ในวันที่เราต้องเริ่มทำความรู้จักกับรถไฟทางคู่ มันเป็นยังไงกัน

รถไฟทางคู่ คือระบบทางรถไฟที่มี 2 ทาง สวนกันได้ เหมือนถนน 2 เลนที่มีขาไปทางหนึ่ง ขากลับทางหนึ่ง หรือจะจัดให้ไป 2 ทาง กลับ 2 ทางก็ได้ อยู่ที่การจัดการจราจรในช่วงนั้น สิ่งนี้ไม่ใช่ของใหม่ และก็ไม่ใช่ของเก่าด้วย หลายๆ ประเทศที่เน้นการขนส่งทางรางและใช้รถไฟเป็นการเดินทางหลัก เขาทำให้เมนไลน์เป็นรถไฟทางคู่เพื่อเพิ่มศักยภาพในการขนส่ง รวมถึงเพิ่มปริมาณขบวนรถไฟให้ถี่ยิบ เพื่อสนองความต้องการต่อการใช้งาน 

รถไฟทางคู่มาบกะเบา-ถนนจิระ ทางรถไฟสายปรับปรุงใหม่ที่จะทำให้ไปกลับอีสานได้เร็วขึ้น

ถ้ายังนึกไม่ออก ให้ลองนึกภาพการมีถนนเลนเดียว แล้วให้รถที่กำลังจะสวนกันต้องหลบไปข้างหนึ่งเพื่อไม่ให้ชนกัน คงลำบากมากๆ สำหรับการขับรถ รถไฟก็เช่นกัน 

สมมติว่าทางรถไฟเส้นหนึ่งมีระยะทาง 300 กิโลเมตร และเป็นทางเดี่ยวไปตลอดทาง จะต้องมีสถานีระหว่างทางกี่แห่งในการจัดการจราจรให้รถไฟสวนทางกันได้ ถ้าสถานีนั้นๆ ห่างกันแค่ไม่กี่กิโลเมตร การจอดรอสับหลีกก็ใช้เวลาไม่มาก แต่ถ้าช่วงสถานีห่างกันเกินสิบกิโลเมตรล่ะ ขบวนไหนที่เป็นฝ่ายเข้าไปรอหลีกก็รอกันโงกเลย

รถไฟทางคู่มาบกะเบา-ถนนจิระ ทางรถไฟสายปรับปรุงใหม่ที่จะทำให้ไปกลับอีสานได้เร็วขึ้น

เส้นทางไหนที่ขบวนรถน้อยก็ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ เพราะนานๆ ทีจะเจออีกขบวนสวนมาสักที แต่ถ้าเป็นเส้นทางหลักที่รถไฟปริมาณถี่มาก คงไม่สวยงามแน่ถ้าต้องสับหลีกกันแทบทุกๆ สถานีที่ผ่าน การทำระบบโครงสร้างเป็นรถไฟทางคู่ที่สวนทางกันไปได้เลยคือทางออกที่ดีที่สุด รถไฟเจอกันตรงไหนก็สวนกันไปได้เลย ไม่ต้องมีอีกฝ่ายหนึ่งมารอกัน 

เส้นทางคู่ในประเทศไทยถือกำเนิดเกิดขึ้นราวๆ ช่วงก่อน พ.ศ. 2475 ในระยะทางสั้นๆ จากกรุงเทพฯ ถึงบ้านภาชี ระยะทาง 90 กิโลเมตร ต่อมาก็มีการขยายออกไปถึงลพบุรี มาบกะเบา (สระบุรี) นครปฐม แหลมฉบัง และช่วงในภูมิภาคอย่างโคราช-ขอนแก่น ตามลำดับ แต่ยังถือว่าเป็นส่วนน้อยถ้าเทียบกับระยะทางรถไฟทั้งหมดที่พาดผ่าน 

รถไฟทางคู่มาบกะเบา-ถนนจิระ ทางรถไฟสายปรับปรุงใหม่ที่จะทำให้ไปกลับอีสานได้เร็วขึ้น

ในช่วงระยะหลังมานี้ ต้องยอมรับเลยว่าการอัปเกรดรถไฟทางเดี่ยวเป็นทางคู่ที่มีระยะเพิ่มมากขึ้นสร้างความตื่นเต้นให้กับ Railfan และคนไทยไม่น้อย 

สายเหนือ ต่อจากสถานีลพบุรีไปถึงสถานีปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์

สายใต้ ต่อจากสถานีนครปฐม ไปถึงสถานีชุมพร 

สายอีสาน ต่อจากสถานีมาบกะเบา ไปถึงสถานีชุมทางถนนจิระ จังหวัดนครราชสีมา เพื่อทำให้ทางคู่ช่วงถนนจิระ-ขอนแก่น ที่สร้างเสร็จแล้วต่อเนื่องกันอย่างสมบูรณ์

นอกจากนั้นแล้ว มาตรฐานใหม่ของการสร้างรถไฟทางคู่ใน พ.ศ. นี้ คือการทำให้ทางรถไฟกลายเป็นทางเฉพาะมากขึ้นกว่าเดิม มีรั้วรอบขอบชิด ทางตรงไหนที่โค้งแคบไปก็ปรับแนวใหม่ให้โค้งกว้างซะ ตรงไหนเป็นภูเขาก็เจาะอุโมงค์เข้าไป เพื่อทำให้ความคดโค้งของทางมีน้อยที่สุด แถมจุดไหนถนนตัดผ่านทางรถไฟ ก็ย้ายถนนนั้นข้ามเป็นสะพาน ไม่ก็มุดใต้ทางรถไฟไปซะ เพราะถ้ารถไฟวิ่งถี่ขึ้นคงจะกั้นถนนบ่อยๆ ไม่ไหวแล้ว 

รวมถึงการติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณแบบใหม่ที่เรียกว่า European Train Control System หรือ ETCS Level 1 หรือแม้กระทั่งศูนย์ควบคุมการเดินรถจากศูนย์กลาง (CTC) ที่ช่วยให้การจัดการจราจรทางรถไฟปลอดภัยมากขึ้นอีกด้วย

รถไฟทางคู่มาบกะเบา-ถนนจิระ ทางรถไฟสายปรับปรุงใหม่ที่จะทำให้ไปกลับอีสานได้เร็วขึ้น

ที่กล่าวมานั้นมันจะเกิดขึ้นกับรถไฟทางคู่และทางสายใหม่ทุกสาย แต่ทางคู่ช่วงมาบกะเบา (สระบุรี) – ถนนจิระ (นครราชสีมา) มีลักษณะพิเศษที่เรียกได้ว่า รวบรวมทุกสิ่งที่กล่าวไว้กับมาตรฐานทางรถไฟใหม่ไว้ได้มากที่สุด ไม่ใช่แค่การสร้างทางใหม่ขนานไปกับทางเก่า หรือติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ 

ด้วยความที่เส้นทางเดิมมีส่วนต้องไต่ขึ้นเขาดงพญาเย็น ทำให้เส้นทางหลายจุดต้องปรับโฉมใหม่ และเป็นสิ่งปลูกสร้างที่เมื่อสมบูรณ์แล้ว จะทำให้การเดินทางด้วยรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปนครราชสีมาเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างแน่นอน

อะไรที่ทำให้รถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา-ถนนจิระ พิเศษกว่าที่อื่น 

รถไฟทางคู่มาบกะเบา-ถนนจิระ ทางรถไฟสายปรับปรุงใหม่ที่จะทำให้ไปกลับอีสานได้เร็วขึ้น

อย่างแรกเลย คือ ‘การตัดทางใหม่เพื่อลดโค้งและปรับค่าความชัน’

