บริษัทโฆษณาทั่วไปอาจดูทันสมัย หรูหรา

แต่หากก้าวเข้าไปในบริษัทโฆษณาเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อ Macose 

เราจะเห็นภาพผู้หญิงสวมหูฟังคอยพูดคุยกับลูกค้าอย่างตั้งอกตั้งใจ

บางคนก็มีผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาไป ฟังเรื่องของลูกค้าไป 

ตัวดิฉันเอง พอได้อ่านเรื่องบริษัท Macose ทีไรก็น้ำตาซึมไปด้วยทุกที

นี่คือเรื่องราวของบริษัทที่ไม่ได้ตั้งใจจะทำธุรกิจที่ทำอยู่ทุกวันนี้ 

แต่จับพลัดจับผลูไปทำ และกลายเป็นสร้างส่วนแบ่งตลาดถึงร้อยละ 10 จนถึงทุกวันนี้ 

จุดกำเนิด ที่นำไปสู่ธุรกิจที่แตกต่าง

อิการาชิ เคยทำงานในบริษัทโฆษณามาก่อน แต่พอท่านประธานป่วยเป็นมะเร็งบริษัทก็ยุบไป เขาเลยออกมาตั้งบริษัทของตนเองชื่อ Macose มาจากคำว่า Marketing + Communication + Service

ในตอนแรกนั้น อิการาชิตั้งใจจะทำบริษัทที่รับทำสื่อ เช่น คลิปวิดีโอ หรือโฆษณาต่างๆ แบบบริษัทโฆษณาทั่วไป

วันแรกที่เริ่มเปิดให้บริการ มีเพียงบริษัทที่เคยรู้จักกันสมัยก่อนโทรมาเพียงเจ้าเดียว โดยขอว่า “ช่วยทำโฆษณาประกาศงานศพลงหนังสือพิมพ์หน่อย” อิการาชิซึ่งไม่มีตัวเลือกมากได้ขนาดนั้นจึงตัดสินใจรับงานนี้ดู 

หลังจากนั้น อิการาชิก็เริ่มรับงานโฆษณาประเภทนี้เป็นงานหลัก

จนวันหนึ่งท่านไปร่วมงานศพของคนดังท่านหนึ่ง มีผู้ไปร่วมงานเป็นร้อยๆ คน ตอนขึ้นรถไฟกลับ ท่านแอบเห็นว่า ในถังขยะตรงสถานีมีคนทิ้งการ์ดขอบคุณของเจ้าภาพหลายใบ

ตามธรรมเนียมญี่ปุ่น ในงานศพ เจ้าภาพจะมีการ์ดขอบคุณมอบให้แขก ข้อความก็มักจะเป็นข้อความธรรมดาๆ เช่น “ขอบพระคุณที่ท่านกรุณาสละเวลาอันมีค่ามาร่วมงานไว้อาลัยของคุณ XX ในวันที่ XX เวลา YY น. นี้” 

นั่นอาจทำให้ไม่มีใครเห็นคุณค่าของการ์ดพื้นๆ แบบนี้จนโยนทิ้งถังขยะไปเลยก็ได้ 

คุณอิการาชิรู้สึกเสียดาย ทั้งๆ ที่แขกเหล่านี้เพิ่งไปอำลาผู้ล่วงลับไปแท้ๆ แต่กลับทิ้งความรู้สึกนั้นไปได้อย่างรวดเร็ว

“ตัวผมเองไม่สนใจเรื่องพิธีว่าจะหรูหราแค่ไหน เพียงแต่วันที่ผมจากไป ผมอยากจะกล่าวคำขอบคุณกับแขก

หรือฝากอะไรให้กับแขกที่อุตส่าห์เดินทางมาจริงๆ” 

นั่นจึงกลายเป็นที่มาของไอเดีย ‘รับทำการ์ดขอบคุณ’ นั่นเอง

การเริ่มต้นไอเดียใหม่นี้ไม่ยากนักสำหรับบริษัทโฆษณาอย่าง Macose 

ดีไซเนอร์ก็มีอยู่แล้ว Copywriter หรือนักเขียนคำโฆษณาก็มีแล้ว เครื่องพิมพ์เอย กระดาษพิมพ์เอย ก็มีพร้อมหมด 

ที่สำคัญ ยังไม่มีบริษัทโฆษณาเจ้าใดจับตลาดนี้เป็นหลัก 

ท่านประธานอิการาชิจึงตัดสินใจลองลุยตลาดนี้ดู

เคียงข้างลูกค้าในช่วงเวลาที่ลูกค้าโศกเศร้าที่สุด

ขั้นตอนการทำการ์ดขอบคุณนั้นเป็นอย่างไร 

สิ่งที่พนักงาน Macose ต้องทำคือ โทรไปหาลูกค้า เช่นญาติของผู้เสียชีวิต คอยรับฟังเรื่องราวระหว่างตัวญาติกับผู้ล่วงลับไป และนำมาเรียบเรียงในการ์ด 

ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ ใช่ไหมคะ 

แต่พนักงานที่โทรไปคุยต้องคอยรับฟังอารมณ์ของญาติ บางคนก็โมโหใส่ บางคนก็เสียใจฟูมฟายจนเล่าเรื่องไม่ค่อยรู้เรื่อง

พนักงาน Macose ต้องหาวิธีคุยให้ญาติสงบอารมณ์ลง และเปิดใจพอที่จะคุยเรื่องราวหรือความทรงจำดีๆ ออกมาให้ได้ในระยะเวลาสั้นๆ

เนื้อหาต้องไม่ยาวเกินไปจนเวิ่นเว้อ และต้องกระชับพอจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกประทับใจได้ 

จากนั้น พนักงานต้องเรียบเรียงเรื่องราว พิมพ์เป็นข้อความ ส่งไปให้ญาติตรวจสอบ หากญาติยืนยัน ก็พิมพ์การ์ดและจัดส่งให้ 

มีครั้งหนึ่ง พนักงานโทรไปสัมภาษณ์ลูกชายที่จัดงานศพให้พ่อ ลูกชายพูดตั้งแต่ประโยคแรกว่า “พ่อผมไม่ใช่คนที่มีอะไรพิเศษหรอก ไม่ต้องมีการ์ดขอบคุณดีๆ อะไรแบบนี้ก็ได้”

แต่หลังจากพูดคุยกับพนักงาน Macose แล้ว ในตอนท้าย ลูกชายกลับพูดออกมาว่า “รู้สึกขอบคุณพ่อที่เลี้ยงผมและทำให้ผมเป็นผมในวันนี้” 

กลยุทธ์ของ Macose บริษัทที่ไม่ได้ตั้งใจทำธุรกิจการ์ดงานศพ แต่กลับครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 10%

ภาพ : www.macose.jp/funeral/staffvoice/staff_shinchi.html

ด้านล่างเป็นตัวอย่างจดหมายขอบคุณฉบับหนึ่งที่พนักงาน Macose เขียนขึ้นมาค่ะ

ขอให้ทุกท่านดูแลลูกๆ ของเรา เหมือนที่พวกเราดูแลพวกเขาด้วยนะครับ

พวกเราทราบเรื่องโรคของภรรยาผม ตอนที่เธอท้องลูกคนที่ 2 ได้ 6 เดือน

ผมคุยและปรึกษากับภรรยาอยู่นาน จนสุดท้าย พวกเราเลือกทางที่จะรักษาชีวิตลูกเราไว้ 

หลังจากภรรยาผมได้รับการรักษามะเร็งเต้านม เธอก็ได้คลอดลูกที่น่ารักให้กับพวกเรา 

ตัวเธอเองก็อดทนกับการรักษามาโดยตลอด 

ในช่วงท้าย เมื่อเธอเริ่มรู้สึกว่า ใกล้ถึงวันที่จะจากพวกเราไปแล้ว 

เธออุ้มลูกไว้แนบอก และบอกกับผมทั้งน้ำตาว่า 

‘ลูกอาจจะจำฉันไม่ได้ก็ได้เนอะ เส้นทางชีวิตของฉัน อาจเหลือเวลาไม่มากแล้ว ขอโทษด้วยนะ

ขอให้ลูกใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีความสุขเผื่อฉันด้วย และขอให้เธอทำให้ลูก ๆ มีความสุขนะ’  

นั่นคือคำพูดที่ภรรยาผมทิ้งไว้ให้กับพวกเรา

ก่อนที่เธอจะจากไปในวันที่ XX เดือน YY ปี ZZZZ ในวัย 33 ปี 

แม่คนหนึ่งได้ฝากลูกน้อยน่ารักไว้ให้ผม 2 คน ตอนเธอจากไป เธอคงเจ็บปวดมาก 

ผมอยากจะบอกลูกๆ ผมตอนที่พวกเขาโตแล้วว่า แม่ของพวกเขาเป็นคนที่วิเศษมาก 

และกำลังมองลงมาจากฟากฟ้า คุ้มครองพวกเขาอยู่ห่างๆ นะ

ผมอยากจะกล่าวแทนภรรยาผมว่า พวกเรารู้สึกขอบคุณกับทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานในวันนี้

ขอบพระคุณที่พรหมลิขิตทำให้พวกเราและท่านได้มาพบกัน และได้รับความช่วยเหลือจากท่านมาโดยตลอด 

ขอบพระคุณมากครับ”

ห่วงโซ่ของคำขอบคุณ

จากความใส่ใจ และตั้งใจถ่ายทอดความรู้สึกและเรื่องราวของเจ้าภาพ แก่แขกในงาน บริษัท Macose ก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบัน บริษัทมีพนักงานคอลเซ็นเตอร์อยู่เกือบ 100 คน และมีคนโทรเข้ามาขอให้ทำการ์ดขอบคุณเช่นนี้ถึงวันละ 300 – 400 ราย 

