วซ้ำอีกกับความตื่นตาตื่นใจตรงหน้า พูดถึงความประทับใจ หรืออธิบายความสงสัยก็ทำได้เลย คนดูทางบ้านจะได้เข้าใจมากขึ้น รู้สึกร่วมมากขึ้น” จิตศิลป์เล่าอย่างเห็นภาพ

09
ไม่กลัวเสียงวิจารณ์

ถึงวันนี้ MAGIC WARS ซีซั่น 1 ออกอากาศไปแล้ว 6 จาก 13 ตอน เสียงวิจารณ์จากผู้ชมหลากหลายกลุ่มเริ่มถูกส่งต่อถึงผู้ผลิตรายการ จิตศิลป์กล่าวอย่างหนักแน่นว่า ทัศนะหลายแง่มุมไม่ได้เป็นปัญหาต่อการทำงาน การถูกพูดถึงย่อมดีกว่าการไม่ถูกพูดถึง คำวิจารณ์คือเรื่องปกติที่ไม่จำเป็นต้องกลัว และทีมงานก็ควรรับฟังและปรับตัวเพื่อสร้างงานที่ดีกว่าเดิม

“ที่ได้ยินมาคือนักแสดงหลายคนอยากมาร่วมรายการด้วยในซีซั่น 2 เราดีใจนะ หมายความว่ารายการน่าจะสร้างความรู้สึกร่วมได้ไม่มากก็น้อย ที่แน่ ๆ มีคนสนุกไปกับเราแล้ว แต่คนที่ไม่ชอบมายากลก็อาจจะไม่ชอบรายการไปเลย จุดนี้เราเข้าใจมาก ๆ ก็ต้องพยายามทำให้ MAGIC WARS มีครบทุกรสชาติมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เผื่อว่าจะมีจุดที่เขาสนุกได้ต่อให้ไม่ชอบมายากลก็ตาม”

หากมีส่วนผสมที่ลงตัว รายการก็อาจได้แฟนคลับกลุ่มใหม่ได้โดยไม่รู้ตัว ทำนองว่า ‘คนที่เดิมทีไม่สนใจมายากล เริ่มดูรายการเพราะติดตามศิลปิน ดูจบก็อาจจะเริ่มชอบมายากลก็เป็นได้’

10
ความสนุกที่ยังเป็นความลับ

ยังเหลืออีกกว่าครึ่งทางให้ผู้ชมได้ร่วมลุ้นไปกับความสนุกของ ศึกมายากล ซีซั่นแรก เราอดไม่ได้ที่จะถามจิตศิลป์ว่า ยังมีอะไรให้เซอร์ไพร์สอีกบ้างหลังจากนี้

“แน่นอนว่าถ้าติดตามศิลปิน คุณก็คงรอดูว่าใครจะมาเล่นกลเป็นคนต่อไป แต่ในส่วนของมายากลก็จะค่อย ๆ เข้มข้นขึ้นอยู่แล้ว ทั้งสองทีมต้องพยายามนำหน้ากรรมการไปเรื่อยๆ เพราะกรรมการก็เห็นโชว์มาเยอะ แต่ละทีมต้องสร้างสิ่งใหม่ ๆ ต้องคิดตลอดว่าหนียังไงให้คนดูที่ดูมาตั้งแต่ตอนที่หนึ่งตามไม่ทัน”

แล้วถ้าดูมาทุกตอนจะไม่เบื่อเหรอ – เราถาม

“เราว่ามายากลคือการแสดงที่เปิดทุกประสาทสัมผัสของความรู้สึก ดูแล้วได้คิด ได้จินตนาการ เราจะได้รับความสนุกกลับมาเสมอ เพราะบางอย่างเราก็เดาได้ บางอย่างเราก็เดาไม่ถูก ต่อให้ดูมาทุกตอน ถ้าผู้ชมยังเปิดใจ มันก็จะยังเป็นรสชาติใหม่ของรายการทีวีที่สนุกอยู่เสมอ” โปรดิวเซอร์ปิดจบ

