L’elisir d’amore (2020)

ประเภท : Opera

ประเทศ : ไทย

Director : ธาริน ปริญญาคณิต

ความยาว : 2 ชั่วโมง (รวมพักครึ่งการแสดง)

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของละครเวที

“จะทำโอเปร่าภาษาอิตาเลียนให้คนไทยดูจริงๆ เหรอ”

ทิม-ธาริน ปริญญาคณิต พยักหน้าแทนคำตอบ หลายเดือนก่อน L’elisir d’amore (เลลิซีร์ ดามอเร่) เปิดฉากที่หอศิลปกรุงเทพมหานคร (BACC) เรามีนัดคุยกับบัณฑิตศิลปการละครผู้หลงใหลการแสดงสด จนเรียนต่อและทำงานที่โรงละครในอิตาลี ผู้กำกับรุ่นใหม่ไฟแรงเล่าโปรเจกต์ของเขาให้ฟังในช่วงก่อร่างสร้างโครง

L'elisir d'amore (เลลิซีร์ ดามอเร่) โอเปร่าเรื่องรักใน กทม. ของหนุ่มเดลิเวอรีกับสาวร้านชานมไข่มุก
เลลิซีร์ ดามอเร่ โอเปร่าเรื่องรักใน กทม. ของหนุ่มเดลิเวอรีกับสาวร้านชานมไข่มุก

ความตั้งใจดัดแปลงบทละครโอเปร่าชวนหัวยอดนิยมของ กาเอตาโน่ โดนิเซตตี (Gaetano Donizetti) ครั้งแรกบนเวทีไทย จากฉากหลังดั้งเดิมในหมู่บ้านชนบทยุโรปกว่า 2 ศตวรรษที่แล้ว สู่ฉากกรุงเทพมหานครในยุคปัจจุบัน เป็นไอเดียที่เราชื่นชมอย่างยิ่ง แต่ยังเลิกคิ้วกังขาว่าผู้ชมจะตอบรับอุปรากรความยาว 2 ชั่วโมงภาษาอิตาเลียน ที่นักแสดง นักดนตรี และทีมงานแทบทั้งหมดเป็นคนไทยอย่างไร 

ความสงสัยต่างๆ มลายหายเมื่อเห็นการตอบรับอบอุ่นคับคั่งในวันเปิดการแสดง ส่วนประกอบของวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออก บทละครจากอดีตกาลในฉากปัจจุบัน เป็นรสชาติฟิวชันที่สดใหม่แปลกตา ไม่ใช่กำแพงที่ทำให้โอเปร่าเข้าถึงยาก ทิมดัดแปลงละคร 2 องก์ที่เรื่องราวเกิดในศตวรรษที่ 18 อย่างน่าสนใจ เรื่องราวชนชั้นในโอเปร่าอิตาเลียนถูกขับเน้นด้วยแง่มุมทุนนิยมในศตวรรษที่ 21

เนโมริโน่ ตัวเอกหนุ่มน้อยยากจน กลายเป็นคนรับจ้างส่งอาหารเดลิเวอรี่ ส่วนอดิน่า สาวสวยเจ้าของที่ดิน กลายเป็นคุณหนูเจ้าของร้านชาไข่มุกในห้างสรรพสินค้ากลางเมืองหลวง ตามฉบับพล็อตเรื่องดอกฟ้ากับหมาวัดที่เราคุ้นเคยกันดี สาวเจ้าเสน่ห์อย่างอดิน่าย่อมมีหนุ่มหลายคนหมายปอง คู่แข่งหัวใจคนสำคัญของพ่อหนุ่มรับจ้างคือจ่าเบลคอเร่ หนุ่มในเครื่องแบบผู้หยิ่งผยอง 

เลลิซีร์ ดามอเร่ โอเปร่าเรื่องรักใน กทม. ของหนุ่มเดลิเวอรีกับสาวร้านชานมไข่มุก

จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องคือ L’elisir d’amore อาหารเสริมที่ด็อกเตอร์ดูลคามาร่า นักต้มตุ๋นเจ้าเล่ห์นำมาหลอกขายชาวเมืองทั้งหลายว่าเป็นยาเสน่ห์และยาอายุวัฒนะมากสรรพคุณ บรรจุขวดติดฉลากอย่างดีเหมือนอาหารเสริมที่โฆษณาแพร่สะพัดในโลกออนไลน์และตามรถไฟฟ้า 

