เดือนพฤษภาคม หรือในภาษาอิตาเลียนคือ Maggio (มัจโจ) มาจากภาษาละตินซึ่งขอไม่เขียนนะ เอาเป็นว่ามันแปลว่า เดือนแห่งพระนางเมยา แม่ของเมอร์คิวรี หรือเฮอร์มีส ภาษาอังกฤษถึงชื่อ May ไง

เดือนนี้ เป็นเดือนที่สวยที่สุดของปีในอิตาลี เราสัมผัสถึงความเชื่อว่างามและสดชื่นของเดือนนี้ได้ผ่านสำนวนอิตาเลียน

Fresca/bella come una rosa di maggio แปลว่า สดชื่น / สวยงามราวกับดอกกุหลาบในเดือนพฤษภาคม

Aspettar che venga maggio แปลตรงตัวว่า รอให้ถึงเดือนพฤษภาคมก่อน ให้ความหมายคล้ายๆ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน

Il maggio della vita แปลตรงตัวว่า เดือนพฤษภาคมของชีวิต ซึ่งก็คือ วัยหนุ่มสาว นั่นเอง

นอกจากนั้นแล้ว เดือนนี้ยังมีชื่อเล่นว่า เดือนแห่งดอกกุหลาบ (Il mese delle rose) อีกด้วย

Maggio พฤษภาคมของอิตาลี เดือนแห่งกุหลาบ วันแรงงาน รถโฟล์กเต่า และนโปเลียน
ดอกจี้ (สร้อยคอ) แห่งเดือนพฤษภาคม
ภาพ : pixabay.com

ความสดชื่นและดอกไม้ที่ผลิบานย่อมนำมาซึ่งหมู่ภมรมาคลอเคล้า และหนึ่งในนั้นคือแมงประเภทหนึ่งซึ่งชุมมากในช่วงเดือนนี้ จนได้ชื่ออิงตามเดือนพฤษภาคมว่า Maggiolino ซึ่งคำนี้ก็เป็นชื่อภาษาอิตาเลียนของรถโฟล์กเต่า ขอแสดงความเสียใจด้วยว่า คำนี้มิได้แปลว่า เต่าทอง อย่างที่บางท่านเข้าใจมาตลอดชีวิต หากแต่ภาษาไทยของแมงตัวนี้คือ แมงอีนูน 

นี่ยังแอบคิดว่า ถ้าเราเรียกรถโฟล์กรุ่นนั้นว่ารุ่นแมงอีนูน จะมันขนาดไหน

สำหรับฉันพอพูดถึงเดือนพฤษภาคม ก็มีสิ่งที่แวบขึ้นมาในหัวอยู่บ้างโดยไม่ต้องค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม สิ่งแรกคือวันแรงงาน

55555 จะเลี่ยงได้ยังไง ก็ในเมื่อมันเป็นวันต้นเดือนออกจะหราขนาดนั้น วันแรงงานนั้นเป็นวันสำคัญในอิตาลี เพราะอิตาลีให้ความสำคัญแก่แรงงานมาก ในรัฐธรรมนูญอิตาลีย่อหน้าแรกบอกไว้เลย ความว่า 

“อิตาลีเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยสร้างอยู่บนพื้นฐานแรงงาน อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวอิตาเลียนผู้ใช้อำนาจนั้นตามรูปแบบและบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ”

วันแรงงานในอิตาลีมีอะไร

เอาแบบโลกสวยนะ ก็มีคอนเสิร์ต แต่ถ้าเอาความรู้สึกจริงๆ พอพูดถึงวันแรงงานในอิตาลี ฉันจะนึกถึงการเดินขบวน (คนอิตาเลียนจะเกลียดฉันไหม) แต่จะแตกต่างจากสไตรค์นะ อันนั้นนัดหยุดงาน ซึ่งเกิดในอิตาลีกันจนไม่แปลกแล้ว การเดินขบวนในวันแรงงานนั้น มักจะเป็นการเดินขบวนเพื่อกระตุ้นเตือนอะไรบางอย่าง ปลุกจิตสำนึกของคุณค่าของแรงงานที่แบกประเทศไว้แทบจะทั้งหมด ฯลฯ 

Maggio พฤษภาคมของอิตาลี เดือนแห่งกุหลาบ วันแรงงาน รถโฟล์กเต่า และนโปเลียน
คอนเสิร์ตวันแรงงานใน ค.ศ. 2006
ภาพ : commons.wikimedia.org
Maggio พฤษภาคมของอิตาลี เดือนแห่งกุหลาบ วันแรงงาน รถโฟล์กเต่า และนโปเลียน
การเดินขบวนวันแรงงานใน ค.ศ. 2009
ภาพ : commons.wikimedia.org

