The Cloud x Designer of the Year

เวลาที่เราพูดถึงสินค้าที่ได้รับการออกแบบ หลายคนมักนึกไปถึงข้าวของเครื่องใช้เลิศหรูอลังการที่อยู่ห่างไกลจากการหยิบใช้ในชีวิตประจำวันของเรากัน แต่บางทีมันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป เพราะมีนักออกแบบรุ่นใหม่ๆ หลายคนที่เริ่มหยิบจับเอาของรอบตัวในชีวิตประจำวันมาออกแบบใหม่ให้มีการใช้งานและภาพลักษณ์สอดคล้องกับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น

กฤษณ์ พุฒพิมพ์ คือหนึ่งในนักออกแบบกลุ่มนั้น ที่ทุกวันนี้ทำงานทั้งออกแบบผลิตภัณฑ์และเฟอร์นิเจอร์ โดยเนื้องานแล้วเขามีลูกค้ามากมายในหลายธุรกิจ ทำให้กฤษณ์ต้องทำงานออกแบบทั้งบรรดาเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านอย่างเตารีด พัดลม โทรทัศน์ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์อย่างเก้าอี้โซฟา ชุดโต๊ะกินข้าว เก้าอี้สนาม ยังไม่นับวัสดุหลากหลาย ตั้งแต่ไม้ดัด ไม้จริง อะลูมิเนียม พลาสติก ไปจนถึงโลหะหลากหลายประเภท

คุยกับ กฤษณ์ พุฒพิมพ์ ผู้เปลี่ยนภาพจำยาดมตลอดกาลเป็น ARMA ยาดมรักษ์โลกดีไซน์ดี

บางงานแม้จะไม่มีลูกค้ามาจ้าง เมื่อเห็นของบางอย่างที่ยังไม่ตอบโจทย์การใช้งานของคนปัจจุบัน กฤษณ์ก็จะลงมือออกแบบใหม่และผลิตออกมาด้วยตัวเอง แม้บางอย่างจะเป็นของเล็กน้อย อย่างยาดมอาม่าที่ถูกจับแต่งตัวใหม่เสียจนอาม่ามาเห็นก็คงจำไม่ได้ หรือจักรยานไม้ที่เจ้าตัวอยากได้แต่ไม่เคยเห็นในท้องตลาด เลยทำขึ้นมาเอง

ไม่ใช่แค่เราที่ว่าดี รางวัลต่างๆ มากมายที่เขาได้รับล้วนแล้วแต่การันตีฝีไม้ลายมือของกฤษณ์ ทั้ง Designer of the Year 2019 สาขา Furniture Design รางวัล DEmark Design ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ไปจนถึงรางวัล Good Design Awards (G-mark) ของประเทศญี่ปุ่น และรางวัลงานออกแบบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดรางวัลหนึ่งของยุโรปอย่าง Red Dot Design Award อีกด้วย

Dots Design Studio
Dots Design Studio
คุยกับ กฤษณ์ พุฒพิมพ์ ผู้เปลี่ยนภาพจำยาดมตลอดกาลเป็น ARMA ยาดมรักษ์โลกดีไซน์ดี

ถ้าจุดแต่ละจุดมาเรียงกันก่อให้เกิดเป็นเส้น และเส้นหลายเส้นประกอบเข้าด้วยกันทำให้เกิดรูปทรงต่างๆ มากมาย คงไม่เกินไปถ้าจะบอกว่าจุดที่ว่าคือจุดเริ่มต้นของงานออกแบบ

และ ‘จุด’ ยังเป็นชื่อของบริษัทที่เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของกฤษณ์ พุฒพิมพ์ นักออกแบบและผู้ก่อตั้ง Dots Design Studio

ถ้าพร้อมแล้ว เราขอเชิญให้ทุกคนมาร่วมกันลากเส้นต่อจุดเพื่อดูความคิดและวิธีทำงานของเขาไปโดยพร้อมเพรียงกัน

จุดเริ่มต้นในการเป็นนักออกแบบ

ความสนใจในการเป็นนักออกแบบของกฤษณ์เริ่มมาจากการทำของเล่นเล่นเองในวัยเด็ก เพราะตอนนั้นร้านของเล่นในจังหวัดร้อยเอ็ดแทบจะไม่มีของเล่นอะไรเลย ชีวิตวัยเด็กของกฤษณ์จึงมีแต่การวาดการ์ตูน แกะจักรยานมาพ่นสีแล้วแต่งใหม่ และเคยแม้แต่หยิบวัสดุใกล้มือมาต่อเป็นหุ่นยนต์กันดั้มกับพี่ชาย

เมื่อโตมา ทางบ้านก็สนับสนุนให้เป็นวิศวกร แต่กฤษณ์ในวัยเด็กกลับเห็นอาชีพอย่างสถาปนิกเป็นอาชีพที่เท่มาก และเกือบเลือกเรียนเป็นสถาปนิกแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเพื่อนคนหนึ่งเลือกเรียนสาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ จนทำให้กฤษณ์ได้รู้จักอาชีพนักออกแบบผลิตภัณฑ์ 

หลังจากสอบเอนทรานซ์ ปรากฏว่ากฤษณ์สอบติดภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

คุยกับ กฤษณ์ พุฒพิมพ์ ผู้เปลี่ยนภาพจำยาดมตลอดกาลเป็น ARMA ยาดมรักษ์โลกดีไซน์ดี

“พอได้เข้ามาเรียน ผมก็ชอบมาก มันสนุกเหมือนตอนที่ผมทำของเล่นเล่นเองสมัยเด็กๆ เวลาทำการบ้านคนอื่นๆ มักทำงานเสร็จกันตอนเช้า แต่ผมทำเสร็จก่อนหลายวันเสมอ เพราะสำหรับผม ทุกขั้นตอนมันสนุกไปหมดเลย ทั้งตอนสเกตช์ ทำโมเดล แม้แต่โปรแกรมออกแบบสามมิติ ผมกับเพื่อนก็เป็นกลุ่มแรกๆ ที่เอามาใช้ในทำงานส่งอาจารย์ เพราะอยากทำอะไรใหม่ๆ กับการออกแบบอยู่เสมอ ถ้ามองย้อนกลับไป เวลาผมไปเที่ยวที่ไหนก็ตาม รูปที่ถ่ายมาก็จะมีแต่รูปสถาปัตยกรรมกับงานออกแบบผลิตภัณฑ์ แค่นี้เลย สะท้อนว่าเราชอบสิ่งเหล่านี้มานานแล้วจริงๆ” กฤษณ์เล่าถึงสมัยที่เรียนเป็นนักออกแบบในช่วงแรกๆ

นอกจากความสนุกในการเรียนแล้ว กฤษณ์ยังสนุกจนเริ่มต้นส่งงานประกวดออกแบบในเวทีต่างๆ มากมาย ที่สำคัญคือกฤษณ์ได้รับรางวัลจากการประกวดเหล่านี้อยู่เสมอด้วย

“ตอนเรียนผมส่งงานประกวดบ่อยๆ เพราะได้ทำงานหลากหลายมากกว่าโจทย์ที่อาจารย์ตั้งให้ และอยากได้รางวัล ผมทำงานประกวดส่งไปตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ปีสอง เข้ารอบบ้าง บางอันที่ชนะก็ทำให้ผมได้ไปต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตเลย เลยส่งประกวดมาตลอด” กฤษณ์เล่าถึงความสำเร็จที่ได้รับตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษา

จุดหมายในการไปใช้ชีวิตแบบนักออกแบบ

หลังจากเรียนจบ กฤษณ์ทำงานประจำอยู่ 1 ปี ก็เริ่มรู้สึกว่าอยากไปเห็น อยากมีประสบการณ์การใช้ชีวิตอยู่ต่างแดน การไปเรียนต่อจึงเป็นสิ่งที่กฤษณ์สนใจ คำถามถัดมาคือ จะไปเรียนที่ไหนดี

“เรารู้ว่าแถบๆ สแกนดิเนเวียเป็นย่านที่มีการออกแบบที่ดี อย่าง Volvo IKEA Nokia Saab Ericson ผลิตภัณฑ์ที่เราชอบมักอยู่ในโซนนั้นหมดเลย จึงเลือกไปเรียนที่สวีเดน ส่วนหนึ่งคือเรียนฟรี และใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนได้” กฤษณ์เล่าถึงเหตุผลในการเลือกเรียนที่สวีเดน

หลังจากที่เรียนและใช้ชีวิตที่สวีเดน 2 ปี กฤษณ์ก็ได้ฝึกงานด้านการออกแบบทั้งที่บริษัทออกแบบในสวีเดนและในเบลเยียม

บริษัทแรกเป็นออฟฟิศออกแบบและพัฒนาสินค้าเกี่ยวกับกีฬากอล์ฟ ส่วนอีกบริษัทเป็นบริษัทออกแบบยานพาหนะขนส่งมวลชน ทั้งรถไฟ รถบัส รถราง ซึ่งภายหลังกฤษณ์ได้รับข้อเสนอให้ทำงานต่อ แต่กฤษณ์เลือกจะกลับไทยมาทำงานและเปิดสตูดิโอของตัวเองแทน

ผมสงสัยถึงสิ่งที่กฤษณ์ได้เรียนรู้จากการทำงานออกแบบในยุโรป ว่าเหมือนหรือต่างจากระบบการเรียนในไทยอย่างไรบ้าง

