25 กันยายน 2562
12 K

“สวัสดีครับ”

เสียงทักทายพร้อมใบหน้ายิ้มแย้มจาก มาสะ-มาสะทากะ มัตสึฮิสะ หนุ่มญี่ปุ่นที่รอรับพวกเราอยู่หน้าสถานีอุเอดะ เมืองอุเอดะ เมืองไม่เล็กไม่ใหญ่ในหุบเขาของจังหวัดนากาโนะ ซึ่งนั่งรถไฟความเร็วสูงไม่ถึง 2 ชั่วโมง ก็มาถึง

ผมมาเมืองนี้เพื่อมาไร่องุ่น ด้วยคำชวนของ พี่บิ๊ก-อิทธิชัย เบญจธนสมบัติ รุ่นพี่ผู้ชำนาญเรื่องอาหารการกินในญี่ปุ่น ระดับที่บางทีผมก็คิดว่าพี่เขารู้ลึกกว่าคนญี่ปุ่นจริงๆ เสียอีก พี่บิ๊กบอกว่าผมควรมาดูไร่องุ่นนี้ถึงที่ องุ่นพันธุ์เคียวโฮไร่นี้พิเศษตรงที่มีวิธีการปลูกสืบทอดกันมาหลายรุ่น ควรไปเห็นดิน สัมผัสลมและอากาศ รวมถึงไปชิมของจริง จะได้เข้าใจว่าทำไมองุ่นเคียวโฮถึงเป็นของราคาแพง

ผมเคยได้ยินชื่อองุ่นเคียวโฮมาบ้าง แต่มักจะแฝงอยู่ในชื่อรสชาติเครื่องดื่มและขนม เดาว่ามันคงเป็นองุ่นที่ดี คนจึงนำชื่อพันธุ์มาโฆษณาขายของ แต่ถ้าตามหาซื้อจริงๆ อาจจะพบว่ามันไม่ได้หากันง่ายๆ และมีจำนวนจำกัดเกินกว่าจะแปรเป็นรูปแบบอื่นๆ 

ผมไม่เคยคิดว่าองุ่นพวงหนึ่งจะราคาถึงหลักพัน (บาท) น่าสนใจว่าอะไรทำให้องุ่นพวงเดียวมีคุณค่าขนาดนั้น

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

God Of Grapes

เราขับรถยนต์จากสถานีรถไฟออกนอกเมืองมาเรื่อยๆ ระหว่างทางเห็นนาข้าวเขียวชอุ่ม มองแล้วนุ่มตา เต็มไปหมด เบื้องหลังของเมืองอุเอดะเป็นเทือกเขาเรียงแถวยาวสลับซับซ้อน เหมือนเป็นฉากขนาดยักษ์ อากาศที่นี่เย็นกว่าโตเกียว 4 – 5 องศาเซลเซียส

เมื่อมาสะขับรถถึงบ้าน ครอบครัวของเขาก็ออกมาต้อนรับพวกเรากันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา มีคุณพ่อ คุณแม่ พี่สาว พี่เขย และหลานสาวตัวเล็ก

มาสะเป็นคนที่นี่โดยกำเนิด แต่ไปทำงานอยู่ประเทศไทย บ้านของมาสะทำไร่องุ่น ถ้านับรวมตัวเขา ก็ถือว่าเป็นรุ่นที่ 3 แล้วที่รับช่วงต่อไร่องุ่นแห่งนี้

‘Takami Farm’ คือไร่ของตระกูลมัตสึฮิสะ ทาคามิ มีความหมายว่า ทางที่เทพเจ้าเดินผ่าน สวนทางกับความคิดของคนเมืองอุเอดะ 50 – 60 ปีก่อน ที่คิดว่าดินของเมืองนี้เหมือนถูกเทพเจ้ากลั่นแกล้ง แข็งเหมือนหินปูน เป็นกรวด ปลูกอะไรก็ขึ้นยาก

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

ตำราของคุณปู่

ย้อนกลับไปห้าสิบกว่าปีก่อน ปู่ของมาสะเป็นเจ้าหน้าที่เกษตรที่ศึกษาการทำเกษตรร่วมกับเกษตรกรในเมืองนี้ เขาเป็นคนพบว่าดินแถบนี้ต้นองุ่นชอบ จึงเริ่มลงมือทำไร่องุ่นของตัวเองขึ้นมา และสอนให้เกษตรกรในเมืองปลูกองุ่นไปด้วยกัน