พูดถึงแรงงานแล้ว ก็พาลไปนึกถึงอีกเรื่องคือเรื่องพวกงานฝีมือต่างๆ ด้วย

สิ่งที่อิตาลีดูจะแตกต่างจากไทยอย่างเห็นได้ชัด คือการให้คุณค่าของอาชีพที่ไม่แตกต่างกันมากนัก จริงอยู่การเป็นหมอหรือเป็นอาจารย์ก็อาจจะมีผู้นับหน้าถือตาหรือเงียบฟังนิดหน่อย แต่ก็เป็นเรื่องที่หมอหรืออาจารย์ท่านนั้นสันทัดเท่านั้น ไม่ใช่ขึ้นชื่อว่าเป็นอาจารย์หรือหมอ ก็เชื่อมั่นศรัทธาจนแทบจะเอาทองคำเปลวไปปิดเสียหมด คนอาชีพอื่นก็ได้รับการยอมรับนับถือในฐานะมนุษย์ไม่ต่างกัน

ขอยกตัวอย่างคนใกล้ตัว 2 คน คนหนึ่งเป็นเพื่อนของเพื่อน เป็นลูกช่างไม้ประจำเมืองเซียน่า อนึ่ง คำว่าช่างไม้สำหรับคนอิตาเลียนไม่ใช่คนสร้างบ้าน แต่หมายถึงช่างทำเฟอร์นิเจอร์ เพื่อนคนนี้สมมติว่าชื่อเปาโล เปาโลน้อยคนนี้ (ตอนที่รู้จักกันก็อายุราวๆ 18 เห็นจะได้) เวลาไปเข้าสังคมที่ไหน (ในเซียน่า) พอแนะนำตัวบอกว่าชื่อเปาโล ผู้คนก็ต้อนรับด้วยดีแล้ว แต่พอถามถึงว่าบ้านอยู่ตรงนั้น ก็จะมีคนทักว่านั่นมันบ้านของช่างคนนั้นนี่ เปาโลก็จะบอกว่า ใช่ พ่อผมเอง เท่านั้นล่ะ ผู้คนก็จะแซ่ซ้องเอ็ดอึง ใครข้างๆ มาบอกว่าเป็นนักบินยังไม่ตื่นเต้นเท่านี้

อีกคนคือช่างทำเครื่องประดับ เป็นครูของเพื่อนผู้ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัยศิลปากรอยู่ ณ ขณะนี้ ฉันจำชื่อจริงท่านไม่เคยได้ เรียกกันแต่ว่า มาเอสโตร (Maestro) มาเอสโตรท่านนี้เวลาเดินอยู่ในเซียน่าเนี่ย ผู้คนก้มหัวทักทายกันหัวถนนท้ายถนน ตาเป็นประกายเหมือนเจอเซเล็บก็มิปาน

ด้วยความที่อาชีพใดๆ ก็มีเกียรติเช่นนี้ สิ่งที่ตามมาด้วยคือ การไม่ให้คุณค่ากับปริญญาเกินกว่าที่ควรจะเป็นสักเท่าไหร่ หากคุณถามคนอิตาเลียนว่าเรียนจบอะไร เขาก็อาจจะตอบว่า ม.ปลาย แต่ถ้าเป็นพวกช่างฝีมือ ก็อาจจะตอบว่า ม.ต้น แต่ให้สังเกตสีหน้า คุณจะไม่เห็นความน้อยเนื้อต่ำใจใดๆ เลย เป็นเรื่องปกติมาก คนอิตาเลียนไม่ได้ให้ค่ากับปริญญามากมายนัก ที่จำต้องเรียนเพราะงานที่ต้องทำต้องใช้วุฒิก็เท่านั้น แล้วงานจำนวนไม่น้อย อยากจะกล่าวว่าส่วนใหญ่แต่ก็มิได้มีตัวเลขมายืนยัน ก็มักไม่ค่อยต้องการวุฒิปริญญาด้วย คนที่เรียนมหาวิทยาลัยเอง เรียนๆ แล้วเลิกไปเมื่อได้งานก็เยอะ สำหรับเขา มันไม่มีอะไรจริงๆ 