เลลิซีร์ ดามอเร่ โอเปร่าเรื่องรักใน กทม. ของหนุ่มเดลิเวอรีกับสาวร้านชานมไข่มุก

ความงมงายหลงใหลคือหัวใจสำคัญของความตลกขบขันในเรื่องรักสามเส้า ท่ามกลางเสียงบรรเลงดนตรีสดและคอรัสขับขาน พระเอกผู้โง่เขลามัวเมากับยาเสน่ห์ถึงสองแขนง สูตรแรกคือเลลิซีร์ ดามอเร่ หรือ The Elixir of Love อาหารเสริมที่ด็อกเตอร์กำมะลอเอาไวน์ถูกๆ มาย้อมแมวขาย ว่าถ้าใครได้ดื่มจะกลายเป็นคนเนื้อหอม เนโมริโน่ยอมจ่ายเงินจนสิ้นเนื้อประดาตัวเพื่อให้ได้ยาแห่งรักนี้มาครอบครอง ซ้ำร้ายกว่านั้น ถึงขั้นยอมสมัครเป็นทหารใต้สังกัดศัตรูหัวใจอย่างเบลคอเร่ เพื่อให้ได้เงินเดือนมาซื้อเลลิซีร์ ดามอเร่ เพิ่มอีกหลายขวด 

ยาเสน่ห์สูตรถัดมาที่ผู้กำกับเลือกมาเติมอย่างฉลาด คือชานมไข่มุกร้าน CHADINA ของนางเอกหน้าหวาน อดิน่ารู้ตัวดีว่าเธอไม่จำเป็นต้องใช้ตัวช่วยใดๆ แค่โปรยเสน่ห์เล็กน้อย ชายหนุ่มแสนซื่อก็ตกหลุมรักชนิดโงหัวไม่ขึ้น 

L'elisir d'amore (เลลิซีร์ ดามอเร่) โอเปร่าเรื่องรักใน กทม. ของหนุ่มเดลิเวอรีกับสาวร้านชานมไข่มุก

ทุกคนต่างหัวเราะเยาะเย้ยเนโมริโน่ ผู้อาจเอื้อมหลงรักหญิงสาวสูงส่ง และโง่เขลาพอจะเชื่อว่าเขาจะได้ความรักตอบแทน ถึงกระนั้นตัวละครแทบทุกตัวก็สรรเสริญเยินยอด็อกเตอร์ดูลคามาร่า และพากันซื้อ The Elixir of Love มาดื่มอย่างบ้าคลั่ง 

เหล่าคนดูหัวเราะเยาะเรื่องราวงมงายบนเวทีกันอีกทอด ในความขำขัน เราแอบสะเทือนใจเล็กน้อยว่ากาเอตาโน่ โดนิเซตตีคงเขียนเรื่องนี้ได้คลาสสิกร่วมสมัยเกินไป 200 ปีต่อมา ความศรัทธาต่อสิ่งอัศจรรย์พันลึกในเมืองไทยยังคงเข้มข้น ไม่ว่าเครื่องประดับสายมูเตลู ตุ๊กตาลูกเทพ และสารพัดของขลังความเชื่อ ทุกวันนี้ก็เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจประชากรหลากอายุ พื้นเพ และสถานะ 

เลลิซีร์ ดามอเร่ ภาคกรุงเทพมหานคร สะท้อนชีวิตของชาวเมืองฟ้าอมร ตั้งแต่หนุ่มรับจ้าง เจ้าของกิจการ พนักงานออฟฟิศ คนในเครื่องแบบ ไปจนถึงคนดังการศึกษาสูง ในฉากห้างหรู ต่างคนขับขานโอเปร่าโดยมีโทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือช่วยเล่าเรื่อง ทำให้ผู้ชมหันไปจ้องจอพร้อมอ่านซับไตเติ้ลภาษาไทยพร้อมกันไปโดยปริยาย

L'elisir d'amore (เลลิซีร์ ดามอเร่) โอเปร่าเรื่องรักใน กทม. ของหนุ่มเดลิเวอรีกับสาวร้านชานมไข่มุก

