เดือนพฤษภาคม หรือในภาษาอิตาเลียนคือ Maggio (มัจโจ) มาจากภาษาละตินซึ่งขอไม่เขียนนะ เอาเป็นว่ามันแปลว่า เดือนแห่งพระนางเมยา แม่ของเมอร์คิวรี หรือเฮอร์มีส ภาษาอังกฤษถึงชื่อ May ไง

เดือนนี้ เป็นเดือนที่สวยที่สุดของปีในอิตาลี เราสัมผัสถึงความเชื่อว่างามและสดชื่นของเดือนนี้ได้ผ่านสำนวนอิตาเลียน

Fresca/bella come una rosa di maggio แปลว่า สดชื่น / สวยงามราวกับดอกกุหลาบในเดือนพฤษภาคม

Aspettar che venga maggio แปลตรงตัวว่า รอให้ถึงเดือนพฤษภาคมก่อน ให้ความหมายคล้ายๆ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน

Il maggio della vita แปลตรงตัวว่า เดือนพฤษภาคมของชีวิต ซึ่งก็คือ วัยหนุ่มสาว นั่นเอง

นอกจากนั้นแล้ว เดือนนี้ยังมีชื่อเล่นว่า เดือนแห่งดอกกุหลาบ (Il mese delle rose) อีกด้วย

Maggio พฤษภาคมของอิตาลี เดือนแห่งกุหลาบ วันแรงงาน รถโฟล์กเต่า และนโปเลียน
ดอกจี้ (สร้อยคอ) แห่งเดือนพฤษภาคม
ภาพ : pixabay.com

ความสดชื่นและดอกไม้ที่ผลิบานย่อมนำมาซึ่งหมู่ภมรมาคลอเคล้า และหนึ่งในนั้นคือแมงประเภทหนึ่งซึ่งชุมมากในช่วงเดือนนี้ จนได้ชื่ออิงตามเดือนพฤษภาคมว่า Maggiolino ซึ่งคำนี้ก็เป็นชื่อภาษาอิตาเลียนของรถโฟล์กเต่า ขอแสดงความเสียใจด้วยว่า คำนี้มิได้แปลว่า เต่าทอง อย่างที่บางท่านเข้าใจมาตลอดชีวิต หากแต่ภาษาไทยของแมงตัวนี้คือ แมงอีนูน 

นี่ยังแอบคิดว่า ถ้าเราเรียกรถโฟล์กรุ่นนั้นว่ารุ่นแมงอีนูน จะมันขนาดไหน

สำหรับฉันพอพูดถึงเดือนพฤษภาคม ก็มีสิ่งที่แวบขึ้นมาในหัวอยู่บ้างโดยไม่ต้องค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม สิ่งแรกคือวันแรงงาน

55555 จะเลี่ยงได้ยังไง ก็ในเมื่อมันเป็นวันต้นเดือนออกจะหราขนาดนั้น วันแรงงานนั้นเป็นวันสำคัญในอิตาลี เพราะอิตาลีให้ความสำคัญแก่แรงงานมาก ในรัฐธรรมนูญอิตาลีย่อหน้าแรกบอกไว้เลย ความว่า 

“อิตาลีเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยสร้างอยู่บนพื้นฐานแรงงาน อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวอิตาเลียนผู้ใช้อำนาจนั้นตามรูปแบบและบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ”

วันแรงงานในอิตาลีมีอะไร

เอาแบบโลกสวยนะ ก็มีคอนเสิร์ต แต่ถ้าเอาความรู้สึกจริงๆ พอพูดถึงวันแรงงานในอิตาลี ฉันจะนึกถึงการเดินขบวน (คนอิตาเลียนจะเกลียดฉันไหม) แต่จะแตกต่างจากสไตรค์นะ อันนั้นนัดหยุดงาน ซึ่งเกิดในอิตาลีกันจนไม่แปลกแล้ว การเดินขบวนในวันแรงงานนั้น มักจะเป็นการเดินขบวนเพื่อกระตุ้นเตือนอะไรบางอย่าง ปลุกจิตสำนึกของคุณค่าของแรงงานที่แบกประเทศไว้แทบจะทั้งหมด ฯลฯ 

