5 พฤศจิกายน 2561
32 K

นั่งหลบแดดอยู่ในศาลาท่าน้ำสรรพวุธบางนา รอขึ้นเรือโดยสารสาธารณะข้ามไปยังฝั่งบางกะเจ้า จุดมุ่งหมายที่จะไปมีชื่อว่า ‘Hiddenwoods’

เรือแล่นตัดแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังฝั่งตรงข้าม ไม่กี่นาทีก็ถึง พอขึ้นไปบนฝั่งก็ไม่น่าเชื่อว่าแค่ไม่กี่นาทีจากอากาศที่อบอ้าวและความจ้อกแจ้กจอแจทั้งหลาย จะกลายเป็นอากาศเย็นสบายและได้ยินเสียงนกร้องคลอระหว่างเดินเท้าต่อไปยัง Hiddenwoods แมน-ปัญญา เต็มคำขวัญ เจ้าของสถานที่ออกมาต้อนรับผม และพาเดินดูรอบๆ แมนบอกว่าเราเป็นคนแรกๆ ที่ได้เข้ามาเยี่ยมชมพื้นที่แห่งนี้

พื้นที่ขนาด 3 ไร่นี้กำลังจะเปิดเป็นโฮมสเตย์ คาเฟ่ และพื้นที่จัดกิจกรรม รวมถึงเป็นบ้านของแมน แยม และอลัน ลูกชายวัยขวบเศษๆ

Hiddenwoods

ชื่อ Hiddenwoods ได้มาจากความเขียวครึ้มของต้นไม้ที่ปกคลุมไปทั่วทั้งพื้นที่อย่างไม่ต้องสงสัย ทางเข้ามาสู่ที่นี่มีอยู่ 2 ทาง คือทางเรือโดยสารสาธารณะจากท่าสรรพวุธบางนามาขึ้นยังท่าเรือตาเลื่อน แล้วเดินด้วยทางเท้าชุมชนเล็กสำหรับให้คนเดิน หรือขี่จักรยานเข้ามาจนถึง Hiddenwoods ส่วนอีกทางหนึ่งคือมาทางรถยนต์ แต่หาที่จอดจากทางด้านนอก แล้วเดินมายังเส้นทางเท้าของชุมชนเช่นเดียวกัน

“การใช้เรือสาธารณะและใช้ทางเข้าที่ให้คนได้ผ่านชุมชนเข้ามาก่อนน่าจะเป็นการช่วยสร้างเรื่องราวของคนที่จะเข้ามา เราต้องการให้เขาเดินดูบรรยากาศของบางกะเจ้าก่อน เราแค่ติดป้ายเล็กๆ บอกว่า Hiddenwoods แล้วเปิดประตูไว้ ใครเดินหรือขี่จักรยานผ่านมาผ่านไปถ้าสังเกตเห็นก็เข้ามาได้ ให้ความรู้สึกมันเหมือนเป็นป่าลับๆ อย่างที่ต้องการ” สมาชิกใหม่ของบางกะเจ้าเล่าให้ผมฟังด้วยท่าทีนอบน้อม

Hiddenwoods Hiddenwoods

พื้นที่ของบางกะเจ้าที่เรียกกันจนคุ้นหูแล้วว่า เป็นปอดของกรุงเทพฯ เป็นแหล่งผลิตออกซิเจนและโอโซนขนาดใหญ่ที่ใกล้กรุงเทพฯ ที่สุด หลายหน่วยงานและชุมชนต้องการอนุรักษ์ให้บางกะเจ้าไม่ถูกทำลายไปมากกว่านี้ เลยจะเห็นว่าผู้ประกอบการหลายรายทำธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก รวมถึง Hiddenwoods ด้วย

“ที่ตรงนี้เดิมเป็นป่าจากและป่าหญ้า วัชพืชขึ้นรกไปหมด มีต้นไม้ใหญ่คือต้นจามจุรีกับต้นไทร เราเริ่มสร้างที่นี่โดยคำนึงถึงต้นไม้ ถางพวกวัชพืชออก เก็บต้นไม้ที่มีประโยชน์ไว้ รวมถึงต้นไม้ใหญ่ด้วย แล้วก็เอาต้นไม้ใหม่มาปลูกเพิ่ม ปลูกตั้งแต่เป็นต้นกล้าเล็กๆ ซื้อกล้ามาปลูกเป็นพันๆ ต้น เพราะทางเข้าที่แคบทำให้ล้อมต้นไม้ใหญ่เข้ามาปลูกไม่ได้ ผมได้คำแนะนำจากพี่วิทย์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องต้นไม้แห่ง Little Tree Garden เรื่องการปลูกต้นไม้เสริม คำแนะนำจากพี่วิทย์คือให้ใช้ต้นไม้ท้องถิ่น เพราะดินที่บางกะเจ้าเป็นดินน้ำกร่อย ต้นไม้ที่จะนำมาปลูกเสริมก็ควรจะอยู่ในดินแบบนี้ได้ เลยเลือกต้นขี้เหล็ก ต้นสะเดา และต้นตีนเป็ดน้ำ มาเสริม”