เนื่องจากทางรถไฟช่วงผ่านเทือกเขาดงพญาเย็นเดิม ถ้าเราลากนิ้วไปตามแผนที่จะเห็นความโค้งซ้ายขวาขดไปมาตามแนวสันเขา อ้อมไปอ้อมมาชนิดที่ถ้าใครไม่รู้ว่าตรงนั้นเป็นภูเขา ก็จะงงได้ว่ามันจะยึกยักทำไมกันนะ การตัดทางรถไฟเพื่ออ้อมเขาเป็นหนึ่งในการลดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอย่างพุ่งกระฉูดได้ เพราะไม่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเช่นการเจาะอุโมงค์หรือสะพานข้ามหุบเขา แต่นั่นคือสมัยก่อน

แนวทางรถไฟตั้งแต่สถานีมาบกะเบาถึงสถานีปากช่อง ใช้แนวเส้นทางใหม่เกือบทั้งหมด โดยเฉพาะจากมาบกะเบามาจนถึงสถานีบันไดม้า เป็นการสร้างทางรถไฟขึ้นมาใหม่บนแนวทางทั้งใหม่และขนานไปกับทางเดิม ซึ่งการตัดทางแนวใหม่นั้น นอกจากทำให้ทางตรงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว รัศมีโค้งทั้งหลายถูกแก้ให้กว้างขึ้น เพื่อให้รถไฟเพิ่มความเร็วจากเดิมเพียงแค่ 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบนทางภูเขา กลายเป็นความเร็วที่เสถียรอยู่ระหว่าง 100 – 160 กม./ชม. ได้สบายๆ นั่นเพียงไม่ทำให้ระยะทางสั้นลง แต่ยังเพิ่มความเร็วที่เคยถูกจำกัดบนทางภูเขาให้มากขึ้นเป็นเท่าตัว

รถไฟทางคู่มาบกะเบา-ถนนจิระ ทางรถไฟสายปรับปรุงใหม่ที่จะทำให้ไปกลับอีสานได้เร็วขึ้น

หนึ่งในผลพลอยได้ที่มาจากการย้ายแนวเส้นทางใหม่คือการลดความชัน ซึ่งทางรถไฟเดิมนั้นถูกบังคับให้ไปตามไหล่เขาให้ได้มากที่สุดเพื่อข้ามเขาทั้งลูกไป จึงชันมากขนาดรถไฟสินค้าบางขบวนต้องตัดรถออกเป็น 2 ขบวนที่แก่งคอย และให้ขบวนแรกลากรถไฟครึ่งหนึ่งข้ามเขาไปปากช่องก่อน จากนั้นหัวรถจักรจะวิ่งเป็นวันแมนโชว์กลับมาที่แก่งคอย เพื่อพาขบวนท่อนท้ายที่เหลือข้ามเขาไปรวมร่างกับขบวนแรกที่ปากช่องแล้วเดินทางต่อไปปลายทาง ซึ่งถ้าไม่ใช้วิธีนี้ ก็ต้องใช้รถจักร 2 หัวลากรถสินค้าเต็มขบวนข้ามดงพญาเย็นไป 

เมื่อความลาดชันลดลง การลากรถไฟขึ้นเขาก็ไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป เราจะทำให้รถยาวขนาดไหนก็ได้ (ที่ไม่ทอนกำลังรถจักร 1 หัว) วิ่งได้ฉิวๆ จึงทำให้ทางรถไฟใหม่บางช่วงจะอยู่ต่ำกว่าระดับทางเดิมพอสมควร

รถไฟทางคู่มาบกะเบา-ถนนจิระ ทางรถไฟสายปรับปรุงใหม่ที่จะทำให้ไปกลับอีสานได้เร็วขึ้น

อย่างที่สอง คือ ‘อุโมงค์’

ปัจจุบันแนวคิดเปลี่ยนไป ยิ่งลดเวลาการเดินทางได้มากขึ้นเท่าไหร่ ทางตัดตรงเท่าไหร่ ย่อมเป็นกำไรที่ได้มา อุโมงค์จึงเป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้สำหรับทางคู่ที่ผ่านช่วงภูเขา ซึ่งในเส้นทางคู่ช่วงนี้มีอุโมงค์กันถึง 3 จุดด้วยกัน และ 2 ใน 3 เป็นอุโมงค์ที่ยาวขนาดโค่นแชมป์ที่ยืนหนึ่งมานับร้อยปีอย่างอุโมงค์ขุนตานไปได้ 

รถไฟทางคู่มาบกะเบา-ถนนจิระ ทางรถไฟสายปรับปรุงใหม่ที่จะทำให้ไปกลับอีสานได้เร็วขึ้น
รถไฟทางคู่มาบกะเบา-ถนนจิระ ทางรถไฟสายปรับปรุงใหม่ที่จะทำให้ไปกลับอีสานได้เร็วขึ้น

อุโมงค์ทั้งหมดยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ เราจึงเรียกลำลองว่าอุโมงค์ 1 อุโมงค์ 2 และอุโมงค์ 3 อย่างลำลองไปก่อน

สองอุโมงค์แรกอยู่ระหว่างสถานีมาบกะเบากับมวกเหล็กใหม่ อุโมงค์ที่ 1 อยู่พื้นที่ผาเสด็จ ความยาวทั้งสิ้น 5.8 กิโลเมตร ลอดใต้เทือกเขาดงพญาเย็นช่วงทับกวางและโรงปูน รวมถึงแนวทางรถไฟเดิมบางส่วน 

ลักษณะของอุโมงค์แรกนั้นคือแนวเส้นทางใหม่ ฉีกออกมาจากแนวเดิมเพื่อลดระยะทางบนภูเขาที่ต้องสูญเสียไปไม่น้อยกว่า 30 นาที มันถูกตัดลัดไปด้วยการเจาะภูเขาแบบอุโมงค์คู่ หนึ่งอุโมงค์ต่อหนึ่งทางรถไฟ อุโมงค์ด้านซ้ายสำหรับทางรถไฟขาออก และอุโมงค์ด้านขวาสำหรับทางรถไฟขาเข้า โดยในระยะ 5.8 กม. นั้นมีทางอพยพที่เชื่อมอุโมงค์ทั้งสองที่ตีขนานกันไป พร้อมระบบระบายอากาศสำหรับกรณีฉุกเฉินอีกด้วย

การเป็นอุโมงค์เดี่ยวขนานกันไปมีข้อดี คือลดแรงลมที่จะปะทะกันระหว่างที่รถไฟสวนกัน ทำให้ไม่ต้องลดความเร็วเมื่อเข้าอุโมงค์ อีกส่วนหนึ่งคือหากเกิดอุบัติเหตุ มันจะไม่ขวางอีกทางวิ่งและสร้างความเสียหายให้กับอีกทาง ลองสังเกตดีๆ ว่ารถไฟใต้ดินในกรุงเทพฯ ของเราก็สร้างเป็นอุโมงค์ใครอุโมงค์มันเช่นเดียวกัน

รถไฟทางคู่มาบกะเบา-ถนนจิระ ทางรถไฟสายปรับปรุงใหม่ที่จะทำให้ไปกลับอีสานได้เร็วขึ้น

