“มาเที่ยวญี่ปุ่นมีป่าให้เดินด้วยหรือ”

หลายคนแปลกใจหลังจากผู้เขียนกลับจากเดินป่ามาร่วม 10 วัน พร้อมรูปถ่ายเป็นพยาน อันที่จริงหากเปรียบเทียบพื้นที่ป่าแล้ว ประเทศญี่ปุ่นมีป่ามากกว่าประเทศไทยเสียอีก คือมีป่าประมาณร้อยละ 67 ของพื้นที่ประเทศ ขณะที่ประเทศไทยมีประมาณร้อยละ 29 ของพื้นที่ประเทศ แม้ว่าป่าในประเทศญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเป็นป่ารุ่น 2 ที่ปลูกขึ้นมาใหม่ทดแทนป่าดั้งเดิมที่ถูกตัดไปเมื่อร่วม 100 กว่าปีก่อน

เวลาเดินทาง ทุกคนจะรู้สึกอย่างเดียวกันว่า หากสนใจจะไปเจออะไร ส่วนใหญ่ก็จะโฟกัสหรือจดจ้องไปที่นั้นอย่างเดียว หากเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วตั้งใจจะมาเที่ยวเมือง อารมณ์ความรู้สึกตอนนั้นก็คิดจะเดินเที่ยวเมืองเป็นหลัก หากเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นเพื่อมาเดินดูวัดและปราสาทสำคัญ ก็คิดจะเดินเที่ยวในเมืองเป็นหลัก

เช่นเดียวกัน ทริปนี้ผู้เขียนสนใจจะมาเดินป่าที่ญี่ปุ่น พอลงเครื่องบิน เมืองรายทางแทบจะเป็นทางผ่าน ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ตามป่าเขามากกว่า เครื่องบินจากเมืองไทยมาจอดที่จังหวัดฟุกุโอกะบนเกาะคิวชูทางตอนใต้ของญี่ปุ่น จุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวไทย แต่เราไม่ได้เข้าเมือง นั่งรถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็นลงใต้ไปจังหวัดคุมาโมโตะ

ชินคันเซ็น แปลว่า สายทางไกลสายใหม่ เป็นชื่อเรียกเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงในประเทศญี่ปุ่น โดยรัฐบาลเป็นเจ้าของ เปิดใช้งานครั้งแรกใน พ.ศ. 2507 ต้อนรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโตเกียว  และขยายโครงข่ายไปทั่วประเทศ แต่เป็นกิจการที่ใช้เงินลงทุนมหาศาล จนการรถไฟญี่ปุ่นเป็นหนี้จนแทบล้มละลาย ในที่สุดก็ต้องแปรรูปให้บริษัทเอกชน 4 แห่งรับมาดำเนินการต่อเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน

ปัจจุบันเส้นทางรถไฟความเร็วสูงมีระยะทางประมาณ 2,800 กิโลเมตร วิ่งด้วยความเร็ว 240 – 320 กิโลเมตร / ชั่วโมง และเคยทำลายสถิติโลกจากการวิ่งด้วยความเร็ว 603 กิโลเมตร / ชั่วโมง ซึ่งรถไฟความเร็วสูงที่ได้รับการยอมรับในประสิทธิภาพจากทั่วโลกมี 3 ประเทศคือ เยอรมนี ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น

เคยสงสัยไหมว่าทำไมหัวขบวนรถไฟหัวกระสุนจึงมีสภาพคล้ายปากนกยื่นออกมา คำตอบคือ รถไฟความเร็วสูงยุคแรกๆ เมื่อแล่นผ่านอุโมงค์จะเกิดคลื่นความดันของอากาศจากความเร็วของรถไฟ เมื่อพุ่งผ่านอากาศจะเกิดเสียงโซนิกบูมดังมาก เป็นมลพิษทางอากาศของประชาชนแถวนั้น ซึ่งวิศวกรก็แก้ไขไม่ได้สักที