Hiddenwoods

“ดินที่ใช้ปลูกต้นไม้ก็เหมือนกัน ผมกับลุงรีย์แบกดินขนปุ๋ย เลือกเอาพวกปุ๋ยธรรมชาติ เอามูลไส้เดือน มาบำรุงพื้นที่ แบกเข้ามาก็หลายตันอยู่ มีแค่รถเข็นที่ทุ่นแรง วิ่งเข้าวิ่งออกหลายรอบใช้เวลาขนกัน 2 วัน ค่อยๆ ทำกัน ถึงวันนี้ก็ 3 ปีแล้ว ต้นไม้ที่ปลูกโตบ้าง ตายบ้าง แต่ต้นที่โตก็เห็นผลดีทีเดียว” แมนเล่าถึงการเริ่มรักษาพื้นที่สีเขียวแห่งนี้

อาคารหลักของ Hiddenwoods มีอยู่ 4 อาคาร แมนแบ่งสัดส่วนใช้เป็นบ้านของตัวเอง ด้านบนสุดมีดาดฟ้าที่ถูกปกคลุมไปด้วยกิ่งก้านต้นจามจุรีใหญ่

Hiddenwoods Hiddenwoods

ด้านหน้าริมน้ำเป็นคาเฟ่ ด้านในสุดเป็นอาคารเล็กๆ 2 หลังที่เตรียมทำให้เป็นโฮมสเตย์

ว่ากันตามกฎหมาย การสร้างอาคารในบางกะเจ้าถูกกำหนดไว้ค่อนข้างละเอียด โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม อาคารแต่ละหลังจะต้องสร้างไม่เกิน 200 ตารางเมตร และจะต้องมีพื้นที่ของอาคารแค่ 25 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด ความสูงของอาคารจะต้องไม่เกิน 12 เมตร

Hiddenwoods Hiddenwoods

“Hiddenwoods สร้างทุกอย่างตามที่กำหนดมา ทำตามระเบียบกติกาที่กำหนดไว้สำหรับชุมชนทุกอย่าง ซึ่งนั่นไม่ยากเลยถ้าเทียบกับโจทย์จากธรรมชาติ เราออกแบบตามบริบทของพื้นที่ บริบทที่หมายถึงคือ ต้นไม้ โจทย์ที่เราตั้งใจทำคือเก็บต้นไม้เอาไว้ให้มากที่สุด ตรงไหนที่เหลือค่อยสร้างอาคาร โจทย์จากธรรมชาติยากกว่ากฎหมายเสียอีก อาจจะคิดว่านี่คือการออกแบบ แต่ที่จริงแล้วตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มันคือการแก้ปัญหา”

เส้นทางเดินใน Hiddenwoods จะเห็นว่าบางทีก็คดเคี้ยวผิดธรรมชาติทางเดิน แต่ที่จริงแล้วมันก็เป็นไปตามธรรมชาติ เป็นทางที่สร้างจากช่องว่างของต้นไม้ และแก้ปัญหาการมีพื้นที่ในการสร้างทางเดินข้างล่างได้ยากด้วยการสร้างทางเชื่อมระหว่างอาคารต่างๆ แบบลอยฟ้าแทน

Hiddenwoods

“เราอยากมีดาดฟ้าใต้ต้นจามจุรีเป็นพื้นที่ร่มรื่นที่เอาไว้ใช้ทำกิจกรรม ตอนที่ยังไม่ได้สร้างตึกเราตั้งนั่งร้านแล้วลองปีนขึ้นมาเล็งดูว่าความสูงระดับนี้ มุมประมาณนี้น่าจะสวยพอดี แล้วค่อยสร้างอาคารขึ้นมา ตามกฎแล้วอาคารในบางกะเจ้าสูงได้ถึง 12 เมตร แต่อาคารนี้สูงแค่ 7 เมตร ที่ได้เท่านี้เพราะกิ่งใหญ่ๆ ที่แผ่ออกของต้นจามจุรีสูงให้เราแค่นี้ ถ้าเราสร้างสูงกว่านี้อีก 1 ฟุตก็ต้องตัดกิ่งออกแล้ว แต่เราก็ทำเท่าที่ธรรมชาติให้โจทย์มา

