25 กันยายน 2562
11 K

“สวัสดีครับ”

เสียงทักทายพร้อมใบหน้ายิ้มแย้มจาก มาสะ-มาสะทากะ มัตสึฮิสะ หนุ่มญี่ปุ่นที่รอรับพวกเราอยู่หน้าสถานีอุเอดะ เมืองอุเอดะ เมืองไม่เล็กไม่ใหญ่ในหุบเขาของจังหวัดนากาโนะ ซึ่งนั่งรถไฟความเร็วสูงไม่ถึง 2 ชั่วโมง ก็มาถึง

ผมมาเมืองนี้เพื่อมาไร่องุ่น ด้วยคำชวนของ พี่บิ๊ก-อิทธิชัย เบญจธนสมบัติ รุ่นพี่ผู้ชำนาญเรื่องอาหารการกินในญี่ปุ่น ระดับที่บางทีผมก็คิดว่าพี่เขารู้ลึกกว่าคนญี่ปุ่นจริงๆ เสียอีก พี่บิ๊กบอกว่าผมควรมาดูไร่องุ่นนี้ถึงที่ องุ่นพันธุ์เคียวโฮไร่นี้พิเศษตรงที่มีวิธีการปลูกสืบทอดกันมาหลายรุ่น ควรไปเห็นดิน สัมผัสลมและอากาศ รวมถึงไปชิมของจริง จะได้เข้าใจว่าทำไมองุ่นเคียวโฮถึงเป็นของราคาแพง

ผมเคยได้ยินชื่อองุ่นเคียวโฮมาบ้าง แต่มักจะแฝงอยู่ในชื่อรสชาติเครื่องดื่มและขนม เดาว่ามันคงเป็นองุ่นที่ดี คนจึงนำชื่อพันธุ์มาโฆษณาขายของ แต่ถ้าตามหาซื้อจริงๆ อาจจะพบว่ามันไม่ได้หากันง่ายๆ และมีจำนวนจำกัดเกินกว่าจะแปรเป็นรูปแบบอื่นๆ 

ผมไม่เคยคิดว่าองุ่นพวงหนึ่งจะราคาถึงหลักพัน (บาท) น่าสนใจว่าอะไรทำให้องุ่นพวงเดียวมีคุณค่าขนาดนั้น

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

God Of Grapes

เราขับรถยนต์จากสถานีรถไฟออกนอกเมืองมาเรื่อยๆ ระหว่างทางเห็นนาข้าวเขียวชอุ่ม มองแล้วนุ่มตา เต็มไปหมด เบื้องหลังของเมืองอุเอดะเป็นเทือกเขาเรียงแถวยาวสลับซับซ้อน เหมือนเป็นฉากขนาดยักษ์ อากาศที่นี่เย็นกว่าโตเกียว 4 – 5 องศาเซลเซียส

เมื่อมาสะขับรถถึงบ้าน ครอบครัวของเขาก็ออกมาต้อนรับพวกเรากันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา มีคุณพ่อ คุณแม่ พี่สาว พี่เขย และหลานสาวตัวเล็ก

มาสะเป็นคนที่นี่โดยกำเนิด แต่ไปทำงานอยู่ประเทศไทย บ้านของมาสะทำไร่องุ่น ถ้านับรวมตัวเขา ก็ถือว่าเป็นรุ่นที่ 3 แล้วที่รับช่วงต่อไร่องุ่นแห่งนี้

‘Takami Farm’ คือไร่ของตระกูลมัตสึฮิสะ ทาคามิ มีความหมายว่า ทางที่เทพเจ้าเดินผ่าน สวนทางกับความคิดของคนเมืองอุเอดะ 50 – 60 ปีก่อน ที่คิดว่าดินของเมืองนี้เหมือนถูกเทพเจ้ากลั่นแกล้ง แข็งเหมือนหินปูน เป็นกรวด ปลูกอะไรก็ขึ้นยาก

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

ตำราของคุณปู่

ย้อนกลับไปห้าสิบกว่าปีก่อน ปู่ของมาสะเป็นเจ้าหน้าที่เกษตรที่ศึกษาการทำเกษตรร่วมกับเกษตรกรในเมืองนี้ เขาเป็นคนพบว่าดินแถบนี้ต้นองุ่นชอบ จึงเริ่มลงมือทำไร่องุ่นของตัวเองขึ้นมา และสอนให้เกษตรกรในเมืองปลูกองุ่นไปด้วยกัน

เมื่อปู่จากไป พ่อของมาสะก็รับช่วงต่อไร่องุ่นของที่บ้านหลังเกษียณจากงานที่โตเกียว พ่อเริ่มทำไร่ต่อด้วยความทรงจำสมัยกลับบ้านมาช่วยเก็บเกี่ยวองุ่น