จนกระทั่ง อิไอจิ นาคัตสุ วิศวกรนักดูนก สังเกตเห็น ‘นกกระเต็น’ เอาหัวพุ่งจากอากาศที่มีความต้านทานต่ำลงสู่ผิวน้ำที่มีความต้านทานสูงเพื่อจับปลา โดยมีน้ำกระเซ็นเพียงเล็กน้อย จึงเกิดความคิดที่จะออกแบบหัวรถไฟตามแบบปากของนกกระเต็น ซึ่งหัวรถไฟที่มีปากยาวยื่นออกมาแบบปากของนกกระเต็น เมื่อแล่นออกจากอุโมงค์ จะสามารถลดเสียงดังได้จริงและประหยัดพลังงานอีกด้วย

เราแวะค้างคืนที่จังหวัดคุมาโมโตะ จังหวัดที่มีเจ้าหมีดำคุมะมง มาสคอตประจำจังหวัด ซึ่งนักท่องเที่ยวไทยรู้จักดี รุ่งเช้าเรานั่งรถไฟมุ่งหน้าลงใต้ที่จังหวัดคาโกชิมะ เพื่อมาขึ้นเรือเฟอร์รี่มุ่งหน้าไปเกาะยากุชิมะ เกาะรูปทรงกลมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดคาโกชิม่า ห่างจากเกาะคิวชูไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 60 กิโลเมตร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อ พ.ศ. 2536 พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 300,000 ไร่ และมีพื้นที่ที่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกประมาณ 67,000 ไร่  โดยเฉพาะบริเวณเทือกเขาชิราคาวะ อันเป็นป่ากึ่งเขตร้อนชื้นที่หาไม่ง่ายในประเทศทางเหนือ มียอดเขามิยาโนอูระสูง 1,936 เมตร ซึ่งเป็นยอดเขาสูงสุดที่ยากจะพิชิตได้

ป่ายากุชิมะ

ป่าแห่งนี้ไม่ใช่ป่าปลูกใหม่ แต่เป็นป่าดั้งเดิมอายุนับพันปีที่เคยเป็นที่ทำสัมปทานทำไม้ในอดีต แต่ได้รับการอนุรักษ์ในเวลาต่อมา จนกลายเป็นอุทยานป่ากึ่งเขตร้อนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น จะเรียกว่าเป็นป่าดึกดำบรรพ์ยากุชิมะก็คงไม่ผิดอะไร

เราเริ่มต้นเดินไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่มีหลายสาย ตั้งแต่ใช้เวลาไม่กี่นาที ครึ่งชั่วโมง 3 ชั่วโมง ไปจนถึง 10 ชั่วโมง ต้องเอาเต็นท์ไปค้างแรมบนภูเขา อากาศหนาวเย็น ยิ่งเดินลึกเข้าไป ยิ่งสังเกตได้ว่า ป่าแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ทางระบบนิเวศที่สลับซับซ้อนมาก มีพืชพันธุ์ไม้เฉพาะถิ่นที่เกิดขึ้นบริเวณนี้หลายพันชนิด มีกวางและลิงจำนวนมากอาศัยอยู่ และเห็นได้เป็นระยะเมื่อเดินลึกเข้าไป พึงระลึกเสมอว่า เดินป่าในญี่ปุ่นมีกฎ 3 ข้อสำคัญคือ

  1. อย่าออกนอกเส้นทาง
  2. นำอะไรเข้าไป เอาออกมาให้หมด ขยะทั้งหลายและก้นบุหรี่
  3. อยากสูบบุหรี่เมื่อใด สูบได้ แต่อย่าเดินไปสูบไป

ตลอดระยะทางเดินป่าญี่ปุ่นจะสอดส่องหาเศษขยะยากกว่าหาดอกไม้จริงๆ เพราะคนที่นี่มีวินัยสูงมาก และเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน การทิ้งขยะถือเป็นการไม่เคารพสิทธิ์คนอื่น