เมื่อปู่จากไป พ่อของมาสะก็รับช่วงต่อไร่องุ่นของที่บ้านหลังเกษียณจากงานที่โตเกียว พ่อเริ่มทำไร่ต่อด้วยความทรงจำสมัยกลับบ้านมาช่วยเก็บเกี่ยวองุ่น

ความโชคดีเกิดขึ้นเมื่อค้นพบสมุดบันทึกหลายเล่มของปู่ที่จดบันทึกทุกอย่างเกี่ยวกับการทำไร่องุ่น ทั้งสูตรการทำปุ๋ย และวิธีดูแลรักษาองุ่นอีกมากมาย ซึ่งเกิดจากการศึกษาด้วยตัวเองและสอนชาวบ้าน นี่คือสมบัติตระกูลที่เป็นเคล็ดลับสำหรับไร่องุ่นของตระกูลโดยเฉพาะแบบที่ตำราสำนักไหนก็สอนไม่ได้

พ่อเรียนรู้การทำไร่องุ่นนี้ต่อจากตำราที่ตกทอด ทำให้ความรู้นั้นยังคงสืบทอดต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น

ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูกองุ่นเคียวโฮจากสมุดบันทึกของคุณปู่
ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูกองุ่นเคียวโฮจากสมุดบันทึกของคุณปู่

เคียวโฮที่ดี

สมาชิกในครอบครัวมารวมตัวกันอยู่ในห้องขนาดแปดเสื่อทาทามิ โต๊ะในห้องนั่งเล่นมีชา กาแฟ ขนม มารับแขกอย่างพวกเรามากมาย รวมถึงองุ่นเคียวโฮสีม่วงดำด้าน 1 พวง 

“ยังไม่ดี”

มาสะบอกเราเป็นภาษาไทย

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

องุ่นเคียวโฮพวงนี้ มองจากสายตาผมว่ายังไงก็สวย และกินได้แล้ว แต่มาสะนำองุ่นพวงนี้มาเป็นตัวอย่างให้เราดูขณะนั่งคุยกันเรื่องไร่องุ่นของครอบครัว และบอกว่ายังไม่ใช่องุ่นเคียวโฮที่สมบูรณ์แบบสำหรับไร่ทาคามิ

เขาบอกเคล็ดลับการดูองุ่นเคียวโฮให้แก่ผม ว่าองุ่นที่ดีพวงจะต้องสวย คือเป็นทรงเหมือนภาพพวงองุ่นที่เรานึกถึงเวลาวาดรูป องุ่นของไร่ทาคามิ 1 พวงจะมีประมาณ 35 ลูก ลูกละ 12 กรัม พวงต้องแน่นจนแทบไม่มีช่องว่างให้เห็นก้านสีเขียวข้างใน (เน้นว่าต้องสีเขียว) แต่ต้องไม่แน่นจนเบียดกัน

อ้อ ถึงเป็นของตามธรรมชาติ แต่สิ่งเหล่านี้ก็กำหนดได้ด้วยทักษะและประสบการณ์ของเกษตรกร

พ่อบอกว่า ต้องจินตนาการเอา ต้องคิดภาพก่อนว่าผลองุ่นไหนที่กำลังจะโตมาเบียดผลอื่น เขารู้ว่าการลิดผลออกตั้งแต่ยังอ่อนจะทำให้ได้องุ่นพวงสวย 

พ่อเล่าเรื่องการตกแต่งพวงองุ่นราวกับเป็นศิลปะการเล็มกิ่งบอนไซ

เวลากินองุ่นผมมักจะเลือกลูกที่ไม่ค่อยมีผงขาวๆ เคลือบอยู่บนเปลือก บางทีก็เช็ดบ้าง ล้างบ้าง บางครั้งก็ถูออก แต่ที่จริงแล้วมันกินได้ ผงสีขาวๆ เรียกว่า บลูม (Bloom) เป็นกลไกป้องกันตัวเองจากแมลง จากเชื้อโรคที่มากับฝน ยิ่งมีมากก็บ่งบอกว่าองุ่นนี้สุขภาพดี