เคยถามเปาโล เพื่อนที่เล่าให้ฟังข้างต้นว่า ทำไมเขาไม่เรียนต่อ เขาทำหน้างง แล้วตอบว่า ก็ถ้าเขาต้องการเป็นช่างไม้ที่เก่งเหมือนพ่อ ถ้าเขาไม่ฝึกฝนตั้งแต่เด็กแล้วจะให้เขาไปฝึกตอนไหน แล้วเขาจะเอาปริญญาไปทำไม คำพูดนั้นของเปาโลเหมือนพลุที่แตกปุงปังอยู่บนสมองกะลาของฉัน ยิ่งพอมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วยแล้ว ฉันยิ่งรู้สึกว่าเปาโลพูดไม่ผิดเลย

พูดเรื่องแรงงานไปเสียยาว ฉันนึกถึงอะไรอีกในเดือนพฤษภาคม ฉันนึกถึงวันแม่ วันแม่ในอิตาลีนั้น คือวันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม ซึ่งใน ค.ศ. 2021 นี้คือวันที่ 9 พฤษภาคมนั่นเอง 

เรื่องการบูชาแม่นั้น ในประวัติศาสตร์ความคิดความเชื่อของอิตาลี ย้อนไปได้ถึงการบูชาเทพแห่งแผ่นดินในสมัยก่อนคริสตศาสนา ตามมาด้วยการอิงกับพระแม่มาเรียในยุคต่อมา เดือนนี้ยังเป็นเดือนที่อุทิศให้แก่พระแม่มาเรียด้วย ในภาษาอิตาเลียนคำว่า เดือนของพระแม่มาเรีย (Il mese della Madonna หรือ Mese Mariano) ก็คือเดือนพฤษภาคมนั่นเอง

การกำหนดวันแม่แห่งชาติเองก็ไม่ได้เป็นวันนี้แต่แรก ในยุคมุสโสลินียังเคยกำหนดให้เป็นวันที่ 24 ธันวาคมด้วยซ้ำ (ตอนนั้นมีการประกวดแม่ลูกดกด้วยนะ) จากนั้นก็กำหนดให้เป็นวันที่ 8 พฤษภาคมอยู่ตั้งนาน จนกระทั่งย้ายมาเป็นวันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ว่ากันว่า เพียงเพื่อให้แน่ใจว่าตรงกับวันหยุดแน่ๆ 

การ์ดวันแม่
ภาพ : www.flickr.com

ถามว่าเด็กอิตาเลียนทำอะไรกันในวันแม่ คำตอบที่ใช้ได้ทั้งกับวันแม่ วันพ่อ วันครู วันปู่ วันย่า ฯลฯ ก็คือ เขียนการ์ด ถ้าเป็นเด็กหน่อยก็จะเขียนด้วยตัวอักษรโย้เย้ มีรูประบายสีเทียน ประกอบด้วยพ่อแม่จูงมือลูกซึ่งอยู่ตรงกลาง (วันพ่อก็วาดรูปเดียวกันนี้) ดอกไม้กลีบระนาบเดียว มีพระอาทิตย์ขึ้นแข่งกับพระจันทร์อยู่คนละฟากกระดาษ อย่างที่พวกเราเคยทำ หอมแก้มแม่ทีหนึ่ง แล้วก็ยกให้แม่เป็นราชินีของบ้านหนึ่งวัน (โถ…) 

การเชิญไปเร้าอารมณ์เค้นน้ำตา ร้องไห้ฮึกฮักกันตัวโยนที่โรงเรียน ไม่พบว่าที่ไหนทำกัน ถ้าเป็นวัยรุ่นก็จะเขียนด้วยถ้อยคำเท่ๆ ซึ้งๆ ถ้าเป็นผู้ใหญ่และมีครอบครัวแล้ว ก็อาจจะโทรศัพท์มาหากันเสียหน่อย ถามว่ามีลืมกันบ้างไหม คำตอบก็คือ ก็คงมีบ้าง แต่สื่อต่างๆ ก็คงคอยเตือนกันอยู่บ้างละ