เราคงสรุปทิ้งท้ายได้ว่า ความสนุกในตอนที่เหลือที่ยังถูกปิดเป็นความลับ ก็ไม่ต่างจากความรู้สึกเมื่อผู้ชมดูการแสดงมายากล ศาสตร์ที่เรามีความสุขทุกครั้งแม้ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ตรงหน้าเกิดขึ้นได้อย่างไร และความสนุกของมายากลจะยังคงเป็นความลับเรื่อยไป อย่างน้อยที่สุดก็จนกว่าที่การแสดงสุดท้ายจะปิดม่าน

มายากลสร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้ชมฉันใด การได้ล่วงรู้เบื้องหลัง MAGIC WARS ก็น่าสนใจไม่ต่างกัน ความสนุก แรงบันดาลใจ ตลอดจนความท้าทายของทีมงาน ทำให้เรากล้าพูดอย่างเต็มปากว่า กระบวนการสร้างรายการ ศึกมายากล มหัศจรรย์ราวกับมีเวทมนตร์เลยจริง ๆ

ถ้าไม่เชื่อ คืนวันพุธ เวลา 20.05 น. ลองเปิดช่อง 23 ดูสิ

ภาพ : Workpoint TV

Writer

Avatar

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

อ่านบทความภาษาไทยได้ที่นี่

As an educator who has the opportunity to give students a number of learning experiences, I strongly believe that the most important evidence of success in education management has to come from the students – how they reflect what they have learnt and felt.  

Looking into Thai education at the moment, I found that there is very little attention paid to the voices of the students despite the broad array of reflections that they give. Those of us who call ourselves ‘adults’ do not care enough about their opinions, while still believing in that old adage, ‘Children are the future of the nation.’

That is why today’s conversation with King’s College International School Bangkok (King’s Bangkok) is interesting because we would discuss with them over their event named ‘King’s Bangkok Education Forum 2022,’ a forum that invites leaders from various fields of work to come together to pass on their experiences to their audience of students along the theme ‘Career. Life. Social Values.’ The event includes Professor Sakorn Suksriwong DBA, Chairman of the Executive Committee of this international school, together with Mr. Ben-Vittawat Panpanich, an Executive Vice President of the school, and two of the Year 11 students ‘Marty’ Yosphat Srithanasakulchai and ‘Japper’ Chanudom Impat. They sat in a circle, side by side, to share what they had learned.

ถอดบทเรียน King’s Bangkok Education Forum ที่จัดโดยนักเรียน เพื่อตั้งใจส่งต่อโอกาสการศึกษาให้กับนักเรียนอีกกลุ่มในสังคม
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

The two students joining us were, in fact, not just attendees of this first ever Education Forum for students at this young age, but also helped to organize the event and were highly involved from start to finish. Thus, the Education Forum is an event hosted by students, for students, that intends to create opportunities for other students in society which is novel approach. From the conception of the event and the selection of the speakers to the publicising of the event and the reception of reflections and feedback from the event, students were involved at every stage of the process.

We would like to invite you to consider and explore with us, ‘What kind of seeds did King’s Bangkok plant in the hearts of their pupils at this event?’

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Career

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

A primary definition of success in life for many people would inevitably be professional success.

Over 30 years in Prof. Sakorn’s career, be it in teaching or business, his career can without doubt be considered one of success. Although in the heart of this teacher, there was one hole that needed to be filled.

“In Thailand, we have quite a few talents and experienced thought leaders, who are highly successful in academic, educational and professional fields. Some of them work in multinational organizations, many of them already have calendars filled with speaking engagements, but the only groups of people who have the opportunity to listen to those successful people speak are those at university or already working. The senior school student audiences do not have the opportunity to hear from these successful professionals, so this is something that I have always wanted to push for.” – Prof. Sakorn who opened our conversation helped us see the big picture and the original idea behind the Education Forum.

 “While I was teaching at Chulalongkorn University, I had the opportunity to initiate a Mentoring Program that connects successful and talented executives with tertiary learners to exchange ideas for the first time, and this mentoring program received the Innovation of the Year award from the Association to Advance Collegiate Schools of Business (AASCB), USA. That got me thinking ‘why can’t high school students have the same opportunities?’”