คุยกับ กฤษณ์ พุฒพิมพ์ ผู้เปลี่ยนภาพจำยาดมตลอดกาลเป็น ARMA ยาดมรักษ์โลกดีไซน์ดี

“รูปแบบการทำงาน การระดมความคิด การร่างไอเดีย และขั้นตอนการทำงานออกแบบ ไม่ได้ต่างจากสมัยที่เราเรียนอยู่ลาดกระบังเลย สิ่งที่ต่างกันคือเรื่องการวางแผนและบริหารจัดการเวลา เมื่อก่อนเราทำงานโดยไม่มีการวางแผนเท่าไหร่ ภาพในหัวของนักออกแบบคือแค่มีส่งงานลูกค้า เลยทำงานกันจนเลิกเที่ยงคืน ซึ่งมันไม่ใช่ การคิดเงินค่าออกแบบจากลูกค้า คิดมาจากชั่วโมงการทำงานของนักออกแบบในบริษัท ทุกคนต้องทำงานให้ได้ตามแพลนที่วางไว้ ซึ่งจะทำให้ทุกคนเลิกงานตรงเวลา นี่เป็นสิ่งที่เราเอามาใช้กับสตูดิโอของเรา” กฤษณ์ตอบ

จุดเริ่มต้นของ Dots

หลังจากกฤษณ์กลับมา เขาชวนเพื่อนๆ ที่ทำงานด้วยกันตั้งแต่สมัยเรียนมาทำสตูดิโอออกแบบอีกครั้ง โดยใช้ชื่อ Dots ซึ่งเป็นชื่อเดิมของบริษัทที่กฤษณ์กับเพื่อนๆ เปิดไว้ตั้งแต่ตอนเรียน

ผมถามกฤษณ์ว่า ถ้าให้มองย้อนไป การเปิดสตูดิโอออกแบบผลิตภัณฑ์และเฟอร์นิเจอร์ในประเทศไทยที่ไม่ได้มีงานด้านนี้มารองรับมากมาย ถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงหรือเปล่า

“ไม่ได้คิดไง เลยเปิดได้ (หัวเราะ) ถ้ามีหุ้นส่วนที่เป็นนักธุรกิจหรือการตลาด ไม่ได้เปิดหรอก เรามีงานก็เลยชวนเพื่อนๆ มาทำ ไม่ได้คิดเรื่องการตลาดหรือแผนธุรกิจอะไรเลย ซึ่งก็ดีที่เราเปิดสตูดิโอขึ้นมา เพราะเราไม่ใช่คนที่จะไปทำงานในบริษัทใหญ่ๆ ได้แน่ๆ” กฤษณ์อธิบายพร้อมเสียงหัวเราะ

ผมถามกฤษณ์ว่า สำหรับเขาแล้วงานออกแบบที่ดีเป็นยังไง

Dots Design Studio

“งานออกแบบที่ดีสำหรับเราคล้ายกฎการออกแบบของ Dieter Rams (นักออกแบบผลิตภัณฑ์รุ่นใหญ่ของเยอรมนี ผู้ริเริ่มผลักดันการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่แพร่หลาย และเป็นแรงบันดาลใจให้ Jonathan Ive ออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Apple ในยุคถัดมา-ผู้เขียน) เช่น การคิดงานให้เป็นนวัตกรรม คิดเรื่องความง่ายของการใช้งาน ความสวยงาม อะไรพวกนี้ ซึ่งก็มีหลักการอยู่เยอะมาก แต่งานออกแบบที่ดีในอุดมคติของผมคือ ตัวผลิตภัณฑ์อยู่ได้ยาวนาน ไม่มีใครมาออกแบบใหม่ อย่างเช่นคลิปหนีบกระดาษ ไม่มีใครมาออกแบบรูปทรงใหม่นะ แค่เปลี่ยนสีใหม่ วัสดุใหม่ แต่หน้าตาเหมือนเดิมหรือแทบไม่เปลี่ยนเลย และงานออกแบบที่ดีสำหรับผมก็น่าจะสร้างแรงบันดาลใจส่งต่อให้คนอื่นได้ด้วย เหมือนเป็นครูหรือต้นแบบ” กฤษณ์เล่าถึงงานออกแบบที่ดี

แล้วงานออกแบบของกฤษณ์เป็นแบบไหน ผมถามต่อ

“การออกแบบอยู่ที่ประสบการณ์ของคนที่ออกแบบเป็นหลักเลย นักออกแบบใช้ชีวิตแบบไหน ไปเจออะไรมา ก็เอาสิ่งนั้นมาเป็นต้นทุนในการออกแบบ ซึ่งงานออกแบบของผมมักจะใส่ Styling เข้าไปในงานด้วยเสมอ เพราะส่วนตัวชอบใช้ของที่มีคาแรกเตอร์โดดเด่น หลายคนบอกว่าการออกแบบคือการแก้ปัญหา แต่ปัญหาที่เราแก้อาจจะไม่ได้มีแค่เรื่องการใช้งานอย่างเดียว ความรู้สึก ความชอบ ไลฟ์สไตล์ ก็ถือเป็นปัญหาเหมือนกัน แต่เราไม่ได้ทิ้งเรื่องการใช้งานนะ เราแค่พยายามบาลานซ์ทั้งสองฝั่ง” กฤษณ์อธิบาย

Dots Design Studio

งานหลายชิ้นของกฤษณ์เอาไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ใส่ลงไป ยกตัวอย่างเช่นยาดมอาม่า ซึ่งนอกจากจะเป็นการปรับลุคยาดมใหม่แล้ว อีกเรื่องที่ทำให้ผมตกใจไม่ต่างกันคือ หลายๆ งานที่กฤษณ์ออกแบบเป็นงานที่ไม่ได้มีลูกค้าว่าจ้างแต่อย่างใด อีกทั้งกฤษณ์ยังเป็นคนออกทุนการผลิตด้วยตัวเอง

มันคือเรื่องแพสชันน่ะ นักออกแบบทุกคนน่าจะอยากออกแบบของของตัวเองน่ะ ส่วนโอกาสและช่องทางในการตลาดเป็นเรื่องหลังจากที่ทำการบ้านหาข้อมูลแล้ว อย่างยาดม เราสงสัยว่ายาดมแบบที่เราจะใช้เป็นยังไง จักรยานก็ชอบปั่นอยู่แล้ว จึงอยากทำของตัวเอง นาฬิกาก็ชอบใส่อยู่แล้ว คิดว่าในชีวิตหนึ่งถ้าได้ทำนาฬิกายี่ห้อของตัวเองมันก็ดีนะ เลยลองทำเอง ลงทุนเองดู ซึ่งโปรเจกต์ทำนองนี้ที่ขาดทุนก็มีเยอะนะ ผมมองว่าเหมือนการไปเที่ยวแหละ เราไปเที่ยวเพราะอยากเปิดโลกใช่ไหม การทำจักรยานหรือกระโดดมาทำยาดมก็แบบเดียวกัน มันเปิดโลกให้ผมมาก เหมือนพาเราไปสู่อีกวงการหนึ่ง อย่างยาดมก็พาเราไปเจอคนในวงการสมุนไพรหรือวงการอื่นๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามี” กฤษณ์เล่าให้ฟังถึงที่มาของงานออกแบบที่ไม่มีลูกค้า

จุดเริ่มต้นของงานแต่ละงาน

หลังจากเราได้ฟังขั้นตอนการทำงานของนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์อย่างกฤษณ์ ทำให้รู้สึกว่าเขาไม่เหมือนนักออกแบบที่เราคิดไว้สักเท่าไหร่ เพราะเรามีความคิดว่านักออกแบบจะต้องสเกตซ์หรือเขียนแบบเป็นหลัก แต่การสเกตช์งานดูเป็นขั้นตอนท้ายๆ ที่สั้นมากๆ ในกระบวนการด้วยซ้ำ

“สำหรับผม เวลาจะออกแบบอะไรสักอย่าง เราควรจะรู้กระบวนการทั้งหมดก่อน ถ้ามีลูกค้าติดต่อให้ออกแบบเก้าอี้หนึ่งตัว อย่างแรกเลยคือ เราต้องรู้ก่อนว่าลูกค้าที่มาจ้างเรา โรงงานเขาทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ ผมจะเข้าไปศึกษาที่โรงงานเขาก่อน เพื่อเอาข้อจำกัดของโรงงานมาใช้ในการออกแบบ หลังจากที่ดูโรงงานเสร็จ ก็ถามหา Requirement จากลูกค้าต่อว่าเก้าอี้อะไร ให้ใครใช้ ใช้ที่ไหน วางตรงไหน ราคาเท่าไหร่ คือถ้าข้อมูลมีมากพอ ทั้งผู้ผลิต ราคา ตลาด ผู้ใช้ จะทำให้การออกแบบง่ายขึ้น แต่ถ้าเป็นดีไซเนอร์ที่ฉาบฉวยก็อาจจะหยิบจับเอาแรงบันดาลใจจากสิ่งนั้นสิ่งนี้มาวาดเป็นแบบในกระดาษ แล้วเสนอลูกค้า ซึ่งทำได้นะ แต่ผมมองว่ามันเป็นแค่กิมมิกในการเล่าเรื่องมากกว่า

Dots Design Studio

“จากนั้น เราจะศึกษาขั้นตอนการผลิตจากการเข้าไปดูในโรงงาน แล้ววางคอนเซปต์การออกแบบ เช่นลูกค้าอาจจะมีเครื่องจักรประเภทนี้อยู่คนเดียวในวงการ ถ้าเราเอามาปรับใช้ในการออกแบบก็จะทำให้เขามีสินค้าที่แตกต่างจากคนอื่นๆ ในท้องตลาดและไม่มีใครทำได้เหมือนด้วย ดังนั้น คอนเซปต์อาจจะมาจากขั้นตอนการผลิตก็ได้ หรือมีเก้าอี้ตัวหนึ่งที่ได้รับโจทย์มาว่าจะเน้นขายให้ร้านขนม ร้านกาแฟ เราก็วางคอนเซปต์ให้เป็นขนม ออกแบบเป็นเก้าอี้มาการองที่ทำจากไม้ ซึ่งได้รับการตอบรับดีมากในตลาด” กฤษณ์อธิบายขั้นตอนการทำงานออกแบบของตัวเขาเอง