ธรณีสัณฐานของช่วงนี้เป็นเนื้อหินและระยะทางยาว การเจาะภูเขาใช้การระเบิดหิน โดยเริ่มจากการกำหนดเขตที่จะระเบิดและเจาะรูเพื่อยัดระเบิดเข้าไป จากนั้นก็บรึ้มมมมม หินที่ถูกระเบิดจะถูกลำเลียงออกมา และก็จะเป็นการกรุผนังอุโมงค์เพื่อเสริมความแข็งแรง ในพื้นที่ใกล้ปากอุโมงค์นั้น ชั้นหินไม่ได้แข็งมาก เป็นการก่อผนังอุโมงค์ขึ้นมาคล้ายๆ กับอุโมงค์รถไฟใต้ดิน แต่ถ้ายิ่งลึกเข้าไป ความแข็งของหินมีมาก ก็จะฉีดคอนกรีตเข้าไปเสริมความแข็งแรงให้ผนังหิน รวมถึงลดการซึมของน้ำใต้ดินในภูเขา 

รถไฟทางคู่มาบกะเบา-ถนนจิระ ทางรถไฟสายปรับปรุงใหม่ที่จะทำให้ไปกลับอีสานได้เร็วขึ้น
รถไฟทางคู่มาบกะเบา-ถนนจิระ ทางรถไฟสายปรับปรุงใหม่ที่จะทำให้ไปกลับอีสานได้เร็วขึ้น

อุโมงค์ที่ 2 อยู่บริเวณหินลับ เป็นอุโมงค์เดี่ยวและมีทางรถไฟทั้ง 2 ทางอยู่ในอุโมงค์นั้น ด้วยระยะทางที่ไม่ยาวมากแค่ 600 กว่าเมตรและเป็นทางตรง ข้อจำกัดด้านแรงลมที่อัดปะทะขณะขบวนรถสวนมีน้อย จึงวางทางรถไฟลงไปในอุโมงค์เดียวกันได้เลย ทำให้ช่องอุโมงค์ที่ 2 นั้นขนาดใหญ่กว่าอุโมงค์ที่อื่นๆ และยังมองเห็นปากอุโมงค์ทั้ง 2 ฝั่งได้อย่างชัดเจน

โปรเจกต์รถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา (สระบุรี) - ถนนจิระ (นครราชสีมา) การสร้างอุโมงค์ทะลุหุบเขาที่ยาวชนะอุโมงค์ขุนตาน
โปรเจกต์รถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา (สระบุรี) - ถนนจิระ (นครราชสีมา) การสร้างอุโมงค์ทะลุหุบเขาที่ยาวชนะอุโมงค์ขุนตาน

ส่วนอุโมงค์ที่ 3 มีระยะทางยาว 1.5 กม. (ยาวกว่าอุโมงค์ขุนตานนิดเดียว) ตั้งอยู่บริเวณเขื่อนลำตะคอง ระหว่างสถานีคลองขนานจิตรและสถานีคลองไผ่ มีลักษณะเดียวกันกับอุโมงค์ที่ 1 แยกช่องใครช่องมัน โดยปากอุโมงค์ฝั่งกรุงเทพฯ นั้นอยู่ติดกับสถานีคลองขนานจิตร ในอนาคตหากพัฒนาให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ ที่นี่คงไม่ต่างกับอุโมงค์ขุนตาน แต่เหนือกว่านั้น นอกจากมีภูเขาและป่าสีเขียวให้เย็นตาแล้ว ยังเย็นสบายจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคองที่อยู่ติดกับทั้งทางรถไฟ อุโมงค์ และสถานีคลองขนานจิตรอีกด้วย

โปรเจกต์รถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา (สระบุรี) - ถนนจิระ (นครราชสีมา) การสร้างอุโมงค์ทะลุหุบเขาที่ยาวชนะอุโมงค์ขุนตาน
โปรเจกต์รถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา (สระบุรี) - ถนนจิระ (นครราชสีมา) การสร้างอุโมงค์ทะลุหุบเขาที่ยาวชนะอุโมงค์ขุนตาน
โปรเจกต์รถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา (สระบุรี) - ถนนจิระ (นครราชสีมา) การสร้างอุโมงค์ทะลุหุบเขาที่ยาวชนะอุโมงค์ขุนตาน

อย่างที่สาม คือ ‘สะพานข้ามหุบเขา’ จุดเด่นมีอยู่ที่เดียวที่มวกเหล็ก

กายภาพมวกเหล็กนั้นเป็นแอ่งกระทะมีขอบเขาทั้งสองฝั่ง ฝั่งตะวันตกคือเทือกเขาดงพญาเย็นที่ขวางระหว่างสระบุรีและมวกเหล็กไว้ ขอบเขาด้านตะวันออกคือเนินกลางดงที่ยกตัวขึ้นแบบชันๆ แล้วไต่ขึ้นไปจนถึงบันไดม้า ก่อนลดระดับลงเพื่อเข้าที่ราบแถบปากช่อง ส่วนก้นลึกสุดของแอ่งกระทะคือห้วยมวกเหล็ก ซึ่งเป็นที่ตั้งของตัวอำเภอ รวมถึงเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างสระบุรีและนครราชสีมา

ทางรถไฟเดิมนั้นเมื่อออกจากสถานีหินลับมาแล้ว ก็จะลาดลงไปตามแนวเขามุ่งหน้าสู่อำเภอมวกเหล็กที่อยู่ก้นแอ่งกระทะนั้น และด้วยขอบของแอ่งฝั่งกลางดงที่มีความชันมากกว่าฝั่งดงพญาเย็น ทำให้ทางรถไฟต้องวกลงไปทางถนนมิตรภาพ แล้วไซด์โค้งกลับขึ้นไปเป็นรูปตัว U ไปสู่ขอบแอ่งฝั่งกลางดง จุดนี้ทำให้รถไฟต้องวิ่งอยู่ในแอ่งเป็นระยะเวลาเกือบ 20 นาที การแก้ปัญหานั้นคือทำสะพานข้ามแอ่งมันไปซะเลยสิ 

โปรเจกต์รถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา (สระบุรี) - ถนนจิระ (นครราชสีมา) การสร้างอุโมงค์ทะลุหุบเขาที่ยาวชนะอุโมงค์ขุนตาน
โปรเจกต์รถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา (สระบุรี) - ถนนจิระ (นครราชสีมา) การสร้างอุโมงค์ทะลุหุบเขาที่ยาวชนะอุโมงค์ขุนตาน

ด้วยเหตุนี้จึงมีโครงสร้างมหึมาเป็นสะพานสูงข้ามอำเภอมวกเหล็ก สะพานนั้นสูงมากจนมีคนตั้งคำถามว่าทำไมถึงต้องสูงขนาดนั้น

จากข้อมูลเรื่องกายภาพของมวกเหล็กที่กล่าวมา อาจต้องตั้งคำถามใหม่ว่าทำไมมวกเหล็กถึงอยู่ลึกขนาดนั้นมากกว่า สะพานนั้นมีความสูงในระดับที่เท่าๆ กับชายขอบทั้งสองฝั่ง ส่วนที่สูงที่สุดอยู่บริเวณลำห้วยมวกเหล็ก วัดจากท้องคลองไปถึงสุดยอดสะพานมีความสูงราว 50 เมตร ตัวสะพานมีทั้งรูปแบบตอม่อและคานวิ่งแบบกล่อง (Box Girder) บริเวณขอบแอ่งทั้งสองที่ความสูงไม่มาก แต่ส่วนที่ความสูงมากๆ นั้นใช้วิธีการสร้างแบบคานสมดุล (Balance Cantilever) ความยาวสะพานนับตั้งแต่สถานีมวกเหล็กใหม่ไปจนถึงชายขอบฝั่งกลางดงอยู่ที่ราวๆ 5 กม. ใช้เวลาเดินทางข้ามแอ่งมวกเหล็กเพียงไม่ถึง 5 นาที ลดเวลาการเดินทางไปได้มากโข