When the time was right, Prof. Sakorn and King’s Bangkok’s team did not hesitate and gathered student representatives like Marty and friends to form a special student committee to organize a joint Education Forum where all revenue from ticket sales without deducting expenses would be given to high school students in need as a scholarship, under the condition that King’s Bangkok’s students were fully involved in the process from start to finish.

“An event like this would not be too difficult for the school staff to organize themselves,” said Prof. Sakorn with a slight smile. “Our school pays attention to the three core values, namely; good manners, kindness, and wisdom. The main purpose of this event is to provide high school students with firsthand learning experience from the top-notch leaders about their future careers, work and life,  as well as giving  our students the opportunity to work and learn about organizing events at the same time.”

“Moreover, this is also a great opportunity to learn the value of compassion. We want to teach our children to be kind to themselves and to others in society as well.”

“Frankly, this kind of thing cannot be learned by rote, right?” Prof. Sakorn asks. “Children must absorb that feeling with their hearts and reflect by themselves. That is the reason why this Education Forum  was created as an experiment to let them experience kindness with their own hearts.”

“Another essential point is the content that the speakers shared. Whether it is about Ikigai; living with values according to Japanese philosophy; creating value for life through understanding cultures, taking a leadership role in world-class organizations; or discussions on learning, working and living a valuable life. The talks have helped pave the way for children having a strong foundation before moving forward in their working life”

Marty was the first to be invited to the team. Then, he was tasked with finding friends who shared the same ideology, managing to assemble a team of 22 people. One of the team members is Japper, another participant in this conversation who acted as an MC taking to the stage and dealing with the four experienced speakers.

The world of Year 11 students is about to change through the process of working as an adult for the first time in their life.

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Life

“At first, I thought that the opportunity to listen to world-class educated people from Harvard, Stanford, Chicago, Yale and other really successful people on the global stage was very rare for me and my friends. So, I thought that I would like to try and take part, then I invited my friends to come with me not knowing what sort of responsibility I would have or how much I would learn.” Marty recalled his first impression having learned about the  school’s project.

“At the first meeting, they sit very blindly.” Mr. Ben, a graduate of the University of Cambridge and one of King’s Bangkok’s executives who is in charge of coordinating with the student committee, told the story jokingly. “The staff tried to explain to the children how the event would benefit them, but it wasn’t until I described how the event would benefit others. From that moment, I could see the sparkles in their eyes.”

“We tried to plan well, with support from Prof.Sakorn and the marketing team, so I felt confident,” Marty recalls the feeling when he and his friends saw the benefits of organizing the event. “But Japper was super excited.”

“Of course!” Japper jumps in with vigour at this point. “I was going to be an MC on stage. Who wouldn’t be excited? It is a great opportunity for me and all the students who have joined the team to become role models for the younger generation as well. The event is very powerful.”

Participating in the event means setting fundraising goals, creating strategies for selling tickets, promoting the event, and running queues on the event day itself.

For adults like us, it may sound very normal. Now, let’s take a time machine and go back to the first time we had to manage a big event involving a large number of people, such as; sporting events, or a prom. Then imagine how big this experience would be for high school kids?

“It was hard in the beginning to find the team.” Marty began. “We started by designing logos and art works together with the school’s marketing team. Though, finding time to work together is not so easy because we only have free time during lunch and after school. Thus, we often meet during breaks and have lunch together.”

“I like lunch meetings. When we sat in a circle, eating delicious food, and talking about work. For me, it’s much better than online meetings because there’s good food.” Japper cheerfully continued after his friend.

“Selling tickets was challenging. We posted online content. Even the invited speakers helped us promote. Additionally, our parents also helped us with this. Although we set the funding goal for supporting scholarships for 7 students because the number was pretty, we are all very happy that we exceeded our goal.”

Of course, the difficulty did not end at the planning stage. When it came to the day itself, both the people in public-facing positions like Japper, and behind the scenes, Marty, had to solve many problems head-on.