“ผมมองว่าการออกแบบคือการบาลานซ์ความต้องการของคนสองคน คือคนที่มาจ้างเรา กับคนที่มาซื้องานที่เราออกแบบ ถ้าโชคดีที่ทั้งสองคนนี้เป็นคนเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ดีไซเนอร์ก็ทำงานได้ง่าย ถ้าสองคนนี้มีความต้องการแตกต่างกันมาก อาจจะทำให้หลายๆ งานต้องล้มเลิก นักออกแบบจึงต้องเข้าใจบริบทของลูกค้าก่อน เช่นเรื่องการผลิตที่ผลิตสินค้าได้ง่ายมาก ไม่มีการเสียเศษวัสดุหรือโดนตีกลับ แล้วยังแพ็กลงกล่องแบนๆ ได้ด้วย จะยิ่งประหยัดค่าขนส่ง ซึ่งแนวความคิดที่ว่ามาทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยให้งานออกสู่ตลาดได้ และทั้งหมดนี้ผู้ใช้อาจไม่ต้องรู้เลยก็ได้” กฤษณ์เล่าเพิ่มถึงการทำงานอีกส่วนของนักออกแบบ

Dots Design Studio
Dots Design Studio

จากการสังเกตของเรา กฤษณ์เป็นดีไซเนอร์ที่ทำงานกับหลากวัสดุและหลายกระบวนการผลิต ทั้งไม้ดัด อะลูมิเนียมหล่อ งานเหล็ก ไปจนถึงพลาสติก ซึ่งวัสดุแต่ละอย่างก็มีกระบวนการและข้อจำกัดในการออกแบบที่แตกต่างกัน มองในแง่หนึ่งมันก็น่าจะสร้างความสนุกให้กับการทำงาน แต่ในอีกแง่หนึ่งมันก็สร้างภาระในการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ อยู่ตลอด

“เราเลือกที่จะทำงานหลากหลายเอง บางคนเขาอาจเลือกทำงานจนเป็นผู้เชี่ยวชาญในวัสดุนั้นๆ ไปเลยก็ได้ แต่เราชอบที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นอยู่ตลอด ได้รู้จักคนมากขึ้น ได้เห็นโลกกว้างกว่า” กฤษณ์ตอบ

จุดหมายของการออกแบบ

ในวันที่ได้รับรางวัลการออกแบบมามากมายจากหลายสำนักจนเหมือนเป็นหมุดหมายสำคัญในชีวิต ผมถามกฤษณ์ถึงจุดหมายในการออกแบบหลังจากนี้ว่าคืออะไร

“จุดหมายของการออกแบบในตอนนี้คืออยากเห็นของที่ตัวเองออกแบบอยู่บนชั้นวาง อยู่ในร้านขาย อยากให้คนใช้ พอเราโตขึ้นเราก็อยากออกแบบและทำของที่ดีให้อยู่ต่อไปบนโลก ถึงวันที่เราไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว ก็จะยังมีคนเห็นของที่เราออกแบบว่ามันสวย ยังใช้งานได้ดีอยู่ อยากให้คนจำเราได้จากงานของเรา ซึ่งเรายังอยากออกแบบของอีกหลายอย่างมากเลย ในอนาคตถ้ามีโอกาสก็อยากกระโดดเข้าไปทำ” กฤษณ์ตอบพร้อมรอยยิ้ม

คุยกับ กฤษณ์ พุฒพิมพ์ ผู้เปลี่ยนภาพจำยาดมตลอดกาลเป็น ARMA ยาดมรักษ์โลกดีไซน์ดี

The Cloud x Designer of the Year

เวลาที่เราพูดถึงสินค้าที่ได้รับการออกแบบ หลายคนมักนึกไปถึงข้าวของเครื่องใช้เลิศหรูอลังการที่อยู่ห่างไกลจากการหยิบใช้ในชีวิตประจำวันของเรากัน แต่บางทีมันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป เพราะมีนักออกแบบรุ่นใหม่ๆ หลายคนที่เริ่มหยิบจับเอาของรอบตัวในชีวิตประจำวันมาออกแบบใหม่ให้มีการใช้งานและภาพลักษณ์สอดคล้องกับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น

กฤษณ์ พุฒพิมพ์ คือหนึ่งในนักออกแบบกลุ่มนั้น ที่ทุกวันนี้ทำงานทั้งออกแบบผลิตภัณฑ์และเฟอร์นิเจอร์ โดยเนื้องานแล้วเขามีลูกค้ามากมายในหลายธุรกิจ ทำให้กฤษณ์ต้องทำงานออกแบบทั้งบรรดาเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านอย่างเตารีด พัดลม โทรทัศน์ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์อย่างเก้าอี้โซฟา ชุดโต๊ะกินข้าว เก้าอี้สนาม ยังไม่นับวัสดุหลากหลาย ตั้งแต่ไม้ดัด ไม้จริง อะลูมิเนียม พลาสติก ไปจนถึงโลหะหลากหลายประเภท

คุยกับ กฤษณ์ พุฒพิมพ์ ผู้เปลี่ยนภาพจำยาดมตลอดกาลเป็น ARMA ยาดมรักษ์โลกดีไซน์ดี

บางงานแม้จะไม่มีลูกค้ามาจ้าง เมื่อเห็นของบางอย่างที่ยังไม่ตอบโจทย์การใช้งานของคนปัจจุบัน กฤษณ์ก็จะลงมือออกแบบใหม่และผลิตออกมาด้วยตัวเอง แม้บางอย่างจะเป็นของเล็กน้อย อย่างยาดมอาม่าที่ถูกจับแต่งตัวใหม่เสียจนอาม่ามาเห็นก็คงจำไม่ได้ หรือจักรยานไม้ที่เจ้าตัวอยากได้แต่ไม่เคยเห็นในท้องตลาด เลยทำขึ้นมาเอง

ไม่ใช่แค่เราที่ว่าดี รางวัลต่างๆ มากมายที่เขาได้รับล้วนแล้วแต่การันตีฝีไม้ลายมือของกฤษณ์ ทั้ง Designer of the Year 2019 สาขา Furniture Design รางวัล DEmark Design ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ไปจนถึงรางวัล Good Design Awards (G-mark) ของประเทศญี่ปุ่น และรางวัลงานออกแบบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดรางวัลหนึ่งของยุโรปอย่าง Red Dot Design Award อีกด้วย

Dots Design Studio
Dots Design Studio
คุยกับ กฤษณ์ พุฒพิมพ์ ผู้เปลี่ยนภาพจำยาดมตลอดกาลเป็น ARMA ยาดมรักษ์โลกดีไซน์ดี

ถ้าจุดแต่ละจุดมาเรียงกันก่อให้เกิดเป็นเส้น และเส้นหลายเส้นประกอบเข้าด้วยกันทำให้เกิดรูปทรงต่างๆ มากมาย คงไม่เกินไปถ้าจะบอกว่าจุดที่ว่าคือจุดเริ่มต้นของงานออกแบบ

และ ‘จุด’ ยังเป็นชื่อของบริษัทที่เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของกฤษณ์ พุฒพิมพ์ นักออกแบบและผู้ก่อตั้ง Dots Design Studio

ถ้าพร้อมแล้ว เราขอเชิญให้ทุกคนมาร่วมกันลากเส้นต่อจุดเพื่อดูความคิดและวิธีทำงานของเขาไปโดยพร้อมเพรียงกัน

จุดเริ่มต้นในการเป็นนักออกแบบ

ความสนใจในการเป็นนักออกแบบของกฤษณ์เริ่มมาจากการทำของเล่นเล่นเองในวัยเด็ก เพราะตอนนั้นร้านของเล่นในจังหวัดร้อยเอ็ดแทบจะไม่มีของเล่นอะไรเลย ชีวิตวัยเด็กของกฤษณ์จึงมีแต่การวาดการ์ตูน แกะจักรยานมาพ่นสีแล้วแต่งใหม่ และเคยแม้แต่หยิบวัสดุใกล้มือมาต่อเป็นหุ่นยนต์กันดั้มกับพี่ชาย

เมื่อโตมา ทางบ้านก็สนับสนุนให้เป็นวิศวกร แต่กฤษณ์ในวัยเด็กกลับเห็นอาชีพอย่างสถาปนิกเป็นอาชีพที่เท่มาก และเกือบเลือกเรียนเป็นสถาปนิกแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเพื่อนคนหนึ่งเลือกเรียนสาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ จนทำให้กฤษณ์ได้รู้จักอาชีพนักออกแบบผลิตภัณฑ์ 

หลังจากสอบเอนทรานซ์ ปรากฏว่ากฤษณ์สอบติดภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

คุยกับ กฤษณ์ พุฒพิมพ์ ผู้เปลี่ยนภาพจำยาดมตลอดกาลเป็น ARMA ยาดมรักษ์โลกดีไซน์ดี

“พอได้เข้ามาเรียน ผมก็ชอบมาก มันสนุกเหมือนตอนที่ผมทำของเล่นเล่นเองสมัยเด็กๆ เวลาทำการบ้านคนอื่นๆ มักทำงานเสร็จกันตอนเช้า แต่ผมทำเสร็จก่อนหลายวันเสมอ เพราะสำหรับผม ทุกขั้นตอนมันสนุกไปหมดเลย ทั้งตอนสเกตช์ ทำโมเดล แม้แต่โปรแกรมออกแบบสามมิติ ผมกับเพื่อนก็เป็นกลุ่มแรกๆ ที่เอามาใช้ในทำงานส่งอาจารย์ เพราะอยากทำอะไรใหม่ๆ กับการออกแบบอยู่เสมอ ถ้ามองย้อนกลับไป เวลาผมไปเที่ยวที่ไหนก็ตาม รูปที่ถ่ายมาก็จะมีแต่รูปสถาปัตยกรรมกับงานออกแบบผลิตภัณฑ์ แค่นี้เลย สะท้อนว่าเราชอบสิ่งเหล่านี้มานานแล้วจริงๆ” กฤษณ์เล่าถึงสมัยที่เรียนเป็นนักออกแบบในช่วงแรกๆ