อีกวันที่คิดถึงในเดือนพฤษภาคม คือ วันที่ 5 พฤษภาคม ในภาษาอิตาเลียน คำนี้คือ Il cinque maggio (อิล ชิงเกว มัจโจ) วันนี้ใน ค.ศ. 1821 เป็นวันที่นโปเลียนเสียชีวิต และบทกวีนี้ก็แต่งขึ้นเพื่อสดุดีและรำลึกถึงมหาบุรุษท่านนี้ โดย อเลซซานโดร มันโซนี (Alessandro Manzoni, 1785 – 1873) นักประพันธ์เอกแห่งศตวรรษที่ 19 คนเดียวกับที่แต่งนวนิยายคลาสสิกเรื่อง I promessi sposi (สัญญาสมรส) ที่คนอิตาเลียนทุกคนต้องรู้จัก มันโซนีเมื่อทราบข่าวการเสียชีวิตของนโปเลียนก็สะเทือนใจมากและแต่งกวีบทนี้เสร็จภายใน 3 วัน และแพร่สะพัดไปอย่างกว้างขวาง แม้มีกฎออสเตรียห้ามก็ตาม

Napoleon Bonaparte
ภาพ : commons.wikimedia.org
อเลซซานโดร มันโซนี
ภาพ : www.flickr.com

หากถามว่าทำไมต้องแต่งให้นโปเลียน ประการแรกตอบง่ายๆ คือ ก็เขารักเขาบูชาของเขา จะไปอะไรกับเขา ฮึ แต่หากตอบแบบพยายามกวนน้อยกว่านี้อีกนิดก็คือ นโปเลียนเป็นบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ หลายคนอาจจะรู้จักว่าเขาเป็นคนฝรั่งเศส แต่จริงๆ แล้ว ด้วยเลือดเนื้อและจิตวิญญาณของเขานั้นคือคนอิตาเลียน เกาะคอร์ซีกา (Corsica) เมื่อตอนที่เขาเกิดนั้น เพิ่งไปเป็นของฝรั่งเศสได้ปีกว่าๆ เท่านั้นเอง ดังนั้น พ่อแม่ของเขาจึงเป็นคนอิตาเลียนโดยแท้ นอกจากนั้นแล้ว นโปเลียนยังเคยดำรงตำแหน่ง ‘ราชาแห่งอิตาลี’ ระหว่าง ค.ศ. 1805 – 1814 ด้วย 

อาจฟังดูว่าฉันช่างเป็นนักวรรณคดีศรีอักษรศาสตร์โดยแท้ ที่พอพูดถึงเดือนพฤษภาคม ก็มีจิตประหวัดคิดถึงกวีนิพนธ์ขึ้นมา ความจริงสารภาพว่า ฉันเคยมีประวัติเด๋อๆ กับกวีนิพนธ์บทนี้ตอนเรียนอยู่โบโลญญา อาจารย์ผู้สอนพูดถึงงานชิ้นนี้แต่ฉันไม่รู้จักมาก่อน ฟังไปก็จดไปพลางคิดว่า เอ๊ ทำไมอาจารย์เอาแต่พูดถึงวันที่ 5 พฤษภาคม กลับบ้านมาค้นมาอ่านดูอีกทีถึงได้รู้ จากนั้นใครพูดถึงวันนี้เป็นภาษาอิตาเลียน ฉันก็ไม่นึกถึงอะไรอื่นอีกเลยนอกจากนโปเลียนและมันโซนี

สิ่งสุดท้ายที่จะกล่าว (หากแต่เป็นสิ่งแรกที่นึกถึง แต่ไม่กล้าขึ้นต้นเรื่อง เพราะดูโรแมนติกเกิน) ฉันนึกถึงดอกไม้อย่างหนึ่งของอิตาลี ซึ่งหน้าตาเหมือนราชพฤกษ์หรือดอกคูนมาก ชื่อ Maggiociondolo หรือ Ciondolo di maggio (มัจโจชนโดโล-ชนโดโล ดิ มัจโจ) อันมีความหมายเหมือนกัน คือ จี้ (สร้อยคอ) แห่งเดือนพฤษภาคม

พฤษภาคมปีนี้ ไม่ว่าที่อิตาลีหรือที่ไหน คงไม่ได้น่ารื่นรมย์เหมือนอย่างเคย ขออวยพรให้เดือนพฤษภาคมทั้งของอิตาลีและของไทยกลับมา ‘สดชื่นและสวยงามเหมือนเดือนพฤษภาคม’ อีกครั้งโดยเร็ว ☺

แหล่งข้อมูล

tg24.sky.it/

Nicola Zingarelli, lo Zingarelli 2021: Vocabolario della lingua italiana, a cura di Mario Camella, Beata Lazzarini, Andrea Zaninello

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

เคยได้พูดถึงวัฒนธรรมการกินกาแฟไปแล้วพอหอมปากหอมคอ วันนี้จะลองมาขยายขี้เท่อ เล่าถึงการเข้าร้านอาหารในอิตาลีบ้าง

