ผ้าปักรูปครูไหว 500 ชิ้นวางเรียงรายกันอยู่ในตู้

แม้จะเป็นรูปเดียวกัน แต่ปักออกมาด้วยฝีไม้ลายมือแตกต่างกัน ทำให้แต่ละชิ้นงานสวยและมีเอกลักษณ์ต่างกัน

นี่คือ ‘นิทรรศการครูไหวใจร้ายที่สุดในโลก’ จัดแสดงปกผ้าปักของหนังสือเรื่อง ครูไหวใจร้าย ที่เกิดจากการร่วมมือกันระหว่าง มกุฏ อรฤดี หัวเรือใหญ่แห่งสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ผู้เป็นครูสอนวิชาบรรณาธิการหนึ่งในไม่กี่คนของประเทศนี้ และอ๋าย-นพเก้า เนตรบุตร ครูสอนการปักผ้าผู้เป็นที่นับถืออย่างมากในวงการ ร่วมมือกันพิมพ์หนังสือที่หน้าปกทำจากผ้าปักลายด้วยมือจำนวน 500 เล่ม ในวาระครบรอบ 50 ปีของหนังสือเล่มนี้

ครูไหวใจร้าย, ปกผ้าปัก ครูไหวใจร้าย

เมื่อตอนเริ่มต้น The Cloud เคยนำมาเล่าให้คุณฟังแล้วครั้งหนึ่ง กลับไปอ่านได้ที่นี่

ผ้าแต่ละผืนผ่านกระบวนการเกือบปี กลายมาเป็นหน้าปกหนังสือทั้ง 500 เล่มได้สำเร็จ สำนักพิมพ์จึงนำทุกปกที่ปักมาจัดแสดงรวมกันที่ห้องนิทรรศการของหอสมุดแห่งชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาเดินดูอย่างทั่วกัน ก่อนที่หนังสือแต่ละเล่มจะเดินทางไปหาผู้สั่งจองแต่ละคนให้ได้เชยชมเป็นการส่วนตัวตามแต่จะพอใจ

โปรเจกต์ใหญ่ที่ใช้มือทำแบบนี้ คิดง่ายแต่เสร็จยาก ทุกองค์ประกอบต้องเอื้อหนุนเพื่อให้งานสำเร็จออกมาได้

นี่คือเรื่องราวระหว่างทาง ที่งดงามไม่แพ้ผลงานเลย

ครูไหวใจร้าย, ปกผ้าปัก

รักข้ามวงการ

เป้าหมายหลักของงานนี้ คือการขยายวงการศิลปะ 2 แขนง

ทั้งพาคนที่ชอบการปักผ้ามาลองอ่านหนังสือ และพาคนที่อ่านหนังสือไปพิศชมความงามของศิลปะการปักผ้า

เมื่อเป็นงานที่เกี่ยวโยงข้ามสายศิลปะ แถมยังไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน ทำให้คนสมัครมีทุกพื้นเพ ทั้งที่มาจากโลกหนังสือ โลกการปักผ้า และโลกภายนอกที่อาจไม่เคยรู้จัก 2 วงการนี้มาก่อน

อาสาสมัครแต่ละคนจึงไม่จำเป็นต้องมีความสามารถ ขอแค่เปิดใจพร้อมรัก

ครูไหวใจร้าย

ด้วยเงื่อนไขดังกล่าว ทำให้ครูมกุฏได้พบเจ้าของโรงงานผลิตไหมที่ช่วยมอบเส้นไหมมาให้ใช้ทำงานปักกันแบบฟรีๆ

ได้พบเจ้าของโรงงานทำถุงเท้า ที่ช่วยผลิตถุงเท้าลายผีเสื้อหลักพันคู่เพื่อให้สำนักพิมพ์ได้นำไปขาย เป็นเครื่องนุ่งห่มชิ้นเล็กที่ช่วยให้เราฉุกคิดทุกเช้าเวลาใส่

และได้พบเจ้าของธุรกิจ เจ้าของสำนักพิมพ์ และผู้ทำอาชีพแปลกๆ อีกหลากหลาย

“มากกว่านักปักผ้า ได้พบมากกว่านักอ่าน คือเราได้พบคนอีกมากมายที่รักในศิลปะทั้งสองอย่างนี้ และปรารถนาจะทำสิ่งดีๆ โดยไม่ประสงค์จะออกนามตัวเอง” ครูมกุฏพูดด้วยความประทับใจ