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

ลูกองุ่นจะกลมมนเท่ากันทั้งพวง เป็นสีดำ สีนี้เป็นสีเฉพาะขององุ่นเคียวโฮ เรียกว่าสีพิตช์แบล็ก (Pitch Black) สีดำสนิท 

ที่มาสะบอกว่าองุ่นพวกนี้ยังไม่ดี ก็เพราะยังไม่เป็นสีดำ เขาตัดมาให้ดูก่อนเวลาเก็บจริง ซึ่งคืออีกประมาณ 2 อาทิตย์ หลังจากนี้ วิธีการกินองุ่นเคียวโฮที่มาสะสอน คือต้องเด็ดจากขั้ว ฉีกปลายเปลือกส่วนหัวที่ติดขั้วเล็กน้อย แล้วบีบจากก้น องุ่นจะหลุดออกจากเปลือกเข้าปากทันที

ถึงมาสะจะบอกว่ายังไม่ดี แต่ผมว่าแค่นี้ก็อร่อยมากๆ แล้ว

ส่องค่าความหวาน

ความหวานและความหอมเฉพาะตัวฟุ้งกระจายไปทั้งปาก มาสะบอกว่า ถ้าสังเกต มันจะยังเปรี้ยวอยู่นิดๆ มาสะเน้นคำว่านิด ซึ่งผมว่าแทบจะไร้ที่ติแล้ว แต่เขาบอกว่าความหวานประมาณนี้ยังไม่ถึงขีดสุด เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ความเปรี้ยวนี้จะหายไปจนหมด เหลือแต่ความหวานเท่านั้น

มาสะลุกไปหยิบเครื่องมือวัดค่าความหวาน แล้วบีบน้ำจากผลองุ่นลงไป ก่อนจะให้เราดูค่าความหวานที่ต้องวัดด้วยหน่วยบริกซ์ (Brix) เขาบอกว่า โดยปกติความหวานขององุ่นทั่วไปจะอยู่ที่ 18 – 20 บริกซ์ และองุ่นพวงนี้น่าจะอยู่ราวๆ 20 บริกซ์

ผมส่องดูในเครื่องมือรูปร่างคล้ายกล้องส่องทางไกล และพบว่าระดับความหวานอยู่ที่ขีด 20 บริกซ์ แบบไม่ขาดไม่เกินทีเดียว

มาสะบอกว่า องุ่นของไร่ทาคามิจะมีความหวานเฉลี่ย 20 บริกซ์ขึ้นไป ซึ่งเป็นความหวานที่ถือว่าเพอร์เฟกต์มากสำหรับองุ่นเคียวโฮ

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

ของขวัญอันหอมหวาน

“องุ่นเคียวโฮเป็นองุ่นที่คนซื้อไม่ได้กิน คนกินไม่ได้ซื้อ”

พี่บิ๊กบอกผมไว้ตั้งแต่ตอนนั่งรถไฟมาด้วยกัน เพราะคนมักซื้อเป็นของขวัญให้กัน 

ที่พี่บิ๊กอยากให้ผมมาดูถึงที่ เพราะจะได้เห็นว่าองุ่นที่เป็นของขวัญมันพิเศษแค่ไหน 

องุ่นเคียวโฮระดับ Shu 1 หรือเกรดดีที่สุดไม่ได้หากันได้ง่ายๆ องุ่นของไร่ทาคามิทั้งไร่เป็นองุ่นระดับ Shu 1 ทั้งหมด แต่การแบ่งเกรดองุ่นภายในไร่กันเอง จะยังมีเกรด Shu 1 พิเศษที่จะคัดเฉพาะพวงรูปทรงสวยงามเพื่อส่งออกขายเป็นของขวัญ

ไร่องุ่น

ได้เวลาไปไร่องุ่นแล้ว

ตอนแรกผมจินตนาการไร่องุ่นตามที่เคยเห็นภาพ Vineyard ไกลสุดลูกหูลูกตา แต่ไร่ทาคามิขนาดไม่ใหญ่เท่าที่คิดไว้ น่าจะประมาณสนามฟุตบอลเท่านั้น

พี่บิ๊กพาผมเดินไปดูต้นองุ่นกลางไร่ เป็นต้นที่แผ่กิ่งก้านออกไปกว้าง ขนาดลำต้นใหญ่กว่าต้นองุ่นปกติหลายเท่า พี่บิ๊กบอกว่า น้อยมากที่จะเจอองุ่นต้นใหญ่ขนาดนี้