Maggio พฤษภาคมของอิตาลี เดือนแห่งกุหลาบ วันแรงงาน รถโฟล์กเต่า และนโปเลียน
คอนเสิร์ตวันแรงงานใน ค.ศ. 2006
ภาพ : commons.wikimedia.org
Maggio พฤษภาคมของอิตาลี เดือนแห่งกุหลาบ วันแรงงาน รถโฟล์กเต่า และนโปเลียน
การเดินขบวนวันแรงงานใน ค.ศ. 2009
ภาพ : commons.wikimedia.org

พูดถึงแรงงานแล้ว ก็พาลไปนึกถึงอีกเรื่องคือเรื่องพวกงานฝีมือต่างๆ ด้วย

สิ่งที่อิตาลีดูจะแตกต่างจากไทยอย่างเห็นได้ชัด คือการให้คุณค่าของอาชีพที่ไม่แตกต่างกันมากนัก จริงอยู่การเป็นหมอหรือเป็นอาจารย์ก็อาจจะมีผู้นับหน้าถือตาหรือเงียบฟังนิดหน่อย แต่ก็เป็นเรื่องที่หมอหรืออาจารย์ท่านนั้นสันทัดเท่านั้น ไม่ใช่ขึ้นชื่อว่าเป็นอาจารย์หรือหมอ ก็เชื่อมั่นศรัทธาจนแทบจะเอาทองคำเปลวไปปิดเสียหมด คนอาชีพอื่นก็ได้รับการยอมรับนับถือในฐานะมนุษย์ไม่ต่างกัน

ขอยกตัวอย่างคนใกล้ตัว 2 คน คนหนึ่งเป็นเพื่อนของเพื่อน เป็นลูกช่างไม้ประจำเมืองเซียน่า อนึ่ง คำว่าช่างไม้สำหรับคนอิตาเลียนไม่ใช่คนสร้างบ้าน แต่หมายถึงช่างทำเฟอร์นิเจอร์ เพื่อนคนนี้สมมติว่าชื่อเปาโล เปาโลน้อยคนนี้ (ตอนที่รู้จักกันก็อายุราวๆ 18 เห็นจะได้) เวลาไปเข้าสังคมที่ไหน (ในเซียน่า) พอแนะนำตัวบอกว่าชื่อเปาโล ผู้คนก็ต้อนรับด้วยดีแล้ว แต่พอถามถึงว่าบ้านอยู่ตรงนั้น ก็จะมีคนทักว่านั่นมันบ้านของช่างคนนั้นนี่ เปาโลก็จะบอกว่า ใช่ พ่อผมเอง เท่านั้นล่ะ ผู้คนก็จะแซ่ซ้องเอ็ดอึง ใครข้างๆ มาบอกว่าเป็นนักบินยังไม่ตื่นเต้นเท่านี้

อีกคนคือช่างทำเครื่องประดับ เป็นครูของเพื่อนผู้ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัยศิลปากรอยู่ ณ ขณะนี้ ฉันจำชื่อจริงท่านไม่เคยได้ เรียกกันแต่ว่า มาเอสโตร (Maestro) มาเอสโตรท่านนี้เวลาเดินอยู่ในเซียน่าเนี่ย ผู้คนก้มหัวทักทายกันหัวถนนท้ายถนน ตาเป็นประกายเหมือนเจอเซเล็บก็มิปาน

ด้วยความที่อาชีพใดๆ ก็มีเกียรติเช่นนี้ สิ่งที่ตามมาด้วยคือ การไม่ให้คุณค่ากับปริญญาเกินกว่าที่ควรจะเป็นสักเท่าไหร่ หากคุณถามคนอิตาเลียนว่าเรียนจบอะไร เขาก็อาจจะตอบว่า ม.ปลาย แต่ถ้าเป็นพวกช่างฝีมือ ก็อาจจะตอบว่า ม.ต้น แต่ให้สังเกตสีหน้า คุณจะไม่เห็นความน้อยเนื้อต่ำใจใดๆ เลย เป็นเรื่องปกติมาก คนอิตาเลียนไม่ได้ให้ค่ากับปริญญามากมายนัก ที่จำต้องเรียนเพราะงานที่ต้องทำต้องใช้วุฒิก็เท่านั้น แล้วงานจำนวนไม่น้อย อยากจะกล่าวว่าส่วนใหญ่แต่ก็มิได้มีตัวเลขมายืนยัน ก็มักไม่ค่อยต้องการวุฒิปริญญาด้วย คนที่เรียนมหาวิทยาลัยเอง เรียนๆ แล้วเลิกไปเมื่อได้งานก็เยอะ สำหรับเขา มันไม่มีอะไรจริงๆ 