ครูไหวใจร้าย ครูไหวใจร้าย

 

ตั้งห้องเรียน

ปกผ้า 1 ผืนใช้เวลาปักนานเท่าไร ตอบไม่ได้

เวลาปักขึ้นอยู่กับฝีมือของผู้ปัก หากเป็นปรมาจารย์ที่ปักมาจนชำนาญแล้ว เวลา 2 สัปดาห์ก็เพียงพอ แต่หากเป็นผู้ใหม่ที่ไม่เคยปักผ้ามาก่อนในชีวิตอาจใช้เวลาหลายเดือน

ในกลุ่มอาสาสมัคร 250 กว่าคนนี้มีคนทั้งสองแบบ

เพื่อจัดการโจทย์แสนยากนี้ ครูมกุฏกับครูอ๋ายบริหารอาสาสมัครทั้งหมดด้วยการแบ่งกลุ่มออกเป็น 9 ห้องเรียน แต่ละห้องจะมีครูประจำชั้น ที่คอยดูแลและให้ความช่วยเหลือนักเรียนตลอดการปักผ้า

หน้าที่ของครูประจำชั้นคือต้องคอยประชุมกันอยู่เรื่อยๆ เพื่อสำรวจความคืบหน้า และช่วยกันหาวิธีแก้ปัญหา เช่น จะอธิบายอย่างนุ่มนวลและชัดเจนให้นักปักฟังอย่างไรดีว่าต้องแก้งานตรงไหน และเพราะอะไร ซึ่งอาจฟังดูไม่ยาก แต่เมื่อถึงเวลาต้องเผชิญหน้ากับนักปักผู้เหนื่อยล้าหมดแรงจริงๆ แล้ว เป็นงานที่ไม่ง่ายเลย

ครูประจำชั้นหลายคนต้องตรวจรับงานตอนดึกดื่น เพราะนักปักมักว่างปักกันนอกเวลางาน และต้องทำงานหนักกว่านักปักทั่วไป แต่ก็เต็มใจรับงานมาอย่างภาคภูมิ

ครูไหวใจร้าย

ครูไหวใจร้าย

 

อาสามาปัก

ก่อนเริ่มงานจริง นักปักทุกคนจะได้ชุดฝึกเย็บปักมาทดลองปัก บางคนซ้อมปักมากถึง 5 ผืน โดยแต่ละชิ้นที่ซ้อมออกมาสวยไม่แพ้ชิ้นจริงเลย

ครูไหวใจร้าย

หลังจากนั้น แต่ละคนจะลงมือปักหน้าปกจริง 2 ผืน โดยมีแบบร่างเป็นเค้าโครงให้ แต่การเติมแต่งลวดลายบนทรงผมและที่เสื้อเป็นพื้นที่อิสระสำหรับแต่ละคนจะจินตนาการ

หลายคนทำทรงผมให้ครูไหวดูเป็นสาวมากกว่าคุณยาย หลายคนปักลวดลายดอกไม้เพิ่มเติมรอบตัวครูไหว หลายคนออกแบบแต่งเติมฟอนต์ชื่อหนังสือให้มีลีลากว่าเดิม

ครูไหวใจร้าย

หลายคนควักเงินตัวเองซื้อด้ายสีอื่นนอกเหนือจากในชุดเย็บปัก

หลายคนปักยังไม่เก่ง ต้องแก้อยู่หลายรอบ ท้อไปหลายรอบ แต่สุดท้ายแล้วก็ตั้งใจแก้ให้ได้ตามมาตรฐาน

คนจำนวนหนึ่งปักผ้าไม่เป็นเลย เลยไปเรียนปักผ้ากับครูอ๋ายเองบ้าง ครูคนอื่นบ้าง ครั้งหนึ่งเสียเงินหลักพันบาท แต่ก็ทุ่มเททำเพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งของงานนี้จริงๆ

นักปักคนหนึ่งเป็นโรคพาร์กินสันและไม่เคยปักผ้ามาก่อน แต่ความตั้งใจก็ทำให้เวลาปักผ้ามือที่สั่นก็หยุดสั่น จนลวดลายที่ปักออกมาสวยงามไม่แพ้ใคร