เดินไปสักพักน้ำตกขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้น เกาะแห่งนี้มีน้ำตกหลายแห่งจนมีชื่อเรียกว่า Water Island จากความสมบูรณ์ของป่าต้นน้ำที่มีน้ำไหลตลอด และมีฝนตกชุกตลอดทั้งปีมากกว่าฝนตกทั่วญี่ปุ่นถึง 5 เท่าจากผืนป่าดิบ

เราไต่ระดับความสูงขึ้นเรื่อยๆ อากาศเย็นขึ้น สภาพป่าเปลี่ยนไป ตามพื้นดินระหว่างทางปกคลุมไปด้วยป่ามอสและดอกไม้เล็กกระจิริด หากไม่สังเกตก็อาจมองข้ามไป เพราะเห็นแต่ต้นไม้ใหญ่ เช่นเดียวกัน บางครั้งเรื่องราวของคนเล็กๆ อาจมีคุณค่ามากกว่าคนใหญ่ๆ เราเห็นรากไม้ขนาดยักษ์อยู่คู่กับดงมอสเล็กๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์

ความประทับใจของดงมอสและป่าดึกดำบรรพ์แห่งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้กลายเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์แอนิเมชันของค่าย Studio Ghibli เรื่อง เจ้าหญิงจิตวิญญาณแห่งพงไพร (Mononoke-Hime) อันโด่งดัง ที่ออกฉายเมื่อ ค.ศ. 1997 เป็นการ์ตูนที่สะท้อนให้คนหันมาอนุรักษ์ธรรมชาติที่กำลังจะหมดไป

ลึกเข้าไปอีก เห็นร่องรอยของตอไม้ที่หลงเหลือจากการตัดไม้สัมปทานในอดีต ไม่ไกลมีต้นไม้ดึกดำบรรพ์อายุนับพันปี เราเห็นคุณทวดต้นยาคุสึงิ หรือสนญี่ปุ่นพันธุ์ดั้งเดิมที่มีอายุหลายพันปี เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเกาะแห่งนี้อีกด้วย เรายืนต่อหน้าคุณทวดเหล่านี้ ความสูงร่วม 30 เมตร มีเส้นรอบวง 15 เมตร บางต้นมีอายุถึง 3,000 ปี เราโอบกอดและสัมผัสได้ถึงความรัก ความเมตตา การผ่านร้อนผ่านหนาวของคุณทวดเหล่านี้ คุณทวดเห็นชีวิตมาเยอะมาก ตั้งแต่การทำลายล้าง สงคราม การสร้างบ้านแปงเมืองของผู้คน คุณทวดมองดูปรากฏการณ์เหล่านี้ด้วยความสงบนิ่ง ต้นไม้ใหญ่ค้ำจุนโลกนี้เกินกว่าที่มนุษย์ตัวกระจิริดอย่างเราจะหยั่งรู้ได้

ป่ายากุชิมะ

คืนต่อมา เราไปดูเต่าขึ้นมาวางไข่อีกฟากฝั่งหนึ่งของเกาะ ตรงบริเวณหาดนากาตะ เกาะแห่งนี้เป็นเขตอนุรักษ์เต่าตนุที่สำคัญ จัดการโดยชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ เราไปเองไม่ได้ ต้องมีคนนำทาง แต่ก่อนไปต้องเข้ารับฟังการบรรยายและแจ้งข้อห้ามต่างๆ ระหว่างการเดินลงชายหาด เช่น ห้ามส่งเสียงดัง ห้ามถ่ายรูป ห้ามฉายไฟฉาย ห้ามจับโดนตัวเต่า ห้ามเก็บไข่ เป็นต้น เขาค่อนข้างเข้มงวด หากใครทำผิดระเบียบอาจถูกเชิญออกไป