เคยถามเปาโล เพื่อนที่เล่าให้ฟังข้างต้นว่า ทำไมเขาไม่เรียนต่อ เขาทำหน้างง แล้วตอบว่า ก็ถ้าเขาต้องการเป็นช่างไม้ที่เก่งเหมือนพ่อ ถ้าเขาไม่ฝึกฝนตั้งแต่เด็กแล้วจะให้เขาไปฝึกตอนไหน แล้วเขาจะเอาปริญญาไปทำไม คำพูดนั้นของเปาโลเหมือนพลุที่แตกปุงปังอยู่บนสมองกะลาของฉัน ยิ่งพอมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วยแล้ว ฉันยิ่งรู้สึกว่าเปาโลพูดไม่ผิดเลย

พูดเรื่องแรงงานไปเสียยาว ฉันนึกถึงอะไรอีกในเดือนพฤษภาคม ฉันนึกถึงวันแม่ วันแม่ในอิตาลีนั้น คือวันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม ซึ่งใน ค.ศ. 2021 นี้คือวันที่ 9 พฤษภาคมนั่นเอง 

เรื่องการบูชาแม่นั้น ในประวัติศาสตร์ความคิดความเชื่อของอิตาลี ย้อนไปได้ถึงการบูชาเทพแห่งแผ่นดินในสมัยก่อนคริสตศาสนา ตามมาด้วยการอิงกับพระแม่มาเรียในยุคต่อมา เดือนนี้ยังเป็นเดือนที่อุทิศให้แก่พระแม่มาเรียด้วย ในภาษาอิตาเลียนคำว่า เดือนของพระแม่มาเรีย (Il mese della Madonna หรือ Mese Mariano) ก็คือเดือนพฤษภาคมนั่นเอง

การกำหนดวันแม่แห่งชาติเองก็ไม่ได้เป็นวันนี้แต่แรก ในยุคมุสโสลินียังเคยกำหนดให้เป็นวันที่ 24 ธันวาคมด้วยซ้ำ (ตอนนั้นมีการประกวดแม่ลูกดกด้วยนะ) จากนั้นก็กำหนดให้เป็นวันที่ 8 พฤษภาคมอยู่ตั้งนาน จนกระทั่งย้ายมาเป็นวันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ว่ากันว่า เพียงเพื่อให้แน่ใจว่าตรงกับวันหยุดแน่ๆ 

การ์ดวันแม่
ภาพ : www.flickr.com

ถามว่าเด็กอิตาเลียนทำอะไรกันในวันแม่ คำตอบที่ใช้ได้ทั้งกับวันแม่ วันพ่อ วันครู วันปู่ วันย่า ฯลฯ ก็คือ เขียนการ์ด ถ้าเป็นเด็กหน่อยก็จะเขียนด้วยตัวอักษรโย้เย้ มีรูประบายสีเทียน ประกอบด้วยพ่อแม่จูงมือลูกซึ่งอยู่ตรงกลาง (วันพ่อก็วาดรูปเดียวกันนี้) ดอกไม้กลีบระนาบเดียว มีพระอาทิตย์ขึ้นแข่งกับพระจันทร์อยู่คนละฟากกระดาษ อย่างที่พวกเราเคยทำ หอมแก้มแม่ทีหนึ่ง แล้วก็ยกให้แม่เป็นราชินีของบ้านหนึ่งวัน (โถ…) 

การเชิญไปเร้าอารมณ์เค้นน้ำตา ร้องไห้ฮึกฮักกันตัวโยนที่โรงเรียน ไม่พบว่าที่ไหนทำกัน ถ้าเป็นวัยรุ่นก็จะเขียนด้วยถ้อยคำเท่ๆ ซึ้งๆ ถ้าเป็นผู้ใหญ่และมีครอบครัวแล้ว ก็อาจจะโทรศัพท์มาหากันเสียหน่อย ถามว่ามีลืมกันบ้างไหม คำตอบก็คือ ก็คงมีบ้าง แต่สื่อต่างๆ ก็คงคอยเตือนกันอยู่บ้างละ