ความโชคดีเกิดขึ้นเมื่อค้นพบสมุดบันทึกหลายเล่มของปู่ที่จดบันทึกทุกอย่างเกี่ยวกับการทำไร่องุ่น ทั้งสูตรการทำปุ๋ย และวิธีดูแลรักษาองุ่นอีกมากมาย ซึ่งเกิดจากการศึกษาด้วยตัวเองและสอนชาวบ้าน นี่คือสมบัติตระกูลที่เป็นเคล็ดลับสำหรับไร่องุ่นของตระกูลโดยเฉพาะแบบที่ตำราสำนักไหนก็สอนไม่ได้

พ่อเรียนรู้การทำไร่องุ่นนี้ต่อจากตำราที่ตกทอด ทำให้ความรู้นั้นยังคงสืบทอดต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น

ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูกองุ่นเคียวโฮจากสมุดบันทึกของคุณปู่
ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูกองุ่นเคียวโฮจากสมุดบันทึกของคุณปู่

เคียวโฮที่ดี

สมาชิกในครอบครัวมารวมตัวกันอยู่ในห้องขนาดแปดเสื่อทาทามิ โต๊ะในห้องนั่งเล่นมีชา กาแฟ ขนม มารับแขกอย่างพวกเรามากมาย รวมถึงองุ่นเคียวโฮสีม่วงดำด้าน 1 พวง 

“ยังไม่ดี”

มาสะบอกเราเป็นภาษาไทย

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

องุ่นเคียวโฮพวงนี้ มองจากสายตาผมว่ายังไงก็สวย และกินได้แล้ว แต่มาสะนำองุ่นพวงนี้มาเป็นตัวอย่างให้เราดูขณะนั่งคุยกันเรื่องไร่องุ่นของครอบครัว และบอกว่ายังไม่ใช่องุ่นเคียวโฮที่สมบูรณ์แบบสำหรับไร่ทาคามิ

เขาบอกเคล็ดลับการดูองุ่นเคียวโฮให้แก่ผม ว่าองุ่นที่ดีพวงจะต้องสวย คือเป็นทรงเหมือนภาพพวงองุ่นที่เรานึกถึงเวลาวาดรูป องุ่นของไร่ทาคามิ 1 พวงจะมีประมาณ 35 ลูก ลูกละ 12 กรัม พวงต้องแน่นจนแทบไม่มีช่องว่างให้เห็นก้านสีเขียวข้างใน (เน้นว่าต้องสีเขียว) แต่ต้องไม่แน่นจนเบียดกัน

อ้อ ถึงเป็นของตามธรรมชาติ แต่สิ่งเหล่านี้ก็กำหนดได้ด้วยทักษะและประสบการณ์ของเกษตรกร

พ่อบอกว่า ต้องจินตนาการเอา ต้องคิดภาพก่อนว่าผลองุ่นไหนที่กำลังจะโตมาเบียดผลอื่น เขารู้ว่าการลิดผลออกตั้งแต่ยังอ่อนจะทำให้ได้องุ่นพวงสวย 

พ่อเล่าเรื่องการตกแต่งพวงองุ่นราวกับเป็นศิลปะการเล็มกิ่งบอนไซ

เวลากินองุ่นผมมักจะเลือกลูกที่ไม่ค่อยมีผงขาวๆ เคลือบอยู่บนเปลือก บางทีก็เช็ดบ้าง ล้างบ้าง บางครั้งก็ถูออก แต่ที่จริงแล้วมันกินได้ ผงสีขาวๆ เรียกว่า บลูม (Bloom) เป็นกลไกป้องกันตัวเองจากแมลง จากเชื้อโรคที่มากับฝน ยิ่งมีมากก็บ่งบอกว่าองุ่นนี้สุขภาพดี

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

ลูกองุ่นจะกลมมนเท่ากันทั้งพวง เป็นสีดำ สีนี้เป็นสีเฉพาะขององุ่นเคียวโฮ เรียกว่าสีพิตช์แบล็ก (Pitch Black) สีดำสนิท 

ที่มาสะบอกว่าองุ่นพวกนี้ยังไม่ดี ก็เพราะยังไม่เป็นสีดำ เขาตัดมาให้ดูก่อนเวลาเก็บจริง ซึ่งคืออีกประมาณ 2 อาทิตย์ หลังจากนี้ วิธีการกินองุ่นเคียวโฮที่มาสะสอน คือต้องเด็ดจากขั้ว ฉีกปลายเปลือกส่วนหัวที่ติดขั้วเล็กน้อย แล้วบีบจากก้น องุ่นจะหลุดออกจากเปลือกเข้าปากทันที