นอกจากความสนุกในการเรียนแล้ว กฤษณ์ยังสนุกจนเริ่มต้นส่งงานประกวดออกแบบในเวทีต่างๆ มากมาย ที่สำคัญคือกฤษณ์ได้รับรางวัลจากการประกวดเหล่านี้อยู่เสมอด้วย

“ตอนเรียนผมส่งงานประกวดบ่อยๆ เพราะได้ทำงานหลากหลายมากกว่าโจทย์ที่อาจารย์ตั้งให้ และอยากได้รางวัล ผมทำงานประกวดส่งไปตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ปีสอง เข้ารอบบ้าง บางอันที่ชนะก็ทำให้ผมได้ไปต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตเลย เลยส่งประกวดมาตลอด” กฤษณ์เล่าถึงความสำเร็จที่ได้รับตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษา

จุดหมายในการไปใช้ชีวิตแบบนักออกแบบ

หลังจากเรียนจบ กฤษณ์ทำงานประจำอยู่ 1 ปี ก็เริ่มรู้สึกว่าอยากไปเห็น อยากมีประสบการณ์การใช้ชีวิตอยู่ต่างแดน การไปเรียนต่อจึงเป็นสิ่งที่กฤษณ์สนใจ คำถามถัดมาคือ จะไปเรียนที่ไหนดี

“เรารู้ว่าแถบๆ สแกนดิเนเวียเป็นย่านที่มีการออกแบบที่ดี อย่าง Volvo IKEA Nokia Saab Ericson ผลิตภัณฑ์ที่เราชอบมักอยู่ในโซนนั้นหมดเลย จึงเลือกไปเรียนที่สวีเดน ส่วนหนึ่งคือเรียนฟรี และใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนได้” กฤษณ์เล่าถึงเหตุผลในการเลือกเรียนที่สวีเดน

หลังจากที่เรียนและใช้ชีวิตที่สวีเดน 2 ปี กฤษณ์ก็ได้ฝึกงานด้านการออกแบบทั้งที่บริษัทออกแบบในสวีเดนและในเบลเยียม

บริษัทแรกเป็นออฟฟิศออกแบบและพัฒนาสินค้าเกี่ยวกับกีฬากอล์ฟ ส่วนอีกบริษัทเป็นบริษัทออกแบบยานพาหนะขนส่งมวลชน ทั้งรถไฟ รถบัส รถราง ซึ่งภายหลังกฤษณ์ได้รับข้อเสนอให้ทำงานต่อ แต่กฤษณ์เลือกจะกลับไทยมาทำงานและเปิดสตูดิโอของตัวเองแทน

ผมสงสัยถึงสิ่งที่กฤษณ์ได้เรียนรู้จากการทำงานออกแบบในยุโรป ว่าเหมือนหรือต่างจากระบบการเรียนในไทยอย่างไรบ้าง

คุยกับ กฤษณ์ พุฒพิมพ์ ผู้เปลี่ยนภาพจำยาดมตลอดกาลเป็น ARMA ยาดมรักษ์โลกดีไซน์ดี

“รูปแบบการทำงาน การระดมความคิด การร่างไอเดีย และขั้นตอนการทำงานออกแบบ ไม่ได้ต่างจากสมัยที่เราเรียนอยู่ลาดกระบังเลย สิ่งที่ต่างกันคือเรื่องการวางแผนและบริหารจัดการเวลา เมื่อก่อนเราทำงานโดยไม่มีการวางแผนเท่าไหร่ ภาพในหัวของนักออกแบบคือแค่มีส่งงานลูกค้า เลยทำงานกันจนเลิกเที่ยงคืน ซึ่งมันไม่ใช่ การคิดเงินค่าออกแบบจากลูกค้า คิดมาจากชั่วโมงการทำงานของนักออกแบบในบริษัท ทุกคนต้องทำงานให้ได้ตามแพลนที่วางไว้ ซึ่งจะทำให้ทุกคนเลิกงานตรงเวลา นี่เป็นสิ่งที่เราเอามาใช้กับสตูดิโอของเรา” กฤษณ์ตอบ

จุดเริ่มต้นของ Dots

หลังจากกฤษณ์กลับมา เขาชวนเพื่อนๆ ที่ทำงานด้วยกันตั้งแต่สมัยเรียนมาทำสตูดิโอออกแบบอีกครั้ง โดยใช้ชื่อ Dots ซึ่งเป็นชื่อเดิมของบริษัทที่กฤษณ์กับเพื่อนๆ เปิดไว้ตั้งแต่ตอนเรียน

ผมถามกฤษณ์ว่า ถ้าให้มองย้อนไป การเปิดสตูดิโอออกแบบผลิตภัณฑ์และเฟอร์นิเจอร์ในประเทศไทยที่ไม่ได้มีงานด้านนี้มารองรับมากมาย ถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงหรือเปล่า

“ไม่ได้คิดไง เลยเปิดได้ (หัวเราะ) ถ้ามีหุ้นส่วนที่เป็นนักธุรกิจหรือการตลาด ไม่ได้เปิดหรอก เรามีงานก็เลยชวนเพื่อนๆ มาทำ ไม่ได้คิดเรื่องการตลาดหรือแผนธุรกิจอะไรเลย ซึ่งก็ดีที่เราเปิดสตูดิโอขึ้นมา เพราะเราไม่ใช่คนที่จะไปทำงานในบริษัทใหญ่ๆ ได้แน่ๆ” กฤษณ์อธิบายพร้อมเสียงหัวเราะ

ผมถามกฤษณ์ว่า สำหรับเขาแล้วงานออกแบบที่ดีเป็นยังไง

Dots Design Studio

“งานออกแบบที่ดีสำหรับเราคล้ายกฎการออกแบบของ Dieter Rams (นักออกแบบผลิตภัณฑ์รุ่นใหญ่ของเยอรมนี ผู้ริเริ่มผลักดันการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่แพร่หลาย และเป็นแรงบันดาลใจให้ Jonathan Ive ออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Apple ในยุคถัดมา-ผู้เขียน) เช่น การคิดงานให้เป็นนวัตกรรม คิดเรื่องความง่ายของการใช้งาน ความสวยงาม อะไรพวกนี้ ซึ่งก็มีหลักการอยู่เยอะมาก แต่งานออกแบบที่ดีในอุดมคติของผมคือ ตัวผลิตภัณฑ์อยู่ได้ยาวนาน ไม่มีใครมาออกแบบใหม่ อย่างเช่นคลิปหนีบกระดาษ ไม่มีใครมาออกแบบรูปทรงใหม่นะ แค่เปลี่ยนสีใหม่ วัสดุใหม่ แต่หน้าตาเหมือนเดิมหรือแทบไม่เปลี่ยนเลย และงานออกแบบที่ดีสำหรับผมก็น่าจะสร้างแรงบันดาลใจส่งต่อให้คนอื่นได้ด้วย เหมือนเป็นครูหรือต้นแบบ” กฤษณ์เล่าถึงงานออกแบบที่ดี

แล้วงานออกแบบของกฤษณ์เป็นแบบไหน ผมถามต่อ

“การออกแบบอยู่ที่ประสบการณ์ของคนที่ออกแบบเป็นหลักเลย นักออกแบบใช้ชีวิตแบบไหน ไปเจออะไรมา ก็เอาสิ่งนั้นมาเป็นต้นทุนในการออกแบบ ซึ่งงานออกแบบของผมมักจะใส่ Styling เข้าไปในงานด้วยเสมอ เพราะส่วนตัวชอบใช้ของที่มีคาแรกเตอร์โดดเด่น หลายคนบอกว่าการออกแบบคือการแก้ปัญหา แต่ปัญหาที่เราแก้อาจจะไม่ได้มีแค่เรื่องการใช้งานอย่างเดียว ความรู้สึก ความชอบ ไลฟ์สไตล์ ก็ถือเป็นปัญหาเหมือนกัน แต่เราไม่ได้ทิ้งเรื่องการใช้งานนะ เราแค่พยายามบาลานซ์ทั้งสองฝั่ง” กฤษณ์อธิบาย

Dots Design Studio

งานหลายชิ้นของกฤษณ์เอาไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ใส่ลงไป ยกตัวอย่างเช่นยาดมอาม่า ซึ่งนอกจากจะเป็นการปรับลุคยาดมใหม่แล้ว อีกเรื่องที่ทำให้ผมตกใจไม่ต่างกันคือ หลายๆ งานที่กฤษณ์ออกแบบเป็นงานที่ไม่ได้มีลูกค้าว่าจ้างแต่อย่างใด อีกทั้งกฤษณ์ยังเป็นคนออกทุนการผลิตด้วยตัวเอง

มันคือเรื่องแพสชันน่ะ นักออกแบบทุกคนน่าจะอยากออกแบบของของตัวเองน่ะ ส่วนโอกาสและช่องทางในการตลาดเป็นเรื่องหลังจากที่ทำการบ้านหาข้อมูลแล้ว อย่างยาดม เราสงสัยว่ายาดมแบบที่เราจะใช้เป็นยังไง จักรยานก็ชอบปั่นอยู่แล้ว จึงอยากทำของตัวเอง นาฬิกาก็ชอบใส่อยู่แล้ว คิดว่าในชีวิตหนึ่งถ้าได้ทำนาฬิกายี่ห้อของตัวเองมันก็ดีนะ เลยลองทำเอง ลงทุนเองดู ซึ่งโปรเจกต์ทำนองนี้ที่ขาดทุนก็มีเยอะนะ ผมมองว่าเหมือนการไปเที่ยวแหละ เราไปเที่ยวเพราะอยากเปิดโลกใช่ไหม การทำจักรยานหรือกระโดดมาทำยาดมก็แบบเดียวกัน มันเปิดโลกให้ผมมาก เหมือนพาเราไปสู่อีกวงการหนึ่ง อย่างยาดมก็พาเราไปเจอคนในวงการสมุนไพรหรือวงการอื่นๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามี” กฤษณ์เล่าให้ฟังถึงที่มาของงานออกแบบที่ไม่มีลูกค้า