การเป็นอาสาสมัครแปลว่านักปักและครูทุกคนไม่ได้ค่าจ้างใดๆ จากการทำงานนี้เลย แม้แต่ปกหนังสือที่ตนตั้งใจปัก เมื่อเสร็จแล้วก็ต้องเข้าเล่ม ส่งให้ผู้สั่งจอง

งานที่ไม่ได้อะไรเลยเช่นนี้ เรียกว่าสำเร็จได้ด้วยความมานะส่วนบุคคลล้วนๆ

 

ประกอบด้วยด้าย

ไม่ใช่แค่หน้าปกที่เป็นลายปัก รูปประกอบภายในก็ด้วย

เดิมทีเป็นภาพลายเส้น แต่ไม่ใช่ลายเส้นที่เหมาะกับการปัก ครูมกุฏจึงตัดสินใจหานักวาดภาพประกอบมาทำงานนี้ใหม่ นั่นคือ ชุติมา บรรยงค์เวช

ครูไหวใจร้าย ครูไหวใจร้าย ครูไหวใจร้าย

ครูมกุฏเล่าที่มาของศิลปินคนนี้ว่า “เขาสมัครมาเป็นอาสาสมัครปักผ้า โดยที่ครูไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ในระหว่างที่ส่งภาพตัวอย่างมาให้ดู ครูเห็นรูปปักที่มีลายเส้นดี จึงลองถามเขาว่าคุณวาดรูปได้ไหม เขาตอบว่าวาดได้ แต่ไม่ใช่หรอก ความจริงคือเขาเป็นนักวาดรูปประกอบมืออาชีพ ครูเลยมอบหมายให้เขาทำรูปประกอบชิ้นนี้”

หน้าที่ของชุติมาประกอบด้วยการวาดรูปต้นแบบ และปักลายเส้นโดยให้ยังคงความเป็นรูปวาด เธอใช้เข็มและด้ายเส้นเล็กละเอียดมาก ทำให้รูปที่ออกมาดูเผินๆ คล้ายเป็นรูปวาดลายเส้น แต่เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ จะพบว่าเป็นการปักผ้า

รูปของครูไหวในท่วงท่าอารมณ์ต่างๆ ที่คั่นอยู่ระหว่างเล่มสวยงามจนดูคล้ายมีชีวิต

ครูไหวใจร้าย ครูไหวใจร้าย ครูไหวใจร้าย

 

ปกไม่ปกติ

อีกสิ่งที่ยากไม่แพ้กับการปัก คือการเข้าปก

สำนักพิมพ์ผีเสื้อนั้นได้ชื่อว่าเป็นสำนักพิมพ์ที่ผลิตหนังสือเนี้ยบที่สุดแห่งหนึ่ง ที่นี่นิยมใช้การเข้าเล่มหนังสือแบบดั้งเดิม เช่นการเคาะสันโค้งด้วยมือ และการใช้คิ้วหนังสือทอมือสำหรับกั้นขอบหนังสือเล่มสำคัญ

การทำหน้าปกก็เช่นกัน สำนักพิมพ์มีร้านเจ้าประจำสำหรับเข้าปกอยู่ แต่ในกรณีนี้ ไม่อาจเข้าปกด้วยวิธีการธรรมดาได้ เพราะปกติแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายของการเข้าปกคือรีดปกให้เรียบเสมอกัน โดยใช้แผ่นรีดปาดลงไปบนหน้าปก

แต่เมื่อเป็นปกผ้า แปลว่าปกจะมีความนูนสูงต่ำไม่เท่ากันตามปมด้ายที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง

หมายความว่าการจะเข้าปกแต่ละเล่มต้องใช้วิธีการค่อยๆ กดทีละส่วนของหน้าปกให้ติดกับปกแข็ง เวลาในการเข้าเล่มหนึ่งจึงยืดออกไปมาก

นี่เป็นกระบวนการที่เหนื่อยยากสาหัส แต่เมื่อผ่านพ้นไปแล้ว ก็ทำให้ทั้งสำนักพิมพ์และร้านได้องค์ความรู้ใหม่เพิ่มมาอีกไม่รู้เท่าไร