ถึงมาสะจะบอกว่ายังไม่ดี แต่ผมว่าแค่นี้ก็อร่อยมากๆ แล้ว

ส่องค่าความหวาน

ความหวานและความหอมเฉพาะตัวฟุ้งกระจายไปทั้งปาก มาสะบอกว่า ถ้าสังเกต มันจะยังเปรี้ยวอยู่นิดๆ มาสะเน้นคำว่านิด ซึ่งผมว่าแทบจะไร้ที่ติแล้ว แต่เขาบอกว่าความหวานประมาณนี้ยังไม่ถึงขีดสุด เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ความเปรี้ยวนี้จะหายไปจนหมด เหลือแต่ความหวานเท่านั้น

มาสะลุกไปหยิบเครื่องมือวัดค่าความหวาน แล้วบีบน้ำจากผลองุ่นลงไป ก่อนจะให้เราดูค่าความหวานที่ต้องวัดด้วยหน่วยบริกซ์ (Brix) เขาบอกว่า โดยปกติความหวานขององุ่นทั่วไปจะอยู่ที่ 18 – 20 บริกซ์ และองุ่นพวงนี้น่าจะอยู่ราวๆ 20 บริกซ์

ผมส่องดูในเครื่องมือรูปร่างคล้ายกล้องส่องทางไกล และพบว่าระดับความหวานอยู่ที่ขีด 20 บริกซ์ แบบไม่ขาดไม่เกินทีเดียว

มาสะบอกว่า องุ่นของไร่ทาคามิจะมีความหวานเฉลี่ย 20 บริกซ์ขึ้นไป ซึ่งเป็นความหวานที่ถือว่าเพอร์เฟกต์มากสำหรับองุ่นเคียวโฮ

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

ของขวัญอันหอมหวาน

“องุ่นเคียวโฮเป็นองุ่นที่คนซื้อไม่ได้กิน คนกินไม่ได้ซื้อ”

พี่บิ๊กบอกผมไว้ตั้งแต่ตอนนั่งรถไฟมาด้วยกัน เพราะคนมักซื้อเป็นของขวัญให้กัน 

ที่พี่บิ๊กอยากให้ผมมาดูถึงที่ เพราะจะได้เห็นว่าองุ่นที่เป็นของขวัญมันพิเศษแค่ไหน 

องุ่นเคียวโฮระดับ Shu 1 หรือเกรดดีที่สุดไม่ได้หากันได้ง่ายๆ องุ่นของไร่ทาคามิทั้งไร่เป็นองุ่นระดับ Shu 1 ทั้งหมด แต่การแบ่งเกรดองุ่นภายในไร่กันเอง จะยังมีเกรด Shu 1 พิเศษที่จะคัดเฉพาะพวงรูปทรงสวยงามเพื่อส่งออกขายเป็นของขวัญ

ไร่องุ่น

ได้เวลาไปไร่องุ่นแล้ว

ตอนแรกผมจินตนาการไร่องุ่นตามที่เคยเห็นภาพ Vineyard ไกลสุดลูกหูลูกตา แต่ไร่ทาคามิขนาดไม่ใหญ่เท่าที่คิดไว้ น่าจะประมาณสนามฟุตบอลเท่านั้น

พี่บิ๊กพาผมเดินไปดูต้นองุ่นกลางไร่ เป็นต้นที่แผ่กิ่งก้านออกไปกว้าง ขนาดลำต้นใหญ่กว่าต้นองุ่นปกติหลายเท่า พี่บิ๊กบอกว่า น้อยมากที่จะเจอองุ่นต้นใหญ่ขนาดนี้

มาสะบอกว่า ต้นนี้อายุ 50 ปีแล้ว ปลูกตั้งแต่สมัยคุณปู่ และทุกวันนี้ก็ยังออกผลทุกปี

ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูกองุ่นเคียวโฮจากสมุดบันทึกของคุณปู่

เคล็ดไม่ได้ลับแค่ไม่มีใครกล้าทำ

ในการปลูกองุ่น เกษตรกรทุกคนรู้อยู่แล้วว่าจะต้องตัดบางพวงออกจากกิ่ง เพื่อไม่ให้แย่งอาหารกัน แต่ไม่มีใครกล้าทำแบบตระกูลมาสะ

สรุปอย่างง่ายคือ เขาเลือกองุ่นที่ดีที่สุดไว้แค่ 35 ลูก จากโอกาสที่จะมีองุ่นได้ถึง 1,000 ลูก และยอมทิ้งที่เหลือไป

สิ่งนี้ต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์ของเกษตรกรที่จะรู้ว่าพวงไหนใน 10 พวง จะเป็นพวงที่โตมาสมบูรณ์ที่สุด และองุ่นลูกไหนใน 100 ลูก จะเป็น 35 ลูก ที่ดีที่สุดในพวงนั้น

สิ่งเหล่านี้ต้องจินตนาการเอาทั้งนั้น เพราะจะต้องเลือกตัดทิ้งตั้งแต่องุ่นยังไม่ออกผล