จุดเริ่มต้นของงานแต่ละงาน

หลังจากเราได้ฟังขั้นตอนการทำงานของนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์อย่างกฤษณ์ ทำให้รู้สึกว่าเขาไม่เหมือนนักออกแบบที่เราคิดไว้สักเท่าไหร่ เพราะเรามีความคิดว่านักออกแบบจะต้องสเกตซ์หรือเขียนแบบเป็นหลัก แต่การสเกตช์งานดูเป็นขั้นตอนท้ายๆ ที่สั้นมากๆ ในกระบวนการด้วยซ้ำ

“สำหรับผม เวลาจะออกแบบอะไรสักอย่าง เราควรจะรู้กระบวนการทั้งหมดก่อน ถ้ามีลูกค้าติดต่อให้ออกแบบเก้าอี้หนึ่งตัว อย่างแรกเลยคือ เราต้องรู้ก่อนว่าลูกค้าที่มาจ้างเรา โรงงานเขาทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ ผมจะเข้าไปศึกษาที่โรงงานเขาก่อน เพื่อเอาข้อจำกัดของโรงงานมาใช้ในการออกแบบ หลังจากที่ดูโรงงานเสร็จ ก็ถามหา Requirement จากลูกค้าต่อว่าเก้าอี้อะไร ให้ใครใช้ ใช้ที่ไหน วางตรงไหน ราคาเท่าไหร่ คือถ้าข้อมูลมีมากพอ ทั้งผู้ผลิต ราคา ตลาด ผู้ใช้ จะทำให้การออกแบบง่ายขึ้น แต่ถ้าเป็นดีไซเนอร์ที่ฉาบฉวยก็อาจจะหยิบจับเอาแรงบันดาลใจจากสิ่งนั้นสิ่งนี้มาวาดเป็นแบบในกระดาษ แล้วเสนอลูกค้า ซึ่งทำได้นะ แต่ผมมองว่ามันเป็นแค่กิมมิกในการเล่าเรื่องมากกว่า

Dots Design Studio

“จากนั้น เราจะศึกษาขั้นตอนการผลิตจากการเข้าไปดูในโรงงาน แล้ววางคอนเซปต์การออกแบบ เช่นลูกค้าอาจจะมีเครื่องจักรประเภทนี้อยู่คนเดียวในวงการ ถ้าเราเอามาปรับใช้ในการออกแบบก็จะทำให้เขามีสินค้าที่แตกต่างจากคนอื่นๆ ในท้องตลาดและไม่มีใครทำได้เหมือนด้วย ดังนั้น คอนเซปต์อาจจะมาจากขั้นตอนการผลิตก็ได้ หรือมีเก้าอี้ตัวหนึ่งที่ได้รับโจทย์มาว่าจะเน้นขายให้ร้านขนม ร้านกาแฟ เราก็วางคอนเซปต์ให้เป็นขนม ออกแบบเป็นเก้าอี้มาการองที่ทำจากไม้ ซึ่งได้รับการตอบรับดีมากในตลาด” กฤษณ์อธิบายขั้นตอนการทำงานออกแบบของตัวเขาเอง

“ผมมองว่าการออกแบบคือการบาลานซ์ความต้องการของคนสองคน คือคนที่มาจ้างเรา กับคนที่มาซื้องานที่เราออกแบบ ถ้าโชคดีที่ทั้งสองคนนี้เป็นคนเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ดีไซเนอร์ก็ทำงานได้ง่าย ถ้าสองคนนี้มีความต้องการแตกต่างกันมาก อาจจะทำให้หลายๆ งานต้องล้มเลิก นักออกแบบจึงต้องเข้าใจบริบทของลูกค้าก่อน เช่นเรื่องการผลิตที่ผลิตสินค้าได้ง่ายมาก ไม่มีการเสียเศษวัสดุหรือโดนตีกลับ แล้วยังแพ็กลงกล่องแบนๆ ได้ด้วย จะยิ่งประหยัดค่าขนส่ง ซึ่งแนวความคิดที่ว่ามาทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยให้งานออกสู่ตลาดได้ และทั้งหมดนี้ผู้ใช้อาจไม่ต้องรู้เลยก็ได้” กฤษณ์เล่าเพิ่มถึงการทำงานอีกส่วนของนักออกแบบ

Dots Design Studio
Dots Design Studio

จากการสังเกตของเรา กฤษณ์เป็นดีไซเนอร์ที่ทำงานกับหลากวัสดุและหลายกระบวนการผลิต ทั้งไม้ดัด อะลูมิเนียมหล่อ งานเหล็ก ไปจนถึงพลาสติก ซึ่งวัสดุแต่ละอย่างก็มีกระบวนการและข้อจำกัดในการออกแบบที่แตกต่างกัน มองในแง่หนึ่งมันก็น่าจะสร้างความสนุกให้กับการทำงาน แต่ในอีกแง่หนึ่งมันก็สร้างภาระในการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ อยู่ตลอด

“เราเลือกที่จะทำงานหลากหลายเอง บางคนเขาอาจเลือกทำงานจนเป็นผู้เชี่ยวชาญในวัสดุนั้นๆ ไปเลยก็ได้ แต่เราชอบที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นอยู่ตลอด ได้รู้จักคนมากขึ้น ได้เห็นโลกกว้างกว่า” กฤษณ์ตอบ

จุดหมายของการออกแบบ

ในวันที่ได้รับรางวัลการออกแบบมามากมายจากหลายสำนักจนเหมือนเป็นหมุดหมายสำคัญในชีวิต ผมถามกฤษณ์ถึงจุดหมายในการออกแบบหลังจากนี้ว่าคืออะไร

“จุดหมายของการออกแบบในตอนนี้คืออยากเห็นของที่ตัวเองออกแบบอยู่บนชั้นวาง อยู่ในร้านขาย อยากให้คนใช้ พอเราโตขึ้นเราก็อยากออกแบบและทำของที่ดีให้อยู่ต่อไปบนโลก ถึงวันที่เราไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว ก็จะยังมีคนเห็นของที่เราออกแบบว่ามันสวย ยังใช้งานได้ดีอยู่ อยากให้คนจำเราได้จากงานของเรา ซึ่งเรายังอยากออกแบบของอีกหลายอย่างมากเลย ในอนาคตถ้ามีโอกาสก็อยากกระโดดเข้าไปทำ” กฤษณ์ตอบพร้อมรอยยิ้ม

คุยกับ กฤษณ์ พุฒพิมพ์ ผู้เปลี่ยนภาพจำยาดมตลอดกาลเป็น ARMA ยาดมรักษ์โลกดีไซน์ดี

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Designer of the Year

วิธีคิดเฉียบคมเบื้องหลังงานเด็ดของนักออกแบบแห่งปี

The Cloud x Designer of the Year

ระยะเวลา 34 ปี ถ้าเทียบเป็นคนๆ หนึ่งก็น่าจะเป็นคนที่อยู่ในวัยทำงานมาได้สักระยะ ผ่านเจอเรื่องร้อนหนาวมาบ้าง แต่ก็คงจะยังไม่เจนจัดในชีวิตมากนัก

แต่ระยะเวลา 34 ปี ของบริษัทออกแบบอย่าง August Design Consultant ที่ก่อตั้งโดย เด้ง-พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบเจ้าของรางวัล Designer of the Year 2019 : Honor Awards นั้นต่างออกไป ด้วยระยะเวลาขนาดนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพของการออกแบบได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้น เพราะนอกจากการออกแบบงานตามโจทย์ของลูกค้าแล้ว ที่นี่ยังเป็นสถานที่ที่เขาได้ขับเคลื่อนวิชาชีพสถาปนิกภายในให้ปรากฏชัดเจนมากขึ้นในยุคที่หลายคนยังมองว่างานตกแต่งภายในเป็นเรื่องของการประดับตกแต่งภายในอาคาร แต่ด้วยกรอบความคิดและทัศนคติ ทำให้เกิดการออกแบบพื้นที่ภายในอาคารร่วมกันไปกับพื้นที่ภายนอกและภูมิสถาปนิก

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

จากบัณฑิตสถาปัตยกรรมภายในรุ่นแรกๆ ของเมืองไทย สู่การทำงานวิชาชีพสถาปัตยกรรมภายในที่ประเทศสิงคโปร์ เขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ออกแบบจนหล่อหลอมเป็นแรงบันดาลใจหอบกลับมาประเทศบ้านเกิด เพื่อสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมภายในอย่างที่ตัวเองเชื่อ และยังส่งต่อถึงบุคลากรทางการศึกษา เพื่อสร้างทรัพยากรสถาปนิกภายในที่มีคุณภาพให้กับประเทศ

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

และนี่คือหลักการทำงานในฐานะผู้บุกเบิกวงการสถาปัตยกรรมภายใน และสร้างความตระหนักให้ผู้คนเห็นความสำคัญของพื้นที่ที่พอดีกับมนุษย์ของเด้ง-พงษ์เทพ สกุลคู

God Is In The Details

เด้งก็เหมือนสถาปนิกหลายคนที่เมื่อเรียนจบก็ได้เลือกไปทำงานบริษัทสถาปนิกที่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่กำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างของเมือง และต้องการแรงงานออกแบบเป็นจำนวนมาก เขาทำงานอยู่หลายปี ในระหว่างนั้นแม้จะสอบติดได้เรียนต่อปริญญาโทด้านการออกแบบที่อเมริกา แต่เขาก็เลือกที่จะเรียนรู้ผ่านการทำงานต่อ จนถึงวันหนึ่งที่รู้สึกอิ่มตัว