มาสะบอกว่า ต้นนี้อายุ 50 ปีแล้ว ปลูกตั้งแต่สมัยคุณปู่ และทุกวันนี้ก็ยังออกผลทุกปี

ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูกองุ่นเคียวโฮจากสมุดบันทึกของคุณปู่

เคล็ดไม่ได้ลับแค่ไม่มีใครกล้าทำ

ในการปลูกองุ่น เกษตรกรทุกคนรู้อยู่แล้วว่าจะต้องตัดบางพวงออกจากกิ่ง เพื่อไม่ให้แย่งอาหารกัน แต่ไม่มีใครกล้าทำแบบตระกูลมาสะ

สรุปอย่างง่ายคือ เขาเลือกองุ่นที่ดีที่สุดไว้แค่ 35 ลูก จากโอกาสที่จะมีองุ่นได้ถึง 1,000 ลูก และยอมทิ้งที่เหลือไป

สิ่งนี้ต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์ของเกษตรกรที่จะรู้ว่าพวงไหนใน 10 พวง จะเป็นพวงที่โตมาสมบูรณ์ที่สุด และองุ่นลูกไหนใน 100 ลูก จะเป็น 35 ลูก ที่ดีที่สุดในพวงนั้น

สิ่งเหล่านี้ต้องจินตนาการเอาทั้งนั้น เพราะจะต้องเลือกตัดทิ้งตั้งแต่องุ่นยังไม่ออกผล

“การเลือกคุณภาพมากกว่าปริมาณเป็นปรัชญาการทำไร่องุ่นของตระกูลมาตั้งแต่เริ่ม ต้นองุ่นอายุห้าสิบปียังคงออกผลได้ถึงทุกวันนี้เพราะเราคอยดูแลรักษาไว้ ไม่ได้เร่งให้องุ่นออกจำนวนมากๆ ถ้าแบบนั้นต้นองุ่นน่าจะตายไปนานแล้ว” มาสะเล่าถึงความเกื้อกูลกันระหว่างต้นองุ่นกับตระกูลของเขา

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูกองุ่นเคียวโฮจากสมุดบันทึกของคุณปู่
Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

รสชาติของเมืองอุเอดะ

ตกกลางคืน ต่อให้เป็นกลางฤดูร้อน อากาศของเมืองนี้ก็ยังถือว่าเย็นสบาย จนบางครั้งเย็นถึงขั้นทำเอาตัวสั่นได้

พี่บิ๊กบอกว่า ที่นี่ถือเป็น Terroir หรือพื้นที่เพาะปลูกที่มีลักษณะเฉพาะตัวพิเศษจริงๆ

อากาศของเมืองอุเอดะมีฝนน้อย กลางวันและกลางคืนอุณหภูมิต่างกันมากถึง 10 องศาเซลเซียส ตอนกลางวันแดดแรงและกลางคืนเย็นมาก องุ่นจะรับแสงแดดที่ยาวนานเพื่อสังเคราะห์แสงและสร้างน้ำตาลในเวลากลางวัน และเมื่อถึงกลางคืน อุณหภูมิลดลงฉับพลัน องุ่นจะสะสมอาหารไว้ ทำให้เก็บน้ำตาลได้มาก เป็นแบบนี้ซ้ำๆ จนทำให้องุ่นเคียวโฮของที่นี่รสชาติหวานลึก

คุณพ่อคลี่กระดาษที่ห่อพวงองุ่นอย่างเบามือ ชี้ให้ดูพวงองุ่นสวย ก้านองุ่นที่ยาวลงมาจากเถามีกระดาษห่อเป็นหมวกเล็กๆ ด้านบนเพื่อกันฝนให้แต่ละพวง และบางทีก็กันความเสียหายจากลูกเห็บที่ตกลงมา

องุ่นเหล่านี้ถูกทะนุถนอมอย่างเบามือไม่ต่างจากเด็กแรกเกิด เพราะถ้าเกิดความเสียหายเพียงนิดเดียวก็จะเสียองุ่นพวงนั้นไปเลย