“การเลือกคุณภาพมากกว่าปริมาณเป็นปรัชญาการทำไร่องุ่นของตระกูลมาตั้งแต่เริ่ม ต้นองุ่นอายุห้าสิบปียังคงออกผลได้ถึงทุกวันนี้เพราะเราคอยดูแลรักษาไว้ ไม่ได้เร่งให้องุ่นออกจำนวนมากๆ ถ้าแบบนั้นต้นองุ่นน่าจะตายไปนานแล้ว” มาสะเล่าถึงความเกื้อกูลกันระหว่างต้นองุ่นกับตระกูลของเขา

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูกองุ่นเคียวโฮจากสมุดบันทึกของคุณปู่
Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

รสชาติของเมืองอุเอดะ

ตกกลางคืน ต่อให้เป็นกลางฤดูร้อน อากาศของเมืองนี้ก็ยังถือว่าเย็นสบาย จนบางครั้งเย็นถึงขั้นทำเอาตัวสั่นได้

พี่บิ๊กบอกว่า ที่นี่ถือเป็น Terroir หรือพื้นที่เพาะปลูกที่มีลักษณะเฉพาะตัวพิเศษจริงๆ

อากาศของเมืองอุเอดะมีฝนน้อย กลางวันและกลางคืนอุณหภูมิต่างกันมากถึง 10 องศาเซลเซียส ตอนกลางวันแดดแรงและกลางคืนเย็นมาก องุ่นจะรับแสงแดดที่ยาวนานเพื่อสังเคราะห์แสงและสร้างน้ำตาลในเวลากลางวัน และเมื่อถึงกลางคืน อุณหภูมิลดลงฉับพลัน องุ่นจะสะสมอาหารไว้ ทำให้เก็บน้ำตาลได้มาก เป็นแบบนี้ซ้ำๆ จนทำให้องุ่นเคียวโฮของที่นี่รสชาติหวานลึก

คุณพ่อคลี่กระดาษที่ห่อพวงองุ่นอย่างเบามือ ชี้ให้ดูพวงองุ่นสวย ก้านองุ่นที่ยาวลงมาจากเถามีกระดาษห่อเป็นหมวกเล็กๆ ด้านบนเพื่อกันฝนให้แต่ละพวง และบางทีก็กันความเสียหายจากลูกเห็บที่ตกลงมา

องุ่นเหล่านี้ถูกทะนุถนอมอย่างเบามือไม่ต่างจากเด็กแรกเกิด เพราะถ้าเกิดความเสียหายเพียงนิดเดียวก็จะเสียองุ่นพวงนั้นไปเลย

ผมถามมาสะว่า ทำไมเขาถึงไม่ทำโรงเรือนดีๆ เพื่อควบคุมไม่ให้มีความเสี่ยงจากฝนหรือลูกเห็บ แถมยังคุมอุณหภูมิและความชื้นได้ด้วย

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

มาสะตอบได้อย่างน่าสนใจว่า “ต้นองุ่นที่ไร่ทาคามิเป็นองุ่นที่อยู่กับเมืองอุเอดะมานาน รับพลังงานจากดิน น้ำ ความชื้น และอากาศ ของเมืองจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองไปแล้ว รสชาติขององุ่นเคียวโฮจากองุ่นที่นี่ จะบอกว่าเป็นรสชาติของเมืองอุเอดะก็ว่าได้ ถ้าจะทำโรงเรือนก็ทำได้ แต่แบบนั้นทำที่ไหนก็เหมือนกัน”

ว่ากันว่า องุ่นจะดี ต้องมีปัจจัย 3 ปัจจัยที่ดี คือดิน สภาพอากาศ และเกษตรกรที่เก่ง 

2 ปัจจัยแรกเป็นเรื่องของธรรมชาติ ส่วนปัจจัยหลังคือความเข้าใจธรรมชาติ

ไร่ทาคามิโชคดีที่มีทั้งสามสิ่งนี้มาตลอด 50 ปี

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

เตรียมพร้อมร่างกายก่อนขึ้นภูเขา

เราเดินทางมาจาก กรุงเทพฯ (DMK) – มาเลเซีย (KLIA) – โกตา คินาบาลุ (KKIA) มาพักในตัวเมืองโกตา คินาบาลุ ก่อน 1 วัน เพื่อปรับสภาพร่างกายให้พร้อมก่อนเดินทางขึ้นยอดเขา วันแรกที่มาถึง เราเดินเล่นชมบรรยากาศในตัวเมือง ด้วยความที่เมืองนี้ติดทะเล ทำให้เห็นวิวสวยงามยามพระอาทิตย์ตก มาถึงเมืองติดทะเลทั้งทีเลยตัดสินใจกินอาหารทะเลในย่านสตรีทฟู้ดของเมือง อาหารทะเลที่ว่าสด อร่อย เด็ด แล้วนั้น เจอของเด็ดกว่าคือ น้ำจิ้ม เพราะเป็นน้ำจิ้มที่ดูเหมือนน้ำพริกกะปิบ้านเรา แต่ผสมน้ำเปล่าลงไปเพื่อให้รสชาติจางลง เปิดประสบการณ์ใหม่ในชีวิตเลย