ร้านอาหารในอิตาลีโดยทั่วไป อาจพอแบ่งได้คร่าวๆ ดังนี้

1. Ristorante (อ่านว่า ริส-โต-รัน-เต) 

อันแปลได้ว่า ภัตตาคาร นั่นเอง ไง ได้ยินแล้วรู้สึกหรูไหม นั่นล่ะ มันน่าจะต้องได้อารมณ์ประมาณนั้น ประเภทที่ยังไม่ทันได้เปิดเมนูก็รู้แล้วว่ากระเป๋าสตางค์จะต้องสั่นสะเทือน ยิ่งพอก้าวเข้าไปแล้วบริกรดูมารยาทดีกว่าเราจนเห็นได้ชัด ดูพินอบพิเทา หมอบราบคาบแก้ว ว่านอนสอนง่าย ฯลฯ

สิ่งที่จะต้องเตือนคือ อย่าคาดหวังว่าจะมีพิซซ่าขายเสมอไป เพราะพิซซ่าต้องใช้เตาเฉพาะของเขา ส่วนใหญ่ร้านไหนที่มีพิซซ่าขาย เขาจะเขียนคำว่า Pizzeria ไว้ด้วย เป็นอันรู้กันว่าสั่งพิซซ่าได้ 

ในทางกลับกัน หากนัดกินกันแบบวัยรุ่น นุ่งเจียมห่มเจียม ก็ไม่ควรนัดกันที่ Ristorante อาจนั่งเกร็งจนกินไม่ลง เช่นกัน หากอยากนั่งสวยงามมาดามทูต เสยซุปออกจากตัว ตักอาหารเข้าปากด้วยส้อม เล่นเอาเถิดเจ้าล่อกับเมล็ดถั่วลันเตาว่าจะเอาใส่ปากได้อย่างไร ชอบบรรจงหยิบผ้าเช็ดปากแตะเบาๆ ริมฝีปากทุกครั้งที่นำอาหารใส่ปาก ชอบให้มีบริกรคอยเอาจานเข้าจานออก ร้านประเภทนี้เหมาะนักแล

ประเภทร้านอาหารอิตาลีและคำศัพท์ในชื่อร้าน ไขข้อข้องใจเรื่องการกินนอกบ้านแบบอิตาลี
บรรยากาศแบบ Ristorante
ภาพ : pixabay.com

2. Trattoria (อ่านว่า ตรัต-โต-รี-ยา) 

อันนี้คือร้านอาหารที่สร้างมาเพื่อเป็นศัตรูคู่ตรงข้ามกับ Ristorante โดยแท้ ในขณะที่ Ristorante ขายความหลากหลายของอาหาร ขายความหรู ขายความนานาชาติ Trattoria ขายความเป็นกันเอง ความเป็นพื้นเมือง เมนูอาจไม่เยอะ แต่สิทธิการิยะ ท่านว่าอาหารเด็ดนักแล บรรยากาศนั้นมีตั้งแต่ดูเป็นกันเองไปจนถึงขั้นลามปาม บางร้านเขาอาจจับเรานั่งร่วมโต๊ะกับคนอื่น ประหนึ่งนั่งกินข้าวแกงกะหรี่เจ็กปุ๊ย ซอยข้างวัดเล่งเน่ยยี่ก็เป็นไปได้

3. Osteria (อ่านว่า โอส-เต-รี-ยา)

ตามประวัติแล้ว เน้นไปที่ไวน์มากกว่า แต่ปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่ก็กลายเป็นร้านอาหารไปแล้ว ยังคงมีอยู่ไม่กี่ร้านที่คงขนบเดิมเอาไว้เป็นอย่างดี หนึ่งในนั้นคือ Osteria del Sole ที่อยู่กลางตลาดเมืองโบโลญญา Osteria แห่งนี้ถือกำเนิดเมื่อ ค.ศ. 1465 สิริรวมก็ 500 กว่าปีแล้ว ควรคู่แก่การเป็นร้านก๊งไวน์ที่เก่าแก่เป็นอันดับสองในโลก (ร้านที่เก่าที่สุดอยู่ที่เมืองแฟร์รารา) 

ประเภทร้านอาหารอิตาลีและคำศัพท์ในชื่อร้าน ไขข้อข้องใจเรื่องการกินนอกบ้านแบบอิตาลี
Osteria del Sole (Bologna)
ภาพ : amanwalkedintoabar.com