ในแง่การแสดง ตัวละครหลักร้องเพลงและดำเนินเรื่องได้ชัดเจนแข็งแรง โดยเฉพาะอดิน่า ศศินี อัศวเจษฎากุล นำทิศทางด้วยเสียงร้องทรงพลังและการแสดงอันโดดเด่น เสียดายแค่วันที่เราชมการแสดง ก๊กคอรัสดูขัดเขินประหม่าและอ่อนแรงไปหน่อย ตัวฉากและการใช้พื้นที่บนเวที ก็น่าจะมีลูกเล่นสนุกกว่านี้ได้อีก อย่างไรก็ดี ภาพรวมของเรื่องนี้ก็น่าประทับใจ และเป็นรสชาติที่น่าสนใจในวงการละครเวทีปีนี้ 

ได้ข่าวมาว่าโอเปร่าภาษาอิตาเลียนนี้มียอดจองตั๋วแน่นเอี้ยด เป็นนิมิตหมายอันดีสำหรับผู้กำกับ นักแสดง และทีมงาน ว่าภาษาและรูปแบบการแสดงที่คนไทยไม่คุ้นเคย ไม่ใช่อุปสรรคเสมอไปในการนำเสนอการแสดงสด

L’elisir d’amore จัดแสดงวันที่ 2 – 4 และ 9 – 11 ตุลาคม พ.ศ. 2563

วันศุกร์เวลา 19.00 น. หรือ วันเสาร์และอาทิตย์เวลา 17.00 น.

ณ ห้องสตูดิโอ ชั้น 4 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ราคาบัตร บุคคลทั่วไป 750 บาท นักเรียนนักศึกษา 350 บาท

ติดต่อจองบัตรได้ที่ https://bit.ly/2YW57Xa หรือ L’elisir bkk : เลลิซีร์ ดามอเร่

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

เคยคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าสตรีมมิ่งแต่ละเจ้ามาแข่งขันหรือชนกันให้รู้แล้วรู้รอด กำไรมีแต่จะตกมาถึงคนดู ทำให้ “นี่มันเป็นปีที่ดีอะไรเช่นนี้ (What a lovely year)” คงเป็นวลีเหมาะสมที่สุดแล้วล่ะครับที่เราจะใช้บรรยายปี 2022 หากต้องการนิยามถึงการแข่งขันกันของอุตสาหกรรมโทรทัศน์และสตรีมมิ่ง เพราะเป็นปีที่ทุกค่ายต่างงัดไม้เด็ดของตัวเองออกมาสู้บนเวทีอย่างไม่มีใครยอมใคร คนเดียวที่จะยอมก็คือเราที่ยอมควักเงินจ่ายมันทุกเจ้า

เพราะในปีนี้เรามีทั้ง Stranger Things ซีซั่น 4, 1899 (จากผู้สร้าง Dark), The Midnight Club (จากผู้สร้าง The Haunting of Hill House, The Haunting of Bly Manor และ Midnight Mass) และ The Sandman มหากาพย์ดาร์กแฟนตาซีของ Netflix, ฝั่ง Disney+ มีซีรีส์จักรวาล Star Wars ที่น่าจับตาอย่าง Andor และการกลับมาของตัวละครในตำนานใน Obi-Wan Kenobi กับซีรีส์ Marvel หลายเรื่อง ฝั่ง Apple TV+ ก็ปล่อยของไม่หยุดไม่หย่อน และฝั่งยักษ์ใหญ่ประจำวงการอย่าง HBO มีทั้ง Westworld ซีซั่น 4, Euphoria ซีซั่น 2 กับซีรีส์ที่คนดูมากที่สุดในปีนี้อย่าง House of the Dragon ภาค Prequel ตระกูลมังกรของ Game of Thrones ที่กระแสตอบรับและคำวิจารณ์ดีถล่มทลาย