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

เดินทางไป Kinabalu Park เพื่อเริ่มต้นการเดินขึ้นเขา Gunung Kinabalu

วันต่อมาเราต้องเดินทางไปที่ Kinabalu Park เพื่อเดินขึ้นเขา Kinabalu การมาปีนเขาที่นี่ต้องจองก่อน ซึ่งจองได้ที่เว็บไซต์ของอุทยาน มีหลากหลายโปรมแกรม ทั้ง 2 วัน 1 คืน หรือ 3 วัน 2 คืน โดยจะออกไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ในอุทยานด้วย เลือกได้ว่าจะพักในตัวเมืองก่อน แล้ววันรุ่งขึ้นให้รถจากอุทยานมารับ หรือจะมาพักที่อุทยานก่อนก็ได้ จะแตกต่างกันแค่เวลาพักผ่อน ถ้าเรานอนที่ตัวเมืองก่อน ในวันเดินขึ้นเขาต้องตื่นเช้าขึ้นเพื่อมาอุทยาน ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ถ้าเลือกนอนที่อุทยาน จะมีเวลาพักร่างกายได้นานขึ้น

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

เมื่อเดินทางมาถึงที่ Kinabalu Park จะพบกับนักท่องเที่ยวที่ร่วมเดินทางไปกับเรา ซึ่งในหนึ่งวันจำกัดนักท่องเที่ยวไม่เกิน 185 คน ก่อนจะเดินทางขึ้นเขาต้องไปลงทะเบียนและเราได้พี่ไกด์ 1 ท่านเพื่อมาดูแลกลุ่ม แต่ถ้ามาคนเดียวก็แชร์ค่าไกด์กับคนอื่นได้ หรือจะขอไกด์ดูแลเราคนเดียวก็ได้เช่นกัน 

หลังจากลงทะเบียนเรียบร้อย เราได้บัตรประจำตัวเพื่อยืนยันตัวตนว่าจะขึ้น-ลงเขาวันไหน บัตรประจำตัวนี้เปรียบเสมือนของที่ระลึกอันแรก และเป็นสิ่งยืนยันตัวนักท่องเที่ยวท่านนั้นได้ ที่อุทยานมีบริการฝากอุปกรณ์เดินทางขนาดใหญ่ เช่น กระเป๋าเป้ใบใหญ่หรือสัมภาระ ซึ่งควรแบกแค่กระเป๋าเล็ก ๆ เอาสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการอยู่บนนั้นในหนึ่งวันก็พอ

การเดินทางอันแสนยาวไกลได้เริ่มต้น ณ ประตู Timpohon gate

การพิชิต Low’s Peak Summit ที่มีความสูง 4,095 เมตร (ภูเขานี้ถือว่าเป็น ‘ภูเขาใหม่’ ตัวเลขเปลี่ยนแปลงตลอด เพราะยอดเขาสูงขึ้นทุกปี) สูงกว่าภูกระดึงประมาณ 3 เท่า และสูงกว่าฟูจิซัง (3,776 เมตร) ต้องแบ่งเวลาการเดินเขาเป็น 2 วัน วันแรกเดินจาก Timpohon Gate จุดเริ่มต้นไปที่พัก Laban Rata ระยะทาง 6 กม. (ใช้เวลา 5 – 8 ชม.) วันที่สองเดินจากที่พักไปยัง Low’s Peak Summit อีก 2.5 กม. (ใช้เวลา 3 – 4 ชม.) ต้องออกเดินทางตั้งแต่ตี 2 เพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า 