ร้านเดลโซเล แห่งนี้ยังคงบรรยากาศกันเอง ไม่มีเล่นเนื้อเล่นตัวว่าเป็นร้านเก่า แล้วจะตกแต่งไฮโซขึ้นราคา ไม่มี ร้านนี้แปะกระดาษเขียนไว้หน้าร้านเลยว่า “ไม่คิดจะดื่มไวน์ ไม่ต้องเข้า” เพราะร้านนี้เสิร์ฟแต่ไวน์จริงๆ อาหารก็ไม่มี ไม่เสิร์ฟแม้กระทั่งน้ำเปล่า คนที่มากินที่นี่ส่วนใหญ่ ถ้าไม่มานั่งก๊งไวน์เพียวๆ ก็จะไปซื้ออาหารจากข้างนอกมากินในร้าน (ซึ่งในโบโลญญาทำกันเป็นเรื่องปกติมาก ในการซื้อขนมปังจากร้านหนึ่ง แล้วข้ามไปให้อีกร้านใส่ไส้กรอก แล้วข้ามมาดวดไวน์อีกร้าน ดั่งนี้แล้ว คุณก็จะได้กินสิ่งที่ดีที่สุดจากทุกร้าน) โต๊ะที่นั่งนั้นก็มีเล็กใหญ่คละกันไป แนวโน้มที่เราต้องไปนั่งรวมกับคนอื่นก็ย่อมมีเป็นธรรมดา เอาน่าพี่ กันเองๆ

4. Pizzeria (อ่านว่า ปิต-เซ-รี-ยา) 

ส่วนร้านนี้แทบไม่ต้องพูดให้มากความ ก็เป็นร้านพิซซ่านั่นเอง รายละเอียดกว่านี้ของร้านพิซซ่าและพิซซ่า ขอให้ลองไปอ่าน Miss Italy ตอนนี้นะ

ชื่อที่พบบ่อยๆ

คราวนี้เรามาดูกันหน่อยว่า ร้านอาหารในอิตาลีเขานิยมตั้งชื่อว่าอะไรกันบ้าง และมันมีที่มาที่ไปอย่างไร

1. Da…

หลัง ‘ดา’ คำนี้จะเป็นชื่อคน แปลว่า ที่บ้านของ…. นั่นเอง ให้บรรยากาศเหมือนกินที่บ้านเขาไหมล่ะ แต่อย่าไปถามหาเจ้าของชื่อเลย เพราะส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีชีวิตอยู่กันแล้วล่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านเก่าร้านแก่

ประเภทร้านอาหารอิตาลีและคำศัพท์ในชื่อร้าน ไขข้อข้องใจเรื่องการกินนอกบ้านแบบอิตาลี
ชื่อร้านที่ใช้คำว่า Da อันแปลรวมๆ ได้ว่า บ้านฟรังโก ร้านนี้เป็นภัตตาคารที่มีพิซซ่าขายด้วย เพราะถ้ามี ควรต้องบอกอย่างนี้
ภาพ : www.dafrancoristorante.it

2. Buca di… 

ร้านพวกนี้เป็นร้านที่อยู่ใต้ดิน มักจะเป็นร้านในเมืองที่อยู่บนเนินเขาเสียเป็นส่วนใหญ่ แล้วร้านอยู่ต่ำกว่าระดับถนนลงไป แต่ก็ยังไม่ใช่ใต้ดินเสียทีเดียวนึกออกไหม ก็ยังมักอยู่ในที่สูงนั่นล่ะ ถนนต่างหากที่สูงไป

ประเภทร้านอาหารอิตาลีและคำศัพท์ในชื่อร้าน ไขข้อข้องใจเรื่องการกินนอกบ้านแบบอิตาลี
ร้านอาหารที่ชื่อขึ้นต้นด้วย Buca มักจะต้องเดินลงมาจากชั้นระดับถนน
ภาพ : www.gogofirenze.it

3. La Taverna di… 

จริงๆ แล้ว Taverna (ตา-แวรฺ-นา) ควรจะถูกจัดกลุ่มในหมวดข้างต้น เพราะแต่เดิม Taverna ถือเป็นร้านเหล้าที่อยู่ระดับล่างที่สุด มักเปิดขายตอนค่ำเท่านั้น เป็นสถานที่ที่กุลบุรุษและกุลสตรีมิพึงโคจร แต่ปัจจุบันนี้ แทบไม่เหลืออะไรที่ว่านั้นแล้ว กลายเป็นร้านเก๋ๆ ตั้งชื่อเก๋ๆ ยั่วยวนให้น่าเข้าไปค้นหาไปเสียอีก