และหลังจากที่มี The Boys ซีซั่น 3 เป็นตัวชูโรงเรียกเสียงฮือฮาไปได้ตลอดการออนแอร์ Prime Video อีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญที่เพิ่งเปิดตัวในไทยไปเมื่อเดือนที่แล้ว ก็ได้ส่งผู้เล่นหน้าใหม่ที่ไม่ใหม่อย่าง ‘The Lord of the Rings: The Rings of Power’ เข้าสู่สังวียน ในฐานะหนึ่งในผู้เล่นน่าจับตามองที่สุดในปี รวมถึงโค้ชของผู้เล่นคนนี้ (ผู้สร้างซีรีส์) ก็ได้รับแรงกดดันมากที่สุดในเวทีนี้เช่นกัน เพราะจะต้องสร้างซีรีส์จากจักรวาลแฟรนไชส์ที่มีคนหลงรักมากที่สุดในโลก

บทความนี้จะเป็นการกางข้อมูลให้กับทุกคนที่สนใจชมซีรีส์ถึงที่มาที่ไป แนวคิดผู้กำกับ ความแตกต่าง และทุกสิ่งที่ควรทราบก่อนการรับชมครับ ทั้งสำหรับแฟนนิยาย J. R. R. Tolkien และผู้ที่สนใจซีรีส์​ The Rings of Power

The Rings of Power ซีรีส์ทุนสร้างสูงที่สุดในโลก 

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

ปี 2017 มีการประมูลสุดดุเดือดระดับภูเขาไฟเกิดขึ้น นั่นก็คือการประมูลลิขสิทธิ์สร้างซีรีส์จากภาพยนตร์ The Lord of the Rings และ The Hobbit ของ Warner Bros. มีตัวเก็งที่ใส่สูทนั่งทำหน้าเข้ม และสปอตไลต์ฉายแสงบ่อยที่สุดคือ Prime Video, Netflix และ HBO โดยเป็นการเริ่มต้นที่ 200 ล้านดอลลาร์ฯ และด้วยความที่ Jeff Bezos หนึ่งในชายที่รวยที่สุดในโลก และเคยอยู่อันดับหนึ่งเป็นเจ้าของ Amazon Prime Video เรื่องเลยจบลงที่ 250 ล้านดอลลาร์ฯ และใช่ครับ นี่แค่ค่าลิขสิทธิ์เท่านั้น

ซีรีส์ The Ring of Power ใช้ทุนสร้างราว ๆ 500 ล้านดอลลาร์ฯ (จะให้ถูกคือ 465 ล้านดอลลาร์ฯ บวกค่าโปรโมตทำการตลาด) ต่อแค่ 1 ซีซั่นเท่านั้นครับ นั่นทำให้ซีรีส์เรื่องนี้คือซีรีส์ที่ดูก็รู้ว่าผู้ออกทุนกระเป๋าหนักที่สุดในโลก 

Jeff Bezos เองก็เป็นหนึ่งในแฟนของ The Lord of the Rings รวมถึงลูกชายของเขาที่พูดกับพ่อตรง ๆ ว่า “พ่อ อย่าทำมันพังนะครับ ผมไหว้ล่ะ” เขาเลยอัดฉีดให้กับซีรีส์เต็มที่ เพื่อขยับขยายและทำให้ Prime Video เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วยเรื่องที่มั่นใจได้ว่าคนทั่วโลกให้ความสนใจ และทุนสร้างนี้ถูกนำไปใช้เนรมิตให้ภาพและฉากต่าง ๆ ออกมาอลังการงานสร้างที่สุด ตั้งแต่ฉากที่โชว์นาน ไปจนถึงฉากกับช็อตที่โผล่มาสั้น ๆ ซึ่งทำเอาคนดูคิดในใจว่า ไม่ต้องลงทุนขนาดนั้นก็ได้มั้ง แต่ก็ยังทำภาพรวมออกมาได้ราวกับภาพยนตร์มากที่สุด และถ้าจะให้เทียบ The Rings of Power ค่อนข้างมีภาพคล้ายกับ The Hobbit ครับ โดยที่เมกอัพทำระดับเดียวกับ The Lord of the Rings

นอกจากพร็อพ คอสตูม การเนรมิตฉากต่าง ๆ แล้ว สิ่งที่โชว์ออฟว่า The Rings of Power เล่นใหญ่เกินคำว่าซีรีส์คือซีจีที่จัดเต็มถึงขั้นใช้ 20 สตูดิโอในการทำ ศิลปินกว่า 1,500 คน และมีช็อตที่ใช้ซีจีเกือบหมื่นช็อตเลยทีเดียว และอะไรพวกนี้คือผลลัพธ์จากทุนสร้างมหาศาล 