“บ้านที่เราอยู่จะเพดานเตี้ยกว่าบ้านคนปกติทั่วไป เพราะความสูงมันถูกจำกัดด้วยความสูงของต้นไม้ที่อยู่เหนือดาดฟ้า แต่เราก็อยู่ได้โดยไม่มีปัญหา ส่วนพื้นที่ด้านล่างตั้งใจจะใช้เป็นแกลเลอรี่แสดงงานศิลปะ ตรงชั้น 1 สามารถใช้เป็นแกลเลอรี่ได้ด้วยเช่นกัน และเปิดเชื่อมออกไปเป็นลานหินกับระเบียงไม้ริมแม่น้ำ รวมถึงคาเฟ่”

Hiddenwoods Hiddenwoods

มองออกไปที่ระเบียงริมแม่น้ำ เปิดโล่งรับลมเย็นพัดมาอย่างเต็มที่ พื้นที่รอบๆ ด้านในยังเต็มไปด้วยต้นจากอยู่เต็มไปหมด แมนบอกว่า ตอนพายุเข้า ต้นจากพวกนี้เป็นกำแพงกันลมโดยธรรมชาติ ลมแรงมาก แต่ต้นไม้ข้างในบ้านกิ่งไม่หักและต้นไม้ไม่โค่นเลยสักต้น

ผมสังเกตเห็นกอจากกอใหญ่ที่เหลืออยู่กอเดียวริมฝั่ง แมนบอกว่า เขาต้องเอาหินมากันเอาไว้เพื่อไม่ให้กอจากพังทลาย ผมสงสัยว่าต้นจากที่เหมือนเป็นกำแพงแข็งแรงตามธรรมชาติขนาดนี้ ทำไมต้องให้คนช่วยเอาหินมาป้องกันด้วย

“เมื่อก่อนไม่ได้มีเรือใหญ่มากเหมือนปัจจุบัน พอมีเรือใหญ่ คลื่นก็ซัดเข้าฝั่งแรงขึ้น ต้นจากก็ร่วงจากไปเร็วกว่าธรรมชาติของมัน เลยต้องเอาหินมากันคลื่นรักษามันไว้” แมนตอบ

Hiddenwoods

ด้วยความตั้งใจที่อยากจะให้เป็นพื้นที่ที่เป็นมิตรกับชุมชน แมนเลยบอกผมว่า ในช่วงแรก Hiddenwoods จะเริ่มเปิดให้คนเข้าเฉพาะกิจกรรมพิเศษเท่านั้น ประเดิมกิจกรรมแรกด้วยเวิร์กช็อปตามหารสอุมามิของเชฟแบล็ก จากร้าน Blackitch เชฟแบล็กจะสอนเรื่องการหารสชาติอุมามิจากของใกล้ตัว และปรุงรสอุมามิเป็นของตัวเอง พร้อมเอามาต่อยอดทำเป็นเชฟส์เทเบิ้ลริมแม่น้ำเจ้าพระยาในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้

และอาทิตย์ถัดไปในวันที่ 24 พฤศจิกายน ลุงรีย์ร่วมกับฟาร์มโตะจะลงพื้นที่เสาะหาวัตถุดิบท้องถิ่น
มาสร้างสรรค์เป็นเมนู ‘รสบางกะเจ้า’ ชวนนักกินมาลิ้มรสเมนูใหม่ๆ และส่งต่อสูตรอาหารให้กลายเป็นของชุมชนต่อไป

Hiddenwoods Hiddenwoods

การเปิดเฉพาะกิจกรรมพิเศษทำให้เราได้จำกัดจำนวนคนด้วย เมื่อพร้อมในการจัดการค่อยเปิดคาเฟ่เล็กๆ ที่ดูแลกันเอง คาดว่าจะเปิดให้คนทั่วไปเข้ามานั่งอยู่ในบรรยากาศป่าลึกลับแห่งนี้ในช่วงปลายปี ใครอยากไปสัมผัสพื้นที่สีเขียวแหล่งใหม่ก่อนใคร ลองติดตามรายละเอียดรวมถึงกิจกรรมพิเศษต่างๆ ที่จะจัดขึ้นได้ทาง Instagram | @Hiddenwoods_bkk

Hiddenwoods

Writer & Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื่องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

12 มิถุนายน 2564
2 K

ฉันลงบีทีเอสสถานีบางจาก เดินเล่นเข้ามาในตลาด ผ่านความจอแจ เสียงรถจากถนนใหญ่ เสียงบีทีเอสปนกับเสียงมอเตอร์ไซค์และแม่ค้า ลัดเลาะลึกเข้ามาจนเจอชุมชน เสียงค่อยๆ เงียบลง กลายเป็นเสียงเด็กวิ่งเล่นและคุณตากวาดหน้าบ้าน แม้จะเป็นตึกแถว แต่ส่วนใหญ่กลับไม่ใช่ร้านรวง ทว่าเป็นบ้านคน ซอยหนึ่งในตึกแถวเหล่านั้น ฉันพบร้านหนังสือเล็กๆ แอบอยู่ ร้านหนังสือที่ไม่ว่าจะไปกี่ครั้ง ก็ยังรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในดินแดนเวทมนตร์อยู่เสมอ 

