The Cloud x GC Circular Living

เราติดตามเฟซบุ๊กเพจที่ชื่อว่า ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป มาราวๆ ปีนิดๆ จากการแนะนำของเพื่อนคนหนึ่ง ช่วงแรก เราแค่รู้สึกสนุกไปกับการอ่านคอนเทนต์ของเพจในแต่ละวัน แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าตัวเราเองก็สนุกกับการนำวิธีแยกขยะและดูแลโลกแบบง่ายๆ มาปรับใช้โดยไม่รู้ตัว

รู้ตัวอีกที เจ้าของเพจที่ชวนคนมารักษ์โลกด้วยวิธีน่ารักผู้นี้ ก็นั่งอยู่ตรงหน้าของเราแล้ว

เปรม พฤกษ์ทยานนท์ คือชายหนุ่มผู้ทำเพจ ‘ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป’ เขายังไม่แก่ แถมยังเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่กำลังทำงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป, เปรม พฤกษ์ทยานนท์

ครั้งหนึ่งในสมัยมัธยมปลาย เขาเคยอยากเป็นหมอเพราะชอบบรรยากาศในโรงพยาบาล แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเรียนต่อ Computer Engineering ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพราะเขาหลงใหลในการเล่นเกม

ก่อนหน้านี้ แทบไม่มีมุมไหนเลยที่เขาจะสนใจทำงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างที่เป็นในทุกวันนี้ เว้นเสียแต่ว่าเขาคือลูกชายของครอบครัวที่ทำธุรกิจรับซื้อขยะ และคลุกคลีกับการรีไซเคิลสิ่งที่ไม่มีค่าให้กลับมามีค่าอีกครั้ง

หลังจากเรียนจบ เขาก็เข้ามาทำงานกรุงเทพฯ ในฐานะ Quality Assurance Engineer ของบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่งนานกว่า 4 ปี เส้นทางการทำงานสายนี้ของเขากำลังเบ่งบานอย่างสวยงาม ชายหนุ่มคนนี้มีอนาคตที่ไกลมากรอเขาอยู่

ระหว่างนั้น เขาทำงานควบคู่ไปกับการเรียน MBA ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เมื่อเรียนจบเขาต้องเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตัวเองอีกครั้ง ยอมทิ้งหน้าที่การงานในเมืองหลวง ย้ายกลับมาบ้านเกิด เพื่อรับช่วงต่อกิจการรับซื้อขยะของที่บ้าน แม้มันคือสิ่งที่เขาพยายามหนีมาตลอดชีวิต แต่ทว่ามันเป็นชะตาที่ลูกชายคนหนึ่งของครอบครัวไม่อาจเลี่ยงได้

ปัจจุบัน หน้าที่หลักของเขาในโรงงานรับซื้อขยะ คือการตรวจบิล จ่ายเงิน ดูแลทุกอย่างในโรงงาน เขาใช้ชีวิตที่นี่ 6 วันต่อสัปดาห์ ทุกเช้าหลังอาบน้ำกินข้าวเสร็จ เขาจะเดินทางโดยเท้าแค่ไม่กี่ก้าวก็ถึงโต๊ะทำงานของตัวเอง แล้วเริ่มต้นงานของวันนั้นๆ จนถึงเย็น  

ช่วงเวลาว่าง คือเวลาสำหรับการทำคอนเทนท์ในเฟซบุ๊กเพจลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป เขาชวนคนมารักโลกและรับผิดชอบขยะด้วยวิธีง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เข้าถึงผู้คนทุกกลุ่มทุกวัย และด้วยยอด Follower กว่าห้าหมื่นคนตลอดระยะเวลาปีกว่า แสดงให้เห็นว่าชายคนนี้กำลังทำมันได้อย่างถูกต้อง 

ล่าสุดเรามีโอกาสได้ฟังเปรมพูดในงาน Circular Living Symposium 2019: Upcycling Our planet งานเสวนาที่จุดประกายความคิดในการปฏิวัติการใช้ทรัพยากรในทุกวันให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เขาเล่าว่า กำลังปั้นสตาร์ทอัพของตัวเองชื่อว่า Green2Get แอปพลิเคชันที่เหมาะสำหรับคนอยากแยกขยะทั้งมือใหม่และมือเซียน เป็น Circular Economy Platform ที่ให้ความรู้และการจัดการขยะรีไซเคิล เขาทำสิ่งเหล่านี้ด้วยเหตุผลที่ว่า การจัดการขยะมันควรเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้บริโภค

นี่คือบทสนทนาที่พาเราไปรู้จักตัวตนของลุงซาเล้งคนนี้มากขึ้น

ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป, เปรม พฤกษ์ทยานนท์

ตอนนี้คุณกำลังสานต่อกิจการรับซื้อขยะของครอบครัว ย้อนเวลาหน่อย ธุรกิจนี้เริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร

ครอบครัวเราทำธุรกิจรับซื้อขยะมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ จนถึงตอนนี้ก็เกือบ 50 ปีแล้วครับ สมัยก่อนธุรกิจนี้กำไรดีมากเพราะว่ามันไม่มีคนทำ บางทีเราก็ได้ของมาฟรี แต่เดี๋ยวนี้เริ่มแข่งขันกันสูงแล้ว ในความทรงจำของเราคือ ที่บ้านจะมีกองขยะเป็นที่เล่นของเราตอนเด็กๆ เรามีกองกระดาษเป็นที่กระโดดเล่น มีกองพลาสติกให้เราเข้าไปคุ้ยตุ๊กตาพลาสติกเอามาเล่นต่อ พอเป็นวัยรุ่นเราก็เริ่มรู้แล้วว่ามันสกปรก ร่างกายเราก็ไม่ค่อยแข็งแรงด้วยเพราะเราแพ้ฝุ่น พอเรารู้สึกสกปรกเราก็ไม่ชอบ พอไม่ชอบเราก็พยายามจะหนี สัญญากับตัวเองว่าตอนเข้ามหาลัยจะไปเรียนคณะที่เราจะได้ทำงานอย่างอื่น เรารู้สึกว่าไม่อยากยุ่งกับมันอีก

แต่สุดท้ายคุณก็กลับมาทำมันต่อ

ใช่ครับ สุดท้ายก็หนีไม่พ้น เราต้องกลับมาช่วยเพราะบ้านเรามีหนี้ ถ้าเราออกไปทำอย่างอื่นก็เหมือนเอาเปรียบพี่สาวที่ตอนนั้นกำลังทำงานนี้อยู่ เราอยากให้หนี้มันหมดก็เลยมาช่วยกัน

เราพยายามศึกษาว่าธุรกิจนี้มันเป็นยังไง มีมุมไหนอีกบ้างที่เราไม่เคยเห็น และพบว่าธุรกิจนี้มันมีข้อดีนะ มันช่วยโลกไปด้วยพร้อมกับทำกำไรไปด้วย มันเจ๋งตรงที่มันไม่เหมือนธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องไปเอาทรัพยากรมาเพิ่มมูลค่าแล้วเอาไปขายต่อ แล้วก็ต้องทำการตลาดอีก แต่ธุรกิจนี้มันก็แค่คุณขายขยะมาสิ แล้วเราก็ให้เงินคุณกลับไป แล้วเราก็ช่วยโลกลดขยะด้วย มองทางไหนมันก็ดีนะ