“ตอนลาออก ผมบอกกับเจ้านายว่าขออนุญาตไปผจญภัยหน่อย แกก็เตือนผมว่าทำออฟฟิศออกแบบมันไม่ง่ายหรอก แต่ด้วยความที่เรายังเด็ก ยังอยากค้นหาแนวทางในการออกแบบของตัวเอง สมัยนั้นโปรเจกต์ที่เราทำจะเป็นโรงแรม Chain ใหญ่ๆ ซึ่งมีแพตเทิร์นค่อนข้างตายตัว เราก็รู้สึกว่างานออกแบบภายในมันน่าจะมีความหลากหลายมากกว่านั้น คือไม่ได้เป็นงานประดับตกแต่งอย่างเดียว

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

“ในตอนนั้นมีคนชอบแซวกันว่าสถาปนิกทำเสามา พวกอินทีเรียก็ไปตัดเสาออก หรือสถาปนิกไม่ได้ทำเสามา อินทีเรียก็ไปใส่เสาเพิ่มให้ เราอยากจะสร้างให้เกิด Interior Architecture Space หรือสร้างพื้นที่ว่างภายในอาคารโดยมีความเข้าใจในวิธีคิดแบบสถาปัตยกรรม ด้วยการร่วมออกแบบไปพร้อมกันกับสถาปนิกเลย ซึ่งในสมัยนั้นเป็นเรื่องใหม่มาก เพราะปกติงานสองส่วนนี้มันแยกขาดออกจากกัน” เด้งเล่าถึงวันที่ลาออก

นอกจากกรอบงานออกแบบภายในที่กว้างขึ้นแล้ว เด้งก็อธิบายให้เราฟังถึงความชอบและสไตล์งานออกแบบของตัวเอง ที่หากมองเร็วๆ ในพื้นที่ก็เหมือนจะไม่มีอะไรหวือหวา ค่อนไปทางเรียบง่าย แต่เป็นเพราะเขาให้ความสำคัญกับตอนที่มีคนมาใช้เวลาอยู่ภายในพื้นที่มากกว่า

“ผมเป็นคนชอบอะไรที่มันอยู่นานๆ ผมชอบงานที่มันไม่ได้เรียกร้องความสนใจมากในวูบแรก แต่เมื่อมองไปแล้วมันมีรายละเอียดบางอย่างให้ค้นหา มีสุนทรียภาพในการจับจังหวะของพื้นที่ ของเฟอร์นิเจอร์ มีเรื่องสัจจะของวัสดุ ซึ่งทำให้คนที่เข้ามาในพื้นที่ค้นหาต่อไปได้เรื่อยๆ ” เด้งเล่าถึงไอเดียที่แฝงอยู่ในการออกแบบ

สิ่งที่เขาต้องการให้ผู้คนค้นหาบนพื้นที่เกิดขึ้นผ่านความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกของผู้คนกับพื้นที่ ณ ขณะนั้น และอีกส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างความหมายให้กับพื้นที่แบบนั้น คือการเปิดให้เห็นสัจจะของวัสดุ

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี
พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

“อินทีเรียคืออาชีพที่ดีลกับวัสดุ สมัยก่อนเรามีวัสดุไม่เกินสิบอย่าง วัสดุที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นคือแผ่นลามิเนต แต่การมีวัสดุไม่กี่อย่างมันทำให้เราคิดงานอย่างพิถีพิถัน และต้องใช้วิจารณญาณในการทำงานอย่างละเอียดอ่อน ซึ่งผมว่ามันเป็นการฝึกที่ดี ในขณะที่ปัจจุบันเรามี Material เยอะมาก ทำให้วิธีการ Practice เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน คือการคัดสรรวัสดุเพื่อที่จะมาใช้อย่างระมัดระวัง ปัจจุบันมีวัสดุเยอะมากหลายร้อยอย่าง กลายเป็นว่าคุณต้องคัดออกแทน มันก็ทำให้เราต้องระมัดระวังและต้องนำมาใช้ให้ถูกที่ถูกทาง” สัมผัสจากความรู้สึกและสัมผัสจากวัสดุ จึงเป็นแก่นแท้ในงานดีไซน์พื้นที่ที่ทำให้งานของ August Design ยังคงตราตรึงในความทรงจำของผู้ใช้งานพื้นที่แม้จะผ่านมาหลายปี

พอดี พอดี

เราถามถึงแรงผลักดันที่ทำให้เด้งยังคงสนุกกับการทำงานอยู่ในปัจจุบันนี้

“ผมคิดว่าที่ยังทำงานอยู่ทุกวันนี้ สี่สิบกว่าปีในวิชาชีพก็เพราะความสนุกแบบนี้ ได้เจอผู้คนหลากหลายความคิด ได้เรียนรู้ชีวิตมนุษย์” เด้งเกริ่น

“เราทำงานบนกระดาษ ทำงานบนอากาศให้มันเป็นของจริง แต่สุดท้ายแล้วคนที่ใช้งานก็คือมนุษย์ เพราะฉะนั้น การสื่อสารกับใครก็ตามที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับงานเป็นเรื่องสำคัญมาก บางทีการที่จะทำงานออกมาได้มันต้องเข้าใจคนก่อน ทั้งลูกค้า ทั้งผู้ใช้งาน แล้วจึงประมวลผลออกมาว่าเราควรจะทำงานออกมาแบบไหน ซึ่งมันก็ไม่มีโจทย์ตายตัวเหมือนกัน และแต่ละงานมันก็ไม่เหมือนเดิม ถึงแม้จะเป็นประเภทงานเดียวกัน แต่ปัญหาและวิธีการแก้ปัญหามันไม่เหมือนเดิม ก็ออกมาเป็นดีไซน์หรือผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน”

สถาปัตยกรรมภายใน
สถาปัตยกรรมภายใน

เนื่องจากอาชีพออกแบบภายในต้องทำงานร่วมกับนักออกแบบหลากหลายที่อยู่ในไซต์เดียวกัน ทั้งสถาปนิกและภูมิสถาปนิก เด้งก็ได้ทั้งเรียนรู้ ดูแล ไปจนถึงปรับรูปแบบของตัวเองให้พอเหมาะพอดีกับภาพรวมอีกด้วย

“เวลาที่ผมทำงานกับสถาปนิกแต่ละท่าน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ มันก็เป็นการเรียนรู้มนุษย์อีกอย่างหนึ่งเหมือนกัน นอกจากลูกค้าเราก็เรียนรู้วิธีคิดจากเพื่อนร่วมวิชาชีพ และคอยตามหาความพอดีในการทำงานของเราด้วย คือถ้างานสถาปัตยกรรมมันโดดเด่นมาก ภูมิทัศน์ก็มีคาแรกเตอร์ ผมจะเลือกปรับงานออกแบบภายในส่วนของผมให้มันเบาลง พยายามหา และปรับเพื่อให้ภาพรวมมันดูพอดี ถ้าทุกอย่างมันแข่งกันไปหมด อาจจะทำให้คนเข้ามาในพื้นที่แล้วรู้สึกไม่ค่อยดีก็ได้

สถาปัตยกรรมภายใน

“ซึ่งความพอดีในงานออกแบบของนักออกแบบแต่ละคน เป็นสิ่งที่แต่ละคนจะต้องสร้างขึ้นมาเองจากประสบการณ์ การเรียนรู้ การตีความ ความชอบ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ความพอดีในงานของผมก็เป็นแบบฉบับเฉพาะตัวจากการตีความของผมเอง แล้วการทำแบบนี้อาจจะทำให้งานของเราไม่มีซิกเนเจอร์ก็ได้ ซึ่งผมก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ผมมองภาพใหญ่มากกว่า

“ผมมองว่ามันเหมือนเพลงหนึ่งแล้วเราเป็นโน้ตตัวหนึ่ง ถ้ามันไม่กลมกลืน เพลงมันคงจะประหลาดพิลึก แล้วถ้าเรามองในภาพที่มันใหญ่ขึ้นเป็นประเทศหรือว่าเมือง ถ้าเราลดอีโก้ลงไป ไม่มองแค่ตึกของเราแต่มองในภาพรวม เมืองก็อาจจะกลมกลืนกัน มันก็คงจะดีนะ หรือถ้าอยากจะปรับให้เมืองมีอัตลักษณ์อะไรบางอย่าง ถ้าเราตั้งหลักการร่วมกันอันหนึ่ง มันก็อาจจะทำให้เมืองเปลี่ยนรูปแบบไปก็ได้” เด้งอธิบายถึงการออกแบบโดยคำนึงถึงภาพรวม

สถาปัตยกรรมภายใน

การเรียนรู้นี่ไม่มีวันสิ้นสุด

สัญชาตญาณที่เกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติจากการทำงานสถาปนิกภายในมาตลอดทั้งชีวิต คือสายตาที่มองสิ่งรอบตัวอย่างละเอียด และมือที่พร้อมจะบันทึกทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าด้วยกระดาษหรือปากกา ซึ่งด้วยการประกอบอาชีพนี้ทำให้เขามีโอกาสได้เดินทางและพักในโรงแรมที่มีการออกแบบที่ดีในหลากหลายประเทศ และทุกๆ ครั้งที่ได้ไปโรงแรมใหม่ๆ เด้งก็จะสเกตช์แปลนห้อง เฟอร์นิเจอร์ หรือรายละเอียดการตกแต่งต่างๆ จนกลายมาเป็นหนังสือ A Room With a View : A Journey Through the World of Hotel Rooms หนังสือบันทึกลายเส้นสเกตช์ห้องพักจากการเข้าพักในโรงแรมดังทั่วโลก และเขาก็ยังคงทำงานสเกตช์เช่นนี้จนเป็นกิจวัตรของชีวิต ไม่ว่าจะออกเดินทางไปที่ใดก็ตาม