ครูไหวใจร้าย, ปกผ้าปัก ครูไหวใจร้าย

 

ปักสร้างชาติ

เพราะเหตุใดคนจำนวนมากจึงลงทุนลงแรงกับการปักปกผ้า ทั้งๆ ที่จะไม่ได้เงินสักสตางค์เดียว

เหตุผลที่ตอบมามีตั้งแต่การอยากฝึกปักผ้า การได้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ระดับประวัติศาสตร์ และความหวังที่จะฝากบางสิ่งบางอย่างไว้ เทียบกับถุงผ้าหรือเสื้อผ้าแล้ว หนังสือดูจะมีอายุยืนยาวไปได้มากมายกว่านัก

ภายใต้เหตุผลทั้งหลายเหล่านั้น มีอีกเหตุผลหนึ่งที่แสนยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่

ครูมกุฏตั้งข้อสังเกตว่า “บางคนอาจจะทำเพราะรักผีเสื้อ แต่ถ้าผีเสื้อเติบโตแล้วเขาก็ไม่ได้อะไร บางคนอาจจะทำอุทิศให้ครูอ๋าย แต่ครูก็เป็นเพียงครูคนหนึ่ง จะเสียเวลามากมายขนาดนี้เพื่อคนหนึ่งคนทำไม

“ครูเลยคิดว่าเป้าหมายสำคัญอยู่ที่ประโยชน์ข้างหน้า คือโรงเรียนสอนวิชาหนังสือที่จะงอกเงยออกไปอีกเยอะแยะ”

เงินทั้งหมดที่ได้จากการขายหนังสือแต่ละเล่ม จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในการตั้งโรงเรียนวิชาหนังสือและพิพิธภัณฑ์การพิมพ์ พื้นที่ใหม่ในที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวันที่จะเปิดโอกาสให้เยาวชนแห่งอนาคตได้เรียนรู้การทำหนังสือ

หากเด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องหนังสือ ได้เข้าใจคุณค่าของการบันทึกความรู้ ความทรงจำ ความคิดเห็น และได้หัดตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รอบตัว พวกเขาย่อมเติบโตอย่างงดงาม

ทุกคนที่ร่วมทำงานปักผ้าครั้งนี้จะพูดได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยก่อตั้งโรงเรียนขึ้นมา

ครูไหวใจร้าย

 

กล้าขายก็กล้าซื้อ

หากทำขายแล้วไม่มีใครซื้อ งานนี้ก็หมดหวัง

ด้วยความที่เห็นว่าเป็นงานศิลปะ สำนักพิมพ์จึงตั้งราคาหนังสือเล่มนี้ไว้ค่อนข้างแพง นั่นคือเปิดให้จองตอนเริ่มโปรเจกต์ที่ราคา 2,991 บาท ก่อนราคาจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในปัจจุบันยังคงเปิดจองอยู่ที่ราคา 4,991 บาท จนกว่าจะจองครบ 500 เล่ม

สาเหตุที่ราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นการให้รางวัลแก่ผู้ที่ไว้ใจ

ครูไหวใจร้าย

ผู้จองไม่มีทางรู้ว่าเล่มที่ตนเองได้จะหน้าตาเป็นอย่างไร เนื่องจากทางสำนักพิมพ์ไม่อนุญาตให้เลือกจอง มิฉะนั้นผู้คนก็จะแห่ไปจองงานของนักปักที่มีชื่อเสียงเสียหมด ทั้งๆ ที่งานชิ้นอื่นก็สวยงามไม่แพ้กัน

แปลว่าการสั่งจองจะเกิดขึ้นได้ ต้องใช้ความเชื่อใจล้วนๆ ว่าทางสำนักพิมพ์จะดูแลรักษามาตรฐานให้ทุกเล่มออกมาสวยแตกต่างกันไป

สิ่งที่น่าประทับใจคือ มีคนจองเข้ามาจำนวนไม่น้อย ทำให้เรียกโปรเจกต์นี้ว่าประสบความสำเร็จได้อย่างเต็มปาก

ครูไหวใจร้าย

งานนี้เริ่มต้นจากการร่วมมือของครูมกุฏและครูอ๋าย แต่สำเร็จได้ด้วยการร่วมมือของคนแปลกหน้าจำนวนกว่า 250 คน และผู้จับจองหนังสืออีกมาก