ประตูกระจกมองเห็นข้างในตรงข้ามกับตึกแถวหลังอื่นที่มักปิดประตูเหล็กไว้ แสงสีส้มในร้านดูอบอุ่น ชั้นไม้ดูสนิทสนมเหมือนบ้านเพื่อน หนังสือบนชั้นที่โชว์หน้าปกทุกเล่มไม่ใช่แค่สันแบบร้านหนังสืออื่น และชื่อหนังสือที่ฉันไม่คุ้นเคยนัก เมื่อเปิดเข้าไป จะได้กลิ่นหอมสดชื่น หากเป็นตอนเย็น หลายครั้งที่เปิดเข้าไปแล้วได้กลิ่นอาหาร

‘Books & Belongings’ คือข้อความที่เขียนบนป้ายหน้าร้าน 

“หนังสือและสิ่งของ เป็นชื่อที่พี่ชอบมากอยู่แล้ว ก่อนจะมีร้านด้วยซ้ำ” โย-กิตติพล สรัคคานนท์ เจ้าของร้านเล่าให้ฟัง และนั่นเป็นที่มาของชื่อร้านซึ่งถือกำเนิดขึ้นประมาณ 7 ปีที่แล้ว เป็นเวลาขวบปีที่ ‘หนังสือและสิ่งของ’ ก่อร่างเติบโตในจินตนาการ ก่อนจะกลายเป็นร้านหนังสือที่ปากซอยสุขุมวิท 91 และในเดือนที่ผ่านมา Books & Belongings ก็ย้ายเข้ามาในสถานที่ใหม่ แม้จะเล็กลงและลึกกว่าร้านเดิม แต่กลับสวมจิตวิญญาณเดิมอย่างลงตัวยิ่งขึ้น จิตวิญญาณของการเป็นบ้าน เป็นพื้นที่แห่งบทสนทนา และในอีกแง่ เป็นแกลเลอรี่เล็กๆ ที่คัดเลือกหนังสือมาจัดแสดงไม่เหมือนกับที่ไหน 

“พี่เห็นหน้าที่ของ Books & Belongings มากกว่าเอาหนังสือมาขาย มันคือพื้นที่แลกเปลี่ยนที่ผู้คนจะได้แรงบันดาลใจจากการพูดคุย และเป็นจุดที่ผู้คนจะมาตกตะกอนความคิด” วิกกี้-วิชุตา โลหิตโยธิน เจ้าของร้านอีกท่านเสริม

การทำร้านหนังสือ Stand Alone ที่มีความตั้งใจใหญ่โตและแรงกล้าในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย วันนี้ฉันจึงอยากชวนเจ้าของร้านทั้งสองคนมาคุยทั้งเรื่องของเมื่อวาน วันนี้ และวันพรุ่งนี้

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

ทั้งอุปสรรค ความพยายาม และความฝัน

หนังสือและการย้ายของ

“เริ่มมาจากเจ็ดปีก่อนพี่ทำบริษัท พอจะย้ายจาก The Racquet Club เลยถามพนักงานว่าอยากให้ย้ายไปที่ไหน ผลโหวตก็มาออกที่บางจาก เพราะพนักงานส่วนใหญ่อยู่แถวนี้ สุดท้าย ถึงบริษัทไม่อยู่ ร้านหนังสือก็ยังอยู่” โยเล่าถึงการย้ายครั้งแรก

ร้านแรกอยู่ติดถนนใหญ่ เมื่อใครสักคนเปิดประตู จะได้ยินเสียงรถยนต์และรถไฟฟ้าดังทั้งวัน แต่เมื่อประตูปิดสนิท เวทมนตร์ของร้านก็ยังเข้มข้น 

“พอชั้นบนเป็นออฟฟิศ เราเลยมีพื้นที่ชั้นล่างที่พอทำร้านหนังสือได้ คอนเซปต์แรกเลยคือ พอข้างบนเป็นดิจิทัลหมด ข้างล่างเลยอยากให้เป็นอะไรที่ออฟไลน์ พี่ย้อนคิดไปถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรษที่ 20 คิดถึงเวิร์กช็อป บรรยากาศร้านเลยผสมโรงนากับเวิร์กช็อปเข้าด้วยกัน 

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

“อย่างเก้าอี้ก็เป็นเก้าอี้เขียนแบบ พวกไม้ก็เลือกให้เหมือนอยู่ในห้องตัดไม้ เหมือนเป็นพื้นที่ทำงานยุคโบราณ เพราะเอาเข้าจริง กิจกรรมของวรรณกรรม ศิลปะ งานสร้างสรรค์ มันก็มีการออกแรงเหมือนการเวิร์กช็อป”