อีกวันที่คิดถึงในเดือนพฤษภาคม คือ วันที่ 5 พฤษภาคม ในภาษาอิตาเลียน คำนี้คือ Il cinque maggio (อิล ชิงเกว มัจโจ) วันนี้ใน ค.ศ. 1821 เป็นวันที่นโปเลียนเสียชีวิต และบทกวีนี้ก็แต่งขึ้นเพื่อสดุดีและรำลึกถึงมหาบุรุษท่านนี้ โดย อเลซซานโดร มันโซนี (Alessandro Manzoni, 1785 – 1873) นักประพันธ์เอกแห่งศตวรรษที่ 19 คนเดียวกับที่แต่งนวนิยายคลาสสิกเรื่อง I promessi sposi (สัญญาสมรส) ที่คนอิตาเลียนทุกคนต้องรู้จัก มันโซนีเมื่อทราบข่าวการเสียชีวิตของนโปเลียนก็สะเทือนใจมากและแต่งกวีบทนี้เสร็จภายใน 3 วัน และแพร่สะพัดไปอย่างกว้างขวาง แม้มีกฎออสเตรียห้ามก็ตาม

Napoleon Bonaparte
ภาพ : commons.wikimedia.org
อเลซซานโดร มันโซนี
ภาพ : www.flickr.com

หากถามว่าทำไมต้องแต่งให้นโปเลียน ประการแรกตอบง่ายๆ คือ ก็เขารักเขาบูชาของเขา จะไปอะไรกับเขา ฮึ แต่หากตอบแบบพยายามกวนน้อยกว่านี้อีกนิดก็คือ นโปเลียนเป็นบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ หลายคนอาจจะรู้จักว่าเขาเป็นคนฝรั่งเศส แต่จริงๆ แล้ว ด้วยเลือดเนื้อและจิตวิญญาณของเขานั้นคือคนอิตาเลียน เกาะคอร์ซีกา (Corsica) เมื่อตอนที่เขาเกิดนั้น เพิ่งไปเป็นของฝรั่งเศสได้ปีกว่าๆ เท่านั้นเอง ดังนั้น พ่อแม่ของเขาจึงเป็นคนอิตาเลียนโดยแท้ นอกจากนั้นแล้ว นโปเลียนยังเคยดำรงตำแหน่ง ‘ราชาแห่งอิตาลี’ ระหว่าง ค.ศ. 1805 – 1814 ด้วย 

อาจฟังดูว่าฉันช่างเป็นนักวรรณคดีศรีอักษรศาสตร์โดยแท้ ที่พอพูดถึงเดือนพฤษภาคม ก็มีจิตประหวัดคิดถึงกวีนิพนธ์ขึ้นมา ความจริงสารภาพว่า ฉันเคยมีประวัติเด๋อๆ กับกวีนิพนธ์บทนี้ตอนเรียนอยู่โบโลญญา อาจารย์ผู้สอนพูดถึงงานชิ้นนี้แต่ฉันไม่รู้จักมาก่อน ฟังไปก็จดไปพลางคิดว่า เอ๊ ทำไมอาจารย์เอาแต่พูดถึงวันที่ 5 พฤษภาคม กลับบ้านมาค้นมาอ่านดูอีกทีถึงได้รู้ จากนั้นใครพูดถึงวันนี้เป็นภาษาอิตาเลียน ฉันก็ไม่นึกถึงอะไรอื่นอีกเลยนอกจากนโปเลียนและมันโซนี

สิ่งสุดท้ายที่จะกล่าว (หากแต่เป็นสิ่งแรกที่นึกถึง แต่ไม่กล้าขึ้นต้นเรื่อง เพราะดูโรแมนติกเกิน) ฉันนึกถึงดอกไม้อย่างหนึ่งของอิตาลี ซึ่งหน้าตาเหมือนราชพฤกษ์หรือดอกคูนมาก ชื่อ Maggiociondolo หรือ Ciondolo di maggio (มัจโจชนโดโล-ชนโดโล ดิ มัจโจ) อันมีความหมายเหมือนกัน คือ จี้ (สร้อยคอ) แห่งเดือนพฤษภาคม