ที่มาในการดัดแปลงและทีมผู้สร้าง 

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

คำถามที่ขับเคลื่อนซีรีส์เรื่องนี้คือ “เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะสรรสร้างเรื่องราวที่ Tolkien ไม่เคยเขียน และทำเป็นซีรีส์ระดับมหึมาอลังการงานสร้าง ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นในตอนนี้ ยุคนี้ ช่วงเวลานี้เท่านั้น”

ซีรีส์อำนวยการสร้างโดย John D. Payne กับ Patrick McKay กำกับโดย J.A. Bayona จากภาพยนตร์ The Impossible (2012) และ A Monster Calls (2016) ทั้งผู้สร้างและผู้กำกับต่างได้รับแรงกดดันจากการที่ต้องมากุมบังเหียนซีรีส์ที่มีฐานแฟนเยอะที่สุดในโลกครับ โดยผู้สร้าง John D. Payne ตั้งใจทำออกมาให้เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี มีกลิ่นอายความผจญภัยสนุก ๆ ที่บางครั้งก็มีอะไรให้กลัว ให้รู้สึกถึงความดาร์ก ความซับซ้อน และความคมคายในเวลาเดียวกัน 

นอกจากนี้ยังประกาศแน่วแน่ว่าจะทำให้มันเล่นใหญ่ และเล่นเล็กอย่างเล่นใหญ่ไปพร้อม ๆ กัน เช่น จากปกติที่เราได้เห็นออร์คในสงครามเป็นร้อยเป็นพัน ผู้สร้างกลับนำมาคิดอีกมุมว่า จะเป็นอย่างไรหากเราต้องสู้กับออร์คเพียงตัวเดียวในสถานการณ์หนึ่ง ซึ่งดูเป็นเรื่องใหญ่ไม่ต่างจากในสงคราม

ประเด็นไม่เคารพต้นฉบับ

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

The Rings of Power มีประเด็นไม่เคารพต้นฉบับตั้งแต่ปล่อยภาพนิ่งกับตัวอย่างออกมา เกี่ยวข้องตั้งแต่ชุด ฉาก หน้าตาตัวละคร ทรงผม และสีผิว จนเกิดการตั้งคำถามมากมาย (ไหนจะเรื่องที่ผู้กำกับภาพยนตร์ The Lord of the Rings และ The Hobbit อย่าง Peter Jackson ถูกชวนให้มาเกี่ยวข้อง แต่พอถามถึงบทก่อนค่อยว่ากัน แล้วสตูดิโอบอกว่าจะส่งบทให้ Peter อ่าน จากนั้น Peter ก็ไม่ได้รับการติดต่อหรือมีส่วนด้วยเลยนับตั้งแต่วันนั้นอีก) สาเหตุเรื่องนี้ค่อนข้างเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องลิขสิทธิ์และแนวคิดในการสร้าง ที่ต้องการสำรวจและนำอะไรใหม่ ๆ มาสู่จักรวาล Tolkien ในแบบฉบับของตัวเองครับ 

นั่นก็เพราะ Prime Video ได้ลิขสิทธิ์แค่ The Fellowship of the Ring, The Two Towers, The Return of the King และ The Hobbit ซึ่งเป็นเรื่องราวในยุคที่ 3 แต่ไม่สามารถเข้าถึงหรือดัดแปลงจากที่มาสำคัญอย่าง The Silmarillion, Unfinished Tales, The History of Middle-earth และหนังสือเล่มอื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะ Akallabêth ซึ่งเป็นที่มาที่ขาดไม่ได้ของ Sauron และอาณาจักร Númenor ด้วยข้อจำกัดตรงที่ต้องวาดภาพเองจากเรื่องราวต้นฉบับที่เป็น Sequel และห่างไกลหลายพันปี บวกกับวิชั่นของผู้สร้างที่อยากเติมอะไรใหม่ ๆ เข้าไป หลายอย่างก็เลยเป็นการตีความและคิดเรื่องราวขึ้นมาเอง โดยทำให้บรรยากาศกับกลิ่นอายใกล้เคียงกับหนังต้นฉบับมากที่สุด แต่ก็จงใจทำให้แตกต่างเพื่อเลี่ยงข้อเปรียบเทียบและคอนเนกชันที่ดูชัดเกินไปจนตีกรอบซีรีส์เกินความจำเป็น และนั่นส่งผลให้ซีรีส์ถูกมองว่าตีความใหม่โดยออกแนวบิดเบือน จนถึงการถูกวิจารณ์ว่าเป็น ‘แฟนฟิกชัน’