จุดเริ่มต้นวันแรกเริ่มจากประตู Timpohon Gate มีการลงทะเบียนอีกครั้งก่อนออกเดินทาง ซึ่งไกด์ให้คำแนะนำก่อนออกลุยกันตอนเวลา 09.00 น. วิวระหว่างทางในช่วงแรกเห็นต้นไม้หลากหลายชนิดพร้อมน้ำตกน้อย ๆ คอยตอนรับ แต่ความหิน ความโหด ความเจ๋งของที่นี่ คือการได้เจอสภาพอากาศครบ 3 ฤดู ช่วงเริ่มต้นรู้สึกร้อนอบอ้าว พอขึ้นมาอีกสักพักอากาศเย็นขึ้น เพราะไต่มาอยู่ระดับเดียวกับก้อนเมฆ และเมื่อเดินผ่านเข้ากลุ่มก้อนเมฆจะเจอกับฝนและหมอกที่ถาโถมเข้ามา ตลอดเวลาที่เดินขึ้นจึงไม่รู้สึกเบื่อเลย เพราะต้องรอรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนตลอดเวลา 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ระหว่างทางมีจุดให้พัก มีห้องน้ำให้เข้า เฉลี่ยทุก ๆ 1 กม. เสน่ห์ของการเดินเขาแห่งนี้อีกอย่างหนึ่งคือการได้เดินสวนทางกับนักท่องเที่ยวกลุ่มก่อนหน้าที่กำลังเดินลงมา เราได้สนทนากับนักท่องเที่ยวหลากหลายชาติ หลายภาษา แต่มีคำพูดหนึ่งที่แปลความหมายเหมือนกันและพบเจอได้ทุกภูเขาทั่วโลก นั่นคือ “สู้ ๆ อีกนิดเดียวจะถึงแล้ว” 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ตลอดเส้นทางการขึ้นเขานั้น บอกเลยว่ามันคือการเดินขึ้น ขึ้นแบบขั้นบันไดอย่างเดียว ทางลาดปกติมีไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์จากเส้นทางทั้งหมด เพราะฉะนั้นต้องเตรียมร่างกายมาให้แข็งแรงพอสมควร เพราะมีบางคนเจ็บระหว่างทางจนไปไม่ถึงที่พัก เราเดินมาถึงที่พักตอน 19.00 น. พอถึงก็รีบจัดแจงวางกระเป๋าเพื่อไปกินบุฟเฟต์มื้อเย็นตุนพลังงาน 

ห้องพักที่นี่เป็นเตียง 2 ชั้น ห้องน้ำรวมแยกชายหญิง น้ำสำหรับใช้บอกเลยว่าโคตรเย็น เย็นจนแสบผิว ถ้าใครคิดจะอาบน้ำต้องบอกว่าใจกล้ามาก ที่พักมีเครื่องทำน้ำอุ่นให้ แต่ต้องมีแสงแดดด้วย เพราะใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ ซึ่งวันที่เราไปหมอกลงจัด ไฟปั่นไม่มีกำลังพอ น้ำที่อาบวันนี้เลยโคตรหนาวแบบหาคำมาเปรียบไม่ได้จริง ๆ

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

จุดสูงสุดที่ไม่ใช่ทุกคนจะไปถึงได้ง่าย ๆ Kota Kinabalu Low’s Peak Summit

ณ เวลา 02.00 น. เสียงใน Laban Rata เริ่มดังขึ้นอีกครั้งจากนักท่องเที่ยวที่กำลังเตรียมตัวไป Low’s Peak Summit จุดสูงสุดของการเดินทางในครั้งนี้ แต่การเดินทางไปต่อนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ Laban Rata อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 3,272 เมตร บางคนจึงเจอกับอาการ AMS (Acute Mountain Sickness) ที่เกิดขึ้นเมื่ออยู่บนที่สูงมากกว่า 2,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีอาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ หายใจไม่สะดวก เหนื่อยง่าย หรือนอนไม่หลับ ต้องใช้เวลา 1 – 2 วัน เพื่อปรับตัว บางคนอาจจะไม่เป็นอะไรเลยก็ได้ ทำให้นักท่องเที่ยวบางคนตัดสินใจไม่เดินทางต่อ 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

การเดินทางรอบนี้ต้องเดินตอนกลางคืน มีแค่แสงไฟจากไฟฉายคาดหัวที่คอยนำทางเท่านั้น ถ้าไม่มีไฟฉายคาดหัว อุทยานไม่อนุญาตให้เดินขึ้น เมื่อถึงเวลาเดินทุกคนก็เริ่มทยอยต่อแถว ความยากคือการเดินขึ้นแบบขั้นบันได มองเห็นทางข้างหน้าแค่ 3 ขั้นเท่านั้น บวกกับสภาพอากาศหนาวเย็นและมีลม ทำให้เราต้องใส่เสื้อกันลมไว้ แต่เมื่อเราใช้พลังงานที่มากขึ้น เริ่มมีเหงื่อ ร่างกายต้องการระบายความร้อนแต่ระบายออกมาไม่ได้ เพราะเสื้อผ้าไม่ระบายอากาศ ทำให้รู้สึกอึดอัดตัวเองหรือเกิดอาการหน้ามืดได้ จนส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางคนตัดสินใจถอยหลังกลับไปที่พัก

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

“จะไปให้ถึงหรือจะหันหลังกลับ แล้วมาแก้ตัวอีกรอบ” 

นี่เป็นคำพูดที่วนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลาท่ามกลางความมืด ความเหนื่อยล้าจากสภาพร่างกายและจิตใจ แต่การนึกภาพว่าเห็นตัวเองอยู่จุดที่สูงสุดพร้อมกางแขนรับความสำเร็จ คือแรงผลักดันทำให้เราก้าวต่อไปเรื่อย ๆ จนถึง Sayat Sayat Gate เป็นจุด Check Point โดยอุทยานแจ้งว่าต้องมาถึงจุดนี้ก่อนเวลาตี 5 ถ้าช้ากว่านี้ไม่อนุญาตให้ขึ้นไปจุด Low Peak เพราะการเดินสวนทางกับนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปแล้วและกำลังลงมาอาจเป็นอันตรายได้ 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