พฤษภาคมปีนี้ ไม่ว่าที่อิตาลีหรือที่ไหน คงไม่ได้น่ารื่นรมย์เหมือนอย่างเคย ขออวยพรให้เดือนพฤษภาคมทั้งของอิตาลีและของไทยกลับมา ‘สดชื่นและสวยงามเหมือนเดือนพฤษภาคม’ อีกครั้งโดยเร็ว ☺

แหล่งข้อมูล

tg24.sky.it/

Nicola Zingarelli, lo Zingarelli 2021: Vocabolario della lingua italiana, a cura di Mario Camella, Beata Lazzarini, Andrea Zaninello

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

เขียนเรื่องนี้ด้วยได้รับแรงบันดาลใจจากไอร้อนของประเทศเรา ในอิตาลีตอนนี้ยังไม่ร้อนหรอก อากาศดีด้วยซ้ำ จะร้อนเอาจริงจัง สิงหาฯ โน่น แล้ว เมื่อเอย เมื่อนั้น เราก็จะได้เจออิตาเลียนเต็มเมืองไทย ส่วนจะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า หนีร้อนมาพึ่งเย็น หรือหนีเสือปะจระเข้นั้น ก็แล้วแต่จะคิดกันไป

หน้าร้อนในอิตาลีนั้น นับคร่าว ๆ เอาช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม-สิงหาคม อย่าลืมว่าอิตาลีมี 4 ฤดู ฤดูละ 3 เดือน คูณ 4 ก็ 12 เดือน พอดิบพอดี

พอย่างเข้าหน้าร้อน อิตาเลียนก็จิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ตั้งท่าจะเตรียมเที่ยวกันท่าเดียว เรื่องวางแผนเที่ยวน่ะเหรอ บางบ้านวางกันเป็นปี หาไม่แล้วที่พักหรืออะไรต่ออะไรก็จะเต็มเอา

ในช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม อย่าได้ติดต่อธุรกิจ เพราะมักจะไม่ได้รับการตอบรับ จะทำอะไรให้รีบทำเสียตอนนี้ หรือไม่อีกทีก็เริ่มชีวิตกันใหม่ต้นเดือนกันยายน… ไม่ได้ฟังดูเหมือนโหราพยากรณ์เกินไปใช่ไหม

จะดึงดันไปเที่ยวอิตาลีช่วงนั้นเหรอ เอาซี่… (เสียงสูงมาก) ถ้าคิดว่ายังร้อนในไทยไม่พอ แต่ก็ว่าไม่ได้ เพราะของ Sales ช่วงกรกฎาฯ ก็ล่อตาล่อใจอยู่ใช่หยอกเสียเมื่อไหร่ แต่ถ้าไปช่วงเดือนสิงหาคมนั้น มีแนวโน้มสูงว่าจะได้พบเมืองร้าง หากคิดว่า ดีสิ เมืองจะได้สงบ ๆ ก็ให้นึกด้วยว่า ร้านอาหารใด ๆ ก็อาจจะปิดด้วย เราก็อาจจะต้องต้มมาม่ากินอย่างสงบ ในโรงแรมอันแสนสงบไปด้วยเช่นกัน

สรุปว่า คนทั้งประเทศพร้อมใจกันเที่ยวโดยไม่ได้นัดหมายนั่นเอง (โถ พระหมายของโยม โดนอีกแล้ว) เมื่อคนไม่อยู่ จะเปิดร้านไว้ทำไม ก็ถือโอกาสนี้ไปเที่ยวด้วยสิ

หยิบยืมเงินเที่ยว

การเที่ยวแต่ละครั้งใช้เงินจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่มีสมาชิกในครอบครัวเยอะ อาจารย์ชาวอิตาเลียนเคยบอกว่า บางคนถึงกับหยิบยืมเงินคนใกล้ตัวเพื่อไปเที่ยว ร้อนถึงนักเรียนไทยผู้ไม่เข้าใจความคิดนี้เลย ถามว่า ทำไมไม่รอให้มีเงินแล้วค่อยไปเที่ยวละ อาจารย์บอกว่า “เพราะหน้าร้อนไม่เคยคอยใคร”