เล่าถึงเส้นทางของการรับซื้อขยะให้ฟังหน่อย

ธุรกิจนี้มันมีหลายชั้นมากแล้วแต่ว่าเรามีกำลังขนาดไหน ตั้งแต่เดินเก็บขยะ เป็นรถซาเล้งหรือกระบะสักคันขับไปรับซื้อขยะ ไปจนถึงเปิดร้าน ถ้าใหญ่กว่านั้นก็คือมีเครื่องจักร สามารถรับซื้อได้เยอะขึ้น พอมีเครื่องจักรเราก็สามารถทำน้ำหนักได้ แล้วก็ไปส่งโรงงาน ธุรกิจของเราอยู่ในจุดที่มีเครื่องจักรแล้วครับ เรารับซื้อจากร้านเล็กๆ ให้เค้าคัดแยกมาก่อนหรือไม่ก็มาคัดแยกเอง แล้วเราก็ส่งไปโรงงานรีไซเคิลต่อ

ในกระบวนการคัดแยก ก็ยังใช้คนคัดแยกด้วยมือ เพราะจะได้รู้ว่าอันไหนขายได้อันไหนไม่ได้ ต้องบอกว่าอาชีพนี้ถ้าใครไม่ยอมมือเปื้อนก็ทำไม่ได้ ต้องมือเปื้อนกันทุกคน เราจะมีคติว่าถ้าวันไหนไม่ได้แผลแสดงว่าไม่ได้เดินเข้าไปในโรงงาน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ยังคล้ายๆ เดิมอยู่ ที่ผ่านมาแทบไม่มีเทคโนโลยีอะไรมาช่วยเลย อาจจะแค่มีเครื่องจักรที่ทันสมัยขึ้นนิดหน่อย แต่ว่ารูปแบบก็ยังเป็นเหมือนเดิม

ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป
ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป

ซึ่งพอคัดแยกขยะเสร็จแล้ว ขยะก็จะถูกส่งไปตามโรงงานอื่นต่อตามชนิดของมัน

ใช่ครับ อย่างเช่นกระดาษ เราก็จะส่งต่อให้โรงงานเยื่อกระดาษ ซึ่งก็มีอยู่หลายโรงในประเทศไทย ส่วนพลาสติกก็ไปโรงหล่อพลาสติก ก่อนส่งไปก็ต้องแยกเกรดเพราะพลาสติกแต่ละเกรดมันใช้อุณหภูมิในการหล่อที่แตกต่างกัน พลาสติกนี่ถ้ามีร้อยเกรดก็ต้องส่งให้โรงงานร้อยโรง เพราะฉะนั้นพลาสติกมันเลยยากหน่อย หรือแม้กระทั้งเกรดเดียวกันก็ตามอย่าง Polypropylene ที่เป็นถุงกับเป็นชิ้นก็มีคุณสมบัติต่างกันแล้ว เราก็ต้องส่งไปคนละโรงงาน ส่วนขยะประเภทโลหะจะถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ เหล็กที่เป็นโลหะหลักของโลกกับโลหะอื่นๆ ที่เป็นโลหะมีค่า เช่น ทองแดง ทองเหลือง อะลูมิเนียม โลหะประเภทเหล็กก็จะมีโรงงานหลอมเยอะในประเทศไทย เอาไปทำเหล็กเส้นสำหรับก่อสร้างได้ ส่วนโลหะอื่นๆ เราก็จะเน้นส่งออก เพราะโรงงานหลอมในไทยก็ยังมีไม่เยอะ

แล้วเพจลุงซาเล้งกับขยะที่หายไปมีที่มายังไง

ตอนแรกที่เรากลับมาช่วยที่บ้าน เรารู้สึกว่าต้องเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างตามสไตล์ของคน Gen Y แต่กลายเป็นว่าเราเปลี่ยนไม่ได้เพราะเป็นธุรกิจครอบครัว เราไม่สามารถชี้ซ้ายชี้ขวาได้ มันก็เลยเป็นเหมือนปมในใจว่าเราอยากเปลี่ยนแปลงให้มันดีขึ้น เราเลยลองดูว่ามีวิธีไหนมั้ยที่พอจะทำได้ เลยเริ่มจากทำสตาร์ทอัพก่อน แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เราเลยมาคิดอีกทีว่าในฐานะที่เราเป็นคนธรรมดาจะเปลี่ยนแปลงได้ยังไง เราคิดว่าเรามีพลังของโซเชียลมีเดียนะ อยากลองดูว่ามันจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้มั้ย ถ้าเราส่งต่อเรื่องนี้มันจะมีใครสนใจมั้ย เราตั้งใจไว้ว่าจะลองโพสต์แค่วันละโพสต์เป็นเวลาสักปีหนึ่ง ถ้าสุดท้ายแล้วไม่มีคนสนใจเลยเราก็จะเลิก

แต่กลายเป็นว่าผลตอบรับมันดี บางทีเราก็ตกใจเวลามีคนมาอินบ็อกซ์มาถามเพราะเขาสนใจ เราได้เห็นว่ามีคนที่จริงจังมากๆ กับเรื่องนี้เหมือนกัน เช่นเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีหลายคนเหมือนกันที่ซื้อแกงถุงมากินแล้วล้างถุงเอาไปตากแยกไว้ด้วย เขาก็ถ่ายรูปส่งมาให้เราดู ถ้าคนเริ่มล้างเค้าก็จะรู้ว่ามันลำบาก แล้วก็จะรู้สึกว่าไม่ใช้ดีกว่า พกปิ่นโตดีกว่าเพราะง่ายกว่าเยอะ

ซึ่งจริงๆ ของพวกนี้ถ้าเราจัดการอย่างถูกวิธีมันก็เข้าสู่กระบวนการได้ง่าย

ใช่ครับ เราเคยเจอคนเก็บขวดน้ำที่ทั้งกรีดฉลาก เก็บฝา ทำดีมากเลย เขาจริงจังมาก แต่เราคิดว่าบางทีมันก็ใช้พลังงานเยอะเกินไป จริงๆ มันไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้นะ บางอย่างอาจจะจำเป็นแต่บางอย่างไม่ต้องก็ได้ เช่น ขวด PET คุณไม่ต้องกรีดฉลากหรือแกะฝาก็ได้ มันมีโรงงานที่ใช้เครื่องจักรทำให้อยู่แล้ว แค่คุณทิ้งให้ถูกถังหรือเก็บรวมไว้ก็พอ

ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป, เปรม พฤกษ์ทยานนท์

ตั้งแต่ทำเพจมา เรื่องไหนที่เรารู้สึกชื่นใจที่สุด

         ทุกครั้งที่แฟนเพจอินบ็อกซ์เข้ามาว่าเค้าปรับยังไงบ้างเราก็รู้สึกดีใจนะ คือดีใจมากเลยแหละว่าเราทำตรงนี้มันเป็นประโยชน์ ตอนก่อนทำเพจเราก็ไม่แน่ใจว่าจะมีคนอินกับอะไรแบบนี้รึเปล่า โพสต์แรกๆ ของเราเป็นโพสต์สอนแยกขยะ แล้วมีคอมเมนต์แรกเลยนะบอกว่าคงไม่มีใครทำขนานนั้นน่ะสิ แปลได้ง่ายๆ ว่าคงไม่มีใครบ้ามาแยกละเอียดขนาดนี้ แต่สุดท้ายก็พบว่ามันมีคนทำตามที่เราบอกด้วยจริงๆ