เวลา 2 ทุ่ม ชาวบ้านพาเราเดินลงหาดท่ามกลางความมืดมิด เพราะห้ามใช้ไฟฉาย เกรงว่าจะเป็นการรบกวนไม่ให้เต่าขึ้นมาวางไข่ เขาให้พวกเรารออยู่ด้านบนของหาด  มีเจ้าหน้าที่ไปสังเกตดูว่าเต่าขึ้นมาวางไข่หรือยัง

เรารออยู่ร่วม 2 ชั่วโมง สักพักเต่าเริ่มขึ้นมาจากทะเล มาขุดหลุมบนเนินทรายเพื่อวางไข่ เจ้าหน้าที่พาเราไปดูเต่าขณะวางไข่ มีเพียงไฟฉายสีแดงจางๆ ไม่รบกวนเต่า ส่องไปที่บริเวณก้นของเต่า แม่เต่าขนาดความยาวเกือบเมตรเบ่งไข่ลงมาทีละลูกสองลูก บางช่วงเบ่งแรงออกมา 4 – 5 ลูก ไข่เต่ามีลักษณะกลมๆ คล้ายลูกปิงปอง มีเมือกใสๆ เหนียวๆ ติดอยู่ที่เปลือก แม่เต่าเบ่งไข่ออกมาประมาณ 100 กว่าฟอง แล้วนางก็เอาขาหลังปัดทราย กลบไข่ที่นางวางไว้เป็นอันเสร็จพิธี เจ้าหน้าที่เอาแท็กมาติดที่ขาของแม่เต่า ทำบันทึกไว้เป็นข้อมูล สักพักแม่เต่าก็คลานลงทะเล เสร็จภารกิจในการสืบพันธุ์

ธรรมชาติในประเทศนี้มีเรื่องราวให้เรียนรู้อีกมากมาย อาจมากกว่าเรื่องราวในเมืองที่พวกเราคุ้นเคยกันดี

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

“Colors are the smiles of Nature” Leigh Hunt

ผู้หลงใหลโลกศิลปะทราบดีว่า เรานำสีจากธรรมชาติหลายอย่างมาทดแทนสีจากเคมีได้ อาทิ สีน้ำตาล สีเทา สีน้ำตาลเข้ม สกัดมาจากดินชนิดต่าง ๆ ที่มีสีไม่เหมือนกัน สีจากธรรมชาติส่วนใหญ่ได้มาจากสีของดอกไม้ ผลไม้ ใบไม้ เปลือกไม้นานาชนิด อาทิ ดอกคำฝอย ขมิ้นชัน ให้สีเหลือง สีส้ม สีแดงอมส้ม ดอกอัญชันให้สีน้ำเงิน ดอกกระเจี๊ยบให้สีแดง เมล็ดคำแสดให้สีแสดหรือสีส้มอมแดง เปลือกเพกาให้ได้ทั้งโทนสีเขียว-เหลือง ฝักของต้นราชพฤกษ์หรือคูน ให้สีส้มอ่อนอมเทา

แต่ใครจะคิดว่า ฟางข้าวที่แทบจะไม่มีประโยชน์ ก็นำมาทำสีจากธรรมชาติได้เช่นกัน

สองสามีภรรยา ก่อคเณศ รุ้งสันเทียะ และ พสธร เดชศิริอุดม แห่งศูนย์การเรียนรู้อ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม จังหวัดอุดรธานี ได้ริเริ่มการทดลองใช้วัตถุดิบในธรรมชาติเพื่อทดลองทำสีย้อมจากธรรมชาติ มานานนับสิบปี ตั้งแต่ดิน เปลือกไม้ ใบไม้ ผลไม้ ฯลฯ นำมาย้อมสีผ้า และนำไปเผยแพร่ให้กับชุมชนทอผ้าทั่วประเทศ จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญในเรื่องสีย้อมจากธรรมชาติ

อ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม นำฟางข้าวมาทำสีธรรมชาติหลายสิบสี ใช้วาดรูป ผสมอาหาร และทาบ้านได้