แรกเริ่มร้านหนังสือแห่งนี้ ดำเนินมาได้โดยโยคนเดียวเป็นเวลา 4 ปี ฉันเองได้ไปเยี่ยมเยียนร้านเดิมหลายครั้ง แม้ภายนอกดูรื่นรมย์ แต่เพิ่งมารู้วันนี้ว่าข้างหลังไม่ได้สวยงามเหมือนหน้าร้านสักนิด ในตอนนั้น ร้านอยู่ในสภาวะที่โยอธิบายด้วยคำว่า “เห็นแต่ปัญหา ไม่ค่อยสร้างรายได้เลย” 

จนกระทั่ง COVID-19 ที่กระทบทุกอย่าง โยจึงตัดสินใจว่า ร้านคงต้องปิดตัวลง แต่นั่นคือก่อนพบวิกกี้ “ถ้าเป็นแค่ร้านแล้วมีหนังสือขาย ปิดไปก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ว่ามันเป็นมากกว่านั้น” วิกกี้เล่าถึงเหตุผลที่เข้ามามีส่วนร่วมในร้าน 

“เรากลับไปทำการบ้านว่าร้านเคยทำอะไรมาบ้าง เลยเห็นว่า Books & Belongings มีสัมมนา มีกิจกรรมเกี่ยวกับวรรณกรรมและภาพยนตร์เยอะมาก เราเห็นความสำคัญ เลยถามพี่โยว่าขอเข้ามาช่วยได้ไหม” คงกล่าวได้ว่า วิกกี้เป็นอีกเหตุผลที่ความรื่นรมย์ของ Books & Belongings คงอยู่ได้จนถึงวันนี้

การย้ายครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเพราะ COVID-19 อาจไม่ใช่การย้ายทางกายภาพ แต่เป็นการย้ายทางดิจิทัล

COVID-19 ทำให้หน้าร้านต้องปิดลง วิกกี้ซึ่งตอนนั้นเข้ามาช่วยเต็มตัวแล้ว จึงขยายจากหน้าร้านทางกายภาพสู่หน้าร้านออนไลน์ โดยทุกอย่างควรจะเสร็จภายในเวลา 1 เดือน เป็นที่มาของความท้าทายใหม่ที่ตอนนั้นวิกกี้กลับไปอยู่กับสามีที่อเมริกาพอดี ส่วนโยประจำอยู่ที่หน้าร้านประเทศไทย ความสะลึมสะลือจากการทำงานคนละไทม์โซนเป็นอีกอุปสรรค จนกลายมาเป็นเรื่องตลกที่วิกกี้เล่าว่า “พี่โยหลับคาจอ Zoom เลย” 

วันนี้อาจหัวเราะได้ แต่เชื่อว่าวันนั้นมันคงหามรุ่งหามค่ำและหนักหนาเอาการ หน้าร้านออนไลน์ของ Books & Belongings เปิดตัวเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ให้ฉันได้จับจ่ายพร้อมกับดู Books & Belongings Talk รายการใหม่ที่โยกับวิกกี้จัดบ่อยๆ ทาง Facebook Live 

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery
Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

“มันเป็นการเปลี่ยนแปลงจาก Passive เราต้องแอคทีฟและเป็นฝ่ายเข้าหาบ้างแล้ว โดยการใช้แพลตฟอร์มที่ทุกคนเข้าถึงได้ ในช่วงเวลาที่ทุกคนออกไปไหนไม่ได้”

แต่แล้ว การย้ายครั้งที่ 3 อย่างไม่คาดคิดที่สุดก็เกิดขึ้น “เหมือนเราเคยมั่นใจว่าเราจะอยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ แล้วแพลนจะพัฒนาจากชั้นสองถึงดาดฟ้า เจ้าของที่ก็รับคำ เราเตรียมทุกอย่าง ปรากฏเขาแจ้งก่อนสิ้นเดือนไม่นานว่าต้องย้ายออกทันทีเพราะไม่ต่อสัญญา” โยเล่า

การย้ายครั้งนี้เป็นการย้ายสู่ร้านปัจจุบัน เมื่อได้รับคำขาดจากเจ้าของที่ โยกับวิกกี้เดินตามหาสถานที่ใหม่ และพบกับตึกแถวเล็กๆ ติดป้ายว่างในซอยชุมชน ซึ่งโยโทรตามเบอร์ในป้ายก่อนนายหน้าจะชี้ให้ดูด้วยซ้ำ 

“เราพบว่าเจ้าของรู้จักร้านเราอยู่แล้ว และตอนเขาออกแบบที่นี่ เขาไปดูร้านเราเป็นตัวอย่าง” โยเล่า “พอเราบอกว่าเราเป็นร้านหนังสือ เขาก็ดีใจ ถึงขนาดให้ย้ายของเข้ามาก่อนเซ็นสัญญาก็ได้ ถึงอย่างนั้น เรามาทำร้านก็ต้องปรับปรุงอีกเยอะ ซึ่งเป็นอีกบทเรียน เพราะที่นี่เล็กกว่าร้านเก่า หายไปหนึ่งในสามของร้านเดิม ต้องจัดของใหม่หมด ต้องบริหารพื้นที่ กว่าจะลงตัวก็ใช้เวลา