คนทั่วไปอย่างเราจะช่วยให้งานแยกขยะของลุงซาเล้งง่ายขึ้นได้ยังไงบ้าง  

เราแนะนำว่าคุณไม่ต้องแยกขยะทุกอย่าง เริ่มจากแยกแค่อย่างเดียวก็พอ นอกนั้นทิ้ง จากนั้นคุณต้องหาที่ไปให้มันให้ได้ สมมติที่ออฟฟิศคุณอยากแยกขยะ ให้ไปถามแม่บ้านเลยครับ ขวดน้ำนี้ขายได้มั้ย กระดาษแบบนี้ขายได้มั้ย ถ้าขายได้ค่อยแยกเฉพาะชนิดไป แล้วอย่าไปทิ้งลงถังขยะอื่น ต้องทิ้งลงถังสำหรับอันนี้เท่านั้น อย่างอื่นถ้ายังแยกไม่เป็นใส่รวมกันไว้ก่อน เอาที่คุณชัวร์แค่อย่างเดียวก็ลดขยะไปได้เยอะมากแล้วครับ ส่วนถังขยะที่ไว้ใส่ก็ควรนิยามแบบแคบๆ จะดีกว่า เช่น ถังสำหรับขวดพลาสติกใสไม่มีสี หรือถังขยะสำหรับกระดาษเท่านั้นไม่เอากระดาษเคลือบพลาสติก อะไรแบบนี้

ต้องบอกว่าการแยกขยะมันแยกยาก ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะมาทำ ถ้าจะบอกให้ประชาชนทั่วไปแยกขยะแบบดีๆ ให้หน่อย มันก็เป็นไปไม่ได้ที่เราจะไปสอนคนตั้งกี่ล้านให้เข้าใจการแยกที่ถูกต้องตามหลักธุรกิจ ปัญหาตอนนี้ที่เจอคือขยะมันสกปรกรวมกันเละเทะจนคุณภาพมันต่ำลงไป เพราะว่าคนเอาขยะอินทรีย์ไปรวมกับขยะรีไซเคิล แนะนำว่าให้แบ่งเป็นขยะ 3 กลุ่มง่ายๆ เลยครับคือ ขยะอินทรีย์หรือขยะที่ย่อยสลายได้ให้แยกออกไปก่อน พร้อมกับขยะทั่วไปที่ขายไม่ได้ พวกนี้ต้องเอาไปลงแลนด์ฟิลล์ แล้วสุดท้ายคือขยะมีมูลค่าที่เอาไปขายได้

แล้วอย่างคนในเมืองที่ยังต้องพึ่งพาร้านสะดวกซื้อ ยังต้องใช้ถ้วยพลาสติก หรือถุงพลาสติก มีวิธีไหนมั้ยที่เราจะช่วยรับผิดชอบขยะเหล่านั้นได้มากขึ้น

เราพยายามทำสตาร์ทอัพมาตอบโจทย์ตรงนี้ มันไม่ควรจะไปลำบากผู้บริโภคเกินไป ผู้บริโภคควรจะมีทางออกที่มันง่าย เรามองว่าเรื่องนี้จะไปโทษผู้บริโภคอย่างเดียวก็ไม่ถูก ภาครัฐมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยตรงนี้ อย่างบรรจุภัณฑ์ในประเทศญี่ปุ่นหรือยุโรป เขาจะบอกชัดเจนเลยว่าขยะชิ้นนี้เผาได้หรือเผาไม่ได้ หนึ่งคือ รัฐบาลเซ็ตระบบก่อนว่าขยะส่วนหนึ่งจะเอาไปเผา และขยะอีกส่วนที่จะเอาไปรีไซเคิลมีอะไรบ้าง แล้วให้ทุกคนทำตามข้อบังคับนี้ เพราะฉะนั้น บรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นจึงบอกละเอียด แต่ของไทยบางทีมีแค่เครื่องหมายรีไซเคิลเปล่าๆ หรือบางทีก็ไม่มีเลย คือมันไม่มีประโยชน์เลยมันไม่ต้องใส่มาก็ได้ ประกอบกับไม่มีแนวทางชัดเจนด้วย ทางที่ง่ายที่สุดคือให้หน้าที่การแยกยกให้เป็นหน้าที่ของร้านเถอะ แต่คุณเก็บของดีมาให้ได้ก่อน เช่น พลาสติกเกรด PP กับ PE แยกมายังไงก็ขายได้

เปรม พฤกษ์ทยานนท์

จริงๆ ระบบที่ดีมันมีส่วนในการปรับพฤติกรรมคนได้มากอยู่เหมือนกัน คุณมีประเทศตัวอย่างไหม

เราว่าไต้หวันเหมาะที่จะเป็น Role Model ของไทยนะ เพราะว่าคนและระบบเศรษฐกิจคล้ายๆ กัน เมืองก็คล้ายกัน ที่ไต้หวันจะเป็นระบบแบบ Pay as your throw คือคุณทิ้งเท่าไหร่คุณจ่ายเท่านั้น เขาจะมีถุงสำหรับใส่ขยะ ให้คุณซื้อถุงมาแล้วก็อัดของใส่เต็มที่เลย มันช่วยประหยัดพื้นที่ในการขนส่ง จากนั้นจะมีรถเก็บขยะ 2 คัน คือรถขยะรีไซเคิลและขยะทั่วไปมารับขยะเพื่อให้ทิ้งตามเวลา ขยะทั่วไปคือขยะที่คุณต้องจ่ายตังค์เพื่อทิ้ง พอเป็นอย่างนี้คนก็จะพยายามรีไซเคิลได้มากที่สุด ซึ่งเราคิดว่ามันน่าจะพอทำได้ในประเทศไทย เราคงไม่ต้องทำเทคโนโลยีเหมือนสวีเดนหรือเยอรมนีอะไรขนาดนั้น เราว่ามันยากไปนะ แต่ว่าระบบนี้ดีตรงที่คุณเอารถคันเดิมที่มีมาใช้ก็ได้ คันหนึ่งเป็นรีไซเคิล คันหนึ่งเป็นย่อยสลาย ขับไปคู่กัน

ในภาพรวมคุณคิดว่าการจัดการขยะของบ้านเรามีทิศทางเป็นยังไง

คือพอเราทำงานในฐานะแอดมินเพจ เราก็รู้สึกว่ามันดีขึ้น เพราะว่าคนที่ตามเพจเราเค้าก็จัดการขยะได้ดีขึ้นทุกคน แต่พอเราไปเดินตลาด เรากลับไม่เห็นคนเปลี่ยนแปลงเลยนะ แต่ก็เชื่อว่ามันจะดีขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆ ปรับกันไป มันคงไม่เลวลงหรอก มันคงดีขึ้นแต่อยู่ที่ว่าจะเร็วจะช้าขนาดไหน