คำกล่าวสั้น ๆ ถึงแม้จะไม่สามารถอ้างถึงอิตาเลียนในภาพรวมได้ แต่สะท้อนให้ตระหนักได้ว่า ความแตกต่างระหว่างเรากับเขาอย่างหนึ่งคือ ฤดูกาลที่ชัดเจน สำหรับเรา ไปหน้าไหนก็คงไม่ต่างกันเท่าใดนัก ไม่สิ พอถึงหน้าหนาวเราก็เต้นหรับ ๆ ขยับเตรียมขึ้นเหนือเหมือนกันละ

กลับมามองเขาบ้าง ถ้าเขามีเงินในช่วงที่อากาศไม่ดีล่ะ ถ้ามีเงินในช่วงที่ลูก ๆ เปิดเทอมล่ะ ฯลฯ การไม่ไปเที่ยวหน้าร้อนก็คือ สูญเสียวันเวลาพักผ่อนไป 1 ปีนั่นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อตอนอิตาลีคิดจะปิดประเทศช่วงโควิดนั้น ไม่มีช่วงไหนเลยที่คนอิตาเลียนจะเดือดเนื้อร้อนใจได้มากเท่ากับตอนที่กลัวว่า หน้าร้อนจะไม่ได้เที่ยว

ความร้อนแบบอิตาเลียน

ความร้อนของฤดูร้อนในอิตาลีหรือในยุโรปนั้น ยากแท้หยั่งถึง เรา ซึ่งถึงไม่ชอบแต่ก็แอบขิงคนทั้งโลกว่า เรามีหน้าร้อนที่ร้อนที่สุด ร้อนราวกับซ้อมตกนรกก็มิปานนั้น เมื่อเปรียบกับร้อนแบบอิตาลี เป็นความร้อนกันคนละแบบ

อิตาลีเวลาร้อนจัด ๆ จะร้อนแบบซาวน่า คือ แห้ง ๆ แผดเผา ในขณะที่ของไทยร้อนแบบห้องอบไอน้ำ เหงื่อตกเผาะ ๆ ๆ ตัวเหนียวหนุบหนับตลอดเวลา แต่ที่ทำให้หน้าร้อนในอิตาลีดูสิ้นหวังไปกว่า คือ เราโผไปหาความเย็นที่ไหนไม่ได้เลย ห้างก็ไม่ได้ใหญ่โตให้เราเดินแช่แอร์ได้ (อิตาเลียนเองก็ไม่ค่อยมีนิสัยชอบเดินห้าง) ร้านต่าง ๆ ถ้าไม่ใหญ่จริงก็ไม่มีแอร์

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
ภาพ : www.italymagazine.com

แล้วคลายร้อนกันอย่างไร

สมัยนี้ที่ไหนก็คงมีแอร์ แต่โดยทั่วไปสิ่งแรกที่ทำคือ เปิดประตู เปิดหน้าต่าง ให้ลมเข้า สมัยที่เรียนอยู่ในยุคต้น 90 ก็เป็นอย่างนั้น พอถึงหน้าร้อน โรงเรียนก็เปิดหน้าต่าง วันดีคืนดีคงเห็นว่าทั้งเด็กทั้งครูหน้าโรยกันไปตาม ๆ กัน ก็ซื้อพัดลมมาให้ตัวนึง นับว่าน่ารักมาก ขอขอบพระคุณมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติแห่งเมืองเซียน่ามา ณ ที่นี้ด้วย

ในยุคเดียวกัน บนรถก็เปิดหน้าต่าง ทั้งรถเมล์ รถไฟ โรงภาพยนตร์หลายแห่งปิดหน้าร้อน แต่ก็ทำให้เกิดความโรแมนติกในหลาย ๆ ที่ กล่าวคือ มีการจัดหนังกลางแปลง อย่างเช่นที่เมืองเซียน่า จัดฉายหนังกลางแปลงกันบนโรงละครโบราณ ที่ป้อมปราการของเมืองกันเลยทีเดียว

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
หนังกลางแปลงที่เซียนา
ภาพ : www.radiosienatv.it
คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
สถานที่ฉายหนังยามที่ไม่มีหนัง มันคือโรงละครโบราณ
ภาพ : www.gazzettadisiena.it

พัดลมของพี่ ส.ว.