โปรเจกต์รถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา (สระบุรี) - ถนนจิระ (นครราชสีมา) การสร้างอุโมงค์ทะลุหุบเขาที่ยาวชนะอุโมงค์ขุนตาน
โปรเจกต์รถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา (สระบุรี) - ถนนจิระ (นครราชสีมา) การสร้างอุโมงค์ทะลุหุบเขาที่ยาวชนะอุโมงค์ขุนตาน
โปรเจกต์รถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา (สระบุรี) - ถนนจิระ (นครราชสีมา) การสร้างอุโมงค์ทะลุหุบเขาที่ยาวชนะอุโมงค์ขุนตาน

แล้วสถานีมวกเหล็กที่อยู่ก้นแอ่งล่ะทำยังไง ต้องปีนขึ้นไปไหม 

การรถไฟยกเลิกสถานีมวกเหล็กที่อยู่ในเมือง แล้วย้ายไปใช้สถานีมวกเหล็กใหม่ที่อยู่ห่างไปทางตะวันตกประมาณ 3 กม. ซึ่งสถานีมวกเหล็กใหม่อยู่บนชายขอบแอ่งด้านดงพญาเย็น ตัวอาคารสถานีอยู่ระดับดินและเดินขึ้นบันไดไปเพียง 1 ชั้นก็จะพบชานชาลา มันจะกลายเป็นหนึ่งในสถานีรถไฟที่มีวิวสวยที่สุดในประเทศ เพราะเมื่อเรายืนบนชานชาลาแล้วมองไปทางกลางดง จะเห็นทางรถไฟเป็นสะพานยาวข้ามตัวเมืองมวกเหล็กโค้งไปจนสุดตา และมีพระใหญ่สีขาวบนภูเขาแถบกลางดงเป็นฉากหลัง

โปรเจกต์รถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา (สระบุรี) - ถนนจิระ (นครราชสีมา) การสร้างอุโมงค์ทะลุหุบเขาที่ยาวชนะอุโมงค์ขุนตาน
โปรเจกต์รถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา (สระบุรี) - ถนนจิระ (นครราชสีมา) การสร้างอุโมงค์ทะลุหุบเขาที่ยาวชนะอุโมงค์ขุนตาน

ส่วนสุดท้าย คือ ‘การรีโนเวตสถานีเดิม’

สถานีรถไฟในต่างจังหวัดเป็นอาคารไม้หลายแห่งที่ทรงคุณค่า สะท้อนภาพวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งแน่นอนว่าหากรอบขบวนรถไฟมีมากขึ้น สถานีที่ขนาดอาคารเล็กย่อมรองรับปริมาณผู้โดยสารไม่ได้แน่นอน การสร้างสถานีใหม่ให้มีความใหญ่โตเพื่อรองรับฟังก์ชันต่างๆ และปริมาณผู้ใช้ย่อมเป็นสิ่งสมควร ส่วนสถานีย่อยระหว่างทางที่จำนวนขบวนจอดน้อยกว่า บางทีแล้วก็ไม่จำเป็นต้องสร้างอาคารใหม่ 

โปรเจกต์รถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา (สระบุรี) - ถนนจิระ (นครราชสีมา) การสร้างอุโมงค์ทะลุหุบเขาที่ยาวชนะอุโมงค์ขุนตาน

การรีโนเวตอาคารคือทางออกที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุด

สถานีรถไฟแบบเดิมๆ ตามท้องถิ่นถูกนำมาปรับปรุงโครงสร้างใหม่ ด้วยวัสดุที่แข็งแรงและทนทานกว่าเดิม บางส่วนใช้วัสดุเก่าที่ยืดอายุออกไปและยังคงคุณค่า เหมือนการชุบชีวิตสถานีเหล่านั้นขึ้นมาใหม่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะมีฟังก์ชันการใช้งานเหมือนเดิม 

การรีโนเวตได้เพิ่มสัดส่วนของพื้นที่ใช้สอยที่มีประโยชน์มากขึ้น เช่น พื้นที่รอรถไฟจากเดิมเป็นเพียงแค่ระเบียงเล็กๆ เปิดโล่งที่หากฝนตกหนักๆ ก็สาดจนเปียก ก็ถูกปรับใหม่ให้กลายเป็นห้องนั่งรอรถไฟที่คุ้มทั้งแดดคุ้มทั้งฝน และยังคงสภาพความสวยงามแบบอาคารไม้ดั้งเดิมไว้อย่างสวยงาม เช่น สถานีปางอโศก สถานีบันไดม้า สถานีซับม่วง เป็นต้น

โปรเจกต์รถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา (สระบุรี) - ถนนจิระ (นครราชสีมา) การสร้างอุโมงค์ทะลุหุบเขาที่ยาวชนะอุโมงค์ขุนตาน

ปัจจุบันการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปถึงนครราชสีมาด้วยรถไฟ ใช้เวลา 4 – 6 ชั่วโมง 

หากทางคู่ช่วงมาบกะเบา-ถนนจิระ เสร็จเรียบร้อย เมนไลน์นี้ก็จะกลายเป็นรถไฟทางคู่ที่ยาวตั้งแต่กรุงเทพฯ ไปจนถึงขอนแก่น และด้วยการตัดแนวเส้นทางใหม่ เจาะอุโมงค์ลัดเขา วิ่งข้ามหุบเขาด้วยสะพาน เพิ่มความเร็วที่เคยใช้เวลามากบนช่วงเขาให้วิ่งได้เร็วขึ้นเหมือนทางราบ มันจะลดเวลาไปได้มาก กรุงเทพฯ-นครราชสีมา จะเหลือเพียงแค่ 3 – 4 ชั่วโมง และถ้าไปถึงขอนแก่นก็จะใช้เวลาเพียงแค่ 5 – 6 ชั่วโมง เท่านั้น

แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายเล็กๆ เพราะเมื่อทางคู่ช่วงนี้สร้างเสร็จแล้ว เส้นทางรถไฟเดิมซึ่งลัดเลาะไปตามหุบเขาก็อาจจะหมดความสำคัญจนไปถึงการเลิกใช้งาน ทางรถไฟช่วงที่ผ่านดงพญาเย็นจะเหลือเพียงแค่รถสินค้าที่ยังจำเป็นต้องใช้เส้นทาง เพื่อลำเลียงปูนซีเมนต์จากสถานีหินลับอยู่เท่านั้น ส่วนรถโดยสารและรถที่ไม่มีความจำเป็นต้องเข้าสถานีหินลับก็จะใช้เส้นทางใหม่ทั้งหมด 

ภาพความทรงจำของทางรถไฟสายแรกของรัฐบาลไทยจะเหลือไว้แค่ภาพถ่ายเท่านั้น นอกเสียจากมีการเปิดเดินรถไฟนำเที่ยวเชิงธรรมชาติและประวัติศาสตร์บนแนวเส้นทางเดิมแบบในญี่ปุ่น ก็จะต่อชีวิตของเส้นทางรถไฟข้ามดงพญาเย็น ที่ได้ชื่อว่าเป็นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ของสยามได้แน่นอน

โปรเจกต์รถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา (สระบุรี) - ถนนจิระ (นครราชสีมา) การสร้างอุโมงค์ทะลุหุบเขาที่ยาวชนะอุโมงค์ขุนตาน