หลังจากเดินผ่านจุดนี้ไปเหมือนจะเดินสบายขึ้น เพราะมองไปไม่เห็นขั้นบันไดแล้ว แต่ที่เห็นคือ เชือกเส้นเดียวใหญ่ ๆ เชือกที่ต้องคอยจับเพื่อไต่ขึ้นเขาต่อไป ใช่ครับ… ต้องไต่ขึ้นไปโดยไม่มีที่กั้นข้างทางเพราะที่นี่เป็นภูเขาหินแกรนิต ไม่มีต้นไม้หรือใบหญ้าบนยอดเขา มีแต่หินก้อนใหญ่ ๆ ที่จับเกาะเพื่อปีนป่ายได้เท่านั้น วันที่เดินทางขึ้นไปนั้นเป็นวันที่หมอกลงเยอะมาก ทำให้วิสัยทัศน์ในการมองค่อนข้างจำกัด การมองหาพี่ไกด์เป็นไปได้ยากมาก หลังจากไต่เชือกขึ้นมาได้ ก็เจอทางเรียบ ๆ แต่มันคือทางเรียบที่เอียงขึ้นไปยอดเขา ต้องเดินระมัดระวัง เพราะค่อนข้างลื่น อาจกลิ้งลงได้

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ในวันที่เรายืนเหนือก้อนเมฆ เปรียบเสมือนดั่งอยู่ในสวรรค์ ณ Low’s Peak Summit

เราเดินขึ้นมาจนถึงเวลาประมาณ 06.00 น. ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้น มองเห็นรอบด้านชัดเจน ความอลังการของมันก็ปรากฏตัวออกมา เปรียบเสมือนเราได้ชาร์จพลังตัวเองด้วยความสวยงามจากภาพที่ได้เห็น ทำให้มีแรงเดินต่อเพื่อไปจุด Low’s Peak Summit จุดสูงสุดที่ขึ้นไปถึงได้ ต้องปีนป่ายขึ้นยอดเขาอีกเล็กน้อย จนในที่สุดเราก็ถึงเป้าหมาย 

ความรู้สึกแรกที่รู้สึกนั้น มันปลื้มปริ่ม เต็มไปด้วยความสุขทั้งกายและหัวใจ รู้สึกภูมิใจในตัวเองที่พาตัวเองมาถึงจุดนี้จนได้ มองเห็นภาพที่บรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ไม่ดีเท่ากับเห็นด้วยตาตัวเอง มองไปรอบทิศได้เห็นยอดเขาอีกมากมาย เห็นตัวเองยืนเหนือก้อนเมฆ พร้อมได้รับแดดอุ่น ๆ จากพระอาทิตย์ยามเช้า ยิ่งทำให้รู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้คุ้มค่าจริง ๆ

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย
การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

ถึงเวลาที่ต้องลงจากยอดเขากันแล้ว ขาขึ้นเราเดินในความมืด จึงไม่ได้มองเห็นวิวข้างทางมากนัก แต่พอถึงเวลาเดินลง พอฟ้าเปิดแล้ว ทำให้มองเห็นภาพได้เต็มตา เป็นภาพเมืองจุดเล็ก ๆ ล้อมรอบด้วยธรรมชาติกว้างใหญ่ เราใช้เวลาเดิน 2 ชั่วโมงจากยอดเขาลงมาถึงที่พัก Laban Rata เพื่อทานอาหารเช้าพร้อมเก็บกระเป๋าเตรียมตัวเดินลงไป Timpohon Gate ต่อไป แต่การที่เราใช้พลังขาไปอย่างหนักหน่วงตั้งแต่เดินขึ้นมา ทำให้ตอนเดินลงมีอาการปวดหัวเข่าเวลาก้าวลงขั้นบันไดทุกครั้ง ต้องฝืนลากตัวเองลงไป 6 ชั่วโมงพร้อมกับโชคที่เข้าข้างอย่างหนัก นั่นคือ ฝนตกตลอดทาง 

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

ถือว่าเป็นความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือนได้เลยในชีวิต เรากลับมาเช็กอินตรง Timpohon Gate และเดินทางต่อไปที่จุดลงทะเบียนในวันแรก สำหรับนักท่องเที่ยวทุกท่านที่ขึ้นไปถึง Low’s Peak Summit จะได้ใบ Certification ว่าเป็นผู้พิชิต สำหรับคนที่ไปถึงเพียงที่พักก็ได้เช่นกัน แต่รูปแบบต่างกันเท่านั้นเอง