4. Gambero Rosso 

อ่านว่า กัมเบโร โรสโซ อันแปลว่า กุ้งแดง แปลกใช่มั้ย ทำไมร้านชื่อนี้ถึงได้ฮิตติดลม ชื่อนี้มาจากหนังสือเรื่อง Pinocchio เป็นร้านที่หมาจิ้งจอกกับแมวป่าตัวโกงประจำเรื่อง พาพิน็อกคิโอไปกินอาหาร ไม่ใช่แค่นั้น ชื่อนี้ยังเป็นชื่อสถาบันสอนทำอาหารในอิตาลีอีกด้วย

5. Nonna… 

นน-นา ไม่ใช่แนนโน๊ะ แปลว่า คุณย่า คุณยาย ฟังดูเป็นสูตรต้นตำรับใช่ไหมล่ะ นั่นล่ะ เขาต้องการให้เป็นอย่างนั้น

ร้านต่างๆ แยกแยะกันชัดเจนตามที่เล่าไว้ข้างต้นจริงหรือ

นั่นล่ะประเด็น เพราะเรามักงงกับสิ่งเหล่านี้เสมอ ที่ว่าไปนั้นคือสิ่งที่มันควรจะเป็น แต่ในปัจจุบัน คำเหล่านี้มักปะปนกันอย่างแยกกันได้ยากแล้ว ที่เป็นดังนั้นเพราะว่าในอิตาลี กระแสความนิยมการรับประทานท้องถิ่น ตำราโบราณ อาหารพื้นเมือง และความไม่ชอบความหรูหราอลังการเวลากินมีมากขึ้นเรื่อยๆ ร้านอาหารดีๆ ก็มักจะตั้งชื่อร้านตัวเองให้เป็นคำว่า Osteria หรือ Trattoria เพื่อสื่อนัยยะของสิ่งต่างๆ เหล่านั้น 

ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารระดับรางวัลมิชลินที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลี ตั้งอยู่ที่เมืองโมเดนา ก็ใช้ชื่อว่า Osteria Francescana แต่บรรยากาศไม่มีอะไรใกล้เคียงกับร้านเหล้าเลย เป็นภัตตาคารที่ถ้าคุณเดินผ่าน คุณแทบจะไม่รู้ว่าเป็นร้านอาหาร เพราะประตูทำด้วยกระจกฝ้า มองเข้าไปก็ไม่เห็น เดินผ่านร้านเงียบกริบยังกับศูนย์สมาธิ ถามว่าเขาไม่อยากให้คนเข้าหรือ คำตอบคือ แค่นี้คิวจองก็ยาวข้ามปีแล้ว ไม่ได้เว่อร์ ข้ามปีจริงๆ (ในสถานการณ์ปกตินะ)

เรื่องการกินนอกบ้านแบบอิตาลี : ไขข่อข้องใจประเภทร้านอาหารต่างๆ และคำศัพท์ภายในร้านอาหารที่ประเทศอิตาลี ร้านไหนเหมาะกับคุณ
หน้าร้าน Osteria Francescana
ภาพ : www.connoisseurs.me

พูดถึงร้านอาหาร ก็มีเรื่องเล่าของตัวเอง 2 เรื่อง เรื่องเบาๆ สั้นๆ ก่อน ก็คือตอนอยู่ที่อิตาลีมีเพื่อนชาวอังกฤษไปเยี่ยม พอผ่านร้านอาหารร้านหนึ่งก็บอกว่า อ๊ะ ร้านนี้ เคยอ่านหนังสือเจอเขาบอกว่าอร่อย ฉันก็ อ๋อ เหรอ ไม่เคยรู้เลย สักพัก ผ่านไปอีกร้าน ก็อ๊ะ หรือจะเป็นร้านนี้ เดินอีกสักนิด ก็เอ๊ะ หรือร้านนี้ ทำไมเมืองนี้ร้านชื่อนี้เยอะจังล่ะ เลยถามว่าร้านชื่ออะไร เธอบอกว่าชื่อ Trattoria ส่วนคำข้างหลังนั้นเธอไม่ได้จำมา นึกว่าไม่สำคัญ…เอ็นดู…