เรื่องผิดถูกอาจพูดยากกว่าถูกใจไม่ถูกใจ หรือเคารพไม่เคารพ แต่ถ้าถามความเห็นจากผู้ประพันธ์อย่าง J.R.R. Tolkien เขาเคยกล่าวไว้ในปี 1951 ว่า 

“ความตั้งใจของผมคือการเขียนวาดเรื่องราวเป็นวงกลมวงใหญ่ที่ยังสเก็ตช์และสร้างผังไม่เสร็จดี วงกลมที่เมื่อนำไปก่อร่างสร้างต่อจะเป็นภาพรวมที่ยอดเยี่ยม ตื่นตาตื่นใจ ถึงกระนั้นก็ทิ้งที่เหลือไว้ให้กับมือและความคิดของผู้อื่น ในการที่จะวาดภาพระบายสี ใส่เพลงประกอบ และแต่งเติมเรื่องราว สถานการณ์ และตัวละครให้กับมัน”

บอกเล่าเรื่องราวในยุคสอง

คู่มือฉบับสมบูรณ์ของ The Lord of the Rings: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกมหากาพย์แฟนตาซีแห่ง Middle-earth

เรื่องราวใน Middle-earth หรือมัชฌิมโลกของ J.R.R. Tolkien กว้างใหญ่ไพศาลและกินระยะเวลายาวนานถึง 9,000 ปี แบ่งเป็น 4 ยุค คือยุคแรกคือยุคแห่งการสร้างโลกที่มีวายร้ายหลักคือ Melkor หรือ Morgoth ในสมัยที่ Sauron ยังเป็นลูกกระจ๊อก ยุคสองคือยุคที่ Sauron ขึ้นสู่อำนาจและเรืองอำนาจ กับยุคที่แหวนถูกสร้างขึ้น ยุคสามคือยุคของเหตุการณ์ในฉบับภาพยนตร์ และยุคที่สี่คือ Age of Men ช่วงเวลาสงบสุขหลังจากสงครามแหวนจบลง

และ The Rings of Power ดัดแปลงจากยุคที่สอง กินระยะเวลานานถึง 3,441 ปี และเกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ในยุคสามของภาพยนตร์ราว ๆ 4,900 ปีเลยทีเดียวครับ The Ring of Power คือการนำเอาเนื้อหาใน 5 นาทีแรกของ The Followship of the Rings (The Lord ภาคแรก) ที่กล่าวถึงแหวน 20 วง ที่ 3 วงครอบครองโดยเอลฟ์ 7 วงครอบครองโดยคนแคระ 9 วงครอบครองโดยมนุษย์ และ 1 วงที่มีอำนาจเหนือแหวนทั้งหมด (One Ring to Rule Them All) มาขยายเป็น 5 ซีซั่น นี่จึงเป็นเรื่องราวที่จะมีทั้งมนุษย์ เอลฟ์ คนแคระ เป็นตัวละครหลัก รวมไปถึงเล่าจุดกำเนิดของแหวนเอกธำมรงค์และยุคที่ยิ่งใหญ่ รวมถึงจุดการล่มสลายของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง Númenor 

จอมมาร Sauron

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

จอมมาร Sauron ในซีรีส์เรื่องนี้ หลังจากพ่ายแพ้ ถูกโค่นจนต้องหลบซ่อนตัวและรอดเร้นมาจนถึงยุคที่สอง ก็ได้อาศัยความเป็นนักเวทย์และจอมแปลงร่าง หลบอยู่ในกายหยาบนาม Annatar เพื่อสอนและหลอกลวงเอลฟ์ชื่อ Celebrimbor ในการสร้างแหวน 19 วงขึ้นมา และ Sauron เองได้แอบสร้างแหวนเอกธำมรงค์เพื่อใช้ควบคุมผู้สวมแหวนทุกวง และสร้างกองทัพออร์คกับโทรลเพื่อมาต่อกรกับมนุษย์และเอลฟ์ จึงกล่าวได้ว่าแม้เราจะไม่ได้เห็นต้นกำเนิดของ Sauron แต่ในแง่หนึ่งนี่ก็คือต้นกำเนิดของ Sauron ที่พ่วงกับเรื่องราวของแหวนด้วยครับ