เกร็ดท้ายขบวน

  1. แนวเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ก็จะขนานไปตามเส้นทางคู่ด้วยเช่นกัน ต่างกันแค่รถไฟความเร็วสูงมีความยาวอุโมงค์ที่มากกว่ารถไฟทางคู่ และมีสถานีระหว่างทางที่น้อยกว่า
  2. สถานีที่จะหายไปเมื่อทางคู่เส้นนี้เปิดใช้งาน คือ สถานีผาเสด็จ สถานีกลางดง และมวกเหล็ก โดยสถานีมวกเหล็กจะย้ายไปใช้สถานีมวกเหล็กใหม่ที่อยู่ตรง รร.นายเรืออากาศ แทน
  3. ทางรถไฟเลียบเขื่อนลำตะคองยังอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้หายไปไหน แต่เพิ่มความพิเศษใส่ไข่เข้ามาด้วยอุโมงค์ที่ยาวเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศไทย
  4. สังเกตไหม เราใช้คำว่า ‘ทางคู่’ ซึ่งหมายถึงทางรถไฟสองทางวิ่งสวนกัน ส่วนคำว่า​ ‘รางคู่’ นั้น รางเป็นเพียงส่วนหนึ่งของทางรถไฟเท่านั้น จึงเป็นคำที่ใช้แล้วไม่ถูกความหมาย

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

เราไม่ได้นั่งรถไฟพัดลมกลับบ้านที่ต่างจังหวัดมานานแล้ว

เราเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด ใช้ชีวิตตั้งแต่เด็กยันตอนนี้ก็ 30 กว่าปีเข้าไปแล้ว ตอนเด็ก ๆ ต้องแบ่งชีวิตช่วงปิดเทอมหน้าร้อนหอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่ที่พิจิตร ซึ่งเป็นบ้านตากับยายและพี่สาว อย่างน้อยก็ปีละ 1 – 2 สัปดาห์ ไม่แน่ใจว่าการโดนส่งไปอยู่พิจิตรนั้น เป็นเพราะอยากให้ไปใช้ชีวิตในอีกแบบหนึ่งบ้าง หรือที่บ้านไม่อยากให้อยู่ด้วยกันแน่ แต่ที่แน่ ๆ บ้านตาและยายที่พิจิตร คือสารตั้งต้นความคลั่งรักรถไฟที่ทำให้เราได้มาเขียนอะไรให้พวกคุณอ่านอยู่ตรงนี้

ทุก ๆ ครั้ง พ่อจะหนีบเราขึ้นรถไฟเที่ยวเช้าสุด เป็นรถเร็วขบวน 101 กรุงเทพ-เชียงใหม่ ตีตั๋วไปลง ‘สถานีตะพานหิน’ จังหวัดพิจิตร ขบวนนี้ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง สักเที่ยง ๆ ก็ถึงตะพานหินแล้ว เราสองคนพ่อลูกจะต้องไปขึ้นรถไฟที่สถานีกรุงเทพ พ่อพร่ำบอกเสมอว่าจะได้มีที่นั่ง ซึ่งการจองที่นั่งของพ่อนับว่าเป็นนวัตกรรมเฉพาะบ้านมาก ๆ นั่นคือเมื่อรถไฟค่อย ๆ ไหลเข้ามาเทียบที่ชานชาลา พ่อจะอุ้มเราโยนผ่านหน้าต่างเข้าไปที่เก้าอี้ เพื่อให้ลูกเป็นตัวจองที่

ใช่ คุณอ่านไม่ผิด พ่อเราทำแบบนี้จริง ๆ แล้วก็ได้ที่นั่งริมหน้าต่างสมใจลูกทุกครั้งด้วย เพราะพ่อรู้ว่าลูกชอบเอาหน้าโกรกลมริมหน้าต่างเป็นชีวิตจิตใจ ตลอดการเดินทางพ่อไม่ต้องห่วงกังวลเลยว่าเด็กน้อยจะงอแง เพราะเมื่อไหร่ที่อยู่บนรถไฟ ก็เหมือนถูกสะกดเอาไว้อย่างอยู่หมัด

นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ในวัย 35 ปี

ปกติแล้วเรานั่งรถด่วนพิเศษที่เรียกกันติดปากว่า ‘สปรินเตอร์’ กลับบ้าน มันเป็นรถแอร์ มีอาหารบริการ จอดน้อยมากเพียงแค่สถานีประจำจังหวัดและอำเภอขนาดใหญ่ ใช้เวลาเดินทางเพียง 4 ชั่วโมงถึงตะพานหิน มีทั้งรอบเช้าและรอบสายให้เลือก แต่ตอนนี้เราไม่มีตัวเลือก เพราะความชะล่าใจที่ดันไม่ได้จองตั๋วล่วงหน้านาน ๆ บวกกับเป็นวันหยุดยาว ทำให้รถด่วนพิเศษเต็มไปเรียบร้อย เหลือเพียงรถนั่งชั้น 2 พัดลมของรถเร็วที่ 111 กรุงเทพ-เด่นชัย เท่านั้น

ตัดสินใจไม่ยาก…เราไม่ได้อยากนั่งชั้น 3 ถึง 5 ชั่วโมง ต่อให้เป็นแฟนคลับรถไฟขนาดไหน แต่การนั่งหลังตรงเด่ไปจนถึงตะพานหินในวัย 35 มันทรมานร่างกายแน่นอน รถนั่งชั้น 2 พัดลมแบบปรับเอนได้จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้

รถเร็วที่ 111 หรือที่เรียกกันติดปากว่าขบวนตองหนึ่ง วิ่งไปบนเส้นทางเดิมที่วิ่งมานับสิบ ๆ ปี การนั่งรถพัดลมในวันที่อากาศเย็นเพราะฝนตกมาตั้งแต่เมื่อคืน ทำให้การเดินทางวันนี้ไม่ได้เลวร้ายอะไร สมัยที่นั่งรถไฟกับพ่อ เราตื่นเต้นกับวิวสองข้างทางและรถไฟที่วิ่งสวนกันมาก ความสนใจของเด็กชายแฮมสร้างกิจกรรมแปลก ๆ ขึ้นมา คือเด็กคนนี้ไม่ท่องสูตรคูณ แต่ท่องชื่อสถานีรถไฟตั้งแต่กรุงเทพฯ ถึงตะพานหินและท่องเรียงลำดับได้แบบไม่ผิดเพี้ยนตั้งแต่อยู่ ป.6 สูตรคูณก็ยังท่องได้ไม่เป๊ะขนาดนี้ นับเป็นความสามารถพิเศษที่ต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้ เราจดจำวิวสองข้างทางได้ และทันทีที่เห็นก็บอกได้เลยว่าคือที่ไหน

นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น
ทางระหว่างสถานีบ้านหมอกับสถานีหนองโดน จ.สระบุรี

จากกรุงเทพฯ เพียง 2 ชั่วโมงกว่า ๆ รถไฟก็มาถึงสถานีชุมทางบ้านภาชี ที่นี่เป็นทางแยกระหว่างสายเหนือกับสายอีสาน สมัยก่อนเมื่อรถไฟมาถึงบ้านภาชี สิ่งที่ผู้โดยสารเกือบทั้งขบวนที่เป็นขาประจำต้องทำกัน คือโผล่หัวออกไปนอกหน้าต่างเพื่อรอซื้อไอติมกะทิหอมหวานมันในถ้วยสีชมพู นี่คือไอติมบ้านภาชีที่ลือชื่อ เรียกได้ว่าหากนั่งรถไฟผ่านสถานีนี้แล้วไม่ซื้อไอติมเท่ากับผิดประเพณีเป็นอย่างมาก

แต่วันนี้ไม่มีไอติมบ้านภาชีมาอยู่ริมหน้าต่างเหมือนแต่ก่อนแล้ว เพราะหมดสัญญาขายกับสถานีและไม่มีการสานต่อ จึงปิดตำนานไอติมกะทิราคา 5 บาท ที่ต้องแย่งกันซื้อให้ทันเวลารถออก

นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น

จากบ้านภาชี รถไฟเดินทางมาถึงสถานีลพบุรี ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดเขตรถไฟทางคู่ ถัดไปนิดหนึ่งเป็นพระปรางค์สามยอดที่มีฝูงวานรเจ้าถิ่นนั่งเป็นพนักงานต้อนรับริมทางรถไฟกันเนืองแน่น คอยสบตาคนบนรถไฟด้วยหวังว่าจะมีใครโยนอะไรให้กินบ้าง จากลพบุรีไปจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น คือการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เดิมทีเมื่อพ้นสถานีลพบุรีไปแล้ว ทางรถไฟจะเป็นทางเดี่ยวยาวไปจนถึงเชียงใหม่ ถ้ารถไฟจะสวนกันก็ต้องมีขบวนหนึ่งรอหลีกที่สถานี เพื่อให้อีกขบวนสวนหรือแซงไป การสร้างรถไฟทางคู่จะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยลดเวลาการเดินทางลงไปได้พอสมควร รถสวนกันได้สบาย ๆ แถมมีสถานีใหญ่เพียงพอรองรับการใช้งาน แต่ติดอยู่เรื่องเดียวคือ เมื่อทางมี แต่เรา ๆ ก็อยากได้รถไฟใหม่ ๆ มาเพิ่ม เพื่อที่การเดินทางด้วยรถไฟจะได้สะดวกและครบวงจรมากขึ้น

นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น
โดนรถด่วนแซงซะแล้วที่สถานีห้วยแก้ว
นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น
เกษตรกรรมริมทางรถไฟแถวช่องแค

มีเรื่องหนึ่งที่แอบคิดว่า ถ้ารถไฟทางคู่เสร็จ แล้วมีรถไฟใหม่ ๆ มา วิถีชีวิตของชาวบ้านที่ขายของกับรถไฟเพื่อให้คนนั่งได้อิ่มท้อง จะยังคงอยู่หรือเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน ว่าไปแล้วเรื่องที่เกี่ยวโยงผูกพันระหว่างคนกับรถไฟ นอกจากเรื่องเส้นทางที่เข้าถึงชุมชนระหว่างทางแล้ว ก็คงเป็นเรื่องอาหารการกินที่ขายโดยคนในพื้นที่และเป็นของดีที่อยู่ในพื้นที่นั้น ๆ

นอกจากไอติมบ้านภาชีที่กล่าวไปแล้ว ของกินอันทรงคุณค่าของทางรถไฟสายเหนือช่วงผ่านที่ราบภาคกลาง สะท้อนลักษณะวัฒนธรรมทางอาหารออกมาได้อย่างชัดเจน อาหารกล่องส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นข้าวผัดหรือกะเพราโปะด้วยไข่ดาว บ้างก็มีของกินเล่นเป็นข้าวเหนียวหมูทอดเนื้อทอดช่วงสถานีอยุธยา ขนมบ้าบิ่นมะพร้าวอ่อนที่สถานีท่าเรือ ขนมจีบหมูสถานีบางมูลนาก

ที่ประทับใจสุดคงมีอยู่ 2 อย่าง

อย่างแรกคือข้าวกะเพราหมูเกี้ยมฉ่ายร้านเจ๊จู๊ดที่สถานีช่องแค ร้านนี้เขารู้กันว่าถ้าดุ่ม ๆ มากินหรือนึกกินเดี๋ยวนั้นไม่ได้ ต้องพรีออเดอร์ล่วงหน้าเท่านั้น ถ้าเป็นขาประจำเขาจะโทรสั่งเลย แล้วให้แม่ค้ามาส่งที่หน้าต่างรถไฟ แต่เราไม่มีเบอร์ร้าน เลยต้องโทรหาเพื่อนให้เป็นธุระจัดการให้ และแน่นอนว่าพรีออเดอร์ตั้งแต่กรุงเทพฯ หมูกรอบก็หมด! อะ อย่างน้อยได้กินหมูสับก็ยังดี

ข้าวห่อมาในกระดาษหนังสือพิมพ์ (วันนี้เป็นหนังสือพิมพ์เกาหลีแฮะ) รสชาติอร่อยมาก โรยน้ำปลาพริกหน่อยคือเด็ดดวง

นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น

อันที่ 2 ของกินเล่นออร์แกนิกอย่างฝักบัว (ฝักดอกบัวที่ไม่ใช่ฝักบัวอาบน้ำอะ) ที่ต้องละเมียดแงะออกมาทีละเม็ด กินรสชาติจืด ๆ มัน ๆ ซึ่งถ้าเมื่อไหร่เห็นแม่ค้าห้อยฝักบัวขึ้นมาขาย นั่นคือเรากำลังใกล้ดินแดนนครสวรรค์ขึ้นทุกที แล้วเจ้าฝักบัวพวกนี้เป็นดัชนีบ่งบอกของท้องถิ่นได้ด้วยนะ เพราะนครสวรรค์ พิจิตร ยันพิษณุโลก เป็นพื้นที่ที่มีดอกบัวธรรมชาติขึ้นเยอะมาก ทั้งท้องนา คลอง หรือแม้แต่บึงบอระเพ็ด บึงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งเราจะเห็นวิวของบึงได้ผ่านหน้าต่างรถไฟ

บึงบอระเพ็ดและดงดอกบัว แต่ไม่มีจระเข้ในภาพนะ
นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น

บึงบอระเพ็ดนี้นอกจากจะเป็นแหล่งระบบนิเวศที่ใหญ่มโหฬารของภาคกลางแล้ว ยังมีจระเข้น้ำจืดธรรมชาติอาศัยอยู่ด้วย พ่อเล่าให้ฟังว่าสมัยจีบแม่ใหม่ ๆ เมื่อนั่งรถไฟผ่านก็จะเห็นจระเข้มาอาบแดดอยู่ตามตลิ่งบึงริมทางรถไฟ แต่ตอนนี้คงไม่เห็นภาพแบบนั้นแล้ว ด้วยจำนวนประชากรจระเข้ที่ลดลง รวมถึงการรุกเข้ามาของชุมชน ทำให้เจ้าชาละวันทั้งหลายต้องย้ายที่อยู่อาศัยไปอยู่ในส่วนที่ไม่มีการรบกวน

นึกภาพไม่ออก ถ้านั่งรถไฟแล้วเห็นจระเข้ตากแดดอยู่ริมตลิ่งในระยะที่ตามองเห็นได้ ฉันจะรู้สึกยังไงกันวะ

นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น

ทางรถไฟสายเหนือตั้งแต่ปากน้ำโพเป็นต้นไปตัดไล่ไปตามแนวแม่น้ำน่าน มีชุมชนสำคัญ ๆ ที่เติบโตไปพร้อม ๆ กับแม่น้ำน่านและรถไฟหลายแห่ง หลายคนคงคุ้นเคยกันจากละครเรื่อง กรงกรรม ไม่ว่าจะเป็นทับกฤช ชุมแสง ชุมชนขนาดย่อม ๆ โซนสุดท้ายของจังหวัดนครสวรรค์ที่เป็นฉากหลังของแม่ย้อยและซ้อเรณู ก่อนเข้าสู่จังหวัดพิจิตรที่บางมูลนาก