ก่อคเณศจบการศึกษาด้านจิตรกรรม ประติมากรรม จากเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกเฉียงเหนือ นครราชสีมา เป็นศิลปิน นักวาดภาพ นักเขียน ช่างภาพอิสระ เคยทำงานเป็นนักวิจัยชุมชนที่สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ก่อนจะมาก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้อ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม ร่วมกับภรรยา คุณพสธร หรือ หยก อดีตครูโรงเรียนรุ่งอรุณ ผู้ผันตัวเองมาพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบในชุมชนเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการสอนการแปรรูปวัตถุดิบจากธรรมชาติในการผลิตสีต่าง ๆ

ล่าสุด ทั้งสองคนได้ค้นพบนวัตกรรมสีจากฟางข้าว ทดลองทำจนประสบความสำเร็จ เกิดเฉดสีใหม่ ๆ จากฟางข้าวหลายสายพันธุ์ และอายุของฟางข้าวมากมายหลายสิบสี ตั้งแต่เขียว ชมพู ม่วง คราม น้ำตาล เหลือง น้ำเงิน ดำ ฯลฯ นำมาทำสีย้อมผ้า สีวาดรูปทั้งแบบสีน้ำหรือสีอะคริริก สีผสมอาหาร สีทาบ้าน ฯลฯ

อ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม นำฟางข้าวมาทำสีธรรมชาติหลายสิบสี ใช้วาดรูป ผสมอาหาร และทาบ้านได้
สีธรรมชาติหลายสิบสีจากฟางข้าว ทั้งเขียว ชมพู คราม เหลือง น้ำเงิน ใช้ย้อมผ้าและทาบ้านได้ โดยอ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม จ.อุดรธานี

ถือเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจมาก ในยุคที่นำเอาผลผลิตจากธรรมชาติมาใช้ประโยชน์สูงสุด

ก่อคเณศวัย 44 เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า “ปัญหาของโลกปัจจุบันคือ การจัดการวัตถุดิบภาคการเกษตรที่เหลือ มีการนำไปใช้ประโยชน์น้อยมาก และกลุ่มผู้ทำงานสิ่งทอ ซึ่งส่วนใหญ่คือเกษตรกรในชุมชนต่าง ๆ ยังนิยมใช้สีเคมีและสีสังเคราะห์ย้อมผ้า และทิ้งน้ำย้อมลงสู่แม่น้ำลำคลองในชุมชน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก เราจึงเล็งเห็นคุณค่าและประโยชน์จากวัตถุดิบในการเกษตรและในธรรรมชาติ เข้ามามีส่วนช่วยขับเคลื่อนเรื่องสีจากธรรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป จึงเล็งเห็นว่านวัตกรรมนี้จะเป็นแนวทางงานสร้างสรรค์กับชุมชน“

ที่ผ่านมาสองสามีภรรยาพยายามคิดค้น ดัดแปลงวัตถุดิบเหลือใช้จากธรรมชาติกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

คุณพสธรเล่าประสบการณ์ครั้งหนึ่งว่า

“ช่วง พ.ศ. 2560 เคยไปเอาเปลือกทุเรียนที่ทิ้งเป็นขยะมาเผาเป็นขี้เถ้า และค้นพบว่าขี้เถ้าจากเปลือกทุเรียนเกือบทุกชนิดมีกำมะถันและแปรรูปเป็นน้ำด่างให้ความเข้มข้นสูง ใช้ทดแทนโซดาไฟ สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม ในงานสิ่งทอ ล้างเส้นไหม ย้อมคราม และเรามาเผยแพร่จนก่อให้เกิดกระแสเก็บเปลือกทุเรียนมาทำน้ำด่างให้เป็นประโยชน์”

สองสามีภรรยายังคิดค้นการทำสีบาติกจากสีโคลน พัฒนาสีแดง สีม่วง เหลือง น้ำตาลจากใบสักที่มีมากมายในภาคเหนือ รวมถึงพัฒนาดอกทองกวาวและยางพาราให้เกิดสีชนิดต่าง ๆ