รู้จักตัวละครหลักและตัวละครหน้าคุ้น

คู่มือฉบับสมบูรณ์ของ The Lord of the Rings: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกมหากาพย์แฟนตาซีแห่ง Middle-earth

ว่าด้วยตัวละครเก่าก่อน นอกจาก Sauron ตัวละครหน้าคุ้นของเรื่องนี้คือเอลฟ์ทั้งสามอย่างท่านหญิง Galadriel รับบทโดย Morfydd Clark กับ Elrond รับบทโดย Robert Aramayo (Ned Stark วัยหนุ่มในซีรีส์ Game of Thrones) ที่ในต้นฉบับเป็นลูกเขยและแม่ยาย แต่เรื่องนี้เป็นเพื่อน และราชาเอลฟ์ Gil-galad ที่แน่นอนว่าเปลี่ยนนักแสดง รวมถึงตัวละคร Isildur ผู้ตัดนิ้ว Sauron ที่เป็นบรรพบุรุษของ Aragorn ตัวละครหลักในไตรภาค The Lord of the Rings อีกด้วยครับ 

และยังมีตัวละใหม่เผ่าเอลฟ์/ตัวละครเอลฟ์ที่ไม่เคยเห็น ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญอย่าง Celebrimbor กับเอลฟ์ทหารที่มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน อย่าง Arondir (เอลฟ์ผมเกรียนผิวสีที่เด่น ๆ ในตัวอย่าง) ด้วยเช่นกัน

ทางด้านเผ่า Hobbit ที่ปกติขาดไม่ได้ เนื่องจากตามตำนานไม่เคยมีบทบาทสำคัญอะไรก่อนยุคที่ 3 เราจึงไม่ได้รับรู้เรื่องราวของพวกเขา แต่จะเป็นเรื่องราวเผ่าบรรพบุรุษอย่าง Harfoot แทนครับ และซีรีส์ใช้ตัวละคร Elanor ‘Nori’ Brandyfoot กับ Poppy Proudfellow ที่คล้าย Frodo และ Sam มาขับเคลื่อนเรื่องราว

Durin IV เป็นตัวละครสำคัญฝั่งคนแคระ กับภรรยา องค์หญิง Disa

ส่วนเผ่ามนุษย์มี Bronwyn กับ Theo ลูกชายที่ค้นพบดาย ดูจะเกี่ยวข้องบางอย่างกับ Sauron และอำนาจมืด Halbrand ผู้ช่วยชีวิต Galadriel และตัวละครปริศนาที่ดูจะเป็นอีกหนึ่งใจกลางของเรื่องราวนี้ ซึ่งถูกเรียกว่า The Stranger 

คู่มือฉบับสมบูรณ์ของ The Lord of the Rings: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกมหากาพย์แฟนตาซีแห่ง Middle-earth

มีกี่อีพี กี่ซีซั่น และรับชมได้ทางไหน

ซีรีส์ The Rings of Power ได้รับการอนุมัติซีซั่นแรกและซีซั่นสองล่วงหน้าแล้วครับ และถูกวางโครงเรื่องล่วงหน้าไว้แล้ว 5 ซีซั่นด้วยกัน สำหรับซีซั่น 1 ของซีรีส์เรื่องนี้จะมี 8 อีพี 2 อีพีแรกรับชมได้แล้ววันนี้ทาง Prime Video และอีพีต่อ ๆ ไป จะมาทุกวันศุกร์ เวลา 11.00 น.

ข้อมูลอ้างอิง 

www.vanityfair.com/hollywood/2022/02/amazon-the-rings-of-power-series-first-look

www.vulture.com/article/lord-of-the-rings-the-rings-of-power-plot-explained.html

collider.com/how-rings-of-power-ties-into-lord-of-the-rings/

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load