บ่ายโมงเศษ ๆ เรามาถึงสถานีตะพานหิน สถานีรถไฟที่เคยได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในพิจิตร และใหญ่กว่าสถานีประจำจังหวัดอย่างสถานีพิจิตรด้วย ในจังหวัดพิจิตรมีรถไฟผ่านเพียง 3 อำเภอ คือ บางมูลนาก ตะพานหิน และเมืองพิจิตร โดยมีสถานีสำคัญในจังหวัดอันเป็นที่ตั้งของชุมชนเก่าแก่แต่ดั้งเดิม ได้แก่ สถานีบางมูลนาก ตะพานหิน หัวดง วังกรด พิจิตร และท่าฬ่อ

สถานีตะพานหินเป็นสถานีระดับอำเภอ ความยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่เกรียงไกรของตะพานหิน คือการมีถนนสายหลักที่เดินทางต่อไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์เข้ามาสิ้นสุดในตลาด ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านละแวกเดียวกับสถานีรถไฟ ในอดีตเส้นทางรถไฟเป็นเส้นทางหลักในการเดินทาง และถนนทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดฝอยส่งต่อคนจากระบบรางไปยังพื้นที่ที่ไม่มีราง เพชรบูรณ์ก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อลงรถไฟแล้วจะมีรถประจำทางรับคนเดินทางต่อไปเขาทราย ชนแดน ข้ามเขารัง ไปวังชมภู ไปเพชรบูรณ์ ไปหล่มสัก คนเพชรบูรณ์ที่จะนั่งรถไฟก็ต้องมาขึ้นรถไฟที่สถานีตะพานหินนี่แหละ นอกจากนั้น ตะพานหินยังเป็นสถานีรับแร่ยิปซัมขนส่งทางรถไฟอีกด้วย เลยทำให้เมืองตะพานหินคึกคัก เป็นชุมชนเศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่ามีอาคารพาณิชย์ในพื้นที่ฝั่งตลาดเต็มไปหมด

นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น
นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น
นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น

เกร็ดน่ารู้ของสถานีตะพานหินคือ อาคารสถานีสร้างพร้อมอาคารสถานีเด่นชัยเพื่อทดแทนอาคารไม้เดิม และมีพิธีเปิดใช้อาคารใหม่ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2500 ซึ่งตรงกับวันชาติ เดิมทีอาคารสถานีอยู่ทางทิศตะวันตกของทางรถไฟฝั่งเดียวกับตลาด ลงรถไฟปั๊บก็เข้าสถานี แล้วเดินเข้าตลาดได้เลย แต่ด้วยความที่มีภารกิจด้านการขนส่งมาก จึงต้องขยายย่านสถานีให้พร้อมรับกิจกรรมทุกรูปแบบ ทั้งโดยสารและสินค้า เปลี่ยนตำแหน่งอาคารสถานีให้ไปอยู่ด้านทิศตะวันออกแทน ติดกับฝั่งท่ารถไปเพชรบูรณ์ แถมด้วยสะพานไม้ข้ามย่านสถานีรถไฟ ถ้าหากมีขบวนรถไฟจอดอยู่ก็ให้คนขึ้นสะพานไม้ข้ามไปฝั่งตลาดได้

สะพานลอยข้ามย่านสถานีรถไฟอาจไม่ใช่ของแปลกใช่ไหมครับ เพราะหลายสถานีที่มีย่านขนาดใหญ่ เช่น สุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ นครราชสีมา หรือสถานีรถไฟทางคู่ยุคใหม่ ๆ ต้องมีสะพานลอย แต่วัสดุนี่แหละที่แตกต่างจากที่อื่น เดิมทีสะพานลอยพวกนี้สร้างขึ้นด้วยไม้และเปลี่ยนเป็นเหล็กหรือคอนกรีต แต่ที่ตะพานหินยังคงเป็นสะพานโครงสร้างไม้เหลืออยู่แห่งเดียวในประเทศ และเป็นแห่งสุดท้ายแล้วจริง ๆ จึงกลายเป็น สะพานไม้ที่ตะพานหิน’ อันเป็นเอกลักษณ์ของสถานีนี้

สะพานไม้ข้ามย่านสถานีที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย

ความสำคัญของตะพานหินสะท้อนออกมาด้วยการมีขบวนรถไฟมายังปลายทางเป็นของตัวเอง นั่นคือรถธรรมดาที่ 211/212 กรุงเทพ-ตะพานหิน-กรุงเทพ ที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า รถนอนตะพานหิน เป็นรถนักเรียนและแม่ค้า ออกจากตะพานหินเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ช่วงตี 5 ครึ่ง และออกจากกรุงเทพฯ อีกทีช่วงบ่ายโมง มาถึงตะพานหินทุ่มครึ่ง แล้วนอนค้างคืนรอออกวันถัดไป รถไฟสายเหนือที่มุ่งหน้าไปเชียงใหม่แทบทุกขบวนต้องจอด ทั้งรถเร็ว รถด่วน รถด่วนพิเศษ อาจยกเว้นรถด่วนพิเศษที่เป็นตู้นอนที่ขอวิ่งผ่านแบบฉิว ๆ ไปจอดอีกทีก็พิจิตรกับพิษณุโลก และทุกขบวนที่จอดก็มีคนขึ้นลงไม่น้อย จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า สถานีตะพานหินก็เป็นอีกสถานีสำคัญของทางรถไฟสายเหนือ

สามล้อเครื่อง อีกหนึ่งยานพาหนะรับจ้างในตะพานหินที่ยังคงได้รับความนิยม

การมาซัมเมอร์ที่บ้านยายเป็นความน่าเบื่อในระดับหนึ่งของเด็กกรุงเทพฯ ที่ทีวีก็ดูไม่ชัด เล่นอะไรก็ไม่ค่อยได้เพราะไม่มีเพื่อน การดูรถไฟเป็นเพียงกิจกรรมเดียวที่ทำให้ไม่เบื่อ เราได้ทักษะการเงี่ยหูฟังเสียงรถไฟ ทักษะการจดจำรูปแบบขบวนรถไฟก็มาจากที่นี่ เรามักจะจำเวลารถไฟเอาไว้ แล้วคอยเงี่ยหูฟังว่ามันจะมาตอนไหน ถ้ามาจากทางกรุงเทพฯ (รถขาขึ้น) จะได้ยินเสียงล่วงหน้าเป็นนาที แต่ถ้ามาจากทางเชียงใหม่ (รถขาล่อง) จะไม่ค่อยได้ยินเสียง รู้ตัวอีกทีก็วิ่งผ่านหน้าบ้านไปแล้ว 

การดูรถไฟของเรามีรูปแบบที่ตายตัวมาก คือดูว่านี่ขบวนอะไร วันนี้มีกี่ตู้ ใช้หัวอะไรลาก ตรงเวลาหรือไม่ตรงเวลา ยิ่งช่วงสงกรานต์สมัยก่อน ถึงขั้นมาดูเลยว่าขบวนไหนคนนั่งหลังคามากที่สุด แล้วตอนกลางคืนก็จะต้องนอนฟังเสียงรถไฟ ตั้งสมาธิให้จดจำเข้าสมองว่าเสียงแบบนี้คือรถสินค้า เสียงแบบนี้คือรถโดยสาร

พอมากเข้า ๆ คุณตาเห็นแล้วคงคิดว่าน่าจะพาไปดูใกล้ ๆ หน่อย ก็เริ่มพาหลานขยับจากหน้าบ้าน ซ้อนท้ายจักรยานไปสถานีรถไฟใกล้บ้านที่ชื่อว่า ‘สถานีห้วยเกตุ’

สถานีห้วยเกตุเป็นสถานีย่อยในหมู่บ้านของเรา เป็นสถานีไม้ชั้นเดียวเล็ก ๆ ส่วนใหญ่เน้นการใช้หลีกรถไฟให้สวนทางกันมากกว่า มีเพียงรถธรรมดาและรถท้องถิ่นเท่านั้นที่จอดแค่วันละ 6 ขบวน