สีธรรมชาติหลายสิบสีจากฟางข้าว ทั้งเขียว ชมพู คราม เหลือง น้ำเงิน ใช้ย้อมผ้าและทาบ้านได้ โดยอ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม จ.อุดรธานี

ล่าสุดพวกเขาได้ลองพัฒนาฟางข้าวที่ถูกทิ้งไว้มากมายตามหัวไร่ปลายนาหลังการเก็บเกี่ยว ให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้กลายเป็นสีธรรมชาติ

กระบวนการผลิตสีจากฟางข้าวมีขั้นตอนพอสรุปได้คือ เตรียมฟางข้าว นำไปล้างทำความสะอาด ต้มจนเดือดแล้วเติม สารส้ม เกลือ ลงไป รวมทั้งน้ำตาลทราย นำฟางข้าวไปหมัก แช่เอาไว้อย่างน้อย 6 – 10 ชั่วโมงจนฟางข้าวนิ่มหรือเปื่อย จากนั้นนำไปต้ม นำผ้าฝ้ายมาจุ่มทดสอบสี หากสีติดคงที่ดีแล้วให้กรอกเอาแต่น้ำสีที่เคี่ยวได้ออกมา

จากนั้นนำวัตถุดิบกลุ่มยางไม้ ยางพารา เมล็ดมะขาม ใส่แก้วสำหรับคนสีให้จับกัน จากนั้นทดสอบอีกครั้งด้วยการนำสีมาสกรีนผ่านบล็อกสกรีนหรือใช้พู่กันระบายสีบนผ้า เสร็จแล้วนำไปทดสอบคุณภาพสีเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการซักล้างว่าสีจะติดคงทนไหม

วิธีพื้นฐานทั่วไปในการทำสีจากธรรมชาติ แต่อันที่จริงมีเคล็ดลับอีกหลายอย่างที่ไม่ขอเปิดเผย เพื่อปกป้องลิขสิทธิ์ของสองสามีภรรยา

“เราทดลองจนพบว่า ฟางข้าวชนิดต่าง ๆ นำมาประดิษฐ์สีได้ 64 สี อาทิ ฟางข้าวต้นอ่อน เพิ่งเกี่ยวมามีสีเขียว ฟางข้าวแห้งมีหลายสีหลายเฉด อาทิสีดำ เหลือง น้ำตาล ฟางข้าวก่ำให้สีม่วง ฯลฯ” ก่อคเณศอธิบายเคล็ดลับบางอย่างให้ฟัง

การเล็งเห็นปัญหาของฟางข้าว ส่งผลให้เกิดนวัตกรรมที่ผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาและองค์ความรู้เดิม ผสานองค์ความรู้ใหม่เพื่อมาต่อยอด เน้นการจัดการของเหลือที่มีในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สีธรรมชาติหลายสิบสีจากฟางข้าว ทั้งเขียว ชมพู คราม เหลือง น้ำเงิน ใช้ย้อมผ้าและทาบ้านได้ โดยอ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม จ.อุดรธานี

ทีมงานอ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม ได้ดำเนินการจัดการกระบวนการเพื่อผลิตสีจากฟางข้าวตามขั้นตอน ผ่านการทดลองวิจัยและนำเสนอในมิติต่าง ๆ ทั้งการผลิต กระบวนการ ส่งผลตรวจ จัดแสดงนิทรรศการ จนได้รับรางวัลระดับประเทศ อาทิ รางวัลพระราชทานชนะเลิศ นวัตศิลป์สีจากฟางข้าว โครงการนวัตกรรมข้าวไทย พ.ศ. 2564

ทีมงานของพวกเขาประกอบด้วยชาวบ้านละแวกนั้นที่ผันตัวเองมาเป็นผู้ผลิตสีจากธรรมชาติ และกลายเป็นศิลปินวาดภาพโดยใช้สีน้ำจากฟางข้าวจนสร้างและขายผลงานได้