ผมถามมาสะว่า ทำไมเขาถึงไม่ทำโรงเรือนดีๆ เพื่อควบคุมไม่ให้มีความเสี่ยงจากฝนหรือลูกเห็บ แถมยังคุมอุณหภูมิและความชื้นได้ด้วย

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

มาสะตอบได้อย่างน่าสนใจว่า “ต้นองุ่นที่ไร่ทาคามิเป็นองุ่นที่อยู่กับเมืองอุเอดะมานาน รับพลังงานจากดิน น้ำ ความชื้น และอากาศ ของเมืองจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองไปแล้ว รสชาติขององุ่นเคียวโฮจากองุ่นที่นี่ จะบอกว่าเป็นรสชาติของเมืองอุเอดะก็ว่าได้ ถ้าจะทำโรงเรือนก็ทำได้ แต่แบบนั้นทำที่ไหนก็เหมือนกัน”

ว่ากันว่า องุ่นจะดี ต้องมีปัจจัย 3 ปัจจัยที่ดี คือดิน สภาพอากาศ และเกษตรกรที่เก่ง 

2 ปัจจัยแรกเป็นเรื่องของธรรมชาติ ส่วนปัจจัยหลังคือความเข้าใจธรรมชาติ

ไร่ทาคามิโชคดีที่มีทั้งสามสิ่งนี้มาตลอด 50 ปี

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ติ๊ด ๆๆๆ เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ปลุกผมให้ลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่

“วันนี้ที่ ‘หมู่บ้านชิราคาวาโกะ’ จะมีหิมะตกมามั้ย” ประโยคคำถามเดิม ๆ ที่ผมอยากรู้ตลอดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา กับการเดินทางมาท่องเที่ยวยังภูมิภาคชูบุ (Chubu) ประเทศญี่ปุ่น โดยมีความฝันอยากมาชมวิวที่นั่นท่ามกลางหิมะสีขาวให้เต็มสองตาสักครั้งในชีวิต

“หวังว่าวันนี้จะได้ยินข่าวดี” ผมแอบลุ้นในใจ (หลังจากกินแห้วไปแล้ว 2 วันก่อนหน้า) พร้อมกับรีบกดมือถือเข้าไปดูบรรยากาศผ่าน Shirakawa-go Live

ตึกตัก ๆ เสียงหัวใจของผมกำลังเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น เมื่อมองเห็นภาพที่ปรากฏผ่านหน้าจอมือถือสี่เหลี่ยมตรงหน้า กับภาพหิมะสีขาวที่กำลังตกลงมายังหมู่บ้านชิราคาวาโกะอย่างไม่ลืมหูลืมตา ผมยิ้มให้กับภาพตรงหน้าด้วยความดีใจ ก่อนลุกไปทำธุระส่วนตัว ลงไปทานอาหารเช้า พร้อมกับเช็กเอาต์ออกจากที่พัก

“นับว่ายังโชคดีที่พอจะมีแต้มบุญเหลืออยู่บ้าง” ผมกระซิบบอกกับตัวเองในใจ ก่อนรีบเดินต่อไปยังสถานีรถบัส

เริ่มต้นออกเดินทางตามความฝัน

ภาพเบื้องหน้าในตอนนี้เนืองแน่นไปด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มารอขึ้นรถบัสไปยังจุดมุ่งหมายเดียวกัน ผมรู้ได้เลยว่านักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ก็คงเฝ้ารอวันนี้เช่นกัน ไม่รอช้า ผมรีบเดินไปต่อท้ายแถว ก่อนหยิบเอาตั๋วใบสี่เหลี่ยมขึ้นมา และตรวจสอบเส้นทางการเดินทางให้แน่ใจอีกครั้ง

ภายหลังที่ยืนรอและมองเห็นคนตรงหน้าค่อย ๆ ทยอยเดินขึ้นรถบัสไปคันแล้วคันเล่า ในที่สุดผมก็ได้ยืนตำแหน่งหัวแถว พร้อมกับรีบยื่น SHORYUDO Bus Pass (ตั๋วแบบเหมาสำหรับท่องเที่ยวด้วยรถบัสแบบไม่จำกัดเที่ยว ในระยะเวลาและเส้นทางที่กำหนด) ที่กำลังจะหมดอายุวันนี้พอดี ให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบ ก่อนจัดเก็บสัมภาระและหาที่นั่ง โดยระยะทางจากเมืองทาคายาม่า (Takayama) ที่ผมอยู่ตอนนี้ไปยังหมู่บ้านชิราคาวาโกะใช้เวลาเดินทาง 50 นาที โดยประมาณ