ขอแทรกเรื่องส่วนตัว ย้อนไปเมื่อปี 1992 อันเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักความร้อนของอิตาลี บ้านที่ฉันพักอยู่นั้น มีพี่คนไทยอยู่พร้อมกับแฟนอันเป็นหนุ่มหล่อลูกผู้มีอันจะกินจากทางใต้ของอิตาลี ให้ชื่อภาษาไทยยามเม้าต่อหน้าและลับหลังว่า พี่ ส.ว.อันย่อมาจาก Salvatore ซึ่งเจ้าตัวก็รู้ พูดชื่อนี้ทีไรหันขวับทุกที

พี่ ส.ว. รักแฟนมาก เมื่อสาวเจ้าบ่นว่าร้อน พี่ ส.ว. ได้ซื้อของที่ไม่ได้มีกันทุกบ้านมาให้ตนเองและแฟน นั่นคือ พัดลม

วันที่พี่ ส.ว. ถือพัดลมเข้าบ้านมานั้น คนข้างบ้านและผู้ที่เช่าบ้านอยู่ด้วยต่างมองตามอย่างตื่นเต้น มองตามตั้งแต่ประตูเข้าบ้านไปจนพี่ ส.ว. เปิดพัดลมให้มันส่ายหน้าไปมา ทุกคนทำหน้าเหมือนกลัวห้องจะพองลม

จะว่าไป พัดลมก็ไม่ได้แพงอะไรมากมายนัก แต่ถ้าคิดว่าในปีหนึ่งจะได้เปิดแค่ราว 2 เดือน กับอีกอย่าง ลมที่ออกมาก็ไม่ค่อยต่างจากไดร์เป่าผมขนาดใหญ่สักเท่าไหร่ ก็ดูเป็นของฟุ่มเฟือยนิด ๆ สำหรับคนอิตาเลียน ทั้งนี้ไม่นับทางใต้ที่อุณหภูมิสูงกว่าทางเหนือ พัดลมก็อาจะไม่ได้เป็นของหายากเท่า

ของกินหน้าร้อน

ย่อมไม่ใช่ข้าวแช่ที่เอามาเข่นกันว่าของใครของแท้ คนไหนของปลอม คนนี้เจ้า คนนั้นไพร่

แน่นอน ไอศกรีมย่อมมาแรงโดยไม่ต้องเสียเวลาบรรยาย แต่อีกอย่างคือ ‘กรานีตา’ (granita) ต้นตำรับต้องของเกาะซิชีเลีย มันก็คล้าย ๆ น้ำผลไม้แช่เย็นจนขึ้นเกล็ดนั่นล่ะ

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
กรานีตามะนาว
ภาพ : calabrianelpiatto.it

ส่วนผลไม้หน้าร้อนของอิตาลี ได้แก่ เชอรี่ สตรอเบอรี่ มะเดื่อ (Fig) แอปริคอต เนสโปลา (Nespola ในภาษาอิตาเลียน ชื่ออังกฤษคือ Medlar) ลูกพลัม พีช แตงโม เบอรี่ต่าง ๆ (อิตาเลียนเรียกรวม ๆ ว่า ผลไม้สีแดง) เมล่อน เป็นอาทิ

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
เนสโปลา
ภาพ : www.cedior.com

ส่วนผลไม้อีกอย่างที่จะโผล่มาตอนหน้าร้อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองท่องเที่ยว แต่ไม่ใช่ผลไม้อิตาเลียนหรอกนะ คือ มะพร้าว ขายชิ้นละราว ๆ 1 ยูโร การจัดวางของการขายมะพร้าวนี้เหมือนกันทุกแห่งคือ เรียงรายเป็นชั้นอยู่ในน้ำพุขนาดเล็ก นักท่องเที่ยวทั้งอิตาเลียนและไม่อิตาเลียน ชอบซื้อเอามาขบกิน ใช่ ต้องขบ หรือไม่ก็เอากระต่ายมาขูด เพราะหน้าตาดูแก่ห้าวเหลือเกิน เหมาะแก่การนำไปคั้นกะทิต้มสายบัว