“แต่พี่เองก็บอกพี่โยว่าร้านก็เหมือนบ้าน” วิกกี้กล่าว “ไม่มีทางที่จัดครั้งเดียวเสร็จหรอก มันจะเติบโตไปพร้อมกับคนอยู่” ซึ่งเราเห็นด้วยอย่างไม่มีข้อกังขา 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

Books & Belongings เหมือนบ้านมากกว่าเดิม และนอกจากจะเป็นบ้านสำหรับสมาชิกเก่าอย่างเราแล้ว ร้านก็ยังเป็นพื้นที่ของสมาชิกใหม่อย่างเด็กชาย 3 คนแถวร้านที่มาประเดิมเป็นลูกค้ากลุ่มแรก และเป็นบ้านที่หลายคนในชุมชนบางจากดีใจที่ได้เห็น

วิกกี้เสริมว่า “ตอนย้ายเข้ามาในชุมชนบางจาก สิ่งที่รู้สึกได้เลยคือทุกคนตื่นเต้น ปั่นจักรยานมาถามว่าทำอะไรกัน ร้านเปิดเมื่อไหร่ เพื่อนบ้านแวะเวียนมาดูแล้วบอกเขาชอบนะ แม้แต่ช่างที่ทำเขาก็มายืนดูด้วยแววตาภูมิใจ มันมีหลายๆ ฝ่ายที่เขาอยู่แถวนี้แล้วเขาภูมิใจและดีใจที่มีร้านเราในชุมชน เหมือนเป็นสัญญาณอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาเห็นว่า ชุมชนบางจากมีพื้นที่ใหม่ๆ และเราเองก็ดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ชุมชนตรงนี้มีบทบาทมากกว่าแค่อยู่อาศัย” 

ทั้งตัวร้าน ชุมชน และผู้คน ฉันคิดว่านี่เป็นพื้นที่ที่เหมาะเหลือเกินกับร้านหนังสือร้านนี้ ร้านที่เคยล่องลอยในจินตนาการ เคยมีที่ที่คิดว่าจะอยู่ด้วยกันไปตลอด เคยอกหัก และกลับมาชื่นชูใจอีกครั้ง

หลังจากฟังเรื่องมาทั้งหมด อาจไม่แปลกถ้าจะบอกว่า Books & Belongings เป็นคนคนหนึ่งที่เติบโตผ่านปัญหาและในตอนนี้ได้พบสถานที่อันสุขใจแล้ว

หนังสือและการขายของ

ขอสารภาพว่าฉันยังเหลือหนังสือที่จองไว้กับ Books & Belongings อีก 1 เล่ม และฉันไม่อยากถามโยเลยว่ามีหนังสือแนะนำไหม เพราะเขาหยิบมาแนะนำกี่เล่ม ฉันจะจ่ายเงินโดยไม่รีรอไปเสียทุกที แต่วันนี้ด้วยความจำเป็นในฐานะผู้สัมภาษณ์จึงต้องถามคำถามนี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้มาเสียทรัพย์กับฉันบ้าง

มีหนังสือเล่มไหนแนะนำบ้างไหมคะ

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เขายืนเลือกอยู่นาน แล้วก็หยิบหนังสือชื่อ New Science ของ Giambattista Vico มาวางบนโต๊ะ มันเป็นหนังสือจากศตวรรษที่ 17 ที่โยหยิบมาแนะนำเพราะ ‘ความห้าวหาญ’ 

“Vico เป็นคนแรกที่พยายามปักหมุด สร้างหมุดหมายทางเวลาในเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ที่ในยุคนั้นเป็นเหมือนตำนานหรือเรื่องเล่า มันมีความผิดพลาดแน่นอน เพราะองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ธรณีวิทยา หรือโบราณคดี ยังไม่มี แต่เขาใช้วิธีอ่านตัวบทและเทียบเคียง เลยเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์นิยม ซึ่งสำหรับพี่ถึงมันจะผิดพลาด แต่มันห้าวหาญ”