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในจังหวัดกิฟุ (Gifu) ประกอบไปด้วยบ้านเรือนรูปร่างแปลกตาที่มีอายุเก่าแก่กว่า 200 – 300 ปี กระจายไปในแนวเหนือ-ใต้ ตามที่ราบแคบ ๆ ขนานไปกับแม่น้ำโชกาวะ (Shokawa River) โดยมีบ้านลักษณะเฉพาะ เรียกว่า ‘บ้านแบบกัสโชสึคุริ’ (Gassho-Zukuri) ซึ่งเป็นบ้านแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม

ชื่อนี้ได้มาจากคำว่า ‘กัสโช’ ซึ่งแปลว่า พนมมือ ตามรูปแบบของบ้านที่หลังคาชันถึง 60 องศา มีลักษณะคล้ายสองมือที่พนมเข้าหากัน ทั้งนี้ เนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่ในหุบเขาที่มีภูเขาสูงล้อมรอบทุกด้าน ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ชาวบ้านแถบนี้จึงพัฒนาสังคมและวิถีชีวิตแตกต่างไปจากชุมชนอื่นในญี่ปุ่นมาช้านาน โดยในอดีตชุมชนแห่งนี้ยังชีพด้วยการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย

ในปี 1995 หมู่บ้านนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาค บ้านเรือนต่าง ๆ แปรสภาพกลายเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ และบ้านพักค้างคืนแบบโฮมสเตย์ เรียกว่า Minshuku เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์และสัมผัสความเป็นอยู่ของชาวบ้าน

เที่ยวชมรอบหมู่บ้าน

หลังจากตื่นตาตื่นใจไปกับภาพบรรยากาศสวย ๆ ระหว่างทาง ในที่สุดรถบัสก็พาผมมาถึงยังจุดหมาย ซึ่งภายหลังจากนำสัมภาระไปเก็บที่จุดบริการรับฝากสิ่งของแล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มเดินทางสำรวจพื้นที่รอบ ๆ หมู่บ้าน

เมื่อได้เดินชมบ้านไม้โบราณที่อยู่ตรงหน้า ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคงเป็นความรู้สึกทึ่งในการออกแบบโครงสร้างของตัวบ้านซึ่งงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะ ภายใต้หลังคาทรงสูงจากภายนอก เมื่อเข้าไปข้างในจะแบ่งเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่ 2 – 4 ชั้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย ส่วนชั้นล่างเป็นที่อยู่อาศัย

ส่วนหลังคา ชาวบ้านใช้วัสดุท้องถิ่นที่หาได้ไม่ยากมาใช้มุงหลังคา ประกอบด้วยเศษไม้ ต้นไผ่ ดินเหนียว และหญ้า โดยอาจมีความหนาถึง 1 เมตร เพื่อรองรับน้ำหนักหิมะและป้องกันไม่ให้น้ำซึมทะลุเข้ามาในบ้าน และเนื่องจากหลังคาพวกนี้ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ในทุก 20 – 30 ปี ซึ่งการมุงหลังคาใหม่จะทำในช่วงฤดูใบไม้ผลิ หลังจากที่หิมะละลายหมดแล้ว โดยอาศัยแรงงานจากชาวบ้านช่วยกัน

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
หลังคาบ้านที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ ออกแบบเป็นทรงแหลมสูงลาดลงด้านข้าง เพื่อช่วยให้หิมะและน้ำฝนไหลลงมาตามหลังคา

ท่ามกลางอากาศหนาวและมีหิมะตกลงมาเป็นระยะ ๆ ทางเดินบนถนนในตอนนี้จึงเต็มไปหิมะสีขาวโพลนตลอดเส้นทาง หลังจากที่ผมเดินสัมผัสความนุ่มของเกล็ดหิมะฟู ๆ มาได้สักพัก ก็เดินมาพบกับสถานที่สำคัญของหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือ ‘ศาลเจ้าชิรากาวะ ฮาจิมัง’ (Shirakawa Hachiman Shrine) ซึ่งเป็นศาลเจ้าชินโต เมื่อได้เข้าไปแล้วก็รู้สึกว่าที่นี่เงียบสงบและร่มรื่นมาก