“Today my main task is taking care of the speakers,” Marty explains. “But while taking care of honoured speakers who will be sharing their valuable stories with us, I also have to take care of my team at the same time. I have to make sure each person performs his or her own duty and carry the event off successfully.”

Although this task is not an easy one; a taxing undertaking from start to finish; they both said that it was a great taste of life.

This event covers a broad range of subjects, with speakers coming to give a sense of their lives. They discussed ideas directly valuable to student audiences, from the issue of finding the meaning of life through the Ikigai principle and understanding life through cultural diversity to providing first-hand experience from successful role models and including how they prepared for university to how to find yourself and how to find the right career for you. More than the content, students like them get to practise exerting force to open the first door to adult life with the process behind the event itself.

“This event gives us a taste of adult life,” Japper commented. “As one of our speakers said on stage, the barrier between his ideal and real life came crashing down when he was attending university abroad for the first time. That was the first time he felt the need to face reality. It was very emotional. Luckily, his honesty also helps us to be less afraid of real life as well.”

“When looking superficially, we may see that a duck floats comfortably in the water, although under the water, that duck has to kick its feet vigorously to stay afloat.” Marty talked about what one of the speakers said “To me, it was as if every speaker presenting today was that duck, because underneath the surface of everyone’s success, there always is a story of determination, hard work, and unyielding focus.”

“Another interesting thing is that we got to work closely with our marketing team as well,” adds Japper. “At first, I wondered how adults could work so much, though I understand now.”

 “Where else can we find opportunities to do real work like this if it’s not given to me by the school?” Marty nods in agreement. “I think many of our team members have grown through this process. Initially, they were already good, but they improved even more.”

“Even though you keep complaining that you ran the whole event until your legs almost broke?” Japper teases causing the whole group to laugh heartily.

Social Values

While Marty and Japper only spoke to us for a short time it was clear to see that their experience had altered their outlook on life and that they had both grown as people and moved towards being functioning adult members of society.

Growth comes through a process of learning by doing, surrounded by supportive educators who watched as their students blossomed.

 Additionally, Prof.Sakorn finishes with a reflection on the big picture of how this event for small groups of people can play a role in the education system and for the overall benefit of this country.

 “If we step back and look at the big picture, our group of children are the lucky ones. They have the potential to achieve so much, thus, we have to sow the seeds of creating value for society, so that they have the opportunity to think about this as they grow older. The speakers who come to present at this forum are living proof that when we give something to others, we will receive that back in return.”

Because education is not just about enhancing intellectual power, providing students with a sense of fulfilment allowing them to realize their role in society is equally important.

“We are trying to create a new generation with leaders of change using a new learning process to create people who see the right goal and hold on to the right values. That is what Thai education should offer to the learners, not just academic excellence.”

“Education Philosophy in England, the model of which King’s Bangkok  follows, tells us that in addition to academic excellence, there are two other ingredients that are essential to shaping young people into well-rounded individuals: diligence and a blended curriculum, including music, art, sports, and more. While complementary activities help build social and personal preferences, comprehensive attention will support children to grow up to be happy adults, and learn to overcome obstacles.” The executive lecturer concluded.

But the energetic Japper couldn’t help but add,

“I think many children don’t even know how important social values are. Though, after listening to the experiences of all speakers on stage, I understand that success is not just the matter of being respected, it is also about giving something back to others.”

This conclusion from Japper showed us that learning methods that do not focus on memorisation, but instead on hands-on work help to make  someone’s heart to really grow in a fantastic direction

Moreover, giving children the opportunity to speak, act, and make changes, as teachers and staff at King’s Bangkok have done and shared their results with us through this interview. This would be a good example for adults and even teachers around the country to be open, to listen more, and to give opportunities for their own learners to take action, stand up, and learn from their mistakes.

It matters not what the results will be, the hands-on learning that takes place throughout the process is also an important foundation for preparing students moving towards their dream university and life with goals and early success that is not just about “receiving” but also “giving.”

Writer

Avatar

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load