“เราอยากส่งเสริมให้ชาวบ้านช่วงโควิดมีงานทำ โดยเฉพาะคนสูงวัย คนพิการ ที่ใคร ๆ คิดว่าไม่มีประโยชน์ พอทุกคนมาทำงาน ก็ได้ไอเดียว่าอาชีพที่สอดคล้องกับเกษตรกรรมของชาวบ้านคืองานหัตถกรรม จึงอยากส่งเสริมความรู้ด้านศิลปะพื้นถิ่น ที่เรียกว่าหัตถกรรมหรือหัตถศิลป์

“เราถนัดงานศิลปะ วาดภาพ การทำสี จึงเริ่มหาวัตถุดิบที่ไม่สิ้นเปลืองมากคือสีจากฟางข้าว อันดับแรกให้ชาวบ้านย้อมผ้าจากสีธรรมชาติ เมื่อย้อมผ้าเป็น พ่อ ๆ แม่ ๆ ก็จะหวงแหนสีที่ย้อม ถ้าเอาสีย้อมผ้าทิ้งลงดิน ดินก็เสีย ก็เลยเอามาระบายสีและต่อยอดให้ชาวบ้านได้ทดลองงานศิลปะตามแบบของพวกเขา กลายเป็นงานศิลปะจากชาวนาชาวไร่ ผมคิดว่าใครทำงานศิลป์ก็ได้ แค่ระบายสีแล้วรู้สึกมีความสุข ผ่อนคลายในใจก็ถือว่าสำเร็จแล้ว ไม่ว่างานนั้นจะออกมาแบบใด”

สีธรรมชาติหลายสิบสีจากฟางข้าว ทั้งเขียว ชมพู คราม เหลือง น้ำเงิน ใช้ย้อมผ้าและทาบ้านได้ โดยอ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม จ.อุดรธานี

สิ่งที่สองสามีภรรยาคิดค้นอยู่นั้น กำลังตอบโจทย์แนวโน้มเศรษฐกิจใหม่ในอนาคตที่เรียกว่า BCG Economy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) คือ โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน อันประกอบด้วย Bio Economy นวัตกรรมจากผลผลิตทางการเกษตร Green Econymy ผลิตโดยคำนึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและ Circular Economy ใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 

คือออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดของเสียน้อยที่สุด ส่งเสริมการใช้ซ้ำ และให้ความสำคัญกับการจัดการของเสียจากการผลิตและบริโภค ด้วยการนำวัตถุดิบที่ผ่านการผลิตและบริโภคแล้วเข้าสู่กระบวนการแปรสภาพเพื่อกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งต่างจากระบบเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม ที่เน้นการใช้ทรัพยากร การผลิต และการสร้างของเสียเป็นขยะล้นโลก

ทุกวันนี้ ก่อคเณศ รุ้งสันเทียะ และ พสธร เดชศิริอุดม แห่งศูนย์การเรียนรู้อ้วนกลมแฮปปี้ฟาร์มยังเดินหน้าคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ และเดินสายเป็นวิทยากร อบรมชาวบ้านทั่วประเทศในการผลิตสีจากวัสดุในธรรมชาติที่ใคร ๆ คิดว่าไม่มีประโยชน์

“เราภูมิใจที่ได้ทำให้ชาวบ้าน คนสูงวัย คนพิการ เห็นคุณค่าของตัวเอง และภูมิใจที่เราเห็นคุณค่าของตัวเองด้วย” สองสามีภรรยาที่เคยทำงานเป็นพนักงานเงินเดือนในเมืองใหญ่ ได้ค้นพบการทำงานอย่างมีความสุขของตัวเองแล้ว

สนใจผลิตภัณฑ์สีธรรมชาติจากฟางข้าว

ติดต่อ Facebook : อ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม อุดรธานี

โทรศัพท์ : 09 2656 1614

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load