นี่เป็นแค่หนึ่งในหลายเล่มของ Books & Belongings ที่ปกอาจดูเฉพาะทาง แต่พอได้ฟังเนื้อหาแล้วก็อยากหยิบทันที เมื่อฉันทั้งสองคนว่ามีวิธีเลือกหนังสืออย่างไร คำหนึ่งที่น่าประทับใจมากคือ วิกกี้พูดว่า “เราอยากให้คนเข้ามาแล้วเจอเล่มที่พูดกับเขา” 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน
ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เพราะฉะนั้น หนังสือทุกเล่มในร้านจึงเป็นเล่มที่พูดกับวิกกี้และโยมาแล้ว บรรดาหนังสือหลากหลายในร้านไม่ใช่หนังสือทั่วไปที่เจอได้ตามร้านอื่นๆ เหมือนรวมสิ่งหายากของแต่ละวงการมาไว้ เราเห็นวรรณกรรมแนวทดลองทั้งเก่าใหม่ หนังสือทฤษฎีศิลปะ ภาพยนตร์ ภาพถ่าย อาหาร หรืองานบทละครต่างๆ จากความสนใจของโย รวมถึงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ดิจิทัล เศรษฐกิจ การเงิน Social Science จากความสนใจของวิกกี้ 

Books & Belongings เป็นร้านที่ไม่รีรอจะแนะนำผู้ซื้อให้ไปซื้อหนังสือร้านอื่นหากราคาถูกกว่า และจะขอเป็นทางเลือกสำหรับหนังสือที่หาที่อื่นไม่ได้ และเรื่องราวที่ไม่ค่อยมีใครเล่า 

“บทบาทของเราคือการ Curate เรื่องราวที่เราสนใจมานำเสนอ” โยเล่า 

ถ้าสังเกต จะเห็นว่าชั้นหนังสือหน้าร้านตามร้านอื่นๆ เป็นที่สำหรับหนังสือขายดี แต่ที่นี่กลับเป็นหนังสือรวมถึงข้าวของตามหัวข้อต่างๆ ในตอนนี้หัวข้อคือวรรณกรรมยุค Modernism ซึ่งนอกจากชั้นหนังสือ เรายังเห็นโปสเตอร์หน้าร้านที่เกี่ยวกับวรรณกรรมยุค Modernism เช่นกัน 

การมาร้าน Books & Belongings อีกนัยจึงเหมือนการเดินเข้าอาร์ตแกลเลอรี่ที่มีการ Curate งาน เพื่อเล่าเรื่องให้ผู้ชมเข้าใจแนวคิดของคอลเลกชัน ซึ่งอาจเป็นตัวบุคคลหรือ Movement ทางศิลปะต่างๆ โดยการใช้องค์ประกอบในร้านทำให้เรื่องราวเด่นชัดขึ้น 

กลับไปที่คำถามเดิม เราหันไปถามวิกกี้ว่า มีหนังสือเล่มไหนแนะนำบ้างไหมคะ

วิกกี้หยิบ Winter Journeys ของ George Perec and Oulipo ขึ้นมา 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

“Oulipo เป็นกลุ่มนักเขียนสายทดลอง ความโดดเด่นคือแนวคิดที่ว่า ‘ยิ่งมีข้อจำกัดมากเท่าไหร่ ความสามารถในการสร้างสรรค์ของมนุษย์เรายิ่งมากขึ้นเท่านั้น’ เช่น เราจะเขียนหนังสือที่ไม่มีตัว e เลยได้อย่างไร ซึ่ง e เป็นสระที่สำคัญที่สุดในภาษาฝรั่งเศสด้วยซ้ำ 

“ส่วนเล่มนี้ มันเป็นถ้อยคำระลึก (Tribute) เพราะ George Perec บุคคลสำคัญในกลุ่ม Oulipo จากไปก่อนเวลาอันควร การละเล่นของกลุ่มแต่เดิม คือคนหนึ่งเขียนสิ่งหนึ่งขึ้นมา แล้วคนในกลุ่มก็เขียนต่อกันไปเรื่อยๆ เพื่อระลึก คนในกลุ่มเลยเขียนหนังสือของ Perec เรื่อง Winter Journey ต่อจากเดิม มันเลยเปลี่ยนเป็น Winter Journeys เติม s 

“ร้านเราจะมีงานแนวประมาณนี้ ถ้าคุณรัก Perec คุณก็จะรักคนอื่นๆ และจริงๆ แนวคิด Oulipo ก็ยังใช้จนปัจจุบันนะ เช่น คุณ Jóhann Jóhannsson ผู้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ Arrival ก็ใช้แนวคิดนี้มาผลิตงานดนตรี มันเลยเป็นแนวคิดที่เอามาผลิตงานใหม่ๆ และท้าทายตัวเองเชิงความคิดเรื่อยๆ”

ฉันไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนี้พูดกับวิกกี้อย่างไร แต่ฉันรู้ว่า มันพูดกับฉันว่า Books & Belongings อาจเป็นหนึ่งในกลุ่ม Oulipo นี้ที่ไม่ยอมให้อุปสรรคมาเป็นข้อจำกัด และในขณะเดียวกัน ร้านก็เป็นเหมือนการละเล่นของกลุ่มที่สร้างเรื่องราวมาเพื่อสานต่อ เรื่องเล่าที่โยกับวิกกี้เล่าเกี่ยวกับหนังสือน่าสนุกเสมอจนฉันต้องอ่านหนังสือเล่มนั้นตาม ส่งต่อในเพื่อน ถกเถียง ตีความ สร้างเรื่องราวส่วนตัวต่อจากนั้น ต่อกันไปเรื่อยๆ เป็นทอดๆ 