เส้นด้ายที่ปักลงไปบนผืนผ้าสร้างสายสัมพันธ์ใหม่ขึ้น

“ถ้าไม่มีใครเลยงานนี้ก็ไม่เกิด ถ้ามีครูและครูอ๋าย แต่ไม่มีคนสองร้อยกว่าคนที่อยากมาปักผ้าด้วยกัน งานนี้ก็ไม่เกิด ถ้ามีคนสองร้อยกว่าคน แต่ไม่มีใครสักคนหนึ่งเลยที่อยากจองหนังสือ งานนี้ก็ไม่เกิด” ครูมกุฏพูดด้วยรอยยิ้ม

นิทรรศการครูไหวใจร้ายที่สุดในโลก มีถึงวันที่ 15 มกราคม 2561 ณ หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี

ส่วนถ้าใครอยากได้หนังสือครูไหวใจร้ายฉบับปกปักสุดสวยไปครอบครองชื่นชม ตอนนี้หนังสือยังมีเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง สั่งจองได้ในราคา 4,991 บาทที่ เพจสำนักพิมพ์ผีเสื้อ โดยส่งเอกสารการโอนเงิน พร้อมชื่อ-ที่อยู่สำหรับจัดส่ง ไปที่กล่องข้อความของเพจเลย

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

11 มิถุนายน 2565
4.66 K

เบื้องหลังคลองภักดีรำไพที่ทอดยาวเลียบไปกับถนน คือทิวทัศน์ของภูเขาและหนึ่งฟ้ากว้างเคล้ากับหมอกจาง ๆ ที่มองแล้วรู้สึกสงบใจ ใครจะคิดว่าวิวนี้มองเห็นได้จากศูนย์การค้าอย่าง ‘เซ็นทรัล จันทบุรี’ ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ศูนย์การค้าแห่งนี้เริ่มต้นขึ้น เมื่อ ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ เล็งเห็นศักยภาพของจังหวัดจันทบุรี ที่รุ่มรวยทั้งวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติ อย่างภูเขา น้ำตก ทะเล ผลไม้เมืองร้อน ไปจนถึงอัญมณี ราวกับเป็น Hidden Gem แห่งภาคตะวันออกที่รอการเจียระไนให้เฉิดฉาย 

เซ็นทรัลพัฒนาจึงปักหมุดพื้นที่กว่า 40 ไร่ เพื่อพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก โดยมีทั้งศูนย์การค้า โรงแรม คอนโดมิเนียม และคอนเวนชันฮอลล์สำหรับจัดงานแสดงสินค้าและงานอีเวนต์ต่าง ๆ โดยมีโจทย์คือทำอย่างไรให้เชื่อมโยงพื้นที่จากภายในอาคารสู่ภายนอกอาคารได้อย่างลื่นไหล กลมกลืน รวมทั้งใช้สอยพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงเกิดเป็นศูนย์การค้าแบบ Semi-outdoor ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การกิน เที่ยว ช้อปปิ้งตั้งแต่เช้าจรดค่ำ 

ความพิเศษของสถานที่แห่งนี้ คือดีไซน์ที่ไม่ป่าวประกาศว่าเป็นอาคารหน้าใหม่ ที่เพิ่งปรากฏขึ้นในจังหวัดจันทบุรี หากเป็นการผสมผสานความทันสมัยและเอกลักษณ์ของท้องถิ่นไว้อย่างลงตัว รวมถึงการออกแบบพื้นที่ให้โอบรับกับวิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายช่วงวัย 

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

เสน่ห์เมืองจันท์ที่แทรกซึมอยู่ในการออกแบบ

ถ้ามีใครถามหาคู่มือ ‘รู้จักจันทบุรีฉบับรวบรัด’ เราคงแนะนำให้เดินทางมายังเซ็นทรัล จันทบุรี เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นเสมือนการรวบรวมเอาความรุ่มรวยของทั้งจังหวัด มาไว้ในการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Charming Chanthaburi’ หรือ ‘มหัศจรรย์จันทบุรี’ 