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

“การเขียนมันทำให้คุณจำได้ ซึ่งมันไม่เหมือนการถ่ายรูป การเขียนทำให้คุณเข้าไปถึงรายละเอียด วิธีคิดของคนทำ คุณจะได้เรียนรู้มันเองโดยตรงเลย ซึ่งผมชอบความสดในสิ่งที่เราบันทึกเอาไว้ ผมก็ไม่ได้ใช้เวลากับมันเยอะหรอกครับ การไปพักสำหรับอาชีพเรามันคือการไปรีเสิร์ช การไปเก็บข้อมูล การสเกตช์แบบนี้ก็เป็นการเก็บข้อมูลแบบหนึ่ง แล้วเราก็หยิบเอาวิธีคิดของสิ่งที่เราไปเจอมาประยุกต์กับงานของเรา ในอาชีพออกแบบภายในเนี่ย ห้องในโรงแรมมีหน้าที่การใช้งานอยู่ไม่กี่อย่างหรอก ชีวิตประจำวันของมนุษย์ก็มีอยู่แค่นี้ แต่คุณจะใช้สเปซพวกนี้อย่างไร ในวิธีการแบบไหน ซึ่งการได้เห็นกรณีศึกษามามากๆ มันก็ทำให้เราปรับใช้พื้นที่ได้หลากหลายมากขึ้น” เด้งเล่าถึงงานอดิเรกที่ทำเป็นประจำ

นอกจากหนังสือเล่มนี้จะเป็นผลจากการสังเกตการณ์แล้ว ยังเป็นคู่มือเล่มสำคัญให้กับนักศึกษาสถาปัตยกรรมภายใน สำหรับใช้ศึกษางานออกแบบโรงแรมจากหลากหลายสถานที่ ซึ่งแปรผันตามบริบทต่างๆ กันไปได้เป็นอย่างดี

ออกแบบ-ชีวิต-พอดี

จากการทำงานมากว่า 40 ปีในวิชาชีพการออกแบบ เราถามเด้งถึงพื้นที่พอดีของเขา และคุณค่าในงานออกแบบ

“พื้นที่พอดีสำหรับผมก็คงเป็นพื้นที่ที่เข้าไปแล้วรู้สึกสบาย เป็นพื้นที่ที่คุณอยากกลับไปอีกด้วยความที่มันเหมาะกับการใช้งาน แต่ไม่ใช่ไปเพื่อถ่ายรูป (หัวเราะ) ถ้าเป็นร้านกาแฟก็คือเป็นร้านที่อยากไปนั่งกินกาแฟอีกและมีบรรยากาศที่รื่นรมย์ การทำให้คนที่มาใช้งานพื้นที่แล้วมีความสุข มันก็คือการบรรลุวัตถุประสงค์ของวิชาชีพแล้ว

“ส่วนคุณค่าในงานออกแบบ ผมว่ามันคือการยกระดับการใช้ชีวิตของมนุษย์ มันยกระดับคุณค่าทางจิตใจ การออกแบบที่ดีมันช่วยให้คนได้มีสุนทรียภาพมากขึ้น มีความคิดที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น เหมือนเป็นการยกระดับจิตใจของคน อย่างเช่นเรามองเห็นความงามของวัสดุ ความงามของความไม่สมบูรณ์พร้อม มันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากในการอธิบายให้คนเข้าใจในเรื่องพวกนี้ นี่คือคุณค่าอย่างหนึ่งของการออกแบบ” เด้งทิ้งท้าย

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

The Cloud x Designer of the Year

ระยะเวลา 34 ปี ถ้าเทียบเป็นคนๆ หนึ่งก็น่าจะเป็นคนที่อยู่ในวัยทำงานมาได้สักระยะ ผ่านเจอเรื่องร้อนหนาวมาบ้าง แต่ก็คงจะยังไม่เจนจัดในชีวิตมากนัก

แต่ระยะเวลา 34 ปี ของบริษัทออกแบบอย่าง August Design Consultant ที่ก่อตั้งโดย เด้ง-พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบเจ้าของรางวัล Designer of the Year 2019 : Honor Awards นั้นต่างออกไป ด้วยระยะเวลาขนาดนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพของการออกแบบได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้น เพราะนอกจากการออกแบบงานตามโจทย์ของลูกค้าแล้ว ที่นี่ยังเป็นสถานที่ที่เขาได้ขับเคลื่อนวิชาชีพสถาปนิกภายในให้ปรากฏชัดเจนมากขึ้นในยุคที่หลายคนยังมองว่างานตกแต่งภายในเป็นเรื่องของการประดับตกแต่งภายในอาคาร แต่ด้วยกรอบความคิดและทัศนคติ ทำให้เกิดการออกแบบพื้นที่ภายในอาคารร่วมกันไปกับพื้นที่ภายนอกและภูมิสถาปนิก

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

จากบัณฑิตสถาปัตยกรรมภายในรุ่นแรกๆ ของเมืองไทย สู่การทำงานวิชาชีพสถาปัตยกรรมภายในที่ประเทศสิงคโปร์ เขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ออกแบบจนหล่อหลอมเป็นแรงบันดาลใจหอบกลับมาประเทศบ้านเกิด เพื่อสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมภายในอย่างที่ตัวเองเชื่อ และยังส่งต่อถึงบุคลากรทางการศึกษา เพื่อสร้างทรัพยากรสถาปนิกภายในที่มีคุณภาพให้กับประเทศ

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

และนี่คือหลักการทำงานในฐานะผู้บุกเบิกวงการสถาปัตยกรรมภายใน และสร้างความตระหนักให้ผู้คนเห็นความสำคัญของพื้นที่ที่พอดีกับมนุษย์ของเด้ง-พงษ์เทพ สกุลคู

God Is In The Details

เด้งก็เหมือนสถาปนิกหลายคนที่เมื่อเรียนจบก็ได้เลือกไปทำงานบริษัทสถาปนิกที่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่กำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างของเมือง และต้องการแรงงานออกแบบเป็นจำนวนมาก เขาทำงานอยู่หลายปี ในระหว่างนั้นแม้จะสอบติดได้เรียนต่อปริญญาโทด้านการออกแบบที่อเมริกา แต่เขาก็เลือกที่จะเรียนรู้ผ่านการทำงานต่อ จนถึงวันหนึ่งที่รู้สึกอิ่มตัว

“ตอนลาออก ผมบอกกับเจ้านายว่าขออนุญาตไปผจญภัยหน่อย แกก็เตือนผมว่าทำออฟฟิศออกแบบมันไม่ง่ายหรอก แต่ด้วยความที่เรายังเด็ก ยังอยากค้นหาแนวทางในการออกแบบของตัวเอง สมัยนั้นโปรเจกต์ที่เราทำจะเป็นโรงแรม Chain ใหญ่ๆ ซึ่งมีแพตเทิร์นค่อนข้างตายตัว เราก็รู้สึกว่างานออกแบบภายในมันน่าจะมีความหลากหลายมากกว่านั้น คือไม่ได้เป็นงานประดับตกแต่งอย่างเดียว

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

“ในตอนนั้นมีคนชอบแซวกันว่าสถาปนิกทำเสามา พวกอินทีเรียก็ไปตัดเสาออก หรือสถาปนิกไม่ได้ทำเสามา อินทีเรียก็ไปใส่เสาเพิ่มให้ เราอยากจะสร้างให้เกิด Interior Architecture Space หรือสร้างพื้นที่ว่างภายในอาคารโดยมีความเข้าใจในวิธีคิดแบบสถาปัตยกรรม ด้วยการร่วมออกแบบไปพร้อมกันกับสถาปนิกเลย ซึ่งในสมัยนั้นเป็นเรื่องใหม่มาก เพราะปกติงานสองส่วนนี้มันแยกขาดออกจากกัน” เด้งเล่าถึงวันที่ลาออก

นอกจากกรอบงานออกแบบภายในที่กว้างขึ้นแล้ว เด้งก็อธิบายให้เราฟังถึงความชอบและสไตล์งานออกแบบของตัวเอง ที่หากมองเร็วๆ ในพื้นที่ก็เหมือนจะไม่มีอะไรหวือหวา ค่อนไปทางเรียบง่าย แต่เป็นเพราะเขาให้ความสำคัญกับตอนที่มีคนมาใช้เวลาอยู่ภายในพื้นที่มากกว่า

“ผมเป็นคนชอบอะไรที่มันอยู่นานๆ ผมชอบงานที่มันไม่ได้เรียกร้องความสนใจมากในวูบแรก แต่เมื่อมองไปแล้วมันมีรายละเอียดบางอย่างให้ค้นหา มีสุนทรียภาพในการจับจังหวะของพื้นที่ ของเฟอร์นิเจอร์ มีเรื่องสัจจะของวัสดุ ซึ่งทำให้คนที่เข้ามาในพื้นที่ค้นหาต่อไปได้เรื่อยๆ ” เด้งเล่าถึงไอเดียที่แฝงอยู่ในการออกแบบ

สิ่งที่เขาต้องการให้ผู้คนค้นหาบนพื้นที่เกิดขึ้นผ่านความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกของผู้คนกับพื้นที่ ณ ขณะนั้น และอีกส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างความหมายให้กับพื้นที่แบบนั้น คือการเปิดให้เห็นสัจจะของวัสดุ

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี
พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

“อินทีเรียคืออาชีพที่ดีลกับวัสดุ สมัยก่อนเรามีวัสดุไม่เกินสิบอย่าง วัสดุที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นคือแผ่นลามิเนต แต่การมีวัสดุไม่กี่อย่างมันทำให้เราคิดงานอย่างพิถีพิถัน และต้องใช้วิจารณญาณในการทำงานอย่างละเอียดอ่อน ซึ่งผมว่ามันเป็นการฝึกที่ดี ในขณะที่ปัจจุบันเรามี Material เยอะมาก ทำให้วิธีการ Practice เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน คือการคัดสรรวัสดุเพื่อที่จะมาใช้อย่างระมัดระวัง ปัจจุบันมีวัสดุเยอะมากหลายร้อยอย่าง กลายเป็นว่าคุณต้องคัดออกแทน มันก็ทำให้เราต้องระมัดระวังและต้องนำมาใช้ให้ถูกที่ถูกทาง” สัมผัสจากความรู้สึกและสัมผัสจากวัสดุ จึงเป็นแก่นแท้ในงานดีไซน์พื้นที่ที่ทำให้งานของ August Design ยังคงตราตรึงในความทรงจำของผู้ใช้งานพื้นที่แม้จะผ่านมาหลายปี