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : www.afar.com

ของกินที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ไม่ได้มีเพียงผลไม้เท่านั้น ตามร้านขายเครื่องดื่ม (Bar) เครื่องดื่มบางอย่างก็จะมีขายเฉพาะช่วงหน้าร้อนเช่นกัน เช่น ชาพีชเย็น นมอัลมอนด์เย็น ปัจจุบันทุกอย่างมีขายเป็นกล่องหมดแล้ว แต่ถ้าจะกินแบบสด ๆ กดจ๊อกใส่แก้วแบบน้ำเก๊กฮวยตามตู้แช่หน้าร้านขายยาในเมืองไทย ต้องรอหน้าร้อนเท่านั้น หมดหน้าร้อน เก็บเรียบ อยากกินต้องทำเอง

คนอิตาเลียนไปไหนช่วงหน้าร้อน

โดยทั่วไปแล้ว ยุคก่อนโควิด สถิติบอกว่า คนอิตาเลียนนิยมเที่ยวในประเทศมากกว่านอกประเทศ ในประเทศก็ได้แก่ เกาะซาร์เดนยา (Sardegna) เกาะซิชิเลีย (Sicilia) แคว้นปูลเยีย (Puglia) ที่อยู่ตรงส้นรองเท้าบูต นอกประเทศก็ได้แก่ หมู่เกาะเล็ก ๆ แถวสเปน สรุปว่าโดยส่วนใหญ่ไม่ไปไหนไกล น่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทางนั่นเอง เพราะเวลาไปทีก็ยกกันไปทั้งครอบครัว

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
เกาะซาร์เดนยา
ภาพ : www.worldatlas.com

แต่ในปี 2020 มหาวิทยาลัยคูซาโน (Università Cusano) ได้ทำวิจัยซึ่งก็อิงกับสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี (Istat) ออกมาว่า คนอิตาเลียนในท่องเที่ยวน้อยลงมาก และนิยมเที่ยวกันอยู่แต่ในแคว้นที่ตัวเองอยู่ การเที่ยวก็เป็นไปเพื่อพักผ่อนหย่อนใจจริง ๆ การเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น ดูโบสถ์ ดูพิพิธภัณฑ์น้อยลงไม่ใช่แค่กว่าเดิม แต่ลดลงอย่างฮวบฮาบ

เหตุผลหลักของการไม่เที่ยว คือเรื่องเศรษฐกิจมาเป็นอันดับหนึ่ง การกลัวโควิดมาเป็นอันดับสอง ส่วนถ้าจะออกไปเที่ยวนอกแคว้นนั้น แคว้นที่คนอยากไปที่สุดสองแคว้นคือ แคว้นทัสกานีและแคว้นปูลเยีย ที่ได้กล่าวไปแล้ว

แต่มีสถานที่อีกแห่ง ที่เชื่อว่า หากถามวัยรุ่นอิตาเลียนจะต้องติดโผอย่างแน่นอน คือ รีมีนี (Rimini)

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
รีมีนี 
ภาพ : it.hotels.com

รีมีนี เป็นเมืองที่มีชายหาดกว้าง ยาว ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของอิตาลี อยู่ในแคว้นเอมิเลีย-โรมัญญา (Emilia-Romagna) แล้วก็มีเมืองอื่น ๆ ในละแวก เช่น เชเซนาติโค (Cesenatico) อันเป็นฉากของซีรีส์ Netflix เรื่อง ‘Summertime’ ใครอยากพอเห็นภาพวัยรุ่นอิตาเลียนในช่วงหน้าร้อนริมหาด ขอแนะนำให้ดูเรื่องนี้ เพลงเพราะ นางเอกหน้าเก๋มาก

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : cdn.shopify.com
วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : movieplayer.it

จริง ๆ แล้ว เคยคิดที่จะพาลูกศิษย์ลูกหาไปเริงร่าอยู่ริมหาดกับคนอิตาเลียน

แต่ไม่กล้าเสี่ยงเลย

โควิดก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่กลัวกว่านั้นคือ

ขากลับ จะไม่ยอมกลับด้วยน่ะสิ

แหล่งข้อมูล 

www.unicusano.it/blog

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load