หากมองจากภายนอกตัวอาคาร เราจะพบสัญลักษณ์ของเมืองจันท์อย่าง Art Feature กระต่ายสีขาวแสนน่ารักในหลากหลายอิริยาบถรอบ ๆ ศูนย์การค้า ชวนให้เรารู้สึกสดใสและอบอุ่นหัวใจในเวลาเดียวกัน

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

ส่วนบริเวณด้านหน้า เราจะเห็นฟาซาด (Façade) หรือองค์ประกอบด้านหน้าของอาคาร เป็นสีน้ำตาลอิฐที่มีรูปทรงโค้งมนซ้อนทับกันหลายชั้น โดยลวดลายดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจมาจากลายเสื่อจันทบูร ผสมผสานกับประกายของอัญมณีเมืองจันท์

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

เมื่อก้าวเข้าไปข้างใน เราจะพบว่าพื้นที่ครึ่งหนึ่งของอาคารเป็นแบบเปิดโล่งหรือ Semi-outdoor เพื่อรับแสงและลมธรรมชาติ โดยตัวอาคารค่อนข้างโปร่ง ทำให้อากาศถ่ายเทเย็นสบาย เมื่อรวมกับวัสดุกึ่งปูนกึ่งไม้ ยิ่งได้กลิ่นอายของบ้านเรือนในชุมชนริมน้ำจันทบูร แต่ความละเอียดของสถาปัตยกรรมดังกล่าวไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อมองลึกลงไปจนถึงดีเทลเล็ก ๆ อย่างเสาบริเวณชั้น 1 จะเห็นว่าเสาถูกตกแต่งด้วยเสื่อจันทบูรลายเก๋ ตลอดจนลายกระเบื้องบริเวณศูนย์อาหาร (Food Patio) ก็มีการเลือกใช้สีสันและแพตเทิร์นที่คล้ายกับเสื่อกกเช่นกัน

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย
เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย
เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงจันทบุรี คงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงรสชาติผลไม้เมืองร้อน อย่างเงาะ มังคุด ทุเรียน หรือลองกอง ซึ่งความน่ารักของบริเวณชั้น 2 คือ โซนสำหรับนั่งพักที่บ่งบอกถึงความเป็นจันทบุรี ผ่านเฟอร์นิเจอร์สีสวยดีไซน์สร้างสรรค์ โดยเฉพาะเก้าอี้รูปทรงทุเรียนและมังคุดสุดมินิมอล ราวกับเป็นผลงานศิลปะที่นั่งได้จริง

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

คงกลิ่นอายความเป็นชุมชน

นอกจากการออกแบบที่คำนึงถึงท้องถิ่นแล้ว สิ่งที่ทำให้เซ็นทรัล จันทบุรี โดดเด่น คือการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยชูอัตลักษณ์ของดีแห่งจันทบุรี นำร้านรวงและสินค้าท้องถิ่นมาเปิดขายในศูนย์การค้า ไม่ว่าจะเป็นร้านขายของดีเมืองจันท์ ในงานสีสันจันทบูร ร้านกาแฟคราฟต์ของนักธุรกิจท้องถิ่นรุ่นใหม่อย่าง กาแฟบ้านทวด และ ‘โซนพลอยจันท์’ ที่เต็มไปด้วยร้านอัญมณีชื่อดังของจังหวัด

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

‘ตลาดจริงใจ’ ที่มีผักและผลไม้จากสวนในท้องถิ่น เช่น มะปี๊ดหรือส้มจี๊ด หน่อไม้ มังคุด ลองกอง เงาะ ฯลฯ ส่วนบริเวณ Semi-outdoor ของชั้น G ก็ได้รวมเอาของดีจาก 10 อำเภอดังมาจัดจำหน่ายอีกด้วย

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย
เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

ส่วนภายนอกอาคาร ยังมี ‘จุดชมจันท์’ ที่มองวิวบริเวณคลองภักดีรำไพได้แบบ 360 องศา โดยชั้นล่างเปิดเป็นคาเฟ่ ‘Seed Of Siam’ คาเฟ่ที่ตั้งใจจะฟื้นคืนกาแฟจันทบูรที่เคยห่างหายไปนับร้อยปี ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยเอกลักษณ์ของเมล็ดกาแฟจันทบูร คือรสช็อกโกแลตที่จิบแล้วมีรสหวานตบท้าย เรียกว่าเป็นอีกโซนหนึ่งที่ได้สัมผัสทั้งบรรยากาศและรสชาติในแบบฉบับของเมืองจันท์เลยทีเดียว