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
หิมะสีขาวโพลนที่เต็มไปด้วยรอยเท้าของนักท่องเที่ยว
เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
ศาลเจ้าชิรากาวะ ฮาจิมัง (Shirakawa Hachiman Shrine)

สำหรับไฮไลต์ของสถานที่ท่องเที่ยวในหมู่บ้านนี้ที่ไม่ควรพลาดอีกที่ นั่นคือบ้านโบราณ 3 หลังที่เรียงติดกัน เป็นจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวพากันมาแวะเวียนไม่ขาดสาย ในช่วงที่ผมเดินไปถึงมีหิมะตกลงมาพอดี จึงได้ภาพบรรยากาศที่งดงามไปอีกแบบ นอกจากนี้ยังมี ‘บ้านโบราณวาดะ’ (Wada House) ซึ่งเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาและเรียนรู้การใช้ชีวิตของคนท้องถิ่นในอดีต

ทั้งนี้ แม้ว่าบ้านหลายหลังในหมู่บ้านชิราคาวาโกะจะเปิดให้เข้าชมเป็นสาธารณะ แต่อีกหลายหลังก็เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล และดำรงวิถีชีวิตเหมือนดั่งในอดีต

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
ภาพบรรยากาศบ้านเรือนในระหว่างเดินชมหมู่บ้านที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บ้านโบราณ 3 หลัง (Shirakawa-go Three Houses)
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บ้านโบราณวาดะ (Wada House)

จุดชมวิว

ภายหลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบ ๆ หมู่บ้านจนอิ่มอกอิ่มใจแล้ว ผมเดินต่อไปยังจุดชมวิว ซึ่งต้องเดินขึ้นเนินชัน จึงต้องบังคับให้ตัวเองค่อย ๆ ก้าวเดินช้า ๆ เพื่อทรงตัวไม่ให้ลื่นล้มบนพื้นถนนที่เต็มไปด้วยหิมะ

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
กิ่งไม้และต้นไม้แต่งแต้มไปด้วยหิมะสีขาว

หลังจากใช้เวลาเดินขึ้นเนินมาได้สักพักใหญ่ ในที่สุดผมก็มาถึงจุดชมวิว ซึ่งที่นี่ในแต่ละฤดูจะมีความงดงามแตกต่างกันไป เช่น ช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะมองเห็นต้นซากุระสีชมพูบานสะพรั่ง หรือในฤดูใบไม้ร่วง จะมองเห็นใบไม้เปลี่ยนสี ช่วยแต่งแต้มสีสันไปทั่วทั้งภูเขา 

และในช่วงฤดูหนาว จะมีการจัดงานประดับไฟที่หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirkawa-go Light Up) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของการท่องเที่ยว จัดขึ้นเฉพาะวันอาทิตย์ ช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์เท่านั้น และต้องจองล่วงหน้าก่อนเข้าชม

สายลมพัดโชยเอาเกล็ดหิมะที่กำลังตกลงมาลอยละล่องในอากาศอีกครั้ง หมู่บ้านชิราคาวาโกะในตอนนี้เต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลน แม้ว่าตัวเลขอุณหภูมิจะลดต่ำลงไปเรื่อย ๆ จนร่างกายสัมผัสได้ถึงความเหน็บหนาว แต่ภายในใจของผมตอนนี้กลับอบอุ่น เมื่อได้ใช้เวลาดื่มด่ำไปกับภาพตรงหน้าที่กว้างไกลสุดสายตา ก่อนที่ผมจะเผลอยิ้มออกมาด้วยความสุขใจ

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
ภาพแห่งความทรงจำ
ข้อมูลอ้างอิง
  • องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น 
  • Shirakawa village office
  • Gifu Prefecture Tourism Federation 
  • สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธนวันต์ วนาภรณ์

ธนวันต์ วนาภรณ์

เภสัชกรที่ชอบความเป็นธรรมชาติ ชอบเวลาได้เดินทาง เพราะจะได้เรียนรู้โลกกว้าง และชอบการเป็นครูอาสา จึงทำเพจของตัวเองที่มีชื่อว่า ครูอาสานอกห้องเรียน (The Journey Memory)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load