อะไรทำให้คุณเชื่ออย่างนั้น

เพราะว่าตอนนี้มันกำลังจะถึงช่วงที่วิกฤต มันก็อยู่ที่คุณแล้วว่าจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยนมันก็จะแย่ลงเรื่อยๆ ตอนนี้คนเริ่มรู้สึกได้เพราะว่าเริ่มมีควันพิษ มันเริ่มไม่ไหวแล้วนะ พอเป็นอย่างนี้คนก็จะเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ประเด็นก็คือว่าถ้าถึงตอนที่เราทุกคนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ มันก็จะแก้อะไรไม่ได้อีกแล้ว เพราะมันถึงจุด Point of no return แล้ว แต่ถ้าตอนนี้ยังพอทำได้ เพราะงั้นเราเชื่อว่าการรักษาสิ่งแวดล้อมหรือการจัดการขยะมันจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่สุดท้ายก็อยู่ที่ว่าพวกเราจะทำให้มันส่งผลได้ทันเวลารึเปล่า ซึ่งตอนนี้ UN ออกมาประกาศแล้วว่าเหลือเวลาอีกแค่ 11 ปี หลังจากนั้นก็ถือทำอะไรไม่ได้แล้วนะ คุณก็หาตัวรอดเอาเองแล้วกัน (หัวเราะ)

กลับมาที่ตัวคุณบ้าง แพลนในอนาคตต่อไปของคุณจะเป็นยังไง ทั้งธุรกิจครอบครัวและงานของตัวเอง

ธุรกิจครอบครัวเราคงช่วยงานไปเรื่อยๆ ธุรกิจดั้งเดิมมันเปลี่ยนค่อนข้างยาก แต่ที่อยากทำคืออยากเพิ่มประเภทขยะที่จะรับซื้อให้มากขึ้น ร้านรับซื้อขยะขนาดเล็กเค้ายังรับซื้อของได้ไม่เยอะและหลากหลายเพราะว่ามันยังขาดโรงงานที่จะรับซื้อต่อ ซึ่งถ้าเราเพิ่มประเภทขยะให้มากขึ้นได้ ร้านเล็กๆ เค้าก็จะสามารถรับซื้อได้มากขึ้น คนก็แยกได้มากขึ้น เราเลยอยากทำตรงนี้

ในฐานะเจ้าของเพจ เราก็คงทำเพจต่อไปแต่ว่าลดความถี่ลง ตอนแรกเรากะจะทำแค่ 1 ปี อันนี้มันเกินปีแล้วก็เลยขอขี้เกียจบ้าง จริงๆ เราอยากทำเป็นคลิปวิดีโอเลยนะ เนื้อหาการสอนคนแยกขยะมันควรเป็นคลิปวิดีโอ แต่ว่าการตัดต่อมันนานไปสำหรับเรา เราเคยลองทำแล้วใช้เวลาตั้ง 6 ชั่วโมง ซึ่งเราก็ไม่มีเวลาขนาดนั้น

ส่วนสตาร์ทอัพ เราอยากจะผลักดันในเรื่องนี้โดยการเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย อยากให้คนทำทุกอย่างได้ง่ายขึ้นและออกแรงให้น้อยที่สุด Core Idea ของสตาร์ทอัพตัวนี้คือให้เข้าถึงคนหมู่มากให้ได้ เพราะถ้าไม่ได้แตะแมสมันแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าเราทำแต่กับสายกรีนมันก็จะไม่ได้ผลอะไรเลยเพราะจำนวนคนมันมีไม่เยอะ ไอเดียของเราคือให้คนธรรมดาที่ไม่ได้แคร์เรื่องสิ่งแวดล้อมมากสามารถทำสิ่งนี้ได้เหมือนกัน มีระบบดีๆ ให้เขา มันเหมือนการบังคับให้เขาทำกลายๆ โดยที่เขาไม่รู้สึกลำบากใจ อันนี้คือไอเดียที่ว่าจะต้องทำให้ได้ ไม่งั้นมันไม่สามารถไดรฟ์อะไรได้เลย

บางทีเราก็รู้สึกว่าเหนื่อยเหลือเกิน แต่สุดท้ายเราก็ได้ข้อสรุปว่าไม่ต้องรีบก็ได้ คือเราก็คงทำไปเรื่อยๆ นั่นแหละ ถ้าเหนื่อยก็หยุดพักบ้าง แต่คงไม่ได้เปลี่ยนเส้นทาง เพราะแพสชันมันเปลี่ยนกันยาก เราคงค่อยๆ ทำไปแล้วลองดูว่าสุดท้ายมันจบที่ไหนมากกว่า สุดท้ายเราอาจจะแค่ทำเพจ แต่มันมีอิมแพคก็โอเคแล้ว

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่คุณอยากเห็นที่สุดในเรื่องการจัดการขยะของบ้านเราคืออะไร

เราอยากให้ทุกคนรู้สึกว่าขยะเป็นของพวกคุณ คือตอนนี้ทุกคนไม่ได้รู้สึกว่าขยะเป็นของพวกคุณ ทุกคนเห็นขยะเป็นเรื่องที่ต้องให้คนอื่นจัดการ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณเข้าใจว่าขยะมันเป็นของฉันนะ วิธีการจัดการขยะของทุกคนก็จะเปลี่ยนไป

เปรม พฤกษ์ทยานนท์

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

เดโช เกิดเดโช

หนุ่มเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้เลย เรียนถ่ายภาพ ชอบศิลปะ แต่ที่ชอบมากกว่าศิลปะคือชอบหาของกินอร่อยๆ

Happy Business

เรื่องราวของธุรกิจสร้างสรรค์ที่ต้องการแ...

หากใครอยู่ในย่านสุขุมวิท บางนา สาทร และอารีย์ อาจเคยเห็นรถบรรทุกคันเล็กหลังคาสีเขียว จอดตามคอนโดฯ เปิดท้ายขายผักผลไม้สด ดูแล้วช่างละม้ายคล้ายรถพุ่มพวง แต่หากได้เข้าไปดูใกล้ๆ จะเห็นว่ารถคันนี้มีอะไรมากกว่านั้น 

รถคันนี้มีชื่อว่า Grocery Truck เป็นรถขายผักผลไม้ที่มีขายตั้งแต่แตงโมไปจนถึงหอมใหญ่ พร้อมผักสดทั้งไทยและเทศ คอยจอดให้บริการตามจุดต่างๆ ให้คนในละแวกใกล้เคียงแวะเวียนมาหยิบตะกร้าเลือกซื้อได้ตามชอบใจ 

รถบรรทุกน่ารักๆ นี้เป็นอีกบริการหนึ่งของ Happy Grocers สตาร์ทอัพที่อาสาเป็นตัวเชื่อมระหว่างเกษตรกรกับคนเมือง 

Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย

Happy Grocers ทำงานกับเกษตรกรถึงสวน ใช้แพลตฟอร์มของตนเพื่อให้เกษตรกรรายเล็กมีตลาดขายสินค้าในราคาที่สมเหตุสมผล ส่งต่อความใส่ใจจากเกษตรกรถึงมือลูกค้า ให้ความสำคัญกับเรื่องราวและที่มาที่ไปของผักแต่ละต้น จนครองใจลูกค้าประจำกว่า 1,200 คน 

ทุกอย่างนี้เริ่มต้นจากโพสต์เฟซบุ๊กโพสต์เดียว มาสู่การลองผิดลองถูกช่วงล็อกดาวน์ในสถานการณ์โรคระบาดเมื่อปีที่ผ่านมา จนเกิดเป็น Happy Grocers ที่นอกจากจะส่งผักอินทรีย์จากสวนเกษตรกรถึงมือลูกค้า ยังเป็นแพลตฟอร์มให้ลูกค้าที่เชื่อในเรื่องเดียวกันมาเจอกันด้วย 

Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย

โม-สุธาสินี สุดประเสิรฐ และ มุก-ปัทมาภรณ์ ดำนุ้ย สองเพื่อนนักศึกษาจากวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้ แม้ธุรกิจนี้เพิ่งเติบโตและผลิบาน แต่ด้วยความตั้งใจและวิธีการที่ชัดเจน ทำให้ Happy Grocers คว้ารางวัลจากเวที Startup Thailand League 2020 การันตีว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำนั้น ช่วยสร้างความสุขให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้จริงๆ

ลงมือทดลอง

โมและมุกเป็นเพื่อนที่มหาวิทยาลัย ทั้งคู่เริ่มทำงานร่วมกันจริงจังเมื่อครั้งไปฝึกงานที่จังหวัดศรีสะเกษ ร่วมงานกับอาจารย์จาก Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดงาน International Develeolment Design Summit โดยทำงานร่วมกับองค์กรนานาชาติจาก 14 ประเทศ จากทวีปอเมริกา ยุโรป แอฟริกา และเอเชีย 

หลังเรียบจบ ทั้งคู่เริ่มค้นหาเส้นทางของตัวเอง โมเดินทางไปหาแรงบันดาลใจในต่างประเทศ และกลับมาทำโปรเจกต์เกี่ยวกับ Community Based Tourism ที่กระบี่ จึงเกิดไอเดียที่จะทำอะไรในช่วงล็อกดาวน์ ประกอบกับเพื่อนและคนรู้จักเริ่มบ่นว่าหาแหล่งซื้อผักผลไม้สดนอกจากห้างสรรพสินค้าไม่ได้เลย

“ตอนโควิด-19 ปีที่แล้วช่วงเดือนมีนาคม เพื่อนเราที่ทำงาน NGO ใน UN บอกว่าหาซื้อของที่ไม่เป็นพลาสติกไม่ได้ เพราะช่วงแรกๆ เดลิเวอรี่มาแรงจริงๆ ถ้าจะเน้นสั่งเดลิเวอรี่ก็จะใช้พลาสติกเยอะมาก 

“ส่วนเกษตรกรรายเล็กๆ ขายสินค้าเกษตรไม่ได้เพราะไม่รู้จักตลาด และไม่มีกำลังมากพอที่จะซื้อพื้นที่ขายของในห้าง เราเห็นว่าเกษตรกรที่รู้จัก เริ่มขายของไม่ได้ ทุกคนเริ่มบ่นว่าลำบาก”

ส่วนมุกได้ลองทำงานหลายอย่างระหว่างเรียนมหาลัย จนเรียนจบออกมาได้ไปทำงานในเอเจนซี่โฆษณา เมื่อทำไปสักพักก็เริ่มรู้ว่าไม่ใช่พื้นที่ที่เธอคุ้นเคย 

“มันไม่เหมือนกับที่เราเรียนมาเลย ที่ทุกไอเดียพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ เรายังปล่อยไอเดียไม่ได้เต็มที่ เลยอึดอัดกับสิ่งที่ทำอยู่ ตอนทำงานไม่เคยเห็นพระอาทิตย์ รู้สึกไม่มีอิสระ เราอยากเห็นพระอาทิตย์ เห็นต้นไม้ตอนเลิกงาน”

ไอเดียริเริ่มของโมในตอนนั้น บวกเข้ากับโปรเจกต์เรื่อง E-commerce ผักผลไม้ที่มุกทำส่งอาจารย์ก่อนเรียนจบ ทำให้มุกและโมได้มาเจอกันอีกครั้ง ทั้งคู่พิสูจน์ว่าสิ่งที่พวกเขาคิดจะทำได้จริงไหมผ่านโพสต์บนเฟสบุ๊กเพียงโพสต์เดียว

‘If you guys want some groceries, you can order them with me. I can delivery on the next day’ 

“ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องส่งของยังไง ซื้อที่ไหน เลยไปเริ่มที่ตลาดไทก่อน เพื่อดูว่ามันมีดีมานด์จริงไหม กลายเป็นว่าเราได้ยี่สิบออเดอร์ภายในคืนเดียว 

“เราเริ่มจากไอเดียแล้วทดลองเลย เอาเสียงตอบรับลูกค้ามาปรับ แล้วค่อยไปลงทุน เป็น Mindset ที่มีมาแต่แรกอยู่แล้ว เพราะเราไม่ได้มีทุนในตั้งต้น เลยเลือกเริ่มจากการพรีออเดอร์ แล้วเอาทุนตรงนั้นมา Re-invest ไปเรื่อยๆ”

Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย
Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย

เริ่มต้นตามหาที่มาที่ไป

จากประสบการณ์ทำงานกับเกษตรกรกว่า 7 เดือน โมและมุกเข้าใจเกษตรกรรายย่อย ผู้เป็นต้นทางของผลผลิตทั้งผักและผลไม้ในระบบอาหารที่คนเราบริโภคกันทุกวันนี้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ขั้นตอนไม่ใช่เพียงแค่การส่งผักจากเกษตรกรไปขายในตลาด แต่การกระจายผลผลิตไปยังพื้นที่ต่างๆ ต้องอาศัยพ่อค้าคนกลางและกลไกตลาดมากกว่าที่เราเห็น

ผักจากทั่วภูมิภาคที่จะเข้ามาสู่ตลาดกลาง ไม่ว่าจากภาคไหนๆ จะต้องผ่านตลาดกลาง คือตลาดไทและตลาดศรีเมือง ผักจากเหนือจะลงไปขายภาคใต้ได้ ต้องผ่านตลาดใดตลาดหนึ่งในสองตลาดนี้ ก่อนจะเข้าสู่ตลาดทางภาคใต้ได้ เช่นเดียวกันกับภาคอื่นๆ ก็ต้องผ่านกลไกตลาดนี้เช่นกัน 

“ตลาดไทและตลาดศรีเมืองเป็นสองตลาดที่อยู่ใน Supply Chain ใหญ่ของผักที่เรากินกันทั้งประเทศ เกษตรกรขนาดเล็กเขาจะมีคนมารับหน้าสวนเพื่อส่งเข้าล้ง แล้วล้งค่อยส่งเข้าตลาดไท ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ตลาดรายย่อยทั่วไป กว่าจะถึงมือผู้บริโภคผ่านมาหลายมือมากๆ” มุกอธิบาย