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย

เซ็นทรัล จันทบุรี ยังจ้างงานคนท้องถิ่นมาทำงานในศูนย์การค้า เปิดโอกาสให้ชาวจันทน์ที่ต้องไปทำงานต่างบ้าน ได้มีโอกาสกลับมาทำงานในจังหวัด ดูแลท้องถิ่น และสร้างความรู้สึกให้ชุมชนได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาจังหวัดตัวเอง

พื้นที่สาธารณะที่โอบรับคนทุกวัย

อีกจุดเด่นของเซ็นทรัล จันทบุรี คือพื้นที่สาธารณะที่ตอบโจทย์ผู้คนทุกช่วงวัย โดยภายในอาคารจะมี ‘บ้านชานจันท์’ Co-working Space ร้านกึ่งคาเฟ่สำหรับนั่งทำงานหรืออ่านหนังสือ ถัดไปไม่ไกลจากบริเวณนั้นยังมีสนามเด็กเล่นขนาดย่อมที่เด็ก ๆ เข้าไปปีนป่ายเล่นได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย

เมื่อเดินออกมาจากโซน Semi-outdoor เราจะพบพื้นที่กว่า 4 ไร่ที่ถูกพัฒนามาเป็น ‘สวนเพลิน’ เพื่อตอบโจทย์การพักผ่อนหย่อนใจของชาวจันทบุรี สำหรับคนที่อยากนั่งเงียบ ๆ ก็มี ‘เรือนจันทบูร’ ให้หย่อนใจทอดสายตามองวิวแม่น้ำและภูเขา ส่วนสายออกกำลังกาย ที่นี่มีทั้งลู่วิ่งรอบสวน ความยาวกว่า 400 เมตร จุดจอดจักรยาน ลานสเกตบอร์ด สนามบาสเกตบอล เครื่องออกกำลังกาย สนามเด็กเล่น ไปจนถึงพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยง

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
เรือนจันทบูร
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
สวนเพลิน

ถัดจากโซนสัตว์เลี้ยง คือบริเวณ ‘ลานอินจัน’ ที่ตั้งชื่อตามต้นไม้ประจำจังหวัดจันทบุรี โดยลานนี้จะใช้เป็นพื้นที่สำหรับนั่งพักหรือจัดกิจกรรมต่าง ๆ ความพิเศษคือท่ามกลางไม้ดอกไม้ประดับ เราจะเห็นต้นอินจันและผลไม้ท้องถิ่นอย่างมะปี๊ด มังคุด และทุเรียน ปลูกแซมอยู่ภายในสวน เพื่อรอวันให้เราได้ยลโฉม (และอาจจะได้ลิ้มรส) เมื่อต้นไม้เหล่านี้ผลิดอกออกผลเต็มที่

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย

หากย้อนกลับมามองในภาพรวมของเซ็นทรัล จันทบุรี เราจะไม่ได้เห็นเพียงผู้คนที่ก้าวเข้ามาซื้อสินค้าและบริการเท่านั้น แต่เราจะเห็นผู้มาเยือนที่ได้ทำความรู้จักจังหวัดนี้ผ่านดีไซน์และร้านรวงต่าง ๆ ได้เห็นเด็ก ๆ กำลังเล่นสนุก วัยรุ่นมาถ่ายรูปเช็กอิน วัยทำงานมาใช้พื้นที่ Co-working Space ครอบครัวพาเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ไปจนถึงสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่นออกกำลังกาย เพราะนอกจากการเป็นศูนย์การค้าแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่แห่งนี้ยังเชื่อมต่อผู้คนมากหน้าหลายตาให้เข้ามาใช้ชีวิต และสัมผัสเสน่ห์ของจังหวัดจันทบุรีได้อย่างเต็มอิ่ม

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์ที่กำลังเติบโตในทุกๆ ด้าน ยกเว้นความสูง ชอบเดินเป็นงานอดิเรก หลงรักเสียงเพลงและเป็นแฟนหนังสือมูราคามิ

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load