ฉันว่านี่ต่างหากคือสิ่งที่ Books & Belongings เป็นสำหรับฉัน ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านหรือสถานที่ แต่เป็นเรื่องราวและผู้คน 

เรื่องราวและผู้คนที่จะสร้างบทสนทนาขึ้นมาไม่รู้จบ

หนังสือ สิ่งของ และความรัก

เมื่อถามถึงแผนการในอนาคต โยตอบมาในทันทีว่า ‘Pirate Edition’

“พี่พบว่ามีหนังสือบางจำพวกที่เป็น Public Domain (เป็นของสาธารณะ หมดลิขสิทธิ์) แล้ว บางเล่มคือ Pirate กันจนยอมรับแล้วว่ามันไม่มีผู้ถือครองโดยแท้จริง เราเลยคุยกับพี่วิกกี้ว่า ดูสิ หนังสือเล่มบางๆ เล่มเดียวสั่งมาจากต่างประเทศราคาตั้งสี่ร้อยกว่า ทั้งๆ ที่ผู้เขียนไม่ได้ประโยชน์ ปกก็ไม่สวย แต่เราสนใจเนื้อหาข้างใน แล้วเราจะทำยังไงดี 

“เราเลยมีโครงการนี้ที่อยากทำมาสองสามปีแล้ว คือ Pirate Edition เอางานดีๆ พวกนี้มาพิมพ์ใหม่ ผ่านระบบ Digital Offset ให้คุณภาพการพิมพ์ดีขึ้น ตัวหนังสือชัดขึ้น บนกระดาษที่ย่อมเยา และกระบวนการพิมพ์บนปกที่ลดขั้นตอนเหลือสีเดียว เพื่อต้นทุนหนึ่งเล่มพอคำนวณแล้ว ไม่มีค่าขนส่งด้วย เราได้หนังสือดีๆ มาอีกชุดหนึ่งในราคาจับต้องได้”

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เราแอบเห็นรายชื่อหนังสือที่จะพิมพ์ พบว่าล้วนเป็นงานคลาสสิกเชิงปรัชญาที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือของ Immanuel Kant, Georg Wilhelm Friedrich Hegel หรือ Guy Debord แผนการคือวางขายที่หน้าร้าน Books & Belongings ประมาณเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป 

สุดท้าย ฉันพบว่าเรี่ยวแรงทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้ มันคงเป็นเรี่ยวแรงของความรักในงานวรรณกรรม ความรักที่จะถ่ายทอดเรื่องราวที่ตัวเองหลงใหลออกมาในแบบที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความรักที่จะให้ร้านคงอยู่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิด และความรักที่จะส่งต่องานวรรณกรรมคุณภาพดีราคาถูกให้ผู้อ่าน ทุกสิ่งที่ Books & Belongings ทำออกมาทุ่มเทตั้งใจเสมอ 

หลายครั้งที่ฉันเดินเข้าร้านตอนแดดยังแยงตา และออกจากร้านตอนดึกดื่น ก่อนที่ร้านจะลับสายตา ฉันจะหันกลับมามอง บ้านตึกแถวหลังอื่นปิดบ้านปิดไฟมืดหมดแล้ว เหลือเพียงหลอดไฟสีส้มจากหน้าร้าน Books & Belongings ฉันเห็นแล้วก็รู้สึกอุ่นใจและอิ่มเอมใจเสมอ อาจเป็นเพราะเวทมนตร์จากบทสนทนา เสียงหัวเราะ ความรู้ แรงใจที่ได้รับกลับมา และความรักนั่นเอง

ทุกองค์ประกอบเหล่านั้น ที่ทำให้ร้านหนังสือเล็กๆ ร้านหนึ่งเปรียบเสมือนบ้าน

Books & Belongings

ที่ตั้ง : 502 ซอยสุขุมวิท 95 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร 10260 (แผนที่)

เปิดทำการทุกวัน เวลา 11.00-19.00 น.

โทรศัพท์ : 09 1154 6456

เว็บไซต์ : booksandbelongings.com

Facebook : booksandbelongings

Writer

ภาสินี ประมูลวงศ์

เตยเป็นนักอ่าน รื้อค้น และเล่า เรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ มีความสนใจเป็นพิเศษด้านศิลปะกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิ่งที่ชอบคือหนังสือและพิพิธภัณฑ์ สิ่งที่ไม่ชอบคือเสียงดัง ปัจจุบันเตยทำเพจชื่อ Artteller และพยายามเขียนหนังสืออยู่

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load