พอดี พอดี

เราถามถึงแรงผลักดันที่ทำให้เด้งยังคงสนุกกับการทำงานอยู่ในปัจจุบันนี้

“ผมคิดว่าที่ยังทำงานอยู่ทุกวันนี้ สี่สิบกว่าปีในวิชาชีพก็เพราะความสนุกแบบนี้ ได้เจอผู้คนหลากหลายความคิด ได้เรียนรู้ชีวิตมนุษย์” เด้งเกริ่น

“เราทำงานบนกระดาษ ทำงานบนอากาศให้มันเป็นของจริง แต่สุดท้ายแล้วคนที่ใช้งานก็คือมนุษย์ เพราะฉะนั้น การสื่อสารกับใครก็ตามที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับงานเป็นเรื่องสำคัญมาก บางทีการที่จะทำงานออกมาได้มันต้องเข้าใจคนก่อน ทั้งลูกค้า ทั้งผู้ใช้งาน แล้วจึงประมวลผลออกมาว่าเราควรจะทำงานออกมาแบบไหน ซึ่งมันก็ไม่มีโจทย์ตายตัวเหมือนกัน และแต่ละงานมันก็ไม่เหมือนเดิม ถึงแม้จะเป็นประเภทงานเดียวกัน แต่ปัญหาและวิธีการแก้ปัญหามันไม่เหมือนเดิม ก็ออกมาเป็นดีไซน์หรือผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน”

สถาปัตยกรรมภายใน
สถาปัตยกรรมภายใน

เนื่องจากอาชีพออกแบบภายในต้องทำงานร่วมกับนักออกแบบหลากหลายที่อยู่ในไซต์เดียวกัน ทั้งสถาปนิกและภูมิสถาปนิก เด้งก็ได้ทั้งเรียนรู้ ดูแล ไปจนถึงปรับรูปแบบของตัวเองให้พอเหมาะพอดีกับภาพรวมอีกด้วย

“เวลาที่ผมทำงานกับสถาปนิกแต่ละท่าน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ มันก็เป็นการเรียนรู้มนุษย์อีกอย่างหนึ่งเหมือนกัน นอกจากลูกค้าเราก็เรียนรู้วิธีคิดจากเพื่อนร่วมวิชาชีพ และคอยตามหาความพอดีในการทำงานของเราด้วย คือถ้างานสถาปัตยกรรมมันโดดเด่นมาก ภูมิทัศน์ก็มีคาแรกเตอร์ ผมจะเลือกปรับงานออกแบบภายในส่วนของผมให้มันเบาลง พยายามหา และปรับเพื่อให้ภาพรวมมันดูพอดี ถ้าทุกอย่างมันแข่งกันไปหมด อาจจะทำให้คนเข้ามาในพื้นที่แล้วรู้สึกไม่ค่อยดีก็ได้

สถาปัตยกรรมภายใน

“ซึ่งความพอดีในงานออกแบบของนักออกแบบแต่ละคน เป็นสิ่งที่แต่ละคนจะต้องสร้างขึ้นมาเองจากประสบการณ์ การเรียนรู้ การตีความ ความชอบ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ความพอดีในงานของผมก็เป็นแบบฉบับเฉพาะตัวจากการตีความของผมเอง แล้วการทำแบบนี้อาจจะทำให้งานของเราไม่มีซิกเนเจอร์ก็ได้ ซึ่งผมก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ผมมองภาพใหญ่มากกว่า

“ผมมองว่ามันเหมือนเพลงหนึ่งแล้วเราเป็นโน้ตตัวหนึ่ง ถ้ามันไม่กลมกลืน เพลงมันคงจะประหลาดพิลึก แล้วถ้าเรามองในภาพที่มันใหญ่ขึ้นเป็นประเทศหรือว่าเมือง ถ้าเราลดอีโก้ลงไป ไม่มองแค่ตึกของเราแต่มองในภาพรวม เมืองก็อาจจะกลมกลืนกัน มันก็คงจะดีนะ หรือถ้าอยากจะปรับให้เมืองมีอัตลักษณ์อะไรบางอย่าง ถ้าเราตั้งหลักการร่วมกันอันหนึ่ง มันก็อาจจะทำให้เมืองเปลี่ยนรูปแบบไปก็ได้” เด้งอธิบายถึงการออกแบบโดยคำนึงถึงภาพรวม

สถาปัตยกรรมภายใน

การเรียนรู้นี่ไม่มีวันสิ้นสุด

สัญชาตญาณที่เกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติจากการทำงานสถาปนิกภายในมาตลอดทั้งชีวิต คือสายตาที่มองสิ่งรอบตัวอย่างละเอียด และมือที่พร้อมจะบันทึกทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าด้วยกระดาษหรือปากกา ซึ่งด้วยการประกอบอาชีพนี้ทำให้เขามีโอกาสได้เดินทางและพักในโรงแรมที่มีการออกแบบที่ดีในหลากหลายประเทศ และทุกๆ ครั้งที่ได้ไปโรงแรมใหม่ๆ เด้งก็จะสเกตช์แปลนห้อง เฟอร์นิเจอร์ หรือรายละเอียดการตกแต่งต่างๆ จนกลายมาเป็นหนังสือ A Room With a View : A Journey Through the World of Hotel Rooms หนังสือบันทึกลายเส้นสเกตช์ห้องพักจากการเข้าพักในโรงแรมดังทั่วโลก และเขาก็ยังคงทำงานสเกตช์เช่นนี้จนเป็นกิจวัตรของชีวิต ไม่ว่าจะออกเดินทางไปที่ใดก็ตาม

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

“การเขียนมันทำให้คุณจำได้ ซึ่งมันไม่เหมือนการถ่ายรูป การเขียนทำให้คุณเข้าไปถึงรายละเอียด วิธีคิดของคนทำ คุณจะได้เรียนรู้มันเองโดยตรงเลย ซึ่งผมชอบความสดในสิ่งที่เราบันทึกเอาไว้ ผมก็ไม่ได้ใช้เวลากับมันเยอะหรอกครับ การไปพักสำหรับอาชีพเรามันคือการไปรีเสิร์ช การไปเก็บข้อมูล การสเกตช์แบบนี้ก็เป็นการเก็บข้อมูลแบบหนึ่ง แล้วเราก็หยิบเอาวิธีคิดของสิ่งที่เราไปเจอมาประยุกต์กับงานของเรา ในอาชีพออกแบบภายในเนี่ย ห้องในโรงแรมมีหน้าที่การใช้งานอยู่ไม่กี่อย่างหรอก ชีวิตประจำวันของมนุษย์ก็มีอยู่แค่นี้ แต่คุณจะใช้สเปซพวกนี้อย่างไร ในวิธีการแบบไหน ซึ่งการได้เห็นกรณีศึกษามามากๆ มันก็ทำให้เราปรับใช้พื้นที่ได้หลากหลายมากขึ้น” เด้งเล่าถึงงานอดิเรกที่ทำเป็นประจำ

นอกจากหนังสือเล่มนี้จะเป็นผลจากการสังเกตการณ์แล้ว ยังเป็นคู่มือเล่มสำคัญให้กับนักศึกษาสถาปัตยกรรมภายใน สำหรับใช้ศึกษางานออกแบบโรงแรมจากหลากหลายสถานที่ ซึ่งแปรผันตามบริบทต่างๆ กันไปได้เป็นอย่างดี

ออกแบบ-ชีวิต-พอดี

จากการทำงานมากว่า 40 ปีในวิชาชีพการออกแบบ เราถามเด้งถึงพื้นที่พอดีของเขา และคุณค่าในงานออกแบบ

“พื้นที่พอดีสำหรับผมก็คงเป็นพื้นที่ที่เข้าไปแล้วรู้สึกสบาย เป็นพื้นที่ที่คุณอยากกลับไปอีกด้วยความที่มันเหมาะกับการใช้งาน แต่ไม่ใช่ไปเพื่อถ่ายรูป (หัวเราะ) ถ้าเป็นร้านกาแฟก็คือเป็นร้านที่อยากไปนั่งกินกาแฟอีกและมีบรรยากาศที่รื่นรมย์ การทำให้คนที่มาใช้งานพื้นที่แล้วมีความสุข มันก็คือการบรรลุวัตถุประสงค์ของวิชาชีพแล้ว

“ส่วนคุณค่าในงานออกแบบ ผมว่ามันคือการยกระดับการใช้ชีวิตของมนุษย์ มันยกระดับคุณค่าทางจิตใจ การออกแบบที่ดีมันช่วยให้คนได้มีสุนทรียภาพมากขึ้น มีความคิดที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น เหมือนเป็นการยกระดับจิตใจของคน อย่างเช่นเรามองเห็นความงามของวัสดุ ความงามของความไม่สมบูรณ์พร้อม มันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากในการอธิบายให้คนเข้าใจในเรื่องพวกนี้ นี่คือคุณค่าอย่างหนึ่งของการออกแบบ” เด้งทิ้งท้าย

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

Writer

ณัฐนิช ชัยดี

อดีตนักเรียนสัตวแพทย์ผู้ หลงใหลในเส้นสายสถาปัตยกรรม ก่อนผันตัวเองมาเรียน'ถาปัตย์ และเลือกเดินบนถนนสายนักเขียนหลังเรียนจบ สามสิ่งในชีวิตที่ชอบตอนนี้คือ การได้ติ่ง BNK48 ไปญี่ปุ่น และทำสีผม

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load