ระบบพ่อค้าคนกลางและกลไกตลาดทำให้ผักผลไม้ที่มีราคาหน้าสวนแค่กิโลกรัมละ 7 บาท พุ่งสูงขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 50 – 60 นั่นหมายความว่า ผู้ผลิตตัวจริงจะไม่ได้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม เมื่อเทียบกับน้ำพักน้ำแรงที่พวกเขาลงไป มุกและโมจึงต้องหาทางช่วยเหลือเกษตรกรเหล่านั้น ศึกษาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และคิดค้นหาวิธีการทำธุรกิจที่ลดบทบาทของพ่อค้าคนกลางออกให้หมด แล้วทำงานโดยตรงกับเกษตรกรหน้าสวนเลย

วิกฤตโรคระบาดทำให้ผักผลไม้ทั่วไปไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ เพราะการขนส่งเริ่มชะลอตัว แม้แต่ผักออร์แกนิกก็ขายได้ยาก เป็นผลจากห้างร้านทยอยปิดตัวลง ทั้งมุกและโมจึงเริ่มสนใจในผลผลิตออร์แกนิกมากขึ้น

Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย
Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย

ปัญหาของคนแต่ละกลุ่ม

“เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงตลาดไม่ได้ คนที่ทำโปรดักต์หรือผลผลิตดีๆ ไม่ได้แปลว่าเขาจะมีตลาดโดยอัตโนมัติ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะออกไปหาตลาด เกษตรกรอินทรีย์จึงยอมขายในราคาเคมีซึ่งถูกกว่า เพราะไม่รู้จะไปหาตลาดที่ไหน 

“ตลาดส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจเรื่องที่มาที่ไป เขาไปให้คุณค่ากับความสวย ความงาม ความใหญ่ การไม่มีแมลง ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่เลือกทำเกษตรกรรมเคมี เพราะไม่กล้าลงทุน ถ้าเปลี่ยนเป็นออร์แกนิกต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามปีรอให้ดินไม่มีเคมีแล้ว เพื่อให้ได้ Certificate แปลว่าสินค้ายั่งยืนยังมีน้อยเกินไปในตอนนี้”

เมื่อทั้งคู่ศึกษาปัญหาและเบื้องหลังของประเด็นเหล่านั้นก็พบโอกาส จนนำมาสู่การสร้างโซลูชันเพื่อแก้ Pain Point ที่ผู้บริโภคหาซื้อผลผลิตที่เชื่อใจไม่ได้ว่าจริงๆ ปลอดภัยไหม และไม่ลืมมองเรื่องความยั่งยืนด้วย

“เราหยิบประเด็น ‘ถ้าคุณอยากช่วยโลก อาจจะไม่ต้องออกไปสร้างเขื่อน ปลูกต้นไม้ แค่คุณเริ่มจากการกินอาหาร’ การที่คุณกินแต่ของสวยงามตลอดเวลา คุณอาจคิดว่าคุณได้ช่วยเกษตรกร แต่มันไม่ใช่นะ พอเรามีความคาดหวังเหล่านั้นเยอะขึ้น ก็สร้างความกดดันให้เกษตรกร งั้นเขาใช้ยาดีกว่า งั้นแอบใช้อันนี้ดีกว่า เขาถึงจะขายได้”

Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย

เชื่ออะไรให้ทำแบบนั้น

ห้างร้านขายผักผลไม้ที่ชินตา มักมีตู้กระจกแช่ผักให้สด ผลไม้เรียงรายอย่างเป็นระเบียบรอลูกค้ามาเลือกสรร หน้าตาและขนาดไม่แตกต่างกันมาก ลูกสวยๆ จะถูกเลือกไปแต่หัววัน ทิ้งไว้แค่ลูกที่ไม่เต่งตึงหรือหน้าตาไม่งามตามมาตรฐาน 

ก่อนจะมาเป็นผักผลไม้บนห้าง หรือส่งขายตามตลาดใหญ่ๆ เกษตรกรผู้เป็นเจ้าของต้องคัดเลือกผลผลิตที่ดีที่สุด สวยที่สุด ที่น่าเสียดายคือ ผลผลิตที่ขายให้ตลาดมีเพียง 40 – 50 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตทั้งหมด ผักตกเกรด ใบแหว่ง ก้านหัก ผลไม้รูปร่างบิดเบี้ยว สีไม่สดใส จะถูกคัดทิ้งตั้งแต่แรก 

จากที่เกษตรกรควรได้ค่าตอบแทนจากการขายผักผลไม้เหล่านี้เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ก็อาจได้เพียงแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น

Happy Grocers โอบกอดผลผลิตที่เหลือเหล่านี้ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น โดยเชื่อว่าหากปรับมุมมองคนในการเลือกบริโภคผักผลไม้เบอร์หลัก มาเป็นการบริโภคผักเบอร์รองร่วมด้วยได้ จะช่วยทำให้เกิดระบบอาหารที่ยั่งยืนในที่สุด

Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย
Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย

“ถ้าเราไม่เอาผักไม่สวย มันกลายเป็นขยะ แทนที่ปลูกร้อยได้อย่างน้อยแปดสิบ เพราะปกติเขาขายให้เจ้าใหญ่ๆ เบอร์สวยเขาขายได้แค่ห้าสิบเท่านั้น อีกห้าสิบขายไม่ออก เราไปรับซื้อตรงนั้นเพื่อเพิ่มรายได้ และได้ลดขยะอาหารที่เป็นต้นกำเนิดของแก๊สมีเทน”

นอกจากทำงานกับเกษตรกร Happy Grocers ยังทำงานกับเด็กๆ ช่วยให้ความรู้เรื่องการอุดหนุนเกษตรกร การบริโภคผักที่ไม่สมบูรณ์แบบ เพื่อปลูกฝังแนวคิดการบริโภคอาหารยั่งยืน 

“เราไม่สามารถคาดหวังให้มันเท่ากันหมด บางทีเราบอกเขาตรงๆ ว่า ถ้าอยากกินผักผลไม้ออร์แกนิกอาจจะมีหนอนนะ บางทีมังคุดแกะไปอาจจะมีมดวิ่งออกมา เพราะเราไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลง เราเสนอลูกค้าตลอดเลยว่า เขาเอามาเคลมได้ บางคนก็เคลม บางคนก็ไม่

“ผักที่เหลือหรือขายไม่ได้ก็ทำเป็นชุด Surplus เป็น Mix Fruit ลดราคาเหลือสามร้อยบาท ลูกค้าก็เอาไปทำอวดกันเองว่า ซื้อ Surplus ของ Happy Grocers ไปทำเมนูอะไรดี บางคนซื้อแต่ Surplus ไม่ซื้ออย่างอื่นเลย แล้วก็ลงรูปในอินสตาแกรมกัน”

ทั้งสองคนยังเชื่ออีกว่า การรู้ถึงที่มาที่ไปของสิ่งที่กิน ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ หรืออะไรก็ตาม จะช่วยให้คนเห็นถึงคุณค่าของสิ่งที่กินและมองเห็นถึงความตั้งใจของเกษตรกร 