ความสุขที่เกิดจากการลงมือทำ ไม่ใช่แค่คิดว่าจะทำแล้วไม่ได้ทำ

มนุษย์ทุกคนย่อมมีพื้นที่ปลอดภัย (Comfort Zone) ที่ทำให้เราอยู่อย่างสบายใจ จนเกิดเป็นความเคยชินโดยไม่ต้องทำอะไรใหม่ ๆ ในชีวิต ตัวผมก็เป็นคนหนึ่งในนั้น กลัวการไปเจอสิ่งใหม่ ๆ กลัวเป็นเรื่องเลวร้ายที่ทำให้ชีวิตแย่ลง จนวันหนึ่งผมได้รู้สึกว่าตัวเองหมดแรงผลักดันทำสิ่งต่าง ๆ เบื่อทุกสิ่งที่ทำทั้งหมด ทำให้ผมต้องตัดสินใจทำอะไรใหม่ ๆ จนเลือกมา Low’s Peak Summit เพื่อปลุกพลังกายและพลังใจให้เลือดสูบฉีดมากขึ้น ถึงผมต้องใช้เวลาเดินกว่า 14 ชั่วโมง ต้องตื่นตี 2 เพื่อมาเดินในที่มืด ๆ ปีนป่ายเชือกเพื่อข้ามก้อนหินต่าง ๆ บนภูเขาโดยไม่มีอะไรกั้นระหว่างทาง

ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี้ควรจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเหนื่อย มีความคิดมากมายลอยเข้ามาในหัวอยู่ตลอดเวลาว่าเอาตัวเองมาลำบากทำไม เราทำไม่ได้หรอก นอนอยู่บ้าน ดูหนังเล่นเกมก็สบายใจแล้ว แต่พอมาถึงจุดสูงสุด ได้เห็นด้วยตาจริง ๆ กลับทำให้ผมรู้สึกขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจเลือกออกเดินทาง แล้วพาตัวเองมาเจอสิ่งที่ทุกคนไม่ได้มีโอกาสมาเจอแบบนี้ ขอบคุณ Kota Kinabalu ที่ทำให้ชีวิตคุ้มมากขึ้น และผมอยากให้ทุกคนได้มาเยือนสักครั้งในชีวิต 

บางครั้งความสุขอาจจะต้องแลกกับความยากลำบาก ความเหนื่อยล้า ความท้อใจ ความคิดตีกันในหัวตลอดเวลาว่า ควรจะกลับดีไหม มาลำบากทำไม เราทำไม่ได้หรอก แต่ถ้าตัดสินใจย้อนกลับระหว่างที่เดินขึ้นเขานั้น ผมจะไม่มีทางได้รู้เลยว่าข้างบนสวยเพียงไหน ผมได้แต่หวังว่ามันจะคุ้มที่เสียแรงเดินทางขึ้นไปบนนั้น

คำตอบที่ผมได้ก็เป็นจริงอย่างที่ตั้งใจ มันงดงามมากกว่าที่ผมคาดหวังไว้เสียอีก นั่นทำให้ผมรู้สึกขอบคุณตัวเอง รักตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม และการเดินทางครั้งนี้ก็สอนผมอยู่อย่าง ‘อย่าประเมินตัวเองว่าทำไม่ได้ ถ้ายังไม่ลงมือทำ’

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

อุปกรณ์สำคัญ

  • ถุงมือกันหนาว
  • ไฟฉายคาดหัว! (ถ้าไม่มีไฟฉายคาดหัวจะไม่ให้ขึ้น Low Peak)
  • ไม้เดินเขา (แล้วแต่ความฟิต ไม่ได้บังคับต้องมี)
  • เสื้อกันลม เสื้อกันฝน
  • ยาแก้อาการ AMS หรือยารักษาโรคประจำตัว

สิ่งที่ควรรู้

  • ทางขึ้นค่อนข้างชันและมีการไต่เชือกในบางเส้นทาง ต้องระวังการเดินให้ดี ๆ
  • ข้างบนที่พักมีแผงโซลาร์เซลล์ทำน้ำอุ่นไว้อาบน้ำ แต่ขึ้นอยู่สภาพอากาศวันนั้น ถ้าแสงแดดไม่พอก็จะได้น้ำเย็นมากมาอาบแทน
  • ต้องเตรียมร่างกายมาพอสมควร เพราะต้องเจออากาศหนาว ร้อน ฝนตก ตลอดเส้นทางมีหลายคนที่ไปถึงที่พักและไม่ได้ไปต่อ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธลินท์ ท.ธรรมธาดา

พนักงานบริษัทฝ่ายทรัพยากรบุคคล ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวผจญภัยทุกรูปแบบ เดินป่า ปีนเขา ดำน้ำ แคมป์ปิ้ง ชอบสถานที่ประวัติศาสตร์ อารยธรรมโบราณ เพื่อต้องการใช้ชีวิตให้คุ้มค่ามากที่สุด และสร้างความทรงจำการท่องเที่ยวของตัวเองไว้ที่ Tlintrip

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load