สถานีนี้เป็นทั้งที่พักผ่อนและโรงเรียนรถไฟของเรา แถมครอบครัวเรายังเป็นเมมเบอร์ระดับพระกาฬของสถานีห้วยเกตุอย่างเหนียวแน่นตั้งแต่รุ่นยายทวดยันรุ่นแม่รุ่นน้า นั่นเป็นเพราะว่ารถไฟคือสิ่งเดียวที่เดินทางออกจากหมู่บ้านได้ง่ายที่สุด สมัยนั้นถนนเข้าหมู่บ้านเป็นเพียงคันกั้นน้ำและเป็นทางลูกรังเล็ก ๆ ใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าจะเข้าถึงตัวอำเภอ ทางรถไฟจึงเป็นเส้นทางที่สะดวกที่สุด ไวที่สุด นักเรียนในหมู่บ้าน (ก็คือบรรดาน้า ๆ ของเราและสหาย) ต้องนั่งรถไฟจากบ้านเข้าไปเรียนที่ตัวอำเภอ

แม่กับน้าเล่าให้ฟังว่า ตอนเช้าจะมีรถสองตู้ หัวขบวนเป็นตู้สินค้า ท้ายขบวนเป็นรถโดยสาร 2 ตู้ เขาเลยเรียกกันว่ารถสองตู้ เป็นรถนักเรียนกับแม่ค้าขาล่องไปตะพานหิน ซึ่งเราเดาว่าน่าจะเป็นรถรวมพิษณุโลก-บางซื่อ ไม่ก็รถท้องถิ่นปลายทางบางมูลนาก

น้า ๆ จะใช้สัญญาณในการดูว่าจะไปสถานีรถไฟได้หรือยังจากเสาสัญญาณหางปลา ซึ่งเป็นสัญญาณสำหรับรถไฟคล้าย ๆ กับไฟเขียวไฟแดง หากมีสัญญาณว่ารถไฟกำลังจะเข้าสถานี น้า ๆ ก็จะต้องใส่เกียร์หมาวิ่งไปสถานีทันที (แล้วทันด้วย งงมากว่าทันได้ยังไง) ถ้าที่นั่งในตู้โดยสาร 2 ตู้เต็ม ก็จะไปนั่งที่ตู้สินค้า ไม่ก็รถขนท่อนซุง พอตอนเย็นก็จะนั่งรถธรรมดากรุงเทพ-พิษณุโลก จากตะพานหินมาลงที่ห้วยเกตุ แล้วเดินกลับบ้านเป็นกิจวัตรแบบนี้ในทุก ๆ วัน เรียกได้ว่าชีวิตของคนในท้องถิ่นแต่ก่อนนั้น ผูกพันและเกี่ยวโยงกับรถไฟเสมอ ทั้งกิจวัตรประจำวัน ไปเรียน ไปทำงาน หรือแม้แต่เข้ากรุงเทพฯ ไปหางานทำ

ทุกครั้งที่กลับบ้าน เราต้องมาเยี่ยมสถานีนี้จนนายสถานีจำหน้าได้ ช่วงตั้งแต่บ่าย 3 เป็นต้นไปจะมีรถไฟผ่านสถานีนี้หลายขบวน แต่เรามักเลือกช่วงเย็นที่แดดร่มลมตก เดินมาตามทางรถไฟก็จะทันเห็นรถธรรมดาที่ 201 กรุงเทพ-พิษณุโลก เข้ามาจอดส่งคนพอดี ซึ่งคนที่ลงสถานีนี้ส่วนใหญ่ก็มาจากตะพานหินบ้าง หรือมาจากแถว ๆ นครสวรรค์ น้อยคนนักที่จะนั่งมาจากกรุงเทพฯ นั่นคงต้องอดทนจริง ๆ เพราะขบวนนี้จอดเลียบทุกสถานีระหว่างทาง ซึ่งก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่แสนประหยัดเพียง 59 บาทจากกรุงเทพฯ (แน่นอนว่าเราเคยนั่งครั้งหนึ่ง และเข็ดตลอดไป)

เรามักใช้เวลาที่สถานีประมาณชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมงก่อนจะกลับบ้าน ชีวิตที่นี่ผ่านไปอย่างเชื่องช้ากว่าที่กรุงเทพฯ มาก บรรยากาศของชนบทเต็มไปด้วยความเนิบนาบที่ไม่พบเจอในเมือง เสียงตามสายจากวัดก้องสะท้อนไปทั่วหมู่บ้าน เป็นหอกระจายข่าวให้ได้ยินงานบุญอย่างทั่วถึง ปนไปกับเสียงนกร้อง เสียงรถไถนา และเสียงรถไฟ

การได้กลับมาบ้านก็เหมือนเป็นการพักผ่อนอีกอย่างหนึ่ง แค่นั่งล้อมวงกินกับข้าวบ้าน ๆ กางมุ้งนอนนอกชานระเบียง ฟังเสียงจิ้งหรีดสลับกับเสียงรถไฟ ตื่นเช้าไปทำบุญวันพระใหญ่ที่เราต้องหิ้วปิ่นโตไปวัดเพื่อตักข้าวใส่บาตรพระ เอาข้าวหม้อแกงหม้อมารวม ๆ กันเลี้ยงพระ นั่งสัปหงกตอนพระเทศน์ ทักทายญาติพี่น้อง อัปเดตชีวิตกับคนคุ้นเคย จบท้ายด้วยนั่งตากลมเย็น ๆ ดูรถไฟวิ่งผ่านไปผ่านมาที่ถนนหน้าบ้าน

ถ้าคุณนั่งรถไฟสายเหนือผ่านสถานีห้วยเกตุมา แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นผู้ชายตัวสูง ๆ โบกมือไหว ๆ ให้รถไฟ คนนั้นคือเราเองแหละ

เกร็ดท้ายขบวน

  1. ชื่อ ‘ตะพานหิน’ มาจากหินดินดานที่อยู่ในแม่น้ำน่าน ซึ่งอยู่ห่างจากตลาดไปทางทิศเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร เจ้าหินนี้งอกยาวข้ามไปเกือบถึงอีกฝั่งแม่น้ำเหมือนเป็นสะพาน มีร่องเล็ก ๆ เหลือให้เรือผ่านได้ จึงเรียกกันว่า ‘บ้านหัวดาน’ หรือ ‘บ้านตะพานหิน’ หากเป็นช่วงหน้าแล้ง น้ำในแม่น้ำน่านลดระดับ ก็จะเห็นเจ้าหินดินดานที่เป็นสะพานชัดเจน แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วเพราะระเบิดทิ้งไปเมื่อ พ.ศ. 2530 เพื่อไม่ให้กีดขวางการเดินเรือ
  2. รถนอนตะพานหิน คือชื่อเรียกลำลองของรถธรรมดาขบวนที่ 211 และ 212 ที่วิ่งระหว่างกรุงเทพ-ตะพานหิน-กรุงเทพ โดยรถจะเดินทางจากกรุงเทพฯ มาถึงตะพานหิน แล้วนอนค้างคืนก่อนออกไปกรุงเทพฯ ในช่วงเช้ามืด คนตะพานหินจึงเรียกขบวนนี้ว่า ‘รถนอน’ ซึ่งไม่ได้หมายถึงตู้นอน แต่เป็นรถที่นอนค้างคืนที่สถานีตะพานหิน ถ้าคนตะพานหินเรียกรถนอนเมื่อไหร่ ก็เป็นอันรู้กันว่าเป็นขบวนนี้

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load