“หากรู้ที่มาที่ไป พอลูกค้ามีปัญหา เจ้าของผลผลิตสามารถตอบได้อย่างละเอียด เขาคือ Expert ถ้าเกิดคุณไปถามเรื่องชีสกับตัวแทนจำหน่ายเขาตอบไม่ได้ ถ้าเราถาม Supplier เรา เขาตอบได้ มี Reference มีข้อมูลอ้างอิงทุกอย่างให้ครบ”

Ideal vs Reality

Happy Grocers เริ่มจากการทำงานกับเกษตรกรรายย่อยอย่างฟาร์มหรือสวนเล็กๆ ก่อน 

“แม้ว่าลูกค้าจะอยากช่วยโลกยังไง เขาก็ยังต้องการความสะดวก ถ้าเข้ามาในเว็บก็อยากซื้อของทุกอย่างในครั้งเดียว ถ้าทำงานกับแค่เกษตรกรรายเล็กๆ มันมีข้อจำกัด คุณต้องสั่งอันนี้วันจันทร์ สั่งนมวันอังคาร สั่งไข่วันพุธ ในทางปฏิบัติลูกค้าไม่มาจำหรอกว่าต้องสั่งอะไรวันไหน

“เราเลยต้องมาทำงานกันหลังบ้าน เริ่มมิกซ์ระหว่างเกษตรกร ใหญ่ เล็ก กลาง เพื่อมั่นใจว่าเราจะมีของ เลยต้องทำงานกับคนที่ส่งสินค้าให้เราได้ด้วย”

ทั้งมุกและโมไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการเกษตร ช่วงแรกจึงมีปัญหาค่อนข้างเยอะ การลองผิดลองถูกในบางครั้งก็ทำให้ได้รู้ข้อเท็จจริงหลายอย่าง 

“เราเริ่มโดยสั่งของจากตลาดไท คิดว่าคนนี้เป็นเกษตรกรตัวจริง เพราะเขาเสนอว่าอยากได้อะไรก็หาให้ได้หมด เรารู้สึกว่าดีจัง รอรับออเดอร์อย่างเดียว ง่าย แต่ไม่ได้ฉุกคิดว่ามันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราหวังทุกอย่างก็ได้นะ”

ทั้งสองลองตรวจสอบที่มาที่ไปของผักผลไม้ที่พวกเขาได้มา เพราะการตั้งคำถามจากคนใกล้ชิด ถึงเรื่องราวของผักที่ทั้งสองคนกำลังขายอยู่ 

“มีพี่ถามว่า เรารู้เรื่องภูมิศาสตร์ของประเทศไทยไหม รู้ไหมว่าแต่ละภาคอุณหภูมิเฉลี่ยเท่าไหร่ และอุณหภูมิมันแปรผันตรงว่าผักไหน ปลูกได้ปลูกไม่ได้ เช่น แครอทไม่มีทางปลูกได้นอกจากภาคเหนือ และปลูกได้แค่หน้าหนาวเท่านั้น ซึ่งข้อมูลไม่ตรงกับ Supplier คนที่ทำงานด้วยตอนนั้น เพราะแครอทของเขามาจากสระบุรี ซึ่งสระบุรีนอกจากจะไม่ได้อยู่ในภาคเหนือแล้ว มันเป็นแหล่งนิคมอุตสาหกรรมหลักด้วย” โมบอกกับเรา

“เขาถามต่อว่า แล้วรู้ไหม คะน้าดอกสีเหลืองคืออะไร เราไม่รู้ เลยฉุกคิดว่า ทำไมเราไม่รู้เรื่องโปรดักต์ที่เรากำลังขายอยู่เลย เรารู้แค่ว่ามันคือผักอะไร มาจากที่ไหนก็เพราะเขาบอกมา แสดงว่าเราตอบคำถามไม่ได้ เราไม่รู้จริง เราเลยสอบถามกลับไปที่ Supplier คนนั้นว่า อันนี้ๆ คืออะไร เขาก็ตอบเราไม่ได้ 

“การรู้แหล่งที่มาที่ไปจึงสำคัญ ไม่ใช่คนนี้บอกว่าอันนี้เป็นออร์แกนิก แล้วคุณจะเชื่อว่ามันออร์แกนิก” 

ด้วยสองกำลังสี่มือของมุกและโม Happy Grocers ไม่สามารถเป็นออร์แกนิกทุกอย่าง ทั้งสองเลยตัดสินใจว่าจะตั้งตนเป็นร้านขายผลผลิตที่โปร่งใส นอกจากสินค้า สิ่งที่จะมอบให้คือข้อมูลที่มาที่ไว้ใจได้ ชนิดไหนไม่ใช่สวนอินทรีย์ ก็สื่อสารตรงๆ อันไหนเป็นอินทรีย์ ก็บอกอย่างนั้น แล้วให้ผู้บริโภคเลือกเอง 

สตาร์ทอัพขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เชื่อมเกษตรกรกับคนเมือง ส่งต่อผักผลไม้ด้วยราคาสมเหตุสมผลและความเอาใจใส่

ปรับปรุงเพื่อลูกค้าโดยพัฒนาจากฟีดแบ็ก

“เรื่องของโลจิสติกส์เราคุมเวลาไม่ได้ เพราะว่าถ้าวันนี้เรามียี่สิบออเดอร์ เราขับส่งกันเอง ออกประมาณบ่ายโมง ออเดอร์สุดท้ายดึกสุดประมาณสี่ทุ่มกว่าจะส่งเสร็จ

“เราไม่คิดถึงเรื่องเวลา เราไม่ได้คิดว่าผักต้องสดอยู่เพราะเราไม่รู้จักผักของเรา ช่วงใหม่ๆ ไปส่งแค่ยี่สิบนาที สลัดกับผักบุ้งเหี่ยวแล้ว เพราะเราไม่รู้วิธีการจัดการมันเลย”

ในตอนแรกทั้งมุกและโมยังไม่เชี่ยวชาญ อาจทำผิดทำถูกไปบ้าง ทำให้เกิดปัญหาที่ทั้งสองคนอาจมองข้ามไป แต่สิ่งที่ช่วยให้พวกเขารู้ถึงปัญหาและพัฒนาได้ไว ก็คือการฟังฟีดแบ็กจากลูกค้าโดยตรง ข้อดีของการที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ทำให้การสะท้อนความพึงพอใจได้อย่างไม่เคอะเขิน ลูกค้าส่วนใหญ่พร้อมที่จะเปิดใจ เข้าใจ และแนะนำ เพราะเห็นในความตั้งใจ เห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีจากวันแรกที่ธุรกิจนี้เกิดขึ้นมา 

นอกจากการรับฟังเสียงของลูกค้าเพื่อแก้จุดด้อย สิ่งที่ทำให้ Happy Grocers เป็นธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมๆ กับผักของชาวสวน คือการวางตัวเป็นผู้เรียนอยู่เสมอ

“เราตั้งตัวเองว่าเราเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว แล้วเราก็ไม่อายที่จะเดินไปบอกลูกค้าว่า ฉันทำอันนี้อยู่ คุณมีอะไรที่จะให้แนะนำไหม แล้วเขาเห็นว่าเวลาเขาให้ฟีดแบค เราทำ ไม่ใช่แค่ให้ฟีดแบคแล้วปล่อยผ่าน แต่เราพัฒนา” 