บริษัทเองก็มีวิธีดูแลพนักงานที่ต้องรับมือกับอารมณ์ของลูกค้าต่างๆ พนักงานทุกคนต้องผ่านหลักสูตร Grief Support โดยเรียนรู้วิธีการพูดคุยกับผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงโศกเศร้าอย่างถูกวิธีและเข้าใจหลักจิตวิทยา 

นอกจากนี้ ยังมีการจับกลุ่มเรียนรู้และฝึกฝนวิธีการเขียน โดยทุกคนจะฟังเรื่องของลูกค้าเรื่องเดียวกัน และลองเขียนการ์ดออกมาทุกคน เพื่อเรียนรู้มุมมองและเทคนิคของกันและกัน

สวัสดิการที่น่ารักๆ ก็มี เช่น บริษัทจะเลี้ยงอาหารกลางวันพนักงานฟรี โดยพนักงานจะจับคู่ผลัดกันทำอาหารเลี้ยงพนักงานร้อยกว่าชีวิต ช่วงเวลาทานข้าว ก็เป็นช่วงเวลาผ่อนคลาย และทำให้พนักงานลุ้นไปในตัวว่าวันนี้จะได้ทานเมนูอะไรบ้าง 

กลยุทธ์ของ Macose บริษัทที่ไม่ได้ตั้งใจทำธุรกิจการ์ดงานศพ แต่กลับครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 10%

ภาพ : www.serio-toyo.co.jp/?serio_blog1=serio_blog1-2569

เสน่ห์อีกประการของบริษัท Macose คือการดูแลเป็นครอบครัว พนักงานแต่ละคนจะมีพี่รหัส น้ารหัส ป้ารหัส ไล่ลงไปเป็นทอดๆ และจะอยู่กับสายรหัสนี้ไปตลอดระยะเวลาที่ทำงานที่บริษัทนี้ พนักงานคนใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พนักงานใหม่ที่อาจมีปัญหาหรือสิ่งที่ไม่สบายใจ จะได้ปรึกษาพี่ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น 

แม้งานที่พนักงานเหล่านี้ทำอาจจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องโศกเศร้าของผู้คน แต่ทุกคนก็เห็นคุณค่าในงานที่ตนเองทำ พวกเขาได้ถ่ายทอดความรู้สึกขอบคุณของญาติต่อผู้ล่วงลับ ได้ถ่ายทอดความรู้สึกของญาติไปยังแขก และพวกเขาก็ได้รับคำขอบคุณอันอบอุ่นจากญาติๆ เหล่านั้น ขอบคุณที่ช่วยเรียบเรียงและถ่ายทอดความรู้สึกของพวกเขาออกมาได้เป็นอย่างดี 

พวกเขาเรียกสิ่งนี้ว่า “ห่วงโซ่ของคำขอบคุณ” 

ว่ากันว่า ในญี่ปุ่นมีลูกค้าที่ทำการ์ดงานศพเช่นนี้ 1.3 ล้านราย บริษัท Macose มีลูกค้าที่ทำการ์ดอยู่ 1.3 แสนราย หรือประมาณร้อยละ 10 ถือว่าเป็นจำนวนที่สูงทีเดียวสำหรับบริษัทโฆษณาเล็กๆ ที่มีพนักงานเพียงร้อยกว่าชีวิตเท่านั้น 

ทุกวันนี้ บริษัทต่อยอดธุรกิจด้วยการช่วยจัดทำสื่อวีดีทัศน์ ป้ายในงาน ตลอดจนอัลบั้มและแผ่นพับต่างๆ ด้วย และกำลังเติบโตไปทีละนิดๆ ด้วยความรู้สึกขอบคุณ

กลยุทธ์ของ Macose บริษัทที่ไม่ได้ตั้งใจทำธุรกิจการ์ดงานศพ แต่กลับครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 10%
กลยุทธ์ของ Macose บริษัทที่ไม่ได้ตั้งใจทำธุรกิจการ์ดงานศพ แต่กลับครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 10%

ภาพ : www.macose.jp/funeral/company_funeral.html#link_03

ธุรกิจเล็กๆ ที่อาจเริ่มจากความบังเอิญ แต่หากตั้งใจทำเพื่อลูกค้าถึงที่สุด จนกระทั่งได้รับคำขอบคุณของลูกค้าได้ ก็สร้างพื้นที่ตลาดเฉพาะในแบบของตนเองได้โดยไม่ต้องกลัวคู่แข่งมาทำตาม 

ห่วงโซ่คำขอบคุณของท่านอยู่ที่ไหน ลองหาให้เจอ และสร้างขึ้นมานะคะ

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 มิถุนายน 2565
3.33 K

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load