อีกเรื่องเป็นเรื่องยาว ตอนที่เรียนอยู่ที่นั่นเช่นกัน เวลาเดินกลับที่พักก็จะต้องผ่านตรอกเล็กๆ ที่มีร้านอาหารเล็กๆร้านนึงตั้งอยู่ ทำเลดูซุกซ่อนราวกับขายอาวุธสงคราม ชื่อร้านอะไรก็ไม่มี แต่มองไปทีไร คนเต็มร้าน และดูเป็นอิตาเลียนล้วนๆ ฉันมองหน้ารุ่นน้องชาวไทยที่เรียนอยู่ด้วยกัน พร้อมประกาศกร้าวว่า วันหนึ่งเราจะต้องมากินร้านนี้ให้จงได้ // เชิดหน้า กำหมัด มีเสียงฟ้าร้องเป็นแบกกราวนด์

พอได้ฤกษ์อันงาม คือเงินเดือนออก ก็ชวนไปร้านกัน 3 คน ตื่นเต้นและดูสวยงามมาก เพราะไม่ใช่แค่เป็นคนต่างชาติกลุ่มเดียวในร้าน หากแต่เป็นเอเซียอีกต่างหาก Exotic สุดๆ พอนั่งปุ๊บก็หันรีหันขวางว่าจะสั่งอะไรยังไงดี จำได้ว่าเหมือนจะไม่มีเมนูทั้งเป็นเล่มและแบบแปะหราที่ฝาผนังร้าน สักพักชายในร้านคนหนึ่งก็เดินเข้าว่าถามว่าจะกินอะไร วันนี้มี… แล้วพี่ก็ร่ายอาหารมา เป็นปาสต้า 3 แบบราดหน้าซอสที่เขาเลือกไว้แล้ว

อย่างที่บอกแล้วว่าเราไปกัน 3 คน อาหารก็มีสามอย่าง ฉันเชื่อว่า คนไทยทุกคนต้องทำอย่างฉันแน่นอน นั่นคือ งั้นก็เอาสามอย่างสิ แล้วก็เอามาแบ่งกัน ประโยคหลังนี่ไม่ได้บอกพี่บ๋อยคนนั้นไป (จะใช่บ๋อยหรือเปล่าก็ไม่รู้ เหมือนเจ้าของร้านกลายๆ) จากนั้นเราก็นั่งรออย่างตื่นเต้นยินดีที่ในที่สุดก็จะได้กินเสียที

สักพัก ประตูครัวก็เปิดออกพร้อมซิญญอร่าร่างท้วม ได้คุณลักษณะแม่ครัวมากๆ คุณป้าเดินอาดๆ มาที่โต๊ะของพวกเรา พร้อมเอากระดาษใบน้อยซึ่งคือใบออเดอร์มาวางแปะไว้ที่โต๊ะ แล้วถามด้วยเสียงที่ไม่ค่อยเบานักว่า

“พวกเธอสั่งใช่มั้ย” 

เราก็ตอบรับกัน เอ มีอะไรเหรอ ของหมดเหรอ ได้แต่คิด ยังไม่ทันได้ถาม ป้าก็ขึ้นเสียงเล็กน้อยสำหรับป้า แต่ดังกัมปนาทในใจเราว่า

“สั่งอย่างนี้เมื่อไหร่จะได้กิน! ทำไมไม่สั่งให้เหมือนกัน!”

ทั้งสามคนตะลึง ไม่มีใครกล้าเถียงอะไรป้า ยังไม่ทันได้คิดอะไร ป้าก็สำทับมาด้วยคำถามว่า

“ไง ตกลงจะเอาอะไร”

จำไม่ได้แล้วว่าเลือกอะไรไป แต่จำได้ว่าอร่อยถึงตาย ไม่สวยไม่งาม แต่ความอร่อยไม่ปรานีใคร และเพื่อจะได้กินปาสต้าทั้งสามจานของคุณป้า เราก็จำเป็นต้องกลับไปอีกสองครั้ง

นี่คือบรรยากาศแบบหนึ่งของร้าน Trattoria ที่ว่า

ส่วนถามว่าไปเมืองโน้นเมืองนี้ จะรู้ได้ยังไงว่าร้านไหนอร่อย แนะนำหน่อยสิ ฉันก็มักจะบอกให้ไปดูใน Tripadvisor แต่ถ้าเป็นตัวเองน่ะนะ ก็อาจจะดูในนั้นบ้าง แต่แหล่งข่าวที่ดีที่สุดคือคนขับแท็กซี่ ถ้าไม่ได้นั่งแท็กซี่เข้าโรงแรมล่ะก็ แหล่งที่สองคือพนักงานต้อนรับในโรงแรม ยิ่งถ้าสองแหล่งบอกตรงกันนะ ไม่ต้องรอเลย 

อร่อยคุ้มอ้วนแน่นอน

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load