สตาร์ทอัพขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เชื่อมเกษตรกรกับคนเมือง ส่งต่อผักผลไม้ด้วยราคาสมเหตุสมผลและความเอาใจใส่

บทเรียนนอกตำรา

“เพราะเราไม่ได้รีบขาย รีบรวย เราเน้นขายของสุขภาพดีให้กับลูกค้า” 

ธุรกิจที่โมและมุกทำขึ้นมาจากความตั้งใจในวันนั้น ยังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และสิ่งที่เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจคือความใส่ใจ ทั้งในการส่งต่อสินค้า เลือกผลผลิต ทำความเข้าใจลูกค้า และทำความเข้าใจเกษตรกร นอกเหนือไปจากผลกำไร ทั้งคู่ยังได้เรียนรู้บทเรียนมากมายจากการทำธุรกิจ 

พวกเขาทำความเข้าใจธุรกิจของตัวเอง ด้วยนิยามที่ชัดเจน รู้ความต้องการและเป้าหมายที่ชัดเจน ใครคือคู่ค้า ใครคือผู้ซื้อ นิยามที่ชัดเจนจะทำให้ธุรกิจพัฒนาได้ถูกทางและตรงเป้ามากขึ้น

การรู้ความต้องการของทีมงานจึงสำคัญเท่ากับการรู้ความต้องการของลูกค้า 

“กว่าบริษัทจะโตได้ต้องวิเคราะห์ว่า Core Team ต้องการอะไรก่อน”

โมสะท้อนบทเรียนจากการทำธุรกิจ เธอเล่าว่าการทำธุรกิจเพื่อสังคมก็คือการทำธุรกิจ ต้องทำให้มั่นคงเท่ากับธุรกิจทั่วไป แข่งกับธุรกิจอื่นๆ ในตลาดได้ และต้องทำให้คนอุดหนุนเพราะธุรกิจดี มิใช่การอุดหนุนเพราะช่วยสังคมอย่างเดียว

“สุดท้ายแล้วก็ต้องทำให้มีประสิทธิภาพเท่าธุรกิจปกติ เพราะเราคือธุรกิจ เพียงแต่สุดท้ายเราสร้าง Impact อะไรเท่านั้นเอง”

ธุรกิจในวันนี้

จากจุดเริ่มต้น จนถึงวันนี้ Happy Grocers กลายเป็นสตาร์ทอัพที่ครองใจลูกค้าประจำ ซึ่งกว่าเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์เป็นชาวต่างชาติ ส่วนจำนวนลูกค้าชาวไทยก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยเช่ารถเพื่อนำผักผลไม้ไปให้ลูกค้า เปลี่ยนมาเป็นรถบรรทุกขนาดกะทัดรัดของตัวเอง เปิดขายสินค้าอินทรีย์ที่มีคุณภาพได้ในหลายๆ พื้นที่

 โมเล่าให้ฟังว่า “เริ่มแรกเป็นรถขนปุ๋ย เราพยายามจะทดสอบว่า ลูกค้าจะชอบไหม แค่นั้นเอง ซึ่งลูกค้าโฟกัสที่เป้าหมายว่าอยากซื้อผักออร์แกนิกที่เลือกเองได้ เมื่อก่อนแบกับดินจริงๆ มาเปลี่ยนโฉมเพราะมีสถานทูตห้าแห่งติดต่อให้เราไปขายพร้อมกันทีเดียว เราเลยไม่ได้แล้ว ต้องปรับโฉม”

“First Impression สำคัญที่สุด จุดนั้นเลยทำให้เราเริ่มลงทุน ที่ผ่านมาไม่ได้ลงทุนแต่เป็นการเช่าครั้งต่อครั้ง สเต็ปถัดมาต้องคิดว่าจะทำยังไงให้คนจำได้ ให้คนเห็นข้อมูลครั้งเดียวก็จำเราได้ ติดสติกเกอร์ไปเลยรอบคัน ให้คนเห็นว่ารถคันนี้คืออะไร ให้มันเป็น Free Marketing ที่วิ่งได้ตามท้องถนน โดยที่ไม่ต้องเสียเงินเลย” มุกเสริม

ปัจจุบัน Happy Grocers มีบริการที่ครอบคลุม รองรับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น 

“ตอนนี้มี Home Delivery, Grocery Truck Home Delivery มีบริการผ่าน happygrocers.co ส่งวันถัดไป มีของประมาณร้อยเจ็ดสิบสามรายการ ทั้งผักผลไม้ ชา กาแฟ ชีส โยเกิร์ต เบเกอรี่ เนื้อสัตว์ ถ้าสั่งในเว็บจะมีตัวเลือกเยอะที่สุด แต่ถ้าลูกค้ารีบก็สามารถสั่งใน Grab Mart ส่งภายในหนึ่งชั่วโมง

“เราพยายามสร้าง Online Experience เหมือนกัน ตอนนี้ล็อกดาวน์ ล็อกแบบไม่ให้ข้ามไปหาเกษตรกรเลย เราเลยพยายามทำ Virtual Farmtrip หลักๆ ช่วงนี้จะเป็นแค่ Digital Marketing ทั่วไป กิจกรรมที่เราทำทุกอาทิตย์ก็จะมี Delivery และ Truck” 

วันนี้ทั้งมุกและโม ทำให้การมาถึงของ Grocery Truck คันสีขาวหลังคาสีเขียว มีความหมายมากกว่าการมาถึงของตลาดอินทรีย์เคลื่อนที่ แต่ยังบ่งบอกความสนุกสนานและพื้นที่แห่งการแชร์เรื่องราว

“ทุกทีที่ไป ลูกค้าคนนี้ก็จะเอาลำโพงมาเปิดเพลงละตินของเขา ร้องเพลง ทุกคนก็จะเต้น เป็นคอมมูนิตี้จริงๆ มันไม่ใช่แค่การซื้อมาขายไป แต่เป็นพื้นที่ให้คนมารวมตัวกัน ทำกิจกรรมอะไรสักอย่าง มักมีคนส่งข้อความมาหาเราว่า ‘ขอบคุณนะที่มา’

“ช่วงหนึ่งที่เรามีโอกาสได้จัดออฟไลน์คอมมูนิตี้ จัดปาร์ตี้ที่บ้านของเรา แล้วบ้านก็คือจอดรถได้สี่คัน แต่คนมาสามสิบสี่สิบคน เป็นอารมณ์แบบ Networking Event 

“บางทีเราก็รู้สึกเหมือนกันนะว่า เราเป็นแพลตฟอร์มของคนที่เชื่อเหมือนๆ กัน เราดีใจและรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นสีสันในสัปดาห์นั้นๆ ของทุกคน ผักที่เราไปขายมีคุณภาพดี และยังทำให้คนได้มาเจอกันด้วย”

สตาร์ทอัพขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เชื่อมเกษตรกรกับคนเมือง ส่งต่อผักผลไม้ด้วยราคาสมเหตุสมผลและความเอาใจใส่

Writer

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load